ห้ามลืม!! ต่อพรบ.รถยนต์เป็นเรื่องสำคัญ

ห้ามลืม!! ต่อพรบ.รถยนต์เป็นเรื่องสำคัญ

พรบ.รถยนต์ สิ่งที่คนมักคิดว่าเป็นเพียงแค่ข้อกฎหมายที่กำหนดไว้ข้อหนึ่งเท่านั้น เมื่อซื้อรถยนต์ก็ต้องซื้อพรบ.รถยนต์พ่วงมาด้วย แต่ความจริงแล้วมันมีอะไรมากกว่าที่คิด!! และค่อนข้างเชื่อเลยว่าไม่ใช่ทุกคนอย่างแน่นอนที่จะรู้ว่า แท้ที่จริงแล้วมันมีความสำคัญอย่างไร วันนี้ Kaidee จะมาทำความรู้จักกับพรบ.นี้ให้มากขึ้น

มาทำความรู้จักพรบ.รถยนต์กันดีกว่า

พรบ.รถยนต์ หรือประกันภาคบังคับ ที่กฎหมายนั้นบังคับให้รถยนต์ทุกคันที่วิ่งบนท้องถนนนั้นต้องทำ (**ไม่ทำไม่ได้) และต่อพรบ.ทุก ๆ ปี เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ขับขี่ คู่กรณี ผู้โดยสาร และบุคคลอื่น ๆ ภายนอก ซึ่งเป็นการคุ้มครองในเรื่องของค่าใช่จ่ายต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้

หมายเหตุ : พรบ.รถยนต์ ไม่ได้คุ้มครองในส่วนของค่าเสียหายที่รถยนต์

ไม่ทำพรบ.รถยนต์ได้ไหม

แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย และต้องรับโทษตามความผิดที่ไม่ได้ทำพรบ.รถยนต์ ซึ่งมีบทลงโทษตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ดังนี้

  • เจ้าของรถ ผู้เช่าซื้อรถ : หรือเจ้าของรถที่นำรถที่จดทะเบียนในต่างประเทศเข้ามาใช้ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ที่ไม่จัดให้มีการประกันภัยตาม พ.ร.บ.นี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน “10,000 บาท”
  • ผู้ใดนำรถไปใช้ : โดยไม่มีการประกันภัยตาม พ.ร.บ.นี้มาใช้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน “10,000 บาท”

หมายเหตุ : พรบ.รถยนต์นี้ก็ต้องต่ออายุทุกปี

พรบ.รถยนต์คุ้มครองอะไรบ้าง สงสัยกันไหม??

แน่นอนว่าพรบ.ไม่ได้เหมือนกับประกันชั้นต่าง ๆ ที่จะครอบคลุมไปเสียทุกอย่าง แต่พรบ.รถยนต์นั้น มีไว้เพื่อชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดต่อตัวบุคคลเท่านั้น ทางกฎหมายจึงให้ทำเพื่อผลประโยชน์ต่อผู้ที่กระทำความผิดอันไม่ได้ตั้งใจ พรบ.รถยนต์จะเข้ามาคุ้มครองให้ ซึ่งสิ่งที่พรบ.รถยนต์คุ้มครองให้มีดังนี้

คุ้มครองค่าเสียหายเบื้องต้น ได้รับทันทีไม่ต้องรอพิสูจน์ความถูก-ผิด

การคุ้มครองวงเงินคุ้มครอง
ค่ารักษาพยาบาล (ตามจริง)สูงสุด 30,000 บาท (ต่อคน)
การเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพอย่างถาวรสูงสุด 35,000 บาท (ต่อคน)

คุ้มครองค่าเสียหายที่เกินกว่าค่าเสียหายเบื้องต้น ได้รับหลังจากพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้เป็นผู้ที่ต้องรับผิดตามกฎหมาย

การคุ้มครองวงเงินคุ้มครอง
ค่ารักษาพยาบาล (ตามจริง)สูงสุด 80,000 บาท
การเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงสูงสุด 500,000 บาท
การสูญเสียอวัยวะ200,000 – 500,000 บาท
ค่าชดเชยรายวัน (จ่ายตามจำนวนวันที่เข้ารักษาตัวในฐานะผู้ป่วยใน)200 บาท/วัน (สูงสุดไม่เกิน 20วัน)
หมายเหตุ :  บริษัทประกันภัยที่เป็นฝ่ายผิด จะเป็นผู้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ประสบภัยหรือทายาทของผู้ประสบภัย

ฮาวทูเคลมพรบ.รถยนต์ ต้องเตรียมอะไร?

**สำคัญเป็นอย่างมาก** ทำเครื่องหมายดอกจันเอาไว้เลย เพราะถ้าคุณมีพรบ.รถยนต์แล้วใช้ไม่เป็น ก็ไม่มีค่าอะไร ดังนั้นจึงเป็นส่วนที่สำคัญว่าคุณจะต้องเตรียมอะไรบ้าง เพื่อใช้ประโยชน์ของพรบ.ให้ได้สูงที่สุด (อย่าเสียโอกาสไปเชียว)

ขั้นตอนมีง่าย ๆ ไม่กี่ข้อ

  1. แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นการลงบันทึกประจำวันถึงอุบัติเหตุ พร้อมกับเก็บใบบันทึกประจำวันเอาไว้
  2. เข้าทำการรักษาที่โรงพยาบาล โดยที่จะต้องใช้เอกสารต่าง ๆ (ใบรับรองแพทย์ ,ใบเสร็จรับเงิน)
  3. นำเอกสารไปส่งต่อให้แก่บริษัทที่เรานำรถไปทำพรบ.รถยนต์เอาไว้

เอกสารที่ใช้ยื่นต่อบริษัทประกัน

  • เอกสารบันทึกประจำวัน
  • ใบรับรองแพทย์
  • ใบเสร็จรับเงิน
  • สำเนาบัตรประชาชนของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ

การต่อพรบ.รถยนต์ ต่อได้ที่ไหน

การต่อพรบ.รถยนต์ก็เป็นเหมือนกับการซื้อประกันรถยนต์ประเภทหนึ่ง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณนั้นเลือกซื้อกับบริษัทประกันเจ้าไหนเอาไว้ ให้กลับไปต่อที่นั่น แต่อันนี้เป็นเรื่องเบสิคที่หลาย ๆ คนน่าจะทราบดีกันอยู่แล้ว วันนี้ผมมีแหล่งซื้อพรบ.รถยนต์ได้ง่าย ๆ มาฝาก

ซื้อพรบ.รถยนต์ที่จุดตรวจรถ ตรอ.

