5 เทรนด์สีมาแรงปี 2021 สีไหนปัง สีไหนเลิศ มาดูกัน

5 เทรนด์สีมาแรงปี 2021 สีไหนปัง สีไหนเลิศ มาดูกัน

ถึงจะเข้าสู่ศักราชใหม่มาได้หลายอาทิตย์แล้ว แต่กลิ่นอายของ “การเริ่มต้นใหม่” ยังคงหลงเหลือ พอให้เรานำเอาแรงบันดาลใจดีๆ เทรนด์ฮอต สิ่งฮิตประจำปี 2021 มากลั่นกรองและใช้เป็นพลังขับเคลื่อนชีวิตในปีนี้ ให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

ใครที่ยังพอมีที่ว่างสำหรับแรงบันดาลใจดีๆ ลองเปิดประตูเข้าสู่โลกแห่งสีสันประจำปี 2021 รับรองว่าเรื่องสีจะไม่ไกลตัวคุณอีกต่อไป เพียงแค่มองไปรอบๆ ตัว จะเห็นได้ว่ามีสีมากมายเต็มไปหมด จิตวิทยาแห่งสีจะพาคุณพบกับความมหัศจรรย์ อันเต็มไปด้วยความเบิกบาน ความอบอุ่นหัวใจและสร้างอิทธิต่ออารมณ์ของเราได้โดยไม่รู้ตัว

สีสันกับเรื่องราวของจิตวิทยา

สีคือเครื่องมือสื่อสารอันทรงพลังและมีประสิทธิภาพ ในทางจิตวิทยาสีมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของมนุษย์ รวมถึงพฤติกรรมการแสดงออก การรับรู้ การแสดงออกทางอารมณ์ ฯลฯ ทั้งนี้อาจจะมีรายละเอียดบางอย่างแตกต่างกันไป ตามเพศและวัย

เพื่อให้เห็นภาพที่มากขึ้น เราขอยกตัวอย่างจากสิ่งที่ใกล้ตัว

สังเกตไหมคะ ว่าสีของอาหารแต่ละชนิด มีผลต่อความหิว! ร้านเบเกอรี่ส่วนใหญ่มักใช้โทนสีอบอุ่นโทนน้ำตาล นั่นก็เพราะต้องการตอกย้ำเรื่องความเป็นโฮมเมดเบเกอรี อบใหม่สดๆ จากเตา ถือเป็นจิตวิทยาทางการตลาดที่สร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้บริโภค หรือสีสันของยาเม็ด มักใช้สีสันที่สดใส เพราะสีโทนดังกล่าวจะกระตุ้นให้ผู้ป่วยกินยาได้ดีกว่าสีโทนเย็นนั่นเอง

เทรนด์การตลาดทุกวันนี้ จะเกี่ยวของกับ “จิตวิทยาสี” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สีมีอิทธิพลต่อผู้บริโภคแทบทั้งหมด ดังนั้นการออกแบบโลโก้สินค้า สีสันของผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะทั้งหมดทั้งมวลนั้นสะท้อนภาพลักษณ์แบรนด์ได้

5 เทรนด์สีที่โดดเด่นประจำปี 2021

แม้ปีที่ผ่านมาทั่วโลกจะเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่สู้ดีนัก ทว่าทิศทางสีในปีนี้ในภาพรวมยังคงสนุกสนานและหลากหลาย มีทั้งโทนสีสไตล์หรูหราไปจนถึงโทนสีที่ให้ความสงบ อบอุ่นใจ โดยทั้งหมดนั้นทำนายจากสีที่ผู้มีการค้นหามากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา ว่าแล้วก็ไปดู Color of the year 2021! กันเถอะ

1. สีทอง Gold

Gold and Luxury

สีแห่งความหรูหรา แทนความ Glamour ได้อย่างสง่างาม “สีทอง” นับคีย์เวิร์ดที่คนเสิร์ชหาอันดับต้นๆ ทั้งโลโก้ แบคกราวนด์ ตัวอักษร นับเป็นสีพื้นฐานของการออกแบบที่ใช้งานง่าย จับคู่สีได้หลากหลายและให้ผลลัพธ์ที่สวยงาม

นอกจากแง่ของความมั่งคั่งและร่ำรวยแล้ว สีทองยังแสดงออกถึงความอบอุ่น ช่วยแต่งแต้มประกายของสินค้านั้นๆ ได้ดี ทั้งยังสื่อถึงรสชาติที่นุ่มนวลของอาหาร สังเกตได้ว่า เหล้าเกรดดีหลายยี่ห้อ มักใช้สีทองเป็นส่วนหนึ่งของโลโก้และโฆษณา เพื่อแสดงถึงรสชาติอันยอดเยี่ยมอย่างมีระดับ

2. สีอัญมณี Hidden Gems

Hidden Gems

ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าโทนสีอัญมณีเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในวงการงานออกแบบ แบรนด์สินค้าและผลิตภัณฑ์หลายชนิดนิยมใช้สีโทนนี้กันมากขึ้น ด้วยความที่โทนสีนี้มีเสน่ห์ ทั้งยังมีเท็กเจอร์ความระยิบระยับ ให้ฟีลหรูหราและน่าค้นหาในคราวเดียวกัน

นอกจากนี้ สีโทนอัญมณียังถูกสื่อถึงในแง่ของความโชคดี ความมีชีวิตชีวาและดูเป็นธรรมชาติ แบรนด์ดังทั้งหลายจึงนิยมนำสีโทนนี้ไปใช้ในงานโฆษณา รวมถึงโปสเตอร์ต่างๆ เพื่อตอกย้ำ Position ของแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ทั้งดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้ตกหลุมรักผลิตภัณฑ์อย่างง่ายดาย

3. สีฟ้า Sparking Blue

Classic,Blue

ความที่เป็น “Color of the year 2020 by Pantone” สีฟ้าแห่งความสงบจึงกลายเป็นสีโปรดของนักออกแบบตลอดปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องมาถึงปีนี้ ด้วยสถานการณ์โรคระบาดที่สร้างความระส่ำไปทั่วโลก โทนสีเย็นสบายตา น่าจะช่วยหลายคนสบายใจเมื่อได้เห็น

ความคลาสสิกของสีฟ้าเป็นอะไรที่ Forever เสมอ มองไปทีไรก็สัมผัสได้ถึง
ความมั่นคงและความไว้วางใจ ได้ทั้งความมั่นคงเยือกเย็นราวกับมหาสมุทร และหนักแน่นเหมือนท้องฟ้า นับเป็นหนึ่งในสีอันดับต้นๆ ที่คนค้นหาเยอะในช่วงที่ผ่านมา

4. สีเหลือง Illuminating และสีเทา Ultimate Gray

Illuminating

เอ่ยถึง Color of the year 2020 ของ Pantone ไปแล้ว จะไม่พูดถึง Color of the year 2021 ก็คงแปลกไม่น้อย โดยความพิเศษของปีนี้ แพนโทนได้เลือกสีแห่งปีมาถึง 2 สีคู่กัน คือ “เหลือง Illuminating และเทา Ultimate Gray” ขึ้นมาชูโรง

ทางแพนโทนให้เหตุผลที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังเอาไว้ว่า สีเหลืองเป็นตัวแทนแห่งความสดใส ส่วนสีเทาเป็นสีของความเข้มแข็งและอดทน พอทั้งสองสีนี้มาอยู่คู่กัน จะช่วยเติมเต็มความหวัง กำลังใจ ให้ทุกคนผ่านเรื่องราวในปีนี้ไปได้อย่างมีรอยยิ้ม

5. เอิร์ทโทน Earth Tone

Earth Tone

สมัยก่อนสีแนวเอิร์ทโทนไม่ได้ได้รับความนิยมในวงการสีมากนัก เหตุที่ว่านักออกแบบบางคนมองว่าสีแนวนี้เป็นสีกลางๆ ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ จะสดใสหรือเย็นใจไปเลยก็ไม่เชิง ทว่าช่วงหลังๆ วงการแฟชั่นและแวดวงตกแต่งภายใน เริ่มเทใจมาใช้สีแนวนี้เยอะขึ้น

