Feb 10, 2021 | บทความยานยนต์
เมื่อเดือนที่ผ่านมาทาง AP Honda ได้เปิดตัวหนึ่งในรถมอเตอร์ไซค์ขวัญใจมหาชนอย่าง PCX รุ่นใหม่ โดยมาพร้อมกันถึงสองรุ่น ที่ได้เสียงฮือฮาอย่างมากจากทางฝั่งของแฟน ๆ ของค่ายปีกนกและสิงห์มอเตอร์ไซค์หลาย ๆ คน แต่ว่ารุ่นนี้จะน่าซื้อหรือไม่เรามาดูกัน
ยอดจดทะเบียนจักรยานลดลง สะท้อนภาพอะไร
หากเราดูสถิตของยอดจดทะเบียนของจักรยานยนต์ย้อนหลัง 5 ปีจะพบว่าในช่วงสามปีที่ผ่านมายอดจดทะเบียนของจักรยานยนต์ลดลงอย่างต่อเนื่องโดยในปี 2019 – 2020 ยอดขายลดลงมากถึง 10% จากผลกระทบจากทางด้านเศรษฐกิจและการระบาดของเชื้อ Covid – 19 ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่แบรนด์รถจักรยานยนต์หลาย ๆ เจ้าจะแข่งขันกันทำตลาดในช่วงต้นปี 2021
หนึ่งในแบรนด์ที่เดินเกมทางด้านการตลาดก่อนเจ้าอื่นก็คือ AP Honda กับการเอาหนึ่งในรถขวัญใจมหาชนอย่าง PXC มาอัปเกรดโฉมใหม่ เครื่องใหม่ พร้อมกับอิงกระแส Hybrid ที่กำลังมาแรงในอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่จะน่าซื้อหรือไม่เรามาอ่านรีวิวกัน
จุดเด่นของ PCX 160
สำหรับ PCX 160 ทาง AP Honda ได้ทำการปรับปรุงส่วนต่าง ๆ ให้ดีขึ้นดังต่อไปนี้
ไฟหน้าแบบใหม่
สิ่งแรกที่หลาย ๆ คนต้องโดนใจเมื่อได้สัมผัสคือเรื่องของไฟหน้าแบบใหม่ แบบโค้งรับกับหน้าของมอเตอร์ไซค์ ทำให้รถรุ่นนี้ดูหรูหรามากขึ้น มีความเป็นมอเตอร์ไซค์พรีเมียมมากขึ้น ยิ่งคู่กับสีใหม่อย่างน้ำตาลดำ ยิ่งทำให้รถมอเตอร์ไซค์คันนี้ดูดีขึ้นไปอีก
เครื่องแรงขึ้น
ในส่วนของเครื่องยนต์ต้องเรียกได้เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนอยากรู้มากที่สุด ซึ่งก็มีข่าวดีเพราะทาง AP Honda ได้ทำการเพิ่มขนาดของเครื่องยนต์ขึ้นไปอีก 10 CC ทำให้รถรุ่นนี้ขี่ได้ดีขึ้น สนุกขึ้น พร้อมที่จะพาคุณไปลุยทุกพื้นที่ทั้งในเมืองและต่างจังหวัด ดังนั้นจากนี้ไปเราคงเรียก PCX 150 ไม่ได้ต้องเรียกว่า PCX 160
ประหยัดน้ำมันมากขึ้น
สำหรับรุ่น Top ของ PCX 160 ได้มีการเพิ่มเครื่องยนต์ Hybrid เข้ามา ทำให้เครื่องยนต์ประหยัดน้ำมันมากขึ้นผ่านเทคโนโลยี e:HEV ใครที่เป็นสายซิ่งปิดเต็มปลอกน่าชอบในส่วนนี้
หัวชาร์ทแบบ USB-C แบตเต็มเร็วขึ้น
หลังจากที่ใช้หัว USB 2.0 มาอย่างยาวนาน ในที่สุด PCX รุ่นนี้ได้มีการเปลี่ยนหัวชาร์ทใหม่เป็นแบบ USB-C ทำให้สามารถที่จะชาร์ทได้เร็วขึ้น อันนี้สาย Raider น่าจะชอบเพราะว่าการที่เราสามารถชาร์ทได้เร็วและไวขึ้น หรือใครที่ชอบลืมชาร์ทแบตมือถือก่อนนอนแล้วต้องรีบออกไปทำงาน ฟังก์ชันนี้น่าจะตอบโจทย์เป็นที่สุด
ครั้งแรกในรถเอทีคลาส 150 cc กับระบบ HSTC
Honda Selectable Torque Control หรือ HSTC หากจะให้เรียกสั้น ๆ คือระบบป้องกันล้อรถยกเวลาเข้าโค้งและออกตัว แต่เดิมระบบนี้จะมีในรถ Bigscooter และ Big Bike ตอนนี้ได้มาอยู่ในส่วนของรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางแล้ว เรียกได้ว่าตอบโจทย์ระบบความปลอดภัยได้ดีเยี่ยม
ตัวท็อปปรับโหมดได้
ในส่วนของใครที่ต้องการไปให้สุดกับ PCX 160 ก็มีรุ่นท้อปอย่าง e:hev ได้มีการเพิ่มในส่วนของมอเตอร์ไฟฟ้าทำให้รถมีกำลังที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีพร้อมกับโหมดที่สามารถปรับได้ว่าจะเป็นโหมดธรรมดาหรือโหมดสปอร์ต เอาใจสายซิ่งโดยเฉพาะ
ของแต่ง
นอกจากมอเตอร์ไซค์สุดเท่แล้ว ยังมาพร้อมกับของแต่งมากมายให้ได้เลือก โดยที่เด่น ๆ คือ Wild Shield Clear ที่ทำให้เราขี่รถได้สะดวกขึ้นและที่ขาดไม่ได้เลยคือที่ยึดมือถือ เพราะจะทำให้เราสามารถดูแผนที่และเดินทางได้ง่ายขึ้น สำหรับของแต่อื่น ๆ นั้นก็แล้วแต่ว่าเราจะชอบเลย
สเปกของ PCX 160
ในส่วนของสเปกของ PCX 160 มีรายละเอียดตามด้านล่างเลย โดยรุ่นที่หลาย ๆ น่าจะสนใจเป็นพิเศษคือ PCX 160 e:HEV
จะเห็นได้ว่ารูปทรงอาจจะไม่ได้เปลี่ยนมากแบบเห็นได้ชัดเจน แต่ก็ดีไซน์ของ PCX ก็โดดเด่นกว่าเจ้าอื่นมาก ๆ ขนาดของรถกำลังพอดีไม่ได้ใหญ่มากจนแทรกตามท้องถนนไม่ไหว ไม่ได้เล็กจนทำให้เข้าโค้งลำบาก ไม่ว่าจะเป็นเพศไหน ๆ ก็สามารถขับขี่รถจักรยานรุ่นนี้ได้สบาย
คุ้มค่าที่ซื้อไหม