เป็นแหล่งซื้อพรบ.ชั้นเยี่ยมที่หลายท่านไม่รู้ เวลาเราจะเอารถยนต์ไปต่อภาษีในแต่ละปี รถจะต้องมีพรบ.อยู่เท่านั้น ไหนจะต้องไปตรวจรถยนต์ก่อนจะต่อภาษีอีก งั้นมันจะง่ายกว่าไหม?? ถ้าหากจะทำให้มันจบได้ในการออกจาบ้านเพียงครั้งเดียว เพียงแค่ตอนที่นำรถยนต์เข้าไปตรวจที่ ตรอ. แล้ว ก็ขอซื้อพรบ.ที่จุดตรวจไปด้วยเลย เท่านี้คุณก็ไม่ต้องเดินทางไปบริษัทประกันที่คุณเลือกซื้อเอาไว้อีกด้วย

TIPS : เมื่อต่อพรบ.รถยนต์แล้ว อย่าลืมไปต่อภาษีรถยนต์ต่อกันด้วยล่ะ

สรุปบทความ พรบ.รถยนต์

ประโยชน์ที่แท้จริงของพรบ.รถยนต์ คือ การได้รับเงินคุ้มครองเมื่อเกิดการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนนได้ทันที โดยไม่ต้องมองว่าใครเป็นผู้กระทำผิด แต่ว่าพรบ.รถยนต์นั้นจะไม่ได้ครอบคลุมในเรื่องของค่าซ่อมแซมรถยนต์ ดังนั้นการทำพรบ.อย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ ทางที่ดีควรจะทำประกันควบคู่กันไป เพราะไม่มีใครสามารถรู้ได้เลยว่าวันใดวันหนึ่งเราจะเกิดอุบัติเหตุทางถนนหรือเปล่า ควรเตรียมตัวไว้ให้พร้อมในเรื่องของสิทธิประโยชน์ของตัวเองเสมอ

ทีนี้คุณก็ได้รู้ไปแล้วในเรื่องของข้อกฎหมาย ถ้าคุณจะซื้อรถไม่ว่าจะเป็นมือหนึ่งหรือว่ามือสอง ก็ต้องทำพรบ.เช่นเดียวกัน แต่ถ้าให้พูดถึงเรื่องรถยนต์มือสองแล้วล่ะก็ ห้ามพลาดเช่นเดียวกันกับแพลตฟอร์มชั้นนำอย่าง Kaidee Auto แหล่งรถยนต์ทุกประเภทหลากหลายแนว ครบ จบ ในที่เดียว หาซื้อก็ง่าย ขายก็คล่อง “คลิกปุ่มข้างล่างสิรออะไร”

อารีย์ ย่านคาเฟ่ฮอปปิงสุดฮอตของพนักงานออฟฟิศ

อารีย์ ย่านคาเฟ่ฮอปปิงสุดฮอตของพนักงานออฟฟิศ

อารีย์ ชื่อนี้คงเป็นที่คุ้นหูของสาว ๆ วัยรุ่นทั่วไปในนามของย่านแห่งคาเฟ่ ที่มีร้านขนมอร่อย ๆ นับสิบร้านตั้งอยู่บนซอยเล็ก ๆ ทั้ง 12 แต่หารู้ไม่ว่า ถ้าเราเจาะลึกย่านนี้ลงไป อารีย์ยังเป็นสถานที่ตั้งของสิ่งอำนวยความสะดวกอีกมากมายในการใช้ชีวิตอีกด้วยนะ โดยเฉพาะรถไฟฟ้า BTS อารีย์ที่เรารู้จักกัน

กว่าจะมาเป็น อารีย์

ก่อนที่ย่านอารีย์จะกลายมาเป็นอารีย์ในปัจจุบัน เมื่ออดีตย่านนี้ก็เหมือนกับย่านอื่น ๆ ที่เป็นทุ่งนาอันกว้างใหญ่ ที่พื้นที่รอบ ๆ ค่อย ๆ เปลี่ยนไปด้วยการลงหลักปักฐานของบุคคลราชการ จนเกิดการขยายตัวเมืองมาทางฝั่งพื้นที่อารีย์มากขึ้น จนกลายเป็นย่านที่อยู่อาศัยอันเงียบสงบและครบครันไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ทั้งโรงพยาบาล สถานศึกษา หรือแม้แต่สำนักงานราชการอย่าง กรม และกระทรวงต่าง ๆ

และอารีย์ก็ได้มีการพัฒนามากยิ่งขึ้นเมื่อรถไฟฟ้า BTS สถานีอารีย์ได้เดินทางมาถึง ส่งผลให้นอกจากจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกแล้ว อารีย์ก็ยังสามารถเข้าถึงได้ง่าย ๆ ผ่านการเดินทางอันหลากหลาย จนได้รับความสนใจจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และเป็นย่านแรก ๆ ที่มีคอนโดมิเนียมเกาะรถไฟฟ้าเลยทีเดียว

อารีย์

อารีย์ มีดีกว่าคาเฟ่

โดยในปัจจุบันย่านอารีย์ก็เป็นหนึ่งในย่านที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนและผู้อยู่อาศัย ทั้งโครงการคอนโดมิเนียมหรือที่ดินว่างเปล่าที่มีนักธุรกิจจับจองเพื่อสร้างธุรกิจมากมาย โดยเฉพาะร้านคาเฟ่และร้านอาหาร ซึ่งสำหรับตัวอสังหาริมทรัพย์นั้นเรียกได้ว่ามีราคาที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นย่านที่สามารถเชื่อมต่อกับพื้นที่โดยรอบไม่ว่าจะเป็น สามเสน สุทธิสาร และรัชดาฯ จนย่านนี้กลายเป็นย่านแฮงเอาต์สุดฮิตของคนรุ่นใหม่

การเดินทางในย่าน อารีย์

ถนนทั่วไป

ถนนพหลโยธิน เป็นถนนหลักของย่านอารีย์ที่มีซอยเล็ก ๆ และทางคู่ขนานอย่าง ถนนพระราม 6 อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับถนนอีก 3 ถนน ได้แก่ ถนนประดิพัทธิ์ ถนนสุทธิสารวินิจฉัย และซอยพหลโยธิน 2 ทำให้สามารถเข้าถึงตัวเมืองได้อย่างง่ายดาย

ทางพิเศษ

ย่านอารีย์ มีทางพิเศษ 2 สายที่อยู่ใกล้ ๆ ได้แก่ ทางพิเศษศรีรัช และทางยกระดับอุตราภิมุข ซึ่งเราสามารถขึ้นลงได้บริเวณที่ห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร

รถไฟฟ้า

สำหรับรถไฟฟ้า อารีย์ก็เป็นอีกหนึ่งย่านที่มีรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวเข้ม (หมอชิต-สะพานใหม่) วิ่งผ่าน ในนามของสถานีอารีย์ ที่สามารถเชื่อมต่อรถไฟฟ้าอีกทั้ง 2 สาย รวมถึงในอนาคตก็จะมีรถไฟฟ้าอีกถึง 2 สายรวมทั้งหมด 4 สายที่ย่านอารีย์เชื่อมต่อได้ง่าย ๆ 

รถตู้

ส่วนรถตู้ก็มีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นคิวรถตู้ใกล้ ๆ ขนาดใหญ่ที่สามารถพาคุณเข้าและออกจากเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร รวมถึงยังมีรถตู้จากเส้นทางอื่น ๆ ที่วิ่งผ่านย่านอารีย์โดยเฉพาะจากย่านจตุจักร ที่จะเข้ามาเป็นส่วนมาก ซึ่งมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 25 บาท เหมือนกับสายรถตู้ทั่วไป