ด้วยความที่โทนสีนี้เป็นสีที่สอดคล้องกับธรรมชาติ มองไปทางไหนก็เจอ
เลยเข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ง่าย ยิ่งช่วงหลังเทรนด์ Eco มาแรง โทนนี้จึงได้รับความนิยมควบคู่กันไป จนได้รับการค้นหามากขึ้นถึงร้อยละ 60

สรุปท้ายบทความ

เห็นภาพรวมของเทรนด์สีปี 2021 กันไปแล้ว มีสีโปรดในดวงใจอยู่ในนี้บ้างหรือเปล่าคะ ถึงไม่มีก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะตกเทรนด์แต่อย่างใด ถึง “เทรนด์” จะเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่เป็น ณ ช่วงเวลานั้น แต่การเป็นส่วนน้อยที่แน่วแน่และแตกต่างก็โดดเด่นได้ไม่แพ้ใคร

ทั้งนี้การมีทิศทางสีที่แน่ชัด ก็เป็นแนวทางที่ดีในการกำหนดงานออกแบบให้ดูเฟรช แล้วอย่าหลงลืมใส่เอกลักษณ์ความเป็นเราลงไป สิ่งเหล่านี้จะช่วยเติมเต็มงานของคุณให้ดูมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น หากคุณยังไม่ได้คำตอบ ลองเข้าไปหาแรงบันดาลใจคูลๆ ได้ที่ Kaidee เรามีทั้งหนังสือและงานศิลปะดีๆ คอยเติมเต็มให้คุณมากมาย

PM 2.5 หรือหิมะ! ทำไมชอบโผล่มาหน้าหนาว

PM 2.5 หรือหิมะ! ทำไมชอบโผล่มาหน้าหนาว

มองออกไปนอกหน้าต่างจากตึกสูงในช่วงอากาศเย็น คาดหวังว่าจะได้เห็นหมอกขาว ราวกับว่าเรายืนอยู่บนยอดเขาในแถบเมืองหนาว แต่ทว่า สิ่งที่เราเห็นว่าสวยงามที่ปกคลุมเมืองใหญ่ กลับไม่ใช่หมอกขาว ไม่ใช่ควัน แต่คือฝุ่น และไม่ใช่แค่ฝุ่นธรรมดา แต่เป็นฝุ่นอนุภาคเล็กที่พลังการทำลายล้างร่างกายสูงอย่าง PM 2.5 ที่ลอยกระจายอยู่ในอากาศกลางเมือง 

PM 2.5 ฝุ่นอนุภาคเล็ก เป็นใคร มาจากไหน

ฝุ่น PM 2.5 มีต้นกำเนิดหลักจากการเผาไหม้ จากการสันดาปของรถยนต์ในอดีต โรงไฟฟ้าถ่านหิน ไอเสียของรถยนต์ประเภทต่างๆ โดยเฉพาะรถยนต์ดีเซล หรือแม้แต่การเผาไหม้ของก๊าซธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแหล่งที่มาของ PM 2.5

มีฝุ่น PM สองชนิด ที่นักระบาดวิทยามีความกังวลเกี่ยวกับการแพร่กระจายในอากาศ คือ ฝุ่น PM 10 และ PM 2.5 ซึ่งฝุ่น PM 10 คือฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน และมีความอันตรายสูงกว่าในส่วนของ PM 2.5 ที่มีขนาด 2.5 ไมครอน ซึ่งเป็นขนาดที่ใหญ่กว่า จึงมีบางอย่างที่สามารถกรองฝุ่นตัวนี้ได้

หากคุณจินตนาการไม่ออกว่าขนาดของ PM 2.5 มีขนาดเท่าไร เราจะขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพคร่าวๆของฝุ่น PM 2.5 จากสิ่งใกล้ตัว อย่างเลือดที่เราเห็นๆกัน ขนาดของเม็ดเลือดแดง อยู่ที่ขนาดประมาณ 6 ไมครอน แต่ถ้ายังไม่ชัดเจนพอ ลองจับผมของคุณขึ้นมาพิจารณาดู โคนผมของคุณที่เล็กแสนเล็กที่เราเห็น มีขนาดความกว้างประมาณ 70 ไมครอน โคนผมมีขนาดที่ใหญ่ขนาดนี้ มองยังยากเลย คุณเห็นไหมล่ะว่า ฝุ่น PM 2.5 มีอนุภาคสามารถทะลุทะลวงมากแค่ไหน

และถึงแม้ว่า ฝุ่น PM จะมีขนาดที่เล็กมาก จนเราไม่สามารถมองเห็นได้ แต่เมื่อเกิดการรวมตัวกันของฝุ่นจำนวนมาก จนคล้ายหมอกในตอนเช้าตามยอดดอย ที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มันจะต้องมีจำนวนมากแค่ไหนกัน เราถึงมองเห็นได้ชัดเจนขนาดนี้ 

หน้าหนาวทีไร ทำไมต้องมา ไขข้อสงสัยได้ที่นี่

ต้องขอเกริ่นก่อนว่า จริงๆแล้วฝุ่นเนี่ย มีอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะเป็นช่วงหน้าร้อนก็ตาม แต่การกระจุกตัวของฝุ่นอาจจะต่างจากช่วงอากาศเย็น

แล้วทำไมฝุ่นต้องมากระจุกตัวกันในช่วงที่อากาศเย็นลง ลองมาดูกลไกการทำงานของอากาศกัน

ประเทศไทย ของเราอยู่ในเขตฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พอทีนี้ในช่วงหน้าหนาวเนี่ย เราได้รับอิทธิพลกำลังลมความกดอากาศสูงจากทางตอนเหนือ ลงมาปกคลุมทุกส่วนในประเทศไทย เมื่ออากาศภายนอกเย็น พื้นดินที่คายความร้อนออกมาสู่ด้านนอกอย่างรวดเร็ว มาปะทะกับอากาศเหนือพื้นดินที่เย็นขึ้น ทำให้อากาศร้อนที่ถูกคายออกมา รวมถึงฝุ่นต่างๆ ไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านมวลอากาศเย็นได้ เพราะไม่มีช่องว่างอากาศให้ผ่าน หรือเรียกง่ายๆว่าอากาศปิด ฝุ่นละอองต่างๆ แม้แต่ฝุ่นอนุภาคเล็กอย่าง PM 2.5 ก็ไม่สามารถผ่านได้ ทำให้ฝุ่นที่กำลังจะผ่านชั้นบรรยากาศไปนั้น ย้อนกลับลงมาสู่พื้นดิน นี่คือเหตุผลที่ทำไม เราจึงเห็นกลุ่มฝุ่นหนาแน่นคล้ายหมอกในช่วงหน้าหนาว หรืออากาศหนาวนั่นเอง

แล้วฝุ่นที่เห็นจะหายไปตอนไหน

เชื่อว่าหลายคน รวมถึงตัวผู้เขียนเอง คงจะเคยตั้งข้อสงสัยกันว่า แล้วฝุ่นที่เราเห็นจะหายไปเมื่อไร และที่หายไปเป็นเพราะสถานการณ์ดีขึ้น หรือปัจจัยของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป วันนี้เราจึงได้ไปค้นหาคำตอบ และเอามาเล่าต่อให้ทุกคนที่มีความสงสัยใคร่รู้ในเรื่องนี้แบบเรา ได้คลายข้อสงสัยที่อยู่ในใจกัน

