เปิดประวัติแหวนเหนือกาลเวลา Cartier Trinity Ring

เปิดประวัติแหวนเหนือกาลเวลา Cartier Trinity Ring

หากพูดถึงเครื่องประดับที่ผู้หญิงแทบทุกคนฝันอยากครอบครอง คงหนีไม่พ้นแบรนด์ ‘Cartier’ แบรนด์ดังจากประเทศฝรั่งเศสที่มีประวัติยาวนานมาเกือบ 200 ปี ! 

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ Cartier ได้รับความนิยมอย่างยาวนานไม่เสื่อมคลายเป็นเพราะดีไซน์คลาสสิกเรียบง่ายที่ไม่มีวันตกเทรนด์ของตัวเครื่องประดับอย่างแหวน

และใครจะไปคิดว่าเครื่องประดับอย่างแหวนก็สามารถคงความนิยมได้เกือบ 100 ปีเช่นกัน ตามไปดูกันเลยดีกว่าว่าแหวนอะไรกัน ที่อยู่ยาวขนาดนี้แถมยังโมเดิร์นไม่ตกเทรนด์😱😱

กำเนิด Trinity Ring

Trinity Ring (ทรินิตี้-ริง) หรือแหวน Trinity ได้ถูกออกแบบในปี 1924 โดย Louis Cartier (หลุยส์ คาร์เทียร์) หลานของผู้ก่อตั้งแบรนด์ ตามคำขอของ Jean Cocteau (ฌอง ก็อกโต) กวีฝรั่งเศสชื่อดัง 

Jean Cocteau กับ Trinity Ring ที่นิ้วก้อย
ขอขอบคุณภาพจาก
https://medium.com/@chiachia626/love-fidelity-and-friendship-cartier-a00a5e102596

เรื่องเล่ามีอยู่ว่า ทั้งสองนั้นเจอกันครั้งแรกในโรงพยาบาลช่วงสงคราม และคงมิตรภาพระหว่างกันตั้งแต่นั้นมา อยู่มาคืนหนึ่ง ฌองฝันถึงวงแหวนของดาวเสาร์ จึงได้ขอให้หลุยส์ลองทำเครื่องประดับจากความฝันนี้ให้หน่อย 

ด้วยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของหลุยส์ เขาได้ออกแบบแหวนซึ่งทำมาจากทอง 3 ชนิดเกี่ยวพันร้อยรัดกันอย่างกลมกลืน คือ ทองคำ ทองคำขาว และ พิงค์โกลด์

ขอขอบคุณภาพจาก Cartier

ส่วนชื่อ Trinity (ทรินิตี้) ของตัวแหวนที่แปลว่า ‘ความเป็นสาม’ หรือ ‘สามองค์’ ก็ได้ชื่อมาจากลักษณะของตัวแหวนที่มี 3 วง 3 สี ในวงเดียวนั่นเอง

นอกจากนี้ หลุยส์ ยังต่อยอด Trinity Ring ไปเป็นคอลเลคชั่นเครื่องประดับอื่นๆ อีก เช่น กำไล และ ต่างหู

ต่างหู Trinity
ขอขอบคุณภาพจาก Cartier

กำไล Trinity
ขอขอบคุณภาพจาก Cartier

สร้อยคอ Trinity
ขอขอบคุณภาพจาก Cartier

ความหมายของ Trinity Ring

แน่นอนว่าแหวนที่ทำมาจากวัสดุล้ำค่าแบบนี้มีความหมายซ่อนอยู่ในแต่ละวง โดยที่ทองคำเป็นตัวแทนของความซื่อสัตย์ ทองคำขาวเป็นแทนของมิตรภาพ ส่วนพิงค์โกลด์เป็นตัวแทนของความรักนั่นเอง 

เมื่อสวมใส่แล้วจึงเหมือนสวมใส่คำสัญญาของคนรักที่ให้แหวนนี้แก่เราด้วยเพราะชิ้นเดียวมีความหมายซ่อนอยู่ถึง 3 คำ นอกจากนี้แหวน Trinty ยังสามารถหมายถึงความสัมพันธ์ที่จะคงอยู่ตลอดไปอีกด้วย

สัญญะที่ซ่อนอยู่ในแหวนทำให้ไม่น่าแปลกใจว่า Cartier ได้ขายแหวนดีไซน์นี้ไปเกิน 1 ล้านวงแล้วในถึงปัจจุบัน

‘Trinity’ คอลเลคชั่นกับเหล่าเซเลป

แม้แต่เหล่าเซเลปก็อดใจไม่ไหวกับเสน่ห์ของคอลเลคชั่น Trinity จนต้องครอบครองไว้สักชิ้นและใส่ออกงานให้สื่อได้เห็นบ่อย ๆ 

เซลเปคนแรกนี้ เพื่อน ๆ คงรู้จักกันดีเพราะเธอคือเจ้าหญิงไดอาน่าแแห่งอังกฤษ

เจ้าหญิงไดอาน่ากับแหวน Trinity Ring
ขอขอบคุณภาพจาก- Image by © Tim Graham/Corbis

คนต่อมาคือ แคเธอริน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เธอใส่สร้อยคอ Trinity ที่ประดับด้วยเพชรอีกทีหนึ่งเพื่อเพิ่มความหรูหราออกงานในปี 2012 สร้อยคอเส้นนี้ราคาขึ้นไปถึง 75,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2,332,800 บาท!! 

ยิ่งไปกว่านั้น ดาราชื่อดังแห่งฮอลลีวู้ดอย่าง Nicole Kidman ก็ยังหลงใหลในความมีสไตล์ของCartier จน Keith Urban สามีของเธอต้องใช้เป็นแหวนแต่งงานของทั้งสอง และเมื่อเธอคลอดลูกคนแรก Keith ก็ได้ให้ของขวัญแสนแพงราคากว่า 73,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2,270,592 บาท ซึ่งแน่นอนว่าแพงขนาดนี้ ต้องเป็น Cartier Trinity Ring อีกวงที่ประดับด้วยเพชรรอบวงนั่นเอง

Nicole Kidman และ Keith Urban

ดีไซน์แบบอื่น ๆ ของ Trinity Ring 

อย่าไงรก็ตาม Cartier ก็ไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม ๆ และพัฒนาสไตล์ของแหวนจนมีคอลเลคขั่นหลากหลายในปัจจุบัน 

กำเนิดในปี 1924 และกลายเป็นของขวัญยอดนิยมนับแต่นั้นจน Cartier ต้องปล่อยอีกคอลเลคชั่นที่สลักวงสีพิงค์โกลด์ว่า Les Must de Cartier (แปลง่าย ๆ ว่าของมันต้องมีนั่นเอง)ในปี 1981

ขอขอบคุณภาพจาก
https://www.lofficielusa.com/fashion/secret-history-cartier-trinity-ring-old-hollywood-grace-kelly

ต่อมาในปี 1990 เมื่อกะแสการแต่งตัวแบบ Chunky กำลังมา Cartier ก็ปรับรูปแบบของแหวนให้ใหญ่ขึ้นเพื่อให้เตะตายิ่งขึ้น

ขอขอบคุณภาพจาก Cartier

และในปี 2014 คอลเลคชั่นที่เตะตาที่สุดและ (แน่นอน) แพงที่สุดก็ได้ออกมาให้ได้ยลโฉม ‘Trinity Ruban Ring’ ที่มีวัตถุประสงค์หลักคือใช้ในงานแต่งงานเนื่องจาก Cartier ได้บอกว่าคอนเซปของแหวนวงนี้คือการเกี่ยวพันประสานใจของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว ดีไซน์จะล้อมรอบเพชรชูและเหมือนรวมกันเป็นหนึ่งเดียวตามภาพ

ขอขอบคุณภาพจาก Cartier

สรุปท้ายบทความ Cartier Trinity Ring

ต้องรอดูกันต่อไปว่า Cartier จะออกคอลเลคชั่นอะไรอีกมาในอนาคต ที่แน่ ๆ คือมั่นใจได้ว่าไม่ผิดหวังกับสไตล์แน่นอน เพราะขึ้นชื่อว่า Cartier แบรนด์ที่อยู่มาเกินร้อยปี แน่นอนว่าต้องเตะตา โดนใจคนไม่น้อย

อยากมีแหวนสวย ๆ เป็นของตัวเองสักวง ลองมาหาดูที่ Kaidee สิ อาจจะเจอจะได้แหวนสุดโปรดก็ได้นะ!

