วิธีเลือกไซส์รองเท้าเด็ก

วิธีเลือกไซส์รองเท้าเด็ก

“รองเท้า” คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ปกป้องดูแลเท้าของเราให้ปลอดภัยในทุกก้าวที่เดิน ปัจจุบันแฟชั่นของรองเท้าได้ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาออกแบบพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น นอกจากใส่สบายแล้วยังน้ำหนักเบา ช่วยประคองเท้าของคุณให้เดินหรือวิ่งโดยไม่เกิดอาการบาดเจ็บ โดยเฉพาะ “รองเท้าเด็ก” ยิ่งต้องใส่ใจดูแลมากเป็นพิเศษ ด้วยโครงสร้างของกระดูกเท้าที่ยังไม่แข็งแรงเท่าที่ควร วันนี้เราจึงมาแนะนำวิธีการเลือกรองเท้าสำหรับเด็กอย่างไรให้ดีและเหมาะสมต่อสุขลักษณะของลูกมากที่สุด

การเลือกซื้อรองเท้าสำหรับเด็กที่มีมากมายหลายแบบให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น รองเท้าหัดเดินสำหรับเด็กเล็ก รองเท้าผ้าใบ รองเท้าแฟชั่น หรือรองเท้านักเรียน ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าประเภทใดก็ตาม แต่ ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ ควรจะดูให้ดีเป็นอย่างยิ่ง และอาจจะใช้เวลาในการเลือกค่อนข้างนานกว่าปกติ เพราะเด็กไม่สามารถบอกได้ว่า รองเท้าใส่สบายหรือไม่ ใส่พอดีหรือเปล่า ซึ่งความชอบของเด็กบางทีก็ไม่ได้แสดงออกมาอย่างเด่นชัด จึงต้องอาศัยการซื้อรองเท้าให้เด็กทดลองใส่และดูจากการอาการของเด็กเท่านั้น

นับว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำหรับคนที่เป็นพ่อและแม่ กับความกังวลที่คิดว่าลูกของคุณจะยอมใส่ไหม เขาจะใส่สบายหรือเปล่า คุ้มค่ากับราคาที่เรายอมจ่ายไปหรือไม่ เพราะพ่อแม่บางคนอาจลงทุนกับรองเท้าผ้าใบจากแบรนด์ดัง แต่เมื่อซื้อมาแล้วเขาอาจไม่ชอบที่จะใส่ หรือใส่แล้วไม่เข้ากับเท้าของเขา วันนี้ Kaidee จะมาแนะนำวิธีการเลือกไซส์รองเท้าสำหรับเด็ก พร้อมเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อรองเท้าสำหรับ จะมีอะไรบ้างนั้น ตามมาดูกันเลย

วิธีวัดความยาวของเท้าเด็ก

สำหรับรองเท้าของเด็กแต่ละรุ่นแต่ละแบรนด์จะมีความยาวด้านในของรองเท้าที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น ไซส์ 21 ความยาวด้านในบางรุ่นจะอยู่ที่ 13 เซนติเมตร แต่บางรุ่นจะมีความยาวด้านในที่ 13.5 เซนติเมตร ดังนั้นวิธีที่มีความแม่นยำมากที่สุดคือพ่อและแม่ต้องรู้ความยาวของเท้าเด็กทุกครั้งก่อนซื้อ ซึ่งก็มีวิธีวัดความยาวของเท้าง่ายๆ ดังนี้

  1. ให้เด็กยืนแล้วนำเท้ามาวางบนกระดาษ
  2. จากนั้นให้เอาดินสอวาดตามรูปเท้าได้เลย
  3. นำสายวัดหรือไม้บรรทัดเพื่อวัดความยาวจากนิ้วโป้งถึงส้นเท้า
  4. เมื่อได้ความยาวที่ค่อนข้างแน่นอนแล้ว ควรบวกเพิ่มอีก 1 เซนติเมตร เช่น ความยาวของเท้าเด็ก 13.5 เซนติเมตร เวลาซื้อบวกเพิ่มอีก 1 เซนติเมตร จะต้องเลือกไซส์ 14.5 เซนติเมตร
  5. ในกรณีที่เด็กมีลักษณะของเท้าที่อวบอูมและบาน ควรเพิ่มความยาวไปอีก 1-1.5 เซนติเมตร

หากเด็กสวมใส่รองเท้าที่แน่นจนเกินไปจะทำให้รู้สึกไม่สบายเท้า แต่ในทางกลับกันถ้าหากสวมรองเท้าที่หลวมจนเกินไปก็จะเป็นปัญหาต่อการเดิน และความไม่พอดีที่จะทำให้รู้สึกถึงความไม่คล่องตัว เพราะทฤษฎีการเลือกรองเท้าส่วนใหญ่ที่บอกว่าใส่ไปนานๆ เดี๋ยวรองเท้าจะขยายเอง ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับรองเท้าเด็ก ซึ่งการเลือกรองเท้าให้กับเด็กๆ ต้องคำนึงถึงความสบายในการสวมใส่ ณ เวลานั้น

เมื่อไรที่เราควรซื้อรองเท้าใหม่ให้กับเด็ก

ด้วยความที่เป็นเด็กเล็กแล้วก็อาจไม่ได้มีการมานั่งบ่นว่ารองเท้าที่ใส่เริ่มคับแล้ว หรือรองเท้าหลวมจนเกินไป แต่พ่อแม่อาจจะสังเกตได้จากแผลรองเท้ากัด หรือผิวหนังแดงที่อาจเกิดจากการเสียดสีกับรองเท้า สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าผู้ปกครองควรที่จะเปลี่ยนรองเท้าใหม่กับเด็กๆ ได้แล้ว 

อีกหนึ่งวิธีก็คือหมั่นตรวจเช็กรองเท้าของเด็กอย่างเป็นประจำ เช่น มีจุดตรงไหนของรองเท้าที่สึกหรอมากกว่าปกติหรือเปล่า หากพบว่ามีการสึกหรอของพื้นรองเท้าจุดใดจุดหนึ่งเร็วกว่าจุดอื่นๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บอกได้ว่าควรเปลี่ยนรองเท้าใหม่ให้กับลูกได้แล้ว หรือถ้าหากเป็นเด็กเล็ก ตัวเด็กเองก็อาจมีอาการที่ไม่อยากจะสวมใส่รองเท้าคู่นี้เดินอีก สิ่งนี้ก็อาจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่จะต้องเปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่ให้กับเด็กๆ ได้แล้ว

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการให้เด็กลองรองเท้า

เป็นอีกหนึ่งเทคนิคในการเลือกซื้อรองเท้าให้กับเด็ก นั่นก็คือการเลือกช่วงเวลาในการที่จะพาลูกไปลองรองเท้า ซึ่งควรจะพาลูกไปเลือกลองรองเท้าในช่วงเที่ยงถึงเย็นเท่านั้น เนื่องจากโดยส่วนใหญ่ เท้าของเราจะขยายตัวมากที่สุดในช่วงเวลาที่กล่าวไป จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการลองรองเท้า 