หากลองสังเกต จะพบว่า ฝุ่นละอองหนาที่เราเห็นลอยอยู่เหนือพื้นดินในช่วงอากาศหนาว จะจางหายลงไป จนมองแทบจะไม่เห็นด้วยตาเปล่าในช่วงหน้าฝนและหน้าร้อน มีคำตอบอยู่ในใจกันแล้วใช่ไหม ว่าฝุ่นหายไปเพราะอะไร ใช่วิธีเดียวกับที่หลายๆที่ พยายามกำจัดฝุ่นโดยใช้ละอองน้ำใช่หรือเปล่า คำตอบในใจคือหยาดฝนที่ตกลงมาในช่วงฤดูฝนใช่หรือไม่

ถ้าถามว่าถูกไหม ก็คงตอบได้เลยว่า ไม่ผิด แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลหลัก ที่ทำให้จำนวนของฝุ่นละอองจางลง เพราะจะเห็นได้ว่า ในช่วงฤดูร้อนที่ไม่มีฝนตก จนดินแตก ก็ไม่ได้มีฝุ่นหนาอย่างที่เห็นในช่วงอากาศหนาว นั่นเป็นเพราะว่า สิ่งที่ทำให้ฝุ่นหายไปจริงๆ นั่นคือ กระแสลม แต่หลายคนอาจจะเถียงในใจว่า ช่วงหน้าหนาวก็มีลมนี่ ทำไมฝุ่นไม่หายไป แต่ในความเป็นจริงคือลมในช่วงหน้าหนาวเป็นลมกำลังอ่อน บวกกับว่า เมื่อฝนตกในช่วงหน้าฝน เจ้าหยาดละอองน้ำฝนเหล่านี้จะจับกับฝุ่น ทำให้ฝุ่นหนักขึ้น และถูกพัดพาออกนอกพื้นที่ด้วยลมที่แรงกว่าปกติ ทว่าฝุ่นเหล่านั้นก็มีเปอร์เซ็นต์ที่อาจจะกลับมาได้ เมื่อฝนหยุดตก เพราะในหน้าฝนก็ยังมีช่วงที่อากาศเย็นอยู่ด้วย

เราลองมาดูคาบเกี่ยวก่อนถึงช่วงฤดูร้อน คือช่วงเดือน มกราคม – มีนาคม ช่วงนี้ป็นช่วงที่พบฝุ่นได้มากที่สุด เนื่องจากเป็นช่วงที่ลมค่อนข้างสงบ การลอยตัวของมลพิษทางอากาศจะลอยตัวขึ้นได้ไม่สูงมากเพราะไม่สามารถผ่านช่องว่างของอากาศได้ ยิ่งในประเทศไทย โดยเฉพาะ กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงศิวิไลซ์ มีแหล่งกำเนิดฝุ่นที่ค่อนข้างเยอะ รวมถึงตึกรามอาคารห้อง ก็มีขนาดสูงกว่า 100 เมตร เป็นจำนวนมาก รองจากโตเกียว ฮ่องกง ทำให้ตึกเหล่านี้ขวางกั้นทิศทางลม และความเร็วลม PM 2.5 จึงไม่สามารถเจือจางความเข้มข้นได้ และวนกลับมาเฉิดฉายอีกครั้ง

เห็นอนุภาคจิ๋วๆแบบนี้ แต่อนุภาพทำลายล้างสูงมาก

หลังจากที่เราไปทำความรู้จักฝุ่น PM 2.5 กันมาคร่าวๆแล้ว ทั้งมาจากไหน มาตอนไหน อยู่อย่างไร ขอบอกให้เตรียมใจนิดนึงก่อนว่า หลังจากนี้ อาจจะฟังดูสยดสยองนิดนึง แต่มันคือสิ่งที่ทุกคนควรรู้ เพื่อที่จะได้ป้องกันตัวเองจากฝุ่น PM 2.5 ได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มากมาย แต่ก็ดีกว่าเราไม่รู้ว่าฝุ่นที่เราสูดไป จะมีผลอย่างไรต่อร่างกายที่แสนน่าทะนุทะถนอมของเราบ้าง

  • ด้วยความที่ PM 2.5 มีขนาดเล็กเพียงครึ่งหนึ่งของเม็ดเลือด ขนจมูกที่ทำหน้าที่กรองสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ไม่สามารถกรองฝุ่น PM 2.5 ได้ และด้วยอนุภาคที่เล็กของฝุ่นนี้ จึงมีความสามารถในการเข้าสู่เส้นเลือดฝอยได้อย่างง่าย สบายๆ และกระจายตัวในร่างกายของเราได้ดี 
  • ฝุ่นมีลักษณะคล้ายสำลีก้อน ผิวขรุขระ จึงมีความสามารถในการพาเพื่อนๆ อย่าง แคดเนียม ปรอท โลหะ ไฮโดรคาร์บอน ซึ่งเป็นสารพิษตั้งต้นที่จะนำโรคมะเร็ง และโรคอื่นๆ มาถือกำเนิดในร่างกายของเราด้วย
  • อาการเริ่มต้น เมื่อร่างกายได้รับฝุ่น PM 2.5 ในปริมาณมากเกินไป จนเกิดอาการแพ้ เช่น ผิวหนังจะเป็นตุ่ม เป็นผื่น กระจายทั่วผิวหนัง, ตาจะแดงจนเห็นเส้นเลือดในตา เปลือกตาบวมคล้ายอาการคนเป็นภูมิแพ้ น้ำตาไหลตลอดเวลา ใต้ตาช้ำและคล้ำขึ้น, ระบบทางเดินหายใจ อาการคันจมูก แน่นจมูก มีน้ำมูก จาม คล้ายคนเป็นภูมิแพ้ แต่อาการจะหนักกว่า ลามไปถึงการแน่นหน้าอก
  • ในระยะยาว ฝุ่น PM 2.5 ที่สะสมอยู่ในร่างกายปริมาณมากและยาวนาน จะถูกสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อปอด ทำให้การทำงานของปอดเสื่อมสภาพลง หลอดลมอักเสบส่งผลให้ คนเป็นภูมิแพ้จะอาการกำเริบง่ายขึ้น ลามไปจนถึงเป็นหอบหืด สมองมีพัฒนาการช้าลง สมาธิสั้นมากขึ้น หนักๆเข้าการสะสมในร่างกายในปริมาณที่มาก ยังก่อให้เกิด มะเร็งปอด หัวใจขาดเลือด ปอดอักเสบ
ค่าดัชนีคุณภาพอากาศของ US EPA

ในปัจจุบันมีการตรวจวัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศ โดยการตั้งเครื่องตรวจวัดในจุดเดียวกันจากหลายๆหน่วยงาน และแจ้งค่าฝุ่นให้ประชาชนผู้มีความเสี่ยงอย่างเราได้รับรู้ด้วยแอปพลิเคชันบนมือถือ แจ้งค่า AQI (Air Quality Index) ที่เป็นข้อมูลแสดงค่าความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศที่ทำการคำนวณค่ามาเรียบร้อยแล้ว และสื่อสารออกมาให้ง่ายต่อการเข้าใจข้อมูล แต่เราจะดูค่า AQI อย่างไร ให้เข้าใจและเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับฝุ่นที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

โดยค่า AQI บนตาราง เป็นมาตรฐานการวัดตามเกณฑ์ของ US EPA ที่มีการแสดงสีและค่าดัชนีคุณภาพอากาศบนแอปพลิเคชัน ซึ่งจากที่ได้ทำการศึกษามา แอปพลิเคชันแต่ละตัว มีการแสดงสีและตัวเลขที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยเบื้องต้นอย่าง

