ดีไซน์ออฟฟิศยุคหลังโควิด WFH : Work From Home, Heaven or Hell ?

ดีไซน์ออฟฟิศยุคหลังโควิด WFH : Work From Home, Heaven or Hell ?

การแพร่ระบาด COVID-19 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อโลกและวิถีชีวิตของผู้คนโดยฉับพลัน หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากภาคการทำงานคือการที่องค์กรประกาศให้พนักงาน Work From Home ซึ่งเป็นนโยบายที่หลายๆ บริษัทไม่เคยใช้และอาจไม่เคยคิดมาก่อนด้วยซ้ำ! 

แต่ด้วยสถานการณ์บังคับ ทุกคนจึงต้องปรับตัวและเรียนรู้ไปตามวิถี WFH เรา VDO Conference กันบ่อยขึ้น ใช้เอกสารออนไลน์แทนการพริ้นท์กระดาษ เลือกเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้การทำงานสัมฤทธิ์ผล และอื่นๆ อีกมากมาย ที่พาลให้คนทำงานจำนวนไม่น้อยรู้สึกก่ำกึ่งว่าตัวเองกำลัง Work From Home หรือ Work From Heaven หรือ Work From Hell กันแน่

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงการออกแบบออฟฟิศในอนาคต ซึ่งใน Online Session ของงาน Creative Talk Conference หรือ CTC 2021 ได้หยิบยกประเด็นนี้มาพูดคุยผ่านหัวข้อ “WFH : Work From Heaven or Work From Hell” โดยมีคุณอุ้ม-สมบัติ งามเฉลิมศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบภายในสำนักงานและผู้ก่อตั้งพื้นที่ทำงาน Paperspace และคุณบี-อภิชาติ ขันธวิธี กรรมการผู้จัดการบริษัท คิว เจน คอนซัลแทนท์ จำกัด และเจ้าของเพจ HR – The Next Gen ร่วมแบ่งปัน

Online Session ของงาน Creative Talk Conference 2021
ในส่วนของหัวข้อ WFH : Work From Heaven or Work From Hell
โดยคุณบี-อภิชาติ ขันธวิธี และคุณอุ้ม-สมบัติ งามเฉลิมศักดิ์ (คนที่ 2 และ 3 นับจากด้านซ้ายไปขวาตามลำดับ)

เทรนด์ใหม่ของการทำงานกับ Hybrid Working 

รูปแบบการทำงานเป็นเรื่องที่มีวิวัฒนาการ ตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรมที่แรงงานถูกย้ายสถานที่ทำงานจากไร่นาสู่โรงงานอุตสาหกรรม จากนั้นมีการแบ่งคนบางส่วนเข้ามาทำงานในตึกสำนักงาน และพัฒนาต่อมาจนเป็นรูปแบบออฟฟิศที่พนักงานนั่งอยู่ที่โต๊ะของตัวเองมีพาร์ติชันกั้นเพื่อความเป็นส่วนตัว ก่อนจะก้าวเข้าสู่ Activity Based Workplace ที่เน้นออกแบบพื้นที่ตามกิจกรรมการทำงานของพนักงาน

ทั้งหมดกำลังถูกทรานสฟอร์มอีกครั้งจากตัวเร่งปฏิกิริยาอย่าง COVID-19 โดยกูรูด้านออฟฟิศดีไซน์อย่างคุณอุ้ม-สมบัติ เล่าว่าปีที่ผ่านมาทุกองค์กรในโลกต้อง Set Zero ตัวเอง คนทำงานถูกบังคับให้ Work From Home กันนานนับเดือน พร้อมกับคำศัพท์เกิดใหม่อย่าง “Hybrid Working” หรือการให้ทางเลือกแก่พนักงานว่าเขาสามารถทำงานในสภาพแวดล้อมไหนได้ดีที่สุดนั่นเอง

“Hybrid Working คือการทำงานจากออฟฟิศผสมกับการทำงานที่ใดที่หนึ่งก็ได้ และอาจไม่ใช่แค่บ้านเพียงอย่างเดียว เพราะในความเป็นจริงบางคนทำงานจากที่บ้านไม่ได้ด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น คอนโดเล็ก มีพ่อแม่ลูกเล็กอยู่ด้วย จึงเป็นสภาพแวดล้อมที่ทำให้นั่งทำงานที่บ้านไม่ได้ พวกเขาจึงต้องหาทางเลือกของการทำงานอาจเป็น Co-Working Space ที่ปลอดภัยหน่อย Serviced Office ที่มี Private Space หรือแม้แต่ Public Space” 

รูปแบบ Hybrid Working เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ทำงานในสเปซของตัวเอง
ภาพจาก blog.prototypr.io

โลกเปลี่ยน การดีไซน์ออฟฟิศเปลี่ยน

Work From Home ช่วงเวลาดังกล่าวยังเป็นบทพิสูจน์ว่าคนสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ และนั่นส่งผลให้การดีไซน์ออฟฟิศกำลังจะเปลี่ยนไป ซึ่งคุณอุ้มได้แจงให้เห็นภาพการออกแบบออฟฟิศต่อจากนี้ว่า

“ความหมายของออฟฟิศจะถูกตีความใหม่ ว่าวัตถุประสงค์ของออฟฟิศนั้นคืออะไร เช่น ออฟฟิศนี้ต้องการให้คนเข้ามาเพื่อทำ Town Hall, Team Building, Collaboration แปลว่าออฟฟิศนี้ไม่ต้องมีโต๊ะทำงานเลย โต๊ะทำงานคือคุณกลับไปทำที่บ้าน” 

โดยขั้นตอนการออกแบบพื้นที่สำนักงานนั้น พื้นฐานเดิมจะคำนวนจากพนักงาน 1 คน ต่อพื้นที่การทำงาน 10 ตารางเมตร นั่นหมายความว่า หากมีพนักงาน 100 คน เราควรมีพื้นที่ออฟฟิศ 1,000 ตารางเมตร อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่สามารถ Remote Working ได้ ทำให้เราไม่สามารถใช้ตัวเลขพนักงานทั้งออฟฟิศมาคำนวนพื้นที่ใช้งานได้อีก 

“สมมติว่าบริษัทมีพนักงาน Remote Working จำนวน 50 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าเขาต้องการโต๊ะทำงานในออฟฟิศแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ เราก็จะได้ 500 ตารางเมตร ไว้ตั้งหลักก่อน ต่อมาคืออยากได้อะไรอีก เช่น อยากได้ห้องประชุม เพราะประชุมเยอะมาก เราก็เพิ่มเข้าไปในเลย์เอ้าท์ สุดท้ายมันอาจจะจบที่ 700-800 ตารางเมตร ซึ่งไม่ใช่ 1,000 ตารางเมตร เหมือนเดิม”

คุณอุ้มยังเสริมด้วยว่างานดีไซน์ออฟฟิศต่อจากนี้ไปต้องทำให้ได้เหมือนการออกแบบบ้านที่ปรับฟังก์ชันตามผู้อยู่อาศัย กล่าวคือพนักงานมีลักษณะการทำงานอย่างไร การออกแบบพื้นที่ก็ต้องตอบโจทย์งานในลักษณะนั้น

เทรนด์การดีไซน์ออฟฟิศต่อจากนี้จะเน้นตอบโจทย์ลักษณะการทำงานของพนักงานมากขึ้น
ภาพจาก www.steelcase.com

ดีไซน์เพื่อประสบการณ์ที่ดีของคนทำงาน 

อีกจุดที่องค์กรไม่ควรมองข้ามคือการสร้างประสบการณ์ที่ดีในการทำงานเฉกเช่นการทำ Customer Experience ซึ่งสามารถต่อยอดไปถึง Performance ที่ดีขององค์กรได้ด้วย

