เรื่องง่าย ๆ ของรถยนต์ ที่ผู้หญิงสามารถจัดการเองได้

เรื่องง่าย ๆ ของรถยนต์ ที่ผู้หญิงสามารถจัดการเองได้

เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เหล่าสาว ๆ อาจจะไม่ถนัดเท่าไรนัก ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของรถยนต์ เพราะการซ่อมแต่ละครั้งจะต้องเปื้อนคราบน้ำมันบ้าง หรือจะต้องมุดไปดูโน่นบ้างนี่บ้าง ก็อาจดูไม่เหมาะสำหรับสาว ๆ แต่การดูแลรถให้ดีก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพื่อที่จะให้รถยนต์นั้นมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ก็ควรที่จะหมั่นตรวจเช็กรถอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งก็คงจะเกิดคำถามขึ้นในหัวของสาว ๆ แน่ว่า

“มันมีอะไรที่ผู้หญิงทำได้ง่าย ๆ จริงเหรอ??”

8 สิ่งที่ผู้หญิงสามารถทำได้ง่าย ๆ ไม่ต้องง้อผู้ชาย

1. ก่อนออกรถให้ตรวจดูที่พื้นว่ามีน้ำหยดไหม

เป็นการตรวจเช็กวิธีหนึ่งที่สามารถทำให้รู้ได้ว่า มีน้ำรั่วหรือไม่ เพียงแค่มองที่พื้นตรงที่รถจอดอยู่เท่านั้น ง่ายมากเลยใช่ไหมล่ะ ซึ่งน้ำที่รั่วออกมานั้น อาจจะเป็นน้ำหรือน้ำมันจากส่วนใดส่วนหนึ่งของรถก็เป็นได้

วิธีสังเกตหากหยดเป็นน้ำ

  1. อาจจะมาจากระบบแอร์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นน้ำทิ้งที่แอร์นั้นทิ้งออกมา อาจจะมาจากตัวกรองที่เสื่อมประสิทธิภาพแล้ว 
  2. น้ำจากที่ปัดน้ำฝน ให้ลองนำน้ำไปเติมในช่องของที่เติมน้ำสำหรับปัดน้ำฝนดู หากเติมไปแล้วเห็นน้ำรั่ว แต่ว่าต้องเปลี่ยนตัวถังที่ปัดน้ำฝน

วิธีสังเกตหากหยดเป็นน้ำมัน

  1. น้ำมันเป็นสีแดง : เป็นสีของน้ำมันเกียร์
  2. น้ำมันสีน้ำตาลขุ่น : เป็นสีของน้ำมันเครื่อง
  3. น้ำมันเป็นสีน้ำตาลเข้ม : เป็นสีของน้ำมันเบรก
  4. น้ำมันเป็นสีเขียว เหลือง หรือชมพู :  เป็นสีของน้ำมันระบบความเย็นในเครื่องยนต์

2. ตรวจลมยางอย่างสม่ำเสมอ

การตรวจลมอย่างเป็นอีกหนึ่งอย่างที่ทำได้ง่าย แถมช่วยถนอมไม่ให้ดอกยางของรถนั้นสึกลงไปก่อนเวลาได้อีกด้วย ทั้งนี้ควรเติมลมยางที่เหมาะสมกับรถยนต์แต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่น โดยดูได้จากคู่มือรถ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว รถเก๋งจะเติมอยู่ที่ 32-35 PSI ซึ่งควรสอบอาทิตย์ละครั้ง

TIPS : หากไม่มีที่เติมลมแบบสามารถวัดค่า PSI ได้ ให้ไปเติมที่ปั๊มน้ำมันได้

3. สังเกตหน้าปัดรถให้เป็น

พูดได้เลยว่าจุดนี้เป็นศูนย์รวมของสิ่งที่จำเป็นไว้ทั้งหมดเลยก็ว่าได้ เพราะหากรถเกิดอาการผิดปกติที่ค่อนข้างจะเป็นอันตรายแล้ว ก็จะแสดงสัญลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ มาเพื่อบ่งบอกว่าควรนำรถยนต์ไปตรวจเช็กและเปลี่ยนอะไหล่ได้แล้ว ซึ่งไม่ควรปล่อยทิ้งเอาไว้นาน เพราะอาจจะทำให้ส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นเสียหายตามมาได้ในอนาคต

ดูความหมายของสัญญาณไฟที่นี่

4. ตรวจเช็กของเหลวส่วนต่าง ๆ ของรถ

ในส่วนนี้ผู้หญิงอาจจะต้องทำใจนิดนึงว่าอาจจะมีเปื้อนมือเล็กน้อย งั้นวิธีนี้ให้ไปทำวันที่คุณคิดว่าจะไม่ต้องไหนแล้วกัน เพราะเรื่องของเหลวในรถก็เป็นสิ่งสำคัญและมีที่ต้องดูหลายจุดเลยทีเดียว ซึ่งแต่ละจุดหากเกิดการแห้งขึ้นมา ก็มีโอกาสที่จะทำให้รถยนต์เสียหายหรือพังได้เลย โดยส่วนที่จำเป็นต้องดูก็มีดังนี้

เช็กน้ำมันเครื่อง

ให้ดึงก้านวัดน้ำมันขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดด้วยทิชชู่และเสียบกลับเข้าไป แล้วดึงออกมาใหม่ ให้ดูคราบน้ำมันที่ติดขึ้นมาบนก้านเช็ก หากระดับน้ำมันอยู่ที่ระดับตัวอักษรระห่าง F กับ L บนก้านถือว่าน้ำมันปกติ หากต่ำกว่า L ให้ไปเติมน้ำมันเครื่องได้แล้ว

เช็กน้ำมันเบรค

ให้ดูที่กระปุกน้ำมันเบรค โดยที่ระดับน้ำมันจะต้องไม่อยู่ต่ำกว่าขีดที่เขียนว่า MIN และก็ไม่ควรเติมให้เกินระดับ MAX เช่นเดียวกัน

เช็กน้ำหล่อเย็น

เป็นอีกส่วนที่ควรให้ความสำคัญ ควรจะให้น้ำหล่อเย็นนั้นอยู่ที่ Full เสมอ เพราะไม่อย่างนั้น อาจจะส่งผลให้เครื่องยนต์นั้นร้อนเกินกว่าปกติ และทำให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องยนต์ได้

TIPS : ทุก ๆ การตรวจเช็คของเหลวในรถ ควรนำรถไปจอดในพื้นที่ราบเรียบ ไม่เอียง

5. เปลี่ยนยางที่ปัดน้ำฝน

ส่วนที่เปลี่ยนได้ง่ายที่สุดที่นึกออก ก็คงหนีไม่พ้น นี่เลย!! ยางของที่ปัดน้ำฝน เพราะรถยนต์ของเราย่อมโดนแดดโดนอากาศที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน ยางก็อาจจะมีการกรอบและแข็งขึ้น ซึ่งจะทำให้การปัดน้ำฝนนั้นแย่ลง หรือไม่แน่อาจจะปัดน้ำที่อยู่บนกระจกไม่ได้เลย ดังนั้นควรเปลี่ยนใหม่อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อลดอุบัติเหตุขณะฝนตกและมองทางไม่เห็นได้อีกด้วย

6. พกอุปกรณ์ซ่อมและสายพ่วงติดรถไว้

การพกอุปกรณ์ซ่อมและสายพ่วงติดรถไว้ ถึงแม้ว่าสาวๆ อาจจะไม่ถนัดซ่อมเท่าไรนัก อย่างน้อยก็ยังพอที่จะสามารถ หาใครสักคนแถวนั้นที่พอจะช่วยได้ ซึ่งอุปกรณ์บางอย่างก็จะมีให้ในรถอยู่แล้ว คือ ที่เปลี่ยนล้อสำรอง แต่ที่ควรจะซื้อมาพกไว้เพิ่มเติมเลย ก็หนีไม่พ้นสายพ่วง กันแบตเตอรี่เสียหรือหมดระหว่างทาง อย่างน้อยพบเห็นคนใจดี ขอเค้าพ่วงแบตสักหน่อยก็ยังดี

อุปกรณ์ซ่อมอื่น ๆ ที่ควรพกติดรถไว้

  1. ชุดเครื่องมือช่าง
  2. ไฟฉาย
  3. แม่แรงแบบพกพา
  4. สายลากรถ
  5. ป้ายไฟฉุกเฉิน