รถเมล์

ในย่านอารีย์มีรถเมล์สายสำคัญที่อยู่บริเวณ วิลล่า มาร์เก็ต ทั้งหมด 8 สาย ได้แก่ สาย 17 (ท่าข้าม-อนุสาวรีย์) สาย 38 (ส.ราชภัฏจันทรเกษม-วิทยาลัยรามคำแหง) สาย 54 (วงกลมรอบเมือง-ห้วยขวาง) สาย 77 (อู่สาธุประดิษฐ์-หมอชิตใหม่) สาย 97 (กระทรวงสาธารณสุข-โรงพยาบาลสงฆ์) สาย 204 (กทม.2-ท่าน้ำราชวงศ์) สาย 502 (อู่สวนสยาม-อนุสาวรีย์) และสาย 509​ (พุทธมณฑลสาย 2-สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพมหานคร (จตุจักร)

สิ่งอำนวยความสะดวกย่าน อารีย์

ห้างสรรพสินค้า

  • ลา วิลล่า อารีย์
  • วิลล่า มาร์เก็ต พหลโยธิน

โรงพยาบาล

  • โรงพยาบาล พญาไท 2
  • โรงพยาบาล เปาโล เมโมเรียล พหลโยธิน
  • โรงพยาบาลวิชัยยุทธ

สถานศึกษา

  • RBIS Rasami British International School
  • College of Management, Mahidol University
  • โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย
  • โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี

วัด

  • วัดอภัยทายาราม (วัดมะกอก)
  • วัดไผ่ตัน

ตลาด

  • ตลาดนัดหลังกระทรวงการคลัง
  • ตลาดนัดซอยอารีย์ 1

สวนสาธารณะ

  • สวนสาธารณะ กรมประชาสัมพันธ์

ดื่มด่ำมนต์เสน่ห์แบบอารีย์ ที่ SAVVI Ari 4

SAVVI Ari 4 คอนโดมิเนียม Low Rise สุดหรู 8 ชั้น จากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่าง The Urban Property บนทำเลเปี่ยมศักยภาพใจกลางอารีย์ ซอย 4 ครบครันไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งภายในและภายนอกโครงการพร้อมกับเทคโนโลยีสุดทันสมัยต่าง ๆ ทั้งระบบที่จอดรถอัตโนมัติและระบบ Home Automation โดยคอนโดมิเนียมแห่งนี้มีความเป็นส่วนตัวผ่านห้องทั้งหมดเพียง 39 ยูนิต แบ่งเป็นห้อง 4 แบบ ได้แก่

  • 1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 35.31 – 39 sq.m.
  • 2 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 62 – 76.9 sq.m.
  • 3 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 98.5-125 sq.m.
  • DUPLEX พื้นที่ใช้สอย 99.5 sq.m

แนวโน้มความเป็นไปของ อารีย์

นอกจากย่านแฮงเอาต์และที่อยู่อาศัยแล้ว อารีย์ ยังเป็นย่านที่ได้รับความนิยมในเรื่องของที่ตั้งสำนักงานและโครงการเชิงพาณิชย์ของเอกชนที่มีราคาค่าเช่าไม่ใช่น้อยเลย เช่น Phahonyothin Center, Ari Hills, Pearl Bangkok และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งนี่นับว่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเติบโตของอาคารสำนักงานและอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ที่เป็นผลพวงจากสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบนี้เอง

และถ้าใครอยากอาศัยหรือลงทุนกับคอนโดมิเนียมย่านอารีย์ ก็มีโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่น่าสนใจอย่าง SAVVI Ari 4 ให้คุณได้ซื้อ เพียงแค่คลิกด้านล่าง

อ่านบทความ รีวิวอสังหาฯ อื่น ๆ

เคล็ด (ไม่) ลับ เลือก โซฟา ง่าย ๆ ให้ตรงใจ

เคล็ด (ไม่) ลับ เลือก โซฟา ง่าย ๆ ให้ตรงใจ

โซฟา ไอเทมหลักที่เป็นส่วนประกอบของห้องรับแขกหรือห้องนั่งเล่นเป็นสถานที่พักผ่อนร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว แต่ ๆ ๆ ใช่ว่าจะนั่งโซฟาแล้วชอบไปหมดทุกตัวนะ เพราะโซฟาแต่ละแบบ แต่ละชนิดวัสดุก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน แล้วโซฟาแบบไหนล่ะที่เหมาะกับเรา ? แล้วเราจะเลือกโซฟาอย่างไร ? จะดูแลรักษาอย่างไรให้โซฟาเหมือนใหม่ตลอดเวลา ? มาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันเถอะ

เลือกจากลักษณะการใช้งาน

เคล็ดลับการเลือกซื้อโซฟาอันดับแรก เราจำเป็นที่จะต้องเลือกโซฟาตามลักษณะการใช้งานของเราเพราะโซฟาประเภทต่าง ๆ ก็มีดีไซน์และลักษณะที่แตกต่างกัน ทำให้เหมาะกับอสังหา หรือการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งจะมีอยู่ 6 ประเภทหลัก ๆ ที่ทุกคนควรรู้ ดังนี้

โซฟา ประเภทต่าง ๆ

โซฟาเข้ามุม

หรือโซฟารูปตัว L ที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบันเพราะขนาดที่ใหญ่แบบพอดี ๆ จนสามารถนำไปใช้ได้กับการใช้งานที่หลากหลาย ด้วยการแบ่งสัดส่วนห้อง ตกแต่งให้หรูหรา สามารถนั่งได้หลากคน หรือจะใช้นอนพักผ่อนก็ใช้ได้เช่นกัน

โซฟาเซต (Sofa Set)

เซตโซฟาขนาดใหญ่ที่เหมาะกับครอบครัวที่มีสมาชิกในบ้านเยอะ เหมาะกับบุคคลที่ต้องการซื้อโซฟาแบบครบครันในคราวเดียว โดยไม่ต้องจับคู่สีเอง ซึ่งเซตโซฟาที่ใหญ่ที่สุดจะประกอบไปด้วย โซฟา 3 ที่นั่ง + อาร์มแชร์ + โต๊ะกลาง + โซฟาคู่ + หมอนอิง เรียกได้ว่าสะดวกเป็นอย่างมาก

อาร์มแชร์ (Armchair)

หรือที่เรียกว่าโซฟาเดียว เป็นโซฟาที่มีราคาถูกที่สุดเมื่อเทียบกับแบบอื่น ๆ ขนาดเล็ก สามารถใช้กับพื้นที่เล็ก ๆ ได้อย่างสบาย ๆ อีกทั้งยังสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย เพราะมีน้ำหนักที่เบา เหมาะกับการวางในคอนโดมิเนียม บ้านที่มีสมาชิกไม่เยอะ หรือเสริมจากโซฟาเซต