คุณบี-อภิชาติ แชร์ให้ฟังว่า การออกแบบออฟฟิศใดๆ ก็ตามล้วนมีผลต่อประสบการณ์ของพนักงาน โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่ามี 6 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับ Employee Experience ประกอบด้วย Human, Structure, Leadership, Technology, Workplace และ Community ซึ่งองค์กรควรเข้าไปแทรกแซงบางอย่างเพื่อให้ทั้ง 6 ตัวนี้สามารถตอบโจทย์ได้ว่า Vision, Mission และเป้าหมายขององค์กรคืออะไร 

“ถ้าเราบอกว่า วันนี้สิ่งที่จะทำให้องค์กรไปถึงเป้าหมายได้ ต้องเป็นการทำงานแบบที่พนักงานต้องมี Collaboration ที่ดี ต้องทำงานร่วมกันอย่างดี เราต้องย้อนกลับมาดูว่าแล้วการออกแบบออฟฟิศนั้น ส่งเสริม Collaboration จริงหรือเปล่า 

ยกอีกหนึ่งตัวอย่างว่า พนักงานจำเป็นต้องพูดคุยกับลูกค้าผ่าน Conference แต่ออฟฟิศเราไม่มีห้องที่เหมาะเลย สิ่งที่เกิดขึ้นคือพนักงานจำเป็นต้อง Conference โดยที่นั่งใกล้ๆ กัน เสียงมันก็ตีกันไปหมด เพราะฉะนั้นการคุยของเรามันไม่มีประสิทธิภาพ สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาพนักงานจะรู้สึกว่า Burnout และสุดท้ายเราก็ไม่สามารถนั่งทำงานที่ออฟฟิศของเราได้ เราจะโฟกัสไม่ได้ และจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ทำให้วิธีการทำงานเปลี่ยนจาก A เป็น B ทำให้เป็นอุปสรรคได้ เพราะพนักงานจะรู้สึกว่ามีข้อจำกัดเยอะไปหมดเลยกว่าจะทำให้งานประสบความสำเร็จได้” 

เริ่มต้นออกแบบออฟฟิศยุคใหม่ให้อยู่หมัด

สิ่งสำคัญในการเริ่มต้นออกแบบออฟฟิศแห่งอนาคต คุณบีแนะนำว่า ควรดูที่ธรรมชาติของงานก่อนว่ามีลักษณะใด แบบไหนมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถนำงานกลับไปทำที่บ้าน เช่น ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ ข้อมูลผูกติดอยู่กับตัวออฟฟิศ เหล่านี้จะทำให้แยกได้ว่าคนกลุ่มไหนที่เราสามารถจัดให้เขาอยู่หรือไม่อยู่ในออฟฟิศได้   

จากนั้นจึงพิจารณาเรื่องธรรมชาติของคนทำงาน ทั้งในแง่เพศ วัย ความพร้อมที่จะเข้าถึงเทคโนโลยี ฯลฯ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาพนักงานให้เขาสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

“ในขณะเดียวกันต้องกลับไปดู Motivation ของพนักงานด้วย เพราะเวลาที่เราบอกว่า WFH หรือ Work From Anywhere ถ้าออกสตาร์ทโดยที่ไม่มองฝั่งพนักงานเลย ไม่ใช่พนักงานทุกคนที่พร้อม ไม่ใช่ทุกคนที่บ้านเขาจะมีห้องทำงาน เขาอาจจะใช้โต๊ะกินข้าวนั่งทำงานไปตลอด ซึ่งไม่สะดวกกับเขา รวมถึงปัญหาสุขภาพ ฉะนั้นสิ่งที่องค์กรทำได้คือทยอยให้ Benefit บางอย่าง Trade off บางอย่างเพื่อวัตถุประสงค์เดียวเลยคือ Performance ยังคงคุณภาพได้เหมือนเดิม” คุณบีกล่าว 

ในเรื่องนี้คุณอุ้มก็มีมุมมองคล้ายกัน นั่นคือการให้ความสำคัญกับพนักงานทุกระดับ โดยก่อนเริ่มดีไซน์ออฟฟิศ ควรจัดทำ Employee Survey เพื่อหาข้อจำกัด รวมถึง Motivation ของพนักงานทั้งในรูปแบบการทำงานที่บ้านและออฟฟิศ จากนั้นจึงเอาข้อมูลที่ได้จากผู้บริหาร (Top Down) มาแมทช์กับพนักงานปฏิบัติการ (Buttom Up) เพื่อค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับองค์กรนั้นๆ 

คุณอุ้มแนะนำเพิ่มเติมว่า “โจทย์สำคัญในการบริหารตอนนี้เลยคือการดู Sizing ที่เหมาะสมขององค์กรควรเป็นอย่างไร พนักงานประจำที่ต้องอยู่ออฟฟิศเลยจริงๆ มีเท่าไร พนักงานที่สามารถ Move in Move out ได้มีกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วพนักงานที่เราจะจ้างแบบฟรีแลนซ์ ทำงานข้างนอกแล้วส่งงานมาให้เราจะต้องมีพื้นที่ตรงนี้เท่าไหร่ ทั้งหมดนี้ต้องนำมาประเมินด้วย”

สร้างประสบการณ์การทำงานที่ดีให้พนักงานเพื่อลดสภาวะ Burnout
ภาพจาก www.steelcase.com

สรุปดีไซน์ออฟฟิศอย่างไร ให้ WFH คือ Heaven 

คีย์ในการดีไซน์ออฟฟิศให้เป็นสวรรค์สำหรับคนทำงานประกอบด้วย 2 ประเด็น กล่าวคือ

1.) องค์กรต้องดีไซน์ประสบการณ์ให้เหมาะสมกับลักษณะของคนทำงาน และทำให้พวกเขารู้สึกพึงพอใจ และ

2.) ต้องเป็นออฟฟิศที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่าเมื่อพวกเขาเข้ามาทำงานแล้วสามารถทำงานที่ดีที่สุดของเขาได้ และมีทางเลือกที่จะนั่งทำงานที่ใดก็ได้เพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุด

หรือสรุปรวมง่ายๆ ว่า “Right Place For The Right Activity” นี่แหละที่จะเป็น Work From Heaven สำหรับคนทำงาน

บ้านเดี่ยวชั้นเดียว แบบบ้านยามเกษียณแจกฟรี

บ้านเดี่ยวชั้นเดียว แบบบ้านยามเกษียณแจกฟรี

แม้ปัจจุบันจะมีบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จัดสร้างโครงการที่อยู่สำหรับผู้สูงอายุจำนวนมาก โดยชูจุดเด่นเรื่องบริการด้านสุขภาพและสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยก็ตาม แต่เราก็เชื่อว่ายังมีผู้ใหญ่อีกหลายคนที่วางแผนอยากใช้ชีวิตยามเกษียณในบ้านที่ตัวเองสร้างไว้และอยู่ท่ามกลางความอบอุ่นจากลูกหลาน 

การสร้างบ้านอยู่อาศัยหลังเกษียณอายุนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงมีที่ดินพอประมาณก็สามารถสร้างบ้านเดี่ยวชั้นเดียวหลังเล็กๆ แบบ 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำได้แล้ว แถมทุกวันนี้ยังมีรูปแบบการก่อสร้างให้เลือกมากมาย เช่น บ้านน็อคดาวน์ที่ประกอบจากชิ้นส่วนสำเร็จรูปก็สามารถเข้าอยู่ได้ทันที 