TIPS : ถ้าหากรถยนต์มีประกัน ห้ามลืมที่จะพกคู่มือประกันติดรถเอาไว้ หากเกิดอุบัติเหตุรถชน จะได้สามารถโทรเรียกประกันมาประเมินความเสียหายได้

7. ทำความสะอาดรถให้ใหม่อยู่เสมอ

ในส่วนนี้อาจจะไม่เป็นเรื่องของการซ่อม แต่เป็นเรื่องของการถนอมรถที่รัก ให้คงสภาพเดิมได้ยาวนานมากที่สุด ด้วยประเทศไทยเป็นเมืองร้อน การตากแดดนาน ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีกับสีของรถเท่าไรนัก รวมไปถึงสิ่งสกปรกต่าง ๆ ก็อาจจะทำให้รถเป็นรอยได้เช่นเดียวกัน หมั่นทำความสะอาดรถให้ดูดี หรือนำไปให้ร้านล้าง อัด ฉีด อย่างน้อย ๆ เดือนละ 2 ครั้งก็ยังดี

8. วอร์มเครื่องยนต์ก่อนเริ่มขับขี่

สาว ๆ หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า การที่สตาร์ทรถและขับออกไปทันทีโดยไม่วอร์มเครื่องยนต์ก่อนนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ดีเท่าไร ซึ่งวิธีวอร์มของรถยนต์ในปัจจุบันคือ การขับรถยนต์ช้า ๆ ให้รอบเครื่องทำงานเบา ๆ สัก 5 นาที ส่วนถ้าเป็นรถยนต์เก่าสมัยยุค 2000 ต้น ๆ ก็ควรสตาร์ทรถทิ้งไว้ 5 นาทีก่อนการขับขี่ เท่านี้ก็เป็นการรักษาเครื่องยนต์ไปได้

สรุปบทความ เรื่องรถที่ผู้หญิงสามารถจัดการได้

สิ่งที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่ผู้หญิงสามารถทำได้เอง ก็คงจะเป็นเรื่องของการดูแลรักษาตัวรถทั้งเรื่องของการพกอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ ไว้ในรถให้พร้อม การตรวจเช็คปริมาณของเหลวให้อยู่ในระดับที่ถูกต้อง ยางรถยนต์ที่พร้อมใช้งาน เพื่อไม่ให้รถเกิดความเสียหายได้ในระยะยาวได้ ถ้าหากนอกเหนือจากจากนั้น ก็ควรที่จะให้ช่างผู้เชี่ยวชาญดูและตรวจสอบจะดีกว่า

ทั้งนี้หากคุณไม่มั่นใจว่าคุณจะตรวจสอบรถได้ดีพอ บริการ Kaidee Certified เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะทำให้คุณมั่นใจได้ว่ารถยนต์ของคุณ จะอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน ขับขี่ในชีวิตประจำวัน หรือหากอยากซื้อรถใหม่ก็เข้ามาดูเลยที่ Kaidee Auto ที่มีรถยนต์หลากหลายยี่ห้อ หลากหลายรุ่นที่ตรงกับความต้องการ ในทุกไลฟ์สไตล์

เหล็กดัดหน้าต่าง เลือกเป็นก็ทำให้บ้านสวยได้

เหล็กดัดหน้าต่าง เลือกเป็นก็ทำให้บ้านสวยได้

เหล็กดัดหน้าต่างที่ปรากฏอยู่บนตึกแถวอาคารพาณิชย์หรือที่อยู่อาศัยทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่เป็นภาพที่เราเห็นกันจนชินตา โดยวัตถุประสงค์หลักๆ ที่คนไทยนิยมติดตั้งเหล็กดัดให้ตึกรามบ้านช่องก็เพื่อความปลอดภัย หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นปราการป้องกันขโมยขโจรขึ้นบ้านนั่นเอง

ที่มาที่ไปของเหล็กดัด ว่ากันว่าเกิดขึ้นในยุคอินดัสเทรียลช่วง ค.ศ. 1950 โดยมีการนำเหล็กเส้นมาเป็นส่วนประกอบของงานตกแต่ง เช่น ซุ้มประตูทางเข้า ช่องหน้าต่าง ระเบียง ช่องระบายอากาศ เป็นต้น

ส่วนเหล็กดัดในไทยนั้นได้รับอิทธิพลตามๆ กันมา และเห็นได้ชัดมากขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านเรือนต่างๆ เริ่มหันมาติดเหล็กดัดอย่างเป็นล่ำเป็นสัน หากบ้านไหนมีฐานะหน่อยก็ใช้เหล็กดัดอิตาลีที่ลวดลายวิจิตรบรรจง ส่วนบ้านคนธรรมดาทั่วไปก็ใช้เพียงเหล็กแบนหรือเหล็กเส้นกลมทำเป็นแพทเทิร์นง่ายๆ เน้นใช้งานป้องกันมากกว่าคำนึงถึงความสวยงาม

ปัจจุบันเหล็กดัดยังคงเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ ของอุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากภายนอกให้กับที่อยู่อาศัย โดยมีพัฒนาการด้านดีไซน์มากขึ้น ซึ่งหากเรารู้จักเลือกใช้ให้เป็นก็จะสามารถส่งเสริมให้งานสถาปัตยกรรมดูโดดเด่นได้เช่นกัน 

เหล็กดัดอิตาลีมักมีลวดลายที่อ่อนช้อย

ลวดลายเหล็กดัดหน้าต่าง 

แม้จุดเริ่มต้นของการทำเหล็กดัดหน้าต่างในสังคมไทยจะมีไว้เพื่อป้องกันอันตรายจากบุคคลภายนอก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าลวดลายที่เกิดขึ้นบนเหล็กดัดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของงานสถาปัตยกรรม (ที่แม้สถาปนิกบางคนอาจรู้สึกขัดใจก็ตาม) ที่บอกเล่างานดีไซน์ผ่านกาลเวลาและความเชื่อได้เป็นอย่างดี 

ยุคหนึ่งเราเห็นเหล็กดัดหน้าต่างที่เป็นลายเส้นอ้อนช้อย ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากเหล็กดัดอิตาลีโดยลดทอนความหรูหราให้น้อยลง บางครั้งก็ผสมผสานเข้ากับลวดลายไทยๆ เช่น ดอกประจำยาม (หรือลายสามยาม) ดอกพุดตาน โดยประยุกต์ให้เรียบง่ายเพื่อขึ้นชิ้นงานกับวัสดุที่แข็งแกร่งอย่างเหล็กได้ง่ายขึ้น

หรือหากมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือนวัดวาอาราม ที่นี่เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่เราจะได้พบกับเหล็กดัดลวดลายแปลกตาซึ่งเกิดจากความเชื่อความศรัทธา ไม่ว่าจะเป็นลายเทพพนม ลายพญานาค ลายกระหนก ลายแปดเหลี่ยม หรือลายดอกบัว 

ส่วนลายเหล็กดัดที่ได้รับความนิยมตลอดกาล ต้องยกให้กับรูปทรงเรขาคณิตที่ถูกนำมาทำเป็นแพทเทิร์นซ้ำๆ ทั้งลายตาราง ลายข้าวหลามตัด ลายสี่เหลี่ยมผืนผ้าวางสลับฟันปลา ลายสามเหลี่ยมตัดกับสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือแม้แต่เส้นตรงธรรมดาที่มีการเว้นช่องในแนวตั้งหรือแนวนอน ก็สะท้อนความเป็นสถาปัตยกรรมร่วมสมัยได้เป็นอย่างดี

Tips : ในการเลือกลวดลายเหล็กดัดในเข้ากับบ้านนั้นไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัว สิ่งสำคัญคือการดูภาพรวมของบ้านมากกว่า ยกตัวอย่าง บ้านดีไซน์โมเดิร์น ลายเหล็กดัดที่น่าจะเอามาใช้ก็ควรดูโมเดิร์นด้วย เช่น ลายเส้นตรง หรือแพทเทิร์นสี่เหลี่ยม เป็นต้น นอกจากนี้ยังควรพิจาณาเรื่องการทำความสะอาด เพราะหากใช้เหล็กดัดที่มีซอกเล็กซอกน้อยเยอะก็จะเป็นที่เก็บฝุ่นและทำความสะอาดยาก ส่งผลให้บ้านดูหมองเร็วเมื่อเวลาผ่านไป