  • สีกำกับที่แสดงค่า AQI ในแอปพลิเคชัน แต่ละประเทศ มีการกำหนดค่าไว้แตกต่างกัน  ในแต่ละประเทศมีการกำหนดค่าการวัดคุณภาพอากาศ และมาตรฐานการแสดงผลที่แตกต่างกันไป เนื่องจากในแต่ละประเทศก็มีสภาพแวดล้อม อุณหภูมิที่แตกต่างกัน อย่างในประเทศไทย การวัดค่าดัชนีคุณภาพทางอากศ ก็มีการนำค่าอื่นๆ เช่น โอโซน, PM 2.5, PM 10, ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์,ไนโตรเจนไดออกไซด์, และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ มาประกอบการคำนวณคุณภาพอากาศด้วย
  • ตัวเลขค่าฝุ่นก็ไม่เท่ากัน การคำนวณค่าดัชนีคุณภาพอากาศของไทย และ EPA มีสูตรคำนวณที่แตกต่างกัน มาตรฐานการคำนวณที่แตกต่างกัน ทำให้ตัวเลขดัชนีคุณภาพอากาศจึงไม่เท่ากัน
  • การดึงข้อมูลจากสถานีวัดก็มีดัชนีที่ไม่เท่ากัน บางแอปพลิเคชัน จะมีการดึงข้อมูลมาจากจุดตรวจวัดเดียว เครื่องตรวจวัดเดียว ซึ่งอาจจะให้ค่าดัชนีคุณภาพอากาศไม่เท่ากับบางแอปพลิเคชัน ที่มีการดึงข้อมูลดังกล่าว มาจากหลายเครื่องมือในการวัดดัชนีอากาศ

อยากเซฟตัวเองจากฝุ่นที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ทำยังไงดี

  • หากไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการออกไปทำกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานเยอะๆนอกบ้าน
  • ใครที่เป็นสายสปอร์ต รักในการออกกำลังกายกลางแจ้ง อยากขอแสดงความห่วงใยว่า หากหลีกเลี่ยงได้ให้หลีกเลี่ยงการออกไปรับฝุ่นเข้าสู่เส้นเลือดก่อน แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ แนะนำว่า ให้ออกกำลังกายในสวนสาธารณะหรือสถานที่ที่มีต้นไม้เยอะๆ เพราะนอกจากหน้ากากกันฝุ่นแล้ว ต้นไม้ยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยสามารถช่วยกรองฝุ่นได้
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายช่วงเช้า หรือในบริเวณที่มีฝุ่นสูง เช่น ริมถนน และห้ามใส่หน้ากาก N95 ตอนออกกำลังกายเด็ดขาด ช็อคได้เลยนะคุณ
  • ปิดประตู หน้าต่าง ป้องกันฝุ่น ถ้าปิดไม่ได้ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเป็นผ้าม่าน
  • กำลังจะออกจากบ้าน สวมหน้ากากแล้ว แต่ไม่ใช่หน้ากากกันฝุ่น N95 ก็ให้ผลลัพธ์ที่แทบจะไม่ต่างกับการไม่ใส่หน้ากาก ถ้าหากเราไม่มีหน้ากากกันฝุ่นจริงๆ ให้ใช้หน้ากากอนามัยธรรมดาแล้วนำกระดาษทิชชู่มาซ้อนกัน 2 ชั้น หรือผ้าชุบน้ำปิดมูกแทนได้ชั่วคราว แต่วิธีนี้ก็ช่วยป้องกันได้ระดับหนึ่งเท่านั้นนะ
  • ใส่ N95 แต่ใส่แบบหลวม ก็ไม่ช่วยอีกเช่นกัน แถมเปลืองอีกด้วย ถ้าจะให้ถูกต้อง ดึงสายรัดให้แน่น กดขอบลวดด้านบนให้พอดีกับดั้งจมูก เช็คอีกครั้งด้วยการหายใจ ถ้าไม่มีลมรั่วออกมา ถือว่าผ่าน และเปลี่ยนบ่อยๆ อย่าใช้ซ้ำเกินสามวัน เพื่อป้องกันการเสื่อมประสิทธิภาพของหน้ากาก
  • กินน้ำเยอะๆ เพื่อช่วยขับฝุ่นในร่างกาย ถ้าสะดวกก็กลั้วคอด้วยน้ำเปล่า
  • กลุ่มที่มีภาวะเสี่ยง เช่น ผู้หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก หรือกลุ่มที่ไวต่อการรับสารมลพิษ ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ และหลีกเลี่ยงการออกไปสัมผัสกับฝุ่น
  • ใครที่เป็นภูมิแพ้ หรือมีความไวต่อมลพิษทางอากาศ​ อย่าลืมเตรียมยาไว้ให้พร้อมอยู่เสมอ

หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็อยู่ร่วมกันไปเลยแล้วกัน

ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นวาระแห่งชาติของประเทศไทยที่ได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมาก ประชาชนส่วนใหญ่ รับรู้และเตรียมรับมือเป็นอย่างดี ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เร่งดำเนินการแก้ไขมาตั้งแต่ราวปี 2561 จนถึงปัจจุบัน แม้ว่าจะมีการแก้ปัญหาเบื้องต้นแล้ว แต่ก็ยังไม่มีท่าว่า PM 2.5 จะลดลงมากเท่าไร ยกเว้นเสียแต่ว่า จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในรอบปี ค่าฝุ่นถึงจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฝุ่นจะหายไปนะ แค่ย้ายจากกลุ่มฝุ่น เป็นละอองฝุ่นบางเบาที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเท่านั้น

วิธีการที่ดีที่สุด หากเราไม่สามารถแก้ปัญหาจากต้นตอของมลพิษได้ ก็คือการหาวิธีป้องกันตัวเองเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็น การเลือกซื้อหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่น, การเลือกต้นไม้มาช่วยฟอกอากาศในบ้าน, เครื่องดูดฝุ่นช่วยกำจัดฝุ่นในบ้าน หรือเลือกเครื่องออกกำลังกายดีๆสักชิ้นเพื่อลดโอกาสสัมผัสกับฝุ่นให้น้อยที่สุด

การออกแบบบ้านในยุคโควิด-19 เป็นอย่างไร ไปดูกัน!

การออกแบบบ้านในยุคโควิด-19 เป็นอย่างไร ไปดูกัน!

โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อผู้คนเป็นอย่างมาก และยังนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันที่เราไม่ทันตั้งตัว ทั้งอาหารเดลิเวอรี่ที่มีอัตราการเติบโตสูง ไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนที่ต้องปรับเปลี่ยน และรูปแบบการทำงานที่บ้าน ที่หลายคนปรารถนามาแสนนาน

“การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ส่งผลให้ผู้คนต้องอยู่บ้านมากขึ้น ในระยะเวลาที่นานขึ้น”

นอกจากพื้นที่พักผ่อนยามค่ำคืน บ้านยังต้องผสมผสานระหว่างศูนย์รวมความบันเทิง และพื้นที่การทำงานเข้าไว้ด้วยกัน การออกแบบบ้านในปี 2021 เป็นต้นไปนี้ จึงต้องคำนึงถึงข้อนี้เป็นหลัก

การออกแบบบ้านในยุคโควิด-19 เป็นอย่างไร

วันนี้ kaidee property ขอเชิญชวนผู้อ่านทุกคนมาดูเทรนด์การออกแบบบ้านที่เปลี่ยนไปเพราะสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน หากใครอ่านจบแล้ว ก็สามารถนำไปเป็นไอเดียการออกแบบบ้านใหม่ หรือรีโนเวทบ้านหลังเดิมของคุณได้ทันที

แต่ก่อนอื่นเลย ต้องบอกสักนิดว่าเทรนด์เหล่านี้ล้วนมาจากต่างประเทศแทบทั้งสิ้น หากจะนำมาปรับใช้กับที่อยู่อาศัยในประเทศไทย อาจจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนสักเล็กน้อย แต่ถึงอย่างไร ก็ถือเป็นแนวทางเริ่มต้นในการออกแบบบ้านที่ดีไม่น้อยเลย

Wood Bagot และการออกแบบบ้านที่ปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้ตามใจชอบ
ขอบคุณภาพจาก Builder News