ขอบคุณรูปจาก: pikisuperstar

โซฟารูปตัว I

โซฟาขนาดปานกลางรูปเส้นตรง 2-4 ที่นั่ง เหมาะสำหรับการใช้พื้นที่ที่จำกัด ทั้งห้องทำงาน คอนโดมิเนียม บ้านขนาดเล็ก หรือจะวางไว้ที่ปลายเตียงก็เก๋ไปอีกแบบ โดยโซฟาประเภทนี้เป็นโซฟาที่สามารถนอนพักผ่อนได้ไม่แพ้โซฟารูปตัว L เลยล่ะ

โซฟาเบด (Sofabed)

เป็นหนึ่งใน Multifunctional Furniture ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลากหลาย เป็นได้ทั้งโซฟาและเตียงนอนอันแสนสบายด้วยวิธีการที่หลากหลาย ทั้งเอนเบาะ 180 องศา หรือดึงลิ้นชักด้านล่างให้กลายเป็นเบาะ ทำให้ห้องของคุณใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

โซฟาเดย์เบด (Sofa Daybed)

โซฟากึ่งเตียงนอนที่ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบใด ๆ สามารถใช้งานได้ทั้งการนั่ง นอน หรือวางเท้าได้ เหมาะสำหรับการใช้งานในห้องนั่งเล่น ห้องนอน มุมพักผ่อน และบริเวณภายนอกอย่างสระว่ายน้ำหรือสวน โดยจะมีลักษณะเบาะที่ลึกและใหญ่กว่าโซฟาทั่วไป

เลือกจากวัสดุของ โซฟา

นอกจากรูปลักษณะของโซฟาแล้ว สมาชิกในบ้านและสุขภาพของสมาชิกยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเลือกวัสดุหุ้มโซฟา เช่น ครอบครัวที่มีสัตว์เลี้ยงหรือเด็ก ภูมิแพ้ อุณหภูมิ และความชื้นภายในบ้าน เป็นต้น ซึ่งวัสดุการหุ้มโซฟาที่แตกต่างกันก็ต้องมีการดูแลรักษาที่เหมาะสม ดังนี้

วัสดุหุ้มโซฟาแต่ละแบบต้องดูแลรักษาอย่างไร ?

โซฟาหนังแท้

โซฟาหนังแท้เป็นวัสดุที่ถูกผลิตขึ้นจากหนังจากสัตว์ที่มีขนาดตัวใหญ่อย่าง วัว ที่ได้รับความนิยมมากกว่าหนังสัตว์ประเภทอื่น ซึ่งด้วยความที่พวกมันเป็นหนังสัตว์จริง ๆ นี่เอง ที่ทำให้มันหรูหราและดูดี ส่งผลให้โซฟาหนังแท้มีราคาที่สูงมากกว่าวัสดุอื่น ๆ โดยอาจเริ่มตั้งแต่หลักหมื่นขึ้นไปจนถึงหลักแสนเลยทีเดียว

ซึ่งโซฟาหนังแท้ก็ควรมีวิธีการดูแลเป็นอย่างดี ด้วยการใช้ผ้าแห้งเช็ดทำความสะอาดหรือดูดฝุ่น ประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยไม่ควรวางของที่มีน้ำหนักเยอะเป็นเวลานานเพื่อป้องกันการยุบตัว รวมถึงห้ามโดนผิวโซฟาน้ำมากเกินไป มิเช่นนั้นโซฟาของคุณก็อาจเป็นรอยได้

โซฟาหนังเทียม

เป็นโซฟาที่นำวัสดุสังเคราะห์ต่าง ๆ มาขึ้นรูปให้มีลักษณะคล้ายโซฟาหนังแท้ ไม่ว่าจะเป็น ผิวสัมผัส หรือลวดลายบนโซฟา ซึ่งราคาของวัสดุประเภทนี้ก็จะมีราคาที่ถูกว่าหนังแท้ อีกทั้งยังนั่งสบายไม่แพ้แท้หนังแท้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยอายุการใช้งานที่น้อยกว่า

โดยวิธีการดูแลรักษาโซฟาหนังเทียมก็คล้ายกับหนังแท้ด้วยการดูดฝุ่น หรือเช็ดทำความสะอาดโดยใช้น้ำยาทำความสะอาดหนังเทียมหรือน้ำสบู่แบบอ่อน แล้วเช็ดด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง และพยายามหลีกเลี่ยงให้โซฟาของคุณไม่โดนแสงแดดโดยตรง เพื่อป้องกันหนังกรอบ แห้ง และอาจเกิดลายได้

โซฟาผ้า

ถือเป็นวัสดุหุ้มโซฟาที่มีราคาถูกและได้รับความนิยมมากที่สุด มีหลากหลายคุณภาพให้เลือกตามชนิดของผ้าแบบต่าง ๆ ตามความชอบและสไตล์การตกแต่งบ้าน มีสีและลวดลายให้เลือกเยอะ ไม่ว่าจะเป็น ผ้าไหมเทียม ผ้าฝ้าย ผ้าใยสังเคราะห์ หรือผ้ากำมะหยี่ เป็นต้น นั่งแล้วให้ความรู้สึกถึงความนุ่มสบาย ซึ่งราคาก็จะเริ่มต้นตั้งแต่หลักพันจนถึงหมื่น 

และด้วยผิวของวัสดุที่กักเก็บฝุ่นนี้เองที่ทำให้การดูแลรักษาต้องใช้การดูดฝุ่น หรือการเช็ดด้วยผ้าหมาดและซับด้วยผ้าแห้ง และอาจจำเป็นต้องนำไปผึ่งแดดเพื่อลดกลิ่นอับ

เลือกจากพื้นที่การใช้งาน

ซึ่งสำหรับขนาดของโซฟาที่เราใช้ก็ต้องมีความพอเหมาะพอดีกับพื้นที่ภายในอสังหาริมทรัพย์ของเรา ให้สัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ ทั้งพื้นที่สำหรับการเปิดประตู และพื้นที่การวางสิ่งของภายในบ้าน เพื่อความปลอดภัย โดยควรมีระยะห่าง ดังนี้

พื้นที่ระหว่างประตู: 1–1.5 เมตร

พื้นที่ทางเดิน: 1.5–2 เมตร

รวมถึงไม่ควรวางโซฟาไว้ชิดกับหน้าต่าง เพราะแสงแดดที่แรงเกินไปก็อาจทำให้โซฟาเสื่อมสภาพได้เร็วขึ้นนั่นเอง

เลือกจากสไตล์การตกแต่ง

เนื่องจากโซฟาถือเป็นของชิ้นใหญ่ทำให้การเลือกสรรโซฟามาวางให้เข้ากับบรรยากาศภายในห้องจึงเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้ปัจจัยอื่น ๆ เลย เช่น การเลือกโซฟาหนังเท่ ๆ สำหรับบ้านสไตล์ลอฟท์ โซฟาผ้าดูอบอุ่นสำหรับบ้านสไตล์มินิมอล หรือโซฟาที่มีความโค้งมนสีอ่อนสำหรับบ้านสไตล์วินเทจ เป็นต้น

