ประวัติที่มาวัดหลวงพ่อโสธรตำนานเข้มขลังด้วยความเชื่อ

ประวัติที่มาวัดหลวงพ่อโสธรตำนานเข้มขลังด้วยความเชื่อ

ถ้าหากพูดถึงสิ่งคู่บ้านคู่เมืองแปดริ้ว หรือจังหวัดฉะเชิงเทรา คงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากหลวงพ่อโสธร ซึ่งหลายๆ คนคงเคยได้ยินเสียงลือเสียงเสียงเล่าอ้างของ “หลวงพ่อโสธร” กันมาบ้างในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งวันนี้เราขอเชิญชวนทุกท่านมาทำความรู้จักความเป็นมาและตำนานของหลวงพ่อโสธรไปพร้อม ๆ กัน

ตำนาน “หลวงพ่อโสธร”

ประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อโสธร

มีเรื่องราวที่เล่าขานกันมานานแล้วว่าในยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย พระพุทธโสธรท่านมีพี่น้องที่ลอยน้ำมาพร้อมกัน 3 องค์ คือ หลวงพ่อบ้านแหลม หลวงพ่อโตบางพลี และหลวงพ่อโสธร ส่วนอีกตำนานหนึ่งบอกว่า ท่านเป็นพี่น้องกับหลวงพ่อบ้านแหลมและหลวงพ่อวัดไร่ขิง และยังมีนิยายที่เล่าว่า ท่านลอยน้ำมาพร้อมกับหลวงพ่อบ้านแหลม และหลวงพ่อวัดเขาตะเคราด้วย

ถึงอย่างไรก็ตาม ตำนานที่เล่าขานกันมานี้ก็มีความคล้ายกันอยู่ตรงที่ พระพุทธรูป 3 องค์พี่น้องลอยน้ำมาจากทางเมืองเหนือ จนกระทั่งมาถึงแม่น้ำเจ้าพระยาตรงบริเวณที่ปัจจุบันเรียกว่า “สามเสน” จึงได้แสดงอภินิหารลอยขึ้นมาให้เห็น ชาวบ้านจึงได้ทำการเชิญพระพุทธรูปทั้งสามองค์ขึ้นจากแม่น้ำ โดยใช้เวลา 3 วัน 3 คืนก็เชิญขึ้นจากน้ำไม่ได้ กล่าวกันว่าครั้งนั้นใช้ผู้คนเป็นแสนๆ ก็ไม่สำเร็จ ตำบลนั้นจึงได้ชื่อว่า “สามแสน” ต่อมาจึงเพี้ยนเป็น “สามเสน”

หลังจากนั้นพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ก็จมน้ำลงไปอีกครั้ง ไม่นานก็ลอยเข้าสู่คลองพระโขนงลัดเลาะไปสู่แม่น้ำบางปะกง และได้ลอยผ่านคลอง ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า คลองชักพระ พระพุทธรูปได้แสดงอภินิหารลอยขึ้นให้ชาวบ้านเห็น ชาวบ้านจึงพากันชักพระขึ้นจากน้ำ แต่ไม่สำเร็จ จึงเรียกคลองนี้ว่า “คลองชักพระ” แล้วพระทั้งสามองค์ก็ได้ลอยทวนน้ำขึ้นไปทางหัววัดอีก สถานที่นั้นจึงเรียกว่า “วัดสามพระทวน” และเรียกเพี้ยนเป็น “วัดสัมปทวน”

จากนั้นพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ก็ลอยน้ำมาในแม่น้ำบางปะกง แล้วลอยต่อไปเรื่อยๆ องค์หนึ่งลอยไปทางบางพลี ไปผุดขึ้นที่ลำคลองวัดบางพลี ชาวบ้านจึงอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานเอาไว้ที่วัดบางพลี และตอนเชิญขึ้นมาทำได้โดยง่าย ชาวบ้านจึงเชื่อว่าพระพุทธรูปองค์นี้ท่านต้องการจะประดิษฐานอยู่ ณ ที่ตรงนี้ก็ได้