ในส่วนของ PCX 160 ต้องบอกว่าหากเทียบกันกับรถมอเตอร์ไซค์รุ่นอื่น ๆ ในย่าน 150 cc ด้วยกันต้องบอกว่าค่อนข้างที่จะคุ้มทั้งในเรื่องของรูปร่างหน้าตาและประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ แต่หากถามโดดเด่นจนกระโดดถึงล้ำหน้าค่ายอื่นหรือไม่ อันนี้อาจจะต้องพิจารณาด้วยตัวของผู้อ่านเองว่าเราต้องการใช้รถด้านไหน
สรุป
PCX 160 นับว่าเป็นหนึ่งในรถมอเตอร์ไซค์ที่น่าสนใจสำหรับรุ่น 150 cc ทั้งในเรื่องของรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลาเอาการ Option ในการซื้อที่มีหลากหลายตั้งแต่รุ่นธรรมดา ไปจนถึงรุ่น Hybrid ถ้าหากคุณกำลังมองหารถมอเตอร์ไซค์ประเภทนี้อยู่ PCX รุ่นนี้ตอบโจทย์เป็นที่สุด
อ้างอิง
Ap Honda Thailand
web.dlt.go.th
Feb 10, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ในยุคที่การลงทุนกลายมาเป็นเรื่องใกล้ตัว เหมือนใคร ๆ รอบตัวก็พากันซื้อหุ้นตัวนั้นตัวนี้เต็มไปหมด อารมณ์แบบรู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง แต่พอหันกลับมามองตัวเอง กลับไม่กล้าเสี่ยงแบบเขาซะงั้น กลัวขาดทุน กลัวเข้าเนื้อ วันนี้ Kaidee มีคำตอบมาให้สำหรับ “คนที่ไม่อยากเสี่ยง” แต่ “ขอลอง” คำตอบที่ว่านั้นก็คือ การลงทุนใน “กองทุนรวม” นั่นเอง
กองทุนรวมคืออะไร
กองทุนรวม (Mutual Fund) คือ การที่เรานำเงินไปลงทุนกับ “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน” หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า บลจ. โดยที่ บลจ.ที่ว่านี้จะเป็นคนรวบรวมเงินจากนักลงทุนรายย่อยต่าง ๆ เพื่อนำเงินก้อนนี้ ไปลงทุนในสินทรัพย์ตามที่นโยบายของกองทุนได้ระบุไว้ บลจ.ทั้งหมดที่จดทะเบียนประกอบในประเทศไทยมีทั้งหมด 26 ที่ (คลิกที่นี่เพื่อดูรายชื่อ บลจ. ทั้งหมด)
ทำไมกองทุนรวมถึงเหมาะสำหรับเด็กจบใหม่
มาถึงหัวข้อที่ว่า ทำไมกองทุนถึงเหมาะกับเด็กจบใหม่มากกว่าหุ้น? คำตอบของ Kaidee คือ เพราะกองทุนนั้นเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนที่เพิ่งเริ่มทำงานนั่นเอง มาดูกันดีกว่า ว่าเพราะอะไร
- ไม่ต้องติดตามราคาผันผวนของตลาดหุ้น
- ไม่ต้องนั่งเครียดศึกษาเรื่องกองทุนหรือตราสารหนี้มากมายเพราะจะมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคอยดูแลให้ทำกำไรหรือขาดทุนน้อยที่สุดอยู่เสมอ
- ไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในการลงทุน
- ความเสี่ยงไม่เท่าการลงทุนในตลาดหุ้น
- กระจายความเสี่ยงในการลงทุนเนื่องจากผู้จัดการกองทุนจะแบ่งสัดส่วนของเงินลงทุนไปในสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ใช่การซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง
จะสังเกตได้ว่า 5 ข้อนี้เหมาะกับไลฟ์สไตล์เด็กจบใหม่ที่ต้องตื่นเช้าไปทำงาน เย็นกลับมาก็เหนื่อยแล้ว ไม่มีใจจะไปเช็กตลาดหุ้นหรือราคาขึ้นลงอีก สู้เอาเวลาไปดู Netflix ดีกว่า จริงไหม
นอกจากนี้ หากพิจารณาถึงผลตอบแทนในระยะยาวระหว่าง กองทุนรวม กับ ดอกเบี้ยเงินฝาก จะเห็นได้ว่ากองทุนรวมจะได้ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก เนื่องจากดอกเบี้ยเงินฝากต่อปีจากธนาคารที่เป็นที่รู้จักอย่าง SCB หรือ Kasikorn สูงสุดจะอยู่ที่ 1.50 % ต่อปีเท่านั้น
และเมื่อพิจารณาอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี หากมัวแต่เอาเงินไปฝากไม่ไปลงทุน สุดท้ายในระยะยาว ดอกเบี้ยที่ได้จากเงินฝากก็จะไม่สามารถเอาชนะอัตราเงินเฟ้อได้อยู่ดี
ในทางตรงกันข้าม เรามาดูผลการดำเนินงานและอัตราปันผลของกองทุนรวมที่ Kaidee ขอยกตัวอย่าง คือ กองทุน K-FIXED
ขอขอบคุณรูปภาพจาก Kasikorn
กองทุน K-FIXED คือกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวเพื่อที่จะได้ผลตอบแทนในภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำ เราจะสังเกตได้ว่า ภายใน 1 ปีนั้น ผลตอบแทนของกองทุนนี้ก็ทะลุ 2 % ซึ่งมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตามการลงทุนกับตราสารหนี้ในระยะยาวนั้น คุณต้องแน่ใจว่าเงินที่นำไปลงทุนนั้นเป็นเงินเย็น และจะไม่นำออกมาใช้เร็ว ๆ นี้ เนื่องจากตราสารหนี้แต่ละตัวนั้นมีอายุสั้นยาวต่างกัน อย่างเช่น K-FIXED นี้อาศัยการลงทุนตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปถึงจะเห็นผลกำไรที่ชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้นอายุของตราสารหนี้จะแปรผันตรงกับผลตอบแทนและความเสี่ยง นั่นหมายความว่า ยิ่งถือตราสารหนี้ไว้นานเท่าไร ผลตอบแทนและความเสี่ยงก็จะสูงมากขึ้นเท่านั้น ดังที่เห็นได้จากกราฟ
