Jul 7, 2021 | บทความอสังหาฯ
คอนโด ลงทุนซื้อ หรือ แค่เช่า
มาถามตัวเองกันว่า
เป็น “ Type ” ไหน?
คุณชอบอยู่ในที่ที่คุ้นเคย
มากกว่าไปเจอสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ
คุณชอบทำอะไรด้วยตัวเอง
เพื่่อจะได้รู้สึกภูมิใจเมื่อสิ่งนั้นทำสำเร็จ
เวลามีปัญหากวนใจที่ยังไม่แน่ใจ
ว่าจะแก้ไขได้หรือไม่
คุณสามารถรับมือได้อย่างดี
คุณชอบตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์
หรือของแต่งบ้านใหม่ๆ
คุณมีวินัยทางการเงินที่ดี
มีการแบ่งเงินออม เงินลงทุน
และเงินสำหรับใช้จ่ายในแต่ละเดือน
ในแต่ละเดือน คุณมีหนี้สินต้องจ่าย
น้อยกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของรายได้
คุณเคยผ่อนซื้อสินค้าที่มีมูลค่าสูง
ในการผ่อนสินค้าข้อก่อนหน้านี้
หรือในกรณีที่ผ่อนสินค้าอื่นๆ
คุณชำระได้ครบ ตรงเวลาทุกครั้ง
งานที่ทำอยู่มีความมั่นคง
หรือให้รายได้ที่สม่ำเสมอและมั่นคง
คุณสามารถหารายได้
ได้มากกว่า 1 ช่องทาง
คุณไม่ชอบย้ายที่ทำงานบ่อยๆ
คุณต้องการอยู่อาศัยในคอนโดที่ไม่ว่า
เช่าหรือซื้อมากกว่า 5 ปีขึ้นไป
คุณสามารถยอมรับภาระผูกพัน
ระยะยาวได้
คุณเหมาะจะซื้อคอนโดเป็นของตัวเอง
การซื้อคอนโดหรือเริ่มต้นผ่อนคอนโด เป็นการลงทุนใน
อสังหาริมทรัพย์ที่ต้องอาศัยวินัยทางการเงินที่เข้มแข็ง เนื่องจากเป็น
ภาระหนี้สินระยะยาว (อย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป) ที่ต้องผ่อนชำระอย่าง
สม่ำเสมอ จึงเหมาะกับคนที่รู้จักวางแผนจัดการทางการเงินได้ดี มีรายได้
มากกว่ารายจ่าย มีความมั่นคงทางรายได้ไม่ว่าจะมาจากงานประจำหรือ
งานเสริมก็ตาม รวมถึงมีความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง
ทั้งหมดนี้คือเครดิตความน่าเชื่อถือที่ธนาคารจะใช้พิจารณาเพื่ออนุมัติ
สินเชื่อที่อยู่อาศัย และยังเป็นพื้นฐานความสามารถในการชำระหนี้ที่เรา
จะพยุงให้การผ่อนคอนโดเป็นไปได้ตลอดรอดฝั่ง
ในกรณีที่เราอาศัยอยู่ในคอนโดใดๆ หลายปีต่อเนื่องกัน มีการ
ตกแต่งห้องให้อยู่อย่างสะดวกสบายขึ้นเรื่อยๆ ยังสะท้อนถึงการตั้งหลัก
ปักฐาน มีคุ้นชินกับสภาพแวดล้อม สังคม และการเดินทาง หรือเรียกว่า
มีความผูกพันกับโลเคชันมากจนรู้สึกว่าการย้ายที่อยู่อาศัยตามที่ทำงาน
ใหม่อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป
สนใจซื้อคอนโด
คุณเหมาะจะเช่าคอนโดอยู่มากกว่า
การเช่าคอนโดมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า (มีเพียงค่าเช่ารายเดือนและค่ามัดจำ)
เมื่อเทียบกับการซื้อคอนโดซึ่งเต็มไปด้วยรายจ่ายแอบแฝงจำนวนมาก
ดังนั้นการเช่าคอนโดเพื่ออยู่อาศัยจึงยังเป็นตัวเลือกที่ดี สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน
หรือยังมีเงินออมน้อยอยู่ รวมไปถึงคนที่ยังบริหารจัดการเงินในกระเป๋าได้ไม่ดีนัก
สนใจเช่าคอนโด
นอกจากนี้การเช่าคอนโดยังเหมาะกับคนที่คิดจะเปลี่ยนงานบ่อยๆ หรือมีนิสัยรักอิสระ
ชอบลองสิ่งใหม่อยู่ตลอด เพราะไม่ต้องมีภาระผูกพันมาก
สามารถย้ายที่อยู่ไปตามสถานที่ทำงานใหม่เพื่อการเดินทางที่สะดวกสบาย
ไม่ต้องเสียเวลามาก หรือหากอยากใช้ชีวิตอิสระก็ทำได้คล่องตัวมากกว่า
ไม่ต้องกังวลเรื่องหนี้สินเงินผ่อนเหมือนกับการลงทุนซื้อคอนโด
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้รายได้ไม่มากแต่มีวินัยในการออมเงินและมีความต้องการซื้อคอนโดจริงๆ
อาจซ้อมเก็บเงินเป็นจำนวนเท่าๆ กันทุกเดือนไปก่อน เพื่อดูว่าเรามีศักยภาพเพียงพอหรือไม่
หากมีความเป็นไปได้เงินสะสมก้อนนั้นก็จะเท่ากับเงินดาวน์ที่เราสามารถเอาไปซื้อคอนโด
ซึ่งควรเลือกราคาคอนโดที่เหมาะสมกับรายได้ของตัวเองอาจเป็นคอนโดมือสองก็ได้
สนใจเช่าคอนโด
May 7, 2021 | บทความอสังหาฯ
การเช่าบ้านเป็นอะไรที่คนในปัจจุบันทำกันเป็นปกติทั่วไป และ ทำกันอยู่บ่อยครั้ง แต่ด้วยความที่ทำสัญญาเช่าบ้านกันบ่อย อาจจะมีบางคนไม่รู้ว่ามีสิ่งที่ต้องระวังในการทำสัญญาเช่าบ้านอยู่ หากเราไม่ระมัดระวัง อาจจะโดนเอาเปรียบได้ วันนี้ Kaidee จึงมีข้อควรระวังในการทำสัญญาเช่าบ้านมานำเสนอ จะมีเกร็ดน่ารู้อะไรบ้างนั้น ตามไปอ่านกันเลย
สัญญาเช่าบ้านคืออะไร ทำไมถึงสำคัญ
สัญญาเช่าบ้านเป็นสัญญาต่างตอบแทน คำว่าต่างตอบแทนในที่นี้หมายถึงคู่สัญญาต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน เพราะผู้เช่าต้องจ่ายค่าเช่าเป็นการตอบแทนแก่ผู้ให้เช่า ส่วนผู้ให้เช่าก็ให้สิทธิที่อยู่อาศัยเป็นการแลกเปลี่ยนกับค่าเช่านั่นเอง
สัญญาเช่าบ้านมีความสำคัญตรงที่จะเป็นตัวบ่งบอกสิ่งที่ต้องกระทำในข้อตกลงหรือสัญญาที่ทำร่วมกัน และหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา อีกฝ่ายสามารถนำหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรไปฟ้องร้องในชั้นศาลได้
ส่วนประกอบหลัก ๆ ของสัญญาเช่าบ้านมีอยู่ 3 ประการ คือ ตัวสัญญา ผู้เช่า และผู้ให้เช่า
ชนิดของสัญญาเช่าบ้าน
การทำสัญญาเช่าบ้านนั้นต้องทำออกมาเป็นหนังสือสัญญา จึงจะมีผลบังคับในทางกฎหมายและสามารถนำไปฟ้องร้องในชั้นศาล ซึ่งตัวสัญญาเองจะมีแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ สัญญาเช่าบ้านต่ำกว่า 3 ปี และสัญญาเช่าบ้านมากกว่า 3 ปี
1.สัญญาเช่าบ้านแบบไม่เกิน 3 ปี
สำหรับสัญญาเช่าบ้านแบบต่ำกว่า 3 ปีนั้น กฎหมายอนุญาตให้ผู้เช่าและผู้ให้เช่าไปทำสัญญากันเองโดยไม่ต้องไปที่สำนักงานที่ดินให้ยุ่งยาก