ซึ่งปกติแล้วเหล่าเด็กๆ จะไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการลองรองเท้าเท่าไรนัก เพราะด้วยวัยที่กำลังซนและอาจจะห่วงเล่นมากไปหน่อย เหล่าผู้ปกครองควรหาร้านเฉพาะที่มีพนักงานมากประสบการณ์ในการหลอกล่อให้เด็กยอมทดลองสวมใส่ได้

ควรลงทุนซื้อรองเท้าที่ทำขึ้นมาเพื่อเด็กโดยเฉพาะ

แน่นอนว่ารองเท้าสำหรับเด็กในหนึ่งปีอาจจะต้องเปลี่ยนบ่อยมากกว่ารองเท้าผู้ใหญ่เสียอีก แต่ถ้าหากผู้ปกครองเลือกซื้อรองเท้าเด็กราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เข้ากับสรีระของรูปเท้าเด็กโดยเฉพาะก็อาจทำให้มีปัญหาในเรื่องของการเดินตามมาทีหลัง ถ้ายิ่งไปกว่านั้นอาจเกิดปัญหาเรื่องกระดูกที่ส่งผลเสียต่อเด็ก ด้วยการออกแบบที่ไม่ได้รองรับเข้ากับรูปเท้าของเด็ก ดังนั้นจึงต้องควรหลีกเลี่ยงรองเท้าเด็กที่มีราคาถูกกว่าปกติ หรือรองเท้าก็อปปี้แบรนด์ดังอย่างเด็ดขาด

ลักษณะของรองเท้าที่ควรเลือกซื้อให้กับเด็ก

การให้ความสำคัญในการเลือกซื้อรองเท้าให้กับเด็ก หลักๆ ก็ควรจะมีเชือกรองเท้าสำหรับผูก หรือระบบการรัดรองเท้าเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว และควรหลีกเลี่ยงรองเท้าที่เปิดส้นเพราะอาจทำให้เด็กเดินสะดุดและไม่สะดวกสบายได้ การเลือกรองเท้าโดยพื้นฐานที่ต้องให้ความสำคัญคือ วัสดุ เช่น หากรองเท้าที่ถูกผลิตด้วยวัสดุที่ระบายอากาศได้เป็นอย่างดีก็จะทำให้ไม่ร้อน เหงื่อออกน้อย และไม่มีกลิ่น ในส่วนของพื้นรองเท้าควรเลือกพื้นรองเท้าแบบไม่มีส้น เน้นพื้นรองเท้าที่มีความเสมอกัน เนื่องจากจะส่งผลต่อการเดินของเด็ก และพื้นรองเท้าควรจะมี Traction หรือรอยหยักเพื่อป้องกันการลื่นล้มในขณะเดินหรือวิ่ง

วัสดุของรองเท้าแบบไหนดีที่สุด ?

แม้ว่าเหล่าลูกๆ ของคุณยังเด็กและไม่ใช่วัยรุ่น แต่ต่อมเหงื่อของพวกเขากำลังพัฒนาต่อเนื่องเป็นอย่างมาก ซึ่งจะทำให้เท้าของเด็กนั้นมีเหงื่อออกมาเยอะเป็นพิเศษ รองเท้าที่ทำเคลือบพลาสติกหรือใช้วัสดุสังเคราะห์จะปิดทางระบายอากาศทำให้อับชื้นได้ง่าย ซึ่งไม่แนะนำให้ใช้ จะดีที่สุดคือควรเป็นรองเท้าแบบผ้าหรือผ้าใบที่ผิวของวัสดุจะระบายอากาศได้ดี ส่วนพื้นรองเท้าควรเป็นวัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูง และมีดอกยางที่ช่วยในการยึดเกาะกับพื้นได้เป็นอย่างดี

เด็กใส่รองเท้าแตะดีหรือไม่ ?

ภาพลักษณ์การออกแบบของรองเท้าแตะนั้นดูให้ความรู้สึกที่สบายและสะดวก แถมเป็นเด็กใส่เมื่อไรแล้วจะยิ่งดูน่ารักเป็นพิเศษ แต่รองเท้าแตะนั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสวมใส่ได้ตลอดเวลา สามารถสวมใส่เมื่อเวลาอยู่บ้าน หรือไปละแวกที่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก และรองเท้าแตะจะทำให้เด็กรู้สึกลื่นไม่ปลอดภัย รวมถึงยังไม่ส่งเสริมทักษะในการเดินใหม่ๆ ให้กับเด็กอีกด้วย ดังนั้นเมื่อเวลาออกไปข้างนอกหรือไปเที่ยวควรจะสวมใส่รองเท้าผ้าใบจะดูเหมาะสมมากกว่า

สรุป

จะเห็นได้ว่าการเลือกรองเท้าสำหรับเด็กนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว ซึ่งมีวิธีการเลือกที่ละเอียดอ่อน และถ้าหากเลือกไม่ดีไม่ถูกต้องตามอาจส่งผลต่อสรีระของเท้าลูกคุณได้อย่างชัดเจน การเลือกซื้อรองเท้าเด็กควรต้องให้เด็กมีโอกาสได้ลองก่อนตัดสินใจซื้อทุกครั้ง คุณพ่อและคุณแม่ควรใส่ใจเรื่องนี้ให้มากๆ ก่อนที่จะซื้อรองเท้าหนึ่งคู่ให้ลูกของคุณ

สำหรับพ่อแม่ท่านใดที่กำลังหาซื้อรองเท้าให้ลูกอยู่ เราขอแนะนำ Kaidee แหล่งขายของออนไลน์ราคาถูกที่มีสินค้าให้คุณเลือกซื้ออีกเพียบ และอย่าลืมนำวิธีที่เราได้แนะนำไปปรับใช้ในการเลือกซื้อรองเท้า เพื่อให้ได้รองเท้าที่ดีที่สุดแก่ลูกน้อยของคุณ

7 ทริคแต่งเสื้อยืดแบรนด์ไปเที่ยวสบายๆ ให้ดูแพง

7 ทริคแต่งเสื้อยืดแบรนด์ไปเที่ยวสบายๆ ให้ดูแพง

“เสื้อยืด หรือ T-Shirt” นับว่าเป็นเสื้อที่เราทุกคนสวมใส่มากที่สุดในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะใส่นอน ใส่เที่ยว รวมถึงยังเป็นเสื้อที่สามารถสวมใส่ได้ทุกเพศ ทุกวัย โดยคำว่า T-Shirt มาจากรูปทรงของเสื้อที่มีรูปร่างของแขนและลำตัว ส่วนใหญ่จะเป็นแบบแขนสั้น คอกลม ไม่มีปก ถักเย็บด้วยเนื้อผ้าที่เบาสบาย และทำความสะอาดง่าย ผสมผสานกับเทคโนโลยีในปัจจุบันที่สามารถผลิตได้จำนวนที่มากและเร็วขึ้นอีกด้วย

