Mar 19, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
Fashion Forecast แรงบันดาลใจความเป็นไทยสู่สากล
เข็ดขัด + ลายกนกไทย
ได้รับอิทธิพลมาจากความเลื่อมใสและศรัทธาในศาสนาพุทธ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความเป็นธรรมชาติของ ดอกบัว พวงมาลัย
ควันธูป และเปลวเทียน ก่อเกิดเป็นความสร้างสรรค์ทางศิลปะแบบไทย ๆ ที่สื่อถึงความเชื่อของสวรรค์และนรก
พวงมาลัย + หมวก
ศิลปะการประดิษฐ์ที่งดงามวิจิตรอย่างหนึ่งของชาวไทย ที่ถ่ายทอดผ่านภาษาดอกไม้และร้อยเรียงออกมาเป็น “พวงมาลัย”
โดยริเริ่มมาจากท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ที่ใช้ในพิธีต่าง ๆ ที่สำคัญ อีกทั้งยังใช้ในการเคารพบุคคลที่มีพระคุณอีกด้วย
แรงบันดาลใจจากการถ่ายทอดภาษาผ่านดอกไม้และธรรมชาติที่ให้ความรู้สึกอ่อนโยนต่อจิตใจ ซึ่งหมวกเป็นอีกหนึ่งสิ่งประดับ
ที่เพิ่มจุดนำสายตาได้เป็นอย่างดี จึงเลือกนำพวงมาลัยมาประดับตกแต่งเอาไว้เพิ่มความโดดเด่น
แมวไทยวิเชียรมาศ + ชุดเดรส
หนึ่งในแมวไทยโบราณมงคลตามตำรา ที่มีสีอันโดดเด่นจนเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกว่าเป็นแมวขนสั้นที่สง่างามที่สุด โดยสมัยก่อนมักเลี้ยงกันเฉพาะภายในวังเท่านั้น
โดยคำว่า “วิเชียรมาศ” มีความหมายว่า เพชรแห่งดวงจันทร์ ที่มาจากดวงตาสีฟ้าและสีขนที่เหมือนสีของพระจันทร์
ด้วยความโดดเด่นจากสีสันของขนแมวพันธุ์วิเชียรมาศ ที่ไล่จากสีครีมสู่สีน้ำตาลเข้ม กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ชุดเดรสที่ไล่สีตามความสวยงามและความน่ารักของแมวสายพันธุ์นี้
เข็มขัดไทย + Apple Watch
ชุดไทยเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ประจำชาติ ที่เพิ่งเกิดขึ้นมาจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ที่มีความตั้งใจให้เมื่อใครที่พบเห็น
ก็สามารถรับรู้ได้ในทันทีว่านี่แหละ คือ “ประเทศไทย” ซึ่งเข็มขัดไทยนี้ก็เป็นเครื่องประดับที่จำเป็นอย่างมากในชุด
จากเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างเข็มขัดไทย นำมาสู่วิถีชีวิตของคนในปัจจุบันอย่าง Apple Watch ที่นอกเหนือจากฟังก์ชัน
แต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราแบบชาวไทยนำมาไว้บนข้อมือ
กระสอบข้าวสาร + กระเป๋า
จุดเริ่มต้นเกิดในสมัยสุโขทัยที่เริ่มนำเชือกป่านเข้ามาจากทวีปแอฟริกามาสู่ประเทศไทย และนำมาทำเป็นงานทอผ้าต่าง ๆ
รวมไปถึงนำมาทำเป็นถุงบรรจุข้าวเช่นเดียวกัน
ด้วยความที่วัตถุประสงค์ของกระสอบข้าวสารคือการบรรจุ จึงได้นำแนวคิดนี้มาหลอมรวมเข้ากับกระเป๋าถือที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน
Feb 18, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ขอบคุณรูปจาก Netflix