หรือหากอยากได้บ้านที่ไม่ซ้ำใครก็เพียงจ้างสถาปนิกและวิศวกรช่วยออกแบบให้ โดยมีค่าจ้างประมาณ 3 – 7.5% ของราคาค่าก่อสร้างที่ประเมินขึ้นมา ส่วนใครที่ต้องการประหยัดเงินในส่วนการจ้างเขียนแบบก่อสร้าง สามารถขอ “แบบก่อสร้างบ้าน” ฟรีๆ จากหน่วยงานภาครัฐได้เช่นกัน และวันนี้ Kaidee รวบรวมแบบบ้านเดี่ยวชั้นเดียวที่น่าสนใจจากหน่วยงานต่างๆ มาให้ดูเป็นตัวอย่างแล้ว

บ้านเดี่ยวชั้นเดียวลุคโมเดิร์นจากกรมโยธาธิการและผังเมือง

แบบบ้านอารยสถาปัตย์ 1

แบบบ้านเดี่ยวชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์นที่หยิบมาฝากกันชิ้นแรกเป็นของกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานรัฐที่ดำเนินการจัดทำโครงการแบบบ้านฟรีให้กับประชาชนมาหลายโครงการแล้ว หนึ่งในนั้นคือ “โครงการแบบบ้านอารยสถาปัตย์” แบบบ้านที่ดีไซน์มาเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยเฉพาะ 

แบบบ้านอารยสถาปัตย์ประเภทชั้นเดี่ยวนั้นมีให้เลือกอยู่ 2 ขนาดด้วยกัน คือ พื้นที่ใช้สอย 120 ตร.ม. และ 150 ตร.ม. ทั้งสองแบบมีฟังก์ชันใช้สอยภายในครบครันด้วย 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ พร้อมห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องทานอาหาร ลานซักล้าง และเฉลียงสำหรับนั่งพักผ่อนหย่อนใจ 

มีการออกแบบด้วย Universal Design โดยเฉพาะในส่วนของห้องน้ำกับพื้นที่ภายในกว้างขวาง แบ่งโซนใช้งานส่วนเปียกส่วนแแห้ง มีอุปกรณ์ช่วยพยุง และใช้ประตูบ้านสไลด์ที่เหมาะกับคนวัยเกษียณ รวมถึงการจัดให้มีทางลาดด้านนอกบ้านเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถเดินขึ้นลงตัวบ้านได้สะดวกหรือหากเป็นผู้นั่งรถเข็นก็พาเข้าบ้านได้อย่างสบาย 

ในด้านงานสถาปัตยกรรมภายนอกสไตล์โมเดิร์น มีการใช้หลังคาแบบเพิงหมาแหงนซ้อนสลับฝั่งกัน 2 ชั้น แม้จะดูเรียบง่ายแต่ก็ทันสมัยตามแบบนิยมในปัจจุบัน เน้นคุ้มโทนสีบ้านแบบเอิร์ธโทนที่ให้ความอบอุ่น  

แบบก่อสร้างบ้านอารยสถาปัตย์ 1 : พื้นที่ใช้สอย 120 ตร.ม.

แบบก่อสร้างบ้านอารยสถาปัตย์ 2 : พื้นที่ใช้สอย 150 ตร.ม.

ข้อมูลเพิ่มเติม : กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย

ที่อยู่ (พระราม 9): 224 ถนนพระราม 9 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320
เบอร์โทรศัพท์: 0-2201-8000

ที่อยู่ (พระรามที่ 6): 218/1 ถนนพระรามที่ 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
เบอร์โทรศัพท์: 0-2299-4000

บ้านเดี่ยวชั้นเดียวกลางสวนจากการเคะแห่งชาติ

แบบก่อสร้างบ้านล้อมสวน มีการโชว์มุมต่างๆ ของบ้านให้เห็น

การเคหะแห่งชาติเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทำหน้าที่จัดหาที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ซึ่งหลายคนคงคุ้นเคยกันดีกับโครงการที่พักอาศัยอย่างบ้านเอื้ออาทร บ้านเคหะสุขประชา และโครงการเคหะชุมชนและบริการชุมชน เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น การเคหะแห่งชาติยังมีแบบบ้านยามเกษียณให้ดาวน์โหลดกันฟรีๆ อีกด้วย กับโครงการที่ชื่อว่า “บ้านผู้สูงอายุ ที่ไม่ใช่บ้านผู้สูงอายุ”

สำหรับตัวอย่างบ้านที่เราหยิบมาให้ชมกันนั้นชื่อว่า “บ้านล้อมสวน” มีแนวคิดการสอดแทรกสวนลงในตัวบ้านขนาดเล็ก เพื่อให้ทุกส่วนของบ้านสามารถมองเห็นสวนได้ และสร้างบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นด้วยการแบ่งพื้นที่ใช้สอยออกเป็นสองส่วน คล้ายกับมีบ้านเล็กๆ สองหลังพร้อมกับทางเชื่อมสั้นๆ เพื่อให้ข้ามไปมาได้สะดวก ซึ่งพื้นที่ตรงทางเชื่อมนั้นยังทำหน้าที่เป็น Courtyard เล็กๆ ที่ให้ทั้งแสงสว่างและสามารถปลูกต้นไม้เพื่อให้ร่มเงาแก่บ้านได้ด้วย 

บ้านเดี่ยวชั้นเดียวหลังนี้มีขนาดกะทัดรัดเพียง 60 ตร.วา แต่มีฟังก์ชันจำเป็นครบไม่ว่าจะห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องเก็บของ ลานซักล้าง และขาดไม่ได้คือทางลาดที่มาพร้อมราวกันตกเพิ่มความปลอดภัย

แบบก่อสร้างบ้านล้อมสวน

ข้อมูลเพิ่มเติม : การเคหะแห่งชาติ

ที่อยู่ : 905 ถนนนวมินทร์ แขวงคลองจั่น เขตบางกระปิ กรุงเทพฯ 10240เบอร์โทรศัพท์ : 0-2351-7777 หรือสายด่วน 1615

บ้านเดี่ยวชั้นเดียวสไตล์คลาสสิกของสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร

บ้านเดียวชั้นเดี่ยวทรงคลาสิกกับ “แบบบ้านนนทรี” ที่มาพร้อม Floor Plan

สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร เป็นอีกจุดหนึ่งที่เราสามารถเข้าไปเลือกชมแบบบ้านและขอแปลนก่อสร้างเพื่อมาใช้งานได้ฟรีๆ โดยมีดีไซน์ทั้งบ้านเดี่ยวชั้นเดียวและบ้านสองชั้นให้เลือกมากกว่า 100 แบบเลยทีเดียว รวมถึงแบบบ้านสำหรับผู้สูงอายุและทุพพลภาพที่เราคัดมาให้ชมกันวันนี้ด้วย 

หนึ่งในตัวอย่างก็คือ บ้านชั้นเดียวสไตล์คลาสิก หลังคาทรงปั้นหยา กับชื่อไทยๆ ว่า “แบบบ้านนนทรี” มีพื้นที่ใช้สอย 156 ตร.ม. ประกอบด้วย 2 ห้องนอน  2 ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องรับประทานอาหาร และห้องนั่งเล่นที่มีการออกแบบในลักษณะ Bay Window เพื่อเปิดรับวิวและแสงจากภายนอกได้เต็มที่ รวมถึงทางลาดแบบบ้านนี้ก็มีให้ด้วยเช่นกัน  

สำหรับขั้นตอนการของแบบก่อสร้างบ้านเดี่ยวชั้นเดี่ยวของสำนักการโยธา สามารถทำได้โดยเซฟภาพแบบบ้านที่ต้องการ (ดูแบบบ้านเพิ่มเติมที่นี่) และนำไปขอแบบได้ที่ กองแผนงานและประสานสาธารณูปโภค ชั้น 7 อาคารสำนักการโยธา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ถนนมิตรไมตรี เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร หรือ ฝ่ายโยธาของสำนักงานเขต ทั้ง 50 เขต โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการขอแบบ (แต่เสียค่าใช้จ่ายในการถ่ายเอกสาร) ในวันและเวลาราชการ (วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.30 – 16.30 น.)