ส่วนอีกองค์หนึ่งลอยออกไปที่บริเวณบ้านแหลมสมุทรสงคราม ชาวบ้านตีอวนได้องค์พระขึ้นมาแล้วอัญเชิญไปประดิษฐาน ที่วัดบ้านแหลม หรือในปัจจุบันคือวัดเพชรสมุทรวรวิหาร

อีกองค์หนึ่งผุดขึ้นมาที่หน้าวัดเสาธงทอนหรือ “วัดโสธร” ที่แม่น้ำบางปะกงชาวบ้านช่วยกันฉุดลากขึ้นมาด้วยเชือก แต่ก็ไม่อาจจะอัญเชิญขึ้นมาบนบกได้ จึงมีผู้เสนอให้ไปเชิญอาจารย์ผู้ที่มีความรู้ด้านเวทมนต์คาถา เพื่อทำพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นมาจากกระแสน้ำให้ได้ ซึ่งทำได้สำเร็จ

 เมื่ออาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณท่านนั้นตั้งศาลเพียงตาขึ้นมาตามโบราณพิธีแล้วเอาสายสิญจน์ไปคล้องเอาไว้ที่พระหัตถ์ ก็ปรากฏว่าอัญเชิญเอาขึ้นมาบนฝั่งน้ำริมตลิ่งของวัดเสาธงทอนได้โดยง่าย แต่เมื่อเอาเชือกเส้นใหญ่ไปคล้องผูกมัดองค์ท่านแล้วดึงเข้ามาไม่เป็นผลอะไรเลย นับว่าเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดของผู้ที่พบเห็นเป็นอันมาก

อัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นจากน้ำ

หลังจากนั้นพระพุทธรูปองค์หนึ่ง คือ หลวงพ่อโสธรได้แสดงอภินิหารลอยมาขึ้นที่หน้าวัดโสธร ซึ่งแต่เดิมเรียกว่า วัดหงษ์ ชาวบ้านช่วยกันยกและฉุดขึ้นจากน้ำ แต่ไม่สามารถนำขึ้นได้ จนมีอาจารย์ผู้หนึ่งรู้วิธีอัญเชิญ โดยตั้งพิธีบวงสรวงใช้สายสิญจน์คล้องกับพระหัตถ์ จนสามารถอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานในวิหารได้สำเร็จ ในราว พ.ศ.2313

ในการนี้จึงจัดให้มีการสมโภชฉลององค์หลวงพ่อ หลังจากท่านได้ประทับที่วัดหงส์เรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านยังไม่รู้ว่าจะขนานนามชื่อของหลวงพ่อว่าอย่างไร แต่เข้าใจว่าท่านคงต้องการชื่อเดิมของท่าน คือ “พระศรี” เพราะเป็นชื่อดั้งเดิมขณะประทับที่วัดศรีเมือง ทางภาคเหนือ ประกอบกับมีเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่าหลวงพ่อมีความ ประสงค์จะใช้นามว่า “หลวงพ่อพุทธศรีโสธร” เพราะได้เกิดพายุพัดเอาหงษ์ที่ตั้งอยู่บนยอดเสาหักลงมา ชาวบ้านจึงเปลี่ยนหงษ์เป็นเสาธง แล้วเรียกชื่อวัดหงษ์เป็นวัดเสาธง

ต่อมาไม่นานก็เกิดพายุพัดเสาธงหักทอนลงอีก ชาวบ้านจึงเรียกวัดเสาธง ว่า “วัดเสาธงทอน” ภายหลังเห็นว่าไม่ไพเราะ จึงได้พร้อมใจกันเปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดโสธร” และเรียกนามหลวงพ่อว่า “หลวงพ่อโสธร” ต่อมาวัดโสธรได้รับการเสนอแต่งตั้งให้เป็นวัดหลวง ได้ชื่อว่า “วัดโสธรวรารามวรวิหาร” และขนานนามหลวงพ่ออย่างเป็นทางการว่า “หลวงพ่อพุทธโสธร”