เหล็กดัดลายเทพพนม เป็นหนึ่งในลวดลายที่พบได้บ่อยในวัดวาอาราม

รูปแบบการติดตั้งเหล็กดัดหน้าต่าง

นอกจากลวดลายที่ทำให้เหล็กดัดหน้าต่างแต่ละบ้านมีความแตกต่างกันแล้ว รูปแบบการติดตั้งเป็นอีกจุดที่ต้องพิจารณาเพื่อให้เหล็กดัดนั้นไม่ไปทำลายทัศนียภาพอันสวยงามเข้า และยังคงปลอดภัยสำหรับผู้อยู่อาศัย โดยมีรูปแบบที่นิยมติดตั้งดังนี้ 

เหล็กดัดครอบหน้าต่างด้านนอกติดตาย

เหล็กดัดประเภทนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าวงกบหน้าต่างเล็กน้อย และใช้วิธีติดตั้งโดยยึดเหล็กดัดกับผนังภายนอกครอบบานหน้าต่างที่อยู่ด้านใน เหมาะสำหรับหน้าต่างบานเลื่อนหรือช่องแสงที่เป็นกระจกติดตาย นิยมติดเฉพาะชั้นล่างเนื่องจากดูแลได้ง่ายกว่า 

เหล็กดัดในกรอบวงกบหน้าต่างแบบติดตาย

เป็นรูปแบบการติดตั้งที่ได้รับความนิยม โดยโครงเหล็กดัดจะอยู่ในวงกบคั่นกลางระหว่างบานหน้าต่างและมุ้งลวด สามารถใช้ได้ดีกับหน้าต่างบานเปิด บานกระทุ้ง และบานเกล็ด แต่ไม่เหมาะกับหน้าต่างบานเลื่อนเพราะจะเปิดหน้าต่างได้ค่อนข้างยาก การติดตั้งลักษณะนี้แข็งแรงทนทานกว่าแบบแรก เพราะไม่ต้องโดนแดดโดนฝนโดยตรง 

เหล็กดัดครอบหน้าต่างด้านในติดตาย

การติดตั้งในแบบที่ 3 นี้จะเหมือนกับแบบแรก เพียงแต่ย้ายตำแหน่งเข้ามาติดตั้งภายในบ้าน ซึ่งดูแลรักษาได้ง่ายและปลอดภัยกว่า สามารถใช้กับหน้าต่างบานเลื่อนได้ แต่ใช้งานหน้าต่างลำบากกว่าแบบที่ 1 และสามารถใช้ร่วมกับหน้าต่างบานเปิดและบานกระทุ้งแบบที่ไม่มีมุ้งลวดได้ด้วย

เหล็กดัดหน้าต่างแบบเปิดได้ 

เป็นงานเหล็กดัดที่ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นทั้งในส่วนการป้องกันและการใช้หน้าต่าง โดยเหล็กดัดจะมีฟังก์ชันคล้ายหน้าต่าง คือสามารถเปิด-ปิดได้ นิยมทำในรูปแบบบานเลื่อนเนื่องจากประหยัดพื้นที่มากกว่า ส่วนเหล็กดัดบานเปิดนั้นมักใช้กับประตู โดยติดตั้งพร้อมกับมุ้งลวดได้เลย 

Tips : การติดเหล็กดัดหน้าต่างที่ถูกต้อง ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร กล่าวคือ ทุกชั้นของอาคารที่ติดเหล็กดัดต้องมีช่องเหล็กดัดที่สามารถเปิดได้จากข้างในขนาดไม่น้อยกว่า 60×80 เซ็นติเมตร เพื่อใช้เป็นทางหนีไฟ

4 รูปแบบการติดตั้งเหล็กดัดหน้าต่างที่พบเห็นได้ทั่วไป

วัสดุที่ใช้ทำเหล็กดัดหน้าต่าง

เหล็กดัดคือปราการด่านแรกที่ใช้ป้องกันไม่ให้ขโมยงัดแงะเข้ามาในบ้านได้ง่ายๆ ดังนั้นวัสดุจึงต้องมีความแข็งแรงทนทาน ซึ่งนิยมใช้กันอยู่ 3-4 ประเภท ได้แก่ 

เหล็กเส้นแบน (Flat Bars Steel)

เป็นวัสดุที่นิยมใช้ทำเหล็กดัดหน้าต่างมาแต่ไหนแต่ไร เนื่องจากมีคุณสมบัติทนแรงยืดหรือพับได้ดี จึงดัดโค้งเป็นลวดลายได้ตามต้องการ โดยที่ความแข็งแรงยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่ก็มีข้อด้อยตรงที่เหล็กอาจเป็นสนิมได้ หากต้องสัมผัสความชื้นเป็นระยะเวลานานๆ ส่วนลักษณะของเหล็กนั้นจะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผิวเรียบ แบนยาว ในการทำเหล็กดัดหน้าต่างนิยมใช้เหล็กเส้นแบนขนาด 3 และ 4 หุน

สแตนเลสสตีล (Stainless Steel) 

เป็นอีกวัสดุทางเลือกในการทำหน้าต่างประตูเหล็กดัดที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องสนิมได้เป็นอย่างดี (หากใช้สแตนเลสเกรดคุณภาพ 304) อีกทั้งดูแลง่าย และคงความสวยงามยาวนานกว่าเหล็กเส้นแบน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงมากกว่าเท่าตัว  

เหล็กอิตาลี (Wrought Iron)

หมายถึงงานเหล็กที่มีความวิจิตรบรรจงที่เกิดจากการตีหรือดัดโค้งเหล็กที่มีคาร์บอนต่ำ (หรือเรียกว่าเหล็กร็อทไอร์ออน) ให้เป็นลวดลายต่างๆ โดยคุณสมบัติของเหล็กคาร์บอนต่ำนั้นจะมีความอ่อนตัว แต่เหนียว เมื่อนำมาขึ้นลายจึงไม่เปราะหรือแตกหักง่าย ส่วนใหญ่มักติดตั้งร่วมกับเหล็กกล่องซึ่งใช้เป็นโครงสร้าง ส่วนเหล็กร็อทไอร์ออนนั้นจะเป็นใช้ประดับตกแต่งเพิ่มความสวยงาม

เหล็กเพลาขาว (Cold Drawn Bar)

เป็นชื่อเรียกตามการผลิตที่เกิดจากการนำเหล็กเส้นกลมหรือเหล็กเพลาดำไปดึงเย็นแล้วมีการเปลี่ยนคุณสมบัติจากเหล็กสีเทาดำเป็นสีเทาเงิน มีทั้งแบบกลมและแบบเหลี่ยม ซึ่งให้ความแข็งแรงไม่น้อยกว่าเหล็กเส้นทั่วไป แต่ไม่เหมาะนำมาดัดโค้งเพราะจะเปราะและแตกง่าย ดังนั้นลวดลายเหล็กดัดหน้าต่างจากเหล็กเพลาขาวจึงมักเป็นเส้นตรงธรรมดา หรือลายรูปทรงเหลี่ยม 

Tips : “หุน” คือหน่วยวัดที่ใช้เรียกขนาดของเหล็กที่นำมาใช้ทำเหล็กดัด มาจากหน่วยวัดของนิ้วไม้บรรทัด โดยใน 1 นิ้วจะแบ่งเป็น 8 ช่องเรียกว่า 8 หุน ขนาด 1 หุนจะเท่ากับ 3.13 มิลลิเมตร ดังนั้น เหล็กขนาด 3 หุน จึงเท่ากับเหล็ก 9 มิลลิเมตร และเหล็กขนาด 4 หุน เท่ากับ 12 มิลลิเมตร

เหล็กเส้นแบนเป็นวัสดุที่นิยมนำมาทำเหล็กดัดมากที่สุด

สรุปเหล็กดัดหน้าต่าง เลือกได้ทั้งความสวยงามและปลอดภัย

ด้วยเป้าหมายหลักของการติดตั้งเหล็กดัด ไม่ว่าจะที่หน้าต่าง ประตู หรือระเบียง ทั้งหมดก็เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ที่ถือว่าเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมเหล็กดัดที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่เมื่อร้อยกว่าปีก่อนยังคงถูกใช้อยู่ในปัจจุบันและจะต่อเนื่องไปในอนาคต

