รวมสารพัดสูตรหาบ้านเลขที่มงคลอยู่แล้วรวย

รวมสารพัดสูตรหาบ้านเลขที่มงคลอยู่แล้วรวย

บ้านเลขที่มงคลอยู่แล้วรวย เป็นอีกหนึ่งศาสตร์แห่งตัวเลขที่ใครหลายคนให้ความสนใจ ด้วยเพราะบ้านหรือคอนโดที่อยู่อาศัยนั้นเปรียบเสมือนฐานที่มั่นของชีวิต ที่เอาไว้พักกายยามเหนื่อยล้า เป็นที่พักใจให้กลับมามีพลังอีกครั้ง 

คงจะดีไม่น้อย หากบ้านหรือห้องคอนโดที่เราอยู่นั้นสามารถเสริมดวงให้ดีขึ้นได้ด้วยการมีบ้านเลขที่มงคลหรือเลขที่ห้องมงคลที่เหมาะกับตัวเอง

เราไปดูกันดีกว่า ว่าการหาเลขที่บ้านมงคลที่แมทช์กับตัวเองนั้น มีสูตรการคิดแบบไหนบ้าง และความหมายที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้นเป็นอย่างไร 

สูตร 1 : หาบ้านเลขที่มงคลจากผลบวกจนเหลือเลขตัวเดียว  

เป็นสูตรยอดนิยมในหาบ้านเลขที่มงคล คำนวนได้ง่ายๆ โดยนำตัวเลขที่ปรากฏในบ้านเลขที่มาบวกกันจนเหลือผลลัพธ์เป็นเลขตัวเดียวตั้งแต่ 1-9 

ยกตัวอย่าง บ้านเลขที่ 135/12 ให้นำตัวเลขทั้งหมดบวกกัน 1+3+5+1+2 = 12 จากนั้นนำ 1+2 อีกครั้งจะได้เท่ากับหมายเลข 3 นั่นเอง

สำหรับผลรวมตั้งแต่ 1 – 9 จะบ่งบอกความเป็นเลขที่บ้านมงคล อยู่แล้วรวยอย่างไร ไปดูความหมายกันเลย  

ผลรวม 1

เป็นเลขแห่งการเริ่มต้นที่ดี มีความเป็นผู้นำสูง ชอบคิดหรือทำอะไรใหม่ๆ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีธุรกิจเปิดกิจการเป็นของตัวเอง  

ผลรวม 2

บ่งบอกความสามัคคี กลมเกลียวกันของคนในบ้าน มีเสน่ห์ โดยมากมักมีผู้หญิงหรือบุคคลที่มีนิสัยคล้ายผู้หญิงเป็นใหญ่ที่สุดในบ้าน 

ผลรวม 3 

เป็นเลขที่ต้องใช้ความอดทนสูง ใส่ความพยายามมากกว่าคนอื่น จึงจะทำการใดๆ สำเร็จ มีนิสัยชอบเอาชนะจึงทำให้อาจเกิดเรื่องขัดแย้งภายในครอบครัวบ่อยๆ 

ผลรวม 4

เป็นเลขของการติดต่อสื่อสาร ซึ่งช่วยให้คนในบ้านพูดคุยเข้าใจกันดี จึงนำมาซึ่งความหนักแน่นมั่นคง ความยั่งยืน แต่อาจต้องแลกมาด้วยความเครียด และการทำงานหนัก

ผลรวม 5

เป็นบ้านที่มีความอุดมสมบูรณ์ บารมี ลาภยศ สรรเสริญ อันเป็นผลมาจากการชอบช่วยเหลือและบริจาคทาน

ผลรวม 6

เลขแห่งศิลปะ ความสวยงาม ทำให้บ้านเย็นสบาย สงบ เหมาะแก่บ้านที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการ โดยเฉพาะงานบริการที่เน้นการบำบัดเยียวยา และการดูแลเอาใจใส่ แต่ให้ระวังจะมีการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยบ่อยๆ 

ผลรวม 7 

เลขแห่งการคิด การวิเคราะห์ การบริหารจัดการ ทำให้ผู้อยู่อาศัยมักต้องความใคร่ครวญกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น จนทำให้เกิดความเครียด และอาจเกิดปัญหากับบริวารหรือการเงินได้

ผลรวม 8

เป็นหนึ่งในผลรวมบ้านเลขที่มงคล แสดงถึงอำนาจบารมี ความสุขไร้ขีดจำกัด ความอุดมสมบูรณ์ ความสำเร็จในธุรกิจ และความร่ำรวย แต่มีข้อควรระวังอยู่นิดตรงที่บริวารมักไม่ซื่อสัตย์

ผลรวม 9

บ้านเลขที่มงคลที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง นำความก้าวหน้า และโอกาสความสำเร็จมาให้ อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของสติปัญญา ความเมตตากรุณา และการประนีประนอม

สูตรที่ 2 หาบ้านเลขที่มงคลจากวันเกิด

การหาเลขที่บ้านมงคลอยู่แล้วรวยจากวันเกิดเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่เราสามารถหยิบมาใช้เพื่อช่วยเกื้อหนุนให้ดวงชะตาดีขึ้น โดยแต่ละวันเกิดจะมีเลขมงคลและเลขกาลกิณีที่ต้องหลีกเลี่ยงดังนี้ 

วันอาทิตย์ 

ตัวเลขมงคลสำหรับคนเกิดวันอาทิตย์ คือ 1 ถือเป็นเลขประจำวันเกิดที่สามารถจับคู่กับเลขใดก็ได้ ยกเว้น 12, 13 และ 18 ที่ไม่ค่อยจะสมพงศ์กับเจ้าของบ้านที่เกิดวันอาทิตย์สักเท่าไร และควรหลีกเลี่ยงไม่ให้มีเลข 0 และ 6 ในบ้านเลขที่โดยเด็ดขาดเพราะเป็นเลขศัตรูที่อยู่แล้วไม่เกื้อหนุนกัน

วันจันทร์

บ้านเลขที่มงคลที่ควรมองหาสำหรับคนเกิดวันจันทร์ คือ 2, 15 และคู่เลขอย่าง 32 หรือ 23 จะช่วยเสริมเสน่ห์ทำให้การเจรจาติดต่อได้ผลดี ส่วนเลข 24,42 จะเด่นในเรื่องมิตรสหาย ส่วนเลขที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ 1 และ 12 

วันอังคาร

หมายเลข 3 เป็นเลขประจำตัวคนเกิดวันอังคาร และจะดียิ่งขึ้นหากเลือก 35 เป็นบ้านเลขที่มงคลจะส่งเสริมด้านสติปัญญาและคุณธรรม ช่วยให้การงานมั่นคงและ 38 ที่บ่งบอกว่าบ้านนั้นอยู่แล้วสงบร่มเย็น ปลอดภัย ในขณะที่เลขกาลกิณีที่ต้องอยู่ห่างๆ คือ คู่เลข 13, 31, 37,73 และ 39,93 เพราะจะนำอุบัติเหตุ ความขัดแย้งบาดหมางมาให้คนในบ้าน 

วันพุธกลางวัน 

บ้านเลขที่มงคลอยู่แล้วรวยสำหรับคนเกิดวันพุธกลางวัน ได้แก่ หมายเลข 4 ช่วยเสริมพลังการติดต่อสื่อสารการค้าขาย นอกจากนี้ยังมีคู่เลขอย่าง 17, 42 และ 41 ที่จะช่วยส่งให้ดวงเจ้าของบ้านดีขึ้น ส่วนเลขที่จัดอยู่ในระดับแย่สุดคือ 48 หมายถึงอันธพาล ไม่เป็นที่รักของใคร 

วันพุธกลางคืน

เลขที่บ้านนำโชคของคนเกิดวันพุธกลางคืนได้แก่ 8 ทำให้มีบริวารดี เลข 78 ช่วยหนุนให้หน้าที่การงานเป็นใหญ่เป็นโต และเลข 38 อยู่อาศัยในบ้านด้วยความร่มเย็น ส่วนตัวเลขกาลกิณีที่ต้องระวังคือ 5, 12 และ 48 มีแนวโน้มที่จะนำความไม่ดีมาให้ หรือทำอะไรก็ติดขัด 

วันพฤหัสบดี

บ้านเลขที่มงคลอยู่แล้วรวยของคนเกิดวันนี้คือ 5 ซึ่งจะอยู่ในตำแหน่งหน้าหรือหลังก็จัดว่าดีงามทั้งนั้น เป็นเลขแห่งคุรุ ช่วยในเรื่องสติปัญญา หากประกบคู่เป็น 51 จะยิ่งเสริมด้านมิตรสหาย ไร้ศัตรูคู่อาฆาต สำหรับเลขที่ไม่เป็นมงคลได้แก่ 7 

