5 อันดับหูฟังเกมมิ่งรุ่นยอดนิยม 2020

5 อันดับหูฟังเกมมิ่งรุ่นยอดนิยม 2020

ในปัจจุบัน “หูฟัง” นับว่าเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่ช่วยให้ความบันเทิงแก่เราได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลง รับชมภาพยนตร์เรื่องโปรด หรือเล่นเกม ซึ่งล้วนแล้วแต่ให้เสียงที่มีความเป็นส่วนตัวโดยเฉพาะ ยิ่งถ้าหากพูดถึงเรื่องการเล่นเกมในยุคนี้ที่ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีในเรื่องของภาพ เสียง ความเหมือนจริง เพื่อให้ผู้เล่นได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด รวมถึงยังเป็นกีฬาระดับโลกที่ใช้ชื่อว่า E-Sports จึงทำให้วงการเกมพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ดังนั้นการมีอุปกรณ์ที่ดีมีมาตรฐานก็จะยิ่งช่วยสร้างความบันเทิงให้คุณได้อย่างเต็มที่

“หูฟัง” จึงเป็นหนึ่งในไอเทมชิ้นสำคัญสำหรับคนรักการเล่นเกมที่ต้องมี ยิ่งถ้าหากเป็นหูฟังที่ได้มาตรฐาน ให้คุณภาพเสียงที่คมชัดเหมือนจริง หมดปัญหาเรื่องเสียงรบกวนคนอื่นหรือลำโพงแตกไปได้เลย ซึ่งในปัจจุบันมีหูฟังให้เลือกซื้อมากมายหลายแบรนด์ด้วยกัน หากคุณต้องการจะซื้อหูฟังดีๆ สักหนึ่งชิ้นจะใช้วิธีเลือกจากอะไร และมีแบบไหนบ้าง มาหาคำตอบพร้อมๆ กันไปกับบทความนี้เลย

เลือก “Channel” ให้เหมาะสมกับคุณภาพเสียงที่ต้องการ

โดยทั่วไปแล้วการทำงานของระบบเสียงแบบ Surround จะทำงานด้วยการส่งเสียงออกจากลำโพงหลายตัวจากหลายตำแหน่งที่ติดตั้ง เพื่อส่งมายังทิศทางของผู้ฟังด้วยเสียงที่ต่างกัน จึงทำให้ได้รับมิติของเสียงที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เสียงใกล้-ไกล หรือ เสียงจากซ้าย-ขวา ที่ส่งเข้ามาจากรอบทิศทาง ซึ่งจะทำให้ได้รับเสียงที่สมจริง ซึ่งหูฟังที่วางขายในปัจจุบันมีอยู่ 3 ประเภท ด้วยกัน ได้แก่  5.1 ch, 7.1 ch และ 9.1 ch แต่ละประเภทให้เลือกจุดประสงค์ของการใช้งานเป็นหลัก เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การรับฟังได้อย่างเหมาะสมในกิจกรรมโปรดของคุณ

แบบมีสายหรือไร้สาย ?

สิ่งที่ต้องพิจารณานอกจากเสียงแล้ว การเลือกหูฟังแบบมีสายและแบบไร้สายคือสิ่งต่อมาที่ต้องมานั่งเลือก โดยแต่ละแบบนั้นก็จะมีส่วนสำคัญต่อคุณภาพเสียง และความสะดวกสบาย ซึ่งควรจะเลือกให้ตรงกับจุดประสงค์ในการใช้งานเป็นหลัก

หูฟังแบบมีสาย

หูฟังแบบมีสายนั้นมีคุณภาพที่ดีกว่าแบบไร้สาย ซึ่งเกิดจากการส่งสัญญาณผ่านสายที่ใช้เชื่อมต่อสู่หูฟังโดยตรง ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องเสียงขาดหรือดีเลย์ และยังคงคุณภาพของเสียงที่ถูกส่งออกมาไว้ได้ ซึ่งข้อจำกัดสำหรับหูฟังแบบมีสายคืออาจทำให้พกพาไปข้างนอกไม่สะดวกเท่าไรนัก แต่ข้อดีก็คือไม่จำเป็นต้องชาร์จแบตเตอรี่ จึงทำให้สามารถเชื่อมต่อฟังกับสมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์เพื่อเพลิดเพลินกับการฟังโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมด

หูฟังแบบไร้สาย

หูฟังไร้สายสามารถพกพาง่าย ออกไปใช้งานข้างนอกได้อย่างสะดวกโดยที่ไม่มีสายมาเกะกะ แต่ปัญหาที่พบส่วนใหญ่ในหูฟังไร้สายคือเสียงขาดหายหรือดีเลย์ เนื่องจากสัญญาณหรือการเชื่อมต่ออุปกรณ์นั้นขัดข้อง แต่ถ้าหากหูฟังเหล่านั้นใช้ระบบไร้สายแบบ Dual-Band ก็จะช่วยแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญต้องเลือกใช้หูฟังไร้สายที่มีความจุแบตเตอรี่สูงเพราะจะทำให้สามารถฟังได้ยาวนานขึ้นนั่นเอง

วันนี้ Kaidee จึงได้รวบรวม 5 หูฟังเกมมิ่งรุ่นยอดนิยมที่เหล่าเกมเมอร์ชอบใช้กัน มาดูไปพร้อมๆ กันว่าจะมีรุ่นอะไรบ้าง ตามมากันเลย

1. Sennheiser GSP 670

หูฟังสำหรับนักเล่นเกมมืออาชีพหรือเหล่าสตรีมเมอร์ทั้งหลาย ถูกสร้างขึ้นมาจากแบรนด์ Sennheiser ผู้ผลิตหูฟังมาอย่างยาวนานกว่า 70 ปี จุดเด่นของหูฟังที่สามารถรองรับการเชื่อมต่อได้อย่างหลากหลาย ทั้งแบบไร้สายและมีสาย Bluetooth, Wireless และ MicroUSB ซึ่งเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งาน รวมถึงสามารถเชื่อมต่อได้ทั้งกับ PC และ PS4 ให้เสียงที่คมชัดมีระบบตัดเสียงรบกวนภายนอก รองรับระบบเสียง Wireless 7.1 Surround Sound หูฟังยังตอบสนองช่วงเสียงตั้งแต่ 10–23,000 Hz