การทำความรู้จักกับลวดลายเหล็กดัด รูปแบบการติดตั้ง หรือแม้แต่วัสดุที่นำมาทำเป็นเหล็กดัดนั้น ไม่เพียงทำให้เราเลือกใช้เหล็กดัดหน้าต่างประตูได้อย่างชาญฉลาด คุ้มค่าทั้งการใช้งานและค่าใช้จ่ายเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างสรรค์ให้เหล็กดัดเหล่านั้นกลายเป็นองค์ประกอบที่สวยงามของบ้าน พร้อมๆ กับการทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับสมาชิกในครอบครัวได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วย

ซื้อรถคันแรก ต้องรู้อะไรบ้าง เลือกยังไงดี ฉบับ 2021

ซื้อรถคันแรก ต้องรู้อะไรบ้าง เลือกยังไงดี ฉบับ 2021

ซื้อรถคันแรกต้องรู้อะไรบ้าง จะเลือกรุ่นไหนดีนะ หลาย ๆ คนที่กำลังจะถอยรถใหม่ป้ายแดงให้กับตัวเองเป็นคันแรกน่าจะต้องเคยผ่านช่วงเวลาอันแสนสับสนนี้มาเหมือนกันใช่ไหมคะ ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยค่ะ เพราะรถก็ถือเป็นทรัพย์สินราคาสูงที่จะซื้อทั้งทีก็ต้องเลือกให้ถี่ถ้วน สั่งสมข้อมูลให้แน่น ๆ 

วันนี้เราเลยเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกซื้อรถคันแรกให้คุ้มค่าที่สุดมาฝากกัน ซื้อรถคันแรกทั้งทีต้องรู้อะไรก่อน ต้องเลือกยังไง รุ่นไหนเหมาะกับมือใหม่หัดขับบ้างนะ ไปตามอ่านกันได้เลยค่ะ

รวมสารพัดสิ่งที่ต้องรู้เมื่อซื้อรถคันแรก

สำรวจความต้องการตัวเองว่า “จำเป็น” ต้องใช้หรือไม่

“ก็ของมันต้องมี” ใครคุ้นเคยกับประโยคนี้ เราคือเพื่อนกันค่ะ ของหลาย ๆ อย่างที่เราสอยมาจากอินเทอร์เน็ตเอยอะไรเอย บางทีพอมาย้อนมองดูอีกที ก็รู้เลยว่าเราซื้อมาเพราะความอยากล้วน ๆ ไม่ใช่ความจำเป็น 

ถ้าเป็นของชิ้นใหญ่อย่างรถยนต์ เราเลยอยากแนะนำให้ทุกคนลองสำรวจตัวเองดูว่า การซื้อรถยนต์มีความจำเป็นกับเรามากน้อยแค่ไหน ให้ลองเทียบกับการใช้ชีวิตปัจจุบันและในอนาคตยาว ๆ ด้วย เพราะรถยนต์เป็นของที่ซื้อแล้วมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน 

เราขออนุญาตยกตัวอย่างสถานการณ์ที่จำเป็น อย่างเช่น เรามีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์ในการทำงาน เช่น เป็นพนักงานขายที่ต้องออกไปพบลูกค้าบ่อยครั้ง หรือการเดินทางจากบ้านไปที่ต่าง ๆ ค่อนข้างลำบาก ถ้ามีรถยนต์จะช่วยให้สบายขึ้น หรือต้องการใช้รถยนต์เพื่อเดินทางไปหลาย ๆ ที่ได้ตลอดเวลา และมีแนวโน้มจะใช้ไปได้ในระยะยาว 

ถ้าสำรวจความต้องการอย่างถ่องแท้แล้วพบว่ามีความจำเป็นมากกว่า ซื้อมาแล้วจะมีประโยชน์กับเราจริง ๆ ก็สามารถให้ซื้อได้เลยค่ะ 

สำรวจภาระค่าใช้จ่ายของตัวเองให้ดี

การซื้อรถคันแรกถือเป็นการใช้เงินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งเลยทีเดียว เพราะส่วนใหญ่จะเป็นการผ่อนชำระและจ่ายเงินดาวน์ ดังนั้นเราจึงควรคำนวณการใช้เงินและภาระค่าใช้จ่ายในปัจจุบันของเราให้ดีว่าเพียงพอต่อการซื้อรถสักคันหรือไม่

โดยทั่วไปแล้ว ภาระหนี้สินรายเดือนของเราควรอยู่ในระดับประมาณ 20-40% สำหรับ 40% ควรเว้นไว้กรณีผ่อนบ้านเพราะอาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงกว่าการซื้อทรัพย์สินอื่น ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีเงินเดือน 15,000 บาท ถ้าต้องจ่ายค่าผ่อนรถ 7,500 บาท หรือครึ่งหนึ่งของเงินเดือน ก็อาจจะหนักเกินไป เพราะยังต้องมีรายจ่ายอื่น ๆ ต้องจ่ายอีก 

คำนวณและเตรียมค่าใช้จ่ายหลังการซื้อรถด้วย

นอกจากค่าใช้จ่ายในการซื้อรถแล้ว อย่าลืมว่าหลังจากซื้อรถแล้ว เราเองก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาและใช้รถตามมาด้วย ไม่ว่าจะเป็น

ค่าเชื้อเพลิง

ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรือแก๊สก็ตาม โดยปกติแล้ว หากใช้งานรถแบบจัดเต็ม เป็นประจำก็มักจะอยู่ประมาณ 3,000 บาทขึ้นไป แต่ถ้าใช้งานน้อยกว่านั้นก็อาจจะลดต่ำลงมา 

ค่าประกันภัยรถยนต์

ประกันภัยรถยนต์เป็นสิ่งที่ควรทำไว้เพื่อช่วยป้องกันค่าเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุรถยนต์ ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมี เพราะเราไม่รู้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น โดยเฉพาะมือใหม่หัดขับกับรถคันแรก ถ้าเป็นประกันภัยชั้นหนึ่ง ราคาก็จะเริ่มต้นประมาณ 15,000 บาท 

ค่าบำรุงรักษา

การบำรุงรักษารถเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และจำเป็นอย่างยิ่ง หนึ่งในขั้นตอนการบำรุงรักษาคือควรตรวจเช็กสภาพรถและถ่ายน้ำมันเครื่องทุก ๆ 6 – 12 เดือน หรือทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร ค่าตรวจเช็กระยะและถ่ายน้ำมันเครื่องประจำปี ราคาประมาณ 3,000 บาท

ค่า พ.ร.บ.รถยนต์

พ.ร.บ.รถยนต์เป็นสิ่งที่คนขับรถทุกคนต้องสมัครตามกฎหมาย พรบ.จะทำหน้าที่เป็นประกันภัยในกรณีที่เราเกิดอุบัติเหตุในส่วนของค่ารักษาและเงินชดเชยกรณีเสียชีวิตและทุพพลภาพ 

อันนี้ขอย้ำว่าเป็นสิ่งที่เราต้องสมัครนะคะ เพราะถ้าไม่สมัคร จะมีความผิดทางกฎหมายเช่นกัน โดยโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท 

ค่าภาษี

ภาษีของรถยนต์แต่ละประเภทจะแตกต่างกันไป โดยจะคำนวณจากขนาดซีซีดังต่อไปนี้

1-600 ซีซีแรก ซีซีละ 0.50 สตางค์

601-1800 ซีซี ซีซีละ 1.50 บาท 

1801 ซีซี ขึ้นไป ซีซีละ 4 บาท

การเสียภาษีปีที่ 1-5 จะเป็นไปตามนี้ หากใช้งานมากกว่า 6 ปี จะเสียภาษีลดลงจากนี้ 10% และเมื่อใช้งานรถจนถึงปีที่ 10 จะลดลงถึง 50% 

ในกรณีที่ไม่ได้ส่งภาษี จะต้องเสียค่าปรับ และมีโทษปรับสูงสุด 2,000 บาท ข้อหาใช้รถยนต์ที่ไม่ได้เสียภาษี หากขาดส่งภาษีติดต่อกันนานกว่า 3 ปี จะถูกระงับทะเบียน

ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการกู้รถและดอกเบี้ยไว้ให้ครบถ้วน

หากเราเลือกจะซื้อรถยนต์ด้วยการผ่อนนั้น ต้องคำนวณดอกเบี้ยที่จะเสียจากระยะเวลาในการผ่อนด้วยเพื่อให้สามารถเปรียบเทียบได้ว่าควรผ่อนระยะเวลาเท่าไรเพื่อให้ประหยัดดอกเบี้ยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่จำนวนเงินค่าผ่อนรายเดือนก็ยังไม่มากจนเกินไป