สรุปแบบบ้านเดี่ยวชั้นเดี่ยวเพื่อวัยเกษียณของฟรีมีจริง

เป็นอย่างไรกันบ้างกับแบบบ้านตัวอย่างจาก 3 หน่วยงานภาครัฐที่เราสามารถขอมาใช้ได้ฟรี เรียกว่าแต่ละหลังก็มีสไตล์เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น บ้านล้อมสวนที่ทำให้เราใกล้ชิดธรรมชาติอย่างเต็มที่ หรือบ้านทรงคลาสสิกที่อยู่คู่กาลเวลา ซึ่งทั้งหมดล้วนตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนสูงวัยได้เป็นอย่างดี 

นอกจากแบบก่อสร้างจะได้ฟรีแล้ว เรายังสืบทราบมาว่าแบบบ้านเดี่ยวชั้นเดียวเหล่านี้สนนราคาก่อสร้างเริ่มต้นที่ห้าแสนบาทจนถึงหนึ่งล้านปลายๆ เท่านั้น (ไม่รวมค่าที่ดิน) นับเป็นตัวเลขที่น่าสนใจสำหรับการสร้างบ้านวัยเกษียณจริงๆ 

ส่วนใครที่อยากได้บ้านเดี่ยวชั้นเดียว แต่ไม่อยากยุ่งยากหาแบบบ้านหรือขออนุญาตก่อสร้างให้วุ่นวายก็สามารถเข้ามาเลือกซื้อบ้านชั้นเดียวกับ Kaidee Property แทนได้ ไม่ว่าจะทำเลในเมือง ชานเมือง หรือแม้แต่ต่างจังหวัดเรามีช้อยส์ให้เลือกจนถูกใจ

Oppo A12 สมาร์ตโฟนกล้อง AI สำหรับสายโซเชียล!

Oppo A12 สมาร์ตโฟนกล้อง AI สำหรับสายโซเชียล!

จะซื้อสมาร์ตโฟนใหม่สักเครื่อง เชื่อว่าทุกคนย่อมมีเกณฑ์การเลือกที่แตกต่างกันไป บางคนอาจจะเล็งที่ดีไซน์เป็นหลัก บางคนเลือกสเปกแรง ๆ ไว้เล่นเกมแบบจุใจ บางคนขอแบตจุ ๆ ไว้ก่อนเพราะขี้เกียจพกสายชาร์จหรือพาวเวอร์แบงก์ หรือบางคนก็เลือกที่กล้องเทพ ๆ เอาไว้ถ่ายรูปลงโซเชียลให้ปัง

ถ้าคุณเป็นสายโซเชียลตัวยงที่มองหาสมาร์ตโฟนเครื่องเล็ก ๆ เบา ๆ ราคาย่อมเยา เราขอแนะนำสมาร์ตโฟนรุนฮอตจากค่าย Oppo อย่าง Oppo A12 เลย ถ้าอยากรู้ว่าเจ้าสมาร์ตโฟนรุ่นนี้ดียังไง กล้องเทพแค่ไหน ควรค่าที่จะสอยหรือไม่ ไปดูกันเลยค่ะ

รีวิว Oppo A12 สมาร์ตโฟนกล้อง AI สำหรับสายโซเชียล

Oppo A12 สมาร์ตโฟนน้องเล็กที่มาพร้อมกล้องหลังคู่ AI สเปกพร้อมคุ้มค่าคุ้มราคา 4,599 บาท เรามาไล่เรียงกันไปทีละฟีเจอร์ดีกว่าว่าอะไรดี อะไรเด็ด 

สรุปสเปก Oppo A12 

ขนาดตัวเครื่อง: 155.9 x 75.5 x 8.3 มม.

น้ำหนัก: 165 กรัม

หน้าจอ: 6.22 นิ้ว ความละเอียด HD+

ระบบปฏิบัติการ: Android 9 ครอบด้วย ColorOS 6.1 

หน่วยประมวลผล: MediaTek Helio P35

GPU: IMG GE8320

Ram: 3GB

หน่วยความจำข้อมูลในเครื่อง: 32GB

Micro SD Card: สูงสุด 256GB

ช่องเสียบหูฟัง: 3.5 มม.

กล้อง: กล้องหลัง    2 เลนส์ 

เลนส์หลัก  13 ล้านพิกเซล f/2.2

เลนส์สอง     2 ล้านพิกเซล f/2.4

กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล f/2.4

แบตเตอรี: 4,230 mAh

สี: ดำ และน้ำเงิน 

ดีไซน์ Oppo A12 ฝาหลังแบบ 3D 

Oppo A12 มีขนาด 155.9 x 75.5 x 8.3 มม. น้ำหนักเพียง 165 กรัม มาพร้อมดีไซน์สวยหรูด้วยฝาหลังแบบ 3D Diamond Blaze สะท้อนแสงสีสวย ด้วยขอบโค้งมน มีให้เลือกสองสี คือ สีดำและน้ำเงิน

หน้าจอครอบด้วยกระจก Gorilla Glass 3 ความกว้าง 6.67 นิ้ว ดีไซน์ทรงหยดน้ำ พร้อมกับตัวกรองแสงสีฟ้าช่วยรักษาสายตาให้ด้วย เหมาะกับสายโซเชียลสุด ๆ จะไถจอทั้งวันก็ไม่สบายตาหายห่วง

พลังกล้องคู่ AI เอาใจสายโซเชียล

ฟีเจอร์เด่นของ Oppo A12 คือกล้องคู่ AI 2 เลนส์ เลนส์หลักมีความละเอียด 13 ล้านพิกเซล เลนส์สองมีความละเอียด 2 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล 

กล้องหลังมาพร้อมโหมดถ่ายต่อเนื่องและสามารถซูมได้ถึงหกเท่า เลนส์สองความละเอียดสองล้านพิกเซลเป็นเลนส์ Depth ช่วยให้ถ่ายรูปหน้าชัดหลังเบลอได้ง่าย ๆ เหมาะแก่การถ่ายรูป Portrait รับรองว่าเป๊ะปังมาก ๆ 

ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล จัดเต็มฟีเจอร์ AI Beautification ฟีเจอร์นี้ Oppo ตั้งใจออกแบบพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยสามารถวิเคราะห์อายุ เพศ ผิว และปรับแต่งให้สวยงามเป็นธรรมชาติ

ในขณะที่วิดีโอ สามารถถ่ายด้วยความละเอียด 1920 x 1080 และ 1280 x 720 แถมมาพร้อมแอปพลิเคชัน Soloop ตัดต่อวิดีโอลงโซเชียลแบบง่าย ๆ ชิล ๆ เร็วไวทันใจสายโซเชียล

ส่องสเปกและระบบปฏิบัติการของ Oppo A12

Oppo A12 ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 9 ครอบด้วย  ColorOS 6.1 ดีไซน์โดยรวมมีความเรียบง่าย คลีน ๆ น่าใช้ มาพร้อมหน่วยประมวลผล MediaTek Helio P35 Octa-Core ที่สามารถทำงานร่วมกับ Ram 3GB และความจุในเครื่อง 32GB แต่สามารถเพิ่มหน่วยความจำภายนอกหรือ Micro SD Card ได้สูงสุดถึง 256 GB แถมยังมาพร้อมช่องใส่ซิมส์ได้ถึงสองซิมส์อีกด้วย 