ปกปิดองค์จริง

พระพุทธโสธรองค์เดิม เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ปางสมาธิ หน้าตักกว้างเพียงศอกเศษ มีพุทธลักษณะที่งดงามมาก สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยลานช้าง เพราะดูจากพุทธลักษณะซึ่งเป็นที่นิยมสร้างกันมากในสมัยนั้น

แต่เนื่องจากพระสงฆ์ในวัดขณะนั้นพิจารณาเห็นว่าอาจจะไม่ปลอดภัยในภายภาคหน้า จึงได้พอกปูนเสริมให้ใหญ่เพื่อหุ้มองค์จริงไว้ภายใน จนมีหน้าตักกว้างประมาณสามศอกครึ่ง อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน จากนั้นจึงลงรักปิดทองให้สวยงาม และกลายเป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญของจังหวัดฉะเชิงเทรา

ความศักดิ์สิทธิ์

ความศักดิ์สิทธิ์และอิทธิปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อโสธร เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนมากมายที่มีจิตศรัทธา ทำให้ผู้คนเกิดความเชื่อมั่นในบุญกุศล พร้อมหลั่งไหลมากราบไหว้สักการะบูชาและขอพรบารมีจากหลวงพ่อ จนเป็นที่กล่าวขานบอกเล่าต่อๆ กันมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้าขาย คงกระพัน แคล้วคลาด หรือแม้แต่การรักษาโรค โดยใช้ขี้ธูป ดอกไม้บูชาที่แห้งเหี่ยวแล้ว และอธิษฐานหยดเทียน เป็นต้น

มีเรื่องเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์อีกว่า สมัยหนึ่งชาวบ้านโสธรเกิดทุพภิกขภัยข้าวยากหมากแพง ฝนก็แล้ง จนเกิดโรคระบาด ทั้งคนและสัตว์ล้มตายไปมาก มีครอบครัวหนึ่งป่วยเป็นไข้ทรพิษ เมื่อหมดทางรักษาก็ไปนมัสการอธิษฐานขอความคุ้มครองจากหลวงพ่อ และนำเอาขี้ธูปและดอกไม้แห้งที่บูชาหลวงพ่อ และหยดน้ำตาเทียนที่ขอน้ำมนต์ แล้วเอามาต้มกิน ปรากฏว่าว่าหายจากโรค ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อจึงโด่งดังไปทั่ว ถึงกับมีการสมโภชและแก้บนกันตราบทุกวันนี้

แม้กระทั่งชาวต่างประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย สิงคโปร์ ฯลฯ ก็มากราบไหว้บูชาบนบานไม่ขาดสาย และบางรายมาแก้บนเช่นเดียวกับคนไทย สำหรับการแก้บนหลวงพ่อโสธรที่นิยมกันคือ ละครชาตรี ไข่ต้ม ผลไม้ และพวงมาลัย

เรื่องที่ห้ามบนบาน

สำหรับเรื่องที่ห้ามบนบานกับหลวงพ่อโสธรคือ เรื่องขอให้ไม่ติดทหาร กับเรื่องขอบุตร ทั้งนี้เพราะหลวงพ่อท่านชอบให้คนเป็นทหารเพื่อจะได้ปกปักรักษาบ้านเมือง และคนที่เป็นทหารก็เป็นเสมือนลูกหลานของท่าน ดังนั้นใครที่มาขอไม่ให้โดนเกณฑ์ทหาร เป็นต้องถูกเกณฑ์ทุกรายไป

และคนที่มาขอบุตร ก็มักจะได้บุตรที่มีอาการไม่ครบ 32 เนื่องจากว่าท่านได้ส่งลูกหลานซึ่งเป็นทหารที่บาดเจ็บล้มตายมาให้นั่นเอง! จริงเท็จประการใดอาจจะต้องพิจารณากันเอาเอง