สรุปความแตกต่างของ โซฟา แต่ละประเภท

รู้ไหมว่า การเลือกโซฟาที่เหมาะสมไม่ได้เพิ่มความสวยงามให้กับบ้านคุณเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถช่วยสร้างบรรยากาศให้ห้องดูน่าอยู่และผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นได้อีกด้วย และจากเคล็ดลับทั้ง 4 ข้อด้านบนที่เราได้กล่าวก็ไป ก็เป็นวิธีง่าย ๆ ที่จะทำให้คุณได้โซฟาที่ถูกใจสำหรับอสังหาริมทรัพย์ของคุณ

แต่ถ้าหากใครที่ไม่อยากลงมือแต่งอสังหาฯ เอง ในเว็บไซต์ Kaidee Property ก็มีอสังหาริมทรัพย์พร้อมอยู่มากมายให้คุณได้เลือก เพียงแค่คลิกด้านล่าง

อ่านบทความ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอสังหาฯ อื่น ๆ

รีวิวสเปค Samsung Galaxy Z Filp3, Z Fold3, Galaxy Buds 2

รีวิวสเปค Samsung Galaxy Z Filp3, Z Fold3, Galaxy Buds 2

งาน Samsung Galaxy Unpacked ในเดือนสิงหาคมปี 2021 ที่เพิ่งผ่านมานี้ Samsung ก็ได้เปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นที่ 3 ในตระกูล Z พร้อมกับอุปกรณ์อย่าง Galaxy Watch และ Galaxy Buds รุ่นใหม่น่าใช้สุดๆ

ของใหม่ที่เปิดตัวภายในงาน Galaxy Unpacked 2021 (August)

  • Samsung Galaxy Watch 4 Series
  • Samsung Galaxy Z Fold3 5G
  • Samsung Galaxy Z Flip3 5G
  • Samsung Galaxy Buds 2
  • Thom Browne Limited Edition

Samsung Galaxy Z Fold3 5G

สมาร์ตโฟนพับได้ที่เปิดตัวมาพลิกวงการ ในปีนี้มาในรุ่นใหม่กับ Samsung Galaxy Z Fold3 5G โดยมีจุดที่พัฒนาขึ้นหลักๆ ดังนี้

  • จอมีความแข็งแรงทนทานต่อการพับมากขึ้น 80% 
  • จอมีอัตรารีเฟรชเรทสูงสุด 120Hz
  • กล้องซ่อนใต้หน้าจอ (เมื่อพับจอออก)
  • รองรับ S Pen Pro และ S Pen Fold Edition (แยกจำหน่าย ไม่ได้แถมให้)
  • ทนน้ำมาตรฐาน IPX8

ดีไซน์โดยรวมยังคงคล้ายกับรุ่นก่อน โดยเรื่องน้ำหนักจะเบาลงเล็กน้อย ในขนาดตัวเครื่องที่เท่าเดิม และในปีนี้ยังมีสีใหม่เพิ่มขึ้นมานั่นคือ Phantom Green และ Phantom Silver 

หน้าจอของ Samsung Galaxy Z Fold3 ได้ถูกพัฒนาให้ค่ารีเฟรชเรทสูงสุดถึง 120Hz และยังปรับให้หน้าจอสว่างขึ้นกว่าเดิมถึง 29% และที่สำคัญหมดเรื่องกังวลใจกับกล้องหน้าที่ถูกซ่อนไว้ใต้หน้าจอ ทำให้ไม่รู้สึกขัดตาขัดใจเวลารับชมคอนเทนต์ต่างๆ อีกต่อไป

ด้าน Productivity ก็พัฒนาให้ทำงานต่างๆได้สะดวกมากขึ้น ด้วยหน้าจอ 7.6 นิ้วที่สามารถแบ่งหน้าจอเพื่อใช้งานแอปต่างๆ แบบ Multitasking ได้อย่างสะดวก แถมยังมี Taskbar ด้านข้างที่ช่วยให้เราเข้าถึงแอปที่ใช้งานบ่อยได้โดยไม่ต้องกลับไปหน้าโฮม 

อีกสิ่งสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า Samsung เองก็รับฟังคำเรียกร้องของกลุ่มลูกค้า ที่อยากให้ S Pen ใช้งานบน Galaxy Z Fold และใน Samsung Galaxy Z Fold3 ก็รองรับการใช้ S Pen แล้ว โดยจะรองรับ S Pen Pro และ S Pen Fold Edition ที่ออกแบบมาเพื่อรุ่นนี้โดยเฉพาะ และจะใช้งานได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น แต่ S Pen นี้จะจำหน่ายแยก ไม่ได้แถมมาให้กับตัวเครื่อง

สเปคอื่นๆ

  • หน้าจอด้านนอก 6.2 นิ้ว ความละเอียด HD+ (2268 x 832) อัตรารีเฟรชเรท 120Hz
  • หน้าจอหลัก 7.6 นิ้ว ความละเอียด 2208 x 1768 อัตรารีเฟรชเรท 120Hz
  • ซีพียู Qualcomm Snapdragon 888
  • Ram 12GB
  • Rom 256GB หรือ 512GB 
  • กล้องหลังความละเอียด 12MP ทั้งหมด 3 ตัว (Ultra Wide, Wide และ Telephoto) พร้อมระบบกันสั่น Dual OIS 
  • กล้องหน้าบนจอด้านนอกความละเอียด 10MP 
  • กล้องหน้าในจอด้านใน ความละเอียด 4MP
  • แบตเตอรี่ 4400 mAh   
  • น้ำหนัก 271g 

ราคาเปิดตัว

  • 256GB : 57,900 THB
  • 512GB : 61,900 THB

Samsung Galaxy Z Flip3 5G

สมาร์ตโฟนพับได้ดีไซน์เก๋กับ Samsung Galaxy Z Flip3  โดยรุ่นนี้จะเน้นความทันสมัย ใช้งานได้หลากหลายและขนาดที่กะทัดรัด (Stylish Flexible & Compact) ซึ่งในปีนี้มีสีใหม่ให้เลือกเยอะขึ้น อย่างสี Cream Green Lavender และ Black หรือสีพิเศษสำหรับการสั่งซื้อออนไลน์อย่างสี Grey White และ Pink

ดีไซน์โดยรวมของ Samsung Galaxy Z Flip3  ยังคงมีความคล้ายกับรุ่นเดิม แต่หน้าจอด้านหน้าเมื่อพับจอลงแล้ว หน้าจอนั้นจะมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมถึง 4 เท่า (1.9 นิ้ว) ทำให้จอนี้ช่วยให้เราเข้าถึงการใช้งานหลายอย่างได้สะดวกมากขึ้น อย่างเช่น การอ่านข้อความใหม่ การตอบกลับข้อความผ่าน Bixby หรือใช้งาน Widgets ต่างๆ โดยสิ่งเหล่านี้สามารถทำได้ไม่ต้องเปิดหน้าจอออก 

ส่วนหน้าจอเต็ม เมื่อเปิดออกนั้นจะเป็นหน้าจอ Dynamic Amoled 2X ที่มีขนาด 6.7 นิ้วความละเอียด FHD+ (2640 x 1080) และมีอัตรารีเฟรชเรทสูงสุดที่ 120 Hz ทำให้ไม่ว่าจะดูหนัง เล่นเกม เสพคอนเทนต์ก็ได้อรรถรสที่เต็มอิ่ม 