นอกจากนี้ Oppo A12 ยังมีฟีเจอร์เด่น ๆ ที่ช่วยให้การใช้ชีวิตง่ายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โหมดการขับขี่แบบชาญฉลาดที่ใช้ได้ทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ เมื่อเปิดโหมดนี้เวลาขับรถ ระบบจะคัดเบอร์ที่จะโทรเข้ามาหรือแจ้งเตือน เช่น การเลือกให้แจ้งเตือนหรือโทรเข้ามาได้เฉพาะ หรือ ปิดการแจ้งเตือนและการโทรเข้า

Smart Sidebar เป็นอีกฟังก์ชันแถบทางลัดพิเศษด้านข้างหน้าจอ ที่ทำให้สลับไปใช้แอปพลิเคชันอื่นได้รวดเร็วทันใจยิ่งขึ้น แถมยังมี Smart Assistant ที่ช่วยจัดการการใช้แอปให้ไหลลื่นยิ่งขึ้น 

ถือว่าสเปกโดยรวมคุ้มค่ามากกับราคาเบา ๆ สามารถถ่ายวิดีโอ ถ่ายรูปภาพได้แบบจัดเต็ม ไม่ต้องกลัวความจำเต็มกันเลยทีเดียว 

Oppo A12 กับแบตเตอรี 4,230 mAh ทน ใช้ได้นานจุใจ

เรื่องความจุแบตเตอรี บอกเลยว่า Oppo A12 ก็ไม่น้อยหน้าใคร ชาร์จครั้งหนึ่ง สามารถใช้ได้นานจุใจ ถ้าเปิดเป็นโหมดสแตนด์บายสามารถอยู่ได้แบบจุก ๆ ถึง 380 ชั่วโมงเลยทีเดียว แต่สำหรับคนที่เล่นหนัก ๆ เช่น เล่นเกมทั้งวัน อาจจะต้องมีการชาร์จเพิ่มบ้างเล็กน้อย 

สรุปภาพรวม Oppo A12 สมาร์ตโฟนสำหรับสายโซเชียล

Oppo A12 เป็นหนึ่งในสมาร์ตโฟนรุ่นเล็กราคาเบา ๆ จาก Oppo ที่สร้างมาเพื่อเอาใจสายโซเชียลโดยเฉพาะ  

จุดเด่นหลัก ๆ ของ Oppo A12 อย่างแรกเลยก็คงหนีไม่พ้นเรื่องกล้อง เพราะจัดเต็มกล้องหลังเลนส์คู่พร้อมเทคโนโลยี AI ช่วยในการถ่ายภาพให้ออกมาสวยเป๊ะพร้อมลงโซเชียล เลนส์หลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล เลนส์สองมีความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล มีโหมด AI Beautification ที่ช่วยปรับรูปภาพเซลฟีของคุณให้ออกมาสวยใสเป็นธรรมชาติมาก ๆ 

ส่วนเรื่องสเปกโดยรวมก็ถือว่าคุ้มค่าราคา 4,599 บาท เพราะมาพร้อมหน่วยประมวลผล MediaTek Helio P35 Octa-Core ที่มีประสิทธิภาพ ยิ่งทำงานร่วมกับแรม 3 GB และหน่วยความจำภายในเครื่อง 32 GB (สามารถเพิ่มหน่วยความจำภายนอก MicroSD Card ได้สูงถึง 256 GB) ถือว่าสามารถใช้งานได้แบบสบาย ๆ หายห่วงเลย

เพราะฉะนั้นใครที่กำลังมองหาสมาร์ตโฟนรุ่นเล็ก ๆ ราคาย่อมเยาที่สเปกใช้งานได้ดี มีกล้องที่มาพร้อมฟีเจอร์สำหรับสายโซเชียลโดยเฉพาะ Oppo A12 ถือเป็นตัวเลือกหนึ่งที่เหมาะมาก ๆ เรียกได้ว่าเหมาะกับคนที่เน้นเล่นโซเชียลและใช้งานทั่วไป แถมยังได้แบตที่ค่อนข้างจุ ถือว่าเพียงกับการใช้งานอีกด้วย

ถ้ามองหา Oppo A12 มือสองสภาพดี มีให้เลือกหลากหลาย แวะเข้ามาดูได้ที่ Kaidee เลย ตอนนี้เรามีฟีเจอร์ใหม่อย่าง KD Pay ที่ให้ผู้ซื้อและผู้ขายชำระและรับเงินผ่าน Kaidee โดยตรง สะดวก ปลอดภัย มั่นใจได้กับการซื้อสินค้า 5 หมวดหมู่ยอดฮิต ไม่ว่าจะเป็นมือถือ รองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และนาฬิกา 

พิเศษสำหรับนักชอปที่ซื้อสินค้าที่สมัครใช้บริการ KD Pay หากไม่ได้รับสินค้า สามารถยื่นขอคืนเงินได้ภายใน 7 วัน แถมชอปช่วงนี้ ฟรีค่าส่งทุกคำสั่งซื้อ ถึง 31 พ.ค 64 ด้วย! คุ้มขนาดนี้ต้องไปชอปด่วน ๆ แล้ว

รีวิว OPPO A92 เสียงจากผู้ใช้งานจริง

รีวิว OPPO A92 เสียงจากผู้ใช้งานจริง

bnn.in.th

ถ้าคุณเป็นอีกคนที่ชอบถ่ายรูป รักในการอัปเดตสตอรี่ด้วยวิวสวยๆ และลงรูปเซลฟี่ในทุก Weekend แล้วล่ะก็ ที่สุดของการรอคอยเมื่อปีที่แล้ว (รองลงมาจากวัคซีนโควิด) ต้องเป็น OPPO A92 เครื่องนี้แน่นอน

ทาง OPPO  ได้พัฒนา OPPO A92 ออกมาวางจำหน่ายไปแบบสดๆ ร้อนๆ เมื่อปลายเดือนเมษายน 2020 ที่ผ่านมา ทั้งนี้เพื่อตอบสนองชีวิตที่เร่งรีบของคนยุคใหม่ที่ทุกวินาทีมีค่า ทุกสแนปชอตมีความหมาย และทุกแชร์คือโอกาสโดยเฉพาะ 

นั่นเองจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ OPPO A92 เครื่องนี้ มีสเปคที่แรงขึ้นในทุกฟีเจอร์ แถมยังมาพร้อมกับกล้อง AI ด้วยกล้องหลัง 4 ตัว และกล้องหน้าอีก 1 ตัว ที่ต่างให้ความคมชัดยิ่งกว่ากล้องดิจิตอลราคาหลักหมื่น 
เรียกได้ว่าตรงกับสโลแกน “สเปคแรงสุด สนุกไม่ยั้ง” แบบเป๊ะๆ

oppo.com

วันนี้เราได้รวบรวมฟีเจอร์เด็ดๆ ของ OPPO A92 เหตุผลที่ทำให้ OPPO A92 เครื่องนี้ถูกใจใครหลายคน แม้กระทั่งกับเด็กวัยรุ่นผู้คลั่งไคล้ Apple’s Product รวมไปจนถึงข้อดีและข้อเสียต่างๆ 

รับรองว่าจบบทความนี้ จะได้รู้เลยว่า OPPO A92 เครื่องนี้ เด็ดหรือดับ มาดูกันเลย

ฟีเจอร์ของ OPPO A92

แม้ว่าในวันที่เขียนอยู่ขณะนี้ OPPO เขาได้ออก OPPO A series รุ่นใหม่ล่าสุด นั้นก็คือ OPPO A94 มาวางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแน่นอนว่า เมื่อเปรียบเทียบกับ OPPO A92 ก็มีจุดเด่น จุดด้อย และโดนตัด โดนเพิ่มฟีเจอร์บางอย่างต่างกันไป 