แฟชั่นไม่มีเพศ: บทสัมภาษณ์ผู้ชายคนหนึ่งกับการเป็นตัวเองผ่านแฟชั่น

แฟชั่นไม่มีเพศ: บทสัมภาษณ์ผู้ชายคนหนึ่งกับการเป็นตัวเองผ่านแฟชั่น

เสื้อผ้าถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้กำหนดเพศของผู้สวมใส่มาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะในมุมไหน หรือประเทศใดบนโลกนี้ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และสังคมล้วนหล่อหลอมให้เสื้อผู้ชายและผู้หญิงต้องแตกต่างกัน

คนที่ต้องการฉีกออกจากกรอบที่กล่าวมา มักถูกพิจารณาจากสังคมด้วยมุมมองหลากหลายแบบ ทั้งเป็นคนบ้าไม่สนโลก เป็นขบถทางวัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งเป็นบุคคลรักร่วมเพศ จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะมองมุมไหน การแต่งตัวข้ามเพศก็ดูจะถูกมองในแง่ลบเสียสิ้น ลองดูคำนิยามที่นักวิชาการในอดีตให้ไว้เกี่ยวกับการแต่งกายข้ามเพศดู

“โรคชอบแต่งกายลักเพศ (Transvestism) คือพฤติกรรมการแต่งกายข้ามเพศกับเพศสภาพของตนเอง ถึงแม้ว่าความหมายของชื่อโรคนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและสถานการณ์ แต่ความหมายโดยรวมมักหมายถึงผู้ที่มีความสนใจในการแต่งตัวด้วยชุดข้ามเพศอย่างสมัครใจ พบได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง รักเพศเดียว เพศตรงข้าม รักสองเพศ หรือแม้กระทั่งไม่ฝักใฝ่ทางเพศ

แฟชั่นไม่มีเพศจริงหรือ

ในฐานะของมนุษย์เดินธรณีคนหนึ่ง ผมไม่ค่อยชอบใจคำนิยามของการแต่งกายข้ามเพศ รวมถึงค่านิยมเกี่ยวกับการแต่งกายของทั้งชายและหญิงที่สังคมกำหนดขึ้นมาสักเท่าไร ผมคิดว่าอาภรณ์ไม่กี่ชิ้น ไม่สามารถตัดสินเพศและขนบปฏิบัติของใครได้ แต่ผมจะไปรู้อะไร เพราะผมก็ยังคงเดินไปบนท้องถนนพร้อมกับการแต่งกายที่ถูก Define (ตีกรอบ) มาแล้ว ว่านี่คือแฟชั่นสำหรับผู้ชาย

จนผมมีโอกาสได้เห็นน้องคนหนึ่งบนหน้าฟีดอินสตราแกรม ที่มาพร้อมกับรูปสไตล์การแต่งตัวแบบ “Cross-dressing” หรือคือการนำเสื้อผ้าผู้หญิงมาผสมผสานในการแต่งตัวของตัวเอง ผมจึงไม่รอช้า ทักไปสอบถามและขอสัมภาษณ์ทันที

น้องเขาชื่อบอส เพิ่งจบการศึกษาจากคณะศิลปศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนนี้เป็นฟรีแลนซ์ทำงานด้านกราฟิกอยู่

ผมติดต่อบอสไปด้วยหลายสาเหตุ ข้อแรกที่แสนตื้นเขินคือ ผมกับน้องเคยทำงานด้วยกันมาก่อนอย่างใกล้ชิด เลยคิดว่าน่าจะแบ่งปันมุมมองได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น อีกข้อคือบอสไม่ได้แต่งตัวแบบ Cross-dressing เพื่อแค่จะถ่ายรูปแค่ครั้งสองครั้ง แต่น้องนำเสื้อผ้าผู้หญิงมาผสมในการแต่งตัวบ่อยครั้งจนเป็นกิจวัตร

เมื่อผมกับบอสมานั่งที่โต๊ะตัวเดียวกัน (จริงๆ สัมภาษณ์บนลานอัฒจันทร์) คำถามที่ผมต้องการได้ข้อสรุปกลับไปมีเพียงหนึ่งเดียวคือ “แฟชั่นมีเพศหรือไม่”

จุดเริ่มต้นของการแต่งตัวแนวนี้มาจากศิลปินคนหนึ่งที่ผมชอบ

“ผมชอบศิลปินคนหนึ่งคือแมทธิว ฮีลีย์ วง The 1975 เขามีแนวคิดหรือลักษณะความคิดที่ไม่ค่อยสนใจโลกเสียเท่าไร แต่ผมไม่ได้มีความพยายามจะเป็นเขาขนาดนั้น ผมแค่ชอบในความไม่แคร์โลกของเขาแค่นั้นเอง”

แมทธิว ฮีลีย์ คือฟรอนท์แมน (นักร้องนำ) จาก The 1975 วงดนตรีป๊อบร็อคที่มีผลงานเพลงอันโด่งดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Robbers, Somebody Else หรือเพลงสุดคลาสสิกอย่าง Chocolate ซึ่งไม่เพียงแต่อัลบั้มที่โด่งดังเป็นที่นิยม แต่แมทธิวยังเป็นไอดอลให้กับใครหลายคนในเรื่องของการใช้ชีวิตสุดโต่งไม่สนใคร

“ผมรู้สึกว่าแมทธิว ฮีลีย์สร้างแรงบันดาลใจให้กับผมหลายอย่าง ทั้งเรื่องดนตรี ความคิดและทัศนคติ และแน่นอน การแต่งตัว เพราะเขาเอาเสื้อผ้าผู้หญิงมาแมทช์กับการแต่งตัว และทำให้เห็นว่า การแต่งตัวแบบนี้ไม่ได้ดูแปลกแต่อย่างใด นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมเชื่อว่าการแต่งตัวไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว”

วันแรกที่ใส่เสื้อผู้หญิงเพราะเหลือบไปเห็นกองผ้าเก่าของอาม่า

“ผมคุ้ยกองเสื้อผ้าที่ทั้งอาม่าและแม่ของผมไม่ใส่แล้ว และเหลือบไปเห็นเสื้อสเวตเตอร์คอย้วยสภาพเก่าค่อนไปทางแย่ของอาม่า ซึ่งอาม่าไม่ได้ใส่แล้ว ผมเลยหยิบเอามาใส่”

“หลังจากนั้น ผมก็หยิบเครื่องแต่งตัวอื่นของแม่มาลองด้วยกัน หมุนตัวหน้ากระจกสองสามที แล้วก็เดินออกจากบ้านไปเลย โดยไม่ได้รอฟังคำวิจารณ์จากคนในครอบครัว”

แล้วเสียงของคนในครอบครัว เพื่อน คนรู้จัก คนรอบข้างเป็นอย่างไร

“ถ้าเป็นคนในครอบครัว แม่ก็จะแซวบ้างพอขำๆ เช่น ‘แอบเอาเสื้อผ้าแม่มาใส่อีกแล้วนะ’ หรือ ‘แต่งแบบนี้เป็นกะเทยหรือเนี่ย’ แต่ถามว่าเป็นเชิงลบหรือเปล่า ก็บอกเลยว่าไม่ ผมโดนแม่แซวบ่อยๆ เข้า ก็ชวนแม่เดินเข้าร้านขายเสื้อผ้า ไปแผนกเสื้อผ้าผู้หญิงเพื่อเลือกด้วยกันไปเลย (หัวเราะ)”