พื้นที่บ้านที่ปรับเปลี่ยนได้ดั่งใจต้องการ

เรื่องแรกที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของพื้นที่ภายในบ้าน เพราะอย่างที่กล่าวไป ผู้คนต้องหันมาใช้ชีวิตภายในบ้านมากขึ้น ซึ่งหมายความว่า 1 ห้องภายในบ้านจะต้องทำหน้าที่มากกว่า 1 อย่าง

ห้องนั่งเล่นอาจกลายเป็นห้องรับแขก และห้องทำงานในเวลากลางวัน หรือฟิตเนสในตอนเย็น ก่อนที่จะกลายเป็นศูนย์รวมความบันเทิงครบวงจรในตอนกลางคืน

นั่นหมายความว่า พื้นที่ภายในห้องเหล่านี้จะต้องกว้างขวาง อีกทั้งมีความยืดหยุ่น และสามารถปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของผู้ใช้งาน หรืออาจถึงขั้นเพิ่มลดขนาดของห้องได้อย่างอิสระเลยทีเดียว ฉากกั้นห้องอาจตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้พอตัว

แต่หากจะนึกถึงงานออกแบบที่ฉีกกรอบเรื่องของการเพิ่มลดขนาดห้องได้อย่างอิสระ Wood Bagot ถือเป็นตัวอย่างในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ด้วยดีไซน์เรียบง่าย แต่แฝงด้วยฟังก์ชันสุดล้ำคือคุณสามารถเลื่อนกำแพงไปมาเพื่อปรับขนาดของแต่ละห้องได้ตามใจชอบ

นอกจากจะเพิ่มประโยชน์ใช้สอยให้พื้นที่ภายในบ้านเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการประหยัดการใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์เชื่อมต่อของแต่ละห้องอีกด้วย

พื้นที่กลางแจ้งที่ส่วนตัว เพลงใหม่ Getsunova

ต่อให้สถานการณ์ในปัจจุบันจะเป็นอย่างไร ธรรมชาติกับมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้อยู่ดี ยิ่งในเวลาที่ทุกสิ่งไม่เป็นใจเช่นนี้ เราอาจยิ่งโหยหาธรรมชาติมากขึ้นก็เป็นได้

การออกแบบบ้านต่อจากนี้ไปจึงให้ความสำคัญกับพื้นที่บริเวณรอบบ้าน โดยการนำพื้นที่กลางแจ้งมาผสานเข้ากับตัวบ้านให้ลงตัวมากขึ้น หน้าที่ของนักออกแบบคือการผนวกสองพื้นที่นี้ให้เข้ากันแบบไร้รอยต่อมากที่สุด เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยไม่ถูกตัดขาดจากธรรมชาติ

พื้นที่กลางแจ้งภายในบ้านจะยิ่งมีบทบาทมากยิ่งขึ้น
ขอขอบคุณภาพจาก Street Easy

สิ่งที่เราจะเห็นได้ชัดในงานออกแบบประเภทนี้คือ ลานหน้าบ้านที่ต่อเข้าโดยตรงห้องรับแขก สวนหย่อมขนาดเล็กหลังบ้าน หรือระเบียงกว้างหน้าห้องนอนที่สามารถเปิดรับบรรยากาศในยามเช้า

Working from Home Design

แน่นอนว่าสถานการณ์ปัจจุบันบีบคั้นให้หลายบริษัทต้องเริ่มนำนโยบายการ Work From Home มาใช้อย่างเร่งด่วน ซึ่งหากยังจำกันได้ เราจะเคยได้ยินเสียงโอดครวญจากบรรดาพนักงานในช่วงแรกของการทำงานที่บ้าน เพราะไม่ใช่ทุกคนที่สภาพแวดล้อมของบ้านจะเหมาะสมต่อการทำงาน อีกทั้งการทำงานที่โต๊ะกินข้าวตลอดทั้งวันก็ไม่ใช่อะไรที่เจริญหูเจริญตานัก

พื้นที่ทำงานและพื้นที่อยู่อาศัยคือคนละส่วนกันอย่างสิ้นเชิง

ด้วยเหตุนี้ บ้านจึงต้องถูกออกแบบให้สอดรับกับการทำงานแบบ Remote (ทางไกล) มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นที่แน่นอนแล้วว่า Remote Working จะกลายเป็นมาตรฐานของการทำงานในอนาคต เราจะเห็นดีไซน์การออกแบบบ้านห้องทำงานที่ดูมีมิติมากยิ่งขึ้น สามารถใช้สอยประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

Buried Studio ไอเดียห้องทำงานสุดล้ำ
ขอบคุณภาพจาก Architizer

หรือจะเป็นตัวอย่างการออกแบบนี้จากนักออกแบบชาวบราซิลกับผลงานที่มีชื่อว่า “สตูดิโอจมธรณี” (Buried Studio) ซึ่งจับห้องทำงานมาฝังไว้ท่ามกลางธรรมชาติได้อย่างสวยงามลงตัว รวมกันออกมาเป็น Home Office ที่ดูโดดเด่นภายใต้ความกลืนไปกับธรรมชาติ

Mudroom ที่ไม่ได้แปลว่าห้องโคลน

พื้นที่ระหว่างประตูกับส่วนอื่นของบ้านจะได้รับความสำคัญมากขึ้น

คนไทยอาจไม่ค่อยคุ้นชินกับคำนี้สักเท่าไร ด้วยความที่ห้องดังกล่าวไม่เป็นที่พบเห็นในบ้านในประเทศไทยเท่าไรนัก

Mudroom คือห้องหรือพื้นที่ขนาดเล็กที่ติดกับประตูทางเข้าบ้าน เป็นส่วนที่มีไว้ให้ผู้อยู่อาศัยหรือแขกถอดเก็บรองเท้า แขวนเสื้อคลุมก่อนเข้าตัวบ้าน ซึ่งบ้านในประเทศไทยมักไม่ค่อยแยกพื้นที่นี้ออกจากห้องรับแขก แต่หากดูสไตล์การออกแบบบ้านในต่างประเทศ เราจะเห็น Mudroom แยกออกมาเป็นอีกห้องหนึ่งเลยทีเดียว

ด้วยความที่สุขอนามัยเป็นเรื่องสำคัญในปัจจุบัน Mudroom จึงได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เพราะถือเป็นพื้นที่ให้เราได้จัดการตัวเอง ทั้งถอดรองเท้า เก็บสัมภาระ หรือแม้แต่การทำความสะอาดตัวเองก่อนเข้าสู่ตัวบ้าน

Home Fitness สุขภาพดีเริ่มได้ที่บ้าน

แม้ว่าการออกไปนอกบ้านจะเป็นเรื่องลำบาก แต่การสะสมตัวของไขมันกลับง่ายกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด เพราะฉะนั้น เรื่องของสุขภาพจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย

เมื่อฟิตเนสหรือสวนสาธารณะไม่ใช่คำตอบ การเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นยิมส่วนตัวจึงดูเป็นหนทางเดียวที่เราจะรักษาสุขภาพได้ พื้นที่ภายในบ้านจึงต้องกว้างขวางพอที่จะตอบรับการเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างอิสระ

และยังรวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยส่งเสริมการออกกำลังกาย อย่างระบบเสียงและความคมชัดของภาพ ก็เป็นสิ่งที่เริ่มมีความจำเป็นมากขึ้นเพื่อตอบสนองเทรนด์การออกกำลังกายที่บ้าน (Work out from Home) ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งรวมถึงเทรนด์อย่าง Online Trainer หรือการฝึกกับเทรนเนอร์ผ่าน Video Calling ด้วย

สีแนวเอิร์ธโทนกำลังมาแรง

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า สีของตัวบ้านสามารถสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป สีสว่างจะช่วยให้ตัวบ้านดูมีสีสันตลอดเวลา ส่วนสีโทนมืดจะให้ผลลัพธ์ในเชิงตรงกันข้าม คือให้ความรู้สึกสุขุมนุ่มลึก สงบเรียบร้อยภายในบ้าน