วันศุกร์ 

คนเกิดวันศุกร์เหมาะกับเลข 3, 6, 5 และบรรดาคู่เลขสลับของทั้งสามเลขนี้ คือบ้านเลขที่มงคลเสริมโชคลาภ ทำงานใดๆ ก็ผ่านพ้นไปด้วยดี เป็นที่รักที่เคารพของผู้ที่ได้พบเห็น ด้านตัวเลขที่เป็นกาลกิณีคือ 0, 7, 8 รวมถึงคู่เลข 67 ที่เป็นเหมือนพระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก สร้างความทุกข์ยากให้ผู้อยู่อาศัยพร้อมๆ กัน

วันเสาร์

บ้านเลขที่มงคลสำหรับคนเกิดวันเสาร์ ต้องมีเลข 7 เป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะคู่เลข 70, 71, 78 และ 79 ล้วนมีนัยความหมายที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสุขสบาย ไร้ทุกข์โศก ในขณะที่เลขต้องห้ามของคนเกิดวันนี้คือ 2, 4 และ 5 นำพาความอับโชคมาให้ 

สูตรที่ 3 หาเลขที่บ้านมงคลจากความหมายของตัวเลข

วิธีการสุดท้ายในการตามหาบ้านเลขที่มงคลอยู่แล้วรวย คือการอ่านตามตัวเลขที่ปรากฏอยู่บนบ้านเลขที่ โดยรูปแบบการตีความจะแบ่งเป็น 2 แบบตามลักษณะบ้านเลขที่ คือ 

  1. บ้านเลขที่เป็นตัวเลขเดี่ยวๆ เช่น บ้านเลขที่ 4 หรือบ้านเลขที่ 1776 เป็นต้น ความหมายของตัวเลขที่เกิดขึ้นจะหมายถึงภาพรวมของสมาชิกทุกคนในบ้าน 
  2. บ้านเลขที่แบบมีทับ เช่น บ้านเลขที่ 19/205 ในกรณีนี้ตัวเลขหน้าจะส่งอิทธิพลต่อเจ้าของบ้านหรือผู้สูงอายุในบ้าน ในขณะที่ตัวเลขหลังทับจะหมายถึงบริวารหรือผู้อยู่อาศัยคนอื่นๆ 

จากนั้นให้อ่านนัยความหมายของตัวเลขไปทีละตัว โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

เลข 0 ปรากฏในเลขที่บ้าน 

รักอิสระ โลกส่วนตัวสูง เมื่อคิดอยากทำอะไรก็ทำเลย จึงอาจเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งได้ง่าย  

เลข 1 ปรากฏในเลขที่บ้าน

หมายถึงความคิด มีความเป็นผู้นำสูง บ้านหลังนี้จึงศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องของคำพูดและการแสดงออก แต่ต้องระวังเรื่องฟืนไฟให้ดี  

เลข 2 ปรากฏในเลขที่บ้าน

สมาชิกภายในบ้านจะเป็นคนที่มีเสน่ห์ มีอารมณ์ศิลปิน ชอบย้ำคิดย้ำทำ จนเมื่อไตรตรองอย่างดีแล้วจึงจะยอมพูดออกมาทำให้คนรอบข้างรู้สึกยอมรับได้ง่าย 

เลข 3 ปรากฏในเลขที่บ้าน

เป็นเลขของความรักและครอบครัว ซึ่งจะให้ความใส่ใจและจริงจังเป็นพิเศษ หากมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ก็จะแอ็กชันเยอะจนบางครั้งอาจนำไปสู่ความฉุนเฉียวได้

เลข 4 ปรากฏในเลขที่บ้าน

สมาชิกภายในบ้านเป็นคนคุยเก่ง ช่างเจรจาสื่อสาร แต่ทางตรงกันข้ามยังหมายถึงการพร่ำบ่นที่หากมากเกินไปก็ทำให้คนรอบข้างรำคาญได้

เลข 5 ปรากฏในเลขที่บ้าน 

เกี่ยวข้องกับเรื่องของอารมณ์ อาจเป็นได้ทั้งอารมณ์บวก เช่น เบิกบาน สบายใจ มองโลกในแง่ดี และอารมณ์ลบ เช่น โมโห เอาแต่ใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวเลขที่อยู่ข้างๆ และสถานการณ์แวดล้อม

เลข 6 ปรากฏในเลขที่บ้าน

เลขนี้จะเป็นเลขของผู้หญิง มีความคิดเยอะคิดลึกไปทุกเรื่อง จนถึงขั้นหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจใครง่ายๆ และให้ระวังการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย

เลข 7 ปรากฏในเลขที่บ้าน

มักเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มองไม่เห็น เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ รวมไปถึงความเสียสละที่บางครั้งก็ให้มากจนตัวเองต้องลำบาก

เลข 8  ปรากฏในเลขที่บ้าน 

บ่งบอกถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ ซึ่งในหลักของจีนยังหมาถึงความร่ำรวย และความไม่มีที่สิ้นสุด

เลข 9 ปรากฏในเลขที่บ้าน

มีแนวโน้มที่จะชอบทำบุญให้ทาน มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง เป็นบ้านที่อยู่แล้วมีความสุขความเจริญ 

สรุปสูตรหาบ้านเลขที่มงคลอยู่แล้วรวย

การหาบ้านเลขที่มงคลอยู่แล้วรวยจากการบวกตัวเลข หรือแมทช์กับวันเกิด หรือดูจากความหมายตรงๆ ของตัวเลขนั้นเป็นเพียงศาสตร์แห่งตัวเลขขั้นพื้นฐาน ที่หากจะยึดถือก็จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับอีกหลายปัจจัย

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเราจะมีบ้านเลขที่มงคลขนาดไหน คงไม่สามารถกำหนดความเป็นไปของบ้านได้ดีเท่ากับตัวตนและการกระทำของผู้เป็นเจ้าของและบริวารภายในบ้านได้ เพราะเพียงเจ้าของบ้านและสมาชิกในครอบครัวใส่ใจทำความสะอาดบ้านช่องห้องหับอยู่เสมอ คิดแต่เรื่องเป็นกุศล ทำจิตใจให้เบิกบาน เท่านี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความสิริมงคล เกิดกระแสดีๆ ที่จะเปิดทางให้ความเฮง ความโชคดีเข้ามาในบ้านได้เช่นเดียวกัน

รู้เท่าทัน ‘สัญญาเช่าบ้าน’ มีอะไรต้องระวัง?!

รู้เท่าทัน ‘สัญญาเช่าบ้าน’ มีอะไรต้องระวัง?!

การเช่าบ้านเป็นอะไรที่คนในปัจจุบันทำกันเป็นปกติทั่วไป และ ทำกันอยู่บ่อยครั้ง แต่ด้วยความที่ทำสัญญาเช่าบ้านกันบ่อย อาจจะมีบางคนไม่รู้ว่ามีสิ่งที่ต้องระวังในการทำสัญญาเช่าบ้านอยู่ หากเราไม่ระมัดระวัง อาจจะโดนเอาเปรียบได้ วันนี้ Kaidee จึงมีข้อควรระวังในการทำสัญญาเช่าบ้านมานำเสนอ จะมีเกร็ดน่ารู้อะไรบ้างนั้น ตามไปอ่านกันเลย

สัญญาเช่าบ้านคืออะไร ทำไมถึงสำคัญ

สัญญาเช่าบ้านเป็นสัญญาต่างตอบแทน คำว่าต่างตอบแทนในที่นี้หมายถึงคู่สัญญาต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน เพราะผู้เช่าต้องจ่ายค่าเช่าเป็นการตอบแทนแก่ผู้ให้เช่า ส่วนผู้ให้เช่าก็ให้สิทธิที่อยู่อาศัยเป็นการแลกเปลี่ยนกับค่าเช่านั่นเอง

สัญญาเช่าบ้านมีความสำคัญตรงที่จะเป็นตัวบ่งบอกสิ่งที่ต้องกระทำในข้อตกลงหรือสัญญาที่ทำร่วมกัน และหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา อีกฝ่ายสามารถนำหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรไปฟ้องร้องในชั้นศาลได้

ส่วนประกอบหลัก ๆ ของสัญญาเช่าบ้านมีอยู่ 3 ประการ คือ ตัวสัญญา ผู้เช่า และผู้ให้เช่า

ชนิดของสัญญาเช่าบ้าน

การทำสัญญาเช่าบ้านนั้นต้องทำออกมาเป็นหนังสือสัญญา จึงจะมีผลบังคับในทางกฎหมายและสามารถนำไปฟ้องร้องในชั้นศาล ซึ่งตัวสัญญาเองจะมีแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ สัญญาเช่าบ้านต่ำกว่า 3 ปี และสัญญาเช่าบ้านมากกว่า 3 ปี

1.สัญญาเช่าบ้านแบบไม่เกิน 3 ปี

สำหรับสัญญาเช่าบ้านแบบต่ำกว่า 3 ปีนั้น กฎหมายอนุญาตให้ผู้เช่าและผู้ให้เช่าไปทำสัญญากันเองโดยไม่ต้องไปที่สำนักงานที่ดินให้ยุ่งยาก