“แล้วกับเพื่อน คิดว่าไม่ค่อยมี หรือถ้ามีก็แปลว่าผมไม่ได้สนใจอะไรมาก เพราะมันไม่ได้เป็นแง่ลบจนเราเก็บมาคิดหรือใส่ใจขนาดนั้น อาจจะเป็นเพราะเราอยู่ในสังคมมหาวิทยาลัยด้วย มันเลยไม่มีใครมานั่งจับผิดเรา เพื่อนๆ รู้อยู่แล้วว่าผมเป็นอย่างไร เขาก็ไม่ได้อะไรกันมาก ส่วนมากก็จะเป็นการแซวขำๆ อารมณ์ประมาณถ้าไม่ใช่ผม ก็ไม่รู้ว่าใครจะแต่งแบบนี้ได้เหมือนกัน (หัวเราะ)”

เคยแต่งชุดแมทช์ของผู้หญิงไปเล่นดนตรีไหม

“เคยครับ ก็ไม่ได้โดน Feedback อะไรมากมายนะ อาจจะโดนแซวประมาณว่า ‘นั่งอยู่หลังกลอง แต่แต่งมาซะเต็มเลยนะ’ ขำๆ กันไปมากกว่า”

ผมไม่สามารถรู้ความคิดคนอื่นได้ ผมแค่เชื่อว่าการแต่งตัวของผมไม่แปลก

“ผมไม่มีชุดโปรด แต่ผมมีสีโปรดในการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าผู้หญิง สีที่ผมชอบมากที่สุดคือชมพู ดำ และขาว อย่างเช่นผมใส่เสื้อคลุมผู้หญิง ผมจะเลือกตัดด้วยอะไรที่ทะมัดทะแมงเช่นกางเกงยีนส์ สแล็คสีดำ หรือรองเท้าคัชชูแทน”

“ผมลองใส่เสื้อผ้าพวกนี้และผมรู้สึกว่ามันเข้ากันดี แต่ผมก็ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดยังไง หลายคนอาจจะมองว่าการแต่งตัวแบบนี้ดูแปลก เพราะพวกเขาอาจมีทัศนคติที่ถูกปลูกฝังมาอีกแบบหนึ่ง แต่สำหรับตัวผมแล้ว มันไม่แปลก”

แน่นอนว่าใครหลายคน รวมถึงตัวผมมักรู้สึกกังวล เวลาต้องริเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ตรงข้ามกับเพศสภาพของตนเอง แต่เรามักหวาดระแวงและกลัวกับการต้องนำเสนออะไรสู่สาธารณะอยู่เสมอ คงจะดีไม่น้อย ถ้าเรามีความมั่นใจได้สักครึ่งนึงของน้องบอส

บอสคิดเห็นอย่างไรกับการใส่เสื้อผ้าตรงข้ามกับเพศสภาพ

“ผมมองว่ามันเป็นเรื่องปกติ เราต้องมองย้อนกลับไปก่อนว่า เพศของเสื้อผ้ามันถูกกำหนดมานานแล้ว ผู้ชายต้องแต่งแบบนี้ ผู้หญิงต้องแต่งแบบนี้ มันเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว มันคือการแบ่งเพศไปโดยปริยาย ผมขอพูดถึงหนังเรื่องนี้ ชื่อเรื่องว่า PK จากอินเดีย”

จากนี้จะเป็นการสปอยล์ภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างดุเดือด

“หนังเรื่องนี้เล่าถึงมนุษย์ต่างดาวที่ลงมายังโลกแบบตัวเปล่า คือเปลือยมาเลย ทีนี้ตอนกำลังจะกลับดาว เขาทำอุปกรณ์ที่ช่วยให้ตนเองกลับดาวได้หายไป มนุษย์ต่างดาวเลยต้องอยู่บนโลกต่อไป พร้อมกับเริ่มเรียนรู้วิธีชีวิตของมนุษย์ ซึ่งรวมถึงการแต่งตัวด้วย ช่วงแรกมนุษย์ต่างดาวจะโดนบูลลี่ (กลั่นแกล้งรังแก) เพราะเขาใส่เสื้อผ้าไม่ตรงสภาพ เขาหยิบเสื้อผ้าผู้หญิงมาใส่บ่อยครั้ง”

“หนังสะท้อนบรรทัดฐาน หรือมาตรฐานทางสังคมที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาร่วมกัน ว่าสิ่งต่างๆ มันควรจะเป็นอย่างนี้ ผู้ชายควรแต่งตัวแบบนี้ ผู้หญิงควรเป็นแบบนี้ ผู้ชายต้องกางเกง ผู้หญิงต้องใส่กระโปรง”

เราจะสังเกตเห็นบรรทัดฐานที่บอสกล่าวถึงในทุกซอกมุมของสังคม อย่างเช่นแบรนด์เสื้อผ้าที่จำเป็นต้องผลิตเสื้อผ้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค นั่นแปลว่าเรื่องการแต่งตัวและการแบ่งเพศเป็นของคู่กันมาตั้งนานแล้ว

“ปัจจุบันมีการรณรงค์เรื่องความเท่าเทียมและ LGBTQ+ มากขึ้น ซึ่งผมเองก็รู้สึกว่า การแต่งตัวไม่ควรถูกใช้มาเป็นประเด็นในการแบ่งแยกเพศ ขอแค่เรามั่นใจในการแต่งตัวของตัวเองก็พอแล้ว บางคนพอใจจะแต่งตัวตามเพศสภาพ แต่หากใครกำลังรู้สึกว่าโดนจำกัดกรอบการแต่งตัว ก็ให้หาทางหลุดออกมาจากกรอบนั้น เพราะมันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ได้ Define การเป็นเรา เพราะฉะนั้น เราอยากแต่งอะไรก็แต่งไปเถอะ”

คิดว่าสังคมไทยเปิดกว้างกับเรื่องแบบนี้มากพอหรือยัง หากเทียบประเทศอื่นๆ

“ผมว่าไม่ใช่แค่เฉพาะประเทศไทย แต่เราต้องมองในรูปแบบของทั้งโลก เราอาจมองเห็นคนแต่งตัวแตกต่างกัน แต่เราไม่ได้มองว่ามันแปลก คือมันเหมือนกับเพลงที่เราชอบ เพลงหนึ่งอาจเป็นเพลงป็อบ เพลงหนึ่งอาจเป็นอีกแนว แต่ทั้งคู่มีความเพราะในแบบของมันเอง เราเลยฟังได้ทั้ง 2 เพลง ด้วยว่ามันเพราะในแบบของมันเอง”

บอสพยายามสื่อให้เราเห็นว่า การแต่งตัวก็เหมือนแนวเพลงที่แตกต่างกัน เราอาจเห็นคนแต่งตัวในหลากหลายลักษณะ แต่เราแค่ไม่ได้มองว่ามันแปลกแต่อย่างใด เพราะหากมองโดยรวมแล้ว การแต่งตัวแต่ละแบบก็กลมกลืนกันไปในสภาพแวดล้อมนั้นๆ

“ผมหรือพี่อาจเจอผู้ชายที่แต่งตัวด้วยชุดผู้หญิง แต่เรา 2 คนไม่ได้มองเป็นเรื่องแปลก ไม่ว่าจะประเทศนี้หรือที่ไหนบนโลกก็มีเหมือนกัน บุคคลเหล่านี้อาจมาในรูปแบบของคนธรรมดาที่เราไม่เคยเห็นบนท้องถนน หรืออาจเป็นศิลปินที่นำเสนอตัวตนของพวกเขาผ่านการแต่งตัวก็เป็นได้ เหมือน Matthew Healy นี่แหละ”