กล้องหลังของ Samsung Galaxy Z Flip3 ถูกพัฒนาให้ดีขึ้น โดยกล้องคู่หลังจะมีความละเอียด 12MP ทั้งสองตัว โดยจะเป็นเลนส์ Wide และ Ultra Wide ซึ่งจะมาพร้อมระบบกันสั่น OIS และระบบโฟกัส Dual Pixel AF  ส่วนกล้องหน้าจะมีความละเอียด 10MP ซึ่งไม่ว่าจะพับจอหรือไม่นั้นเราก็สามารถถ่ายเซลฟี่ได้อย่างสะดวก เพราะหากพับจออยู่นั้น หน้าจอด้านหน้าก็จะแสดงผลเป็นหน้าจอสำหรับถ่ายเซลฟี่ทั้งภาพและวิดีโอได้เลย 

สเปคอื่นๆ

  • ซีพียู Qualcomm Snapdragon 888 
  • Ram 8GB 
  • Rom 128GB หรือ 256GB
  • รองรับ 5G
  • ทนน้ำมาตรฐาน IPX8
  • แบตเตอรี่ 3,300 mAh 
  • รองรับชาร์จไร้สาย

ราคาเปิดตัว

  • 128GB : 34,900 THB
  • 256GB : 36,900 THB

Samsung Galaxy Watch 4 Series

เปิดตัวเป็นชิ้นแรกในงานกับ Galaxy Watch 4 Series โดยดีไซน์ในรุ่นนี้จะปรับให้มีความ Seamless ไร้รอยต่อ ทันสมัย ใช้งานได้กับทุกวัย ด้วยหน้าจอ Super Amoled ที่แสดงผลได้อย่างดีและตัวเครื่องก็มีความแข็งแรงทนทานมากขึ้น แถมยังทนน้ำในระดับ IP68 ได้ ซึ่งในรุ่นนี้สามารถเปลี่ยนสายได้หลากหลายแบบและยังมีหน้าปัดจอใหม่ๆให้ได้เลือกใช้อีกมากมายเช่นเดียวกัน

Galaxy Watch 4 Series เป็นรุ่นแรกที่ใช้งานในระบบปฏิบัติการ Wear OS ใหม่ที่พัฒนาโดย Samsung ซึ่งฟีเจอร์เด่นๆ ที่รุ่นนี้สามารถทำได้ จะเน้นไปที่ด้านสุขภาพ เช่น Sleep Analysis การตรวจวัดการนอน รวมไปถึงการตรวจระดับออกซิเจนขณะนอนหลับ หรือ Body Composition การตรวจวัดร่างกายที่สามารถทำได้โดยใช้สองนิ้วแตะไว้ที่เซนเซอร์ และรองรับการตรวจจับการออกกำลังกายต่างๆมากถึง 95 ชนิด

สเปคอื่นๆ

  • หน้าจอขนาด 1.4 นิ้ว ความละเอียด 450 x 450
  • หน้าจอแบบ Always-on
  • Rom 16GB
  • Bluetooth 5.0 
  • แบตเตอรี่ 361 mAh 
  • 4 สี Black, Pink Gold, Silver และ Green  

Galaxy Buds 2

หูฟังรุ่นต่อยอดกับ Galaxy Buds 2 ในรุ่นนี้ออกมาแบบได้อย่างดีมีกิมมิกในตัว โดยดีไซน์ภายนอกนั้นจะเป็นสีขาวล้วน แต่ภายในจะเปลี่ยนไปตามสีที่คุณเลือกซื้อ ซึ่งจะมี Olive, Lavender, Graphite, White 

Galaxy Buds 2 พัฒนาให้เสียงไมค์ในตัวเครื่องดีขึ้นยิ่ง โดยจะมีไมค์ทั้งหมด 3 ตัว (ด้านใน 2 ตัวและด้านนอก 1 ตัว) นอกจากนี้ยังมี Active Noise Canceling ช่วยลดเสียงรบกวนรอบข้างได้มากถึง 98% พร้อมมีระบบ Ambient Sound ให้เราได้ฟังเสียงรอบข้างเมื่อต้องการฟังเสียงข้างนอก  

เรื่องแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ถึง 5 ชั่วโมงแบบเปิด ANC และหากนับรวมการชาร์จในเคสแล้วก็สามารถใช้งานได้รวมทั้งหมด 20 ชั่วโมงเลยทีเดียว 

สเปคอื่นๆ

  • เชื่อมต่ออุปกรณ์ Galaxy อื่นๆได้อย่างสะดวกแบบ Auto Switch (สำหรับรุ่นที่มี One UI 3.1 ขึ้นไป)
  • ควบคุมผ่าน Galaxy Watch ได้อย่างสะดวกผ่าน Quick Buds Control 
  • มีปลอกหูฟังให้ 3 ขนาด (เล็ก กลาง ใหญ่)
  • ปรับแต่ง Equalizer ได้ผ่านสมาร์ตโฟน Galaxy 

Thom Browne Edition

ก่อนจะปิดงาน Samsung ก็ได้เซอร์ไพร์สด้วย Thom Browne Edition โดยจะจำหน่ายเป็นเซ็ท 2 เซ็ท ดังนี้

  1. Samsung Galaxy Z Fold3 5G Thom Browne Edition

ประกอบด้วย 

  • Samsung Galaxy Z Fold3 5G
  • เคสหนังดีไซน์จาก Thom Browne
  • S Pen Pro 
  • Galaxy Watch 4 พร้อมสายนาฬิกา 3 แบบ
  • Galaxy Buds 2 พร้อมเคสและที่ชาร์จไร้สาย

ราคา 111,000 บาท 

  1. Samsung Galaxy Z Flip3 Thom Browne Edition

ประกอบด้วย

  • Samsung Galaxy Z Flip3 5G
  • เคสหนังดีไซน์จาก Thom Browne
  • Galaxy Watch 4 พร้อมสายนาฬิกา 3 แบบ
  • Galaxy Buds 2 พร้อมเคสและที่ชาร์จไร้สาย

ราคา 76,000 บาท

สรุป

Galaxy Unpacked ในครั้งนี้ Samsung ได้พัฒนาไลน์ Galaxy Z ให้มีความล้ำพร้อมกับความเสถียรที่เพิ่มมากขึ้น แม้ว่าในครั้งแรกที่ไลน์นี้เปิดตัวมาจะได้รับความฮือฮา แต่ก็เต็มไปด้วยคำวิจารณ์ค่อนข้างมาก และอีกสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือ Samsung ให้ความสำคัญกับ Galaxy Eco system ที่ครอบคลุมการใช้งานในแต่ละอุปกรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งสาวก Samsung เองก็อาจจะถูกใจกับสิ่งนี้มากเช่นเดียวกัน 

และหากใครนึกถึงสมาร์ตโฟน Samsung ล่ะก็ สามารถเข้ามาดูที่ Kaidee ในหมวดสมาร์ตโฟนได้เลย เรามีสมาร์ตโฟน Samsung ให้คุณได้เลือกมากมายหลายรุ่น พร้อมมีระบบ KD Pay ที่ช่วยสร้างความมั่นใจในการซื้อขายสมาร์ตโฟนของคุณให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น ว่าแล้วก็ลองเข้าไปดูกันเลย