ขอขอบคุณรูปภาพจาก Kasikorn
จะสังเกตได้ว่าระหว่างทางของการถือตราสารหนี้จะมีการแกว่งขึ้นลงของราคาบ้าง อย่างไรก็ตามเราไม่จำเป็นต้องเช็กราคาตราสารหนี้รายวันแบบหุ้นอยู่แล้วเพราะตราสารหนี้คือการดูผลตอบแทนในระยะยาว และผู้จัดการกองทุนจะพยายามบริหารไม่ให้ขาดทุนอยู่แล้ว (ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจด้วย)
บริการกองทุนรวมของธนาคารคืออะไร
พูดถึงกองทุนรวมกันไปแล้วมาดูบริการของธนาคารกันดีกว่า หากการหากองทุนเหมาะ ๆ สักกองมันยากมากนัก ไหนจะต้องมาดูผลการประกอบการ ดูแนวโน้ม อาจจะยุ่งยากเกินจนทำให้ถอดใจ ทำให้ธนาคารหลายที่สร้างบริการที่ช่วยเราวางแผนว่าควรซื้อกองทุนตัวไหนบ้างขึ้นมา ซึ่งบริการการแบ่งสรรปันส่วนเงินลงทุนไปซื้อสินทรัพย์ต่าง ๆ นี้เรียกว่า “Asset Allocation”
โดยก่อนที่ธนาคารจะทำ Asset Allocation ให้เรานั้น ทางธนาคารจะให้เราทำแบบสอบถามก่อนว่าเรารับความเสี่ยงได้แค่ไหน จากนั้นจึงจะจัดพอร์ตให้เรา
ทั้งนี้สัดส่วนของกองทุนนั้นจะถูก “Rebalance” หรือปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ตลาดตามดุลยพินิจของผู้ดูแลกองทุน อาจจะเป็นทุก 3 เดือน หรือ 6 เดือน ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร
วันนี้ Kaidee จะพาไปรู้จักกับ 2 ธนาคารที่เสนอบริการจัดการกองทุนสุดคูลที่เพียงแค่คลิกก็ลงทุนได้ง่าย ๆ ไม่ต้องไปเปิดบัญชีที่ธนาคารให้วุ่นวายอีกต่อไป
SCB ROBO ADVISOR
SCB ROBO ADVISOR คือบริการการจัดการกองทุนรวมที่มีจุดเด่นคือ การนำเอา “AI” หรือเทคโนโลยีสมองกลมาวิเคราะห์ข้อมูล Algorithm ของตลาดตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีหยุดพัก ซึ่งจะได้เปรียบการวิเคราะห์จากคนจริง ๆ อยู่มาก เพราะคนเราไม่สามารถดูตลาดได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น AI สามารถจัดพอร์ตได้มากกว่า 100 แบบ และสามารถพัฒนาไปถึง 300 แบบในอนาคต
การลงทุนกับ SCB ROBO ADVISOR นั้นก็ไม่แพง เพราะเริ่มต้นเพียง 5,000 บาท และลงทุนรายเดือนเพียง 2,000 บาท (คลิกที่นี่เพื่อดูวิธีการเปิดบัญชี)
K Wealth Plus
บริการ Wealth Plus จากธนาคารกสิกรไทยนั้นจะเสนอการลงทุน 2 แบบ คือ “ลงทุนเพื่อความมั่งคั่ง” (General Saving) และ “ลงทุนเพื่อเป้าหมาย” (Major Purchase) ซึ่งบริการนี้มีจุดเด่นคือ การช่วยเรากำหนดเป้าหมายการลงทุน และระยะเวลาการลงทุนที่เหมาะกับผลของระดับความเสี่ยงที่เรารับได้จากการทำแบบทดสอบ
การลงทุนเพื่อความมั่งคั่งนั้นจะเน้นผลตอบแทนที่สามารถเอาชนะดอกเบี้ยเงินฝากเป็นหลัก ในขณะที่การลงทุนเพื่อเป้าหมายจะเน้นแนะนำพอร์ตที่เหมาะสมกับเป้าหมายของเรา เช่น เก็บเงินซื้อคอนโด หรือซื้อรถ เป็นต้น ซึ่งถ้าเป็นการลงทุนประเภทนี้ Wealth Plus จะคำนวณระยะเวลาในการออมให้เราอีกด้วย
ทั้งนี้จะมีการปรับพอร์ตตามภาวะตลาด หรือ “Auto Rebalance” ให้ทุก 6 เดือน
การลงทุนกับ K Wealth Plus นั้นเริ่มต้นที่ 10,000 บาท และลงทุนรายเดือนเพียง 1,000 บาทเท่านั้น
สรุปท้ายบทความ
การลงทุนระยะยาวตั้งแต่อายุยังน้อยเป็นเรื่องสำคัญเพราะนอกจากจะเป็นการบริหารวินัยในการใช้เงินของตัวเองแล้ว เรายังได้เก็บเงินไว้เผื่อกรณีฉุกเฉินอีกด้วย การลงทุนในกองทุนรวมเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในนั้น อย่างไรก็ตามหากจะลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รู้ชัดเพื่อที่จะได้แบ่งสรรปันส่วนเงินลุงทุนได้อย่างถูกต้องนั่นเอง
Feb 10, 2021 | บทความยานยนต์
หากคุณเป็นคนที่ไปไหนไม่ว่าจะขึ้นเขาหรือว่าลงห้วยต้องพารถคู่ใจไปด้วยเสมอ หยุดสุดสัปดาห์ก็ต้องพารถเข้าคาร์แคร์ บทความนี้เขียนมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ
ในวันนี้ Kaidee Auto จะพาคุณไปรู้จักกับอุปกรณ์หนึ่งที่จะขาดไปไม่ได้ในตัวเครื่องยนต์ เพียงแต่ว่าเราอาจจะไม่คุ้นหูเท่าไรนัก สิ่งนั้นก็คือไดชาร์จนั่นเอง
หลายคนอาจคิดว่าไฟฟ้าที่เราใช้ในรถมาจากแบตเตอรี่ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย ตั้งแต่สตาร์ทรถจนถึงเปิดไฟเลี้ยว พระเอกตัวจริงของเราคือ ‘ไดชาร์จ’ ล้วน ๆ
ไดชาร์จคืออะไร?
