ไดชาร์จคืออะไร? ทำไมคนมีรถถึงควรทราบ?

ไดชาร์จคืออะไร? ทำไมคนมีรถถึงควรทราบ?

หากคุณเป็นคนที่ไปไหนไม่ว่าจะขึ้นเขาหรือว่าลงห้วยต้องพารถคู่ใจไปด้วยเสมอ หยุดสุดสัปดาห์ก็ต้องพารถเข้าคาร์แคร์ บทความนี้เขียนมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ

ในวันนี้ Kaidee Auto จะพาคุณไปรู้จักกับอุปกรณ์หนึ่งที่จะขาดไปไม่ได้ในตัวเครื่องยนต์ เพียงแต่ว่าเราอาจจะไม่คุ้นหูเท่าไรนัก สิ่งนั้นก็คือไดชาร์จนั่นเอง

หลายคนอาจคิดว่าไฟฟ้าที่เราใช้ในรถมาจากแบตเตอรี่ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย ตั้งแต่สตาร์ทรถจนถึงเปิดไฟเลี้ยว พระเอกตัวจริงของเราคือ ‘ไดชาร์จ’ ล้วน ๆ

ไดชาร์จคืออะไร?

ไดชาร์จหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘อัลเทอร์เนเตอร์’ คือเครื่องปั่นไฟในรถเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าไปหล่อเลี้ยงระบบต่างๆ ในรถยนต์และนำส่วนที่เหลือไปเก็บในแบตเตอรี่ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำรองเพื่อใช้ในการสตาร์ทรถยนต์ต่อจากไดชาร์จอีกทีหนึ่ง

การทำงานของไดชาร์จ

ไดชาร์จจะเริ่มทำงานเมื่อเราสตาร์ทเครื่องยนต์ ชิ้นส่วนสำคัญของไดชาร์จที่คนมีรถควรดูแลเป็นพิเศษคือตัวแปรงถ่านและตัวไดโอด 

ตัวแปรงนี้ทำงานเป็นเหมือนสะพานไฟและสามารถสึกหรอได้ง่าย เพราะต้องเสียดสีอยู่กับทุ่นไดชาร์จตลอดเวลาเพื่อสร้างกระแสไฟ ส่วนไดโอดคือตัวควบคุมการจ่ายไฟซึ่งเมื่อใช้ไปนาน ๆ ประสิทธิภาพการควบคุมไฟจะลดน้อยลง และทำให้ระบบไฟของทั้งตัวรถเสื่อมประสิทธิภาพลงตามลำดับ

4 สัญญาณบ่งบอกว่า “ไดชาร์จมีปัญหา”

ความจริงแล้วเราสามารถไปเช็กสุขภาพหรือเปลี่ยนไดชาร์จได้เลยเมื่อเลขไมล์ถึง 150,000 กิโลเมตรแล้ว แต่หากคุณเป็นคนที่ไม่ค่อยมีเวลาว่างหรือไม่อยากมานั่งดูเลขไมล์ ทาง Kaidee Auto มีจุดสังเกตง่าย ๆ มาฝาก

  1. จุดสังเกตแรกจะอยู่ที่หน้าปัด หากที่หน้าปัดมีสัญลักษณ์รูปแบตเตอรี่แดงปรากฏขึ้นมา นั่นแสดงว่าคุณต้องรีบเอารถเข้าศูนย์ด่วน ๆ เลย
  1. การที่คุณสตาร์ทรถไม่ติด หรือสตาร์ทติดช้าไม่เร็วได้ดั่งใจเหมือนเก่าทั้งๆที่แบตเตอรี่ยังสภาพดีอยู่ นั่นหมายความว่าไดชาร์จของคุณกำลังอ่อนแอและต้องได้รับการดูแลอย่างหนัก
  1. การนับอายุการใช้งาน เพราะไดชาร์จทั่วไปมีอายุประมาณ 10 ปี หากคุณใช้รถคันโปรดมาเกือบ 10 ปีแล้ว ยังไม่ได้เปลี่ยนไดชาร์จก็แสดงว่าสมควรแก่เวลาแล้วนั่นเอง
  1. อาการแบตหมดไวทั้ง ๆ ที่เพิ่งเปลี่ยนแบตมาใหม่ วิธีนี้เราต้องติดเครื่องยนต์ไปด้วยแล้วลองถอดขั้วแบตเตอรี่ขั้วลบออก หากเครื่องยนต์ดับไปเลยแสดงว่าไดชาร์จเสียแน่ ๆ แต่หากเครื่องยนต์ยังทำงานปกติดีแสดงว่าไดชาร์จไม่มีปัญหา

วิธีรับมือหากไดชาร์จเสียขณะขับรถ!