สีเอิร์ธโทน
สีเอิร์ธโทนทำให้เรามีสมาธิและความผ่อนคลาย

ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบบ้านชื่อดังอย่าง Natasha Bradley เสนอให้มีการใช้สีเอิร์ธโทนในการตกแต่งบ้าน เพราะสีโทนนี้มีประโยชน์มากกว่าที่ใครหลายคนคิด เป็นโทนสีที่ช่วยสร้างเสริมสมาธิในการทำงาน และช่วยสร้างความผ่อนคลาย มอบความเย็นตาให้กับผู้มอง โดยแนวคิดมาจากเทรนด์การทำงานที่ผู้คนต้องทำงานที่บ้านมากขึ้นนั่นเอง

เพิ่มอากาศบริสุทธิ์ด้วยระบบฟอกอากาศ

ส่วนเรื่องสุดท้ายนี้ อาจไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์โควิด-19 เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของคุณภาพอากาศภายในประเทศที่ย่ำแย่มาสักพักหนึ่งแล้ว หากปล่อยไว้อย่างนี้ต่อไป ไม่รู้ว่าจุดจบจะเป็นภูมิแพ้หรือโควิด-19 ก่อนกัน

ด้วยเหตุนี้ ผู้คนจึงมองหาตัวช่วยที่อย่างน้อย จะทำให้อากาศที่ไหลเวียนเข้ามาภายในบ้านเป็นอากาศบริสุทธิ์ เราจะพบเห็นการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศภายในบ้านมากขึ้น หรือการที่ผู้คนเลือกใช้เครื่องปรับอากาศที่มีระบบฟอกอากาศในตัวเครื่อง มากกว่าระบบปรับอากาศแบบเดิมๆ

เครื่องฟอกอากาศ
อากาศดี เป็นใครก็ชอบ

จะดีกว่าไหม ถ้ามีตัวช่วยเรื่องการออกแบบ

สถานการณ์โควิด-19 ที่อยู่กับเรามาร่วมปีนั้น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย หนึ่งในนั้นคือเรื่องของการออกแบบบ้านให้สอดรับกับความปลอดภัย และตอบสนองต่อการอยู่อาศัยมากขึ้น ทั้งการใช้สอยพื้นที่ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น การให้ความสำคัญกับพื้นที่รอบบ้าน หรือการใช้สีเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศด้านบวกภายในตัวบ้าน

แต่ไม่ว่าเทรนด์การออกแบบบ้านของคุณจะเป็นอย่างไร หากคุณต้องการตัวช่วยในเรื่องการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุอุปกรณ์ หรือของใช้แต่งบ้านเพิ่มเติม เราขอแนะนำให้แวะที่ kaidee.com เพราะมีครบทั้งของใช้ ของแต่งบ้าน หรืออยากได้บ้านใหม่ทั้งหลังก็เข้าไปดูได้เลย

เส้นทางของรถ Tesla ที่ไม่ราบเรียบด้วยกลีบกุหลาบ

เส้นทางของรถ Tesla ที่ไม่ราบเรียบด้วยกลีบกุหลาบ

หากพูดถึง Tesla คุณนึกถึงอะไร ? รถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือผู้บริหารทรงอิทธิพลอย่าง Elon Musk แต่ใครจะรู้ว่ากว่าจะเป็น Tesla ในปัจจุบัน บริษัทนี้ผ่านอะไรมามากกว่าที่คุณคิด

จุดเริ่มต้น

จริง ๆ แล้ว ผู้ก่อตั้ง Tesla ไม่ใช่ Elon Musk แต่เป็นวิศวกรชาวอเมริกันอย่าง Martin Eberhard และ Marc Tarpenning ผู้ที่เล็งเห็นว่ารถยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่จะเป็นทางเลือกใหม่ของรถในอนาคต พวกเขาจึงเริ่มสร้างรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นตั้งแต่นั้นมา 

ส่วนที่มาของชื่อบริษัทอย่าง เทสลา มอเตอร์ ได้ถูกตั้งขึ้นเพื่อสรรเสริญ “นิโคลา เทสลา” นักประดิษฐ์และวิศวกรไฟฟ้าชาวอเมริกัน ผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้คิดค้นมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับและออกแบบระบบไฟฟ้า

ต่อมาพวกเขาได้เข้าพบ Elon Musk ซึ่งในตอนนั้นถือว่าเป็นนักธุรกิจด้านเทคโนโลยีที่กำลังมาแรง เนื่องจากเพิ่งขาย Paypal แพลตฟอร์มจ่ายเงินออนไลน์ให้กับ eBay ในปี 2002 ซึ่งตัว Elon เองก็มีความสนใจเรื่องดังกล่าวเช่นกัน ทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วม Tesla ในปี 2004 และดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารจนปัจจุบัน (พร้อมทำ SpaceX ควบคู่ไปด้วย)

ปัญหาระหว่างทาง

Tesla คืออีกหนึ่งบริษัทที่ล้มลุกคลุกคลานไม่แพ้บริษัทอื่น ๆ เพราะตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทและผลิตรถยนต์ออกจำหน่าย บริษัทยังไม่แสดงผลกำไรให้ผู้ถือหุ้นได้เห็นเลย นับตั้งแต่ปี 2010-2019 ซึ่งใครจะรู้ว่าบริษัทรถยนต์แห่งอนาคตจะประสบกับสภาวะขาดทุนต่อเนื่องทุกปี ย้ำ ทุกปี ! ทำให้ในช่วงปี 2016-2018 มีการตั้งข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์หลายรายว่า Tesla จะล้มละลาย หรือต้องขายกิจการกันแน่

เพราะถึงแม้ว่าจะมียอดขายอย่างถล่มทลายในสหรัฐอเมริกา แต่ถ้ามองเชิงของการบริหารธุรกิจแล้ว ก็ยังมีคำถามอยู่ดีว่าทำไม Tesla ยังขาดทุนทุกปี อีกทั้งยังต้องหาเงินเข้ามาพยุงกิจการเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ มันเกิดอะไรขึ้น

ซึ่งประเด็นนี้ก็มีคำตอบอยู่ในรายงานผลประกอบการว่า Tesla ยังไม่สามารถผลิตได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ อีกทั้งยังมีการลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสร้างโรงงาน การขยายกิจการ หรือแม้แต่ในส่วนของการวิจัยและพัฒนา

แต่ในด้านของนักลงทุน พวกเขายังมีความเชื่อมั่นในตัวของ Elon Musk และ Tesla อยู่มาก ทำให้ราคาหุ้นอยู่ในระดับ 200-300 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้นมาโดยตลอดหลายปี (แม้จะขาดทุนอยู่ตลอดก็ตาม)

ช่วงผลิกผัน

ในที่สุดกลิ่นของการรอยคอยผสมกับความอดทนนั้นหอมหวานเสมอ เพราะหลังจากที่ผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากมาได้ ปี 2019 นับว่าเป็นปีแรกที่เลขงบประมาณประจำปีของบริษัทรถยนต์แห่งนี้กลายเป็นสีเขียว

ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงกลางปี 2020 มูลค่าในตลาดหุ้นของพวกเขาก็ทะยานแซงคู่แข่งคนอื่น ๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อแม้บริษัทจะก่อตั้งได้เพียง 17 ปีเท่านั้น

จุดแข็งที่เป็นมากกว่ารถยนต์ไฟฟ้า

รู้หรือไม่ ? รุ่นรถของ Tesla เมื่อนำตัวสะกดมารวมกันจะเป็นคำว่า S-E-X-Y (S3XY)