แต่พระเอกของเราวันนี้ ขอเป็น OPPO A92 นะคะ เนื่องจากฟีเจอร์ของ OPPO A92 นั้น ต้องบอกเลยว่าเด็ดจริงๆ ทั้งเรื่องของความจุ คุณภาพของภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว การใช้งานของแบตเตอรี่ (ความอึด + Fast Charge) ดีไซน์ภายนอกกับภายใน และอื่นๆ อีกมากมาย 

เรียกได้ว่า OPPO A92 มาคู่สูสี ไม่มีแพ้ A94 แน่นอน

1. ดีไซน์ หรูหรา แบบผู้ดี

YugaTech

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้สัมผัส OPPO A92 เครื่องนี้ ต่างต้องยกนิ้วให้  นั่นก็คือดีไซน์นั่นเอง 

โดยดีไซน์ของ OPPO A92 เครื่องนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ‘Constellation’ ซึ่งหมายถึง การกระจายแสงของหมู่ดาว 

ดีไซน์ที่เปรียบเสมือนการเปล่งประกายของดวงดาวที่งดงามนี้ จะปรากฏให้เห็นบนฝาด้านหลังของ OPPO A92 ค่ะ 

นอกจากนี้เขายังมาพร้อมกับลูกเล่นสวยๆ เพราะเมื่อนำ OPPO A92 ไปโดนแสง ดีไซน์จะเล่นกับมุมตกกระทบของแสง ทำให้เกิดลวดลายการกระจายของแสงที่สวยงาม ราวกับมีแสงเหนือที่ขั้วโลกเหนืออยู่บนสมาร์ทโฟน OPPO A92 เลยทีเดียว 

2. ขนาดและน้ำหนัก แบบจับถนัดมือ

oppo.com

นอกเหนือจาก ‘Constellation Design’ อันโดดเด่น ตรงฝาด้านหลังเครื่อง OPPO A92 แล้ว 

ยังไม่พอ OPPO A92 ยังมาเซอร์ไพรส์แฟนๆ ด้วย รูปทรงของตัวเครื่อง ที่มาในรูปแบบใหม่ 3D Quad-Curve ซึ่งทำให้สมาร์ทโฟนมีขอบและมุมที่โค้งมากขึ้น ทำให้จับถนัดมือมากขึ้นนั่นเอง 

น้ำหนักของ OPPO A92 อยู่ที่ 192 กรัม ส่วนความหนาอยู่ที่ 8.9 มม. ซึ่งไม่หนักเกินไป และไม่เบาจนเหมือนของเล่น

3. หน้าจอ กว้าง ให้ดูหนังมันๆ จนตาแฉะ

oppo.com

OPPO A92 เครื่องนี้ มาพร้อมกับหน้าจอใหญ่ ขนาด 6.5 นิ้ว 1080P Neo-Display มีความละเอียดสูง ในระดับอัลตราไฮท์ หรือความละเอียดระดับ Full HD+  (1080×2400 พิกเซล) นั่นเอง 

และด้วยขอบที่บางเพียงแค่ 1.73 มม. ทำให้หน้าจอของ OPPO A92 เครื่องนี้ มีพื้นที่แสดงผลมากถึง 90.5% เลยทีเดียว

เรียกได้ว่าดีไซน์หน้าจอของ OPPO A92 เครื่องนี้ ทำให้ผู้ใช้ได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์การดูหนัง และเล่นเกม แบบเน้นๆ เต็มที่แน่นอน

ส่วนเรื่องการปลดล็อก หรือเปิด-ปิดเครื่องนั้น 

จะใช้การสแกนลายนิ้วมือ บริเวณด้านข้างของตัวเครื่องด้านขวา ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่พอดีกับนิ้วมือ จึงสะดวกกว่าการสแกนที่หน้าจอ

4. คุณภาพกล้อง แบบสตูดิโอ

ได้ชื่อว่าเป็น OPPO แล้ว แน่นอนว่าของเด็ดของแบรนด์เขาอยู่ที่ความชัดและความสวยงามของกล้อง ซึ่งคุณภาพกล้องของ OPPO A92 นั้น ก็ไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวังอีกเช่นเคย 

  • กล้องหลัง

กล้องด้านหลัง OPPO A92 จะมาพร้อมกับ ระบบกล้อง AI 4 ตัว พร้อมกับแฟลช LED 

โดยกล้องมีความคมชัดสูงสุดอยู่ที่ 48 ล้านพิกเซล ซึ่งกล้องหลังทั้ง 4 ของ OPPO A92 นี้ ถูกจัดวางมาในรูปทรงตัว ‘C’

ประกอบไปด้วย 

  • กล้องหลัก Ultra-clear: ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล
  • Ultra Wide Angle Lens:   ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล 

(เก็บภาพมุมกว้างได้ สูงสุด 119 องศา)

  • Mono Lens:                    ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล 
  • Portrait Lens: ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล 

(รองรับโหมด หน้าชัด หลังเบลอ)

oppo.com
  • กล้องหน้า

กล้องหน้าสำหรับถ่ายเซลฟี่ของ OPPO A92 ก็เลิศมากๆ ด้วยความละเอียดอยู่ที่ 16 ล้านพิกเซล เลยทีเดียว

oppo.com

OPPO A92 ยังเพิ่มฟีเจอร์ Ultra Night Mode 2.0 เข้ามา ซึ่งฟีเจอร์ที่ว่านี้ จะช่วยเพิ่มช่วงไดนามิกของรูปถ่าย ไม่ให้รูปนั้นมีความสว่างจ้าเกินธรรมชาติ และยังช่วยให้รูปมีความคมชัดมากขึ้น แม้จะถ่ายในที่ที่มีแสงน้อยก็ตาม

5. สเปค ขั้นเทพ

oppo.com

สเปคของ OPPO A92 อยู่ในระดับที่น่าทึ่งมากๆ 

และด้วยราคาที่ไม่ถึงหมื่น แต่ทางแบรนด์ OPPO ก็สามารถผลิต OPPO A92 ออกมาให้มีสเปคที่แน่นได้ขนาดนี้ ถือว่าไม่ธรรมดาเลย 

OPPO A92 มาพร้อมกับหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB และ หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 128GB 

ยังไม่พอ ตัวเครื่องเสริมด้วย ชิปเซต Qualcomm Snapdragon 665 ที่ช่วยในเรื่องของการประหยัดพลังงาน พร้อมกับระบบ Hyper Boost ทำให้ไม่ว่าจะเล่นเกม  ดูหนัง หรือฟังเพลง ก็ไม่มีสะดุด 

6. แบตเตอรี่อย่างถึก

OPPO A92 นี้ มีความจุของแบตเตอรี่ 5000 mAh และความไวของการชาร์จ (Fast Charge) 18W 

ซึ่งทาง OPPO  ก็ได้เคลมไว้ว่า OPPO A92 เครื่องนี้ สามารถคุยสนทนาแบบต่อเนื่องได้นานกว่า 34 ชั่วโมง และฟังเพลงต่อเนื่องได้ถึง 50 ชั่วโมง เลยทีเดียว 

ซึ่งจุดเด่นของแบตเตอรี่ OPPO A92 ก็ไม่หยุดอยู่เพียงแค่ความทน เขายังมีฟังก์ชันคูลๆ อย่าง ‘Reverse Charging’ ที่สามารถเปลี่ยนสมาร์ทโฟน OPPO A92 เครื่องนี้ เป็น Power Bank เพื่อชาร์จให้สมาร์ทโฟนเครื่องอื่นได้อีกด้วย 