ถ้าเพื่อนๆ คนไหนถูกจริตกับซีรีส์แซ่บ เน้นเรื่องอื้อฉาว และรักว้าวุ่นของหนุ่มสาวอย่างเรื่อง “Gossip Girl” แล้วล่ะก็ ขอรับประกันได้เลยว่า ซีรีส์ใหม่แกะกล่องของ Netflix ที่เพิ่งจะเปิดตัวไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา อย่างเรื่อง Bridgerton หรือชื่อภาษาไทยว่า วังวนรักเกมไฮโซ ต้องเป็นอีกซีรีส์ขึ้นหิ้ง มูฟออนไม่ได้อีกเรื่องไปโดยปริยายแน่นอน
แม้ว่าเนื้อเรื่อง Brigerton จะไม่ได้เผ็ดพริก 10 เม็ดเหมือน Gossip Girl เนื่องจากเป็นซีรีส์พีเรียด ยุค 1800s หรือที่เรียกว่ายุค Regency (รีเจนซี่) จึงไม่แปลกที่เนื้อเรื่อง จะเน้น World Building หรือการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสถานที่ และบรรยากาศ มากกว่าการเล่นฉากวาบหวิวในทุกๆ 10 นาทีเหมือน Gossip Girl แต่ถ้าเพื่อนๆ คนไหนคิดถึง Gossip Girl เรื่องนี้ไม่ทำให้ผิดหวังค่ะ นอกจากจะมีการดำเนินเรื่องคล้ายกัน โดยใช้เสียงจากบุคคลที่ 3 เล่าเรื่องแล้ว แฟชั่น และหนุ่มๆ แต่ละคนของเรื่อง เรียกได้ว่า เด็ดดวงมากๆ
นอกจากความเข้มข้นในการแย่งกันตามหาคู่หมั้นของเหล่าสาวๆ ตระกูลผู้ดีอังกฤษ เพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้ตระกูลของตัวเองแล้ว คอสตูมจากเรื่องนี้ ก็เป็นที่ฮือฮามากเพียงพอให้เรื่องนี้ติดอันดับ No.1 และ Top 10 ของ Netflix ใน 76 ประเทศ ทั่วโลกเลยทีเดียว
เสื้อผ้ายุครีเจนซี่
ขอบคุณรูปจาก aladyswardrobe
ก่อนที่เราจะไปดูความสามารถในการใช้เสื้อผ้า หน้าผมในยุครีเจนซี่ของดีไซเนอร์จากเรื่อง Bridgerton เรามาทำความเข้าใจกันก่อน ว่ายุครีเจนซี่นั้นคือยุคอะไร โดดเด่นยังไง และแฟชั่นนั้นเป็นอย่างไร
ขอบคุณรูปจาก nydailynews
ยุครีเจนซี่ (Regency Era) เป็นช่วงเวลาระหว่าง ค.ศ. 1795 -1820 ซึ่งเป็นยุคสั้นๆ ก่อนเข้าสู่ยุควิคตอเรีย จักรวรรดิอังกฤษที่ได้รับความรุ่งเรื่องถึงขีดสุดนั้นเอง ในยุครีเจนซี่ ผู้หญิงจะนิยมใส่กระโปรงเอวสูง รัดใต้อก หรือที่เรียกว่าทรงเอ็มไพร์ (Empire) ซึ่งเป็นทรงกระโปรงที่ได้รับอิทธิพลมาจากกระโปรงทรงพลิ้วในยุคกรีก
เอกลักษณ์เสื้อผ้ายุคนี้คือจะเน้นความเรียบง่าย ใช้ผ้าเบาสบาย พลิ้วไปตามสายลม มากกว่าการเป็นทรงโคร่ง ซึ่งเกิดจากสุ่มที่ซ้อนอยู่ใต้กระโปรงเหมือนในยุควิคตอเรีย
ถึงแม้ว่าชุดจะดูใส่สบาย แต่หารู้ไม่ว่าผู้หญิงสมัยนั้นต้องใส่ คอร์เซต (Corset) ทุกคน เพราะคอร์เซต ถือว่าเป็นชุดชั้นใน และช่วยให้รูปร่างของผู้หญิงเป็นรูปนาฬิกาทราย โดยมีหน้าอก และสะโพกชัดขึ้น อีกทั้งยังสามารถบอกได้ถึงชนชั้นอีกด้วย ยิ่งรัดคอร์เซตแน่นเท่าไร ชนชั้นทางสังคมก็จะสูงมากขึ้นเท่านั้น
หลังจากที่เรารู้แล้วว่ายุครีเจนซี่นั้น เขาแต่งตัวกันยังไง เรามาดูกันว่าเรื่อง Bridgerton เขาเอาแฟชั่นสมัยนั้นมาใช้ได้ดีแค่ไหน
Eloise
ขอบคุณรูปจาก glamour
เนื่องจาก อีโลอีส เป็นน้องคนเล็กตระกูล บริทเจอร์ตัน และยังไม่ถึงเวลาที่เธอต้องออกสังคม และตามหาคู่หมั้น ซึ่งทางทีมคอสตูม ได้ใช้นิสัยของตัวละคร ที่เป็นสาวมั่น ซน และไม่มีความเรียบร้อยแบบกลุสตรีมากนัก ในการออกแบบชุดของเธอ