“บางทีเราก็ระบุแนวเพลงที่เรากำลังฟังอยู่ไม่ได้ ไม่รู้ว่ามันเป็น Jazz Pop หรือ Sync Pop หรืออะไร แต่มันเป็นแนวเพลงที่เกิดจากความนิยมในช่วงเวลาหนึ่งเหมือนๆ กัน ถ้าการแต่งตัวแบบผมมีมากขึ้นในอนาคต เราก็จะไม่ได้มองว่าการแต่งตัวแบบนี้นอกคอก หรือแปลก แต่เราจะมองว่ามันก็เป็นอีกหนึ่งสไตล์ในการแต่งตัวแค่นั้น”

คนที่ไม่เห็นด้วยต้องเปลี่ยนด้วยตัวเขาเอง เราหรือใครก็ตามเปลี่ยนพวกเขาไม่ได้

“ผมโชคดีที่ตัวผมไม่ต้องไปนั่งจับเข่าคุยกับคนในครอบครัวเพื่อบอกว่าทำไมผมถึงแบบนี้ ผมทำเพราะผมชอบและพอใจที่จะทำ แต่ผมเข้าใจว่า มีคนที่ต้องการจะนำเสนอตัวตนผ่านการแต่งตัวแบบนี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามอยู่ แต่อาจติดปัญหาจากคนรอบข้างหรือคนในครอบครัว”

ผมชอบประโยคหนึ่งของบอส ตอนสัมภาษณ์คือ “คนที่ไม่เห็นด้วยแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือคนที่ยังจำเป็นที่เราต้องมีอยู่ในชีวิต ถ้าเป็นแบบนี้ เราควรอธิบายให้เขาเข้าใจถึงเหตุผลในการแสดงออกของเรา ว่าทำไมเราถึงแต่งตัวแบบนี้ ว่าสิ่งที่เราทำไม่แปลก และเราไม่ควรเอาเรื่องเพศกับการแต่งตัวมาเป็นประเด็น”

แล้วอีกแบบล่ะ

“อีกแบบคือคนที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับเรา คนพวกนี้ก็ช่างแ*งไปเถอะครับ” (เย็นน้อง)

มีอะไรอยากฝากก่อนจบบทสัมภาษณ์นี้ไหม

“เอาเป็นสรุปละกันครับ ไม่ต้องไปแคร์เสียงรอบข้างมากนัก เราควรเลือกฟังเสียงที่เข้ามาในชีวิตเรา อะไรที่ทำให้เราพัฒนาขึ้น หรือเป็นประโยชน์กับเรา ก็เลือกฟังเอาไว้ แต่อะไรก็ตามที่มันเป็นผลเสียต่อตัวเรา หรือไม่ได้ก่อให้เกิดอะไร และยังทำร้ายเราด้วย ก็อย่าไปใส่ใจมากนัก”

“เป็นตัวเองให้มากที่สุดจะดีกว่า”

ผู้ชาย กับ CROP TOP ป็อปจะตาย

ผู้ชาย กับ CROP TOP ป็อปจะตาย

แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน มุมมองความคิดเรื่องเฟมินิสต์ (Feminism) จะเป็นที่ยอมรับกว้างขวางเพียงใด แต่เรื่องแฟชั่น และการแต่งตัวก็ยังคงถูกแบ่งเส้นชัดเจนระหว่างผู้ชาย และผู้หญิง 

หนึ่งในเครื่องแต่งกายที่ถูกแบ่งเส้นชัดเจนมากที่สุด รองลงมาจากเรื่อง… “กระโปรงนั้้น สำหรับผู้หญิง ผู้ชายใส่กระโปรงไม่ได้….”  นั่นก็คือ แฟชั่นการใส่เสื้อ ‘ครอปท็อป’ (CROP TOP) หรือ เสื้อเอวลอยของผู้ชายนั่นเอง 

ขอบคุณรูปจาก Out

ปัจจุบันเสื้อ ครอปท็อป เริ่มได้รับความนิยมจากผู้ชายฝั่งตะวันตกกันบ้างแล้ว ซึ่งจุดเปลี่ยนในครั้งนี้ ต้องขอบคุณเหล่าไอดอล นักแสดง และศิลปินชายชื่อดังทั้งหลาย ที่กล้านำเอาเครื่องแต่งกายที่ถูกคนบางกลุ่มขีดเส้นว่าเป็นแฟชั่นสำหรับหญิงเท่านั้น มาใส่ให้คนทั้งโลกได้เห็นอย่างไม่อาย อีกทั้งยังช่วยโปรโมทความเท่าเทียมกันของเพศ และความกล้าในการถ่ายทอดความเป็นตัวเองผ่านเสื้อผ้าที่ใส่ โดยไม่แคร์ว่าใครจะพูดอย่างไร

ยกตัวอย่างเซเลบที่ร็อกไอเทมครอปท็อป อย่างผ่าเผย เช่น หนุ่มอังกฤษ ที่สุดของความฮอตในทศวรรษนี้ Harry Style, ขวัญใจวัยรุ่น R&B Rapper อย่าง Jaden Smith หรือจาก K-POP ฝั่งเอเชีย เช่น Bobby จาก iKon และอีกมากมาย  

แม้ว่าผู้ชายฝั่งตะวันตก จะเริ่มกลับมานิยมเสื้อ ครอปท็อป หรือเสื้อเอวลอยกันแล้ว แต่ต้องยอมรับเลยว่า ฝั่งผู้ชายไทยบ้านเรา ยังไม่เปิดใจ หรือกล้าใส่เสื้อ ครอปท็อป กันสักเท่าไร 

จริงๆ แล้วเสื้อครอปท็อป มีเรื่องราว ความเป็นมาที่น่าสนใจ ย้อนรอยไปถึงรุ่นคุณปู่เลยทีเดียว 

วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปดูประวัติความเป็นมาของผู้ชายใส่เสื้อ ครอปท็อป กัน และไม่แน่นะคะ เมื่อเพื่อนๆ อ่านบทความนี้จบ หลายคนอาจจะอยากซื้อเสื้อ ครอปท็อป ให้แฟนใส่ หรือคุณผู้ชายทั้งหลายอาจจะรีบพุ่งตัวไปหาซื้อเสื้อ ครอปท็อป ใส่กันเลยก็ได้

ที่มาของ CROP TOP (ครอปท็อป)

ในเรื่องเลวร้ายทุกเรื่อง มักจะมีเรื่องดีๆ แอบซ่อนไว้เสมอ การกำเนิดของเสื้อ ครอปท็อป ก็นับได้ว่าเป็นเรื่องดีๆ ที่เราได้รับมาจากเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1940) เช่นกัน ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้น 

ทำให้เกิดการขาดแคลนเนื้อผ้า (Fabric) ซึ่งแน่นอนว่าเนื้อผ้าเป็นวัตถุดิบหลักของการผลิตเสื้อ ดีไซเนอร์ของบริษัทแฟชั่นมากมาย จึงพยายามออกแบบเสื้อที่ใช้วัตถุดิบเนื้อผ้าให้น้อยที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม เสื้อที่ว่านั้นต้องยังมีโครงของความเป็นเสื้ออยู่ 

นี่เองจึงเป็นที่มาของเสื้อเอวลอย (เสื้อครอปท็อป) ซึ่งเป็นเสื้อที่ตัดเนื้อผ้าบริเวณด้านล้างออก หลังจากที่เสื้อ ครอปท็อป ได้ถูกวางจำหน่าย ก็ได้ความสนใจอย่างมากจากผู้หญิง ซึ่งพวกเธอนิยมนำเสื้อ ครอปท็อป ที่ว่ามาใส่กับกระโปรงเอวสูงค่ะ

 ครอปท็อปในยุค 70s 

ขอบคุณรูปจาก Thosegirlss

ว่ากันว่า ยุค 70s เป็นยุคทองของวงการแฟชั่น และแน่นอนว่ามันเป็นยุคทองของแฟชั่นเสื้อ ครอปท็อป ด้วยเช่นกัน ในยุคนี้ ผู้ชายนิยมใส่เสื้อ ครอปท็อป มากกว่ายุคไหนๆ ในประวัติศาสตร์เลยล่ะค่ะ แต่อิทธิพลของเสื้อ ครอปท็อป นั้น ไม่ได้มาจากศิลปิน ดารา หรือนักแสดงเหมือนกับสมัยนี้นะคะ

