เคลือบแก้วคืออะไร มีประโยชน์อะไรกับรถเรา

เคลือบแก้วคืออะไร มีประโยชน์อะไรกับรถเรา

การเคลือบแก้วถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่คนรักรถจะต้องทำ เพราะมีประโยชน์มากมายหลาย ๆ อย่าง อีกทั้งยังทำให้รถของเราดูใหม่อีกด้วย แต่หากใครที่กำลังสงสัยว่าการเคลือบแก้วคืออะไร ต้องทำอะไรบ้าง มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ วันนี้เรามีคำตอบให้ในหนึ่งบทความ

เคลือบแก้วคืออะไร

การเคลือบแก้วหรือ Glass Coating คือการเคลือบผิวของรถยนต์ด้วยน้ำยาสูตรพิเศษที่มีส่วนผสมระหว่างสาร Silica หรือ Polysilazane เพื่อทำให้รถของเราเกิดความเงางาม โดยมีหลากหลายราคาและคุณภาพให้เราได้เลือกตามท้องตลาด ซึ่งจะมีเกรดของความทนทานตั้งแต่ 1-9 H ยิ่งสูงยิ่งทนทานต่อรอยขีดข่วนมาก

เคลือบแก้วกับเคลือบสีต่างกันอย่างไร

สำหรับความแตกต่างกันระหว่างการเคลือบแก้วกับการเคลือบสีนั้น การเคลือบสีจะเหมือนกับการลงแว็กซ์ให้กับผิวรถของเรา ให้ทนทานต่อแดดและรอยขีดข่วนมากขึ้น แต่ว่าการเคลือบสีนั้นจะมีอายุที่สั้นกว่าการเคลือบแก้ว ดังนั้นเราอาจจะต้องเคลือบบ่อยหน่อยเท่านั้นเอง

นอกจากนี้ยังมีการเคลือบเซรามิก ที่เป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากการเคลือบแก้ว โดยจะมีจุดเด่นในเรื่องของค่าความที่มากกว่า แต่ปัจจุบันนิยมการเคลือบเซรามิกถูกรวมไปกับความหมายเดียวกับการเคลือบแก้วแล้ว ดังนั้นอย่าแปลกใจถ้าไปที่ร้านแล้วเจอคำว่าเคลือบแก้ว แต่ออกมาเป็นเคลือบเซรามิกแทน(ฮา)

ประโยชน์ของการเคลือบแก้ว

กันแดดได้ดี กัน UV ได้เยี่ยม

สำหรับใครที่ต้องจอดรถไว้กลางแดดบ่อย ๆ เคลือบแก้วนับว่าตอบโจทย์ เพราะจะเป็นการป้องกันสีของรถเรา ไม่ให้หมองเพราะแดด อีกทั้งยังป้องกัน UV ให้กับรถเราอีกด้วย 

ป้องกันรถจากการขีดข่วน

หากคุณเป็นคนรักรถรอยขีดข่วนเพียงเล็กน้อย อาจจะทำให้คุณนอนไม่หลับไปหลายวัน ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่จะตามมา การเคลือบแก้วถือว่าเป็นทางเลือกที่ดี เพราะเป็นเหมือนกับการสร้างเกราะป้องกันให้กับรถของเราอีกหนึ่งขั้น ป้องกันร่องรอยต่าง ๆ ได้ดีกว่าเดิม

ป้องกันคราบต่าง ๆ ได้ดีเยี่ยม

นอกจากการป้องกันรอยต่าง ๆ แล้วการเคลือบแก้วยังสามารถป้องกันคราบต่าง ๆ ได้ดีอีกด้วย หากคุณเป็นมนุษย์ดวงซวย ผู้ที่ขี่รถไปที่ไหนก็ต้องเจอคราบน้ำ คราบนก คราบสีต่าง ๆ รวมไปถึงสะเก็ดหิน การเคลือบแก้วจะทำให้คราบเหล่านี้ติดได้ยากขึ้น อีกทั้งยังความสะอาดได้ง่ายอีกต่างหาก 

อยู่ได้นาน

การเคลือบแก้วนั้นถือว่าคุ้มค่ามาก ๆ เพราะทำหนึ่งครั้งสามารถที่จะอยู่ได้นานตั้งแต่ 2-3 ปีเลยทีเดียว(ขึ้นอยู่กับร้านและน้ำยาที่ใช้เคลือบ) ทำให้เราประหยัดเงินในการทำความสะอาดบ่อย ๆ 

ทำให้สีของรถสวยสดงดงาม

สำหรับข้อนี้คือว่าเป็นเหตุผลหลัก ๆ ที่คุณควรเอารถของคุณไปเคลือบแก้วเลย คือรถของเราจะมีสีที่สวยสดงดงาม จนแทบจะเหมือนรถใหม่เลยทีเดียว โดยเฉพาะใครที่ขับรถสีดำหรือสีขาวแนะนำว่าควรเคลือบแก้วเป็นอย่างยิ่ง

รถเก่าเคลือบแก้วได้ไหม

ข้อนี้น่าจะเป็นคำถามที่ใครหลาย ๆ คนกังวลว่ารถเก่าจะสามารถที่จะเคลือบแก้วได้ไหม คำตอบก็คือได้ โดยในรถบางรุ่นอาจจะต้องทำการปรับผิวก่อน เพื่อที่จะสามารถเคลือบแก้วได้อย่างเต็มที่ ซึ่งในส่วนของราคาและขั้นตอนสามารถสอบถามได้ที่ศูนย์บริการเคลือบแก้วต่าง ๆ ได้เลย