สำหรับการคำนวณเงินผ่อนรถ เราต้องรู้ดังนี้

  • ราคารถ
  • จำนวนเงินดาวน์
  • จำนวนอัตราดอกเบี้ย

ก่อนอื่นให้เราลบจำนวนเงินดาวน์ออกจากราคารถเพื่อหาจำนวนเงินที่เราต้องยื่นกู้

ยกตัวอย่างเช่น ราคารถยนต์ที่ต้องการซื้อ 1,000,000 บาท เลือกดาวน์ 300,000 บาท

เงินที่จะยื่นกู้จะเท่ากับ 1,000,000 – 300,000 = 700,000 บาท 

จากนั้นให้นำจำนวนเดือนที่ต้องการผ่อนและอัตราดอกเบี้ยมาคำนวณดังนี้

ถ้าเราเลือกกู้เงินในอัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี ของเงินที่ต้องการยื่นกู้ทั้งหมด ก็จะคำนวณได้ดังนี้

700,000 x 6% = 42,000 บาท ต่อปี 

หากเลือกผ่อน 36 เดือน หรือ 3 ปี ก็จะเท่ากับดอกเบี้ย 42,000 x 3 = 126,000 บาท

ดังนั้นเงินต้นรวมกับดอกที่ต้องจ่ายตลอดสามปีแล้วจะเท่ากับ 700,000 x 126,000 = 826,000 บาท

ดังนั้นคุณจะต้องจ่ายค่างวดในแต่ละเดือนประมาณ 22,944 บาท 

การรู้ค่างวดคร่าว ๆ ไว้ก่อนจะช่วยให้เราประเมินค่าใช้จ่ายในอนาคตได้ 

รวมรุ่นรถคันแรกเหมาะ ๆ รุ่นไหน สเปกยังไงดี

หลังจากรู้ข้อมูลเบื้องต้นที่คนอยากมีรถคันแรกควรศึกษาไว้ล่วงหน้ากันแล้ว มาดูกันดีกว่าค่ะว่าปี 2021 นี้ ถ้าจะออกรถคันแรกสักคัน มียี่ห้อไหน รุ่นใดน่าสนใจบ้าง 

Toyota Yaris 2021

เพิ่งเปิดตัวกันไปไม่นานกับ Toyota Yaris 2021 ECO Car ที่มาพร้อมดีไซน์โฉบเฉี่ยว สปอร์ต มีเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยแบบจัดเต็ม อาทิ ระบบแจ้งเตือนเมื่อรถออกนอกเลน หรือระบบความปลอดภัยก่อนการชน รวมทั้งกล้องหน้า-หลัง ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีมาให้ในรุ่น Sport Premium เท่านั้น 

แต่จากฟังก์ชันความปลอดภัยที่พูดถึงคร่าว ๆ นี้ บอกเลยว่าเหมาะกับมือใหม่หัดขับมาก ๆ แถมตัวรถยังเป็น ECO Car ประหยัดพลังงานอีกด้วย

ราคารุ่น Entry 549,000 บาท

ราคารุ่น Sport (เกียร์อัตโนมัติ)  609,000 บาท

ราคารุ่น Sport Premium with Black Roof (เกียร์อัตโนมัติ)  679,000 บาท

ราคารุ่น Sport Premium (เกียร์อัตโนมัติ) 684,000 บาท

Honda Civic Hatchback TURBO RS 2020

Honda Civic ถือเป็นรถยนต์อีกรุ่นหนึ่งของ Honda ที่ฮอตฮิตกันมาอย่างยาวนาน ไปไหนเป็นอันต้องได้เห็นคนขับขี่ผ่านตากันตลอด ๆ วันนี้เราเลยอยากขอแนะนำเป็น Honda Civic Hatchback ปี 2020 ที่มีการออกแบบให้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น ภายนอกเน้นดีไซน์ให้ดูสปอร์ตมากขึ้น

ส่วนภายในยังคงความกว้างขวางตามแบบฉบับ Honda Civic ไว้ แถมด้วยพื้นที่เก็บของด้านหลังและเบาะที่ปรับเอนเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการเก็บของด้วย หากพูดถึงเรื่องความประหยัด บอกเลยว่าไม่เป็นสองรองใคร เพราะมีเทคโนโลยี Direct Injection จ่ายเชื้อเพลิงตรงสู่ห้องเผาไหม้ ช่วยให้ประหยัดมากขึ้น

อีกทั้งยังมาพร้อมระบบเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบจัดเต็ม อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ระบบช่วยเบรก ระบบช่วยเตือนการชนรถ และอีกมากมาย เหมาะกับมือใหม่ที่อยากได้รถที่มีพื้นที่เยอะ ๆ ทั้งใช้สำหรับนั่งโดยสารและเก็บของ 

ราคารุ่น HATCHBACK TURBO RS 2020 1,229,000 บาท

New Mazda 2 2021

Mazda 2 รุ่น 2021 โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย น่าใช้ สวยทุกมุม แถมยังเพิ่มความคุ้มค่ามากขึ้นจาก Mazda 2 รุ่นก่อนหน้า  มีเครื่องยนต์ให้เลือกสองแบบ เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 1.3 ลิตร และเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร มาพร้อมระบบเทคโนโลยีทันสมัยหลากหลาย อาทิ ระบบควบคุมความเร็วคงที่ Cruise Control

ราคารุ่น 1.3 E/1.3 E Sports  546,000 บาท

ราคารุ่น 1.3 C/1.3 C Sports  596,000 บาท

ราคารุ่น 1.3 S/1.3 S Sports 627,000 บาท

ราคารุ่น 1.3 S Leather/1.3 S Sports Leather 648,000 บาท

ราคารุ่น 1.3 SP/1.3 SP Sports  690,000 บาท

ราคารุ่น XD/XD Sports 782,000 บาท

ราคารุ่น XDL/XDL Sports 799,000 บาท

New MG ZS 2020

ปิดท้ายกันด้วย New MG ZS 2020 SUV ที่มาพร้อมดีไซน์สุดทันสมัยน่าใช้ทั้งภายนอกและภายใน ภายนอกโดดเด่นด้วยล้ออัลลอยด์ดีไซน์สปอร์ต ภายในก็ตกแต่งด้วยเบาะสีน้ำตาลตัดสีดำ ให้ความรู้สึกหรูหราและทันสมัยในเวลาเดียวกัน 

ไฮไลต์เด่นอยู่ที่หลังคาซันรูฟแบบพาโนรามา ในรุ่น X+ และความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของ New MG ZS 2020 ยังมีระบบ I-Smart ในการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วย ทั้งการสั่งงานผ่านเสียง ผ่านแอปพลิเคชัน และหน้าจอทัชสกรีน

เหมาะกับมือใหม่หัดขับที่อยากได้ SUV ดีไซน์สวย ครบเครื่องทั้งเรื่องเทคโนโลยีและการขับขี่

ราคารุ่น C+ 689,000 บาท

ราคารุ่น D+ 739,000 บาท

ราคารุ่น  X+ ใหม่ 2020 799,000 บาท

สรุปรวมรุ่นรถคันแรก เลือกยังไงให้ปังที่สุด

การซื้อรถสักคันถือเป็นการซื้อทรัพย์สินชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่งของใครหลายคน เพราะฉะนั้นการศึกษาหาข้อมูลให้ครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง หากต้องสรุปรวม ๆ แล้ว สิ่งที่คนอยากออกรถคันแรกสักคันหลัก ๆ ควรเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่จะตามมาหลังจากออกรถคันแรก ทั้งค่างวดรถในกรณีคนที่ต้องการซื้อแบบผ่อนชำระ และค่าบำรุงรักษารถ

ดังนั้นการคำนวณค่าใช้จ่ายและนำมาใช้ประเมินร่วมกับความจำเป็นในการใช้รถ จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น 

นอกจากนี้เรายังมียี่ห้อรถที่แนะนำสำหรับมือใหม่ที่อยากออกรถคันแรกในปี 2021 มาฝากกันด้วย ใครที่อยากมองหารถคันแรกในราคาคุ้มค่า แวะมาลองเลือกกันได้ที่ Kaidee auto เลยค่ะ มีรถหลากหลายรุ่น ยี่ห้อ และสเปกให้เลือกแน่นอน 


โทรศัพท์พับได้ แบรนด์ไหนดี รุ่นไหนเด็ด 2021

โทรศัพท์พับได้ แบรนด์ไหนดี รุ่นไหนเด็ด 2021

โทรศัพท์พับได้เป็นนวัตกรรมสุดคลาสสิกที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อน แต่ช่วงปีที่ผ่านมาหลายแบรนด์ก็เริ่มมีการเปิดตัวโทรศัพท์ที่สามารถพับหน้าจอได้ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมใหม่ที่มาพลิกวงการสมาร์ทโฟนให้ได้ตื่นตาตื่นใจกัน ซึ่งนี่อาจเป็นการกลับมาอีกครั้งของโทรศัพท์พับได้ในยุคปัจจุบันก็เป็นได้

โทรศัพท์พับได้เริ่มต้นตอนไหนนะ?