2.สัญญาเช่าบ้านแบบ 3 ปีขึ้นไป

สำหรับสัญญาเช่าบ้านแบบ เกินกว่า 3 ปีนั้นอาจจะมีเรื่องที่ต้องทำมากกว่าอยู่สักหน่อย คือ ผู้เช่าและผู้ให้เช่าต้องไปทำหนังสือสัญญากันต่อหน้าเจ้าพนักงานที่สำนักงานที่ดินในเขตที่บ้านนั้น ๆ ตั้งอยู่ 

อย่างไรก็ตาม หากผู้เช่าและผู้ให้เช่าทำหนังสือสัญญากันเองโดยไม่มีเจ้าพนักงาน และไม่ได้ไปที่สำนักงานที่ดิน สัญญาเช่าบ้านนั้นจะมีผลในทางกฎหมายเพียง 3 ปีเท่านั้น ซึ่งนี่เป็นอีกจุดที่ต้องระวัง

ข้อควรระวังสำหรับการทำสัญญาเช่าเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 3 ปีนั้น คือ ระยะเวลาการเช่าสูงสุดสามารถทำได้นาน 30 ปี หากว่าอยากทำสัญญาเช่าบ้านนานกว่านั้น ให้กำหนดระยะเวลาเช่าเท่ากับอายุของผู้เช่า เพราะถือเป็นระยะเวลาจำกัดนั่นเอง

ผู้ให้เช่า

มาถึงส่วนประกอบที่สองของสัญญาเช่าบ้านกันแล้วซึ่งก็คือผู้ให้เช่า ในทางกฎหมายผู้ให้เช่าต้องมอบสิทธิการใช้ประโยชน์แก่ผู้เช่าตามระยะเวลาที่ตกลงกัน โดยสามารถกำหนดว่าให้ใช้เพื่อพักอาศัยเท่านั้น เป็นการป้องกันไม่ให้ผู้เช่านำไปทำการค้าเชิงพาณิชย์หรือใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น ๆ 

จุดที่ควรจำคือ หากผู้เช่าเสียชีวิต แล้วทายาทของผู้เช่าประสงค์จะเช่าต่อ ต้องมีการทำหนังสือสัญญาขึ้นมาใหม่เนื่องจากสัญญาเช่าบ้านจะสิ้นสุดลงเมื่อผู้เช่าถึงแก่กรรม เรียกได้ว่าสัญญาไม่สามารถตกทอดไปสู่ลูกหลานได้ (สำหรับกรณีที่ผู้ให้เช่าไม่ได้ระบุให้สัญญาตกทอดไปยังทายาทได้)

ผู้เช่า

ในทางกฎหมาย ผู้เช่าจะต้องจ่ายค่าเช่าตามราคาและระยะเวลาที่ตกลงกันกับผู้ให้เช่า และต้องดูแลรักษาความเรียบร้อยของบ้านเหมือนกันบ้านตัวเอง

เมื่อถึงกำหนดสัญญา ผู้เช่าก็มีหน้าที่ต้องคืนบ้านและทรัพย์สินให้แก้ผู้ให้เช่า รวมถึงปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ ที่ตกลงกันไว้ตอนทำสัญญาอีกด้วย

7 สิ่งที่ขาดไม่ได้ในสัญญาเช่าบ้าน

1.รายละเอียดของผู้เช่าและผู้ให้เช่า

รายละเอียดของคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่าย ให้สามารถระบุตัวตนได้ว่าเป็นใคร และเป็นฝ่ายเช่าหรือเป็นฝ่ายให้เช่า

2.รายละเอียดของบ้านที่เช่า

ต้องแจกแจงที่อยู่ของบ้านให้ละเอียดว่าบ้านอยู่ตรงไหน เลขที่อะไร เพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายเข้าใจตรงกัน

3.ระยะเวลา

ระบุระยะเวลาให้ชัดเจน หากเป็นสัญญาแบบ 3 ปีขึ้นไป ต้องไปที่สำนักงานที่ดิน

4.ราคาเช่าและวิธีการจ่าย

ต้องมีรายละเอียดค่าเช่าเป็นจำนวนที่ชัดเจนและต้องระบุด้วยว่าวิธีการจ่ายค่าเช่าเป็นอย่างไร

5.ความรับผิดของผู้เช่า

ต้องมีไว้สำหรับในกรณีที่ผู้เช่าทำทรัพย์สินเสียหาย

6.ความรับผิดของคู่สัญญาเมื่อผิดสัญญา

หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา การระบุความรับผิดของคู่สัญญาสามารถทำให้ฟ้องร้องต่อชั้นศาลได้ง่ายขึ้น

7.รายการทรัพย์สินที่ให้เช่า

ในส่วนนี้จะเป็นรายละเอียดของทรัพย์สินที่ติดมากับตัวบ้าน เช่น เฟอร์นิเจอร์ เป็นการป้องกันไม่ให้ผู้เช่าถูกเรียกค่าเสียหายจากของที่ไม่มีอยู่จริงในบ้านอีกด้วย เพราะฉะนั้นผู้เช่าควรใส่ใจรายละเอียดตรงส่วนนี้ให้ดี

อ่านก่อนถูกเอาเปรียบ! ประเด็นควรระวังที่ผู้เช่ามักรู้ไม่เท่าทัน

เพราะกฎหมายมีรายละเอียดยิบย่อยที่อาจหลุดรอดสายตาเราไปได้ ดังนั้นผู้เช่าจึงต้องใส่ใจในประเด็นเหล่านี้เป็นพิเศษ

1.ผู้ให้เช่าต้องส่งใบแจ้งค่าเช่าล่วงหน้าให้กับผู้เช่าไม่ต่ำกว่า 7 วัน และต้องคืนเงินมัดจำ ‘ทันที’ เมื่อสัญญาเช่าบ้านครบกำหนดระยะเวลา

2.ผู้เช่าสามารถยกเลิกสัญญาเช่าได้เมื่อมีเหตุจำเป็น โดยแจ้งเป็นหนังสือล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 1 เดือน และต้องไม่มีค่าเช่าค้างจ่าย

3.หากผู้ให้เช่าอยากยกเลิกสัญญา ต้องแจ้งเป็นหนังสือล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 1 เดือน

4.ผู้ให้เช่าต้องให้หนังสือสัญญาแก่ผู้เช่าไว้ 1 ฉบับ

5.ห้ามยกเว้นความรับผิดของผู้ให้เช่าในสัญญาเช่า

6.ห้ามไม่ให้ผู้เช่าเรียกเก็บค่าเช่าบ้านล่วงหน้าเกิน 1 เดือน

7.ห้ามเรียกเก็บเงินมัดจำเกิน 1 เดือน

8.ห้ามกำหนดสัญญาให้ผู้ให้เช่าสามารถขึ้นค่าเช่าบ้าน และค่าน้ำค่าไฟ ก่อนสัญญาเช่าบ้านครบกำหนด

9.ผู้ให้เช่าไม่มีสิทธิตรวจสอบทรัพย์ที่เช่าหรือตรวจบ้านโดยไม่แจ้งผู้เช่าล่วงหน้า

10.ห้ามผู้ให้เช่าเรียกเก็บค่าน้ำค่าไฟเกินกว่าที่การไฟฟ้าเรียกเก็บ

11.ผู้ให้เช่าไม่สามารถเข้าไปในบ้านที่ให้เช่าเพื่อยึดหรือย้ายทรัพย์สินของผู้เช่าออก

12.ผู้ให้เช่าไม่สามารถเรียกค่าต่อสัญญาเมื่อผู้เช่ารายเดิมประสงค์อยากจะเช่าต่อ

13.ผู้ให้เช่าไม่สามารถยกเลิกสัญญาโดยที่ผู้เช่าไม่ได้ผิดสัญญา

14.ห้ามกำหนดสัญญาเช่าบ้านให้ผู้เช่ารับผิดชอบความเสียหายที่เกิดจากการใช้งานตามปกติ

สรุปท้ายบทความ ‘สัญญาเช่าบ้าน’ มีอะไรต้องระวัง

กล่าวโดยสั้น ๆ แล้ว สิ่งที่ต้องระวังในสัญญาเช่าบ้านคือการโดนเอาเปรียบจากกฎหมายและการตีความ เพราะบางทีเราอาจจะรีบอ่านโดยข้ามบางจุดไป ใครที่อ่านบทความนี้แล้วอย่าลืมนำไปปรับใช้เวลาจะเช่าบ้านหรือเช่าคอนโดกันนะคะ เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่มองข้ามไม่ได้เลยจริง ๆ 

ส่วนใครที่สนใจอยากเช่าบ้านหรืออยากปล่อยเช่าคอนโด ลองคลิกมาดูที่ Kaidee

10 คอนโดบางนา เดินทางง่าย ชอปปิงดี

10 คอนโดบางนา เดินทางง่าย ชอปปิงดี

ถ้าคุณเป็นบุคคลที่อยากอยู่คอนโดมิเนียมราคาไม่แพงแต่เดินทางสบาย มีแหล่งชอปปิง โรงเรียน โรงพยาบาล และสิ่งอำนวยความสะดวกรอบตัว ก็อย่าลืมนึกถึง คอนโดบางนา ที่จะตอบสนองความต้องการเหล่านี้ของคุณได้เป็นอย่างดี เพราะที่ย่าน บางนา เต็มไปด้วยวิถีชีวิตอันครบครัน ว่าแต่… ย่านบางนามีอะไรที่จะทำให้คุณสบาย และจะมีคอนโดบางนาโครงการไหนบ้างที่น่าสนใจมาดูพร้อม ๆ กัน

อยู่ คอนโดบางนา มีอะไรดีบ้างนะ ?