ในแต่ละปี มีรถใหม่ๆออกสู่ท้องถนนประมาณ 700,000 – 800,000 คัน (ค่าเฉลี่ยในกรณีที่ไม่มีโปรโมชั่นพิเศษมากระตุ้นยอดขาย) นั่นแสดงว่า จริงๆแล้วมีรถเก่าลงเรื่อย ๆ ปีละ 700,000 – 800,000 คันเช่นกัน 

เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอขณะขับรถ ถ้าหากไดชาร์จเสียแต่เราไม่รู้ว่าควรจัดการอย่างไร อาจจะทำให้สถานการณ์แย่ลงได้  นี่คือสิ่งที่ควรทำ 3 ข้อ เมื่อไดชาร์จเสียขณะเดินทาง

1. เตือนตัวเองไว้เสมอว่าไฟฟ้าหมดได้ทุกเวลา

เพราะไดชาร์จคือแหล่งกำเนิดไฟฟ้าของรถยนต์ หากไดชาร์จพังกลางถนน ไฟที่หล่อเลี้ยงรถของคุณอยู่มีเพียงแค่ไฟที่เก็บสำรองไว้ในแบตเตอรี่เท่านั้น คุณต้องประหยัดไฟฟ้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งโดยปกติไฟฟ้าจากแบตเตอรี่จะทำให้รถวิ่งได้ราว 10 กิโลเมตรก่อนจะดับลง คุณควรจะใช้ไฟ 10 กิโลเมตรสุดท้ายไปกับการขับรถเข้าสู่โซนปลอดภัยจึงจะดีที่สุด

2. ปิดระบบที่ใช้ไฟฟ้าทั้งหมด

เพราะการรักษาไฟฟ้าที่เหลือเป็นสิ่งสำคัญ เราจึงควรปิดระบบที่ใช้ไฟฟ้าทั้งหมด เช่น เครื่องเสียงและเครื่องปรับอากาศซึ่งกินไฟมาก รวมไปถึงช่องชาร์จแบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือถือและกล้องติดหน้ารถด้วยเช่นกัน การปิดระบบนี้จะทำให้เราเหลือไฟมากขึ้นเผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉินนั่นเอง

3. ขับรถไปจอดโซนที่ปลอดภัย

หลังจากที่ปิดระบบไฟฟ้าแล้ว ให้ขับเข้ายังโซนปลอดภัยคือชิดซ้ายหรือลงข้างทาง หากมั่นใจว่าสามารถขับถึงบ้านที่ระยะไม่ไกลมากได้ให้ขับกลับ แต่ถ้าสามารถเรียกช่างมาซ่อมได้จะดีที่สุด

ในกรณีที่แบตเตอรี่ใช้งานมาไม่เกิน 6 เดือน อีกทางเลือกหนึ่งที่ง่ายที่สุดคือขับไปยังศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุดในระยะไม่เกิน 10 กิโลเมตร 

8 ขั้นตอนการเช็กสุขภาพไดชาร์จ

อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะเริ่มเป็นห่วงอยากเทคแคร์ไดชาร์จกันมากขึ้น ทาง Kaidee Auto ก็ไม่พลาดนำวิธีตรวจเช็กไดชาร์จเองง่าย ๆ ที่บ้านมาฝากกันด้วย

  1. เปิดฝากระโปรงรถ ค้ำขาตั้งฝากระโปรงรถให้เรียบร้อย
  1. ลองสตาร์ทเครื่องยนต์ โดยไม่ต้องเปิดแอร์ภายในรถ และให้เครื่องยนต์ทำงานที่รอบเดินเบาของรถ
  1. สังเกตอาการของไดชาร์จ ถ้าดูแล้วผิดปกติให้ดับเครื่องยนต์ทันที
  1. เริ่มเปิดแอร์ เปิดไฟหน้า สามารถเปิดไฟสูงได้เลยเพื่อเพิ่มการทำงานของเครื่องยนต์
  1. วัดแรงดันที่ขั้วของแบตเตอรี่ทั้งสองขั้วด้วยโวลต์มิเตอร์
  1. ปรับโวลมิเตอร์ไปที่ DC V เพื่อเปลี่ยนเป็นตัวรับกระแสไฟฟ้ากระแสตรง ค่าที่ได้จากโวลต์มิเตอร์ต้องได้ประมาณ 12 โวลต์เท่านั้น
  1. เหยียบคันเร่งเพิ่มเพื่อเพิ่มรอบเครื่องยนต์ให้ได้ 1,500 รตน. โดยที่ตอนนี้เราจะปิดไฟหน้าทั้งหมด
  1. เลขที่ปรากฏบนโวลต์มิเตอร์หลังจากเหยียบคันเร่งต้องมากกว่า 14.5 โวลต์ขึ้นไป