งานเทศกาลประจำปีหลวงพ่อโสธร

งานประเพณีนี้จัดมานานกว่าร้อยปีแล้ว ซึ่งเริ่มขึ้นราวๆ พ.ศ. 2434 กลางเดือน 12 ซึ่งในปีนั้น ชาวโสธรประสบภัยข้าวยากหมากแพง ฝนแล้ง ข้าวและผลหมากรากไม้ไม่ได้ผล โรคห่า(อหิวาต์ )และโรคพุพอง(ฝีดาษ)ระบาดไปทั่ว ทำให้ผู้คนและสัตว์เลี้ยงล้มตายเป็นอันมาก

ประชาชนทิ้งบ้านเรือนไร่นาเพื่อหนีโรคภัย ผู้เจ็บป่วยรอไม่ไหวก็รอวันตายเพราะหาหมอรักษาได้ยาก บรรดาคนที่ป่วยเหล่านั้นถึงตนไม่ป่วยเองก็ญาติมิตรป่วย เมื่อถึงคราวเข้าตาจนเช่นนี้ บรรดาพุทธศาสนิกชนจะมีอะไรเป็นที่พึ่งยิ่งไปกว่าพระ

ต่างคนจึงพากันบนบานศาลกล่าวต่อหลวงพ่อ บ้างก็ขอยาดี คือขี้ธูปบ้าง น้ำมนต์บ้าง ดอกไม้ที่บูชาบ้าง บ้างก็บนบานว่า ถ้าหายแล้วจะปิดทอง บ้างก็บนบานด้วยละครและมหรสพสมโภช คนไทยบนด้วยลิเกและละครแก้บน ฝ่ายจีนก็บนงิ้ว ล่อโก๊ สิงโต ฯลฯ 

ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อเป็นเรื่องมหัศจรรย์ยิ่งนัก จู่ๆฟ้าฝนซึ่งแห้งแล้งอยู่นานก็โปรยปรายลงมา นำพาให้ประชาเบิกบาน แผ่นดินชุ่มชื่น โรคภัยไข้เจ็บต่างๆหายเป็นปลิดทิ้ง ชาวบ้านชาวเมืองจึงร่วมกับนายทรัพย์จัดงานฉลองสมโภชหลวงพ่อครั้งใหญ่เพื่อแก้บน

ช่วงเวลา

งานเทศกาลนมัสการหลวงพ่อโสธร จัดขึ้นปีละ 3 ครั้ง คือ

  • งานเทศกาลกลางเดือน 5 ตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำจนถึงวันแรก 1 ค่ำ เดือน 5 รวม 3 วัน
  • งานเทศกาลกลางเดือน 12 ระหว่างวันขึ้น 12-15 ค่ำ เดือน 12 รวม 5 วัน
  •  งานเทศกาลตรุษจีน ระหว่างวันขึ้น 1-4 ค่ำ เดือน ๓ รวม 3 วัน

คาถาศักดิ์สิทธิ์ บูชาหลวงพ่อโสธร

คาถาบูชาพระพุทธโสธร

(ตั้งนะโม 3 จบ)

กายะนะ วาจายะวะ วาโสธะรัง นามะ อิติปาริหะ ริยะการัง

พุทธธะ รูปัง อะหังปิ วัณทามิ สัพพะโสฯ

คาถาบูชาหลวงพ่อโสธร (คาถาพระเจ้า5พระองค์)

(ตั้งนะโม 3 จบ)

นะ ทรงฟ้า โม ทรงดิน พุทธ ทรงสินธุ์ ธา ทรงสมุทร ยะ ทรงอากาศ

พุทธังแคล้วคลาด ธัมมังแคล้วคลาด สังฆังแคล้วคลาด ศัตรูพาลวินาศสันติ

นะ กาโร กุกกุสันโธ สิโรมัชเฌ โมกาโร โกนาคะมะโน

นานาจิตเต พุทธกาโร กัสสะโป พุทโธ จะ ทะเวเนเต ธา กาโร ศรีศากกะยะมุนี

โคตะโม ยะกันเน ยะกาโร อะริยะ เมตตรัยโย ชิวหาทีเต ปัญจะพุทธา นะมามิหัง

พุทธะบูชา มะหาเตชะวันโต ธัมมะบูชา มะหาปัญโญ สังฆะบูชา มะหาโภคะวะโห

อะระหังพุทโธ อิติปิโสภะคะวา นะมามิหัง

คาถาบูชาหลวงพ่อโสธร แบบย่อ

(ตั้งนะโม 3 จบ)