S = Model S

E = Model 3

X = Model X

Y = Model Y

1. บริษัทในฝันของคนทำงาน

ไม่แปลกใจถ้า Tesla จะเป็นหนึ่งบริษัทในอุดมคติสำหรับเหล่าคนทำงาน เนื่องจากบริษัทแห่งนี้มีทั้งความหลากหลาย มีไอเดียใหม่ ๆ มากมายให้ลองทำ รวมไปถึงมีวัฒนธรรมที่ส่งเสริมนวัตกรรมต่าง ๆ มากมาย

นอกจากนี้ Tesla ยังได้รับเลือกให้อยู่ในรายการ ‘America’s Best Employer 2019’ ของ Forbes อีกด้วย

2. บริษัทชั้นนำด้านยานยนต์

แม้จะมีปัญหาและข่าวคราวเชิงลบเข้ามาให้เห็นหลายต่อหลายครั้ง แต่ยอดขายของ Tesla กลับสวนทาง และมีแนวโน้มว่าจะมากขึ้นเรื่อย ๆ Tesla จึงกลายเป็นบริษัทยานยนต์ชั้นนำอย่างไม่ต้องสงสัย

ในปี 2019 พวกเขา มียอดจำหน่ายรถยนต์ถึง 367,500 คัน และมากขึ้นถึง 499,550 คัน ในปี 2020 เรียกได้ว่ามาแรงจริง ๆ ในวงการรถยนต์

3. เป็นที่ยอมรับเรื่องยานยนต์ไฟฟ้า

ถ้าเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้ออื่น ๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ารถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla ครองสามอันดับแรกในแง่ของการขับขี่ ยกตัวอย่างเช่น Tesla รุ่น Model S ขับขี่ได้ไกลได้ไกลถึง 600 กิโลเมตรด้วยการชาร์จแบตเตอรี่หนึ่งครั้งเลยทีเดียว ในขณะที่แบรนด์เพื่อนบ้านอย่าง Opel Ampera สามารถขับขี่ได้ราวๆ 520 กิโลเมตร

4. อุ่นใจ ปลอดภัยแน่นอน

Tesla ได้เปิดตัวโครงการประกันภัยที่ครอบคลุมด้านต่างๆ ร่วมกับบริษัทประกันภัย Liberty Mutual ภายใต้ชื่อ InsureMyTesla

5. บริษัทแห่งนวัตกรรม

ด้วยความที่ Tesla เป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมสูงมาก เห็นได้จาากการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น รถบรรทุกกึ่งไฟฟ้าเต็มรูปแบบคันแรกของโลก รวมถึงรถสปอร์ตรุ่นใหม่ ๆ ทำให้ตลาดมีความเชื่อมั่นและคาดหวังว่า Tesla จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถแข่งขันและทำกำไรได้ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าพวกเขาทำได้ จะนำไปสู่ผลกำไรอย่างมหาศาลแน่นอน

สรุปบทความ

ถึงตรงนี้ เรามั่นใจว่าหลาย ๆ คนคงรู้จักกับ Tesla กันมากขึ้น แต่ถ้าถามว่าแล้วเจ้ารถยี่ห้อนี้จะเข้ามาผลิตหรือจำหน่ายในประเทศไทยหรือไม่ ยังคงเป็นเรื่องที่ดูห่างไกลจากความเป็นจริง เนื่องจากนโยบายของเทสลายังไม่มีการตั้งตัวแทนจำหน่ายหรือให้สิทธิในการนำเข้ามาจำหน่ายแต่อย่างใด เพราะถ้าพวกเขาจะทำการตลาดจริง ๆ พวกเขาจะเข้ามาดูแลด้วยตัวเอง แต่ทางเราก็ได้เห็นรถยนต์ค่ายนี้วิ่งบนท้องถนนในประเทศไทยอยู่บ้าง ส่วนในอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้น ต้องติดตามกันต่อไป

5 แบรนด์เทียนหอมตัวดัง ต้องตำมาติดบ้าน

5 แบรนด์เทียนหอมตัวดัง ต้องตำมาติดบ้าน

เทียนหอม กลายเป็นไอเท็มฮอต ที่หลายคนเลือกไปเป็นอุปกรณ์แต่งบ้าน กลิ่นเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่สามารถดึงดูดความสนใจของเราได้เป็นอย่างดี และกลิ่นยังให้ความรู้สึกผ่อนคลาย  อบอุ่น และปลอดภัยกับเราได้อีกด้วย เทียนหอมจึงกลายเป็นอีกหนึ่ง Decorate item เป็นที่ต้องการของนักแต่งห้องสายมินิมอล และคนที่ชอบให้บรรยากาศในห้องรู้สึกผ่อนคลาย วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จัก 5 แบรนด์เทียนหอม สุดหอมที่สร้างบรรยากาศที่ดี และหอมอบอวลในห้องนอน และในบ้านของเรา

เทียนหอม 5 แบรนด์ ที่บอกเลยว่า หอมจับจิต จุดตอนไหนก็ติดใจ

หากใครอยากลองเข้าวงการเทียนหอม แต่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อเทียนหอมแบรนด์ไหนดี ลองมาดู 5 แบรนด์เทียนหอมที่หอมจับใจ จุดตรงไหนก็เคลิ้ม ไปเลย 

BYREDO

เทียนหอมต้นกำเนิดจากสวีเดน ชื่อเสียงเรียงนามอาจจะไม่คุ้นหูมากนัก อย่าง Byredo แบรนด์น้ำหอม Luxury เกิดขึ้นในปี 2006 โดย Ben Gorham จุดเด่นของแบรนด์ Ben Gorham ตั้งใจให้ Byredo เป็นแบรนด์คุณภาพสูง ที่สามารถสื่อสารอารมณ์และบอกเล่าเรื่องราวความทรงจำต่างๆผ่านผลิตภัณฑ์ได้ Byredo เป็นแบรนด์ที่ปฏิวัติวงการสินค้าให้ดู modern luxury มากขึ้น แต่ด้วยความ High-end-Luxury ของแบรนด์ Byredo ทำให้แบรนด์นี้ถูกขนามนามว่าเป็น Niche Brand ของวงการเครื่องหอม

แต่แบรนด์เครื่องหอมจาก Stolkholm อย่าง Byredo ไม่ได้มีแค่น้ำหอมเพียงเท่านั้น Ben Gorham ตั้งใจทำผลิตภัณฑ์เทียนหอมขึ้นมา เพื่อให้เทียนหอมเป็นอีกหนึ่งไอเท็ม ที่จะช่วยถ่ายทอดความรู้สึก และทำให้เราจดจำสถานการณ์ต่างๆ ได้ผ่านกลิ่นสัมผัสที่ทาง Byredo ได้ตั้งใจทำขึ้น แม้ว่า Byredo จะมีราคาที่ค่อนข้างสูง แต่กลิ่นที่ยูนิคและความเฉพาะของแบรนด์นี้ ทำให้ Byredo กลายเป็นแบรนด์น้ำหอมที่บุกตลาดเทียนหอม และครองใจสาวกเทียนหอมได้อย่างมาก

กลิ่นแนะนำ : Bibliothèque ให้ความรู้สึกอบอุ่น โคซี่ ด้วยการผสมผสานกันของกลิ่นลูกพลัม วานิลลา 

Cr. www.byredo.com

DIPTYQUE

แบรนด์เครื่องหอมสุดหรู ที่ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1961 บนถนน Boulevard Saint-Germain  ที่เมืองแฟชั่นอย่างฝรั่งเศส  ผู้นำด้านความหรูหรา รวมถึงศิลปะในการใช้ชีวิต ที่ชื่อคุ้นหู อย่าง DIPTYQUE ด้วยความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ บวกกับงานศิลปะที่แบรนด์ดังของฝรั่งเศส ตั้งใจบอกเรื่องราวต่างๆผ่านเครื่องหอมของ DIPTYQUE ที่ทางแบรนด์ตั้งใจทำออกมา ไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปที่เพศใดเพศหนึ่ง แต่เป็น DIPTYQUE คือ Unisex Brand 