ตัดสินใจจะมาอาศัยที่คอนโดบางนาได้หรือยัง ? ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ลองอ่านบทความนี้ดูก่อนว่าที่นี่มีอะไรดี !

บางนา เป็นหนึ่งในย่านที่อยู่อาศัยและแหล่งชอปปิงฝั่งตะวันออกของจังหวัดกรุงเทพฯ ที่มีอัตราการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะช่วงบางนาตอนต้นที่ได้รับอิทธิพลความเจริญมาจากในตัวเมืองจนเกิดรถไฟฟ้า BTS บางนา สายสุขุมวิทที่เข้าไปยังตัวเมืองได้อย่างง่ายดาย ทำให้มีนักลงทุนหลายเจ้าเข้ามาลงทุนในย่านนี้

อยู่ คอนโดบางนา สะดวก

อีกทั้งย่านบางนายังมีความสะดวกสบายต่าง ๆ มากมายทั้งห้างสรรพสินค้าอย่าง อีเกียบางนาและเซ็นทรัลบางนา โรงพยาบาล โรงเรียนนานาชาติชื่อดัง โรงพยาบาล สวนสาธารณะ และตลาด รวมถึงยังสามารถเดินทางได้ด้วยรถยนต์ผ่านถนนและทางพิเศษ หรือจะรถสาธารณะที่มีให้เลือกมากมายทั้งรถไฟฟ้า รถตู้ และรถเมล์

อนาคต คอนโดบางนา

ในอนาคตย่านบางนาก็ยังเป็นอย่างที่คาดว่าจะมีการเจริญเติบโตมากยิ่งขึ้นทั้งด้านการลงทุนอสังหาริมทรัพย์และการขนส่งที่จะช่วยให้คนในย่านบางนาสามารถเดินทางไปยังสนามบินสุวรรณภูมิได้ง่ายยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าถ้าหากคุณอาศัยอยู่ในคอนโดบางนาก็จะได้รับความสะดวกสบายไปเต็ม ๆ เลยทีเดียว

และถ้าใครอยากอ่านข้อมูลย่านบางนาแบบเจาะลึก ก็สามารถคลิกเข้าไปที่บทความ ย่าน บางนา ทั้งใกล้รถไฟฟ้าและแหล่งชอปปิง

รวม คอนโดบางนา น่าสนใจ

a Space Mega II

ขอบคุณรูปจาก: areeya.co.th

a Space Mega II คอนโดบางนาจากบริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ที่ครบครันกับทุกสิ่งที่ต้องการ ด้วย Co Living space, Sky infinity edge swimming pool และ Sky jogging track บนตึกสูง 34 ชั้น ย่านบางนา อีกทั้งยังใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มากมาย ทั้งสนามบินสุวรรณภูมิและทางด่วนกาญจนาภิเษก ที่ให้คุณใช้ชีวิตไม่เหมือนใคร ด้วยสถานที่ชอปปิงและร้านอาหารครบจบในที่เดียว ซึ่งโครงการนี้มีทั้งหมด 1,001 ยูนิต 2 แบบ คือ

  • 1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 28.52-31.06 ตร.ม.
  • 2 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 56.44-62.48 ตร.ม. 

ราคาเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท

Niche MONO Bangna

ขอบคุณรูปจาก: sena.co.th

Niche MONO Bangna โครงการคอนโดมิเนียมระดับ Low Rise ย่านบางนา จาก เสนา ดีเวลลอปเมนท์ บนถนนบางนา-ตราด ตัวโครงการมีทั้งหมด 643 ยูนิต 2 อาคาร อาคารละ 8 ชั้น ใกล้กับรถไฟฟ้า BTS บางนา และสาธารณูปโภคอื่น ๆ ในระยะที่เดินได้แบบสบาย ๆ ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า และร้านอาหาร และยังสามารถเดินทางออกนอกเมืองกรุงเทพมหานครได้ง่าย ๆ ด้วยทางด่วนบางนาและทางด่วนบูรพาวิถี ตัวห้องมี 3 ประเภท คือ 

  • 1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 30 ตร.ม.
  • 1 BEDROOM Plus พื้นที่ใช้สอย 30.9 ตร.ม.
  • 2 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 50 ตร.ม.

ราคาเริ่มต้น 2.29 ล้านบาท

Mestyle @ Sukhumvit-Bangna

ขอบคุณรูปจาก: mestylecondo.com

Mestyle @ Sukhumvit-Bangna คอนโดบางนาระดับ Low Rise 8 ชั้น ฟังก์ชันครบจาก บริษัท มีสไตล์ แลนด์ จำกัด ที่ออกแบบให้การใช้ชีวิตง่ายดายยิ่งขึ้นด้วยการจัดพื้นที่ต่าง ๆ อย่างลงตัว และเต็มอิ่มกับพื้นที่ส่วนกลางรูปแบบใหม่ในโครงการที่มีห้องถึง 566 ยูนิต คอนโดมิเนียมแห่งนี้อยู่ใกล้กับสถานที่สำคัญในชีวิตแค่เอื้อมทั้งเซ็นทรัลบางนา รถไฟฟ้า BTS โรงเรียน โรงพยาบาล และทางด่วนต่าง ๆ มีห้องทั้งหมด 2 แบบคือ 

  • 1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 28 ตร.ม.
  • 2 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 60 ตร.ม.

ราคาเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท

Very ลาซาล

ขอบคุณรูปจาก: verylasalle.com

Very ลาซาล คอนโดมิเนียมพร้อมอยู่สุดหรูสไตล์โมเดิร์นในย่านบางนาจาก บริษัท Tech Living Co.,Ltd. เป็นโครงการที่เน้นความสงบเป็นส่วนตัว เพราะมี 7 ชั้น รวมทั้งหมดเพียง 93 ยูนิตเท่านั้น ที่สำคัญที่นี่ลูกบ้านทุกห้องจะมีที่จอดรถส่วนตัวแบบ 100% เลยล่ะ ซึ่งคอนโดบางนาแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับรถไฟฟ้า BTS แบริ่ง และห่างจากเซ็นทรัล บางนา เพียง 10 นาที แถมยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างโรงเรียนและโรงพยาบาลอยู่ใกล้ ๆ อีกด้วย มีห้องเพียงหนึ่งประเภท คือ 2 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 59-73 ตร.ม. 

ราคาเริ่มต้น 3.99 ล้านบาท

NUE Noble Centre บางนา

ขอบคุณรูปจาก: noblehome.com

NUE Noble Centre บางนา เป็นคอนโดมิเนียม Low Rise สูง 7 ชั้น 204 ยูนิตจาก บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่ใกล้กับเซ็นทรัลบางนาเพียง 10 ก้าว ใกล้กับ สถานีรถไฟฟ้า BTS ทางด่วน และถนนเส้นบางนา-ตราด ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วย Centre Club, Laugh-Out-Loud-Hub, The Bull’s eye Rooftop และอื่น ๆ อีกมากมาย มีห้องให้เลือก 4 แบบ ได้แก่

  • 1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 24.30-29.80 ตร.ม.
  • 1 BEDROOM Plus พื้นที่ใช้สอย 34.80-37.50 ตร.ม.
  • 2 BEDROOM Plus พื้นที่ใช้สอย 52.00 ตร.ม.

ราคาเริ่มต้น 2.19 ล้านบาท

The Excel Parc ซอยลาซาล 19

ขอบคุณรูปจาก: allinspire.co.th

The Excel Parc ซอยลาซาล 19 คอนโดบางนาจาก บริษัท ออล อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ระดับ Low Rise 8 ชั้น 104 ยูนิต มีทำเลที่ตั้งในซอยลาซาล 19 ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า BTS แบริ่ง ไบเทคบางนา เซ็นทรัลบางนา โรงเรียนนานาชาติ และโรงพยาบาล คอนโดมิเนียมแห่งนี้ถูกออกแบบในสไตล์โมเดิร์นที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการต่าง ๆ ที่รองรับทุกความต้องการ มีห้องเพียง 1 แบบ คือ

  • 1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 27.50-34.00 ตร.ม.

ราคาเริ่มต้น 1.69 ล้านบาท

Aspen Condo ลาซาล

manadevelopment.co.th

Aspen Condo ลาซาล โครงการคอนโดมิเนียมย่านบางนาระดับ Low Rise 8 ชั้น 2 อาคาร 425 ยูนิตจาก บริษัท มานะ พัฒนาการ จำกัดภายใต้แนวคิด “Urban One-Stop Living” ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ด้วยทำเลที่ตั้งบนทำเลศักยภาพในซอยลาซาล (ถนนสุขุมวิท 105) ซึ่งใกล้รถไฟฟ้าสายสีเหลืองในอนาคตและอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลศิครินทร์ มีห้องให้เลือก 3 แบบ ได้แก่

  • 1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 23.83-24.33ตร.ม.
  • 1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 26.31-26.95ตร.ม.
  • 1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 34.31-34.98ตร.ม.