2.สัญญาเช่าบ้านแบบ 3 ปีขึ้นไป
สำหรับสัญญาเช่าบ้านแบบ เกินกว่า 3 ปีนั้นอาจจะมีเรื่องที่ต้องทำมากกว่าอยู่สักหน่อย คือ ผู้เช่าและผู้ให้เช่าต้องไปทำหนังสือสัญญากันต่อหน้าเจ้าพนักงานที่สำนักงานที่ดินในเขตที่บ้านนั้น ๆ ตั้งอยู่
อย่างไรก็ตาม หากผู้เช่าและผู้ให้เช่าทำหนังสือสัญญากันเองโดยไม่มีเจ้าพนักงาน และไม่ได้ไปที่สำนักงานที่ดิน สัญญาเช่าบ้านนั้นจะมีผลในทางกฎหมายเพียง 3 ปีเท่านั้น ซึ่งนี่เป็นอีกจุดที่ต้องระวัง
ข้อควรระวังสำหรับการทำสัญญาเช่าเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 3 ปีนั้น คือ ระยะเวลาการเช่าสูงสุดสามารถทำได้นาน 30 ปี หากว่าอยากทำสัญญาเช่าบ้านนานกว่านั้น ให้กำหนดระยะเวลาเช่าเท่ากับอายุของผู้เช่า เพราะถือเป็นระยะเวลาจำกัดนั่นเอง
ผู้ให้เช่า
มาถึงส่วนประกอบที่สองของสัญญาเช่าบ้านกันแล้วซึ่งก็คือผู้ให้เช่า ในทางกฎหมายผู้ให้เช่าต้องมอบสิทธิการใช้ประโยชน์แก่ผู้เช่าตามระยะเวลาที่ตกลงกัน โดยสามารถกำหนดว่าให้ใช้เพื่อพักอาศัยเท่านั้น เป็นการป้องกันไม่ให้ผู้เช่านำไปทำการค้าเชิงพาณิชย์หรือใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น ๆ
จุดที่ควรจำคือ หากผู้เช่าเสียชีวิต แล้วทายาทของผู้เช่าประสงค์จะเช่าต่อ ต้องมีการทำหนังสือสัญญาขึ้นมาใหม่เนื่องจากสัญญาเช่าบ้านจะสิ้นสุดลงเมื่อผู้เช่าถึงแก่กรรม เรียกได้ว่าสัญญาไม่สามารถตกทอดไปสู่ลูกหลานได้ (สำหรับกรณีที่ผู้ให้เช่าไม่ได้ระบุให้สัญญาตกทอดไปยังทายาทได้)
ผู้เช่า
ในทางกฎหมาย ผู้เช่าจะต้องจ่ายค่าเช่าตามราคาและระยะเวลาที่ตกลงกันกับผู้ให้เช่า และต้องดูแลรักษาความเรียบร้อยของบ้านเหมือนกันบ้านตัวเอง
เมื่อถึงกำหนดสัญญา ผู้เช่าก็มีหน้าที่ต้องคืนบ้านและทรัพย์สินให้แก้ผู้ให้เช่า รวมถึงปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ ที่ตกลงกันไว้ตอนทำสัญญาอีกด้วย
7 สิ่งที่ขาดไม่ได้ในสัญญาเช่าบ้าน
1.รายละเอียดของผู้เช่าและผู้ให้เช่า
รายละเอียดของคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่าย ให้สามารถระบุตัวตนได้ว่าเป็นใคร และเป็นฝ่ายเช่าหรือเป็นฝ่ายให้เช่า
2.รายละเอียดของบ้านที่เช่า
ต้องแจกแจงที่อยู่ของบ้านให้ละเอียดว่าบ้านอยู่ตรงไหน เลขที่อะไร เพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายเข้าใจตรงกัน
3.ระยะเวลา
ระบุระยะเวลาให้ชัดเจน หากเป็นสัญญาแบบ 3 ปีขึ้นไป ต้องไปที่สำนักงานที่ดิน
4.ราคาเช่าและวิธีการจ่าย
ต้องมีรายละเอียดค่าเช่าเป็นจำนวนที่ชัดเจนและต้องระบุด้วยว่าวิธีการจ่ายค่าเช่าเป็นอย่างไร
5.ความรับผิดของผู้เช่า