7. ลำโพงสำหรับคอดนตรี

OPPO A92 เครื่องนี้ นอกจากจะทำมาเพื่อตอบสนองความต้องการของสายเซลฟี่แล้ว ยังมีฟีเจอร์เด็ดๆ ที่รับรองว่าต้องถูกใจคอดนตรีแน่นอน

ลำโพงของ OPPO A92 นั้น เป็นแบบ Stereo คู่ พร้อมเอฟเฟคเสียงแบบ Dirac 2.0 ตำแหน่งของตัวลำโพงจะอยู่บริเวณด้านบน และด้านล่างของเครื่อง ซึ่งจะช่วยกระจายเสียงรอบตัวเครื่องอย่างทั่วถึง

ที่สำคัญผู้ใช้สามารถเปลี่ยนคุณภาพเสียง ให้เหมาะสมกับรูปแบบคอนเทนต์ที่รับชม เช่น เสียงสำหรับภาพยนตร์ เพลง และเกม เป็นต้น

8. สีสำหรับคนทุกแนว

OPPO A92 มีขายด้วยกัน ทั้งหมด 3 สี ได้แก่

flashfly.net

9. ราคาเบาๆ 

ราคาของ OPPO A92 นั้นก็ไม่แพง เรียกได้ว่า เอื้อมถึงทุกวัยแน่นอน 

เพียงแค่ 8,999 บาท เท่านั้น

ตกลง ซื้อ OPPO A92 ดีไหม

แน่นอนว่าสมาร์ทโฟนทุกเครื่อง ต่างก็มีข้อเด่นและข้อด้อยของตัวเองอยู่แล้ว ไม่ต้องเป็นผู้ผลิต ก็รู้ว่าการทำผลิตภัณฑ์สักอันให้ถูกใจคนทุกเพศทุกวัยนั้น เป็นเรื่องยากมาก และ OPPO A92 เครื่องนี้ก็ไม่ต่าง 

Kaidee อยากให้บทความนี้เป็นเพียงแค่หนึ่งในข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ก่อนซื้อ OPPO A92 เพียงเท่านั้น 

อย่าลืมนะคะ ว่าท้ายที่สุดแล้ว OPPO A92 จะเป็นคำตอบสุดท้ายของเพื่อนๆ หรือไม่ ขึ้นอยู่ที่ความชอบและความจำเป็นของแต่ละบุคคล 

แต่ถ้าคนไหนชอบถ่ายรูปสวยๆ อยากได้สมาร์ทโฟนสเปคแรงๆ ดีไซน์หรูหรา แต่มีราคาเอื้อมถึงแล้วล่ะก็ ที่ Kaidee เรามี OPPO A92 ขาย ทั้งมือหนึ่ง และมือสอง ในราคาน่ารักๆ ด้วยนะ

สร้าง ห้องทำงานในบ้าน อย่างไรให้มี Energy

สร้าง ห้องทำงานในบ้าน อย่างไรให้มี Energy

กลับมาอีกครั้งแล้ว กับการระบาดของโรคร้ายอย่าง COVID-19 ในระลอกที่ 3 ของประเทศไทย ที่เรียกได้ว่ามีความรุนแรงมากกว่ารอบที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด ทำให้มีหลาย ๆ บริษัทออกนโยบายการทำงานที่บ้าน หรือ Work From Home กันทั่วหน้า เพราะสุขภาพสำคัญกว่าสิ่งไหน ! พนักงานอย่างเรา ๆ ที่อยู่ใน คอนโด หรือ บ้าน ก็เลยต้องมีการสร้าง ห้องทำงานในบ้าน ให้กลายเป็นออฟฟิศย่อม ๆ แทนการทำงานในบริษัทชั่วคราว

เราเชื่อว่าร้อยละ 99.99 ก็ต้องมีการเบื่อหน่ายกันบ้างล่ะ เพราะยิ่งอยู่แต่ในห้องเล็ก ๆ นานแค่ไหน ไฟในการทำงานก็ยิ่งน้อยลงทุกที แต่วันนี้เราจะบอกวิธีการเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการเพิ่มไฟทำงานให้กับคุณด้วยเคล็ดลับการ สร้างห้องทำงานในบ้าน ให้มี Energy

ห้องทำงานในบ้าน นั้นสำคัญไฉน ?

เคยไหม ? กับการทำงานบนเตียง แล้วตัวไหลกลายเป็นนอนเล่น

เคยไหม ? กับการทำงานหน้าโทรทัศน์ แล้วสุดท้ายตากลับจ้องละครสุดโปรด

เคยไหม ? กับการทำงานบนโต๊ะอาหาร แล้วกลายเป็นมือจับช้อนแทนคอมพิวเตอร์

เพราะการทำงานในห้องอื่น ๆ นอกจากห้องทำงาน มีสิ่งเย้ายวนใจให้เราไม่มีสมาธิมากพอ จนเปลี่ยนกิจกรรมไปทำอย่างอื่น ที่มีอยู่ในห้องนอกจากการทำงาน และบางคนก็ชอบทำงานที่บ้านมากกว่าในออฟฟิศเสียด้วยสิ แต่ถ้าชอบทำงานที่บ้านจนกลายเป็นหมดไฟก็ไม่ไหว โบนัสหายหมดอย่างแน่นอน ดังนั้นถ้าหากเราจะสร้างห้องทำงานในบ้านก็ ต้องออกแบบให้เอื้อกับการทำงานของเรามากที่สุด จะออกแบบอย่างไรดี เรามีเคล็ดลับไอเดียมาเสนอคุณ

เคล็ดลับสร้าง ห้องทำงานในบ้าน ให้มี Energy

ห้องทำงานในบ้าน ต้องอากาศปลอดโปร่ง

ขอบคุณรูปจาก: Denis Karandiuk

ห้องทำงานในบ้านที่ดีก็ต้องมีอากาศที่ปลอดโปร่ง โล่งสบาย เพราะอากาศที่ดีจะทำให้เรามีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง แถมอากาศประเทศไทย ก็แสนจะร้อน ถ้าอากาศอึมครึม อบอ้าว เชื่อได้เลยว่าเราจะก็หงุดหงิดจนไม่อยากทำงานแน่ ๆ ดังนั้นถ้าห้องทำงานในบ้านของคุณมีหน้าต่าง ก็เปิดระบายอากาศสักหน่อย แต่ถ้าไม่มีก็เปิดพัดลม หรือเครื่องปรับอากาศทดแทนได้เช่นกัน

นอกจากนี้การเปลี่ยนห้องทำงานของคุณให้มีกลิ่นที่หลากหลาย ด้วย เครื่องหอม ก็อาจทำให้คุณมีสมาธิทำงานมากขึ้นนะ 

อ่านบทความ วาเลนไทน์ปีนี้ เติมความรักให้หวานชื่นด้วย ‘เครื่องพ่นควันอโรม่า’

พักผ่อนสายตาด้วยพื้นที่สีเขียว

ขอบคุณรูปจาก: Jonathan Nicholson

แน่นอนว่าการทำงานที่ต้องต่อสู้กับแสงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน จะทำให้สุขภาพสายตาของเราก็ยิ่งแย่ลง การวางต้นไม้เล็ก ๆ ไว้ภายในห้องทำงานในบ้าน ก็เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับในการพักผ่อนสายตาที่ดี และนอกจากการจะช่วยทำให้สายตาได้พักแล้ว ต้นไม้ในบ้านบางชนิด ก็ยังเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ห้องของเรามีอากาศที่สะอาดมากยิ่งขึ้น