ราคาเริ่มต้น 1.49 ล้านบาท

Ideo Mobi Sukhumvit East Point

ขอบคุณรูปจาก: ananda.co.th

Ideo Mobi Sukhumvit East Point โครงการคอนโดบางนาจาก บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ระดับ High Rise 32 ชั้น1 อาคาร 2 ทาวเวอร์ 1,162 ยูนิต อันโดดเด่น โครงการแห่งนี้อยู่ติดกับถนนสุขุมวิทฝั่งขาออก ห่างจากแยกบางนา 1.3 กิโลเมตร และสถานีรถไฟฟ้า BTS บางนา 250 เมตร พร้อมส่วนกลางแบบครบครัน ผ่านการสอดแทรกองค์ประกอบธรรมชาติ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เพื่อให้การอยู่อาศัยของคุณสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยแบ่งห้องออกเป็น 4 แบบ ได้แก่

  • STUDIO พื้นที่ใช้สอย 26.00 ตร.ม.
  • 1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 36.00 ตร.ม.
  • 2 BEDROOM 1 Bath พื้นที่ใช้สอย 54.00 ตร.ม.
  • 2 BEDROOM 2 Bath พื้นที่ใช้สอย 56.00 ตร.ม.
  • DUPLEX 1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 50.00 ตร.ม.

ราคาเริ่มต้น 4.39 ล้านบาท (1 BEDROOM)

Notting Hill สุขุมวิท 105

ขอบคุณรูปจาก: origin.co.th

Notting Hill สุขุมวิท 105 เป็นคอนโดบางนาระดับ Low Rise จาก บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ประกอบไปด้วยอาคารพักอาศัย 6 อาคาร อาคารละ 8 ชั้น และอาคาร Clubhouse 1 อาคาร 3 ชั้น รวมที่พักอาศัยทั้งหมด 1,113 ยูนิต ตัวโครงการตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 105 หรือ ซอยลาซาล ในบรรยากาศ British Loft พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น Irish Sport Club, 105 Clubhouse, English Garden และอื่นๆ มีสถานีรถไฟฟ้า BTS แบริ่ง อยู่ใกล้เพียง 500 เมตร ซึ่งโครงการนี้มีห้องทั้งหมด 3 แบบให้เลือก ดังนี้

  • 1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 25.50 ตร.ม.
  • 1 BEDROOM Plus พื้นที่ใช้สอย 29.50-34.00 ตร.ม.
  • 2 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 40.50-43.50 ตร.ม.

ราคาเริ่มต้น เริ่มต้น 2.19 ล้านบาท

Dolce ลาซาล

ขอบคุณรูปจาก: dolcecondo.com

Dolce ลาซาล คอนโดมิเนียมระดับ Low Rise ในซอยลาซาล 7 จาก บริษัท สิรยศ จำกัด ที่มีความสูง 8 ชั้น 178 ยูนิต ในดีไซน์แบบยูโรเปียนโมเดิร์นสไตล์ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในโครงการที่จะมาเติมเต็มชีวิตคุณให้มีความสุขในทุกวัน คอนโดมิเนียมแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้รถไฟฟ้า BTS แบริ่ง เพียง 700 เมตร และยังใกล้กับโรงพยาบาล โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า และตลาดชื่อดังย่างบางนาอีกด้วย มีห้องให้เลือกทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่

  • Studio พื้นที่ใช้สอย 24.8 ตร.ม.
  • 1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 29.8-34.00 ตร.ม.
  • 2 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 45.00-51.00 ตร.ม.

ราคาเริ่มต้น เริ่มต้น 1.95 ล้านบาท

สรุป คอนโดบางนา

และนี่คือ คอนโดบางนา ที่เราทำมาฝากกัน ซึ่งในย่านบางนานี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครันในทุกด้าน ๆ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าที่ตอบโจทย์การชอปปิงอย่างไร้ขีดจำกัด ร้านอาหารช่วยให้อิ่มท้องเวลาหิว โรงพยาบาลดูแลสุขภาพของสมาชิกในครอบครัว และโรงเรียนเพิ่มความรู้การศึกษาให้ลูกของคุณ เรียกได้ว่าถ้าเทียบกับราคาและคุณภาพชีวิตแล้วคุ้มแบบสุด ๆ 

นอกจาก คอนโดบางนา และที่ย่านนี้ยังมีอสังหาริมทรัพย์อีกหลากหลายประเภททั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม ที่มีให้เลือกหลายราคา ขนาด และสไตล์ ตามความชื่นชอบของแต่ละคน และถ้าหากคุณสนใจอสังหาฯ ประเภทไหนก็สามารถเข้าไปดูได้ที่ Kaidee Property แหล่งรวมอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ

5 หนังสือท่องเที่ยว อ่านแล้วเสมือนได้เที่ยวทิพย์

5 หนังสือท่องเที่ยว อ่านแล้วเสมือนได้เที่ยวทิพย์

หากคุณกำลังเผชิญกับความเบื่อ เฉา เหงา ซึม กับการที่ต้องอยู่บ้านนานเกินไป…
สิ่งหนึ่งที่ตบบ่าแล้วบอกให้เพื่อนๆ รู้ไว้ว่า “เราคือเพื่อนกัน”

ด้วยความที่สถานการณ์ช่วงนี้ เอื้อให้เราอยู่แต่บ้านเพื่อความปลอดภัยทางสุขภาพกาย ทว่าการกระทำซ้ำๆ เหล่านั้น กลับไม่ช่วยให้สุขภาพใจของเราเบิกบานแต่อย่างใด หันซ้ายไปก็เจอกับ “จำนวนผู้ติดเชื้อ” ที่เพิ่มขึ้น หันขวาไปก็ “ฉันติดหรือยังนะ”

หนังสือท่องเที่ยว

ในเมื่อความจริงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ และเราน่าจะต้องอยู่กับเรื่องราวพวกนี้ไปอีกนาน มาหาวิธีมีความสุขกันแบบพอสังเขปในช่วงนี้กันดีกว่า ซึ่งหนึ่งในเวย์ที่ตัวเราเองเลือก คือการพาตัวเองหนีความจริง ด้วยการเข้าสู่โลกของตัวอักษร ท่องโลกกว้างไปกับเรื่องราวต่างๆ กับหนังสือท่องเที่ยว

แนะนำ 5 หนังสือท่องเที่ยวเล่มโปรด

เชื่อว่าหลายๆ คน “ตกหลุมรัก” การเดินทางท่องเที่ยวไม่ต่างจากเรา ไหนๆ ช่วงนี้ไปไหนไม่ได้ มาเพลิดเพลินกับเรื่องราวการเดินทางของคนอื่นไปพลาง เก็บ Destination และทำลิสต์ๆ ไปพลาง ถึงเราไม่ได้ไปเอง ได้เที่ยวผ่านเรื่องเล่าของคนอื่น ก็น่าจะพอทำให้
หัวใจของคุณ กระชุ่มกระชวยได้ไม่น้อย

มาดู 5 หนังสือท่องเที่ยวเล่มโปรดของเรากันค่ะ

1. บันทึกการเดินทางของนายวิชัย มาตกุล

บันทึกการเดินทางของนายวิชัย มาตกุล

นักเขียน : วิชัย มาตกุล
สำนักพิมพ์ : แซลมอนบุ๊คส์
ราคา : 200 บาท

หากมีคนถามเราว่า “หนังสือท่องเที่ยว” อันดับต้นๆ ที่ปรารถนาให้คนอื่นได้อ่าน เราขอแนะนำหนังสือ “บันทึกการเดินทางของนายวิชัย มาตกุล คนไทยเชื้อสายจีนที่ไม่เคยไปประเทศจีนมาก่อน แต่ฝันว่าอยากไปกำแพงเมืองจีน อยากเห็นสนามกีฬารังนกสักครั้ง และซื้อรองเท้าไนกี้สักคู่”

ใช่ค่ะ นั่นคือชื่อหนังสือเวอร์ชั่นเต็มๆ ของคุณวิชัย

ด้วยความชอบส่วนตัวที่ “อิน” กับการเที่ยวประเทศจีนเป็นทุนเดิม ใครเป็นสายเดินทาง คงพอจะทราบว่า จีนมักเป็นทริปที่มีเรื่องเล่าสนุกๆ เกินความคาดหมายทั้งความยิ่งใหญ่ของสถานที่ ความหลากหลายของอาหารการกิน รวมถึงอัตลักษณ์พิเศษที่มีเฉพาะ “คนจีน” เท่านั้น

อะไรที่คุณไม่เคยพบเคยเจอ อะไรที่คุณไม่เคยเห็น คุณวิชัยจะพาคุณไปสัมผัสกับประสบการณ์การเที่ยวจีนในแง่มุมชวนยิ้ม ทั้งตลาดขายของก็อป กำแพงเมืองจีน ประธานเหมา เจ๋อ ตุง โจรล้วงกระเป๋า และที่พลาดไม่ได้ก็คือ ห้องน้ำ!!