ไดชาร์จหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘อัลเทอร์เนเตอร์’ คือเครื่องปั่นไฟในรถเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าไปหล่อเลี้ยงระบบต่างๆ ในรถยนต์และนำส่วนที่เหลือไปเก็บในแบตเตอรี่ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำรองเพื่อใช้ในการสตาร์ทรถยนต์ต่อจากไดชาร์จอีกทีหนึ่ง
การทำงานของไดชาร์จ
ไดชาร์จจะเริ่มทำงานเมื่อเราสตาร์ทเครื่องยนต์ ชิ้นส่วนสำคัญของไดชาร์จที่คนมีรถควรดูแลเป็นพิเศษคือตัวแปรงถ่านและตัวไดโอด
ตัวแปรงนี้ทำงานเป็นเหมือนสะพานไฟและสามารถสึกหรอได้ง่าย เพราะต้องเสียดสีอยู่กับทุ่นไดชาร์จตลอดเวลาเพื่อสร้างกระแสไฟ ส่วนไดโอดคือตัวควบคุมการจ่ายไฟซึ่งเมื่อใช้ไปนาน ๆ ประสิทธิภาพการควบคุมไฟจะลดน้อยลง และทำให้ระบบไฟของทั้งตัวรถเสื่อมประสิทธิภาพลงตามลำดับ
4 สัญญาณบ่งบอกว่า “ไดชาร์จมีปัญหา”
ความจริงแล้วเราสามารถไปเช็กสุขภาพหรือเปลี่ยนไดชาร์จได้เลยเมื่อเลขไมล์ถึง 150,000 กิโลเมตรแล้ว แต่หากคุณเป็นคนที่ไม่ค่อยมีเวลาว่างหรือไม่อยากมานั่งดูเลขไมล์ ทาง Kaidee Auto มีจุดสังเกตง่าย ๆ มาฝาก
- จุดสังเกตแรกจะอยู่ที่หน้าปัด หากที่หน้าปัดมีสัญลักษณ์รูปแบตเตอรี่แดงปรากฏขึ้นมา นั่นแสดงว่าคุณต้องรีบเอารถเข้าศูนย์ด่วน ๆ เลย
- การที่คุณสตาร์ทรถไม่ติด หรือสตาร์ทติดช้าไม่เร็วได้ดั่งใจเหมือนเก่าทั้งๆที่แบตเตอรี่ยังสภาพดีอยู่ นั่นหมายความว่าไดชาร์จของคุณกำลังอ่อนแอและต้องได้รับการดูแลอย่างหนัก
- การนับอายุการใช้งาน เพราะไดชาร์จทั่วไปมีอายุประมาณ 10 ปี หากคุณใช้รถคันโปรดมาเกือบ 10 ปีแล้ว ยังไม่ได้เปลี่ยนไดชาร์จก็แสดงว่าสมควรแก่เวลาแล้วนั่นเอง
- อาการแบตหมดไวทั้ง ๆ ที่เพิ่งเปลี่ยนแบตมาใหม่ วิธีนี้เราต้องติดเครื่องยนต์ไปด้วยแล้วลองถอดขั้วแบตเตอรี่ขั้วลบออก หากเครื่องยนต์ดับไปเลยแสดงว่าไดชาร์จเสียแน่ ๆ แต่หากเครื่องยนต์ยังทำงานปกติดีแสดงว่าไดชาร์จไม่มีปัญหา
วิธีรับมือหากไดชาร์จเสียขณะขับรถ!
ในแต่ละปี มีรถใหม่ๆออกสู่ท้องถนนประมาณ 700,000 – 800,000 คัน (ค่าเฉลี่ยในกรณีที่ไม่มีโปรโมชั่นพิเศษมากระตุ้นยอดขาย) นั่นแสดงว่า จริงๆแล้วมีรถเก่าลงเรื่อย ๆ ปีละ 700,000 – 800,000 คันเช่นกัน
เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอขณะขับรถ ถ้าหากไดชาร์จเสียแต่เราไม่รู้ว่าควรจัดการอย่างไร อาจจะทำให้สถานการณ์แย่ลงได้ นี่คือสิ่งที่ควรทำ 3 ข้อ เมื่อไดชาร์จเสียขณะเดินทาง
1. เตือนตัวเองไว้เสมอว่าไฟฟ้าหมดได้ทุกเวลา
เพราะไดชาร์จคือแหล่งกำเนิดไฟฟ้าของรถยนต์ หากไดชาร์จพังกลางถนน ไฟที่หล่อเลี้ยงรถของคุณอยู่มีเพียงแค่ไฟที่เก็บสำรองไว้ในแบตเตอรี่เท่านั้น คุณต้องประหยัดไฟฟ้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งโดยปกติไฟฟ้าจากแบตเตอรี่จะทำให้รถวิ่งได้ราว 10 กิโลเมตรก่อนจะดับลง คุณควรจะใช้ไฟ 10 กิโลเมตรสุดท้ายไปกับการขับรถเข้าสู่โซนปลอดภัยจึงจะดีที่สุด
2. ปิดระบบที่ใช้ไฟฟ้าทั้งหมด
เพราะการรักษาไฟฟ้าที่เหลือเป็นสิ่งสำคัญ เราจึงควรปิดระบบที่ใช้ไฟฟ้าทั้งหมด เช่น เครื่องเสียงและเครื่องปรับอากาศซึ่งกินไฟมาก รวมไปถึงช่องชาร์จแบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือถือและกล้องติดหน้ารถด้วยเช่นกัน การปิดระบบนี้จะทำให้เราเหลือไฟมากขึ้นเผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉินนั่นเอง
3. ขับรถไปจอดโซนที่ปลอดภัย
หลังจากที่ปิดระบบไฟฟ้าแล้ว ให้ขับเข้ายังโซนปลอดภัยคือชิดซ้ายหรือลงข้างทาง หากมั่นใจว่าสามารถขับถึงบ้านที่ระยะไม่ไกลมากได้ให้ขับกลับ แต่ถ้าสามารถเรียกช่างมาซ่อมได้จะดีที่สุด
ในกรณีที่แบตเตอรี่ใช้งานมาไม่เกิน 6 เดือน อีกทางเลือกหนึ่งที่ง่ายที่สุดคือขับไปยังศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุดในระยะไม่เกิน 10 กิโลเมตร
8 ขั้นตอนการเช็กสุขภาพไดชาร์จ
อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะเริ่มเป็นห่วงอยากเทคแคร์ไดชาร์จกันมากขึ้น ทาง Kaidee Auto ก็ไม่พลาดนำวิธีตรวจเช็กไดชาร์จเองง่าย ๆ ที่บ้านมาฝากกันด้วย
- เปิดฝากระโปรงรถ ค้ำขาตั้งฝากระโปรงรถให้เรียบร้อย
- ลองสตาร์ทเครื่องยนต์ โดยไม่ต้องเปิดแอร์ภายในรถ และให้เครื่องยนต์ทำงานที่รอบเดินเบาของรถ
- สังเกตอาการของไดชาร์จ ถ้าดูแล้วผิดปกติให้ดับเครื่องยนต์ทันที
- เริ่มเปิดแอร์ เปิดไฟหน้า สามารถเปิดไฟสูงได้เลยเพื่อเพิ่มการทำงานของเครื่องยนต์
- วัดแรงดันที่ขั้วของแบตเตอรี่ทั้งสองขั้วด้วยโวลต์มิเตอร์
- ปรับโวลมิเตอร์ไปที่ DC V เพื่อเปลี่ยนเป็นตัวรับกระแสไฟฟ้ากระแสตรง ค่าที่ได้จากโวลต์มิเตอร์ต้องได้ประมาณ 12 โวลต์เท่านั้น
- เหยียบคันเร่งเพิ่มเพื่อเพิ่มรอบเครื่องยนต์ให้ได้ 1,500 รตน. โดยที่ตอนนี้เราจะปิดไฟหน้าทั้งหมด
- เลขที่ปรากฏบนโวลต์มิเตอร์หลังจากเหยียบคันเร่งต้องมากกว่า 14.5 โวลต์ขึ้นไป
หลังจากทำตามทั้ง 8 ข้อนี้แล้วตัวเลขยังออกมาตามเกณฑ์แสดงว่าไดชาร์จยังสามารถทำงานได้ปกติดีไม่มีปัญหาอะไร
วิธีการดูแลรักษาไดชาร์จ
เมื่อรู้ความสำคัญของไดชาร์จแล้ว จากคนรักรถก็คงต้องแบ่งใจมารักไดชาร์จด้วย ใครอยากรักไดชาร์จเป็นพิเศษ ทางเราก็ไม่พลาดมีเทคนิคการดูแลมาฝากด้วย
- ดูและตรวจสอบความตึงของสายพานบ่อย ๆ อย่าปล่อยให้สายพานตึงหรือหย่อนเกินไปเพราะจะทำให้ไดชาร์จจ่ายกระแสไฟได้น้อยไปจนถึงเสื่อมสภาพ
- หยอดน้ำมันหล่อลื่นบ่อย ๆ ถ้ามีช่องให้หยอดน้ำมัน ควรหยอดทุก ๆ การใช้รถเกิน 250 ชั่วโมง
- หากมีเสียงผิดปกติดังออกมาจากตัวไดชาร์จให้นำรถไปเข้าศูนย์ทันที
- ไม่ติดตั้งถังเชื้อเพลิงไว้ใกล้ไดชาร์จเพราะอาจเกิดการลุกไหม้ได้จากประกายไฟของไดชาร์จ
- ตรวจดูน็อตและสกรูที่ยึดไดชาร์จอย่างสม่ำเสมอว่ายังยึดติดแน่นอยู่หรือไม่
- ควรถอดไดชาร์จออกมาทำความสะอาดให้แห้งเมื่อเปียกน้ำเพราะหากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้เกิดสนิมและเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้
- หากไดชาร์จพังหรือไม่จ่ายไฟ ไม่ควรซ่อมเองโดยไม่มีความชำนาญเพราะอาจเกิดอันตรายได้
อยากเปลี่ยนไดชาร์จใหม่ เลือกแบบไหนดี?