กระเป๋า Coach ออกใหม่ปี 2021 และรุ่นที่เซเลบใช้

กระเป๋า Coach ออกใหม่ปี 2021 และรุ่นที่เซเลบใช้

สำหรับหลายคน กระเป๋าเป็นไอเทมที่จำเป็นยิ่งกว่าลิปสติกเสียอีก และถ้าพูดถึงเรื่องของกระเป๋าแล้วล่ะก็ แน่นอนว่าในบรรดากระเป๋าแบรนด์เนมทั้งหลาย กระเป๋า Coach เป็นยี่ห้อนิยม และได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรดาน้องๆ มหาลัย และ สาวๆ วัยทำงาน

elle.com.sg

ด้วยความที่กระเป๋า Coach เป็นกระเป๋าระดับ High-End เคลมด้วยคุณภาพหนังแท้ ที่แข็งแรงทนทาน ติดลมบนความฮิตในบ้านเรามาอย่างยาวนาน แต่เขากลับมีราคาที่เอื้อมถึง ไม่แพงจนกระเป๋าต้องฉีก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้กระเป๋า Coach เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับสาวๆ ที่รัก และชอบสะสมกระเป๋าแบรนด์เนม แต่ไม่อยากถึงขั้นต้อง ‘Break The Bank’ กินมาม่ากันช่วงสิ้นเดือนนั่นเอง

นอกจากนี้ หนึ่งในแรงสนับสนุนความเป็นที่นิยมของกระเป๋า Coach คงต้องขอยกความดีความชอบ ให้กับเหล่าเซเลบคนดังในหน้า Feed ไอจีทั้งหลาย ที่หมั่นถ่ายรูปลงคู่กับกระเป๋า Coach คู่ใจของพวกเธอ ลงให้พวกเราได้กิเลสแตกกันรายวัน….

เอาล่ะค่ะ ถ้าคนไหน ที่กำลังปรึกษาอากู๋ หากระเป๋า Coach รุ่นเก๋ๆ สุดฮิตกันอยู่ล่ะก็ มาถูกทางแล้วนะคะ วันนี้ Kaidee ได้รวบรวมกระเป๋า Coach รุ่นใหม่ที่เพิ่งถูกปล่อยออกมาอย่างสดๆ ร้อนๆ ในปี 2021 นี้ ให้ได้เลือกกัน รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

เหล่าดาราแฟนคลับของกระเป๋า Coach 

แต่ก่อนจะไปดูกันว่ามีคอลเลคชันกระเป๋า Coach ไหนน่าสนใจ น่าเสียสตางค์กันบ้าง เรามาดูเหล่าดาราคนดัง ผู้เป็นแฟนคลับกระเป๋า Coach กันก่อนดีกว่า ว่ามีใครบ้าง เผื่อเพื่อนๆ จะได้มี Inspiration ในการเลือกซื้อกระเป๋า Coach ให้เหมาะสมกับสไตล์ที่ตัวเองชอบกันมากขึ้น ไปดูกันเลย

‘Jisoo จาก BlackPink’ |  กระเป๋า Coach รุ่น ลิมิเต็ด อิดิชัน Kiko Mizuhara

แม้ว่าสาว Jisoo จากวงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังที่สุดแห่งศตวรรษอย่าง BlackPink จะเป็น Brand Ambassador ให้กับ แบรนด์แฟชั่นชื่อดังแถวหน้า อย่างคุณแม่ Dior แต่เธอก็ไม่ยอมตกเทรนด์ คว้าเอากระเป๋า Coach คอลเลคชัน ลิมิเต็ด อิดิชัน ที่ทางแบรนด์ Coach ได้สร้างสรรค์ขึ้นร่วมกับนางแบบสาวสัญชาติญี่ปุ่น หน้าอินเตอร์ ชื่อดังอย่าง Kiko Mizuhara (กิโกะ มิซูฮาระ) มาไว้ในครอบครองเป็นที่เรียบร้อย 

โดยดีไซน์ของกระเป๋า Coach รุ่นนี้ จะมาพร้อมกับสีสันเก๋ๆ แบบที่ Coach ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งทั้งสีสัน และดีไซน์นั้น ต่างก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก อวกาศนอกโลก นั่นเอง

ในคอลเลคชันนี้ มีสีให้เลือก 3 สีด้วยกัน ได้แก่ สีดำ, สี fuchsia และ สี silver-blue ค่ะ ส่วนสีที่เห็นว่าจะถูกใจสาว Jisoo ของเรามากที่สุด ก็หนีไม่พ้น สี fuchsia หรือ สีม่วงสว่าง-อมชมพู ที่ให้ความรู้สึกถึงบรรยากาศนอกโลกได้อย่างลงตัวใบนี้นี่เอง

‘Taylor Swift’ | กระเป๋า Coach Court Bag 

สำหรับ Swifties ทั้งหลาย อย่าได้พลาดกระเป๋า Coach สุดคลาสสิกรุ่น Coach Court Bag ใบนี้เด็ดขาดเลยนะคะ เพราะถึงแม้ว่าดีไซน์ของเขา จะออกไปในทางเรียบร้อยไปสำหรับความชอบของใครหลายคน แต่ในยุคนี้ อะไรๆ ก็ต้องมินิมอลไว้ก่อนนะคะสาวๆ

กระเป๋า Coach Court Bag ใบนี้ จะมีดีไซน์ที่ค่อนข้างไปในทางวินเทจ เหนือกาลเวลา เน้นไปในทางเรียบง่าย และสามารถสะพายได้ในทุกโอกาสมากกว่าสีสันฉูดฉาด ซึ่งเห็นได้จากสีที่มีให้เลือกเพียงแค่ 2 สีเท่านั้น ได้แก่ สีดำ และ สีน้ำตาล 

สำหรับสาวเรียบร้อย งบน้อย กระเป๋า Coach เหมาะที่สุดแล้ว เพราะใบนี้ยังมาในราคาที่ย่อมเยา 

เริ่มต้นเพียงแค่ 6,990 บาท

มิ้น ชาลิดา |  Coach Tabby Top Handle

มาถึงเซเลบบ้านเรากันบ้าง ครั้งนี้สาว มิ้น ชาลิดา ก็ไม่พลาดหยิบกระเป๋า Coach รุ่น Tabby Top Handle มาเป็นเจ้าของ เพิ่มลุคนางเอก สายหวาน เอะอะน้ำตาแตก ให้กับตัวเองได้อย่างไม่แพ้นางเอกน้องใหม่แน่นอน

ด้วยดีไซน์ที่มีความโมเดิร์น ผสมกับความคลาสสิกจากดีไซน์ในยุค 70 อย่างลงตัวของกระเป๋าใบนี้ แถมด้วยสัญลักษณ์ตัว C เอกลักษณ์ของแบรนด์ตรงกลางกระเป๋า จึงทำให้กระเป๋า Coach ใบนี้ดูแพง แต่ไม่ออกนอกหน้า ให้นิยามของคำว่า ‘นางเอก’ จริงๆ 