โดยที่มาของเสื้อยืดนั้นมีวิวัฒนาการมาจาก “เสื้อซับใน” ในสมัยศตวรรษที่ 19 เมื่อกองทัพสหรัฐอเมริกาได้นำเสื้อยืดมาสวมใส่ไว้ด้านในเครื่องแบบ จนกลายเป็นธรรมเนียมในการใส่เครื่องแบบสำหรับเหล่ากะลาสีเรือ และทหารเรือ โดยมีจุดประสงค์เพื่อเวลาลงเรือที่มีสภาพอากาศร้อนชื้น ประกอบกับการทำงานที่ต้องอาศัยความคล่องตัวจึงสามารถถอดเครื่องแบบและปฏิบัติหน้าที่ด้วยการสวมใส่เสื้อยืดได้อย่างคล่องแคล่วสบายตัว

หลังจากนั้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เสื้อยืดก็ถูกพัฒนามาเรื่อยๆ จนได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้นในทุกกลุ่มชนชั้น ไม่ว่าจะเป็น คนงานในอุตสาหกรรม เกษตรกร คนงานในเมือง และเหล่ากรรมกร เนื่องจากเสื้อยืดให้ความรู้สึกในการสวมใส่ที่สบาย ทำความสะอาดง่าย ที่สำคัญราคาไม่แพง ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้เสื้อยืดนั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จนกระทั่งปี 1950 เมื่อ Marlon Brando นักแสดงนำหลักจากภาพยนตร์ที่ได้รับความสำเร็จแห่งยุคเรื่อง A Streetcar Named Desire ได้สวมใส่เสื้อยืดในการแสดง ยิ่งตอกย้ำความนิยมจนกลายเป็นแฟชั่นยอดฮิต และถูกหยิบมาใส่เป็นเสื้อลำลองตัวนอกที่ไม่ใช่แค่เพียงสวมใส่เป็นเสื้อซับในเท่านั้น

นอกจากนี้เสื้อยืดยังคงถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเสื้อพิมพ์ลายในปี 1942 โดยโรงเรียนกองทัพอากาศในประเทศสหรัฐอเมริกา และได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในรูปแบบของตัวแทนการแสดงออกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การโฆษณา การประท้วง หรือของที่ระลึก ในปัจจุบันเสื้อยืดก็มีให้เลือกซื้อกันหลายรูปแบบด้วยกัน ทั้งคอกลม คอวี รวมถึงการย้อมสี และประยุกต์เสื้อยืดเข้ากับเทคนิคอื่นๆ ที่นักออกแบบ หรือเหล่าศิลปินระดับโลกที่ต่างให้ความสนใจในเสื้อยืด จนกลายมาเป็นแฟชั่นที่เหนือกาลเวลาแบบไม่เคยตกยุคนั่นเอง

ซึ่งในปัจจุบันนี้แต่ละแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำของโลกก็ยังคงพัฒนาและดีไซน์การออกแบบเสื้อยืดออกมากันเรื่อยๆ เพราะแฟชั่นคือการไม่หยุดนิ่งเพื่อให้เหล่าสาวๆ และหนุ่มๆ ได้หยิบเสื้อยืดเอามามิกซ์แอนด์แมทช์กับหลายลุคให้ดูเก๋และดูแพง วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการใส่เสื้อยืดแมทช์กับอะไรบ้างถึงจะทำให้เสื้อยืดธรรมดาให้ปัง ที่ได้ทั้งลุคชิดๆ คูลๆ ใส่ออกไปข้างนอกแล้วดูแพงขึ้นมาทันที

1. ใส่เสื้อยืดสีขาวคู่กับกางเกงสีขาว

สำหรับสาวๆ แล้ว เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงสีขาวเป็นอะไรที่เข้ากันและลงตัวสุดๆ ซึ่งสาสามารถเลือกประเภทของกางเกงได้อย่างตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็น กางเกงยีนส์ กางเกงผ้าคอตตอน ยิ่งไปกว่านั้นคือการเลือกเป็นกางเกงยีนส์ขาสั้นก็ได้ หรือจะเป็นกางเกงสแล็คเอวสูง เพิ่มลูกเล่นง่ายๆ ให้ดูแตกต่างด้วยการเอาเสื้อใส่ในกางเกง เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ลุคการแต่งตัวของคุณดูคลีน แต่ดูดีมีสไตล์สุดๆ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งลุคที่เราอยากแนะนำมากที่สุดเลยทีเดียว

2. เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงสีดำ

อาจจะเป็นสีที่เบสิคที่สุด แต่รู้หรือไม่ว่าเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงสีดำเป็นอะไรที่ลงตัวที่สุดแล้ว ซึ่งคุณสามารถเลือกประเภทของกางเกงได้ตามต้องการ เช่น กางเกงยีนส์ขากระบอก หรือกางเกงสแล็ค เพิ่มลูกเล่นให้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้นด้วยการเอาเสื้อใส่ในกางเกง เลือกสวมรองเท้าหนังทรง Chelsea Boots ให้ลุคดูมีความเรียบหรูผสมความสบายๆ ด้วยกางเกงยีนส์ขากระบอกแค่นี้ก็ทำให้คุณดูดีที่สุดแล้ว

3. เสื้อสีขาวกับกางเกงยีนส์

อีกหนึ่งลุคที่เชื่อว่าสาวๆ หรือหนุ่มๆ ทุกคนจะต้องมีไอเทม 2 ชิ้นนี้ติดตู้เสื้อผ้ากันแน่นอนอยู่แล้วกับ เสื้อยืดสีขาวและกางเกงยีนส์ เพราะเป็นลุคที่น่าสนใจ และสามารถหยิบมาสวมใส่ได้ทุกโอกาส ถือว่าเป็นการมิกซ์แอนด์แมทช์ยอดนิยม ยิ่งถ้าคุณเพิ่มลูกเล่นของกางเกงยีนส์ขากระบอกแล้วเอาเสื้อใส่ในกางเกง พร้อมกับสวมรองเท้าสุดคลาสสิกตลอดกาลอย่าง Converse เพียงเท่านี้ลุคของคุณก็จะดูวินเทจสุดๆ แถมดูเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้คุณดูดีมีสไตล์แบบไม่ต้องคิดเยอะ

4. เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงขาสั้น

นับว่าเป็นอีกหนึ่งลุคที่พบเห็นได้บ่อยในปัจจุบันนี้กับการสวมใส่เสื้อยืดสีขาวคู่กับกางเกงขาสั้น เนื่องจากสภาพอากาศของประเทศไทยที่ร้อนเป็นส่วนใหญ่ กางเกงขาสั้นก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งไอเทมที่ดูน่าสนใจมากเลยทีเดียว เพียงแค่คุณหยิบเสื้อสีขาวมาผสมกับกางเกงขาสั้นที่เราขอแนะนำเป็นสีเอิร์ธโทน ปิดท้ายด้วยการสวมใส่รองเท้าผ้าใบสีขาว หรืออยากจะเพิ่มความสตรีทเล็กน้อยลงไปก็สามารถหยิบถุงเท้าแบบข้อยาวแล้วสวมใส่รองเท้าสนีกเกอร์ เพียงแค่นี้ก็ช่วยเพิ่มลุคของคุณได้หลายสไตล์แบบง่ายๆ อีกด้วย