หลังจากทำตามทั้ง 8 ข้อนี้แล้วตัวเลขยังออกมาตามเกณฑ์แสดงว่าไดชาร์จยังสามารถทำงานได้ปกติดีไม่มีปัญหาอะไร

วิธีการดูแลรักษาไดชาร์จ

เมื่อรู้ความสำคัญของไดชาร์จแล้ว จากคนรักรถก็คงต้องแบ่งใจมารักไดชาร์จด้วย ใครอยากรักไดชาร์จเป็นพิเศษ ทางเราก็ไม่พลาดมีเทคนิคการดูแลมาฝากด้วย

  1. ดูและตรวจสอบความตึงของสายพานบ่อย ๆ อย่าปล่อยให้สายพานตึงหรือหย่อนเกินไปเพราะจะทำให้ไดชาร์จจ่ายกระแสไฟได้น้อยไปจนถึงเสื่อมสภาพ
  1. หยอดน้ำมันหล่อลื่นบ่อย ๆ ถ้ามีช่องให้หยอดน้ำมัน ควรหยอดทุก ๆ การใช้รถเกิน 250 ชั่วโมง
  1. หากมีเสียงผิดปกติดังออกมาจากตัวไดชาร์จให้นำรถไปเข้าศูนย์ทันที
  1. ไม่ติดตั้งถังเชื้อเพลิงไว้ใกล้ไดชาร์จเพราะอาจเกิดการลุกไหม้ได้จากประกายไฟของไดชาร์จ
  1. ตรวจดูน็อตและสกรูที่ยึดไดชาร์จอย่างสม่ำเสมอว่ายังยึดติดแน่นอยู่หรือไม่
  1. ควรถอดไดชาร์จออกมาทำความสะอาดให้แห้งเมื่อเปียกน้ำเพราะหากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้เกิดสนิมและเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้
  1. หากไดชาร์จพังหรือไม่จ่ายไฟ ไม่ควรซ่อมเองโดยไม่มีความชำนาญเพราะอาจเกิดอันตรายได้

อยากเปลี่ยนไดชาร์จใหม่ เลือกแบบไหนดี?

ในปัจจุบันตามศูนย์บริการต่าง ๆ มักจะแนะนำให้คุณเปลี่ยนไดชาร์จใหม่แบบยกเครื่องไปเลย ราคาก็อาจจะสมน้ำสมเนื้อตามความใหม่ หรืออาจจะเข้าเนื้ออยู่บ้าง เพราะมีตั้งแต่ราคาเกือบหมื่นไปจนถึงหมื่นกว่า ๆ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือคุณจะได้ไดชาร์จคุณภาพดีที่ใช้งานไปได้อีกนับ 10 ปี ซึ่งถือว่าคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่าย

อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นอู่ซ่อมรถยนต์ทั่วไป เขาจะใช้ของมือสองที่นำมาซ่อมแล้ว และสามารถใช้งานได้ต่อ หรือนำมาเป็นอีกตัวเลือกให้คุณ ตัวไดชาร์จมือสองนี้จะเรียกว่า บิ๊วท์ หรือ รีเฟอร์บิช (refurbish) ซึ่งราคาจะลดลงมาถึง 50% แต่สิ่งที่ต้องแลกกับราคาแสนถูกก็คืออายุการใช้งานที่สั้นลง โดยจะมีอายุประมาณ 2-3 ปีเท่านั้น

หากทั้งสองตัวเลือกด้านบนยังไม่ใช่แนวของคุณล่ะก็ อีกทางเลือกหนึ่งคือการเอาไดชาร์จตัวเดิมของคุณไปให้ช่างที่มีความชำนาญซ่อม ราคาก็จะลดลงมาและคุณจะเสียค่าใช้จ่ายแค่หลักพันหรือหลักร้อยเท่านั้น สิ่งที่ต้องแลกมีเพียงเวลาของคุณที่ต้องนั่งรอช่างซ่อมเท่านั้น

สรุปท้ายบทความ

รู้ถึงความสำคัญของไดชาร์จอย่างนี้แล้ว หลาย ๆ คนคงจะหันมาใส่ใจเจ้าอุปกรณ์เล็กพริกขี้หนูกันมากขึ้นนะคะ ถึงจะเป็นอุปกรณ์เล็ก ๆ แต่ก็สำคัญขนาดไม่ควรมองข้ามกันเลยทีเดียว