ตัวโครงสร้างของหูฟังทำด้วยพลาสติกคุณภาพสูง พร้อมดีไซน์การออกแบบที่ดูทันสมัยและผสมผสานกับความหรูหราที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Sennheiser เสริมด้วยโฟมที่ทำให้การสวมใส่นุ่มสบายได้ในเวลานานและไม่เจ็บหู เชื่อว่าเมื่อคุณเห็นแล้วต้องหลงรักอย่างแน่นอน

2. Logitech Astro A50 Gen 4

สุดยอดหูฟังเกมมิ่งขั้นเทพแบบไร้สายที่จัดเต็มครบเครื่องทั้งการออกแบบและคุณภาพเสียง โดยมาพร้อมสัญญาณช่อง 5.8 Ghz สามารถตัดเสียงรบกวนได้มากกว่า 80% ปรับแต่งเสียงได้ถึง 3 ระดับ EQ1: Media ปรับเสียงเบสสำหรับภาพยนตร์และเกม EQ2: Core เป็นการตั้งค่าสำหรับให้เหมาะกับผู้เล่นเดี่ยว EQ3: Pro เหมาะกับการแข่งขันโหมดผู้เล่นหลายคน (Multiplayer) และยังช่วยให้ได้ยินเสียงคู่แข่งได้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงยังมาพร้อม Base Station ที่เป็นทั้ง Mixamp และ ที่ชาร์จแบตเตอรี่ได้ภายในตัว 

การออกแบบดีไซน์ที่ทันสมัย โดยเลือกใช้วัสดุบุฟองน้ำแบบนุ่ม และการตัดเย็บอย่างพิถีพิถันอันเป็นจุดเด่นของแบรนด์ที่ทำให้สวมใส่ได้อย่างสบาย ปรับเข้ากับรูปหน้าได้เป็นอย่างดี จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่คุณจะพลาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด

3. Sony MDR-HW700DS

หูฟังแบบ 9.1 ch ที่รองรับระบบเสียงได้หลากหลายรูปแบบ ทั้ง Dolby Digital, DTS, DTS-HD และ TrueHD รวมถึงยังรองรับระบบ 4K Ultra HD อีกด้วย ซึ่งตัวหูฟังเป็นระบบ Wireless ที่เชื่อมต่อด้วยระบบ Dual Band ความถี่ 5GHz ที่ให้ความเสถียรและคมชัดรับประกันว่าไม่มีดีเลย์ พร้อมรีโมทในตัวเพื่อให้คุณทำกิจกรรมต่างๆ ในขณะเล่นเกมหรือดูหนังได้สะดวกยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบคุณภาพเสียงแบบสมจริง คมชัดเหมือนกำลังนั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์นั้นต้องไม่ควรพลาดหูฟังตัวนี้ ซึ่งการันตีด้วยความที่เป็นแบรนด์คุณภาพชั้นนำระดับ Sony จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน

4. SteelSeries Arctis Pro Wireless

เกมมิ่งเฮดโฟนระดับมืออาชีพซึ่งเป็นรุ่นท็อปของตระกูล Arctis Pro โดยเน้นไปที่การใช้งานระดับมืออาชีพเพื่อต้องการคุณภาพเสียงที่ดีสามารถแยกแยะทิศทางได้ขณะเล่น เชื่อมต่อแบบ Dual Wireless ความถี่ 2.4GHz ให้ความเสถียรที่ไกลถึง 12 เมตร พร้อมแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้นานสูงสุดถึง 20 ชั่วโมง ระบบเสียง Surround DTS X 7.1 v2.0 ใช้คู่กับตัว Transmitter Base Station เพื่อควบคุมการเปิด-ปิด Wireless และตัวหูฟัง ให้เสียงสมจริง พร้อมระบบตัดเสียงไมโครโฟนที่ดีเยี่ยม

ด้านการออกแบบดีไซน์ที่ดูทันสมัยมาในธีมสีดำดุดัน เลือกใช้วัสดุคุณภาพเพื่อให้ผู้ฟังสวมใส่ได้อย่างยาวนาน พร้อมยังสามารปรับระดับเพื่อเข้ากับรูปหน้าได้ตามต้องการ นับว่าเป็นอีกหนึ่งหูฟังที่ตอบโจทย์ทั้งการดีไซน์และราคาที่เหมาะสมได้เป็นอย่างดี

5. Razer Thresher Ultimate

หูฟังเกมมิ่งสำหรับชาว PS4 และ PC โดยเฉพาะ ด้วยระบบเสียง Surround ไร้สายบนคลื่นสัญญาณ 2.4 GHz ได้ไกลสูงสุด 12 เมตร สามารถใช้งานได้ยาวนานสูงสุด 16 ชั่วโมง ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ขับเคลื่อนด้วยไดร์เวอร์หูฟังขนาด 50mm แบบ Neodymium Magnets มาพร้อมด้วยเทคโนโลยีเสียงที่ดีที่สุดสำหรับชุดหูฟัง Dolby Headphone ให้มิติเสียงที่สมจริงรวมถึงบอกตำแหน่งทิศทางของเสียงได้อย่างแม่นยำ ไมโครโฟนแบบดิจิทัล Uni-directional ทิศทางเสียงที่แม่นยำและการสื่อสารที่ชัดเจน 

โดยรองรับพอร์ทแบบ Optical ผ่าน BaseStation ที่ทำงานเป็นตัวรับสัญญาณและสามารถ Switch เลือกโหลดการใช้งานได้ทั้ง PS4 และ PC และในกล่องได้แถม Razer Headset Stand สามารถประกอบวางใต้แท่นหูฟังได้อย่างลงตัว พร้อมสกรีนโลโก้ PS4 ไว้อย่างสวยงาม การควบคุมเสียงปรับเพิ่ม-ลดได้บนตัวหูฟังได้ทันที

สรุป

สำหรับหูฟังที่เราได้นำเสนอไปนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งการเลือกหูฟังที่ถูกใจต้องนำจุดประสงค์ในการใช้งานของตัวเองมาเพื่อพิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่ หากซื้อหูฟังที่ดีที่สุดและแพงที่สุดมาใช้งานไม่ถูกทางก็อาจจะไม่ได้ศักยภาพที่ดีที่สุดของหูฟังออกมาได้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ผู้อ่านให้ได้หูฟังที่ถูกใจมาครอบครอง