5. เสื้อยืดสีสันกับกางเกงขายาว

จากที่เราได้พูดถึงแต่เสื้อยืดสีขาวแบบพื้นๆ กันไปแล้ว รอบนี้มาเอาใจสำหรับคนที่ชอบสีสันกันบ้าง กับการมิกซ์แอนด์แมทช์เสื้อยืดสีสันและกางเกงขายาว ซึ่งหลักการง่ายๆ ที่จะช่วยทำให้คุณดูดีคือการเลือกโทนสีให้ลงตัวและเข้ากันนั่นเอง โดยอาจจะเริ่มจากการเลือกโทนสีที่ใกล้เคียงกัน ไปจนถึงโทนสีคู่ตรงข้ามก็จะทำให้ลุคของคุณดูสดใส แถมยังสนุกไปกับการมิกซ์แอนด์แมทช์ หยิบนั่นหยิบนี่มาผสมให้ดูลงตัวกันจนออกมารอดแน่นอน 

6. เสื้อยืดสีสันกับกางเกงขาสั้น

เมื่อพูดถึงเสื้อสีสันกับกางเกงขายาวกันไปแล้ว มาถึงคราวของเสื้อยืดสีสันกับกางเกงขาสั้นกันบ้าง ซึ่งลุคนี้เรียกได้ว่าเอาใจคนที่ชอบใส่กางเกงขาสั้นที่ให้ความรู้สึกสบาย แถมไม่ร้อนจนเกินไป แต่ที่สำคัญคือการมิกซ์แอนด์แมทช์โทนสีต้องใกล้เคียงกัน และดูลงตัว จะทำให้คุณสนุกกับการหยิบเสื้อกับกางเกงมาใส่ได้อย่างสนุก แถมยังส่งผลให้ลุคนี้ของคุณดูสบายทุกครั้งเมื่อสวมใส่

7. เสื้อยืดสีสันกับกระโปรง

หลังจากที่มีทั้งกางเกงขายาวและกางเกงขาสั้นกันไปแล้ว มาถึงลุคสุดท้ายกันบ้างกับการมิกซ์แอนด์แมทช์เสื้อยืดสีสันเข้ากับกระโปรง นับว่าเป็นอีกหนึ่งลุคที่การันตีว่าจะทำให้สาวๆ ดูสดใสอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นลุคที่แต่งง่ายแถมยังดูดีมีสไตล์ ทริคสำคัญก็คือการจับคู่สีที่ใกล้เคียงกันเช่นเดียวกับการเลือกเสื้อยืดสีสันกับกางเกงขายาว แต่เพียงแค่เปลี่ยนจากกางเกงขายาวมาเป็นกระโปรงแทน เป็นอีกหนึ่งลุคเก๋ๆ ที่เราอยากแนะนำให้ลองเอาไปแมทช์กันได้ตามใจชอบ

สรุป

หลังจากที่อ่านจบกันไปแล้วเหล่าสาวๆ หนุ่มๆ จะเห็นได้ว่าสิ่งสำคัญของการนำเสื้อยืดแบรนด์มาใส่เที่ยวนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ของแพงเสมอไป เพียงแต่เราต้องรู้เทคนิคในการเลือกหยิบไอเทมเหล่านั้นมาใช้ให้ลงตัว รวมถึงความเข้าใจในการมิกซ์แอนด์แมทช์ในเรื่องของการใส่ใจดีเทลรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และการเลือกจับคู่ของโทนสีให้ดูลงตัว ยังไงลองเอาทริคที่เราแนะนำไปใช้กันดู รับรองว่าการใส่เสื้อยืดแบรนด์สบายๆ จะทำให้ดูแพงอย่างแน่นอน

ถ้าหากใครต้องการหาแหล่งช้อปปิ้งเสื้อผ้าออนไลน์ดีๆ เราอยากแนะนำ Kaidee แหล่งขายของออนไลน์สินค้าดีราคาถูกที่ไม่ได้มีเพียงแค่เสื้อผ้าเท่านั้น แต่ยังประกอบไปด้วยหลายหมวดหมู่ที่รอคุณให้เข้าไปเลือกช้อปอยู่อีกเพียบ

7 ไอเดียมิกซ์แอนด์แมทช์ของวินเทจไม่มีตกเทรนด์

7 ไอเดียมิกซ์แอนด์แมทช์ของวินเทจไม่มีตกเทรนด์

ในปัจจุบันกระแสแฟชั่นในประเทศไทยนั้นมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก แต่เทรนด์แฟชั่นที่มาแรงตลอดกาลแบบไม่มีตกยุคนั้นต้องยกให้ “การแต่งตัวแนววินเทจ” ที่ฮิตกันมากๆ โดยเฉพาะในหมู่สาวๆ ที่ไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมลุคให้ดูดีไม่ซ้ำใคร แต่ยังเป็นการมิกซ์แอนด์แมทช์ไอเทมหลายแบบหลายแนวเข้าไว้ด้วยกันอย่างสนุกและลงตัว รวมถึงยังปรับเปลี่ยนลุคให้ดูน่ารัก สวยหวาน หรือจะไปทางเซ็กซี่ก็ชวนน่ามองได้เช่นกัน

แต่การแต่งตัวแนววินเทจก็ต้องทำความเข้าใจหลักการเล็กๆ น้อยๆ กันก่อน เนื่องจากเสื้อผ้า และกางเกงจะมีความย้อนยุค หากว่าเราเลือกหยิบจับชิ้นที่ไม่มิกซ์แอนด์แมทช์มาใส่ก็จะทำให้ดูเหมือนคนมีอายุ แต่ถ้าหากว่าเราเลือกชิ้นที่มีความเข้ากันก็จะให้ภาพลักษณ์ออกมาดูมีความร่วมสมัย เก๋ และน่ารัก 

วันนี้เราจึงจะพาเพื่อนๆ มาทำความรู้จักกับ 7 ไอเดีย สำหรับการแต่งตัวแนววินเทจที่ผู้หญิงก็ใส่ได้ ผู้ชายก็ใส่ดี พร้อมด้วยไอเดียมิกซ์แอนด์แมทช์ไอเทมเหล่านี้ให้ได้แนววินเทจสุดเก๋และเท่ไม่ซ้ำใคร ถ้าพร้อมแล้วก็ตามมาดูกันได้เลย

1. เสื้อกั๊ก

หลายคนอาจมีภาพจำที่ไม่ค่อยดีกับเสื้อกั๊กเท่าไรนัก เนื่องจากภาพที่ชินตาของเราคือเสื้อแขนกุดตัวในที่เหล่าสุภาพบุรุษมักสวมใส่ทับเสื้อเชิ้ตแขนยาวและมีสูทคลุมอีกชั้นเพื่อความเรียบร้อยและเป็นทางการ แต่เสื้อกั๊กที่นิยมนำมาใส่แต่งตัวแนววินเทจส่วนใหญ่จะไม่ได้มีความเรียบหรูแบบทางการ แต่จะเป็นเสื้อกั๊กที่ทำจากผ้าคอตตอน หรือทำจากไหมพรมนั่นเอง