ในปัจจุบันตามศูนย์บริการต่าง ๆ มักจะแนะนำให้คุณเปลี่ยนไดชาร์จใหม่แบบยกเครื่องไปเลย ราคาก็อาจจะสมน้ำสมเนื้อตามความใหม่ หรืออาจจะเข้าเนื้ออยู่บ้าง เพราะมีตั้งแต่ราคาเกือบหมื่นไปจนถึงหมื่นกว่า ๆ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือคุณจะได้ไดชาร์จคุณภาพดีที่ใช้งานไปได้อีกนับ 10 ปี ซึ่งถือว่าคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่าย
อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นอู่ซ่อมรถยนต์ทั่วไป เขาจะใช้ของมือสองที่นำมาซ่อมแล้ว และสามารถใช้งานได้ต่อ หรือนำมาเป็นอีกตัวเลือกให้คุณ ตัวไดชาร์จมือสองนี้จะเรียกว่า บิ๊วท์ หรือ รีเฟอร์บิช (refurbish) ซึ่งราคาจะลดลงมาถึง 50% แต่สิ่งที่ต้องแลกกับราคาแสนถูกก็คืออายุการใช้งานที่สั้นลง โดยจะมีอายุประมาณ 2-3 ปีเท่านั้น
หากทั้งสองตัวเลือกด้านบนยังไม่ใช่แนวของคุณล่ะก็ อีกทางเลือกหนึ่งคือการเอาไดชาร์จตัวเดิมของคุณไปให้ช่างที่มีความชำนาญซ่อม ราคาก็จะลดลงมาและคุณจะเสียค่าใช้จ่ายแค่หลักพันหรือหลักร้อยเท่านั้น สิ่งที่ต้องแลกมีเพียงเวลาของคุณที่ต้องนั่งรอช่างซ่อมเท่านั้น
สรุปท้ายบทความ
รู้ถึงความสำคัญของไดชาร์จอย่างนี้แล้ว หลาย ๆ คนคงจะหันมาใส่ใจเจ้าอุปกรณ์เล็กพริกขี้หนูกันมากขึ้นนะคะ ถึงจะเป็นอุปกรณ์เล็ก ๆ แต่ก็สำคัญขนาดไม่ควรมองข้ามกันเลยทีเดียว
Feb 10, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
เดือนแห่งความรักทั้งที ก็อยากจะงุ้งงิ้งกับแฟนป่ะ??😍 หนุ่ม ๆ สาว ๆ คนไหนที่กำลังคิดว่าจะพาแฟนสุดที่รักไปเดทอยู่แล้วล่ะก็ มินขอแนะนำเลย ให้ลองชวนกันออกไปถ่ายรูปสร้างความทรงจำด้วยกันดีกว่า ได้ฟิลน่ารักไปอีกแบบหนึ่ง
ใครที่เป็นสายถ่ายรูปฟิล์มมาทางนี้เลยจ้า มินจะมาแนะนำให้ว่าฟิล์มไหนเด็ด ฟิล์มไหนโดน ที่เหมาะกับการเอามาถ่ายรูปแฟน (ถึงแม้ว่าตัวมินเองนั้นจะไม่มีแฟนก็ตาม มุแงงงงง🤣) แต่ในฐานะที่เป็นหนึ่งคนที่บ้ากล้องฟิล์มอย่างหนัก ก็พอจะแนะนำอะไรดี ๆ ให้ได้อยู่บ้าง
มารู้กันก่อนดีกว่า ว่าฟิล์มมีกี่ชนิด
ต้องขอบอกก่อนว่าประเภทของฟิล์มเนี่ยแยกได้จาก 2 กรณี หนึ่งเลยคือแยกด้วยชนิดของฟิล์ม และอีกอย่างคือแยกด้วยขนาดของม้วนฟิล์ม แล้วมาดูกันว่าแต่ละอย่างมันจะแตกต่างกันอย่างไร
แยกด้วยชนิดของเนื้อฟิล์ม
ในกรณีนี้ก็จะสามารถแยกออกได้เป็น 2 ชนิด ที่แยกย่อยลงไปอีก
คงเคยเห็นกันมาอยู่บ้าง ที่เวลาเอาฟิล์มไปล้างที่ร้านฟิล์ม และเมื่อเอาม้วนฟิล์มกลับมาส่องดูด้วยแสงกลับเห็นว่า อ้าว!! ทำไมสีมันตรงกันข้ามกับสีจริงของรูปได้ล่ะ นี่แหละคือชนิดของ Negative Film ที่จะต้องไปผ่านกระบวนการสแกนเพื่อปรับให้สีกลับมาเป็นสีจริง
ส่วนในทางกลับกันฟิล์มแบบ Slide เมื่อล้างออกมาแล้ว จะให้สิ่งที่ตรงกันข้ามกับ Negative Film เพราะจะได้สีที่ตรงออกมาเลยในม้วนฟิล์มที่ได้มา และสีที่ได้จะตรงมากกว่า แต่จะไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักในปัจจุบันเนื่องจากมีน้อยร้านนักที่รับล้างฟิล์มประเภทนี้
แยกด้วยขนาดของฟิล์ม
เช่นเดียวกันกับขนาดของฟิล์ม ก็มีให้แยกด้วยกันถึง 2 ขนาดด้วยกัน
เป็นฟิล์มขนาดเล็กที่สุด ซึ่งจะมีขนาด 36×24 mm. รูปที่ได้จะเป็นสี่เหลี่ยนผืนผ้าแบบ 3:2 หรือ Full Frame นั่นเอง โดยปกติแล้วหนึ่งม้วนนั้นจะสามารถ่ายได้สูงสุดถึง 36 รูปเลยทีเดียว (แต่ถ้าเป็นกล้อง Half Frame จะถ่ายได้ถึง 72 รูป)
เป็นฟิล์มที่ขนาดใหญ่ขึ้นมากจาก 35 mm. ซึ่งจะเป็นขนาด 56×56 mm. ดังนั้นรูปที่ได้จะออกมาเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส แถมยังให้ภาพที่มีมิติ ชัดตื้น ชัดลึก ซึ่งจะมีมากกว่าฟิล์มชนิดอื่น ๆ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่สูง เพราะหนึ่งม้วนสามารถถ่ายได้เพียง 12 รูปเท่านั้น
TIPS : เลือกใช้ขนาดฟิล์มให้ตรงกับชนิดของกล้องด้วยล่ะ!!