นวัตกรรมการพับได้ของโทรศัพท์เริ่มต้นจากรุ่นฝาพับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 กับ Motorola รุ่น Startac ซึ่งเปิดตัวในราคา 1,000 ดอลลาห์สหรัฐเลยทีเดียว และด้วยสไตล์ที่แปลกใหม่บวกกับความสะดวกในการพกพา ทำให้คนในยุคนั้นชื่นชอบจนเกิดเป็นกระแสของโทรศัพท์พับได้ขึ้น

โทรศัพท์พับได้รุ่น “อดีตเคยแรง”

ตั้งแต่ที่เจ้า Motorola Startac ได้ออกมานั้น ก็มีโทรศัพท์พับได้อีกหลายแบรนด์หลายรุ่นทยอยตามกันออกมา ซึ่งบางรุ่นก็เป็นกระแสโด่งดังมีผู้ใช้งานทั่วโลก เช่น

1.Motorola RAZR V3

เรียกว่าเป็นโทรศัพท์แฟชั่นตัวหนึ่งเลยก็ว่าได้ในช่วงปี 2005 ถึง 2006 ด้วยดีไซน์ที่ดูทันสมัย ตัวเครื่องบางและเบา หยิบออกมาใช้ก็ดูดีสุดๆ จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมรุ่นนี้ถึงเป็นกระแสที่นิยมไปทั่วโลกจนมียอดขายกว่า 50 ล้านเครื่องในปี 2006 

2.LG Lollipop GD580

ภาพจาก mobiletor.com

สีสันที่น่ารักและฟีเจอร์สุดล้ำไม่เหมือนใคร ด้วย LED ที่อยู่บนฝาพับด้านหน้า ทำให้แสดงผลต่างๆได้ บวกกับซีรีส์ที่ออกมาพร้อมกับการเปิดตัวรุ่นนี้ ทำให้ LG lollipop ครองใจคนหนุ่มสาวไปได้มากมาย

3.Nokia 2760

รุ่นนี้อาจไม่ได้หวือหวาในด้านดีไซน์อะไร แต่ถือเป็นรุ่นยอดนิยมรุ่นหนึ่งของโนเกีย ด้วยความถึกทน ดีไซน์ที่ใช้งานง่าย แบตที่อยู่ได้นาน ทำให้ผู้ใหญ่หลายๆคนชอบใช้เจ้ารุ่นนี้กัน

โทรศัพท์พับได้ในปัจจุบัน

อย่างที่ได้เห็นกันตามโฆษณามากมาย ว่าการพับได้ของโทรศัพท์ในปัจจุบันนั้น จะไม่ใช่แค่ฝาพับธรรมดา แต่จะเป็นการพับที่รวมกับหน้าจอไปด้วยเลย ซึ่งนี่ถือเป็นช่วงเริ่มต้นของนวัตกรรมใหม่ที่เป็นอีกขั้นของโทรศัพท์สมาร์ทโฟนในปัจจุบันเลย เรามาดูกันว่าตอนนี้มีแบรนด์ไหนบ้างที่เปิดตัวกันไปแล้ว

1.Samsung Galaxy Z Fold2 

รุ่นพัฒนาต่อจากรุ่น Z Fold ที่เป็น Game Changer ของวงการสมาร์ทโฟนเลยก็ว่าได้ ด้วยการเป็นผู้เริ่มทำโทรศัพท์พับได้ที่สามารถพับพร้อมจอได้เลย จากตอนปกติหน้าจอขนาด 6.2 นิ้ว เปิดมาอีกทีก็กลายเป็นจอขนาด 7.6 นิ้ว ทำให้ท่องเว็บ เล่นเกม เสพสื่อบันเทิงต่างๆได้ฟินจุใจเลยทีเดียว  

2.Samsung Galaxy Z Flip 

แต่ถ้าใครไม่ได้ต้องการหน้าจอใหญ่ขนาดแท็บเล็ต ซัมซุงก็มีรุ่น Z Flip แบบพกพาสะดวกสุดๆมาให้ ซึ่งรุ่นนี้สามารถพับหน้าจอ 6.7 นิ้ว ให้เหลือเพียงครึ่งเดียว ทำให้พกพาสะดวก แถมยังดูดีทันสมัยสุดๆ และเมื่อใช้งานก็ยังสามารถแบ่งสัดส่วนครึ่งหน้าจอบนเป็นแอปหนึ่งและอีกครึ่งด้านล่างเป็นอีกแอปหนึ่งก็ทำได้เช่นกัน  

3.Huawei Mate Xs 

ด้วยการพับแบบ Falcon Wing บวกกับหน้าจอแบบ Foldable OLED ทำให้รุ่นนี้เป็นโทรศัพท์พับได้อีกรุ่นที่มีดีไซน์สุดเท่ แถมยังสามารถใช้งานหน้าจอได้ 3 แบบ นั่นคือ 6.38 นิ้ว 6.6 นิ้ว และ 8 นิ้ว 

เรื่องสเปคต่างๆรุ่นนี้ก็จัดให้แบบคุ้มค่าคุ้มราคาไม่ว่าจะเป็นชิป Kirin 990 5G Ram 8GB Rom 512GB กล้องหลัง 4 ตัว เป็นต้น   

4.Motorola RAZR 5G

รุ่นในตำนานกลับมาอีกครั้งในยุค 5G โดยครั้งนี้บนฝาพับใส่หน้าจอ G-OLED มาให้ ทำให้สามารถดูการแจ้งเตือนต่างๆได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อกางออกแล้วจะเจอกับหน้าจอ P-OLED ขนาด 6.2 นิ้ว 

ในครั้งนี้ดีไซน์มีความใกล้เคียงกับรุ่นในตำนานอย่าง V3 อยู่บ้าง แต่สเปคต่างๆนั้นใส่มาให้พร้อมรองรับการใช้งานที่หลากหลาย เหมาะกับในยุคสมัยนี้จริงๆ 

5.LG Velvet

สำหรับ LG Velvet รุ่นนี้อาจไม่ได้เป็นรุ่นที่สามารถพับได้ในตัว แต่สิ่งที่น่าสนใจนั่นคือ Accessories ที่จะมาเพิ่มฟีเจอร์การพับและเพิ่มอีกหนึ่งหน้าจอให้กับเจ้าตัวนี้นั่นคือ LG Dual Screen ที่มาในรูปแบบเคสฝาพับที่เพิ่มอีกหนึ่งหน้าจอทางซ้าย

ทำให้เพิ่มการมองเห็นและเพิ่มความสะดวกเวลาใช้งานหลายแอปได้ ไม่ว่าจะเล่นเกม แล้วใช้จอด้านล่างเป็นแผงควบคุม หรือจะดูหนังไปทำงานไปก็ทำได้เช่นกัน 

โทรศัพท์พับได้แบบคลาสสิกไม่เน้นสเปค ปัจจุบันก็ยังมีนะ

เราได้เห็นโทรศัพท์พับได้ที่มีสเปคและฟีเจอร์ใหม่ๆกันไปด้านบนแล้ว แต่ถ้าใครอยากได้แบบเน้นใช้งานรับสายโทรออกแบบง่าย แน่นอนว่าความคลาสสิกแบบนี้ที่มีในสมัยก่อน ในปัจจุบันก็ยังมีหลายๆแบรนด์ที่ทำอยู่ เช่น