เป็นหนึ่งในหนังสือไม่กี่เล่ม ที่เราใช้เวลาอ่านภายในหนึ่งวัน!

2. Live From Planet Earth สดจากโลกมนุษย์

Live From Planet Earth สดจากโลกมนุษย์

นักเขียน : สิระ บุญสินสุข
สำนักพิมพ์ : เดย์ โพเอทส์
ราคา : 345 บาท

หนังสือประสบการณ์ท่องโลกกว้างครั้งแรกของ “แพท สิระ” ซึ่งรวมเอา Passion ที่เรารักทั้งสองอย่างเอาไว้ในเรื่องเดียวกัน อย่าง “ดนตรีและการเดินทาง”

ดังนั้น นิยามง่ายๆ ของหนังสือ Live From Planet Earth สดจากโลกมนุษย์ จึงเป็นเรื่องของ “การท่องเที่ยวเชิงดนตรี” ของคนที่ไม่เคยอยากเดินทางไปไหน เพราะไม่เก็ทว่าการออกไปเจอโลกใบใหม่นั้น จะตอบคำถามอะไรในชีวิต กระทั่งพบว่าดนตรีดีๆ นี่แหละ ที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้เขาออกเดินทาง

“มิตรภาพระหว่างคนดนตรีแบบไม่จำกัดเชื้อชาติและสีผิว” คือหนึ่งในความสุขที่คุณจะพบในหนังสือเล่มนี้ ที่สำคัญระหว่างการเดินทาง คุณแพทยังมีกิมมิคเล็กๆ ด้วยการสอดแทรกเนื้อเพลงต่างๆ เอาไว้ ให้เราอินจนต้องหยิบมือถือขึ้นมาเสิร์ชเพลงนั้นๆ เพื่อเปิดคลอระหว่างอ่าน นอกจากเปิดโลกการเดินทางแล้ว ยังเปิดโลกการฟังเพลงของเราไปอีกขั้นหนึ่งด้วย

3. Lonely Land ดินแดนเดียวดาย

Lonely Land ดินแดนเดียวดาย

นักเขียน : เบลล์ จิรเดช / jirabell
สำนักพิมพ์ : บันบุ๊คส์
ราคา : 270 บาท

เข้าสู่ “ดินแดนเดียวดาย” ของอีกหนึ่งนักเขียนคนโปรดของเรา อย่างคุณ “เบลล์ จิรเดช” ที่ตอนนี้อัปขึ้นไปเป็นบรรณาธิการนิตยสารสุดคูล ของเหล่าวัยรุ่นเมืองไทย อย่าง a day ไปเป็นที่เรียบร้อย

หนังสือเล่มนี้จะพาพวกเราโล้สำเภาโบราณ Duk Ling ไปพบความเดียวดายที่คนเหงาไม่เท่ากัน ใน “ฮ่องกง” ผ่านประสบการณ์และความทรงจำของพี่เบลล์ เมื่อครั้งที่เขาต้องกลับไปเยี่ยมญาติที่เมืองนั้น (เรือสำเภาโบราณ Duk Ling คือเรือไม้ที่จอดอยู่บริเวณอ่าววิคตอเรีย หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเกาะฮ่องกง)

ภายใต้เมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงและความศิวิไลซ์มากมาย ความเดียวดายถูกถ่ายทอดด้วยการเดินทางกลับไปเยี่ยมญาติแบบเหงาๆ ของพี่เบลล์ “ความอบอุ่นใจ” และรอยยิ้มที่มุมปากเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว ระหว่างที่เรากำลังซึมซับไปกับความรัก และความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว

4. LONG LONG WAY

LONG LONG WAY

นักเขียน : ศรภัทร ภัทราคร
สำนักพิมพ์ : แซลมอนบุ๊คส์
ราคา : 340 บาท

มาต่อกันที่อีกหนึ่งหนังสือท่องเที่ยว ที่บอกเล่าการเดินทางผ่านมุมมองเฉพาะทางของอดีตสถาปนิก “ศรภัทร ภัทราคร” ผู้มองเห็นชีวิตในงานสถาปัตย์ ทั้งยังเป็นเจ้าของเพจ “decided to live full time in a hotel” อีกด้วย

จากแบ็คกราวนด์ที่ปูมาในย่อหน้าก่อน หลายคนน่าจะพอเดาได้แล้วว่า “LONG LONG WAY” เล่มนี้ คงเป็นหนังสือท่องเที่ยวเชิงสถาปัตยกรรมอย่างแน่นอน ใครเป็นสาย Architecture น่าจะพึงพอใจเป็นแน่ ทั้งยังมีเกร็ดความรู้เรื่องศิลปะ ประวัติศาสตร์ สอดแทรกให้คุณอ่านอย่างเพลิดเพลิน

ยิ่งเป็นการเดินทาง 7 ประเทศในยุโรปแล้ว ยิ่งเต็มไปด้วยความรื่นรมย์กับงานศิลปะในประเทศต่างๆ ที่มีเอกลักษณ์และเรื่องราวเฉพาะตัว ได้รู้ถึงที่มาที่ไปของสถานที่ต่างๆ ที่เราไม่เคยรู้ ผ่านแง่มุมที่ลึกซึ้งกว่าที่เราเคยเข้าใจ เรียกได้ว่าเป็นหนังสืออีกเล่มที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ให้เราอยากไปเที่ยวยุโรปสักครั้งในชีวิต!

5. เที่ยวไม่ง้อไกด์เกาหลี โซล-ปูซาน

เที่ยวไม่ง้อไกด์เกาหลี โซล-ปูซาน

นักเขียน : เม ศศิญากร
สำนักพิมพ์ : Tibbook
ราคา : 365 บาท

เล่มสุดท้ายเป็นหนังสือท่องเที่ยวจ๋าๆ จัดเต็มในสไตล์ Guidebook ซึ่งเน้นขั้นตอน วิธีการต่างๆ How to ไปเที่ยวด้วยตัวเองอย่างไรให้รอดและแฮปปี้ มีอะไรที่คุณต้องรู้ก่อนไป หรือไปแล้วต้องไปที่ไหน กินอะไร ต้องช้อปที่ไหน มั่นใจได้เลยว่าหนังสือเล่มนี้มีคำตอบให้คุณแน่นอน

“เที่ยวไม่ง้อไกด์เกาหลี โซล-ปูซาน” เล่มนี้จะพาคุณเพลิดเพลินไปกับทุกย่านดังในโซลถึง 5 วันเต็ม ก่อนพาลัดเลาะออกไปเมืองอื่นๆ รอบโซล ทั้งอินชอน ซูวอน และสวนสนุกเอเวอร์แลนด์ เกาะนามิ ฯลฯ จากนั้นพาลงใต้ รับลมชิลล์ๆ ไปกับเมืองตากอากาศริมทะเลชื่อดัง อย่าง “ปูซาน”

ครบถ้วนกับทุกไฮไลต์ ทั้งแพลนเที่ยว ข้อมูลการเดินทาง รายละเอียดสถานที่เที่ยว แผนที่ครบทุกย่าน ทุกเมือง ดูง่ายสบายตา เรียกว่าทำการบ้านเอาไว้ให้แน่น พร้อมเมื่อไรก็ออกเดินทางได้ทันที!

เที่ยวทิพย์ผ่านหนังสือท่องเที่ยว

5 หนังสือท่องเที่ยวที่แนะนำไปนั้น เราตั้งใจคัดสรรมาให้หลากหลายแนว มีความเฉพาะเจาะจงบ้างในแต่ละศาสตร์ ทั้งดนตรีและดีไซน์ สอดแทรกด้วยประสบการณ์ฮาๆ และความทรงจำสุดอุ่นใจให้อ่านกันได้เพลินๆ ไป จนถึงเที่ยวตามได้จริงเลยก็มี เพื่อให้ถูกใจกับไลฟ์สไตล์แต่ละคนมากที่สุด

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนน่าจะมีเวลาว่างกันมากขึ้น อย่าปล่อยให้ตัวเองเฉาไปกับข้อมูลข่าวสาร แบ่งเวลามาเติมแพชชันและแรงบันดาลใจดีๆ ในสิ่งที่คุณรัก ด้วย “หนังสือ” ดีๆ สักเล่ม ให้ตัวอักษรพาเราเพลิดเพลินไปกับโลกกว้าง

ขับเคลื่อนชีวิตให้มีความหวัง ด้วยหนังสือดีๆ ที่ kaidee

เคล็ดลับขายของออนไลน์ยังไงให้รวยเละ

เคล็ดลับขายของออนไลน์ยังไงให้รวยเละ

เกือบจะสองปีแล้วที่เราใช้ชีวิตกับโรคระบาดโควิด-19 ที่ไม่มีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ ไม่เพียงแต่โรคนี้ ทำลายทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และพรากชีวิตไปมากมาย แน่นอนว่าการระบาดของโรคโควิด ยังส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของใครหลายคนอีกด้วย