❤️5 ฟิล์มหวานกรุบช่วงแห่งความรัก❤️
มาถึงแล้วกับช่วงเวลาที่ลอยคอ แฮ่!! รอคอย แฮ่!! ถูกแล้ว กับ 5 ฟิล์มที่โทนดี สีโดนใจ ที่น่าหามาลองถ่ายคุณแฟนในช่วงนี้อย่างมาก เติมความหวานให้ทั้งคุณและหัวใจของคุณให้เต็มอิ่มในเดือนแห่งความรักนี้
Fuji Pro 400H
เปิดประเดิมที่ตัวแรกเลย กับฟิล์มจากค่าย Fuji นั่นคือซีรี่ย์ Pro 400H ที่เริ่มด้วยตัวนี้เพราะว่า หากใครเป็นคนที่ชอบเล่นกล้องอย่าง DSLR หรือ Mirrorless มาลองถ่ายด้วยฟิล์มตัวนี้ จะรู้สึกไม่ค่อยแตกต่างเท่าไรในเรื่องของความคมชัด เพราะเป็นฟิล์มระดับ Professional ภาพได้มานั้นจะมีโทนสีที่เรียกได้ว่าแทบจะตรงกับที่สายตาเห็นเลยทีเดียว (สวยมากจริง ๆ) รวมไปถึง Grain ของภาพที่ละเอียด ทำให้เก็บรายละเอียดของภาพได้ดี ดีจนแฟนต้องร้องว้าว!! นี่ถ่ายมาจากกล้องฟิล์มจริง ๆ เหรอเนี่ย
- โทนสี : อมส้ม ๆ น้ำตาล ๆ เล็กน้อย โทนสีตรง
- เหมาะกับการถ่าย : Portrait / Landscape / Advertising
- ขนาดที่มีวางจำหน่าย : 135 mm. / 120 mm.
- ISO ที่มีวางจำหน่าย : 400
- ราคาโดยประมาณ : 395 – 590 บาท (ปัจจุบันเลิกผลิตไปแล้ว)
ตัวอย่างภาพ👇
Camera : Yashicaflex Model C + Fuji Pro 400H
Kodak Portra
อีกหนึ่งฟิล์มที่เป็นฟิล์ม Professional จากทางค่าย Kodak ให้ความละมุนอบอุ่นหัวใจเป็นอย่างมาก และได้รับความนิยมสูงในหมู่ช่างภาพ ด้วยความที่ฟิล์มตัวนี้มีค่าความไวแสงให้เลือกใช้ค่อนข้างเยอะ สามารถนำไปถ่ายได้ในทุก ๆ สถานการณ์ และด้วยโทนที่เป็นเอกลักษณ์อย่างมากของ Kodak ที่จะอมส้ม ทำให้ Skin Tone นั้นมีความอิ่มและโทนผิวที่โดดเด่นกว่าฟิล์มตัวอื่น ๆ แถม Grain น้อยทำให้ภาพมีความละเอียดสูง
- โทนสี : น้ำตาลนวล ๆ
- เหมาะกับการถ่าย : Portrait
- ขนาดที่มีวางจำหน่าย : 135 mm. / 120 mm.
- ISO ที่มีวางจำหน่าย : 160 / 400 / 800
- ราคาโดยประมาณ : 450 – 1,800 บาท (ขึ้นอยู่กับค่า ISO ยิ่งสูงยิ่งแพง)
ตัวอย่างภาพ👇
Camera : Canon FX + Kodak Portra 160
AGFA Vista
เป็นหนึ่งฟิล์มในตำนานที่ควรหามาลองสักครั้ง อีกอย่างหนึ่งเลยคือต้องรีบ เพราะว่าฟิล์มนี้เลิกผลิตไปแล้ว แต่ล็อตสุดท้ายของฟิล์มนี้ยังไม่หมดอายุ แต่ด้วยโทนฟิล์มที่มีความอมชมพูตรงสีที่เป็น Shadow ถ่ายออกมาแล้วหวาน ๆ เหมาะเป็นอย่างมากในช่วงเวลาสีชมพูแบบนี้ แต่ฟิล์มตัวนี้จะต้องทำใจนิดหน่อยในเรื่องของ Grain ที่ค่อนข้างจะเห็นได้ชัด แต่ก็เป็นเสน่ห์ที่ฟิล์มตัวนี้ให้ได้
- โทนสี : ชมพูหวาน ๆ
- เหมาะกับการถ่าย : Portrait
- ขนาดที่มีวางจำหน่าย : 135 mm.
- ISO ที่มีวางจำหน่าย : 200 / 400
- ราคาโดยประมาณ : 350 – 600 บาท (ขึ้นอยู่กับค่า ISO)
ตัวอย่างภาพ👇
Camera : Canon FX + AGFA Vista 400
Fuji Japan
ฟิล์มที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากสำหรับคนไทย เพราะฟิล์มม้วนนี้ไม่มีขายอย่างเป็นทางการในประเทศ แต่ต้องไปหิ้วไกลถึงประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว ใครที่กำลังมองหาฟิล์มโทนญี่ปุ่น ๆ Shadow อมแดงเล็ก ๆ มีเขียวผสมหน่อย ๆ แล้วล่ะก็ ม้วนนี้ไม่มีผิดหวังอย่างแน่นอน (แต่ช่วงนี้อาจจะหายากนิดนึงนะ)
- โทนสี : ชมพูหวาน ๆ
- เหมาะกับการถ่าย : Portrait / Landscape
- ขนาดที่มีวางจำหน่าย : 135 mm.
- ISO ที่มีวางจำหน่าย : 100 / 400 (เลิกผลิตไปแล้ว)
- ราคาโดยประมาณ : 240 – 350 บาท (ขึ้นอยู่กับค่า ISO)
ตัวอย่างภาพ👇
Camera : Canon FX + Fuji Japan 100
Fuji Superia X-TRA
มาส่งท้ายกันอีกหนึ่งฟิล์มจากทาง Fuji ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งสีจะมีความหวานใส ๆ สกิลโทนแบบเกาหลี ขาวอมชมพูเล็ก ๆ บวกกัน Grain ที่ไม่มากเท่าไรนัก ทำให้ภาพที่ได้ออกมานวลเนียน เหมาะกับการไปหาสถานที่แห่งความรักของสองคน เพิ่มความโรแมนติกและช่วงเวลาสุดพิเศษได้ง่าย ๆ ด้วยฟิล์มม้วนนี้เลย
- โทนสี : แดงอมชมพู (สีอิ่มมาก)
- เหมาะกับการถ่าย : Portrait
- ขนาดที่มีวางจำหน่าย : 135 mm.