สำหรับใครที่กำลังมองหาหูฟังอยู่ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งซื้อขายของออนไลน์ของดีราคาถูกที่รอคุณอยู่

5 ข้อควรรู้ก่อนซื้อจักรยานเสือหมอบ

5 ข้อควรรู้ก่อนซื้อจักรยานเสือหมอบ

“จักรยาน” เป็นหนึ่งในยานพาหนะยอดฮิตสำหรับคนไทยในช่วงนี้ที่สังเกตได้ว่ามีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เลือกใช้จักรยานเป็นพาหนะในการเดินทาง สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในเมืองแล้วต้องเผชิญหน้ากับความวุ่นวายของถนนในเวลาเร่งด่วน เบียดเสียดกับผู้คนบนรถไฟฟ้า หรือรถยนต์จำนวนมากที่จอดติดกันแทบจะไม่ขยับในทุกเช้า การเลือกใช้จักรยานก็สามารถพาคุณทะลุตรอกซอกซอยเล็กๆ ไปถึงที่หมายได้รวดเร็วกว่าการนั่งรถเสียอีก 

การปั่นจักรยานที่นอกจากประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว ยังทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดีได้อีกด้วย เนื่องจากการปั่นจักรยานจะช่วยในเรื่องของการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกาย กระตุ้นการทำงานของระบบไหลเวียนเลือด สร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ที่เรียกได้ว่าในทุกๆ วันเราจะมีเวลาออกกำลังกาย และเดินทางไปพร้อมๆ กัน 

ซึ่งการเลือกซื้อจักรยานให้ตอบโจทย์การใช้งานตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ บางคนอาจซื้อไว้ปั่นแค่ตอนไปจ่ายตลาด แต่สำหรับบางคนอาจต้องการซื้อไว้เพื่อปั่นออกกำลังกายและใช้ควบคู่กับชีวิตประจำวัน ซึ่งมีจักรยานอยู่ประเภทหนึ่งที่ครอบคลุมการใช้งานได้อย่างหลากหลาย นั่นก็คือ “จักรยานเสือหมอบ”

วันนี้ Kaidee จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับจักรยานเสือหมอบ เพื่อเป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจก่อนซื้อว่าจักรยานเสือหมอบตอบโจทย์การใช้งานของเราหรือไม่ ไปหาคำตอบพร้อมๆ กันได้เลย

จักรยานเสือหมอบ (Road Bike) คือ 

จักรยานเสือหมอบ (Road Bike) เป็นจักรยานที่เหมาะกับการปั่นเกือบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการปั่นเพื่อสุขภาพ ระยะทางไกล ท่องเที่ยว และทำความเร็ว โดยดีไซน์หลักของจักรยานเสือหมอบจะถูกออกแบบมาเพื่อให้ขี่ได้เร็วบนถนนพื้นผิวเรียบ และใช้แข่งขันทำความเร็ว ซึ่งท่าขี่จะก้มตัวเพื่อให้ลู่ลมและมีแฮนด์โค้งลงตามชื่อลักษณะ “หมอบ” หรือเรียกว่า “Drop Handlebar” และจะเลือกใช้ยางหน้าแคบเพื่อลดแรงเสียดทาน วัสดุตัวเฟรมส่วนใหญ่ทำด้วย Fiber Carbon หรือ Light Weight Aluminium เพื่อให้มีน้ำหนักเบาเพื่อทำความเร็วโดยเฉพาะ ซึ่งถ้าหากใครที่ชอบดูรายการกีฬาก็จะพบเห็นจักรยานประเภทนี้ได้บ่อยในรายการแข่งขันที่โด่งดังที่สุดอย่าง Tour De France 

ด้วยลักษณะการออกแบบของจักรยานเสือหมอบนั้นจึงไม่เหมาะกับเส้นทางวิบากเป็นอย่างมาก เพราะการออกแบบที่ไม่มีระบบกันสะเทือนและใช้ยางหน้าแคบ โดยปกติแล้วจะใช้หน้ายางขนาด 20, 23, 25 ม.ม. ซึ่งการสัมผัสของตัวยางกับพื้นผิวถนนจริงประมาณไม่เกิน 10 ม.ม. หรือ 1 เซนติเมตรเท่านั้นเอง ประกอบกับการใช้วงล้อขนาด 700c เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 700 ม.ม. จึงเป็นรถที่ทำความเร็วได้เหนือกว่าจักรยานประเภทอื่นๆ 

จักรยานเสือหมอบมีกี่ประเภท ?

โดยจักรยานเสือหมอบยังสามารถแยกออกได้ 4 ประเภทด้วยกัน เพื่อแบ่งออกตามความต้องการของผู้ใช้งาน ซึ่งบางคนอาจจะชอบทำความเร็วแต่ก็ต้องการลุยเส้นในทางวิบาก หรือบางคนไม่ชอบลุย ชอบที่จะทำความเร็วบนถนนทางเรียบเพียงอย่างเดียว เราลองมาดูกันว่าจักรยานเสือหมอบประเภทไหนบ้างที่ตอบโจทย์การใช้งานของตัวเอง

Racing Bikes

เป็นจักรยานเสือหมอบประเภทที่มีน้ำหนักเบาและลู่ลม ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อเน้นทำความเร็วในทางราบ และขึ้นเขา นิยมขี่กันเป็นกลุ่มกับเพื่อนๆ โดยตัวถังทั่วไปทำมาจาก Fiber Carbon หรือ Light Weight Aluminium รูปร่างบางมีน้ำหนักน้อยที่สุดเลยก็ว่าได้ ตำแหน่งการปั่นที่เป็นมุมชันเพื่อทำให้ผู้ปั่นเลี้ยวเข้าโค้งได้อย่างคล่องตัว

Endurance Bikes

คุณสมบัติของ Endurance Bikes มีความคล้ายจักรยานเสือหมอบประเภท Racing Bikes เกือบทั้งหมด ต่างกันที่องศาของท่าปั่นที่ทำออกมาให้ปั่นได้สบายมากกว่าเดิม โดยปรับการออกแบบของแฮนด์ให้มีลักษณะที่ยกสูงขึ้น ทำให้เวลาตอนปั่นไม่ต้องก้มตัวลงมากเพื่อลดอาการตึงที่หลังและคอ ส่วนมากจะมีขนาดยางที่กว้างและนุ่ม รวมถึงยังให้ความรู้สึกในการปั่นที่สบายกว่า