จึงไม่แปลก ที่ในปัจจุบันผู้คนได้หันมาประกอบอาชีพ ขายของออนไลน์ มากขึ้น

การขายของออนไลน์นั้น เป็นที่นิยมมาก่อนการระบาดของโรคโควิด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เพราะโรคตัวร้ายนี้เอง ทำให้ผู้คนตกงาน และหันมาใช้ประโยชน์จากพื้นที่ ‘E-Market’ กันมากขึ้น จากข้อมูลของ Priceza เกี่ยวกับการเคลื่อนตัวการขายของออนไลน์ในไทย ได้ระบุว่า ในปี 2020 ที่ผ่านมา ตลาด e-commerce ของไทยพุ่งสูงขึ้นร้อยละ 35% จากปี 2019 เลยทีเดียว 

ซึ่งในตอนนี้ ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ใครๆ ก็ขายของออนไลน์กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะทำเป็นงานประจำ หรือทำแค่หารายได้เสริม แต่แล้วอะไรกัน ที่ทำให้ผู้คนเลือกที่จะเสี่ยงกับการขายของออนไลน์ ผลดีและความเสี่ยงของมันมีอะไรบ้าง แล้วมีวิธีไหนที่เราจะขายสินค้าออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย วันนี้ Kaidee ได้รวบรวมข้อมูลเหล่านั้นมาฝากค่ะ

อยากลองขายของออนไลน์ เริ่มต้นยังไงดี ?

หลายคนคิดว่าการขายของออนไลน์ เป็นเรื่องง่าย เพราะเราไม่ต้องลงทุน ตั้งหน้าร้าน หรือเช่าพื้นที่ในราคาแสนแพงอีกต่อไป แค่เปิดแอปพลิเคชันในมือถือ เท่านี้ก็มีธุรกิจ สามารถขายของออนไลน์ได้แล้ว

ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ความคิดที่ผิดค่ะ การขายสินค้าออนไลน์ถ้าเริ่มอย่างถูกวิธี และรู้จักการทำการตลาดอย่างชาญฉลาดแล้วล่ะก็ การขายของออนไลน์สามารถสร้างกำไรให้เราได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว
แต่ในทางกลับกันถ้า ติดกระดุมเม็ดแรกผิด ก็ผิดหมดทั้งแถว เช่นกัน เพราะฉะนั้น ควรศึกษาให้ดีก่อนเริ่มธุรกิจนะคะ

1. เลือก ‘สินค้า’

สิ่งที่ยากที่สุด ไม่ใช่แค่กับเรื่องการขายของออนไลน์ แต่กับทุกๆ สิ่งในชีวิต นั่นก็คือ ‘การเริ่มต้น’  

ก่อนที่เราจะขายสินค้าออนไลน์นั้น แน่นอนว่าเราจะต้องมีสินค้า … แล้ว “เราจะขายอะไรดี” “สินค้านี้ จะทำกำไรให้ได้ไหม” แล้ว “ขายอันนี้ จะมีคู่แข่งเยอะไหม” 

ใจเย็นๆ นะคะ เรามาดูประเภทของสินค้า ที่มือใหม่หัดขาย สามารถขายได้ง่ายๆ ผ่านช่องทางออนไลน์กันเลย

– สินค้าที่เป็นที่ต้องการในตลาด

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้การค้าขายสินค้าออนไลน์ชะลอตัวลง คือการขายของที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด ดังนั้นเราควรศึกษาให้มั่นใจว่า ของที่เลือกขายนั้น เป็นที่ต้องการของคนหมู่มาก 

และจะยิ่งดีไปอีก ถ้าสินค้าสามารถตอบสนองให้แก่ลูกค้า ทุกเพศและทุกวัย 

ตัวอย่างสินค้า:  เคสโทรศัพท์, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (เช่น พาวเวอร์แบงค์), ขนม, สายคล้องหน้ากากอนามัย, เครื่องสำอาง, เสื้อผ้า หรือ รองเท้า เป็นต้น

– สินค้าที่มีน้ำหนักเบา

สำหรับมือใหม่ แนะนำให้เริ่มขายของออนไลน์ด้วยสินค้าที่มีน้ำหนักเบา เพื่อลดต้นทุนค่าจัดส่งของไปยังปลายทาง (Shipping) เพื่อให้ได้กำไรให้ได้มากที่สุดก่อน จึงเริ่มขายสินค้าที่มีน้ำหนักมากขึ้น 

ตัวอย่างสินค้า: เครื่องประดับ, ถุงเท้า, เสื้อผ้า, เครื่องสำอาง หรือ สติกเกอร์ เป็นต้น 

– สินค้าแฮนด์เมด (Handmade)

แม้ว่าการขายของออนไลน์ด้วยสินค้าแฮนด์เมด จะค่อนข้างใช้เวลา เนื่องจากเราลงมือทำสินค้านั้นขึ้นมาเอง แต่การขายของแฮนด์เมดจะช่วยลดต้นทุนได้ดี 

นอกจากนี้ สินค้าแฮนด์เมด มักจะมีคุณภาพดีกว่าสินค้ารับส่งทั่วไป จึงเป็นโอกาสดี ที่เราสามารถเพิ่มราคาของสินค้าที่ลงขายนั่นเอง

ตัวอย่างสินค้า: กำไลข้อมือ, ภาพวาด, แหวนโพลลิเมอร์, เคสโทรศัพท์ หรือ เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

– สินค้าที่มีคู่แข่งน้อย

การเลือกสินค้าที่มีคู่แข่งน้อย ต้องยอมรับก่อนว่า อาจจะมีอุปสรรคมากมาย เช่น สินค้าอาจจะเป็นที่ต้องการสำหรับคนบางกลุ่ม, ต้นทุนมักจะสูง และผลตอบแน่ไม่แน่นอน

แต่ข้อดีของการขายของออนไลน์ที่มีคู่ค้าน้อยรายนั้น คือโอกาสที่ร้านจะดังค่ะ 

ตัวอย่างสินค้า: ของวินเทจ, ของมือสอง, สินค้าพรีออเดอร์, สินค้าสำหรับเพศทางเลือก  หรือ ขนม/อาหารคลีน เป็นต้น

2. ช่องทางการขายของออนไลน์

ช่องทางการขายสินค้าออนไลน์ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ช่องทาง ซึ่งผู้ขายสามารถเลือกช่องทางใดช่องทางหนึ่งในการขายของออนไลน์ หรือจะใช้ทั้ง 3 ช่องทางเลยก็ได้ 

– ขายของออนไลน์ผ่าน Social Media (40%)

การขายสินค้าออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดีย จะทำผ่านแพลตฟอร์มที่เรารู้จักกันดีอย่างเช่น Facebook, Instagram, Twitter และ Line เป็นต้น 

ข้อดีคือ ผู้ซื้อและผู้ขาย สามารถพูดคุยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลสินค้ากันได้โดยตรง อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ในปัจจุบัน โซเชียลมีเดียทั้งหลาย ต่างมีฟังก์ชัน ‘ขายของ’ เพิ่มเข้ามา เพื่อความสะดวก และง่ายต่อการขายสินค้าออนไลน์อีกด้วย

– ขายของออนไลน์ผ่าน E-Marketplace (35%)

การขายสินค้าออนไลน์ผ่าน E-Marketplace คือการนำเอาสินค้าไปวางขายในตลาดสินค้าออนไลน์รายใหญ่ อย่างเช่น Shopee, Lazada, JD Central หรือ Kaidee (แหล่งซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ทุกประเภท ทั้งมือหนึ่ง และมือสอง)

การขายของออนไลน์ในพื้นที่นี้ เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาทำการตลาด หรือหาลูกค้าเอง อีกทั้งยังช่วยประหยัดเวลาในการสร้างหน้าร้านออนไลน์เองอีกด้วย

– ขายของออนไลน์ผ่าน E-Tailer /Brand.com  (25%)

การขายของออนไลน์ในรูป E-Tailer คือการที่ร้านค้าปลีก ที่มีหน้าร้านของตัวเองอยู่แล้ว สร้างร้านค้าออนไลน์ของตัวเองขึ้นมาเอง โดยไม่ผ่าน Marketplace กลางใดๆ 

ข้อดีคือ เมื่อขายสินค้าได้ จะไม่โดนหักค่าคอมมิชชันให้แก่แพลตฟอร์ม Marketplace ส่วนกลาง 

และการมีร้านค้าออนไลน์ (.com) เป็นของตัวเอง ยังเป็นอีกวิธีที่จะช่วยเพิ่มอัตลักษณ์ของแบรนด์ได้ดี เนื่องจากผู้ขายมีอิสระในการตกแต่งร้านค้าออนไลน์ ให้เขากับภาพลักษณ์ของแบรนด์นั่นเอง