ความนิยมของเสื้อ ครอปท็อป ในยุคนั้นกลับมาจาก กีฬา ค่ะ เนื่องจากสมัยนั้นโรงยิมออกกำลังกายหลายแห่งได้ประกาศสั่งห้ามไม่ให้ผู้ใช้งานถอดเสื้อระหว่างออกกำลังกาย จึงทำให้มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ตัดเสื้อท่อนล้างออก จุดประสงค์ก็เพื่อความสะดวกสบายขณะออกกำลังกาย แต่ในขณะเดียวกัน ไม่ผิดกฎของโรงยิมด้วยนั่นเอง 

ขอบคุณรูปจาก Bravotv

นอกจากนี้ เหล่า นักกีฬายกน้ำหนัก ก็หันมาใส่เสื้อครอปท็อป ด้วยเช่นกัน เพราะเสื้อครอปท็อป มีขนาดพอดีกับตัว ซึ่งจะช่วยให้ยกเวทได้คล่องตัวมากกว่าการใส่เสื้อยืดธรรมดา ที่อาจจะติดแขน และเกะกะเวลายกเวทได้

ขอบคุณรูปจาก Bleacherreport

และที่คุ้นตากันมากที่สุด เห็นจะเป็นเสื้อครอปท็อปในหมู่ นักกีฬาอเมริกันฟุตบอล ก่อนที่ทาง National Collegiate Althletic Association (NCAA) ได้แบนเสื้อ ครอปท็อป ตัวปัญหา ไม่ให้นักกีฬาใส่ลงแข่ง นั่นเองค่ะ 

 ครอปท็อปในยุค 80s  – 90s

ขอบคุณรูปจาก Insidehook

ในยุค 80 เสื้อ ครอปท็อป ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม เช่นกัน แม้จะสู้ความนิยมในยุค 70s ไม่ได้ แต่ก็มีหลักฐานมากมาย ที่บ่งบอกถึงความฮ็อตฮิตของเสื้อ ครอปท็อป ในหมู่วัยรุ่นชายในยุคนี้ ซึ่งหลักฐานนั้น ก็คงหนีไม่พ้นภาพของเหล่านักแสดง และศิลปินที่มีชื่อเสียงในยุคนี้ ผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น มิวสิกวิดีโอ, ภาพยนตร์ หรือ นิตยสารแฟชั่น

ขอบคุณรูปจาก womlifestyle

ขวัญใจแม่ของพวกเรา อย่างพระเอกฮอลลีวูดในตำนาน Johnny Depp จากภาพยนตร์เรื่อง A Nightmare on Elm Street (1984) ก็ได้ใส่เสื้อเอวลอย โชว์หน้าท้อง กับกล้ามน้อยๆ เช่นกัน แม้เรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องแจ้งเกิดของเขา แต่ต้องขอบอกเลยว่า “Johnny Depp With His ครอปท็อป” (จอนนี่ เดปป์ กับเสื้อ ครอปท็อป ของเขา) ได้สร้างความฮือฮาไม่ใช่แค่กับผู้หญิงเท่านั้น แต่หนุ่มๆ เองก็ต่างร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า ลุคนี้ ‘โคตรคูล’

ขอบคุณรูปจาก bustle

Prince Roger Nelson ราชาร็อกเกอร์สมัยนั้น ก็เป็นอีกคนที่ทำให้เทรนด์การใส่เสื้อเอวลอยในหมู่ผู้ชาย ฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้ง เพราะหลังจากที่เขาได้ใส่เสื้อ ครอปท็อป ขึ้นคอนเสิร์ตเมื่อปี 1986 ลุคของเขาบนเวที ก็ทำเอาแบรนด์แฟชั่นชั้นนำระดับโลก ต่างรีบทยอยผลิตเสื้อเอวลอยออกมาแข่งกันอย่างล้นตลาดเลยทีเดียว

ครอปท็อป ในปัจจุบัน

ขอบคุณรูปจาก Teenvogue

ปัจจุบันความนิยมการใส่เสื้อ ครอปท็อป ของเพศชาย มีจำนวนวลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้เนื่องจากเสื้อ ครอปท็อป กลายเป็นแฟชั่นที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่ม LGBTQ+ แน่นอนว่าไม่ใช่ LGBTQ+ ทุกคนจะชอบใส่เสื้อ ครอปท็อป นะคะ การเหมารวมกลุ่มบุคคล หรือที่เรียกว่าการ ‘Generalize’ นั้น เป็นเรื่องล้าหลังไปแล้ว ถึงอย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเสื้อ ครอปท็อป นั้น เป็นไอเทมที่ทำให้ผู้สวมใส่ได้มีโอกาสโชว์กล้ามหน้าท้อง โดยไม่ต้องถอดเสื้อ อีกทั้งยังดึงดูดความสนใจได้ดี โดยไม่ต้องแต่งองค์ทรงเครื่องอะไรเยอะแยะ จึงไม่แปลกใจ ที่เสื้อครอปท็อปจะกลายเป็นที่นิยมของหนุ่มๆ หัวใจสาวซะส่วนใหญ่

ซึ่งนี่เอง ทำให้ผู้ชายที่อยากจะหยิบเอาเสื้อเอวลอยมาใส่ ถูกกลุ่มคนที่ต่อต้าน และยังไม่เปิดใจยอมรับกลุ่ม LGBTQ+ เหมารวมว่าเป็นสาวประเภทสอง หรือเป็นเกย์  

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าดีใจอย่างยิ่ง ที่วงการ High Fashion (ไฮแฟชั่น) ในปัจจุบัน มีมุมมองการใส่เสื้อ ครอปท็อป ของเพศชายแตกต่างจากกลุ่มบุคคลดังกล่าว แบรนด์ดังมากมายในปัจจุบัน ก็ได้ผลิตเสื้อเอวลอยออกมาสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ ทำให้ไอเทมเสื้อ ครอปท็อป ของผู้ชาย กลายเป็นเทรนด์ไฮแฟชั่นอีกไอเทมหนึ่งเลยก็ว่าได้

Bobby Abley’

แบรนด์ ‘Menwear’ ชื่อดังจาก UK ก็ได้ปล่อยเสื้อ ครอปท็อป สำหรับผู้ชายในคอลเล็กชันปี 2016 ของเขา แถมยังได้อวดความไฮแฟชั่น ของเสื้อ ครอปท็อป บนรูปร่างของผู้ชาย ให้พวกเขาได้เดินบนรันเวย์ได้อย่างสง่างามอีกด้วย

Gucci

ขอบคุณรูปจาก Vogue

ล่าสุดในแฟชั่นวีคเมื่อปี 2020 ที่ผ่านมา Gucci แฟชั่นเฮ้าส์ แถวหน้าของโลก ก็ได้เปิดตัวคอลเล็กชันฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว ของเขา แน่นอนว่าชุดที่ดึงดูดความสนใจจากผู้ชมมากที่สุดคือ เสื้อสเว็ตเตอร์ที่ถูกนำมาดัดแปลงเป็นเสื้อครอปท็อปสำหรับผู้ชายนั่นเอง

ถือว่ารันเวย์ของ Gucci ในครั้งนี้ ได้ให้คำตอบเราชัดเจนเลยว่า วงการแฟชั่นนั้น สนับสนุน และให้ไฟเขียวกับแฟชั่นเสื้อครอปท็อปของผู้ชายมากแค่ไหน

 เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ

ขอบคุณรูปจาก Music.true.id

อย่างที่ได้กล่าวไปตอนต้นว่าฝั่งไทยเรา มีน้อยมากที่ผู้ชายจะกล้าใส่เสื้อครอปท็อปกัน แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีใครลองแฟชั่นนี้เลยนะคะ เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว หนุ่ม เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ แห่งวง TRINITY ก็ได้โชว์เอวบางๆ ของเขาในมิวสิกวิดีโอเพลง YESTERDAY TODAY TOMORROW ด้วยเสื้อครอปท็อปสีดำสุดเท่ 