Cyclocross Bikes 

เป็นจักรยานที่ออกแบบเพื่อให้ลุยได้มากกว่าเดิม สามารถปั่นได้บนทางหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น พื้นเรียบ พื้นขรุขระ กรวด และหญ้า ด้วยลักษณะยางที่หน้ากว้าง หนากว่า มีดอกยาง เพื่อให้ลุยได้มากกว่า ตัววัสดุของเฟรมจะมีความแข็งแรงเพื่อรับแรงกระแทกจากพื้นผิวทางหลายแบบ นิยมเรียกได้หลายชื่อว่า Cross Bikes หรือ CX Bikes ก็ได้เช่นเดียวกัน

Touring Bikes

Touring Bikes จะนิยมมากในหมู่นักปั่นที่ชอบเดินทางไกล เนื่องจากถูกออกแบบตัวเฟรมให้มีความทนทานสูง สามารถบรรทุกสิ่งของ กระเป๋า สัมภาระ ได้จากชั้นวางด้านหน้า ด้านหลัง หรือด้านข้างก็ได้ ช่วงฐานของล้อมีขนาดยาวกว่าปกติ ให้จุดศูนย์ถ่วงที่อยู่ระหว่างกลางเพื่อง่ายต่อการควบคุมรถ รวมถึงยังมีดิสก์เบรกเพื่อง่ายต่อการหยุดรถกะทันหันในขณะที่บรรทุกของหนักๆ

จุดประสงค์ในการใช้งาน

เมื่อทราบถึงประเภทของจักรยานเสือหมอบแล้ว ต่อมาคือเราต้องรู้จุดประสงค์ในการใช้งานของตัวเองว่าจะปั่นไปทำงาน หรือเน้นใช้งานไปที่การปั่นออกกำลังกายเป็นหลัก ซึ่งก็ต้องมาคิดต่ออีกว่าถ้าหากเราต้องการซื้อมาเพื่อปั่นไปทำงาน ลักษณะพื้นผิวของถนนระหว่างทางจากบ้านไปที่ทำงานเป็นรูปแบบใด เป็นทางเรียบหรือว่าขรุขระ เช่นเดียวกันถ้าหากเราซื้อมาเพื่อปั่นออกกำลังกายก็ต้องดูเส้นทางที่เราปั่นบ่อยๆ เป็นแบบไหน หากเน้นปั่นในสวนที่ถนนมีความเรียบก็อาจจะเลือกใช้เป็นจักรยานเสือหมอบที่เหมาะสำหรับทำความเร็ว เป็นต้น

เลือกขนาดจักรยานให้เหมาะสมกับรูปร่างผู้ขี่

สิ่งสำคัญก่อนที่จะตัดสินใจซื้อจักรยานเสือหมอบนั้นก็คือ การเลือกขนาดของจักรยานให้เหมาะสมกับรูปร่างของผู้ขี่ที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการปรับแต่งและเลือกอะไหล่จักรยานเลยทีเดียว ซึ่งการเลือกขนาดจักรยานที่เหมาะสมจะช่วยให้การปั่นมีประสิทธิภาพมากที่สุด 

ยิ่งถ้าหากว่าเราต้องการจะใช้จักรยานเพื่อลงการแข่งขันก็จะมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งทีมแข่งจักรยานที่มีชื่อเสียงส่วนมากจะมีทีมงานคอยวัดสัดส่วนของตัวนักแข่ง เช่น ส่วนสูง, ช่วงความยาวของขา, ความยาวของลำตัว เป็นต้น เพื่อนำข้อมูลไปประกอบในการสร้างจักรยานและชิ้นส่วนให้นักกีฬาคนนั้นใช้งานได้เหมาะสมกับสรีระร่างกายให้สมดุลมากที่สุด

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผู้ใช้งานสูง 179 เซนติเมตร ช่วงขาจากพื้นถึงเป้ากางเกงยาว 81 เซนติเมตร ผลลัพธ์ที่ได้คือ ควรใช้จักรยานขนาด 55 และขาจานหน้าต้องใช้ความยาว 172.5 mm จึงจะเหมาะสมและเข้ากับร่างกายมากที่สุด

งบประมาณในการซื้อ

งบประมาณหรือเงินก็คืออีกหนึ่งปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกซื้อจักรยานเสือหมอบ เพราะถ้าหากมีงบประมาณที่พร้อมจ่ายอย่างชัดเจนก็จะทำให้การตัดสินใจเลือกซื้อจักรยานได้ง่ายขึ้น แต่ถ้ามีงบในการซื้ออย่างจำกัดลองศึกษาดูรุ่นราคาที่จับต้องได้ หรือเข้าไปที่ร้านขายจักรยานและสอบถามพนักงานเพื่อขอคำแนะนำในการเลือกซื้อ เพื่อที่เราจะได้รุ่นจักรยานที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานและตอบโจทย์ในเรื่องของราคาได้อีกด้วย

สรุป

การเลือกซื้อจักรยานเสือหมอบมาไว้ใช้งานสักหนึ่งคันจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก หากมีการเตรียมข้อมูลและศึกษามาเป็นอย่างดีก็จะทำให้มีตัวเลือกที่ชัดเจน การเลือกซื้อก็จะมีปัจจัยหลายๆ อย่างมาเกี่ยวข้องประกอบการตัดสินใจที่ดีก็จะทำให้เราได้จักรยานเสือหมอบที่เหมาะสมกับตัวเองและถูกใจเรามากที่สุด

เมื่ออ่านจบแล้วใครที่กำลังมองหาจักรยานมือสองหรือว่าอะไหล่สำหรับตกแต่ง สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งขายของออนไลน์ของดีราคาถูกกันได้เลย

ข้อควรรู้ ! รถแบบไหน ควรเติมน้ำมันอะไร

ข้อควรรู้ ! รถแบบไหน ควรเติมน้ำมันอะไร

เพื่อนๆ ทราบหรือไม่ว่า รถแต่ละคันที่เราขับ เติมน้ำมันไม่เหมือนกัน แต่พอขับรถไปสักระยะ หลายๆคนอาจมีคำถามว่า ถ้าอยากเปลี่ยนชนิดของน้ำมันรถนั้นสามารถทำได้หรือไม่ เปลี่ยนแล้วรถจะแรงเหมือนเดิมหรือเปล่า ซึ่งวันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจให้ฟังกัน