ต้องมีไว้สำหรับในกรณีที่ผู้เช่าทำทรัพย์สินเสียหาย
6.ความรับผิดของคู่สัญญาเมื่อผิดสัญญา
หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา การระบุความรับผิดของคู่สัญญาสามารถทำให้ฟ้องร้องต่อชั้นศาลได้ง่ายขึ้น
7.รายการทรัพย์สินที่ให้เช่า
ในส่วนนี้จะเป็นรายละเอียดของทรัพย์สินที่ติดมากับตัวบ้าน เช่น เฟอร์นิเจอร์ เป็นการป้องกันไม่ให้ผู้เช่าถูกเรียกค่าเสียหายจากของที่ไม่มีอยู่จริงในบ้านอีกด้วย เพราะฉะนั้นผู้เช่าควรใส่ใจรายละเอียดตรงส่วนนี้ให้ดี
อ่านก่อนถูกเอาเปรียบ! ประเด็นควรระวังที่ผู้เช่ามักรู้ไม่เท่าทัน
เพราะกฎหมายมีรายละเอียดยิบย่อยที่อาจหลุดรอดสายตาเราไปได้ ดังนั้นผู้เช่าจึงต้องใส่ใจในประเด็นเหล่านี้เป็นพิเศษ
1.ผู้ให้เช่าต้องส่งใบแจ้งค่าเช่าล่วงหน้าให้กับผู้เช่าไม่ต่ำกว่า 7 วัน และต้องคืนเงินมัดจำ ‘ทันที’ เมื่อสัญญาเช่าบ้านครบกำหนดระยะเวลา
2.ผู้เช่าสามารถยกเลิกสัญญาเช่าได้เมื่อมีเหตุจำเป็น โดยแจ้งเป็นหนังสือล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 1 เดือน และต้องไม่มีค่าเช่าค้างจ่าย
3.หากผู้ให้เช่าอยากยกเลิกสัญญา ต้องแจ้งเป็นหนังสือล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 1 เดือน
4.ผู้ให้เช่าต้องให้หนังสือสัญญาแก่ผู้เช่าไว้ 1 ฉบับ
5.ห้ามยกเว้นความรับผิดของผู้ให้เช่าในสัญญาเช่า
6.ห้ามไม่ให้ผู้เช่าเรียกเก็บค่าเช่าบ้านล่วงหน้าเกิน 1 เดือน
7.ห้ามเรียกเก็บเงินมัดจำเกิน 1 เดือน
8.ห้ามกำหนดสัญญาให้ผู้ให้เช่าสามารถขึ้นค่าเช่าบ้าน และค่าน้ำค่าไฟ ก่อนสัญญาเช่าบ้านครบกำหนด
9.ผู้ให้เช่าไม่มีสิทธิตรวจสอบทรัพย์ที่เช่าหรือตรวจบ้านโดยไม่แจ้งผู้เช่าล่วงหน้า
10.ห้ามผู้ให้เช่าเรียกเก็บค่าน้ำค่าไฟเกินกว่าที่การไฟฟ้าเรียกเก็บ
11.ผู้ให้เช่าไม่สามารถเข้าไปในบ้านที่ให้เช่าเพื่อยึดหรือย้ายทรัพย์สินของผู้เช่าออก
12.ผู้ให้เช่าไม่สามารถเรียกค่าต่อสัญญาเมื่อผู้เช่ารายเดิมประสงค์อยากจะเช่าต่อ
13.ผู้ให้เช่าไม่สามารถยกเลิกสัญญาโดยที่ผู้เช่าไม่ได้ผิดสัญญา
14.ห้ามกำหนดสัญญาเช่าบ้านให้ผู้เช่ารับผิดชอบความเสียหายที่เกิดจากการใช้งานตามปกติ
สรุปท้ายบทความ ‘สัญญาเช่าบ้าน’ มีอะไรต้องระวัง
กล่าวโดยสั้น ๆ แล้ว สิ่งที่ต้องระวังในสัญญาเช่าบ้านคือการโดนเอาเปรียบจากกฎหมายและการตีความ เพราะบางทีเราอาจจะรีบอ่านโดยข้ามบางจุดไป ใครที่อ่านบทความนี้แล้วอย่าลืมนำไปปรับใช้เวลาจะเช่าบ้านหรือเช่าคอนโดกันนะคะ เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่มองข้ามไม่ได้เลยจริง ๆ
ส่วนใครที่สนใจอยากเช่าบ้านหรืออยากปล่อยเช่าคอนโด ลองคลิกมาดูที่ Kaidee
Mar 26, 2021 | บทความอสังหาฯ