นี่อาจจะเป็นเพียงแค่เรื่องราวเล็กๆ เป็นเพียงแค่คอสตูมของนักร้องในมิวสิกวิดีโอ แต่ทุกการเปลี่ยนแปลง มันย่อมเริ่มจากจุดเล็กๆ ไม่ใช่เหรอคะ

สรุปท้ายบทความ

สไตล์การแต่งตัว แน่นอนว่ามันเป็นความชอบส่วนบุคคล ดังนั้นจึงไม่มีผิด ไม่มีถูก ไม่ว่าเพื่อนๆ อยากจะใส่เสื้อกล้ามกับกางเกงบ๊อกเซอร์ไปเดินสยาม หรือใส่เสื้อแจ็คเก็ตหนังกับกางเกงขาเดปไปซื้อของใช้เข้าบ้านที่โลตัส ตราบใดที่มันไม่เดือดร้อนใคร และถูกกาลเทศะแล้ว มันก็คือสไตล์ของเรา ความชอบของเรา และความเป็นเรา

และถ้าบทความนี้จะสามารถให้ประโยชน์อะไรกับเพื่อนๆ ได้สักอย่าง เราอยากให้เพื่อนๆ ได้รู้ว่าเสื้อผ้าที่ดูดีที่สุดบนตัวเรานั้น คือ ‘ความมั่นใจ’ เพราะถ้าเพื่อนๆ มีความมั่นใจสักอย่าง จะไม่มีคำพูดของใครที่สามารถทำร้ายเราได้ และความมั่นใจนี้ จะทำให้เพื่อนๆ Rock, Slay, Destroy ทุกชุดแน่นอน

คนไหนอยากลองสไตล์ใหม่ๆ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มที่ไหน ที่ราคาไม่สร้างหนี้สินตามมา….. ลองแวะมาที่ Kaidee ค่ะ คลิกเลย

คุยกับจีน ไอจีโมเดล ตัวแทนเด็ก Gen Z

คุยกับจีน ไอจีโมเดล ตัวแทนเด็ก Gen Z

| SMOKINGKILLLLS |


จีน-เรือนทิพย์ สืบนุการณ์ จีนไม่ใช่ดารา ไม่ใช่เซเลบ ไม่ได้เป็นเพื่อนสนิทกับคนดังที่ไหน เธอเป็นเพียงแค่เด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง เจ้าของอินสตาแกรมแอคเคาท์ ‘Smokingkilllls’ ผู้มียอดฟอลโลเวอร์มากถึง 11, 900 คน เพียงเท่านั้น แล้วอะไรกันนะ ที่ทำให้ชีวิตของเธอน่าสนใจ จนทำให้เราอยากจะคุยกับเธอ…

ด้วยวัยเพียง 24 ปี จีนผ่านประสบการณ์การใช้ชีวิตมาแล้วมากมาย ลองอะไรมาแล้วหลายอย่าง ทั้งการไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศตัวคนเดียว การลองทำงานเป็นพนักงานบริษัท ตื่นเช้า 7 โมง เลิกงาน 5 โมง เหมือนคนอื่น และการได้ขายของต่าง ๆ

และในที่สุด จีนก็ได้เจอสิ่งที่อยากทำ และเป็นสิ่งที่เธอสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำ ว่านี่แหละคือ ‘ความสุข’ สิ่งนั้นคือ การได้แสดงตัวตนที่แท้จริงของเธอผ่านโลกโซเชียลมีเดีย และการได้ลองทำธุรกิจในวงการแฟชั่น ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่เธอรักมาตั้งแต่เด็ก ๆ 

“ อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ” 

‘อินฟลูเอนเซอร์’ เป็นคำที่ใช้เรียก ความสามารถของคนๆ หนึ่ง ที่สามารถเปลี่ยนความคิด และพฤติกรรม ของคนอีกกลุ่มหนึ่ง ผ่านโซเชียลมีเดียได้ อินฟลูเอนเซอร์ในปัจจุบัน มีหลายรูปแบบ เช่น บิวตี้กูรู แฟชั่นไอคอน กูรูพาท่องเที่ยว หรือนักชิมอาหาร เป็นต้น อินฟลูเอนเซอร์สามารถอยู่ได้ในหลายโซเชียลแพลตฟอร์ม (Social Media Platforms) ทั้งยูทูป อินสตราแกรม ติ๊กต็อก ทวิตเตอร์ และอีกมากมาย


หลายคนเรียกจีนว่า ‘ไอจี อินฟลูเอนเซอร์’ ส่วนตัวแล้ว จีน มีความคิดเห็นอย่างไรเมื่อมีคนเรียกเธอว่า อินฟลูเอนเซอร์, อะไรคือจุดเริ่มต้น Journey ของจีนในโลกโซเชียลมีเดีย และอะไรทำให้เธอกล้ามากพอที่จะเริ่มสร้างธุรกิจ เปิดร้านขายเสื้อผ้ามือสองเป็นของตัวเอง….กล้าที่จะลอง และกล้าที่จะล้ม เรามาดูกันเลย

เล่าจุดเริ่มต้นในโลกโซเชียลมีเดีย ให้ฟังหน่อยสิ

ตอนเราอยู่ ม.5 เรามีโอกาสได้ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ตอนนั้นบอกตรง ๆ ว่าเหตุผลที่ไป แค่อยากมีประสบการณ์วัยรุ่นเหมือนในหนังแค่นั้นเลย (ขำ) แต่พอกลับไทย นอกจากภาษาที่ดีขึ้นแล้ว เรารู้สึกว่าเรามีความมั่นใจมากขึ้นนะ คนที่นู่นเขากล้าทำอะไรตามใจตัวเอง และเป็นตัวของตัวเองดี ไม่ว่าจะในชีวิตจริง หรือในโซเชียลก็ตาม

พอกลับมาเราเลยหาช่องทางที่เราสามารถจะเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ บวกกับความชอบถ่ายรูป และความบ้าเสื้อผ้าของเรา มันเลยเป็นจุดเริ่มต้นของการโพสรูปตัวเองกับเสื้อผ้าของเราในแต่ละวัน ถึงจะดูบ้า ๆ บอ ๆ ในบางครั้ง แต่มันคือตัวเรา 

แสดงว่าสไตล์การแต่งตัวของจีน ก็ได้รับอิทธิพลจากฝั่งอเมริกามาเยอะเลยใช่ไหม

ก็ไม่เชิงนะ เราว่าเราแต่งแบบที่เราอยากแต่ง แล้วมันใส่แล้วสบายมากกว่า อาจจะมีเลียนแบบสไตล์ที่เราชอบมาจากหนังหรือเทรนด์ที่ฮิตที่นู่นบ้าง แต่สุดท้ายเราชอบก็เอามันมาปรับให้มันเข้ากับเราอีกทีอยู่ดี

พูดถึงเทรนด์แฟชั่น ตอนนี้มีสไตล์ไหนที่จีนชอบเป็นพิเศษหรือเปล่า

มันเรียกว่าสไตล์ ‘Y2K’  มันเป็นแฟชั่นการแต่งตัวที่ฮิตมากในช่วงที่แม่ของพวกเรายังสาว ๆ อ่ะ เราคิดว่าสไตล์นี้มันเท่ดี ใส่เสื้อตัวเล็ก ๆ สั้น ๆ เหมือนเสื้อของเด็ก กับกางเกงหรือกระโปรงเอวต่ำหน่อย ๆ 

ส่วนตัวเราชอบนะ เวลาที่กระแสแฟชั่นมันวิ่งย้อนเวลากลับ จริง ๆ แล้วเราเป็นคนชอบซื้อเสื้อผ้ามือสองใส่อยู่แล้ว แล้วเวลาเห็นคนอื่นเริ่มหันมาซื้อเสื้อผ้ามือสองใส่กัน แทนการซื้อเสื้อผ้าฟาสต์แฟชั่น มันรู้สึกดีมากเลย