นอกจากเอกลักษณ์กลิ่นหอมของเทียนหอม DIPTYQUE แล้ว อีกหนึ่งจุดเด่นก็คือ การบอกผ่านงานศิลปะ การบอกเรื่องราวต่างๆ สถานที่ ผู้คน ผ่านผลิตภัณฑ์ของ DIPTYQUE ทำให้เราจดจำความรู้สึกในช่วงเวลานั้น เมื่อเราได้กลิ่นหอมๆ ยามที่เราจุดเทียนหอม ทำให้ห้องของเราหอมฟุ้ง ไม่น่าเบื่อ มีสีสัน และอบอุ่นไปพร้อมๆกัน

กลิ่นแนะนำ : Baies

Cr. www.diptyque.com

Jo Malone London

อีกหนึ่งแบรนด์น้ำหอมจากเมืองผู้ดี London ที่มาพร้อมกับกลิ่นหอมหวน ชวนให้ใครๆก็หลงรัก ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1994 หากคุณได้ประทิน Jo Malone ลงบนผิวกาย หรือใช้เป็นไอเท็มในบ้าน รูปแบบแพ็กเกจจิ้ง การออกแบบบรรยากาศรอบข้าง จนไปถึงเอกลักษณ์ความหอมของ Jo Malone จะช่วยส่งลุคของคุณให้คุณดูสง่างาม หรูหราและคลาสสิค ราวกับมาจากตระกูลผู้ดีแห่งเมืองอังกฤษ  

ผลิตภัณฑ์ของ Jo Malone ไม่ได้มีเพียงแค่น้ำหอม ที่ชวนให้ผู้คนหลงใหล แต่ยังมีผลิตภัณฑ์อย่างโคโลญจน์ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการปรับอากาศภายในบ้าน และไอเท็มติดบ้านอย่างเทียนหอม Jo Malone ทำเครื่องหอมขึ้นมาหลายสไตล์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างในทุกๆสไตล์ ที่มีการคัดสรรวัตถุดิบพิเศษจากผลไม้ เครื่องเทศ หนังสัตว์ และกลิ่นพิเศษโดดเด่น ในประเทศอังกฤษ  หากคุณเป็นหนึ่งคนที่รักในเทียนหอม และเลือกให้ Jo Malone เป็นไอเท็มในบ้านของคุณ คุณจะกลายเป็นผู้ดีได้ทุกวัน เหมือนอยู่กลางเมืองอังกฤษเลยล่ะ

กลิ่นแนะนำ : English Pear & Freesia, Peony & Blush Suede, Wood Sage & Sea Salt

cr. www.Jomalone.com

Ma Chandelle

Ma Chandelle แบรนด์เครื่องหอมฝีมือคนไทย ที่คัดสรรวัตถุดิบชั้นยอดจากฝรั่งเศส นำมารังสรรค์เทียนหอมแบบผสมผสานกลิ่นอายของชาวปารีเชียง จุดเด่นของ Ma Chandelle คือการใช้น้ำมันถั่วเหลืองธรรมชาติ ที่เป็นมิตรต่อผู้ได้รับกลิ่น และสิ่งแวดล้อม ฉะนั้น มั่นใจได้เลยว่า กลิ่นจากควันเทียน ไม่มีสารพิษที่ทำร้ายร่างกายเราอย่างแน่นอน แถมยังให้ความรู้สึกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกลิ่นอายของความเป็นไทยอีกด้วย 

ใครที่ชอบกลิ่นธรรมชาติ หรือความหวานหอมในบรรยากาศ Ma Chandelle ได้คัดวัตถุดิบผลิตเทียนหอม จากธรรมชาติทั้ง เจอราเนียม มะลิ คาโมมายล์ โบตั๋น แต่ความพิเศษของวัตถุดิบของ Ma Chandelle ทุกอย่างถูกนำเข้าจากฝรั่งเศส หลังจากที่เห็นวัตถุดิบแล้ว คงคาดเดาได้ไม่ยากเลยว่า เทียนหอมของ Ma Chandelle จะให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลาย และอภิรมย์แก่ผู้ได้กลิ่น

กลิ่นแนะนำ : Le Chao Phraya

Cr. www.machandelle.com

Pañpuri

แบรนด์เครื่องหอมชื่อดัง ที่ได้คัดสรรวัตถุดิบที่เป็นธรรมชาติ และยังโดดเด่นในเรื่องของการนำประโยชน์ของวัตถุดิบออร์แกนิคมาผลิตเครื่องหอมต่างๆ  Pañpuri คือแบรนด์ไทยที่เข้าสู่วงการเครื่องหอมจนกลายเป็น Thai Luxury Brand ภายใต้แนวคิด Happier-Healthier-More Beautiful หรือการทำให้ลูกค้ามีความสุขมากขึ้น-สุขภาพดีขึ้น-สวยขึ้น 

Pañpuri แบรนด์เครื่องหอมที่ไม่เคยทำให้เราผิดหวังเลยแม้แต่ครั้งเดียว ด้วยผลิตภัณฑ์เทียมหอมที่ตอบโจทย์เหล่าสาวกเทียนหอม ด้วยการสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ปิดไฟ แล้วเปิดเพลงคลอเบาๆ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสปา บอกได้เลยว่า Pañpuri แค่ชิ้นเดียว ก็ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้รับการปฏิบัติประหนึ่งว่าได้รับการทำสปาในสปาระดับ High-End เลยทีเดียว

กลิ่นแนะนำ : Bagan Dawn

cr. www.panpuri.com

ชอบไปสปา แต่ไม่อยากเสียเงินเยอะ บ้านของเราสามารถสร้างเป็นสปาได้

กลิ่น เป็นสิ่งที่ปรับความรู้สึกของเรา และทำให้เราจดจำสัมผัส ระลึกย้อนจำภาพในวันเก่าๆได้เป็นอย่างดี เวลาร่างกายรู้สึกเหนื่อยล้า เรารู้สึกอยากผ่อนคลายด้วยการนวดหรือทำสปา แต่จะบอกว่า ถ้าหากคุณอยากได้บรรยากาศสปา ชอบไปสปามาก แต่โควิดมาแบบนี้ มีความเสี่ยงมากเกินไป งั้นเริ่มจากวิธีง่ายๆโดยการซื้อเทียนหอมดีๆสักหนึ่ง จัดบรรยากาศห้องให้ดูเหมาะแก่การพักผ่อน แบบนี้คงไม่อยากลุคออกไปไหนเลยแน่ๆ

เราถึงอ่อนไหวอย่างมาก เมื่อได้กลิ่นแห่งความทรงจำ ลอยเข้ามาในความรู้สึก

กลิ่น เป็นสิ่งกระตุ้นที่ทรงพลัง และมีผลต่อความรู้สึกของเราอย่างมาก เช่น วันฝนตกที่เราได้กลิ่นไอดิน ก็ทำให้เรารู้สึกสดชื่นเหมือนได้รับพลังงานจากละอองน้ำฝน ทั้งๆที่เป็นแค่กลิ่น หรือแม้แต่การไปสปาเองก็ตามแต่ เราได้ทำการศึกษาผลงานวิจัยเกี่ยวกัยกลิ่น พบว่า 75% ของสิ่งที่เรารับประทานและลิ้มรส มีผลมาจากความรู้สึกในการรับเรื่องกลิ่นของเรา เพราะ มนุษย์เรามีความสามารถในการแยกโมเลกุลของกลื่นได้มากกว่า 1,000 กลิ่น จึงเป็นที่มาว่า ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอะไร ทำไมถึงทำให้เราจดจำเหตุการณ์ต่างๆได้ และยังทำให้เราถึงอ่อนไหวกับสิ่งต่างๆเมื่อได้กลิ่นมากขนาดนี้