โดยต้นไม้ในบ้านที่เราแนะนำให้วางไว้ที่ห้องทำงานในบ้าน ควรจะมีขนาดเล็ก เพื่อป้องกันการดึงความสนใจไปที่ต้นไม้มากกว่าการทำงาน และอาจใช้ต้นไม้ที่ดูแลง่าย เช่น พลูด่าง กระบองเพชร ไผ่กวนอิม และเศรษฐีเรือนใน เป็นต้น

เพิ่มไฟการทำงานด้วยการจัดแสง

ขอบคุณรูปจาก: Art Group by Vasilkova Daria

ความมืด ศัตรูตัวร้ายของสายตา ยิ่งแสงมืดยิ่งต้องจ้องคอมพิวเตอร์มากขึ้น การเพิ่มหลอดไฟให้กับห้องทำงานในบ้านของเรา ก็มีข้อดีมากมาย ทั้งช่วยถนอมสายตา เพิ่มสมาธิให้สมองของเรา และยังช่วยให้เราไม่ง่วงเวลาทำงานได้ดีเชียวล่ะ ซึ่งเราอาจเปลี่ยนจุดตั้งคอมพิวเตอร์ของเราให้อยู่ใกล้หน้าต่าง หรือวางโคมไฟเพื่อใช้ในเวลากลางคืนก็ได้เช่นกัน 

ส่วนไฟที่แนะนำคือหลอดไฟ Warm Light ที่มีสีเหลืองอุ่น และความสว่างในเวลาเดียวกัน เพราะสีเหลืองเป็นสีแห่งความมีชีวิตชีวา รับรองว่าคุณจะตื่นแน่นอน

หา Option เสริมไว้ใน ห้องทำงานในบ้าน

ขอบคุณรูปจาก: Wertikal Company

Work From Home ใครว่างานน้อย เถียงไปเลยว่าไม่จริง !

ไม่งานเท่าเดิมก็งานเยอะขึ้น บางคนมีเยอะเสียจนงงไปหมดว่างานนี้ถึงไหนแล้ว งานนี้ต้องทำอะไร คุยกับใคร หลงลืมจนบางครั้งก็เป็นปัญหาต้องตามแก้ หรือจะงานเยอะเสียจนต้องทำทั้งวันทั้งคืน ง่วงก็ง่วงแต่นอนไม่ได้

เรามีวิธีแก้ให้คุณแบบง่าย ๆ ด้วยการหาตัวช่วยเสริมต่าง ๆ ติดห้องทำงานในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น บอร์ดช่วยจัดระเบียบงานและเตือนให้คุณทำงาน หรือ เครื่องชงกาแฟ ตัวช่วยสุดฮิตของคนทำงาน ที่จะทำให้คุณตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาการทำงาน แต่อย่าดื่มเยอะเกินไปล่ะ เดี๋ยวจะกลายเป็นไม่สบายเอา

เลือกโต๊ะและเก้าอี้ตั้งใน ห้องทำงานในบ้าน อย่างเหมาะสม

ขอบคุณรูปจาก: Daniyar Gaynullin

นั่งทำงานนาน ๆ ชักจะเมื่อยขาเสียแล้วสิ ลุกขึ้นทีก็ปวดที บางคนปวดจนกลายเป็นโรค ออฟฟิศซินโดรมกันเลยนะ รู้ไหมว่าหนึ่งในสาเหตุของการปวดเหล่านี้ มาจากการนั่งแบบไม่ถูกสุขลักษณะ จนเกิดการกดทับของกล้ามเนื้อและเส้นประสาทต่าง ๆ

ซึ่งวิธีแก้แบบง่าย ๆ คือ การเลือกโต๊ะและเก้าอี้มาใช้สำหรับห้องทำงานในบ้านอย่างเหมาะสมกับรูปร่างของแต่ละคน ดังนี้

โต๊ะทำงาน ควรมีฟังก์ชันการใช้งานที่สะดวกสบายไม่ว่าจะเป็น ลิ้นชัก ช่องลอดสายไฟ รวมถึงขนาดที่ไม่เตี้ยหรือสูงจนเกินไป และถ้าหากคุณมีงบเยอะพอ อาจเลือกแบบที่ปรับระดับความสูงได้ เพื่อให้สมาชิกในบ้านสามารถใช้ร่วมกัน

เก้าอี้ทำงาน เลือกเก้าอี้ทำงานที่มีความแข็งแรงคงทน มีฟังก์ชันการช่วยบรรเทาอาการปวดได้ และมีความสูงที่พอดีกับตัวเราเช่นเดียวกับโต๊ะทำงาน ซึ่งเก้าอี้ทำงานส่วนใหญ่ก็สามารถปรับระดับได้อยู่แล้ว

ซึ่งท่านั่งการทำงานที่ดีควรมีลักษณะดังนี้

  • ไหล่ไม่ยกขณะทำงาน
  • ห่างจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ 24-34 นิ้ว จอภาพส่วนบนสุดอยู่ต่ำกว่าสายตาเล็กน้อย
  • เท้าวางบนพื้นอย่างพอดี
  • ไม่ปวดหลัง

ทาสี ห้องทำงานในบ้าน ใหม่

ขอบคุณรูปจาก: Mockup Render

รู้ไหมว่า สี เป็นสิ่งที่มีผลกระทบกับการทำงานของเราไม่แพ้ส่วนประกอบอื่น ๆ เพราะตามหลักจิตวิทยาแล้ว สีที่แตกต่างกันก็ส่งผลให้อารมณ์มีความแตกต่างกันเช่นเดียวกัน แล้วห้องทำงานในบ้านของเราควรเป็นสีไหนบ้างนะ ?

สีเขียว สีแห่งอิสระ สงบเยือกเย็น ปลอดโปร่ง ช่วยลดความกระวนกระวาย และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และสมาธิ

สีม่วง สัญลักษณ์แห่งความสงบ เป็นสีที่ช่วยให้คุณมีสมาธิและความคิดสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น

สีแดง กระตุ้นสมองตื่นตัว ไม่ง่วงเวลาทำงาน แต่ถ้าใช้เยอะอาจส่งผลให้ไม่มีสมาธิได้เช่นกัน

สีส้ม สีแห่งความร่าเริง ช่วยให้ตื่นตัว มีสติปัญญา และมีอิสระในการตัดสินใจหรือการทำงานได้ดีขึ้น

สีเหลือง กระตุ้นให้เกิดอารมณ์สนุกสนาน กระตือรือร้น แต่ไม่เคร่งเครียดจนเกินไป เป็นสีแห่งความคิดสร้างสรรค์

สีน้ำเงิน และ สีฟ้า สีแห่งสมาธิ การผ่อนคลายจากความกังวลต่าง ๆ และยังทำให้เกิดแรงบันดาลใจต่าง ๆ อีกด้วย

สรุปการสร้างห้องทำงานในบ้าน

การจัด ห้องทำงานในบ้าน ที่ได้กล่าวไปข้างต้น เป็นเพียงส่วนประกอบเล็ก ๆ ที่จะทำให้คุณมีพลังงานในการทำงานที่บ้านมากขึ้น แต่วัตถุดิบสำคัญที่จะช่วยเติมเต็มความรู้สึกอยากทำงานนั้น ก็คือตัวคุณเองว่า จิตใจของคุณจะสดชื่นพร้อมทำงานแค่ไหน ?

นอกจากนี้ การจัดห้องทำงานในบ้านให้เป็นสัดส่วน ไม่ปะปนกับการใช้งานอื่น ๆ ก็จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่นเดียวกัน และถ้าคุณมีบ้านเล็ก ๆ ไม่กี่ห้องก็คงไม่เพียงพอใช่ไหมล่ะ ลองค้นหาอสังหาฯ มือสองใน Kaidee Property ดู คุณอาจจะได้บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ราคาเบาแถมมีห้องทำงานในบ้านอีกด้วยนะ !