เท่านี้ยังไม่พอ กระเป๋า Coach ใบนี้ยังถูกปรากฎตัวในซีรีย์เกาหลีชื่อดัง “Itaewon Class” โดยถูกสะพายโดย ควอน นารา ผู้เป็นรักแรกของพระเอกอีกด้วย 

ssilife.com

รู้อย่างนี้แล้วรออะไรอยู่คะ กระเป๋าใบนี้ถูกสะพายโดยนางเอกหน้าหวานถึง 2 คนเลยนะ

ราคาเริ่มต้นที่ 9,950 บาท 

กระเป๋า Coach คอลเลคชันใหม่ล่าสุดปี 2021

มาถึงกระเป๋า Coach คอลเลคชันล่าสุด ที่ออกมาให้เราได้ชื่นชมในปี 2021 กันบ้าง บอกเลยว่า แม้ว่าสถานการณ์บ้านเราจะน่าปวดหัวเพียงใด แต่ถ้าพูดถึงเรื่องแฟชั่นแล้วล่ะก็ แบรนด์ต่างๆ ก็ไม่มีพักเบรก หรือ Lockdown กันนะคะ กระเป๋า Coach เองก็เช่นกัน ในปีนี้ มีกระเป๋า Coach รุ่นใหม่ๆ ออกมาให้เลือกเยอะแยะเลย จะมีอะไรบ้าง มาอ่านกันต่อเลยค่ะ !

1. กระเป๋า Coach Pillow Tabby

ellethailand

ต้องขอบอกเลยว่าผู้เขียนชอบดีไซน์ และความแหวกแนว ของกระเป๋า Coach Pillow Tabby ใบนี้มากๆ เพราะในตอนนี้ จะมีอะไรที่เจ๋งไปกว่ากระเป๋าที่สามารถเป็น หมอน ในเวลาเดียวกันอีกล่ะคะ ใช่แล้วค่ะ “หมอน”เพื่อนๆ อ่านไม่ผิดค่ะ เพราะกระเป๋า Coach รุ่นนี้ ได้ไอเดียการออกแบบมาจากหมอนนั่นเอง 

แถมยังมีมาให้เลือกกันถึง 3 ไซส์ด้วยกัน ซึ่งไซส์ใหญ่ที่สุดนี้ ทาง Coach ได้เคลมว่า ขนาดเท่ากับหมอนจริงเลยทีเดียว 

today.com

ครั้งนี้ Coach ได้นำดีไซน์ของกระเป๋า Coach รุ่นไอคอนิก อย่างรุ่น Tabby มาปรับโฉมใหม่ ให้ดูทันสมัย เหมาะกับลูกค้ากลุ่ม Gen Z และ Millennials มากยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มสีสันให้สดใสกว่าเดิม โดยมีให้เลือกหลายสี ได้แก่ สีชมพู, สีส้ม, สีเขียว, สีดำ จนไปถึง สีงาช้าง เลยทีเดียว

ที่สำคัญ หนังของกระเป๋า Coach ใบนี้ ก็นุ่มเอามากๆ เรียกได้ว่า นุ่มนิ่มจนต้อง สะพายไป กอดไป กันเลยทีเดียว  

ราคาเริ่มต้นที่ 23,310 บาท 

2. กระเป๋า Coach x Champion

laptrinhx.com

ครั้งนี้ Coach ได้จับมือร่วมกับแบรนด์เสื้อผ้า และเครื่องแต่งกายกีฬาชื่อดัง อย่าง Champion® เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์คอลเลคชัน ลิมิเต็ด เอดิชัน ที่ชื่อ “Coach x Champion” และมาพร้อมกับสโลแกนเก๋ๆ

 ‘How to Coach a Champion’ 

โดยคอลเลคชันนี้ สจ๊วต วีเวอส์ (Stuart Vevers) ครีเอทีฟ ไดเร็คเตอร์ของ Coach ได้มุ่งเน้นที่จะสร้างสรรค์กระเป๋า Coach และเสื้อผ้าในคอลเลคชัน ไม่ว่าจะเป็น เสื้อแจ็กเกตหนัง, เสื้อสเวตเตอร์, เสื้อยืด และ กางเกงวอม ให้มีดีไซน์ ที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึง มรดกทางวัฒนธรรมของชาวอเมริกัน และเอกลักษณ์ของทั้งสองแบรนด์ Coach และ Champion ได้ในเวลาเดียวกัน 

3. กระเป๋า Coach Turnlock Clutch in Signature Chambray  

ถ้าคนไหนเป็นแฟนคลับของ Coach อยู่แล้วล่ะก็ คงจะรู้กันดีว่ากระเป๋า Coach รุ่น Turnlock Cluth หรือ กระเป๋า Coach เปิดแบบหมุนล็อกนั้น ถือเป็นรุ่น Signature ของทางแบรนด์กระเป๋า Coach เลยก็ว่าได้

ซึ่งในฤดูใบไม้ร่วงปี 2021 ที่ผ่านมา ทาง Coach ได้เซอร์ไพรส์แฟนๆ โดยการปรับโฉมเจ้าตัวกระเป๋าทรง Turn Cluth ในดูทันสมัยมากขึ้นกว่าเดิม โดยในครั้งนี้กลับมาในลาย Coach’s signature jacquard เหมือนเดิม แต่เพิ่มเติม ด้วยสีฟ้าคราม Denim เรียกได้ว่าสีฟ้าครามนี้ ดูเก๋ โดนใจวัยรุ่น และเทรนด์สีที่กำลังมาแรงในปี 2021 เป็นที่สุด 

และก็เหมือนเคย Coach ยังคงใช้หนัง Glove-Tanned ซึ่งมีความหนา และคงทน ตามมาตรฐาน Coach อีกเช่นเคย เรียกได้ว่า ไม่ว่าจะกี่คอลเลคชัน Coach ก็ไม่ยอมเสียชื่อคุณภาพหนังของกระเป๋า Coach แน่ๆ

ราคาเริ่มต้นที่ 22,500 บาท 

ได้กระเป๋า Coach ถูกใจกันบ้างหรือยังคะ 

เป็นไงกันบ้างคะ อ่านมาจนถึงตรงนี้ มีกระเป๋า Coach ใบไหน ที่พอจะเข้าตากันบ้างไหม ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า Coach รุ่นคลาสสิก สุดฮิตในหมูเซเลบเอย หรือ รุ่นใหม่คอลเลคชันล่าสุดเอย รับรองว่า เมื่อได้น้องมาเป็นเจ้าของแล้ว ไม่มีคำว่าเสียดายตังแน่นอน

หากคนไหน ยังเลือกไม่ได้ และอยากได้ตัวเลือกเพิ่มเติม เราแนะนำให้ลองแวะมาเยี่ยมชมกระเป๋า Coach ที่ Kaidee ได้นะคะ เรามีกระเป๋า Coach หลายรุ่น ทั้งมือหนึ่ง มือสอง ให้เลือกมากมาย ที่สำคัญราคาไม่แพงด้วย คลิกเลย