ทำความรู้จักน้ำมันแต่ละชนิดกันก่อน

โดยน้ำมันจะแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ เบนซิน ดีเซล และแก๊สโซฮอล์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 7 ประเภทดังต่อไปนี้

1. น้ำมันเบนซิน 91 (เบนซินธรรมดา)

น้ำมันที่มีส่วนผสมระหว่างน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วและค่าออกเทน 91 และไม่มีส่วนผสมของเอทิลแอลกอฮอร์ จึงทำให้รถที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินทุกคันสามารถเติมน้ำมันชนิดนี้ได้ ยกเว้นรถที่มีการระบุอย่างชัดเจนว่า เติมได้เฉพาะเบนซิน 95 เท่านั้น

2. น้ำมันเบนซิน 95 (เบนซินพิเศษ)

น้ำมันที่มีส่วนผสมระหว่างน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วและค่าออกเทน 95 ใช้ได้กับรถยนต์เกือบทุกประเภท ด้วยความที่มีค่าออกเทนสูง ทำให้การเผาไหม้ดี อีกทั้งยังสามารถป้องกันการน็อคของเครื่องยนต์สูง สมรรถนะของการขับขี่จึงตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งน้ำมันชนิดนี้เป็นน้ำมันที่ราคาค่อนข้างสูง ถ้าเทียบกับชนิดอื่นๆ

3. แก๊สโซฮอล์ 91 (E10)

น้ำมันที่สามารถใช้แทนน้ำมันเบนซิน 91 ได้ มีส่วนผสมระหว่างน้ำมันเบนซินกับเอทิลแอลกอฮอร์ 9 ต่อ 1 ซึ่งมีความบริสุทธิ์ถึง 99.5% เหมาะกับรถที่ระบุว่าใช้กับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 เท่านั้น เนื่องจากเกิดการกัดกร่อนจากเอทิลแอลกอฮอล์ ที่เป็นส่วนผสมอยู่ในน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ท่อยาง หัวฉีด หรือโอริงปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงเกิดการรั่วได้

4. แก๊สโซฮอล์ 95 (E10)

น้ำมันชนิดที่นี้สามารถใช้ทดแทนเบนซิน 95 ได้ ส่วนผสมคือน้ำมันเบนซิน 91 ผสมเอทิลแอลกอฮอล์ที่ได้จากการหมักอ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพด ควรใช้กับรถยนต์ที่ระบุให้ใช้กับแก๊สโซฮอล์ 95 เท่านั้น และเป็นน้ำมันที่ไม่เหมาะกับการเติมแล้วจอดรถทิ้งไว้นานๆ เพราะน้ำมันอาจเกิดการระเหย มีโอกาสที่น้ำมันจะเสียได้

5. แก๊สโซฮอล์ E85

น้ำมันได้จากการนำน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วผสมกับเอทานอล หรือเอทิลแอลกอฮอล์ ในอัตราส่วนลดลง คือ เบนซิน 15% เอทานอล 85% ซึ่งน้ำมันชนิดนี้ไม่สามารถสู้น้ำมันชนิดอื่นๆ ในเรื่องสมรรถนะการขับขี่ได้ อีกทั้งยังมีการเผาไหม้เร็ว ส่งผลให้น้ำมันหมดไว และด้วยความที่มีเอทิลแอลกอฮอล์ค่อนข้างสูงทำให้กัดกร่อนชิ้นส่วนเครื่องยนต์อีกด้วย สำหรับข้อดีคือ ราคาที่ค่อนข้างถูกนั่นเอง

6. แก๊สโซฮอล์ E20

น้ำมันที่มีส่วนผสมระหว่างออนเทน 95 80% และเอทานอล 20% ซึ่งประสิทธิภาพจะไม่แตกต่างกับแก๊สโซฮอล์ 91,95 ใช้กับรถยนต์ที่ผลิตตั้งแต่ปี 2551 แต่ทั้งนี้ก็ควรศึกษาก่อนเสมอว่ารถของคุณสามารถเติมน้ำมันชนิดนี้ได้หรือไม่ ซึ่งเหมาะกับคนที่ใช้รถแบบสบายๆ เน้นขับในเมือง

7. น้ำมันดีเซล

น้ำมันที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ ใช้เฉพาะกับเครื่องยนต์ดีเซลเท่านั้น ลักษณะจะใสของเหลืองเล็กน้อย มีความหนืดกว่าน้ำมันเบนซิน เพราะเครื่องยนต์ดีเซลมีการทำงานแตกต่างจากเครื่องยนต์เบนซิน

เพราะรถแต่ละคันถูกออกแบบมาอยู่แล้วว่าสามารถเติมน้ำมันชนิดใดได้บ้าง ดังนั้นเมื่อต้องการเปลี่ยนชนิดของน้ำมัน ก็สามารถทำได้ แค่ต้องแน่ใจก่อนว่าน้ำมันที่จะเปลี่ยนนั้นสามารถเติมกับรถคุณได้จริงๆ แต่อย่างไรก็อย่าลืมพิจารณาถึงความคุ้มค่า และการใช้งานด้วยนะ และใครที่กำลังมองหารถใหม่อยู่ Kaidee Auto มีรถหลากหลายรุ่นให้คุณเลือก

6 ของฝากห้ามลืมซื้อเมื่อไปเที่ยว

6 ของฝากห้ามลืมซื้อเมื่อไปเที่ยว

ประเทศไทยที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศแห่งการรวบรวมความหลากหลายของวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร ประเพณี หรือผู้คน ซึ่งทุกจังหวัดต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไปอย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเหมือนของดีที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศให้เดินทางมาเที่ยวชมจังหวัดของตัวเอง

นอกจากความงดงามของธรรมชาติตามสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว สิ่งที่ขึ้นชื่อของแต่ละจังหวัดนั้นก็มีทั้งอาหารการกิน ของใช้ เครื่องประดับ และงานฝีมืองานประดิษฐ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากฝีมือของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนั้น เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่น่าหลงใหลในการดึงดูดนักท่องเที่ยว เพื่อซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึกหรือนำไปฝากญาติสนิทมิตรสหายทั้งหลายที่รับรองว่าผู้รับต้องถูกใจ