จะเห็นได้ว่าแทบทุกชุดของเธอ จะมีเครื่องประดับเป็นริบบิ้นพันรอบคอ แทนการใช้เครื่องประดับราคาแพงอย่าง เพชรพลอยนั่นเอง นอกจากนี้สีของชุดเธอนั้น มักจะเป็นสีพาสเทลซะส่วนใหญ่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่าเริง ไม่ห่วงสวยในช่วงวัยเด็ก
แต่แน่นอนว่า ไม่ว่าคอนเซ็ปต์คอสตูมของอีโลอีทจะเป็นอย่างไร ทางทีมก็ไม่ลืมที่จะใส่ความอีลีท (Elite) เพื่อโชว์ชนชั้นทางสังคม โดยเสริมเครื่องประดับเล็กๆ น้อยๆ อย่างถุงมือ และดอกไม้ประดับผมให้เธอนั่นเอง
Penelope
ขอบคุณรูปจาก insider
เชื่อว่าสาวน้อยร่าเริงเพเนโลปี้ต้องเป็นตัวละครตัวโปรดของใครหลายคนแน่นอน แม้ว่าเธอมักจะโดนแม่ และพี่น้องของเธอใจร้ายใส่ตลอดเวลา แต่ความสดใสของเธอไม่เคยจืดจางเลย
จะสังเกตได้ว่า แทบทุกฉากที่เพเนเลปี้ปรากฎตัวขึ้น เธอมักจะใส่เดรสสีเหลือง จนหลายคนคิดว่าสีเหลืองนั้น เป็นสีประจำตัวของเธอ จริงๆ แล้ว ทางทีมคอสตูมซ่อนความหมายภายใต้ชุดเดรสสีเหลืองของเธอไว้มากกว่านั้น
ในยุครีเจนซี่ สีเหลืองเป็นสีที่ได้รับความนิยม และถือว่าเป็นสีไฮแฟชั่นเลยก็ว่าได้ จึงทำให้เดรสสีเหลืองกลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงวัยเข้าสังคม ซึ่งเป็นวัยตามหาคู่หมั้นนั่นเอง
Daphne
ขอบคุณรูปจาก Express.co.uk
ฮัลโหล นี่เรากำลังพูดถึงยุครีเจนซี หนึ่งในยุครุ่งเรืองของประเทศอังกฤษ ไม่ใช่อยุธยาของไทยแลนด์ แน่นอนว่าอากาศประเทศเขาไม่ใช่ 40 องศาเหมือนบ้านเราแน่ๆ บางฉากเพื่อนๆ จะสังเกตได้ว่าสาวๆ ของเราสวมใส่เสื้อแจ็คเก็ตครึ่งตัว หรือที่เรียกว่า Spencer Jacket ซึ่งเป็นเสื้อแจ็คเก็ตทรงเข้ารูปพอดีกับเดรสทรงเอ็มไพร์ และนอกจากกันหนาวได้ระดับหนึ่งแล้ว ยังเพิ่มลูกเล่นให้กับชุดเดรสได้อีกด้วย
ขอบคุณรูปจาก Vulture
ในสมัยรีเจนซี สาวๆ จะเปลี่ยนชุดกันบ่อย มีทั้งชุดกินข้าว ชุดยามเช้า ชุดเดินเล่น ชุดยามบ่าย ชุดขี่ม้า ชุดดินเนอร์ และอีกมากมาย เรียกได้ว่าวันหนึ่งเปลี่ยนชุดกันถึง 10 ชุดเลย และถ้าให้เลือกชุดของดาฟานี่มาเพียงแค่ชุดเดียว คงเป็นเรื่องยาก
วันนี้เราขอเลือกชุดที่บ่งบอกความเป็นดาฟานี่ ลูกสาวคนโตของตระกูล Bridgerton มากที่สุด และชุดนั้นคือ ชุดเปิดตัวของเธอ และเป็นชุดที่เธอสวมใส่เข้าพิธีดูตัวในอีพีแรกนั้นเอง
Ellen Mirojnick ผู้รับหน้าที่ออกแบบเสื้อผ้าให้ทีมนักแสดง เผยว่า เธอตั้งใจออกแบบชุดกราวเข้าพิธีดูตัวนี้ให้เรียบง่าย คงความหรูหรา และแสดงให้เห็นถึงจารีตประเพณีของยุครีเจนซี่ให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ชมได้รับรู้ว่าตระกูล Bridgerton นั้นเป็นตระกูล Old Money มีศักดินาสูงส่ง อีกตระกูลของจักรวรรดิอังกฤษ ไม่ต้องแต่งตัวสีฉูดฉาดให้ได้รับความสนใจ เพียงแค่เดินเข้ามาในห้อง ก็กลายเป็นจุดสนใจได้ง่ายๆ
The Featheringtons.