แล้วทำไมถึงชอบเสื้อผ้ามือสองล่ะ

เราแค่รู้สึกว่า การใส่เสื้อผ้ามือสอง มันช่วย “Save Planet” ดี ช่วยลดการใช้แรงงานคนในการผลิตเสื้อผ้าใหม่ ๆ ตามเทรนด์ด้วย แถมเราเอง ก็ไม่ต้องเปลืองสตางค์ด้วยนะ เราว่ามันเป็นการช้อปปิ้งแบบมีความรับผิดชอบดี

นอกจากจะใส่เสื้อผ้ามือสองแล้ว ได้ยินว่าจีนมีร้านขายเสื้อผ้ามือสองเองด้วย

อ่อ (ขำ) ชื่อร้านว่า r4ndom.rand0m ในอินสตาแกรม ด้วยความที่เรามีเสื้อผ้าที่หายากเยอะ เพราะเป็นคนที่เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ ชอบซื้อเก็บไว้ พอช่วงโควิดปีที่แล้ว ยอมรับเลยว่าค่อนข้างลำบาก เราเลยเอาเสื้อของเราออกมาขาย ตอนแรกไม่ได้จริงจังอะไรมากมาย แต่พอทำไปเรื่อย ๆ รู้สึกชอบ มันรู้สึกดีเวลาที่เห็นคนชอบสไตล์เสื้อผ้าเรา แย่งกันซื้ออะไรอย่างนี้ (ขำ) ตอนนี้เลยกลายเป็นร้านจริงจังไปแล้ว (ยิ้ม)

ในนามของเด็กรุ่นใหม่ที่มีอาชีพ ที่ผู้ใหญ่มักไม่เข้าใจ คุณพ่อ คุณแม่ ของจีน มีความคิดเห็นส่วนนี้ยังไงบ้าง

พ่อกับแม่ของเรา เขาเห็นว่าเราชอบขายของมาตั้งแต่เด็กแล้ว เขาเห็นเราทำแบบนี้มาตลอด พอโตขึ้น เราจริงจังกับมันมากขึ้น เขาสนับสนุนนะ อยากช่วยเราลงทุน และบางครั้งก็ช่วยเราไปส่งของด้วย

ส่วนเรื่องที่เราเป็นนางแบบไอจี เราว่าเราโชคดีนะ เพราะเขาไม่เคยว่าอะไรเลย อย่างที่บอก เขาเห็นว่าเรามีความสุขกับงาน และในขณะเดียวกัน ก็ Support ตัวเองได้

ในความคิดของเรานะ ตราบใดที่เราไม่ต้องไปขอเงินพ่อแม่ และมีความสุขในสิ่งที่ทำ ตื่นเต้นในทุกเช้าก่อนไปทำงาน เราว่าเรามาถูกทางแล้วนะ  

จีนเป็นคนที่มีสไตล์การแต่งตัวที่หลากหลายมากเลย เมื่อเทียบกับอินฟลูเอนเซอร์คนอื่น 

เราก็มีสไตล์ที่เราชอบนะ สไตล์ ‘Y2K’ ไง แต่สไตล์ที่ชอบ กับสิ่งที่เลือกใส่มันไม่เหมือนกันเนอะ เราเป็นคนชอบลองอะไรใหม่ ๆ เพราะไม่อยากเบื่อกับสิ่งที่ชอบ 

แต่จริง ๆ แล้ว บางวันเราก็เลือกเสื้อผ้าจาก สีมงคล นะ (ขำ) มันช่วยอะไรเราหลายอย่างเลย ทั้งทำให้ตัดสินใจเลือกเสื้อผ้าได้ง่ายขึ้น แถมยังเป็นที่พึ่งพาทางใจได้ด้วย สมมุตินะ วันนี้เราจะออกไปขายของ เราก็จะหยิบเสื้อสีที่พาโชคลาบมาหาเราในวันนั้น ไม่รู้ได้ผลจริงไหม แต่อย่างน้อย มันสบายใจ (ขำ)

จีนอยู่ในโลกของโซเชียลมีเดียมานานแล้ว เห็นว่ามันมีข้อดี ข้อเสียอะไรบ้างไหม

ข้อเสียข้อแรกเลยคือ เรื่องของ Privacy (ความเป็นส่วนตัว) บ่อยครั้งที่คนมาถามเรื่องส่วนตัวของเรา ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่อยากให้คนที่ม่รู้จักเป็นการส่วนตัวรู้ อีกเรื่องคือเรื่องของคอมเมนต์แย่ ๆ เรารู้ว่าการมีคนรัก ก็ต้องมีคนไม่ชอบเป็นธรรมดา แต่อันนี้เราไม่ค่อยเอามาใส่ใจเท่าไร เอาไปเม้าท์กับเพื่อนมากกว่า

ข้อดีของ โซเชียลมีเดีย คือมันเปิดโอกาสอะไรให้เราเยอะแยะเลย เราได้ทำงานกับแบรนด์ที่เราชอบ ลองใส่เสื้อผ้าหลายสไตล์ ได้ทำงานกับคนเก่งๆ เยอะแยะ และเรายังได้ลองเปิดร้านเสื้อผ้าผ่านแพลตฟอร์มตรงนี้อีก เราว่าโซเชียลมีเดียมันดีมากนะ ถ้าเราใช้มันอย่างถูกวิธี 

สุดท้าย จีนมีอะไรฝากบอกคนที่ชอบแฟชั่น อยากลองเป็นอินฟลูเอนเซอร์ แต่ไม่กล้าพอไหม

เราว่าเรื่องของแฟชั่น หรือความชอบในการแต่งตัว มันไม่มีผิด ไม่มีถูกนะ ถ้าเราชอบ แล้วเรารู้สึกสนุกกับมัน เป็นความสุขอีกอย่างหนึ่ง ก็ทำไปเถอะ 

สิ่งที่สำคัญมากกว่าสไตล์ และราคาของเสื้อผ้า คือ “ความมั่นใจ” ถ้าเรามั่นใจสักอย่าง เราว่าจะใส่อะไรก็สวย

Photographer: Rommakorn Charoenkun

IG: @ronnakornn_

5 เทรนด์สีมาแรงปี 2021 สีไหนปัง สีไหนเลิศ มาดูกัน

5 เทรนด์สีมาแรงปี 2021 สีไหนปัง สีไหนเลิศ มาดูกัน

ถึงจะเข้าสู่ศักราชใหม่มาได้หลายอาทิตย์แล้ว แต่กลิ่นอายของ “การเริ่มต้นใหม่” ยังคงหลงเหลือ พอให้เรานำเอาแรงบันดาลใจดีๆ เทรนด์ฮอต สิ่งฮิตประจำปี 2021 มากลั่นกรองและใช้เป็นพลังขับเคลื่อนชีวิตในปีนี้ ให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

ใครที่ยังพอมีที่ว่างสำหรับแรงบันดาลใจดีๆ ลองเปิดประตูเข้าสู่โลกแห่งสีสันประจำปี 2021 รับรองว่าเรื่องสีจะไม่ไกลตัวคุณอีกต่อไป เพียงแค่มองไปรอบๆ ตัว จะเห็นได้ว่ามีสีมากมายเต็มไปหมด จิตวิทยาแห่งสีจะพาคุณพบกับความมหัศจรรย์ อันเต็มไปด้วยความเบิกบาน ความอบอุ่นหัวใจและสร้างอิทธิต่ออารมณ์ของเราได้โดยไม่รู้ตัว

สีสันกับเรื่องราวของจิตวิทยา

สีคือเครื่องมือสื่อสารอันทรงพลังและมีประสิทธิภาพ ในทางจิตวิทยาสีมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของมนุษย์ รวมถึงพฤติกรรมการแสดงออก การรับรู้ การแสดงออกทางอารมณ์ ฯลฯ ทั้งนี้อาจจะมีรายละเอียดบางอย่างแตกต่างกันไป ตามเพศและวัย