โดยส่วนใหญ่การแต่งตัวแนววินเทจที่หยิบเอาเสื้อกั๊กมาใส่เข้ากับชุดสูท แต่เราจะเปลี่ยนเสื้อตัวในให้มีความน่ารักและยูนีคขึ้นไปอีก จะเน้นไปที่แนวลำลองทั่วไปมากกว่า ซึ่งสาวๆ สามารถเอาเสื้อกั๊กไหมพรมมาใส่ทับกับเสื้อยืดโอเวอร์ไซส์ หรือผู้ชายก็สามารถหยิบเสื้อกั๊กที่มีช่องกระเป๋าเยอะๆ ใส่ทับกับเสื้อยืดให้อารมณ์แนวแคมป์ปิ้งก็เท่ไปอีกแบบได้เหมือนกัน

2. กางเกงขาบาน

มาที่กางเกงกันบ้างซึ่งเราอยากแนะนำกางเกงขาบานที่มีลักษณะเป็นกางเกงขายาว ตั้งแต่ช่วงต้นขาลงไปจะมีความกว้าง ให้อารมณ์วินเทจสุดๆ แถมยังเน้นไปที่การสวมใส่สบาย ไม่อึดอัดจนทำให้เรารู้สึกไม่สบายตัว 

ซึ่งกางเกงขาบานเป็นไอเทมอีกหนึ่งชิ้นที่จะทำให้ลุคของสาวๆ ดูวินเทจขึ้นมาทันที ควรเลือกกางเกงขาบานที่เป็นผ้ายีนส์หรือเดนิมจะดีที่สุด เพราะสามารถนำมาใส่มิกซ์แอนด์แมทช์ได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่น นำมาใส่คู่กับเสื้อวงดนตรีหรือเสื้อยืดสีขาวแล้วเอาเสื้อเข้าในกางเกงแค่นี้ก็มีความวินเทจแล้ว นอกจากนี้กางเกงขาบานยังช่วยพรางสายตาให้สาวๆ ดูขาเรียวยาวมากกว่าเดิมอีกด้วย

3. รองเท้าทรง Loafers

คอมพลีทลุคเก๋ๆ ให้ดูสมบูรณ์แบบด้วยรองเท้าทรง Loafers ซึ่งเป็นรองเท้าส้นเตี้ยไม่มีเชือก มาพร้อมดีไซน์สุดเรียบง่าย เสริมความคลาสสิกด้วยหนังที่เงางามอันเป็นเอกลักษณ์ ช่วยเสริมลุคให้ดูกึ่งทางการ สุภาพเรียบร้อย ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถนำมามิกซ์แอนด์แมทช์สวมใส่ในวันสบายๆ ได้เช่นเดียวกัน

4. ผ้าพันคอพิมพ์ลาย

นับว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องประดับสำหรับการแต่งตัวแนววินเทจที่จะขาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด โดยผ้าพันคอพิมพ์ลายแนววิเนทจส่วนใหญ่จะทำจากผ้าไหมลื่นมือ พร้อมพิมพ์ลายสีสันสดใสของดอกไม้ สีทองหรูหรา หรือแม้แต่ลายลูกน้ำที่เรียกกันว่าพาสลีย์ เป็นต้น 

ซึ่งลวดลายแปลกตาเหล่านี้ที่นับว่าเป็นเสน่ห์ทำให้เรารู้สึกถึงกลิ่นอายความย้อนยุค ความพิเศษของมันที่ไม่ใช่ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่ผ้าพันคอเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาโพกหัวใช้แทนที่คาดผม มัดผม หรือแม้แต่นำมาพาดไหล่เก๋ๆ แค่นี้ก็เพิ่มลุคเก๋ๆ แบบวินเทจแล้ว

5. กระโปรงวินเทจกับเสื้อสีพื้น

มาที่กระโปรงกันบ้างซึ่งเราขอแนะนำเป็นกระโปรงยาวประมาณเข่าหรือประมาณกลางหน้าแข้งที่มีลักษณะพลิ้วๆ หรือพิมพ์ลวดลายวินเทจสุดแปลกตาก็นับว่าเป็นไอเทมอีกหนึ่งชิ้นสำหรับการแต่งตัวแนววินเทจที่ห้ามพลาดเช่นเดียวกัน ซึ่งกระโปรงวินเทจสามารถนำมาสวมใส่มิกซ์แอนด์แมทช์ได้ง่ายๆ เช่น กระโปรงพิมพ์ลายวินเทจกับเสื้อยืดสีพื้นสักตัว แค่นี้ก็ดูเก๋เรียบไม่ซ้ำใครแน่นอน

6. เครื่องประดับวินเทจ

หลังจากที่เราได้แนะนำเสื้อ กางเกง กระโปรง และรองเท้ากันไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะขาดไปไม่ได้ นั่นก็คือ “เครื่องประดับวินเทจ” นับว่าเป็นหนึ่งไอเทมที่คงอยู่กับสไตล์การแต่งตัวแนวต่างๆ มาโดยตลอด ซึ่งเครื่องประดับที่เหมาะกับการแต่งตัวแนววินเทจ คือ เครื่องประดับที่เน้นความอลังการ เล่นใหญ่ เช่น ต่างหูใหญ่ๆ สร้อยคอใหญ่ๆ เป็นต้น แต่ต้องเลือกเพียงหนึ่งชิ้นเท่านั้น ถ้าสาวๆ อยากใส่สร้อยคอใหญ่ๆ ก็ห้ามใส่ต่างหูใหญ่ๆ ที่เหมือนกัน

7. เสริมด้วยแว่นตาสไตล์ Granny

ในเมื่อแต่งองค์ทรงเครื่องแทบจะครบเกือบทุกชิ้นแล้ว ยังมีอีกหนึ่งไอเทมที่ขาดไม่ได้อย่างเด็ดขาดสำหรับการแต่งตัวแนววินเทจ นั่นก็คือ “ แว่นตา” ซึ่งต้องเป็นแว่นตาสไตล์ Granny หรือแว่นตาทรงคุณยายนั่นเองโดยจะมีลักษณะกรอบสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ถ้าเป็นแว่นกันแดดก็ควรเลือกเลนส์เป็นสีชาหรือสีน้ำตาลที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเบาๆ ยิ่งเมื่อสวมใส่แว่นตาสไตล์ Granny ควบคู่ไปกับผ้าโพกหัวพิมพ์ลายก็ต้องบอกเลยว่าเก๋และเท่สุดๆ เหมือนย้อนยุคกลับไปปี 70s ที่วินเทจกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

สรุป

เป็นอย่างไรกันบ้างกับไอเดียเก๋ๆ เพื่อให้คุณแต่งตัวแนววินเทจสนุกๆ และมิกซ์แอนด์แมทช์กันอย่างเพลินๆ เมื่ออ่านจบแล้วเพื่อนๆ ก็ลองรื้อตู้เสื้อผ้าออกมาดูกันได้ แต่ถ้าหากความวินเทจยังไม่พอก็สามารถออกไปช้อปไอเทมเหล่านี้ได้แบบราคาไม่แรงแถมยังจะช่วยเสริมลุคให้คุณดูเก๋และมีสไตล์ไม่ซ้ำใครอย่างแน่นอน 

สำหรับสาวๆ หรือหนุ่มๆ คนไหนที่ยังหาแหล่งช้อปสินค้าวินเทจไม่ได้ ลองคลิกเข้ามาช้อปออนไลน์ได้ที่ Kaidee แหล่งขายของออนไลน์ราคาถูกที่มีของให้คุณเลือกช้อปอย่างนับไม่ถ้วน