1.Nokia 2720

แบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความถึกทน ใช้งานได้ยาวนานอย่าง Nokia ปัจจุบันก็ยังทำโทรศัพท์อยู่ อย่างเจ้า Nokia 2720 โทรศัพท์พับได้สไตล์คลาสสิค มีปุ่มกดที่ใหญ่สะดวก รุ่นนี้มีแอปพลิเคชัน Facebook ติดตั้งให้แล้ว ซึ่งเรายังสามารถไปดาวน์โหลดแอปอื่นๆอย่าง Youtube หรือ Google Maps เพิ่มได้ แถมยังมาพร้อม 4G ให้เราได้ใช้งานอินเทอร์เน็ตท่องเว็บได้อย่างรวดเร็ว เท่านี้ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานแล้วจริงๆ 

2.Samsung Galaxy Folder 2

โทรศัพท์พับได้ดีไซน์เรียบหรูที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ หน้าจอรุ่นนี้มีขนาด 3.8 นิ้ว ส่วนเรื่องความละเอียดอาจไม่ Full HD แต่ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป นอกจากนี้รุ่นนี้ยังสามารถใส่ซิมได้ 2 ซิมอีกด้วย

3.LG Wine Smart

อีกหนึ่งรุ่นที่มีดีไซน์เรียบแต่ดูทันสมัย รุ่นนี้มาพร้อมจอ 3.2 นิ้วที่ให้สีสันสวยงาม และยังมาพร้อมระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ทำให้สามารถดาวน์โหลดและใช้งานแอปต่างๆได้ ที่สำคัญยังการรองรับ 4G LTE ที่ให้ใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงด้วย 

สรุปโทรศัพท์พับได้ในปี 2021 

อย่างที่เห็นกันว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆนั้นก็ถูกพัฒนาเรื่อยๆมาโดยตลอด ซึ่งนี่เป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของยุคโทรศัพท์พับได้ ไม่แน่ในอนาคตอาจได้เห็นนวัตกรรมที่แปลกใหม่และสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับเราได้อีก

ส่วนหากใครอยากได้โทรศัพท์พับได้สักเครื่องไว้ใช้งานเข้ามาดูใน Kaidee ได้เลย จะรุ่นไหนแบรนด์อะไรก็สามารถค้นหาได้อย่างสะดวกแถมยังมีระบบ KD Pay ที่เป็นตัวกลางในการรับและชำระเงิน เพิ่มความสะดวก ปลอดภัย ไว้ใจได้ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ ดีแบบนี้อย่ารอช้าเลยค่ะ ลองเข้ามาดูกันเลย

รวมโครงการ บ้านจัดสรร 2 ชั้น ดีไซน์สวยถูกใจ

รวมโครงการ บ้านจัดสรร 2 ชั้น ดีไซน์สวยถูกใจ

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากมีบ้านเดี่ยวดีไซน์สวย แต่ไม่อยากจะสร้างเองเพราะคิดว่ามันเสียทั้งเงินบานปลายและเวลายืดเยื้อ และยังอยากมีความปลอดภัยแบบสูงสุดในพื้นที่ทำเลดี ลองค้นหา บ้านจัดสรร 2 ชั้น ดีไซน์สวย ที่มีให้เลือกหลากหลายสไตล์ ทั้ง Modern, Classis, American Cottage, Tropical, Contemperary, Japanese และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนไปดูกันว่ามีโครงการไหนบ้างที่น่าสนใจ

โครงการ บ้านจัดสรร 2 ชั้น ดีไซน์สวย ๆ 

The Greenery CreA ปิ่นเกล้า-สาย 4

ขอบคุณรูปจาก: thegreenery.co.th

เริ่มกันที่ บ้านจัดสรร 2 ชั้น The Greenery CreA ปิ่นเกล้า-สาย 4 เป็นโครงการจาก บริษัท เดอะ กรีนเนอร์รี่ กรุ๊ป จำกัด ตั้งอยู่ในจังหวัดปริมณฑลอย่างนครปฐม ที่เรียกได้ว่าสะดวกสบายไม่แพ้ในกรุงเทพฯ เพราะมีทั้งสถานศึกษา โรงพยาบาล ศูนย์การค้า และรถไฟฟ้า BTS ซึ่งภายในโครงการก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกไม่แพ้รอบนอกไม่ว่าจะเป็น คลับเฮาส์ สระว่ายน้ำระบบเกลือ และสวนสาธารณะ ส่วนตัวบ้านก็ถูกออกแบบผ่านแนวคิด ‘เดอะ กรีนเนอร์รี่ ครีเอ Create ทุกความสุขด้วยตัวคุณเอง…’ มีให้เลือก 2 แบบ ได้แก่

  • AMPLE บ้านแฝด 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 128 ตร.ม. 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • PLENARY บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 145 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน

ราคาเริ่มต้น 3.59 ล้านบาท

Lake Forest ถนนราชพฤกษ์ตัดใหม่

ขอบคุณรูปจาก: pf.co.th

Lake Forest ถนนราชพฤกษ์ตัดใหม่ บ้านจัดสรร 2 ชั้นสไตล์ Modern Contempory จังหวัดปทุมธานีจาก Sumitomo Forestry และ Property Perfect ซึ่งเป็นโครงการที่น่าสนใจทั้งตัวทำเลที่อยู่ใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย และการออกแบบที่มีกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นผสมผสานความเป็นไทยได้อย่างลงตัวโดยมีแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมในเมืองคาวาโกเอะ (Kawagoe) ประเทศญี่ปุ่น พร้อมเทคโนโลยี Smart Home Security ที่จะทำให้ชีวิตสะดวกสบายมากขึ้น มีบ้านให้เลือกทั้งหมด 5 แบบ ได้แก่

  • LILY บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 133 ตร.ม. 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • LOTUS บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 133 ตร.ม. 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • LAUREL บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 150 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • LUCERNE บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 150 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • LAVENDER บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 156 ตร.ม. 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน

ราคาเริ่มต้น 3.59 ล้านบาท

สิวารมณ์ ปาร์ค สุขุมวิท-บางปู

ขอบคุณรูปจาก: sivarom.co.th

สิวารมณ์ ปาร์ค สุขุมวิท-บางปู เป็นโครงการ หมู่บ้านจัดสรร 2 ชั้น สไตล์ Modern English Victorian ที่มีแรงบันดาลใจจากการบ้าน British Cozy Vintage ในประเทศอังกฤษ ซึ่งโครงการนี้ตั้งอยู่ในโซน สมุทรปราการ-บางปู บนทำเลศักยภาพใกล้กับ BTS แต่ก็มีความสงบสุขและเป็นส่วนตัวไปพร้อม ๆ กัน รายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้าและโรงพยาบาล มีฟังก์ชันอำนวยความสะดวกมากมายเพื่อการใช้ชีวิตอันสมบูรณ์แบบในโครงการ แบ่งเป็นบ้านทั้งหมด 2 แบบ ดังนี้

  • KENT บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 160 ตร.ม. 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • BRIGHTON บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 179 ตร.ม. 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน

ราคาเริ่มต้น 3.89 ล้านบาท 

อณาสิริ ชัยพฤกษ์-วงแหวน

ขอบคุณรูปจาก: sansiri.com

อณาสิริ ชัยพฤกษ์-วงแหวน อีกหนึ่งโครงการบ้านจัดสรร 2 ชั้นที่น่าสนใจ ด้วยลักษณะของบ้านในโครงการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ภายใต้คอนเซปต์ ‘บ้าน ที่ออกแบบเพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข บน ความพอดี’ และแนวคิดบนความเรียบง่าย ใช้สีที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด และโดดเด่นด้วยคลับเฮาส์สีแดงที่มีดีไซน์คล้ายโบสถ์ ซึ่งตัวโครงการอยู่ใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อย่างครบครันทั้งห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และสถานศึกษา ที่โครงการนี้มีบ้านทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่

  • Malmö บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 161 ตร.ม. 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • Donsö บ้านแฝด 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 145 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องอเนกประสงค์ ที่จอดรถ 2 คัน
  • Lomma บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 148 ตรม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องอเนกประสงค์ ที่จอดรถ 2 คัน

ราคาเริ่มต้น 3.99 ล้านบาท

Iconature พระราม 2-เทียนทะเล

ขอบคุณรูปจาก: prinsiri.com

Iconature พระราม 2-เทียนทะเล เป็นโครงการ บ้านจัดสรร 2 สไตล์ American Cottage จาก บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) ในโซนบางขุนเทียน รวมถึงตัวโครงการยังสามารถเดินทางเข้าออกตัวเมืองได้ง่าย ๆ ด้วยทางด่วนถึง 2 เส้นและถนนอีกหลายสาย รายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง สถาบันศึกษา ห้างสรรพสินค้า และโรงพยาบาล โดยมีแนวคิด ‘365 วันแห่งการพักผ่อนกับแบบบ้าน American Cottage’ ผ่านการใช้โทนสีที่ให้ความนุ่มนวลอบอุ่น สบายตา และโปร่งโล่ง ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านพักตากอากาศ มีบ้านให้เลือก 2 แบบ ได้แก่