 อิติ อิติ อิติ โสธโร นะโมพุทธายะ ยะธาพุทธโมนะ

ยิ่งบูชาทุกวันยิ่งดี เพราะคาถาบูชานี้จะช่วยให้ปลอดภัย ชีวิตราบรื่น ร่มเย็น แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งหลาย การเดินทางแคล้วคลาดปลอดภัย

ข้อมูลเพิ่มเติม

การเดินทาง

รถโดยสารประจำทาง มีให้บริการเดินทางจากสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ(เอกมัย) ไปยังจังหวัดฉะเชิงเทรา

รถไฟ มีบริการรถไฟจากสถานีรถไฟหัวลำโพง ไปยังจังหวัดฉะเชิงเทรา (สถานี ชุมทางฉะเชิงเทรา) โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.40 – 2 ชั่วโมง ตามประเภทรถ

สามารถโทร 1690 เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือเว็บไซต์ www.railway.co.th

รถยนต์ จังหวัดฉะเชิงเทราอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 62 กิโลเมตร โดยจะใช้เวลาในการเดินทางอยู่ที่ 1 – 1 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อถึงวัดแล้ว สามารถนำรถเข้าไปจอดในบริเวณวัดได้

อัตราค่าเข้าชม

เข้าชม ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย

การแต่งกาย

แต่งกายสุภาพ สวมเสื้อมีแขน สวมกระโปรงหรือกางเกงขายาว และไม่สวมเสื้อผ้าที่รัดรูปจนเกินไป

เวลาเปิด-ปิด

เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 7.00 น. – 16.15 น.

ที่ตั้ง : ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา 24000

โทรศัพท์ : 038-511-048    เว็บไซต์ : http://www.chachoengsao.go.th

Facebook : https://www.facebook.com/ccsprovince/

สรุปท้ายบทความ

ความศักดิ์ของหลวงพ่อโสธรนั้นเป็นที่ประจักษ์กันมาช้านาน สำหรับใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นส่วนบุคคล

สำหรับใครที่อยากไปสักการะบูชาหลวงพ่อโสธร สามารถเดินทางไปได้ง่ายๆ เพราะอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากรุงเทพฯนัก ซึ่งนอกจากจะได้สักการะบูชาแล้วยังได้ทำบุญ ปรับจิตใจให้สงบอีกด้วย

แจกพิกัด เด็กจบใหม่ ของาน ที่ไหนให้สมหวัง

แจกพิกัด เด็กจบใหม่ ของาน ที่ไหนให้สมหวัง

จากการแพร่กระจายของโรค COVID-19 ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากจนเกิดผลเสียด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การศึกษา ท่องเที่ยว และธุรกิจ ซึ่งปัญหาด้านธุรกิจนี้เองที่ทำให้หลาย ๆ คน เกิดปัญหาการตกงาน ทั้งเด็กจบใหม่ หรือ ถูก Lay Off ก็ยากเหลือเกินที่จะหางานตอนนี้ แต่ถ้าไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องได้ด้วยกล ! วันนี้เราจะมา แจกพิกัดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขาว่ากันว่า ของาน เมื่อไรได้แน่นอน จะมีที่ไหนบ้างไปดูกัน

พิกัด ของาน แล้วต้องได้ !