- ISO ที่มีวางจำหน่าย : 400
- ราคาโดยประมาณ : 350 – 450 บาท
ตัวอย่างภาพ👇
Camera : Canon FX + Fuji Superia X-TRA 400
แน่นอนว่าหากพูดถึงเรื่องฟิล์มกล้องแล้วล่ะก็ “Kaidee ก็พร้อมที่จะแถลงไข” เพื่อให้คุณได้ฟิล์มที่ถูกใจ ซื้อไปและสามารถไปถ่ายแฟนได้เลย โหลดแอปปุ๊ป!! หาซื้อได้ปั๊ป!! หรืออีกวิธีง่าย ๆ เพียงคลิกเข้าเว็บ Kaidee แหล่งรวมสินค้ามากมาย แถมติดต่อกับผู้ขายได้โดยตรงอีกด้วย
Feb 9, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
เพื่อนๆ คะ เหนื่อยกันไหม ซวยมาพอรึยัง เรียกได้ว่าปี 2020 ที่ผ่านมา โหดกับเราพอสมควรเลย ทั้งโรคระบาดที่ไม่มีท่าจะหายไปสักที ไหนจะเรื่องการงาน การเงิน ความรัก ที่ขัดสนตลอดปี ไม่ว่าจะทำบุญก็แล้ว ตระเวน 9 วัดก็แล้ว เหมือนจะไม่ดีขึ้นเลยใช่ไหม บางทีนั้นอาจจะเป็นเพราะว่า เรายังไม่เจอสิ่งนำโชค ที่ช่วยเสริมบุญ และวาสนา ที่เราทำมา ให้เปล่งประกาย ก็ได้นะคะ
ตรุษจีนปีนี้ Kaidee เลยอยากให้เพื่อนๆ ได้มีของมงคลเอาไว้บูชา และติดตัวไว้ เพื่อต้อนรับปีใหม่ ให้มีแต่เฮง กับเฮง ล้างสิ่งเลวร้ายเมื่อปีที่แล้วไปให้หมด แล้วมาเริ่มปีใหม่ที่สดใสไปด้วยกันนะคะ
วันตรุษจีน
วันตรุษจีน คือวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินจีน และแน่นอนว่าคล้ายกับวันสงกรานต์บ้านเรา คนจีนให้ความสำคัญกับวันนี้มากเป็นพิเศษ ถึงขั้นฉลองกันยาว 15 วันเลยทีเดียว
อาตี๋ อาหมวย ทุกคนคงรู้กันดีอยู่แล้วว่า วันหลักๆ ของเทศกาลนี้มี 3 วันหลักๆ นั่นก็คือ วันจ่าย วันไหว้ และวันเที่ยว
วันตรุษจีนนั้น มีมานานมากกว่า 100 ปี และจะตรงกับวันแรกของฤดูใบไม้ผลิในทุกๆปี ทั้งนี้เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการจากไปของหิมะ และต้อนรับช่วงเวลาแห่งการเพาะปลูกนั่นเอง เพื่อนๆ สงสัยไหมคะ ว่าทำไมทุกอย่างในวันตรุษจีนต้องเป็นสีแดง และต้องจุดประทัดกันด้วย นั่นก็เป็นเพราะว่า คนจีนโบราณเชื่อกันว่า สีแดง และเสียงของประทัดนั้น สามารถขับไล่สิ่งชั่วร้าย และสัตว์ร้ายในตำนานได้นั่นเอง
แน่นอนว่าตรุษจีนไม่ได้มีแค่การตกแต่งสถานที่ต่างๆ ด้วยสีแดง การใส่หัวสิงโต ตีกลองรอบเมือง หรือแค่การจุดประทัดเพียงเท่านั้น คนจีนยังนิยมซื้อของมงคลต่างๆ เข้าบ้าน เพื่อบูชา และรับพรจากเทพเจ้าในวันตรุษจีนโดยเฉพาะ และของมงคลที่ว่าก็มีตั้งแต่ราคาหลักหมื่น ไปจนถึงหลักร้อย เรามาดูกันดีกว่า ว่ามีของอะไรน่าสนใจ ราคาไม่แพงกันบ้าง
แจกันดอกเหมย
ขอบคุณรูปจาก Homebeautyfurniture
นอกจากความงดงามของสีขาวบริสุทธิ์ (บางชนิดสีชมพูนม) ของดอกเหมย ที่ทำให้เหล่าบรรดาจิตรกรและกวีได้สร้างสรรค์ผลงาน โดยเปรียบดอกเหมยเสมือนดังหญิงงามแล้ว ดอกเหมยยังเป็นดอกไม้ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศจีน
เนื่องจากดอกเหมยเป็นดอกไม้ชนิดแรกที่เบ่งบานในฤดูใบไม้ผลิ และเป็นหนึ่งในสามพฤกษาที่ไม่แห้งเหี่ยวแม้ว่าจะผ่านฤดูหนาวจนกระทั่งเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ
ดอกเหมยจึงจัดเป็นดอกไม้สิริมงคลของคนจีน อีกทั้งยังเป็นดอกไม้ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในเทศกาลตรุษจีนอีกด้วย เพราะเมื่อคนจีนเห็นดอกเหมยเมื่อไร นั้นก็แสดงว่าลมหนาวกำลังจะผ่านพ้นไป และฤดูกาลแสนอบอุ่นนั้นกำลังคืบคลานเข้ามานั่นเอง ดอกเหมยจึงกลายเป็นดอกไม้ที่มีความหมายเป็นนัยว่า “สุขสันต์วันปีใหม่” นั่นเองค่ะ
ตุ้ยเหลียน
ขอบคุณรูปจาก reurnthai
ตุ้ยเหลียน สามารถแปลเป็นไทยได้ว่า “บทกลอนคู่” ตามที่เห็นกันในภาพ ตุ้ยเหลียนจะมีลักษณะเป็นบทกลอนคู่ ซ้าย-ขวา ขนาดยาว ซึ่งมีความหมายสัมพันธ์และสอดคล้องกัน
ตุ้ยเหลียนนั้น ไม่ได้ถูกใช้แค่ในงานแต่งหรือเทศกาลตรุษจีนเพียงเท่านั้น ยังใช้ในงานศพได้อีกด้วย นอกจากนี้ วัสดุที่ใช้ทำตุ้ยเหลียนนั้นก็มีหลายแบบ ตั้งแต่เขียนบนกระดาษ บนผ้า บนประตู หรือบางทีจะใช้วิธีแกะสลักบนหินก็มีนะคะ
แน่นอนว่าความหมายที่เขียนบนตุ้ยเหลียนนั้น จะเป็นคำอวยพร แตกต่างกันไปตามเทศกาล ยกตัวอย่างเช่นวันตรุษจีนจะใช้ตุ้ยเหลียน แบบพื้นสีแดง และตัวหนังสือสีทองเป็นต้นค่ะ