ขอบคุณรูปจาก Mamasgeeky
อีกสิ่งหนึ่งที่น่ารำคาญของตระกูล Featherington พอๆ กับคำพูดเสียดสีของพวกเธอ คงต้องยกให้เสื้อผ้า หน้าผมของพวกเธอ ไม่เพียงแต่ใช้สีฉูดฉาดแล้ว ยังเสริมเครื่องประดับมากมาย จนโดยรวมแล้ว ดูเยอะ ถึงขั้นรก
แต่เชื่อไหมคะ ชุดที่พวกเธอใส่ในแต่ละฉากสามารถบ่งบอกได้ถึงนิสัยโหวกเหวกโวยวายของคนตระกูลนี้อย่างดี อีกทั้งยังทำให้เราเห็นถึงความแตกต่างระหว่างสองตระกูล ซึ่งในขณะที่ Bridgertons ใส่เสื้อผ้าเรียบง่าย แสดงความเป็นผู้ดี ฝั่ง Featherington จะเน้นสีสัน เพื่อดึงดูดความสนใจจากเพศตรงข้ามนั่นเอง
ขอบคุณรูปจาก Slate
ถึงอย่างไรก็ตาม ดีไซเนอร์ Ellen Mirojnick พูดเองเลยว่า ถ้าไม่ติดว่านี่เป็นซีรีส์พีเรียด เพียงแค่ตกแต่ง เพิ่มเติมชุดของสาวๆ Featherington อีกนิดหน่อย รับรองว่าชุดของพวกเธอขึ้นหน้าปกนิตยสาร Vogue ได้สบาย
สรุปท้ายบทความ
ซีรีส์รักโรแมนติก ปนความตลก เปิ่นนิดๆ การันตีด้วยเนื้อเรื่องที่ถูกดัดแปลงมาจากนวนิยายขายดีอันดับต้นๆ บอกเลยว่าใครพลาด มีตกเทรนด์แน่ๆ เพราะนอกจากความสนุกแล้ว ยังให้ความรู้เรื่องชนชั้นทางสังคมสมัยของจักรวรรดิอังกฤษในยุครีเจนซี่ได้อย่างละเอียด และยิ่งถ้าใครชอบศึกษาประวัติศาสตร์แฟชั่นแล้วละก็ เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ควรค่าแก่การชมอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเสื้อผ้า หน้าผม รองเท้า หรือแม้แต่ท่าเดินของนักแสดงทุกคน บอกเลยว่า ดูแค่ 8 อีพี ก็ได้ความรู้เหมือนเรียนจบเอก History Of Fashion เลยทีเดียว
คนไหนเกิดอินสไปเรชั่น อยากแต่งตัววินเทจๆ ย้อนยุคกันบ้าง แนะนำให้เข้ามาชมที่เว็บ Kaidee ได้ค่ะ เรามีเสื้อผ้ามือสอง วินเทจ สุดคลาสสิค มากมายให้ได้ มิกซ์แอนด์แมทช์ สนุกๆ โชว์ฝีมือ กันไปเลย
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
“สูท” มาจากภาษาฝรั่งเศสว่า “Suite” ที่ตกทอดมาจากภาษาลาติน “Sequor” แปลว่า “I Follow” สื่อความหมายได้ว่าการใส่สูททุกๆ ชิ้นของเสื้อผ้า ตั้งแต่ เสื้อ กางเกง และอื่นๆ จะต้องสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นการตัดสูทจึงเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้สูทออกมาสมบูรณ์แบบมากที่สุด นอกจากความสอดคล้องในเรื่องของเสื้อผ้าแล้ว ยังได้สูทที่มีขนาดพอดีกับรูปร่างของคนใส่อีกด้วย
สูทอาจไม่ได้เป็นเครื่องแต่งกายประจำชาติไทย เหตุผลมาจากอากาศของประเทศไทยที่ร้อนเกินกว่าจะใส่สูทในชีวิตประจำวัน โดยส่วนมากผู้ชายไทยจะนิยมใส่สูทในสำคัญ รวมไปถึงพิธีการและสถานที่สำนักงานต่างๆ เพื่อเป็นการแสดงถึงความให้เกียรติด้วยการแต่งตัวเรียบร้อยเป็นระเบียบ