5 รถยอดนิยมสำหรับนำมาขับแท็กซี่

5 รถยอดนิยมสำหรับนำมาขับแท็กซี่

แท็กซี่ถือว่าเป็นหนึ่งในภาคส่วนสำคัญของระบบคมนาคม ที่ชูจุดเด่นในเรื่องของความสะดวกสบายและระยะทางที่เราสามารถกำหนดได้ รวมถึงความอิสระในการทำงาน ส่งผลให้หลาย ๆ คนเริ่มที่จะหันมาทำอาชีพในการขับแท็กซี่มากขึ้น

จากข้อมูลของกระทรวงคมนาคม สถิติจำนวนรถที่จดทะเบียนเป็นรถแท็กซี่ ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2563 มีจำนวนมากถึง 76,637 คัน ทำให้หลาย ๆ คนอาจจะเกิดความสงสัยหรือความคิดว่ารถยนต์รุ่นไหนที่เหมาะสำหรับการขับแท็กซี่ โดยคัด 5 รุ่นยอดนิยมสำหรับการขับรถประเภทนี้โดยเฉพาะ

ขั้นตอนในการสมัครขับแท็กซี่

สำหรับการขับแท็กซี่นั้นไม่สามารถที่จะขับได้เลย แต่จะต้องได้รับใบขับขี่รถสาธารณะก่อน โดยจะต้องขอผ่านกรมทางบก ซึ่งจะมีการทดสอบสมรรถนะของร่างกาย ทดสอบปฏิกิริยาต่าง ๆ รวมไปถึงการอบรมเป็นจำนวน 5 ชั่วโมงและการทดสอบภาคทฤษฎีอีกด้วย

ซึ่งหลักฐานที่ใช้สำหรับการขอใบขับขี่สาธารณะมีดังต่อไปนี้

  • สำเนาบัตรประชาชน
  • ใบรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราวอายุไม่เกิน 1 ปี
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • ใบรับรองแพทย์
  • หลักฐานการรับรองว่าผ่านการอบรมและการทดสอบทฤษฏีจากทางกรมขนส่งทางบก

หากเราไม่มีใบขับขี่สาธารณะแล้วยังดึงดังจะขับรถแท็กซี่ เราอาจจะโดนปรับไม่เกิน 1000 บาท จำคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือว่าอาจจะโดนทั้งจำทั้งปรับก็เป็นได้

การปลดป้ายสำหรับแท็กซี่

หลาย ๆ คนอาจจะไม่รู้ว่าแท็กซี่ในประเทศไทยนั้นมีอายุไม่เกิน 9 ปี เมื่อมีอายุเกินแล้ว เราจะต้องทำเรื่องในการปลดป้ายแท็กซี่ที่กรมขนส่งทางบก โดยต้องใช้หลักฐานดังต่อไปนี้

  • ใบคู่มือจดทะเบียนรถ
  • สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชน หากเป็นนิติบุคคล ให้ใช้สำเนารองรับการจดทะเบียนนิติบุคคล และสำเนาบัตรประชาชนที่มีอำนาจในการลงนาม
  • แผ่นป้ายทะเบียนรถ
  • แบบคำขอไม่ใช้รถ ที่กรอกรายละเอียดและลงลายมือชื่อเรียบร้อยแล้ว
  • กรณีที่ส่งผู้มอบอำนาจมา ต้องมีหนังสือรับมอบอำนาจและสำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบอำนาจ
  • ใบตรวจสภาพรถ

เพียงเท่านี้เราก็สามารถที่จะเปลี่ยนรถแท็กซี่เป็นรถบ้านได้แล้ว พร้อมกับเป็นเจ้าของรถอย่างสมบูรณ์ แต่หากว่าเราไม่ยอมทำเรื่องปลดป้ายเมื่ออายุเกิน นอกจากจะเป็นการเสี่ยงในเรื่องของความปลอดภัยแล้ว ยังมีโทษปรับทางด้านกฎหมายอีกด้วย


5 รุ่นรถยนต์ที่นิยมนำมาขับแท็กซี่

Toyota Corolla Altis

ถือว่าเป็นหนึ่งในรถที่หากขึ้นแท็กซี่ 80% มักจะเป็นรุ่นนี้ โดยจุดเด่นของรถรุ่นนี้คือความคุ้มค่าคุ้มราคาอย่างมาก ทั้งในเรื่องของเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร ห้องโดยสารที่กว้างทำให้ผู้โดยสารรู้สึกสะดวกสบาย รวมถึงอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม ในราคาเริ่มต้นเพียง 839,000 บาทเท่านั้น

นอกจากนี้เนื่องจาก Altis ได้รับความนิยมมาก ทำให้เราสามารถที่ได้จะหาร้านซ่อมได้ง่าย ไม่จำเป็นที่จะต้องเพิ่งในส่วนของศูนย์ของ Toyota เสมอ แต่อู่รถต่าง ๆ สามารถที่จะซ่อมได้เช่นกัน เพียงแต่ว่าเราอาจจะหาอู่ที่ไว้ใจได้เท่านั้นเอง

Toyota Innova

หากไม่นับ Toyota Corolla Altis แล้วหนึ่งในรถของ Toyota ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันก็คือ Toyota Innova ที่มักจะพบได้บ่อยในเขตสนามบิน ซึ่งจุดเด่นของรถรุ่นนี้คือ ประโยชน์ในการใช้งานที่เราสามารถใช้ในการขนของและผู้โดยสารได้เยอะกว่า Corolla Altis อีกทั้งกำลังเครื่องที่แรงกว่าเพราะเป็นเครื่อง 2.0 หรืออาจจะเป็นเครื่อง 2.8 ก็ย่อมได้

ด้วยความที่เป็นรถ Toyota ทำให้เราสามารถที่จะหาอะไหล่เพื่อซ่อมได้ง่าย ราคาไม่แพง อีกทั้งยังสามารถไปใช้ประโยชน์อื่น ๆ ได้อีกมากมาย ทำให้การซื้อ Innova ค่อนข้างที่จะคุ้มในแง่ของการใช้งานที่หลากหลาย

Nissan Sylphy

สำหรับฝั่ง Nissan แล้วหนึ่งในรุ่นที่พบเห็นได้บนท้องถนนได้แก่ Nissan Sylphy ที่แท็กซี่หลาย ๆ สหกรณ์นิยมนำมาทำให้เช่า ด้วยความที่เป็นรถที่มีความทนทาน สามารถที่จะใช้ได้งานได้นานหลายปี อีกทั้งสมรรถนะของรถเองก็ถือว่าดีมาก ๆ ขี่ในเมืองหรือว่าขี่ไปไกลก็สบายหายห่วง

แต่เป็นที่น่าเสียเนื่องจากทาง Nissan เลิกที่จะทำการตลาดรถรุ่นนี้แล้ว ทำให้การซ่อมแซมอาจจะยาก เนื่องจากอาจจะต้องหาอู่ซ่อมรถเฉพาะทาง ประกอบกับราคาอะไหล่อาจจะสูงจนทำให้เมื่อรถพังมาก ๆ ซื้อรถใหม่อาจจะเหมาะกว่า