ฮก ลก ซิ่ว
ขอบคุณรูปจาก tnews
“ฮก ลก ซิ่ว” คือเทพเจ้า 3 องค์ที่คนจีนนับถือกันมาก เชื่อกันว่าเทพเจ้าทั้ง 3 องค์จะนำมาซึ่งความมั่งคั่งทั้ง 3 ประการ นั่นก็คือ ความร่ำรวย ความสุข และอายุที่ยืนนาน
หลักการในการบูชานั้น จำเป็นต้องบูชาทั้ง 3 องค์ ไม่ควรบูชาแค่องค์ใดองค์หนึ่งเพียงเท่านั้น นอกจากนี้ ตำแหน่งทิศที่บูชานั้น ก็จะช่วยเสริมความเป็นสิริมงคลต่างกันไปด้วยค่ะ
- ทิศใต้ : จะช่วยเสริมเรื่องการเงิน และโชคลาภ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับพ่อค้า แม่ค้า ทั้งหลาย
- ทิศเหนือ : จะช่วยเสริมบารมี และอำนาจ จึงเหมาะสำหรับนักธุรกิจ หรือผู้มีตำแหน่งสูง เป็นอย่างยิ่ง
- ทิศตะวันออก : จะช่วยเสริมเรื่อง สุขภาพ และช่วยให้ผู้บูชามีอายุยืนยาวขึ้น
ถ้าไม่รู้ว่าจะหาซื้อ เทพเจ้าทั้ง 3 องค์นี้ที่ไหน มาค่ะ ที่ขายดี มีให้เลือกเพียบ
ประทัดแดง
จะสังเกตได้ว่าในทุกเทศกาลมงคลของจีน จะต้องมีการจุดประทัดกันตลอด เพราะเหตุใด ทำไมคนจีนถึงต้องจุดประทัดรับวันมงคลกันด้วย เรามาไขข้อข้องใจกันค่ะ
ในสมัยโบราณมีสัตว์ร้ายชื่อว่า “ซานเซียว” หรือบางคนก็เรียกมันว่า “ปีศาจเหนียน” ซึ่งชอบมาขโมยของกิน และทรัพย์สินของชาวบ้านในวันปีใหม่ ไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้าจับตัวซานเซียวเลย เพราะชาวบ้านเชื่อว่าผู้ใดที่สัมผัสซานเซียนจะเจ็บป่วย วันหนึ่งชาวบ้านได้หุงข้าวโดยใช้ปล่องไม้ไผ่เป็นฟืนก่อไฟ ซานเซียวได้กลิ่นอาหารจึงวิ่งเข้ามาจะขโมย ทันใดนั้นเองปล่องไม้ไผ่ได้ดังลั่นขึ้น เนื่องจากปะทุกับไฟ จึงทำให้ซานเซียววิ่งหนีไปในทันที
หลังจากนั้นชาวจีนจึงเชื่อกันว่าเสียงของประทัดนั้น จะช่วยขับไล่สัตว์ร้าย และภูตผีวิญญาณในวันมงคลนั่นเอง
ปี่เซียะ หรือ (Pi Xiu หรือ Pi Yao)
ขอบคุณรูปจาก Horoscope
คนจีนเชื่อว่า “ปี่เซียะ” เป็นสัตว์มหามงคล ซึ่งมีรูปร่างเป็นสัตว์ 5 ชนิด ส่วนหัวมีลักษณะเป็นมังกร ในขณะที่หางเป็นแมว มีปีกเป็นนกอินทรี และมีร่างกายคล้ายกับสิงโตกับกวาง นั่นเอง
คนโบราณเชื่อกันว่า ปี่เซียะ เป็นสัตว์ที่ถูกสวรรค์ลงโทษ ให้กินได้แต่เงิน และทองเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น มันยังถูกปิดรูทวาร ทำให้ไม่สามารถขับถ่ายได้อีกด้วย จึงทำให้คนจีนเชื่อว่าหากบูชา ปี่เซียะ ไว้ที่บ้าน จะทำให้เงินไหลมาเทมา และไม่รั่วไหลไปไหนนั่นเอง
ที่สำคัญหาซื้อง่ายมากๆ ใครไม่สะดวกแบบตุ๊กตา แบบกำไลก็ฮิตนะคะ แถมยังเอาติดตัวไปไหนมาไหนสะดวกมากๆ ด้วย
ซองอั่งเปา
ถ้าพูดถึงตรุษจีน สิ่งที่นึกถึงอย่างแรก ก็ต้องเป็นเจ้าซองสีแดงซองนี้ ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของเทศกาลตรุษจีนไปแล้วอย่างแน่นอน เคยสงสัยกันไหมคะ ว่าทำไมต้องเป็นซองอั่งเปา ทำไมให้เงินสดๆ กันเลยไม่ได้ ความหมายของอั่งเปา คืออะไร วันนี้เรามีคำตอบมาให้ค่ะ
คำว่า “อั่งเปา” เป็นภาษาจีนกลางที่ออกเสียงตามจีนแต้จิ๋ว คำว่า “อั่ง” แปลว่า แดง ส่วนคำว่า “เปา” แปลว่า ซอง นั่นเอง เนื่องจากคนจีนเชื่อว่า สีแดง เป็นสีนำโชค ดังนั้นการนำเงินมาใส่ซองสีแดงจะยิ่งช่วยเสริมโชคเข้าไปอีก จึงไม่แปลกที่คนจีนจะนิยมมอบอั่งเปาให้กันในวันตรุษจีน วันแต่งงาน หรือวันมงคลอื่นๆ เพื่ออวยพรให้ผู้รับเจอกับความมั่งคั่ง ร่ำรวย นั่นเอง
สรุปท้ายบทความ
แม้ว่าเด็กรุ่นใหม่อาจจะมองว่า “งมงาย” หรือสิ่งเหล่าที่เป็นความเชื่อที่ล้าสมัย แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรใช่ไหมคะ ที่เราจะมีที่พึ่งพาทางใจ ให้ตัวเราเองรู้สึกสบายใจ และยึดเหนี่ยวในวันยากลำบาก ใครจะไปรู้ล่ะคะ ไม่แน่สิ่งปาฏิหาริย์อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีใจศรัทธาก็เป็นได้
เพื่อนๆ คนไหนกำลังมองหาของมงคลพวกนี้ในราคาเอื้อมถึง ไม่ทำร้ายกระเป๋าสตางค์ บอกเลยว่า “Look No Further” ค่ะ ที่เว็บ Kaidee ของเรา มีของมงคลมากมาย ไม่ว่าจะเป็น พระเครื่อง ของมงคลจีน และอีกมากมายให้ได้เลือกสรรกันในเว็บไซต์เดียว ว่าแล้วอย่ารอช้า คลิกเลย