การเลือกสูทที่ถูกต้องนั้นเป็นสิ่งสำคัญเพื่อที่จะทำให้คุณดูดีอย่างเหลือเชื่อ ไล่ไปตั้งแต่การเลือกชุดสูทเข้ากับรูปร่างของคุณมากที่สุด การผูกเนคไทที่ถูกต้อง หรือการเลือกรองเท้าให้เข้ากับชุด วันนี้เราจึงได้รวบรวมข้อมูลและวิธีการเลือกซื้อสูทให้เหมาะสมสำหรับไซส์และรูปร่างของคุณเพื่อออกมาดูดีที่สุด
1. สำหรับผู้ชายรูปร่างใหญ่
ควรเลือกใส่เสื้อผ้าที่มีน้ำหนักเบา
หากคุณเป็นผู้ชายที่มีรูปร่างใหญ่ควรหาสูทแบบเข้ารูปให้พอดีตัว โดยโฟกัสไปที่เนื้อผ้าที่มีน้ำหนักเบา ซึ่งจะทำให้สูทดูกระชับเข้ากับรูปร่างได้อย่างพอดี แต่ถ้าเป็นสูทที่ทอด้วยผ้าเนื้อหนาจะเพิ่มน้ำหนักและปัญหาที่อาจทำให้คุณดูตัวใหญ่มากกว่าเดิมด้วยซ้ำ และเราอยากจะแนะนำให้คุณเลือกผ้าแบบ Worsted Wool เป็นผ้าวูลเส้นใยละเอียดที่ทอด้วยขนสัตว์อย่างพิถีพิถันจะดีที่สุด
เลือกผ้าสีเข้ม
การเลือกใช้ผ้าสีเข้มจะช่วยลดความใหญ่ให้ดูเล็กลง แต่ถ้าหากคุณเลือกใช้ผ้าโทนสีอ่อนจะยิ่งทำให้รูปร่างของคุณกับชุดสูทดูแน่นและเต็ม สีเข้มจึงเหมาะสำหรับผู้ชายรูปร่างใหญ่เพื่อที่จะทำให้ภาพลักษณ์ของคคุณดูเบาขึ้นและสบายตาไม่อึดอัด เราจึงขอแนะนำเป็นสีดำและกรมท่า สองสีสุดคลาสสิกที่จะช่วยให้ชุดสูทเข้ากับคุณได้อย่างดีที่สุด
เลือกสูทแบบไม่มีลาย
สำหรับผู้ชายรูปร่างใหญ่การเลือกชุดสูทแบบเรียบๆ ไม่มีลายจะทำให้คุณดูดี แต่ถ้าหากคุณเลือกสูทที่มีลายก็จะยิ่งทำให้ดูตัวใหญ่ขึ้นไปอีก ควรหลีกเลี่ยงลายที่ดูเยอะเกินไป แต่ยังสามารถเลือกดีเทลของลายได้นิดหน่อย เช่น สูดลายทางจะทำให้ดูตัวยาวและดูทันสมัย รวมถึงยังเลือกสูทที่มีลายเล็กได้ แต่เพียงต้องเลือกอย่างระมัดระวังและให้เข้ากับตัวเองมากที่สุด
เลือกเสื้อสูทที่มีกระดุม 2 เม็ด
เสื้อสูทกระดุม 2 เม็ด เป็นมาตรฐานและดีไซน์มาแล้วว่าเหมาะสมกับร่างกายทุกรูปแบบ โดยจะไม่ดึงดูดความสนใจมารวมที่รูปร่างของคุณเหมือนเสื้อสูทแบบกระดุมเม็ดเดียวหรือสูทกระดุมสามเม็ดที่ทันสมัย ซึ่งสูทแบบนี้จะเหมาะสำหรับผู้ชายผอม แต่ถ้าหากผู้ชายรูปร่างใหญ่มาใส่ก็จะทำให้ดูไม่ค่อยสมส่วนเท่าไรนัก
เลือกเสื้อสูทแบบ Single-Vent
ควรหลีกเลี่ยงการเลือกเสื้อสูทแบบ Double-Vent เพราะด้วยรอยผ่าสองข้างที่ด้านหลังจะทำให้คุณดูมีบั้นท้ายที่ใหญ่มากขึ้น แถมยังเป็นจุดเด่นที่ดึงดูดสายตาอีกด้วย เพราะฉะนั้นควรเลือกเสื้อสูทแบบ Single-Vent ที่มีรอยผ่ารอยเดียวที่ด้านหลัง เพื่อจะช่วยให้คุณเคลื่อนไหวได้คล่องตัวได้มากขึ้น
2. สำหรับผู้ชายรูปร่างผอมสูง
เพิ่มน้ำหนักด้วยเนื้อผ้า
หากคุณเป็นผู้ชายรูปร่างผอมสูงควรเลือกใช้เนื้อผ้าที่มีความหนาเพื่อจะช่วยเพิ่มให้รูปร่างของคุณดูมีสัดส่วนและมีมวลน้ำหนักมากยิ่งขึ้น ซึ่งถ้าหากเลือกใช้ผ้าน้ำหนักเบาก็จะยิ่งทำให้คุณดูบอบบางเข้าไปอีก ผ้าที่แนะนำจะเป็นผ้าทวีต (Tweed) หรือผ้า Worsted Wool แบบมีน้ำหนักนั่นเอง