เพื่อให้เห็นภาพที่มากขึ้น เราขอยกตัวอย่างจากสิ่งที่ใกล้ตัว

สังเกตไหมคะ ว่าสีของอาหารแต่ละชนิด มีผลต่อความหิว! ร้านเบเกอรี่ส่วนใหญ่มักใช้โทนสีอบอุ่นโทนน้ำตาล นั่นก็เพราะต้องการตอกย้ำเรื่องความเป็นโฮมเมดเบเกอรี อบใหม่สดๆ จากเตา ถือเป็นจิตวิทยาทางการตลาดที่สร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้บริโภค หรือสีสันของยาเม็ด มักใช้สีสันที่สดใส เพราะสีโทนดังกล่าวจะกระตุ้นให้ผู้ป่วยกินยาได้ดีกว่าสีโทนเย็นนั่นเอง

เทรนด์การตลาดทุกวันนี้ จะเกี่ยวของกับ “จิตวิทยาสี” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สีมีอิทธิพลต่อผู้บริโภคแทบทั้งหมด ดังนั้นการออกแบบโลโก้สินค้า สีสันของผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะทั้งหมดทั้งมวลนั้นสะท้อนภาพลักษณ์แบรนด์ได้

5 เทรนด์สีที่โดดเด่นประจำปี 2021

แม้ปีที่ผ่านมาทั่วโลกจะเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่สู้ดีนัก ทว่าทิศทางสีในปีนี้ในภาพรวมยังคงสนุกสนานและหลากหลาย มีทั้งโทนสีสไตล์หรูหราไปจนถึงโทนสีที่ให้ความสงบ อบอุ่นใจ โดยทั้งหมดนั้นทำนายจากสีที่ผู้มีการค้นหามากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา ว่าแล้วก็ไปดู Color of the year 2021! กันเถอะ

1. สีทอง Gold

Gold and Luxury

สีแห่งความหรูหรา แทนความ Glamour ได้อย่างสง่างาม “สีทอง” นับคีย์เวิร์ดที่คนเสิร์ชหาอันดับต้นๆ ทั้งโลโก้ แบคกราวนด์ ตัวอักษร นับเป็นสีพื้นฐานของการออกแบบที่ใช้งานง่าย จับคู่สีได้หลากหลายและให้ผลลัพธ์ที่สวยงาม

นอกจากแง่ของความมั่งคั่งและร่ำรวยแล้ว สีทองยังแสดงออกถึงความอบอุ่น ช่วยแต่งแต้มประกายของสินค้านั้นๆ ได้ดี ทั้งยังสื่อถึงรสชาติที่นุ่มนวลของอาหาร สังเกตได้ว่า เหล้าเกรดดีหลายยี่ห้อ มักใช้สีทองเป็นส่วนหนึ่งของโลโก้และโฆษณา เพื่อแสดงถึงรสชาติอันยอดเยี่ยมอย่างมีระดับ

2. สีอัญมณี Hidden Gems

Hidden Gems

ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าโทนสีอัญมณีเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในวงการงานออกแบบ แบรนด์สินค้าและผลิตภัณฑ์หลายชนิดนิยมใช้สีโทนนี้กันมากขึ้น ด้วยความที่โทนสีนี้มีเสน่ห์ ทั้งยังมีเท็กเจอร์ความระยิบระยับ ให้ฟีลหรูหราและน่าค้นหาในคราวเดียวกัน

นอกจากนี้ สีโทนอัญมณียังถูกสื่อถึงในแง่ของความโชคดี ความมีชีวิตชีวาและดูเป็นธรรมชาติ แบรนด์ดังทั้งหลายจึงนิยมนำสีโทนนี้ไปใช้ในงานโฆษณา รวมถึงโปสเตอร์ต่างๆ เพื่อตอกย้ำ Position ของแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ทั้งดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้ตกหลุมรักผลิตภัณฑ์อย่างง่ายดาย

3. สีฟ้า Sparking Blue

Classic,Blue

ความที่เป็น “Color of the year 2020 by Pantone” สีฟ้าแห่งความสงบจึงกลายเป็นสีโปรดของนักออกแบบตลอดปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องมาถึงปีนี้ ด้วยสถานการณ์โรคระบาดที่สร้างความระส่ำไปทั่วโลก โทนสีเย็นสบายตา น่าจะช่วยหลายคนสบายใจเมื่อได้เห็น

ความคลาสสิกของสีฟ้าเป็นอะไรที่ Forever เสมอ มองไปทีไรก็สัมผัสได้ถึง
ความมั่นคงและความไว้วางใจ ได้ทั้งความมั่นคงเยือกเย็นราวกับมหาสมุทร และหนักแน่นเหมือนท้องฟ้า นับเป็นหนึ่งในสีอันดับต้นๆ ที่คนค้นหาเยอะในช่วงที่ผ่านมา

4. สีเหลือง Illuminating และสีเทา Ultimate Gray

Illuminating

เอ่ยถึง Color of the year 2020 ของ Pantone ไปแล้ว จะไม่พูดถึง Color of the year 2021 ก็คงแปลกไม่น้อย โดยความพิเศษของปีนี้ แพนโทนได้เลือกสีแห่งปีมาถึง 2 สีคู่กัน คือ “เหลือง Illuminating และเทา Ultimate Gray” ขึ้นมาชูโรง

ทางแพนโทนให้เหตุผลที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังเอาไว้ว่า สีเหลืองเป็นตัวแทนแห่งความสดใส ส่วนสีเทาเป็นสีของความเข้มแข็งและอดทน พอทั้งสองสีนี้มาอยู่คู่กัน จะช่วยเติมเต็มความหวัง กำลังใจ ให้ทุกคนผ่านเรื่องราวในปีนี้ไปได้อย่างมีรอยยิ้ม

5. เอิร์ทโทน Earth Tone

Earth Tone

สมัยก่อนสีแนวเอิร์ทโทนไม่ได้ได้รับความนิยมในวงการสีมากนัก เหตุที่ว่านักออกแบบบางคนมองว่าสีแนวนี้เป็นสีกลางๆ ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ จะสดใสหรือเย็นใจไปเลยก็ไม่เชิง ทว่าช่วงหลังๆ วงการแฟชั่นและแวดวงตกแต่งภายใน เริ่มเทใจมาใช้สีแนวนี้เยอะขึ้น

ด้วยความที่โทนสีนี้เป็นสีที่สอดคล้องกับธรรมชาติ มองไปทางไหนก็เจอ
เลยเข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ง่าย ยิ่งช่วงหลังเทรนด์ Eco มาแรง โทนนี้จึงได้รับความนิยมควบคู่กันไป จนได้รับการค้นหามากขึ้นถึงร้อยละ 60

สรุปท้ายบทความ

เห็นภาพรวมของเทรนด์สีปี 2021 กันไปแล้ว มีสีโปรดในดวงใจอยู่ในนี้บ้างหรือเปล่าคะ ถึงไม่มีก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะตกเทรนด์แต่อย่างใด ถึง “เทรนด์” จะเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่เป็น ณ ช่วงเวลานั้น แต่การเป็นส่วนน้อยที่แน่วแน่และแตกต่างก็โดดเด่นได้ไม่แพ้ใคร

ทั้งนี้การมีทิศทางสีที่แน่ชัด ก็เป็นแนวทางที่ดีในการกำหนดงานออกแบบให้ดูเฟรช แล้วอย่าหลงลืมใส่เอกลักษณ์ความเป็นเราลงไป สิ่งเหล่านี้จะช่วยเติมเต็มงานของคุณให้ดูมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น หากคุณยังไม่ได้คำตอบ ลองเข้าไปหาแรงบันดาลใจคูลๆ ได้ที่ Kaidee เรามีทั้งหนังสือและงานศิลปะดีๆ คอยเติมเต็มให้คุณมากมาย