วันนี้ Kaidee จึงขอรวบรวมของฝากยอดฮิตจาก 6 จังหวัดในประเทศไทยที่ไปแล้วต้องซื้อติดไม้ติดมือกลับมาเป็นของฝากกันอย่างแน่นอน

1. ข้าวหลามหนองมน จังหวัดชลบุรี

จังหวัดชลบุรีเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ใครหลายคนนิยมใช้เวลาในวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ เพื่อเดินทางไปพักผ่อน สัมผัสบรรยากาศของทะเล แวะคาเฟ่ถ่ายรูปชิคๆ หรือกินอาหารทะเลสดๆ ที่มีให้เลือกซื้อกันอย่างหลากหลาย เนื่องจากเป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้กรุงเทพ สามารถเดินทางไปได้สะดวกและใช้เวลาไม่นานมากนักก็ถึงทะเลได้แล้ว

ซึ่งของฝากขึ้นชื่อของจังหวัดชลบุรีคงจะหนีไม่พ้น “ข้าวหลามหนองมน” ชุมชนดั้งเดิมในการเผาข้าวหลามมาตั้งแต่โบราณ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำย่านตลาดหนองมนที่หากนึกถึงข้าวหลามเมื่อไหร่ก็ต้องมาที่ตลาดแห่งนี้ โดยส่วนประกอบหลักๆ ของข้าวหลาม คือ ข้าวเหนียว กะทิ ถั่วแดง เผือก ซึ่งวัตถุดิบต่างๆ ถูกอัดแน่นมาในรูปแบบสุดเท่นั่นก็คือ “กระบอกไม้ไผ่” ให้รสชาติที่หวาน มัน และมีกลิ่นหอมชวนรับประทาน 

นอกจากข้าวหลามแล้วที่ตลาดหนองมนยังเต็มไปด้วยอาหารทะเลตากแห้ง อาหารทะเลแปรรูป ขนมขบเคี้ยวต่างๆ ที่มีให้เลือกซื้ออย่างหลากหลายเพื่อนำกลับไปเป็นของฝากให้ญาติ พี่น้อง หรือเพื่อนๆ ได้แบบไม่อั้นเลยทีเดียว 

2. น้ำพริกหนุ่ม จังหวัดเชียงใหม่

ขึ้นไปแอ่วเหนือกันบ้างกับจังหวัดเชียงใหม่ อีกหนึ่งจุดหมายปลายทางยอดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีความปรารถนาอยากจะมาสัมผัสกับอากาศที่หนาวเย็น สูดกลิ่นไอหมอกบนยอดดอย ชื่นชมความงดงามของธรรมชาติสีเขียว ไหว้พระขอพรเพื่อเป็นสิริมงคล รวมไปถึงของกินขึ้นชื่อที่มาเยือนแล้วต้องห้ามพลาดอย่างเด็ดขาด

“น้ำพริกหนุ่ม” หนึ่งในอาหารพื้นบ้านชื่อดังของจังหวัดเชียงใหม่ที่ได้จากการนำเอา “พริกหนุ่ม” พริกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายพริกชี้ฟ้าผสมพริกหยวก มาย่างไฟจนได้ที่แล้วจึงนำมาตำรวมกับเครื่องเคราหลากชนิด อาทิ หอมแดง กระเทียม ปลาแห้ง หรือปลาร้า เกลือ เป็นต้น เมื่อทานเข้าไปแล้วให้รสชาติที่กลมกล่อม มีรสเผ็ดนิดๆ ผสมกลิ่นหอมของการย่างที่ลงตัว ยิ่งถ้าได้กินกับข้าวเหนียวร้อนๆ หรือ แคบหมูติดมัน รับรองว่าจะยิ่งทำให้คุณฟินมากขึ้นกว่าเดิม

แหล่งซื้อน้ำพริกหนุ่มที่ขึ้นชื่อต้องยกให้ “กาดหลวง หรือตลาดวโรรส” ที่มีร้านดังอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 ร้าน ได้แก่ ดำรงค์, เจ๊หงษ์, ศรีพรรณ และแหนมบุญศรี ซึ่งแต่ละร้านนั้นขายกันมายาวนานกว่า 30 ปี โดยเฉพาะเจ๊หงษ์ที่ขายมาอย่างยาวนานถึง 60 ปี นอกจากน้ำพริกหนุ่มและแคบหมูแล้ว ภายในตลาดยังมีไส้อั่ว หมูทอด ซี่โครงหมู ที่เป็นตัวเลือกสำหรับของฝากที่ดีอีกเพียบ

3. หมูยอ จังหวัดอุบลราชธานี

ไปต่อกันที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือกันบ้างกับจังหวัดอุบลราชธานี หนึ่งในจังหวัดใหญ่ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติสวยงามมากมาย อุดมไปด้วยแก่งหิน หน้าผา ผืนป่า และแม่น้ำ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางศาสนาที่สวยงาม ยิ่งใหญ่อลังการ และอาหารรสแซ่บจนคุณต้องประทับใจ

“หมูยอ” หากใครที่มาถึงจังหวัดอุบลราชธานีแล้วไม่ได้ทานหมูยอถือว่าพลาดสุดๆ เพราะที่นี่มีหมูยอเป็นอาหารขึ้นชื่อประจำจังหวัดที่เรียกได้ว่ารสชาติอร่อยถูกปากคนไทย เพราะส่วนผสมของเครื่องเทศต่างๆ ที่อยู่ในเนื้อหมูมีความกลมกล่อมเข้ากันอย่างลงตัว บรรจงห่อด้วยใบตองอย่างประณีตแล้วนำไปนึ่งด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสม จนทำให้ได้รสชาติที่อร่อยและมีเอกลักษณ์ถูกใจคนได้รับอย่างแน่นอน สำหรับแหล่งซื้อหมูยอของฝากจังหวัดอุบลราชธานีตั้งอยู่ที่ถนนศรีณรงค์ ซึ่งจะมีร้านขายหมูยอเจ้าเก่าแก่ให้เลือกซื้อหลายร้านด้วยกัน

4. พลอยเมืองกาญฯ

กาญจนบุรี เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่โดดเด่นด้านสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็น น้ำตก อุทยานแห่งชาติ เขื่อน และสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกทั้งยังอยู่ใกล้กรุงเทพที่ใช้เวลาเดินทางไม่ไกลมาก จึงทำให้กาญจนบุรีเป็นจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี 