เลือกผ้าสีอ่อน
การเลือกสีผ้าสำหรับผู้ชายรูปร่างผอมสูงก็ควรจะเป็นสีโทนอ่อน เพราะจะช่วยให้ดูมีมวลของกล้ามเนื้อที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งในทางตรงกันข้ามการเลือกใส่สูทลายทาง และสูทโทนสีเข้มก็จะช่วยทำให้ดูสูงขึ้น และผอมขึ้น การเลือกใช้โทนสีอ่อนจึงทำให้อย่างเช่น สีเทาจะช่วยให้ชุดสูทและรูปร่างของคุณดูเหมาะสมพอดีกับรูปร่าง
เลือกสูทแบบกระดุม 3 เม็ด
สำหรับผู้ชายที่มีรูปร่างผอมสูงการเลือกใช้เสื้อสูทแบบกระดุม 3 เม็ด จะช่วยทำให้ตัวดูกว้างไม่ผอมจนเกินไป ซึ่งสามารถสวมใส่ได้อย่างสมาร์ท แต่อย่างไรก็ตามควรติดกระดุมแค่สองเม็ดบนก็พอแล้ว
เลือกสูทแบบ Single-Vent หรือไม่มีเลย
ผู้รูปร่างผอมสูงสามารถเลือกได้ 2 ทางด้วยกันคือ สวมเสื้อสูทแบบไม่มีรอยผ่าหลัง (Ventless) หรือ สวมเสื้อสูทแบบรอยผ่าเดียว (Single Vent) ซึ่งจะทำให้ดูเคลื่อนไหวได้อย่างสะดวกสบาย และช่วยเสริมสร้างให้เห็นรูปร่างของคุณชัดเจน อีกทั้งยังได้ลุคที่ดูเรียบร้อยอีกด้วย
3. สำหรับผู้ชายตัวเล็ก
หลีกเลี่ยงผ้าที่มีลวดลาย
สำหรับผู้ชายที่มีปัญหาในเรื่องของส่วนสูงนั้นไม่ควรเลือกเสื้อผ้าที่มีลวดลาย หรือลายพิมพ์หนาๆ บนผ้า เพราะจะยิ่งทำให้เป็นที่ดึงดูดความสนใจในรูปร่างของคุณมากยิ่งขึ้น โดยควรเลือกใส่เสื้อผ้าที่เรียบๆ เพื่อลดความสนใจในรูปร่างของคุณ
เลือกสูทลายทาง
การเลือกสูทลายทางจะยิ่งช่วยดึงดูดสายตาที่มองมานั้นทำให้คุณดูมีสัดส่วนที่ดูสูงขึ้น ซึ่งเป็นเทคนิคและทริคเล็กๆ ที่ไม่เพียงแต่นำมาใช้ในการเลือกชุดสูทเท่านั้น เพราะยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเสื้อผ้าทั่วไปได้ รับรองว่าลายทางจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้คุณได้แน่นอน
เลือกสูทแบบกระดุมเดียว
หากคุณเป็นผู้ชายรูปร่างเล็กการเลือกสวมใส่สูทที่มีเพียงหนึ่งกระดุมหรือมากที่สุดคือ 2 กระดุมเท่านั้น ซึ่งปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการที่จะได้ลุคแบบไหน โดยสูทกระดุมเดียวจะให้ภาพลักษณ์ที่ทันสมัย แต่ในขณะที่สูทแบบ 2 กระดุมจะช่วยทำให้คุณได้ลุคแบบดั้งเดิมและคลาสสิก ยิ่งกระดุมน้อยเท่าไรจะทำให้สัดส่วนของคุณดูเหมาะกับรูปร่างมากยิ่งขึ้น
เลือกสูทแบบ Double-Vent
สำหรับสุภาพบุรุษร่างเล็กสูทแบบ Double-Vent ถูกสร้างมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ ด้วยรอยผ่าคู่ที่ด้านหลังจะช่วยให้รูปร่างของคุณดูมีเสน่ห์ มีมิติ ชวนน่ามองและยังทำให้คุณดูสูงขึ้น โดยสูทแบบ Double-Vent ไม่เพียงแต่จะเหมาะกับคนตัวเล็กเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวเลือกที่ดีที่ทำให้ชุดสูทของคุณดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น
สรุป