ท้าวมหาพรหมเอราวัณ สี่แยกราชประสงค์

ขอบคุณรูปจาก: Supanut Arunoprayote

ในศาสนาฮินดู พระพรหมถือได้ว่าหนึ่งในองค์ตรีมูรติ ซึ่งเป็นเทพสูงสุดขอศาสนาฮินดู ซึ่งพระพรหมเป็นเทพแห่งการสร้างและใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุดเพราะเป็นเทพที่กำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์ตามความเชื่อฮินดู ด้วยความที่พระพรหมมี 4 พักตร์ ทำให้มีความเชื่อว่าแต่ละพักตร์มีความเกี่ยวข้องกับทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ความรัก สุภาพ การเงิน และการงาน นั่นเอง

โดยประเทศไทยก็มีสถานที่อันโด่งดังในการของานจากพระพรหมอย่าง ท้าวมหาพรหมเอราวัณ ที่ตั้งอยู่ที่สี่แยกราชประสงค์ใกล้ ๆ กับเซ็นทรัลเวิลด์ หน้าโรงแรมเอราวัณ จนมีชาวต่างชาติแวะเวียนเข้ามามากมาย

สำหรับวิธีการไหว้นั้นควรไหว้วันอังคารและพฤหัสบดีช่วงเวลาค่ำ ไม่ควรไหว้ในวันพระ โดยเตรียม ธูป 16 ดอก เทียน 9 เล่ม ดอกบัว 9 ดอก น้ำ 1 ขวด ไหว้จากพักตร์ตรงกลางวนตามเข็มนาฬิกา

หลวงพ่อโสธร วัดโสธรวรารามวรวิหาร

ถ้าหากจะพูดถึงหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ของประเทศไทย คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า หลวงพ่อโสธร ก็คงเป็นอันดับต้น ๆ ที่หลายคนนึกถึง ศักดิ์สิทธิ์จนมีคำพูดที่ว่า ขอสิ่งไหนได้สิ่งนั้น สมหวังดั่งใจคิด ไม่ว่าจะเป็น การงาน การเงิน โชคลาภ สุขภาพ ครอบครัว แต่ห้ามขอลูก และ ขอให้ไม่ได้เป็นทหาร เชียวล่ะ

ในการไหว้หลวงพ่อโสธรนั้น ใช้ธูป พวงมาลัย หรือไข่ต้ม ขอเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างชัดเจน แล้วคุณจะสมหวัง !

สมเด็จพระปิยมหาราช พระบรมรูปทรงม้า

ลานพระรูปทรงม้าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ขอพรยอดฮิตหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ที่ชาวไทยนิยมกราบไหวกันอย่างล้นหลามไม่ว่าจะเรื่อง การเงิน การงาน ความรัก หรือสุขภาพ ก็ตาม

ไหว้โดยการ เตรียม ธูป 16 ดอก (ครั้งต่อไป 9 ดอก) ดอกกุหลาบสีชมพู น้ำมะพร้าวอ่อน กล้วยน้ำว้า ทองหยิบ ทองหยอด บรั่นดี ซิการ์ และข้าวคลุกกะปิ สำหรับการไหว้ แนะนำว่าควรเป็นวันอังคารเวลา 4 ทุ่มและวันพฤหัสบดีที่ถือว่าเป็นวันครู

ศาลหลักเมือง ใกล้พระบรมมหาราชวัง

ในอดีต เมื่อมีการสร้างเมืองใหม่ขึ้นมา จะต้องมีการสร้างศาลหลักเมืองซึ่งเป็นเสาคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดต่าง ๆ รวมถึงกรุงเทพมหานครด้วย และจากชื่อของศาลหลักเมืองนี้เองที่ทำให้คนไทยเชื่อว่าการขอพรจากที่แห่งนี้เป็นการเพิ่มหลักความมั่นคงให้กับชีวิตในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการงานที่มีคนสมหวังมากมาย

ในการไหว้ผู้ไหว้ต้องเตรียมธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม ทองคำเปลว /ทองคำแผ่น ดอกบัว 2 ดอก พวงมาลัย 2 พวง และผ้าแพร 3 สี ในการไหว้ โดยเริ่มจากไหว้พระที่หอพระพุทธรูปแล้วปิดทองผูกผ้าแพรที่องค์พระหลักของเมืองจำลอง นำพวงมาลัยไปถวายหลักเมืององค์จริง ถวายพวงมาลัยแก่องค์เทพารักษ์ทั้ง 5 พร้อมเติมน้ำมันตะเกียงพระประจำวันเกิด และอธิษฐานขอพรท่องคาถาบูชาองค์พระหลักเมือง ตามลำดับ