3. เทคนิคการถ่ายรูปสินค้าให้ปัง

fixipixi

รูปถ่ายของสินค้าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการขายของออนไลน์ เนื่องจากลูกค้าไม่มีโอกาสได้เห็นสินค้า หรือทดลองสินค้าด้วยตัวเอง ดังนั้นภาพถ่ายของสินค้าจึงเป็นปัจจัยหลัก ประกอบการพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อสินค้านั่นเอง

– ลงทุนกับกล้องคุณภาพดี

สิ่งหนึ่งที่ผู้ขายควรจะลงทุน เมื่อทำธุรกิจขายของออนไลน์คือ กล้องถ่ายรูปคุณภาพดี 
เช่น กล้องดิจิตอล ประเภท DSLR หรือ Mirrorless เพราะกล้องทั้งสองแบบนี้ ถูกออกแบบมาสำหรับการถ่ายรูปโดยเฉพาะ ดังนั้น ภาพจะออกมาคมชัด สวยงามกว่าการใช้กล้องมือถือ โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาแต่งรูปในโฟโต้ช้อปให้วุ่นวาย

กล้องถ่ายรูปดิจิตอลแนะนำ ได้แก่ 

  • Canon EOS M200
  • Olympus OM-D E-M10 Mark II
  • Nikon D3500I

– เลือกสถานที่ให้เหมาะสม

พื้นหลังของสินค้า ควรโปร่ง โล่ง ไม่มีข้าวของรกรุงรัง ทั้งนี้เพื่อลดการโฟกัสของสายตาลูกค้าที่สิ่งของอื่นๆ แทนการโฟกัสที่ตัวสินค้าที่เราตั้งใจจะขาย

หรือถ้าต้องการเพิ่มมิติของภาพ สามารถนำของตกแต่งเล็กๆ เข้ามาวางประกอบฉาก เช่น กระถางต้นไม้ 

หรือถ้าถ่ายสินค้าจากมุมสูง สามารถลองสินค้าด้วยผ้าขนฟู ซึ่งจะช่วยทำให้สินค้าดูมีราคามากขึ้น

– แสงเป็นเรื่องสำคัญ

แสง เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่จะทำให้รูปออกมาดูดี ซึ่งเราสามารถเลือกใช้ไฟได้จาก 2 แหล่ง คือ ไฟธรรมชาติ และไฟสตูดิโอ

ไม่ว่าจะเลือกใช้แสงไฟธรรมชาติหรือไฟประดิษฐ์ ทิศทางของแสงเป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะสามารถสร้างความแตกต่างของรูปได้ชัดเจน

  1. แสงจากด้านหน้า –  จะไม่ทำให้เกิดเงา ภาพที่ได้จะค่อนข้างแบน จึงเหมาะสำหรับการถ่ายสินค้าทรงเรียบหรือแบนราบ
  2. แสงจากด้านข้าง –  จะทำให้เกิดการตัดกันของแสงอย่างชัดเจน ระหว่างด้านที่มีแสงสว่างจัด กับด้านที่เป็นเงามืด เหมาะสำหรับถ่ายสินค้าที่ต้องการโชว์รายละเอียดงานผิวชัดเจน 
  3. แสงจากมุมเฉียง – จะทำให้เกิดการเบลนของแสงกับเงาอย่างกลมกลืน เหมาะสำหรับถ่ายสินค้ารูปทรงกลม 
  4. แสงจากด้านหลัง – การส่องไฟมาจากด้านหลังของสินค้า เป็นเทคนิคการเน้นรูปทรงของสินค้า โดยใช้เงาของสินค้านั่นเอง

4. วางแผนการตลาดอย่างฉลาด

การทำการตลาดของการขายของออนไลน์ สามารถทำได้หลายวิธี แถมยังสามารถทำได้หลายช่องทางอีกด้วย 

วันนี้ขอแนะนำช่องทางการโปรโมทสินค้า ให้การขายของออนไลน์ของคุณ ง่ายมากยิ่งขึ้น แถมยังการันตีกำไรแบบปังๆ มาดูกันเลย

– รูปโปรไฟล์

แน่นอนว่าการขายของออนไลน์ ในบางครั้ง เราก็อยากใส่ความเป็นตัวเองเข้าไป อย่างไรก็ตาม รูปที่ใช้เป็นรูปโปรไฟล์ ควรเป็นรูปที่มีความเป็น Professional สูง โดยมีโลโก้ร้านหรือชื่อร้านในรูป

ทั้งนี้เพื่อเสริมภาพลักษณ์ของร้านขายของออนไลน์ของเรา ให้ดูเป็นร้าน Official มากขึ้น และสร้างมั่นใจให้แก่ลูกค้า เมื่อเข้ามาแวะชมสินค้าของเรา

– ชื่อร้าน

เทคนิคการตั้งชื่อร้านขายของออนไลน์ ขอแนะนำให้ตั้งชื่อร้าน ที่คิดว่าสามารถเป็นร้านค้าในห้างสรรพสินค้าได้อย่างสบายๆ เช่น ‘Lowtidethrift’, ‘Prettyfit’ หรือ ‘Secondhandcloth’ เป็นต้น

เนื่องจากชื่อเหล่านี้ ง่ายต่อการจำมากกว่าชื่อร้านที่มีเครื่องหมาย อย่าง “_” , “.” หรือ “-” นั่นเอง

– สร้าง Bio ให้น่าเชื่อถือ

ในการทำธุรกิจขายของออนไลน์ ถ้าเพื่อนๆ ใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางในการขายสินค้าแล้วล่ะก็ แน่นอนว่าข้อมูลของร้านทั้งหมดนั้น มักจะอยู่ Bio ค่ะ

ดังนั้นการใส่ข้อมูลใน Bio จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการขายของออนไลน์

ในพื้นที่ Bio ควรเลือกใส่เฉพาะข้อมูลที่จำเป็นเท่านั้น

เช่น รายละเอียดการส่งของ (ค่าส่งและวันส่ง), วันลงสินค้า, ขั้นตอนการสั่ง และแฮชแท็ก (#) ของร้าน (เพื่อให้ลูกค้า สามารถเข้าไปดูสินค้าอื่นๆ ของร้านได้ด้วย)

– Live Stream

การขายของออนไลน์ผ่าน Live Stream หรือที่เรียกว่า Live Commerce เป็นวิธีการขายของออนไลน์รูปแบบใหม่ ที่รวมการถ่ายวิดีโอแบบเรียลไทม์ (Live Stream) กับการขายของออนไลน์ (E-Commerce) เข้าด้วยกัน 

ข้อดีของการขายของออนไลน์ผ่านการไลฟ์ คือ ผู้ซื้อกับผู้ขาย สามารถพูดคุยกันได้โดยตรง เช่น สอบถามไซส์ และวัตถุดิบจากผู้ขาย  ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการซื้อสินค้า 

นอกจากนี้ ผู้ขายยังสามารถเพิ่มบุคลิกให้ร้านได้ ซึ่งถ้าผู้ขายมีอารมณ์ขัน หรือมีเรื่องราวสนุกๆ มาแชร์ในขณะ Live Stream ก็จะสามารถช่วยให้ลูกค้าเก่าติดตาม และดึงดูดลูกค้าใหม่เข้ามาได้อย่างรวดเร็ว 

– การรีวิวสินค้า

การรีวิวสินค้า เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเพิ่มยอดขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการขายสินค้าออนไลน์ 

โดยผู้ขายสามารถจ้างเน็ตไอดอล เพื่อรีวิวสินค้า แล้วให้เน็ตไอดอลท่านนั้น แท็ก (tag) ร้านของเรา จากรูปที่ลง 

หรือผู้ขายจะถ่ายเป็นวิดีโอสั้นๆ ขึ้นมา เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นสินค้าชัดเจนมากขึ้นก็ได้ค่ะ

ขายของออนไลน์ จะว่าง่าย ก็ง่าย จะว่ายาก ก็ยาก

จริงอยู่ค่ะ ที่การขายของออนไลน์ง่ายกว่าการเปิดร้านค้าปลีก ผู้คนมากมายจึงหันมาทำธุรกิจขายของออนไลน์มากขึ้น แต่ก็มีเพียงไม่กี่รายเท่านั้น ที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ 

ถ้าไม่ศึกษาให้เข้าใจรากฐาน และการตลาดของแหล่งออนไลน์อย่างละเอียด โอกาสในการทำธุรกิจขายของออนไลน์ระยะยาว คงเป็นไปได้ยาก


เราหวังว่าบทความนี้ จะช่วยให้เพื่อนๆ เริ่มต้นธุรกิจได้อย่างสดใส สำหรับคนไหนอยากเริ่มต้นทำธุรกิจขายของออนไลน์ ลอง เริ่มที่เว็บไซต์ Kaidee ดูไหมคะ เพียงแค่สมัครสมาชิกเท่านั้น คุณก็สามารถลงสินค้าขายได้เลย แถมเรายังมีฟีเจอร์ใหม่ KD Pay ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางรับชำระเงินระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ให้การทำธุรกิจออนไลน์ของคุณง่ายมากขึ้น แถมยังเพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้า ด้วยฟีเจอร์ยื่นขอคืนเงิน หากไม่ได้รับสินค้าอีกต่างหาก