สุดท้ายแล้วการเลือกชุดสูทให้พอดีกับตัวและเข้ากับรูปร่างของคุณถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะการมีชุดสูทที่พอดีตัวเข้ากับรูปร่างของตัวเองแล้ว ยังช่วยให้คุณรู้สึกสบาย มั่นใจ และคล่องตัวทุกครั้งเมื่อสวมใส่ ที่สำคัญยังส่งเสริมภาพลักษณ์ของคุณให้ดูดีและน่ามอง
สำหรับใครที่อ่านจบแล้วและกำลังมองหาชุดสูทหรือร้านเช่า สามารถเข้ามาเลือกดูเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งขายของออนไลน์สินค้าดีราคาถูกที่มีของให้คุณเลือกอีกเพียบ
Oct 22, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ทำความรู้จักแบรนด์กันคร่าวๆ
ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Balenciaga คือ คริสโตบาล บาเลนเซียก้า (Cristóbal Balenciaga) เส้นทางการออกแบบของเขา คือการเรียนรู้งานตัดเย็บและแฟชั่นกับ มาร์เกซ่า เด กาซ่า ตอเรซ โดยที่เขายังเป็นผู้ช่วยฝึกหัดร้านตัดเสื้อในย่านที่มีชื่อเสียงอีกด้วย ต่อมาในปี 1917 เขาได้ร้านบูติคเป็นของตัวเองโดยใช้ชื่อว่าร้าน Balenciaga ย่าน ซาน เซบาสเตียน (San Sebastián) และขยายเพิ่มไปอีก 2 สาขา ในกรุงมาดริด และบาร์เซโลนา ปี 1931 แต่เนื่องจากสภาพสังคมของประเทศสเปนในขณะนั้นไม่ค่อยดีนัก เขาจึงต้องปิดทั้ง 3 สาขาลง และย้ายถิ่นฐานมายังประเทศฝรั่งเศส
จากนั้นเปิดร้านบูติดใหม่อีกครั้งในปี 1937 ในปารีส ซึ่งสไตล์การออกแบบของเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปะแบบ Abstract ทำให้เสื้อผ้ามีลักษณะเหมือนงานประติมากรรม และมีรูปทรงแปลกตา ส่วนอีกแรงบันดาลใจนั่นก็คือ นักบุญของศาสนาคริสต์ ทวยเทพ เนื่องจากตัวเขาเองนับถือคริสต์คาทอลิก
รูปจาก : www.poppaganda.net
นอกจากชื่อเสียงด้านการออกแบบเสื้อผ้าแล้ว Balenciaga เอง ก็มีชื่อเสียงเรื่องการไม่ชอบเข้าสังคมเช่นกัน Balenciaga เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อเพียงครั้งเดียว และเขายังเคยแบนไม่ให้สื่อได้เห็น หรือถ่ายรูปสินค้าจนกว่าลูกค้าจะเห็นก่อนเป็นเวลาถึงหนึ่งเดือน จนถึงขั้นมีข่าวลือว่าเขาไม่มีตัวตนอยู่จริงอีกด้วย
ซึ่งแบรนด์ Balenciaga ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะเป็นห้องเสื้อโอตกูตูร์ที่มีทั้งราชวงศ์เหล่าขุนนางชนชั้นสูงมาตัดเสื้อผ้าด้วยมากมาย แต่ด้วยความนิยมของแฟชั่นที่เปลี่ยนไป ในช่วงกลางปี 1960 ทำให้เสื้อผ้าแบบ ready-to-wear เป็นที่นิยมมากกว่าเสื้อผ้าสไตล์โอตกูตูร์ชั้นสูง ทำให้ Balenciaga ตัดสินใจปิดห้องเสื้อลงในปี 1968 และออกจากวงการแฟชั่นอย่างถาวรด้วยวัย 74 ปี ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในวันที่ 23 มีนาคม 1972 ที่ประเทศสเปน บ้านเกิดของเขา
ความหลุดนี้ได้แต่ใดมา ?