Toyota Camry

Toyota Camry นอกจากจะเป็นรถส่วนบุคคลที่หลาย ๆ นิยมขับแล้ว บรรดาสหรกรณ์ต่าง ก็นิยมที่จะนำเอารถรุ่นนี้มาทำเป็นรถแท็กซี่ ที่ชูจุดเด่นด้วยเครื่องยนต์ 2.0 พร้อมกับดีไซน์ภายนอกที่หรู พร้อมจะดึงดูดบรรดาเหล่าผู้โดยสารให้เรียกใช้บริหาร ภายในที่หรูหราและขับสบายเหมาะมากในการขับในเมืองที่การจราจรคับคั่งอย่างกรุงเทพมหานคร

แม้ว่าราคาของ Camry อาจจะมีราคาแพงเมื่อเทียบกับรุ่นรถอย่าง Altis แต่ก็แลกมากับสมรรถนะที่ดีกว่า รวมถึงดีไซน์ที่ดูหรูหรามากกว่า ทำให้หากลูกค้าเรียกหรือว่าโดยสาร ย่อมมีความประทับใจมากกว่ารถรุ่นอื่น ๆ อย่างแน่นอน

Toyota Fortuner

ปิดท้ายกันด้วยรถ PPV ขวัญใจชาวแท็กซี่สนามบินอย่าง Toyota Fortuner ที่เรามักจะได้เห็นกันบ่อย ๆ โดยจุดเด่นของรถรุ่นนี้คือ การเป็นรถที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ทำให้สามารถหาอะไหล่มาซ่อมรถได้ง่าย อีกทั้งยังเป็นรถที่มีขนาดใหญ่ ทำให้ขับขี่สบาย ผู้โดยสารก็สะดวก เก็บของได้มาก นอกจากนี้ยังมีระยะเวลาในการใช้งานที่ยาวนานอีกด้วย

สรุป

จะเห็นได้ว่ารถที่นิยมนำมาขับเป็นแท็กซี่ส่วนใหญ่จะเป็นยี่ห้อ Toyota เสียเป็นส่วนมาก เนื่องจากการซ่อมบำรุงที่ง่าย อีกทั้งยังมีระยะเวลาการใช้งานที่ยาวนาน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลเพราะว่า แท็กซี่ส่วนใหญ่จะเน้นการเช่ามากกว่าการขายขาด การซ่อมบำรุงจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

หากเพื่อน ๆ ชอบบทความเกี่ยวกับรถ รีวิวเรื่องของรถ รวมไปจนถึงเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับรถยนต์แบบครอบจักรวาล ก็ขอแนะนำ Kaidee Auto แหล่งรวมเรื่องราวเกี่ยวกับรถยนต์ ที่มีให้คุณครบจบในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นรถมือหนึ่ง มือสอง รถคลาสสิค ฯลฯ อีกมากมาย ลองเลยที่นี่

ประกันภัยชั้น 1 และชั้น 2+ ต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหนดี

ประกันภัยชั้น 1 และชั้น 2+ ต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหนดี

หลาย ๆ คนอาจจะคิดไม่ตกเวลาซื้อรถยนต์มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมือ 1 หรือมือ 2 ก็ตาม ย่อมกังวลเป็นเรื่องธรรมดาถึงทั้งความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ที่อาจเกิดขึ้นได้ไม่ว่าวันใดก็วันหนึ่ง การซื้อประภัยจึงเป็นอีกทางเลือกที่จะทำให้ผู้ขับขี่นั้นประหยัดและเสียเงินให้ได้น้อยที่สุดจากการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันได้เป็นอย่างดี

บทความนี้จะมาเป็นทางออกของความกังวลเหล่านั้นเอง ว่าประกันภัยชั้น 1 และชั้น 2+ มีความแตกต่างกันอย่างไร เป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงที่ช่วยให้คุณ!! นั้นตัดสินใจในการเลือกทำประกันในแต่ละครั้งได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

ประกันรถยนต์คือ?

น่าจะพอรู้กันอยู่แล้วว่าประกันรถคืออะไร แต่จะมาพูดง่าย ๆ สั้น ๆ เป็นการเกริ่นก่อนที่จะเข้าเรื่องประกันแต่ละชนิด ประกันรถยนต์ คือ กรมธรรม์หรือสัญญาที่ทำเพื่อประกันและคุ้มครองรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายหรือสูญเสียทั้งตัวรถยนต์เองหรือแม้กระทั่งชีวิตของผู้ขับขี่ก็ตาม ที่เกิดจากอุบัติเหตุที่ไม่เรานั้นอาจจะไม่ได้ตั้งใจ ทั้งนี้การคุ้มครองก็ขึ้นอยู่ประกันแต่ละชนิดออกไปตามแต่ที่เรานั้นเลือกทำเอาไว้ ซึ่งมีกฎหมายบัญญัติเอาไว้ ดังนี้

  • การทำประกันภัยภาคบังคับ

คือ กฎข้อบังคับที่กล่าวเอาไว้ถึง ผู้ที่เป็นเจ้าของรถยนต์นั้นจะต้องจัดหาประกันภัยให้แก่รถยนต์ที่ครอบครองเอาไว้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 หรือที่ทุกคนรู้จักกันในชื่อ “พรบ. ประกันภัย” นั่นเอง

  • การทำประกันภาคสมัครใจ

การทำประกันแบบนี้คือการที่เรานั้นไปเลือกซื้อกรมธรรม์ประกันภัยเพิ่มเติมจาก พรบ. ประกันภัย โดยบริษัทประกันภัยต่าง ๆ เอง ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ขับขี่รถยนต์โดยไม่ได้เป็นการบังคับแต่อย่างใด โดยประภัยชั้น 1 และ 2+ นั้นก็เป็นส่วนหนึ่งในประกันชนิดนี้เช่นเดียวกัน 

ประกันภัยชั้น 1

ประกันภัยชั้นที่ 1 คือ ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของคุ้มครองชีวิตของผู้ขับขี่ รวมไปถึงตัวของรถยนต์เองก็ตาม ซึ่งครอบคุ้มการคุ้มครองการเสียหายของรถยนต์ไว้เกือยจะทุกกรณีที่ทำให้ร๔ยนต์นั้นเกิดความเสียหายได้ แต่ทั้งนี้ก็ยังมีขอบเขตของการประกัน เพื่อที่จะป้องกันการที่ผู้ขับขี่จงใจไปทำให้รถยนต์เสียหายและมาของเบิกประกันนั่นเอง โดยการคุ้มครองของประกันภัยชั้น 1 ประกอบไปด้วย

  • คุ้มครองรถยนต์ ตั้งแต่การถูกชน ไฟไหม้ และน้ำท่วม
  • คุ้มครองรถยนต์จากทั้งมีคู่กรณีและไม่มีคู่กรณี หากเกิดอุบัติเหตุประกันจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้
  • คุ้มครอบบุคคลทั้งอุบัติเหตุ รวมไปถึงค่ารักษาพยาบาลที่ใช้ในการรักษา
  • คุ้มครองรถยนต์สูญหาย