  • CANOLA บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 157 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • GARDENIA บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 165 ตร.ม. 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน

ราคาเริ่มต้น 5.39 ล้านบาท

บ้านฟ้าปิยรมย์ นอร์เดิร์น

ขอบคุณรูปจาก: ncgroup.co.th

โครงการ บ้านฟ้าปิยรมย์ นอร์เดิร์น เป็นโครงการบ้านจัดสรรจาก NC Group ที่ตั้งอยู่ในย่านลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ที่มีความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตเพราะมีทั้งห้างสรรพสินค้า สถานศึกษา และศูนย์การแพทย์ อีกทั้งยังอยู่ใกล้กับทางด่วนฉลองรัช (รามอินทรา-อาจณรงค์) ที่เชื่อมต่อกับถนนในตัวเมืองมากมาย ซึ่งโครงการแห่งนี้มีการออกแบบในสไตล์ Nordic และ Modern ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวผ่านแนวคิด ‘เหนือกว่าทุกการใช้ชีวิตกับฟังก์ชันอัจฉริยะเต็มรูปแบบของ NXCT’ และมีบ้านให้เลือกทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่

  • STELLAR บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 178 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • MAVEN บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 195 ตรม. 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 3 คัน
  • LUNAR บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 214 ตร.ม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 3 คัน
  • ECLIPSE บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 267 ตร.ม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 1 ห้องแม่บ้าน ที่จอดรถ 6 คัน

ราคาเริ่มต้น 5.79 ล้านบาท

Nirvana Element บางนา

ขอบคุณรูปจาก: nirvanadaii.com

Nirvana Element บางนา เป็นโครงการบ้านจัดสรรรจาก บริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) ที่ตั้งอยู่ในย่านศักยภาพอย่าง บางนา ย่านแห่งความอุดมสมบูรณ์ทั้งร้านหารอาหาร แหล่งชอปปิง สถานศึกษา และโรงพยาบาล มีจุดเด่นอยู่ที่ความสะดวกในการเดินทางเข้าออกตัวเมืองกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด ภายในโครงการนี้เป็นบ้านเดี่ยวสไตล์ Modern Nodic ที่มีแนวคิด ‘BLENDING ALL ELEMENTS OF LIFE บ้านเดี่ยวบางนา-ตราด ที่ครบทุกองค์ประกอบชีวิต เพราะทุกคนในครอบครัว คือ คนสำคัญ’ มีช่องที่ทำให้แสงและลมเข้าถึงทุกพื้นที่ในบ้าน มีให้เลือกทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่

  • GABLE 172 บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 172 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • GABLE 235 บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 235 ตร.ม. 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • GABLE 306 บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 306 ตร.ม. 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 1 ห้องแม่บ้าน ที่จอดรถ 2 คัน
  • GABLE 406 บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 306 ตร.ม. 5 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ 1 ห้องแม่บ้าน ที่จอดรถ 3 คัน

ราคาเริ่มต้น 9.39 ล้านบาท

THE CITY สุขุมวิท – อ่อนนุช

ขอบคุณรูปจาก: apthai.com

THE CITY สุขุมวิท – อ่อนนุช เป็นโครงการบ้านจัดสรรจาก AP Thailand ที่ตั้งอยู่ในโซน อ่อนนุช ซึ่งหนึ่งในพื้นที่ศักยภาพในกรุงเทพมหานคร ที่มีอัตราการเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ตัวโครงการอยู่ใกล้กับแหล่งสาธารณูปโภคอันครบครันทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน สถานพยาบาล ภายในโครงการก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้บริการมากมาย โดยบ้านแต่ละหลังของโครงการถูกออกแบบให้เรียบหรูพร้อม พร้อมนวัตกรรมบ้าน Hybrid Living มีบ้านให้เลือก 5 แบบ ดังนี้

  • RESIDER บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 252 ตร.ม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 3 คัน
  • DENIZEN บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 287 ตร.ม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 1 ห้องแม่บ้าน ที่จอดรถ 3 คัน
  • CITIFIED บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 311 ตร.ม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 1 ห้องแม่บ้าน ที่จอดรถ 3 คัน
  • URBANITE บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 345 ตร.ม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 1 ห้องพระ 1 ห้องแม่บ้าน ที่จอดรถ 3 คัน
  • MIDTOWN บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 414 ตร.ม. 5 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ 1 ห้องพระ 1 ห้องแม่บ้าน ที่จอดรถ 4 คัน

ราคาเริ่มต้น 12 ล้านบาท

Bangkok Boulevard วิภาวดี

ขอบคุณรูปจาก: scasset.com

โครงการบ้านจัดสรร Bangkok Boulevard วิภาวดี สไตล์ Modern Luxury ย่านวิภาวดี จาก SC ASSET ที่ตั้งอยู่ในซอยงามวงศ์วาน 47 ใกล้กับห้างสรรพสินค้าอย่างเซ็นทรัลลาดพร้าว เดอะมอลล์งามวงศ์วาน และเมเจอร์รัชโยธิน ใกล้กับสถานศึกษาชื่อดัง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถานที่อำนวยความสะดวกอื่น ๆ ทั้งโรงพยาบาลนนทเวช และเส้นทางคมนาคมอย่าง BTS ส่วนภายในก็มีทั้งสระว่ายน้ำ ฟิตเนส และคลับเฮาส์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก Louvre Abu Dhabi โดยมีบ้านให้เลือกทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่

  • NAVIK บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 248 ตร.ม. 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • GEYSIR บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 284 ตร.ม. 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 1 ห้องแม่บ้าน ที่จอดรถ 2 คัน 
  • GEYSIR PLUS บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 300 ตร.ม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 1 ห้องแม่บ้าน ที่จอดรถ 2 คัน
  • SALZBERG บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 329 ตร.ม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 1 ห้องแม่บ้าน ที่จอดรถ 3 คัน

ราคาเริ่มต้น 14.99 ล้านบาท

The MARQ ปิ่นเกล้า

ขอบคุณรูปจาก: en.co.th

และสุดท้าย The MARQ ปิ่นเกล้า เป็นโครงการบ้านจัดสรร จาก Enrich Living ที่อยู่ในบนทำเลศักยภาพ ใจกลางการคมนาคมของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตกอย่าง ปิ่นเกล้า ทำให้รอบตัวโครงการมี The Paseo Park โรงพยาบาลธนบุรี 2 โรงเรียนเพลินพัฒนา และเส้นทางคมนาคมมากมาย ในโครงการถูกออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมใหม่ แบบบ้าน U-Shape Design ที่เปิดกว้างสำหรับทุกเรื่องราว ทุกความฝัน ทุกความทรงจำ ทุกสิ่งที่สะท้อนความเป็นคุณ มีบ้านให้เลือกทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่

  • CRONOS บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 320-330 ตร.ม. 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำขนาดใหญ่ 1 ห้องแม่บ้าน ที่จอดรถ 3-6 คัน
  • MONTE บ้านเดี่ยว 3 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 465 ตร.ม. 5 ห้องนอน 5 ห้องน้ำขนาดใหญ่ 1 ห้องแม่บ้าน ที่จอดรถ 3-6 คัน

ราคาเริ่มต้น 15.99 ล้านบาท

สรุปโครงการ บ้านจัดสรร 2 ชั้น น่าสนใจ

และนี่คือโครงการ บ้านจัดสรร 2 ชั้น ที่เรานำมาฝากกัน เห็นชัดเลยว่าในประเทศไทยมีบ้านจัดสรรอยู่หลายโครงการ หลายราคา และหลายดีไซน์ที่แตกต่างกันให้เราได้เลือกตามความชอบและความสะดวกสบายในชีวิต ส่วนใครที่ไม่อยากได้บ้านมือสองราคาเบาก็เข้ามาหาบ้านสวย ๆ ใน Kaidee Property ได้เช่นกัน

อ่านบทความ รีวิวอสังหาฯ อื่น ๆ