หลังๆ มาจะเห็นได้ว่าสินค้าต่างๆ ของแบรนด์ไปสุดขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อฮู๊ดขาดหลุดลุ่ย เดรสแขนสั้นข้างยาวข้าง กระเป๋าถือที่แลดูคล้ายถุงสำเพ็ง รวมไปถึงรองเท้า Sneakers รุ่นฮิตอย่าง Triple S ที่พื้นมีความหนา อวบอ้วน และมีน้ำหนักราวๆ ข้างละ 2 กิโลกรัม ซึ่งผลงานทั้งหมดมาจาก Demna Gvasalia ผู้อำนวยการสร้าง Balenciaga (Creative Director) คนปัจจุบัน นักออกแบบชาวจอร์เจียผู้นี้ได้บุกเข้าสู่วงการแฟชั่นในฐานะผู้นำของกลุ่มงานออกแบบแบรนด์ Vetements นับว่าผู้ชายคนนี้สร้างอิทธิพลให้กับแวดวงแฟชั่นอย่างมากเลยทีเดียว
โดยผลงานที่ออกมาส่วนมากจะเป็นแนวสปอร์ตผสมผสานความเรียบง่ายสมัยใหม่ ทำให้ Balenciaga เป็นหนึ่งในสตรีทแวร์ Hi-end ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแบรนด์หนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่า Balenciaga นำความเติบโตทางการเงินให้กับ Kering ซึ่งเป็น บริษัท ยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศสที่มีแบรนด์ในเครือมากมายไม่ว่าจะ Yves Saint Laurent, Gucci และ Alexander McQueen
ผลงานสุดแปลก แหวกทุกวงการดีไซน์
- Balenciaga’s Triple S รองเท้าสนีกเกอร์รูปทรงอวบอ้วน พื้นหนาเตอะ ที่ได้รับกระแสนิยมกันทั่วบ้านทั่วเมือง แม้หลายๆ คนจะบอกว่ามันคือรองเท้าหน้าตาน่าเกลียด แต่รองเท้าอ้วนๆ คู่นี้ ปลุกกระแสรองเท้าสไตล์ Ugly Sneakers ได้อย่างดี ชนิดที่ว่าหลายๆ แบรนด์หันมาผลิตรองเท้าทรงนี้กันไม่หยุด
รูปจาก : www.balenciaga.com
- Balenciaga’s “t-shirt shirt” เพราะคนเราจะใส่เสื้อกี่ Layer ก็ได้ เสื้อตัวนี้เลยจัดการเย็บเสื้อยืดกับเสื้อเชิ้ตติดกันซะเลย ถามว่าใส่ได้จริงหรือไม่ ใส่ได้! (ถ้าใจเรากล้า) หมดปัญหาเลือกเสื้อไม่ได้ไปเลย จะใส่แบบไหนก็แล้วแต่สะดวก เป็นเสื้อ 2 in 1 จริงๆ ไม่จกตา
- Balenciaga’s “glazed leather” กระเป๋าหนังสีฟ้าที่หน้าตาคล้ายถุงอีเกีย (Frakta Bag) สุดๆ ซึ่งถุงอีเกียสามารถซื้อได้ในราคาเพียงแค่ 99 Cent เท่านั้น แต่กระเป๋าใบนี้ราคาทะยานฟ้าราวๆ 2,145 เหรียญสหรัฐ ! เรียกได้ว่ากรีดเลือดขายไตซื้อกันเลยทีเดียว ต้องยอมความ Gvasalia จริงๆ
จะว่าไปแล้ว วงการแฟชั่นมีอะไรเซอร์ไพรส์เราได้ตลอดจริงๆ ส่วนใครจะอินหรือไม่นั้น อยู่ที่ความชอบแล้วล่ะ
ถ้าใจบอกว่ามันใช่
จงใช้เงินแก้ปัญหาความอยากได้นั้นเสีย
แต่ถ้าใครรู้สึกว่าเสื้อผ้าพวกนี้ราคาสูงไปนิด อยากได้ราคาน่ารักๆ เห็นแล้วพร้อมโอน ลองแวะมาที่ Kaidee สิ เรามีทุกแบบ ทุกสไตล์ให้เลือกเลยนะ