สำหรับของฝากจากเมืองกาญฯ ที่น่าสนใจนำมาเป็นของฝากสำหรับญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือก็จะเน้นเป็นเครื่องประดับอัญมณี โดยเฉพาะพลอยเมืองกาญฯ ที่มีตลาดพลอยให้เลือกซื้ออย่างมากมาย รวมไปถึง นิล และอัญมณีอื่นๆ เป็นของฝากที่สวยงามไม่แพ้กันเลยทีเดียว

5. ขนมโมจิ จังหวัดนครสวรรค์

หากขับรถขึ้นไปเที่ยวในจังหวัดโซนภาคเหนือ เมื่อผ่านจังหวัดนครสวรรค์แล้วต้องแวะซื้อของฝากขึ้นชื่อที่ใครๆ ต่างเป็นต้องรู้จัก นั่นก็คือ “ขนมโมจิ” ขนมที่ดัดแปลงมาจากโมจิของชาวญี่ปุ่นให้มีรสชาติที่ถูกปากคนไทยมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงยังได้พัฒนาและคิดค้นไส้ให้มีหลากหลายแบบ เช่น ไส้มะพร้าว ไส้ไก่ ไส้ไข่เค็ม ไส้ทุเรียนกวน ไส้ชาเขียว และอื่นๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการให้แก่ผู้บริโภค แถมยังมีข้อดีที่ขนมโมจิสามารถเก็บได้หลายวันโดยที่ไม่ต้องแช่ตู้เย็น ซึ่งสร้างความสะดวกสบายเป็นอย่างมากในการซื้อเป็นของฝาก อีกทั้งยังหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายของฝากจังหวัดนครสวรรค์ที่ไม่ว่าจะแวะตรงไหนก็ต้องเห็นขนมโมจิวางขายแน่นอน

6. หมูย่างเมืองตรัง

อีกหนึ่งจังหวัดขึ้นชื่อของทางภาคใต้ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล และเกาะต่างๆ ที่มีความสวยงาม น้ำทะเลใส บรรยากาศสงบ รวมถึงวัฒนธรรมการกินอันเลื่องชื่อมาอย่างยาวนาน โดยหมูย่างเมืองตรังเป็นอาหารที่เชิดหน้าชูตาพี่น้องชาวตรัง มีรสชาติที่ยอดเยี่ยม และเนื้อนุ่มหนังกรอบ จุดเด่นของหมูย่างคือไม่มีน้ำจิ้ม ทานควบคู่กับน้ำชา กาแฟ และขนมต่างๆ ร้านอาหารทั่วไปจะขายในช่วงเช้าตรู่จนถึงช่วงเที่ยง ซึ่งคนตรังเชื่อว่าถ้ากิน “หมูย่าง” วันนั้นจะทำอะไรก็หมูไปหมด ง่ายไปหมด หรือโชคดีไปหมด จึงเป็นอาหารที่กลายเป็นสินค้าและของฝากประจำเมืองตรังที่โด่งดังไปไกลทั่วไทย

สรุป

ของฝากทั้งหมด 6 แบบ จากแต่ละจังหวัดที่เราได้ยกตัวอย่างเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากยังมีของฝากอีกมากมายที่ทุกจังหวัดต่างมีของดีเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งสามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวได้ไปเยือน และกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทย เพื่อเป็นการกระจายรายได้ให้แต่ละจังหวัดกลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับใครที่อยากหาของฝากแต่ไม่มีเวลาเดินทางไปซื้อด้วยตัวเอง สามารถเข้าไปเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งขายของออนไลน์ของดีราคาถูกที่รอคุณอยู่อีกเพียบ

ต้นไม้ให้ร่มเงาปลูกในบ้านมีข้อดีอย่างไร?

ต้นไม้ให้ร่มเงาปลูกในบ้านมีข้อดีอย่างไร?

อีกหนึ่งวิธีรับมือกับความร้อนจากดวงอาทิตย์ได้ก็คือ การปลูกต้นที่ให้ร่มเงาในบ้าน นั่นเอง โดยภายในบ้านจะนิยมปลูกต้นไม้ที่ให้ร่มเงาในบริเวณบ้านหรือรอบ ๆ บ้าน ซึ่งต้นไม้ที่ปลูกนั้นจะมีอายุหลายปี มีลักษณะลำต้นที่ตั้งตรง มีการแตกกิ่งก้านสาขาออกเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้นไม้ใหญ่ สง่า สวยงาม ด้วยส่วนประกอบต่าง ๆ ของต้นไม้ คือ ลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ และดอก ว่ากันว่าต้นไม้ยืนต้นเพียงต้นเดียว สามารถลดอุณหภูมิความร้อนบริเวณรอบต้นไม้ได้เท่ากับเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่หลาย ๆ เครื่องได้เลยล่ะ      

ต้นไม้ประโยชน์เยอะกว่าที่คิด

โดยการปลูกต้นไม้ทำให้เราไม่ต้องพึ่งพาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความเย็นอย่างพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศเลย ซึ่งจะทำให้บ้านของเราประหยัดค่าไฟไปอีกหลายบาทได้เลย การที่ปลูกต้นไม้ยืนต้นที่ช่วยให้ร่มเงากับบ้านนั่นมีประโยชน์อยู่เยอะ อย่างเช่น ทำให้บ้านร่มรื่นเย็นสบาย ทำให้รอบ ๆ บริเวณบ้านมีอากาศที่บริสุทธิ์ ทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้าในการเปิดพัดลมหรือเครื่องปรับการและช่วยสร้างบังแดด ลดแรงปะทะจากพายุฝน เป็นต้น 

สำหรับการปลูกต้นไม้ให้ร่มเงากับบ้านนั้นมีวิธีการปลูกที่หลากหลายรูปแบบ เพราะต้นไม้ยืนต้นที่มีหลากหลายชนิด สามารถนำมาปลูกให้เข้ากับใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด แล้วปลูกแบบไหน วิธีไหนบ้าง มาดูกันเลย

ปลูกต้นไม้ให้ถูกทิศทาง 

ร่มเงาช่วงเช้า: ควรปลูกทางทิศตะวันออก จะทำให้บ้านเย็นจากแดดตอนเช้าได้ แต่แนะนำให้คนออกไปสูดอากาศรับแดดยามเช้าด้วยนะ เพราะแดดช่วงเช้าดีต่อสุขภาพ