หลวงพ่อทันใจ วัดพระธาตุดอยคำ

หลวงพ่อทันใจ แห่งวัดพระธาตุดอยคำ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันโด่งดังประจำจังหวัดเชียงใหม่มามากกว่า 1,400 ปีในวัดที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งการสร้างพระเจ้าทันใจนั้นมีการสร้างที่แตกต่างจากพระพุทธเจ้ารูปอื่น ๆ คือมีการบรรจุวัตถุมงคลและหัวใจที่คล้ายกับมนุษย์ไว้ในพระเจ้าทันใจนั่นเอง ซึ่งว่ากันว่าการขอพรเรื่องการเงิน การงาน และโชคลาภจากท่านนั้นทันใจสมชื่อเลยทีเดียว

ซึ่งในการไหว้ต้องนำพวงมาลัยดอกมะลิที่มากกว่า 50 พวงนำมาถวาย พร้อมกับบอกชื่อ นามสกุล สิ่งที่จะขออย่าละเอียดเพียงเรื่องเดียว แล้วก็อย่าลืมบอกจำนวนพวงมาลัยที่นำมาถวายด้วยนะ

ศาลพระพิฆเนศ สี่แยกห้วยขวาง

พระพิฆเนศถือได้ว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความสำเร็จและสติปัญญา และศาลพระพิฆเนศที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครคือศาลพระพิฆเนศที่สี่แยกห้วยขวาง ใครที่อยากประสบความสำเร็จเรื่องการงานหรือการเรียนก็สามารถมาขอกันได้

ส่วนวิธีการไหว้ศาลพระพิฆเนศนั้นต้องเตรียมพวงมาลัยดาวเรือง เทียนสีประจำวันเกิด ผลไม้ นม และขนม ตั้งจิตอธิษฐานเพียงเรื่องเดียว นำพวงมาลัยวางไว้ที่เท้าของพระพิฆเนศ ขอพระอีกครั้ง ลูบที่เท้าทั้งหมด 3 ครั้ง กระซิบหูหนู ลูบที่หนู 3 ครั้ง ปิดหูข้างนั้น และกระซิบที่หูอีกครั้ง แล้วจึงตั้งจิตอธิษฐานอีกครั้งเป็นอันเสร็จสิ้น

พระตรีมูรติ

พระตรีมูรติเป็นเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เพราะเป็นการรวมตัวของ 3 เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ และถึงแม้ว่าพระตรีมูรติจะเป็นเทพเจ้าแห่งความรัก แต่ก็มีคนมากมายนิยมมากกราบไหว้ขอพรทั้งเรื่องความรัก และหน้าที่การงานกันที่ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์เลย

ซึ่งในการไหว้นั้นควรไหว้วันพฤหัสบดี เวลา 21.30 น ผู้ไหว้ต้องเตรียมธูปแดง 9 ดอก เทียนแดง 1คู่ (ถ้าคนที่มีคู่ให้เทียบวางติดคู่กัน) ดอกกุหลาบแดง 9 ดอก ผลไม้สีแดง น้ำอ้อย และนมสด (ห้ามถวายอาหารคาวเด็ดขาด) มาพนมมือพร้อมดอกกุหลาบและธูปในมือ เพื่อขอพรเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างชัดเจน และถวายของอื่น ๆ ตามมา 

ใครที่อ่านกันแล้วอยาก ของาน และขี้เกียจไป ก็ลองเข้ามาหาซื้อของดี ๆ ศักดิ์สิทธิ์ไว้เป็นที่พึ่งทางกายติดตัวที่ Kaidee ดู ที่นี่มีให้เลือกแน่นอน แล้วคุณจะโชคดี