ปล. ทั้งนี้เงินค่าชดเชยขึ้นอยู่ข้อสัญญาในกรมธรรม์ของแต่ละบริษัทประกันภัยได้กำหนดเอาไว้

ข้อดีของประกันภัยชั้น 1

  • คุ้มครองในทุกกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ
  • คุ้มครองแม้จะไม่มีคู่กรณีในการเกิดอุติเหตุ (***ทั้งนี้ต้องห้ามเกิดจากความจงใจหรือตั้งใจที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ)

ประกันภัยชั้น 2+

ในปัจจุบันประกันภัยชั้น 2+ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยราคาเบี้ยประกันที่มีความถูกกว่าประกันภัยชั้น 1 อยู่ค่อนข้างมาก และให้การคุ้มครองที่คอบคุมเหมือนกับประกันภัยชั้น 1 โดยมีการคุ้มครอง ดังนี้

  • คุ้มครองอุบัติเหตุจากการถูกชน ไม่ว่าจะเราหรือคู่กรณีเป็นฝ่ายผิด
  • คุ้มครองรถยนต์สูญหาย
  • คุ้มครองรถยนต์ที่ถูกไฟไหม้ และน้ำท่วม
  • คุ้มครอบบุคคลทั้งอุบัติเหตุ รวมไปถึงค่ารักษาพยาบาลที่ใช้ในการรักษา

ปล. ทั้งนี้เงินค่าชดเชยขึ้นอยู่ข้อสัญญาในกรมธรรม์ของแต่ละบริษัทประกันภัยได้กำหนดเอาไว้

ข้อดีของประกันภัยชั้น 2+

  • ราคาประหยัดค่าเบี้ยประกันไม่สูงนัก
  • ได้รับการคุ้มครองใกล้เคียงกับประกันภัยชั้นที่ 1
  • ไม่จำกัดอายุของรถยนต์ที่จะนำมาทำประกัน

ต่างกันอย่างไร

จากสิ่งที่อธิบายมาทั้งหมดอาจจะสงสัยว่าเอ๊ะ!! แล้วมันแตกต่างกันอย่างไรล่ะ ดูแล้วก็ไม่เห็นจะแตกต่างอะไรเท่าไหร่นัก ซึ่งจริง ๆ แล้ว ประกันทั้งสองตัวนั้นมีความแตกต่างกันอยู่เพียงแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ซึ่งจะมีอะไรบ้าง เดี๋ยวเรามาดูไปพร้อม ๆ กันเลย

1. ราคา

แน่นอนว่าเรื่องราคานั้นเห็นกันได้อย่างชัดเจนว่าประกันภัยชั้น 1 นั้นมีราคาค่าเบี้ยประกันที่ค่อนข้างสูงกว่า ประกันภัยชั้น 2+ อย่างเห็นได้ชัด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับบริษัทประกันที่จะมีโปรโมชั่นในการทำให้ค่าเบี้ยประกันของแต่ละประเภทนั้นลดลงได้หรือไม่

2. คู่กรณี

ในเรื่องของคู่กรณีหากเกิดอุบัติเหตุ ข้อนี้เป็นความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดของประกันทั้งสอง ที่จะสามารถช่วยให้ผู้ที่กำลังมองหาประกันสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ด้วยความที่ประกันภัยชั้น 1 นั้น แม้จะเกิดอุบัติเหตุจากการชนโดยมีคู่กรณี หรือว่าขับไปชนสิ่งของต่าง ๆ เอง ประกันก็ยังจะชดเชยค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ ต่างจากประกันภัยชั้น 2+ ที่จะคุ้มครองก็ต่อเมื่อเกิดอุบัติเหตุโดยที่มีคู่กรณีด้วยเท่านั้น!!

3. สาเหตุการประกัน

ประกันภัยชั้น 1 นั้นจะให้การคุ้มครองความเสียหายของตัวรถยนต์ในทุก ๆ กรณี แต่ทว่าประกันภัยชั้น 2+ จะคุ้มครองเฉพาะความเสียหายของรถยนต์ที่เกิดจากการชนเท่านั้น

ควรเลือกอย่างไร

เป็นคำตอบที่ยากในระดับหนึ่งว่าควรเลือกประกันแบบไหน ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ขับขี่ว่ามีงบประมาณในการเลือกซื้อประกันภัยในระดับใด แต่จะของสรุปมาให้เป็นข้อดังนี้แล้วกันว่าควรเลือกยังไง

ประกันภัยชั้น 1 เหมาะกับ?

ถ้าหากรถยนต์ที่คุณซื้อมานั้นเป็นรถใหม่ป้ายแดง เพิ่งนำรถออกมาเลยแล้วล่ะก็ ทางที่ดีก็ควรที่จะเลือกซื้อประกันภัยชั้น 1 ที่ครอบคุมในทุก ๆ การขับขี่ให้แก่เรา เพราะคงไม่มีใครอยากให้รถยนต์คันใหม่ของเรานั้นมีรอยขีดข่วนไม่ว่าจากอะไรก็ตาม

ประกันภัยชั้น 2+ เหมาะกับ?

เหมาะกับรถยนต์ที่มีอายุมาแล้วในระดับหนึ่ง ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์ที่ประกันภัยชั้น 1 นั้นกำหนดเอาไว้ (รถยนต์มีอายุเกิน 5 ปีขึ้นไป) แต่ยังคงได้รับการคุ้มครองที่คุ้มค่าและมีความใกล้เคียงกับประกันภัยชั้น 1 อยู่ รวมไปถึงใครก็ตามที่มีงบในการจ่ายเบี้ยประกันไม่สูงเท่าไหร่นักนั้น ประกันภัยตัวนี้จะเหมาะเป็นอย่างมาก

สรุปท้ายบทความ

โดยสรุปแล้วประกันภัยชั้น 1 และ 2+ มีความแตกต่างในเรื่องของการคุ้มครองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยหลัก ๆ แล้ว จะต่างกันที่ประกันภัยชั้น 1 ไม่จำเป็นต้องมีคู่กรณีก็ได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ส่วนประกันภัยชั้น 2+ จำเป็นต้องมีคู่กรณีถึงจะคุ้มครอง

ทั้งนี้การเลือกทำประกันภัยต่าง ๆ ควรศึกษารายละเอียดและอ่านข้อกำหนดที่อยู่ภายในกรมธรรม์อย่างละเอียดและถี่ถ้วนก่อนการตัดสินใจที่จะทำการเซ็นสัญญาใด ๆ ก็ตาม เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงที่สุดในการคุ้มครองแต่ละประเภท

ใครที่เข้ามาอ่านบทความนี้แล้ว อย่าเลือนำความรู้เหล่านี้ไปปรับใช้กับการเลือกซื้อประกันในแต่ละครั้งด้วยล่ะ ส่วนที่กำลังมองหารถยนต์คันใหม่ สภาพดี ๆ ในราคาสบายกระเป๋า ลองแวะเข้ามาดูใน Kaidee Auto สิ ที่พร้อมตอบสนองไลฟ์สไตล์การขับของคุณ