ร่มเงาช่วงเที่ยง: ปลูกต้นไม้บริเวณที่ต้องการได้เลย เนื่องจากแสงแดดจะอยู่บนศีรษะของเราพอดี

ร่มเงาช่วงบ่าย: ควรปลูกต้นไม้เยื้องไปทางทิศตะวันตก ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่แสงแดดจากดวงอาทิตย์แรงที่สุด แนะนำให้ปลูกต้นไม้ที่ใหญ่และมีทรงพุ่มที่หนาหรือต้นไม้ที่ไม่ผลัดใบเพื่อช่วยป้องกันรังสี UV และความร้อนจากดวงอาทิตย์  

ข้อดีของต้นไม้ให้ร่มเงา  

1. สามารถลดความร้อนได้

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าต้นไม้ใหญ่หนึ่งต้นสามารถลดอุณหภูมิความร้อนบริเวณรอบ ๆ ได้เท่ากับเครื่องปรับอากาศหลาย ๆ ตัวรวมกันเลย โดยเฉพาะตอนกลางวันจะเป็นช่วงเวลาที่เห็นประสิทธิภาพของต้นไม้ได้ดีที่สุด เพราะช่วงกลางวันถึงช่วงบ่าย จะเป็นช่วงเวลาที่ร้อนมากที่สุดนั่นเอง ซึ่งถ้าได้ปลูกต้นไม้ที่ให้ร่มเงาไว้รอบ ๆ บริเวณบ้าน จะทำให้บ้านนั้นเย็นสบาย ป้องกันแสงแดด สามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศได้เลย ยิ่งถ้าเป็นช่วงกลางคืนอากาศจะเย็นกว่าปกติเลยล่ะครับ 

2. อากาศบริสุทธิ์ขึ้น 

ต้นไม้ไม่ได้มีดีแค่ช่วยบังแดด ทำให้บ้านเย็นขึ้นอย่างเดียว แต่ยังสามารถช่วยให้อากาศรอบบริเวณบ้านบริสุทธิ์ขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ริมถนนใหญ่หรือถนนสาธารณะยิ่งควรปลูก เพราะต้นไม้จะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงสารพิษอื่น ๆ ที่เป็นพิษต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อม ทำให้อากาศบริเวณนั้นบริสุทธิ์ สังเกตได้เลยว่า ถ้าเราออกมาสูดอากาศในช่วงเช้าจะรู้สึกสดชื่นขึ้น เหมือนได้ฟอกปอด ที่สำคัญทำให้สุขภาพและคุณภาพชีวิตของเราดีขึ้นตามไปด้วยนะ 

3. แนวบังลมชั้นดี 

ต้นไม้ที่เป็นแนวบังลมในที่นี้ไม่ได้หมายถึงกันลมพัดผ่าน แต่หมายถึงป้องกันลมพายุที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับบ้านของเราได้ ซึ่งต้นไม้ยืนต้นที่เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำคัญที่สามารถช่วยป้องกันลมที่รุนแรงได้นั่นเอง โดยต้นไม้ที่จะนำมาปลูก ควรเลือกต้นไม้ที่สามารถช่วยลดแรงปะทะของลมได้ เช่น ต้นไทรย้อยและต้นหลิวทอง เป็นต้น 

4. บดบังส่วนของบ้าน เพิ่มความเป็นส่วนตัว

โดยส่วนใหญ่ต้นไม้ที่ให้ร่มเงาจะเป็นต้นไม้ที่ลำต้นตรงและสูง มีกิ่งก้านสาขาแตกออกเป็นจำนวนมาก ทำให้มีร่มเงาและบดบังได้ดี ซึ่งเหมาะสำหรับการที่จะนำมาปลูกเป็นแนวรั้วให้บดบังในส่วนของตัวบ้านเพื่อความเป็นส่วนตัวหรืออาจจะนำมาปลูกใกล้ ๆ ตัวบ้านเพื่อให้ร่มเงาและบดบังในส่วนตัวบ้านที่อยากจะปิดเพื่อความสวยงาม แต่!! แนะนำว่าอย่าปลูกใกล้ตัวบ้านมาก เพราะรากของต้นไม้ใหญ่ทั้งหลายรากจะแผ่ขยายใหญ่มาก อาจจะสร้างความเสียให้กับตัวบ้านในอนาคตได้

5. ประหยัดค่าไฟฟ้า

เมื่ออากาศรอบบริเวณบ้านเย็นขึ้น ร่มรื่นขึ้น ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศและพัดลมในบางวันได้ วันไหนชิล ๆ ก็เปิดประตูบ้านหรือหน้าต่าง รับลมที่เย็นสบายและอากาศที่บริสุทธิ์ อีกทั้งยังช่วยให้ภายในบ้านได้ถ่ายเทนำอากาศที่บริสุทธิ์เข้าไปหมุนเวียนส่งผลให้บ้านไม่มีกลิ่นอับ ทำให้คนในครอบครัวรู้สึกหายใจสะดวกและสุขภาพดีขึ้นอีกด้วย

สรุปท้ายบทความ

จะเห็นได้ว่าต้นไม้นั้นมีประโยชน์มากมายหลายด้าน ทั้งช่วยให้ร่มเงา ทำให้บ้านเย็นสบาย ทำให้อากาศโดยรอบบริสุทธิ์ รวมไปถึงทำให้เราสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าภายในบ้านได้ เนื่องจากบ้านเย็นด้วยร่มเงาจากต้นไม้ เราก็ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศและพัดลมในบางช่วงเวลาได้ ทำให้เห็นว่าธรรมชาติกับมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกันและต้องพึ่งพาธรรมชาติ เพราะธรรมชาติให้ชีวิตและเป็นรากฐานของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดรวมถึงมนุษย์ด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างเพื่อน ๆ กับข้อดีของต้นไม้ที่ให้ร่มเงา รู้แบบนี้แล้ว ควรปลูกต้นไม้สักต้นหรือ 2 ต้นไว้ในบ้านกันแล้วละ ที่ Kaidee Marketplace เราก็มีพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ให้เพื่อน ๆ ได้เลือกซื้อไปปลูกได้เลย แวะมาดูก่อนได้นะ