สิ่งที่ควรเตรียมตัวก่อนเคลือบแก้ว

สำหรับการเคลือบแก้วนอกจากเตรียมเงินแล้ว เรายังจะต้องที่จะเตรียมรถของเราให้พร้อมด้วย โดยหากผิวของรถเรามีความเสียหายเราควรที่จะไปทำผิวให้เรียบร้อยก่อน รวมถึงทำสีให้พร้อมก่อนที่เราจะเคลือบแก้ว เพราะหากทำไปแล้วแต่สีของเราไม่สด การจะแก้สีอาจจะต้องเคลือบแก้วใหม่ทั้งคัน

การเคลือบแก้วด้วยตัวเอง

หลาย ๆ คนอาจจะมองหาวิธีในการประหยัดกว่าการไปเคลือบแก้วที่ร้าน วิธีการเคลือบแก้วด้วยตัวเอง ก็สามารถที่จะทำได้ โดยการใช้ซื้อน้ำยาเคลือบแก้วมาทำด้วยตัวเอง ซึ่งวิธีการจะเหมือนกับการทำที่ร้านคือการ ทำความสะอาดรถให้เรียบร้อย หลังจากน้ำก็เอานำ้ยาทายังผิวรถทีละส่วนจนครบทั้งคัน โดยให้ระวังในเรื่องของฝุ่นและน้ำยา ที่หากแห้งแล้วจะแก้ได้ยากมาก ซึ่งวิธีการนี้เหมาะกับคนที่มีเวลาและที่จอดรถมิดชิด แต่หากว่าใครไม่ค่อยมีเวลาและกลัวทำออกมาไม่เนียบ แนะนำว่าทำที่ร้านจะดีกว่า

ข้อควรคำนึงในการเคลือบแก้ว

ในส่วนของข้อควรคำนึงในการเคลือบแก้วนั้นหลัก ๆ ในเรื่องของราคาที่การเคลือบแก้วนั้นมีหลายเกรดอย่างที่ได้กล่าวข้างต้น เราอาจจะต้องหาข้อมูลเสริมประกอบการตัดสินใจว่า การเคลือบแก้วแบบไหนเหมาะกับรถของเรา รวมไปถึงความทนทานที่ต้องการ ที่ยิ่งนำ้ยาเกรดดีราคายิ่งสูง มีราคาตั้งแต่หลักพันยันหลักหมื่น

อีกทั้งควรถามถึงเรื่องการรับประกันจากทางของร้านค้า ที่ในบางครั้งการเคลือบแก้วของเราอาจจะไม่ครอบคลุมเพียงพอ หรือว่ามีจุดไหนที่เสียหายจะได้นำกลับมาเคลือบได้อีกครั้งเป็นต้น

นอกจากนี้การเคลือบแก้วไม่ได้ทำให้รถของเราทนทานต่อการกระแทกจากของแข็งได้ขนาดนั้น โดยหากรถของเราได้รับการกระแทกอย่างจริงจัง หรือโดดขีดจากของที่แข็งมาก ๆ ยังไงการเคลือบแก้วก็เอาไม่อยู่ ดังนั้น เราควรขับรถด้วยความระมัดระวังเหมือนเดิม

สรุป

จะเห็นได้ว่าการเคลือบแก้วนั้นเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่รักรถ ที่ต้องการให้ผิวรถมีความทนทานและงดงาม เสมือนกับการซื้อเสื้อให้รถเราใส่ อย่างไรก็ตามการเคลือบแก้วในแต่ละครั้งเราควรจะศึกษาให้ดี เพราะว่าน้ำยาแต่ละชนิดก็ให้ความทนทานที่แตกต่างกัน ดังนั้นศึกษาข้อมูลสักนิดแล้วการเคลือบแก้วครั้งนี้จะคุ้มค่ามากกว่าเดิม

นอกจากเรื่องของการเคลือบแก้วแล้ว พวกเรา Kaidee Auto ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับรถมากมาย ไม่ว่าจะเป็นไกด์ในการใช้รถ เทคนิคดี ๆ ต่าง ๆ รวมไปถึงรีวิวของรถ ให้คุณอ่านได้ไม่เบื่อเลย อีกทั้งพวกเรา Kaidee ยังมีรถมือสองให้เลือกซื้อกันอย่างมากมาย หรือจะเปลี่ยนไปขายก็มีคนมากมายรอซื้อรถคุณอยู่ ลองเลยที่ Kaidee.com

ประกันภัยชั้น 1 และชั้น 2+ ต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหนดี

ประกันภัยชั้น 1 และชั้น 2+ ต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหนดี

หลาย ๆ คนอาจจะคิดไม่ตกเวลาซื้อรถยนต์มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมือ 1 หรือมือ 2 ก็ตาม ย่อมกังวลเป็นเรื่องธรรมดาถึงทั้งความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ที่อาจเกิดขึ้นได้ไม่ว่าวันใดก็วันหนึ่ง การซื้อประภัยจึงเป็นอีกทางเลือกที่จะทำให้ผู้ขับขี่นั้นประหยัดและเสียเงินให้ได้น้อยที่สุดจากการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันได้เป็นอย่างดี

บทความนี้จะมาเป็นทางออกของความกังวลเหล่านั้นเอง ว่าประกันภัยชั้น 1 และชั้น 2+ มีความแตกต่างกันอย่างไร เป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงที่ช่วยให้คุณ!! นั้นตัดสินใจในการเลือกทำประกันในแต่ละครั้งได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

ประกันรถยนต์คือ?

น่าจะพอรู้กันอยู่แล้วว่าประกันรถคืออะไร แต่จะมาพูดง่าย ๆ สั้น ๆ เป็นการเกริ่นก่อนที่จะเข้าเรื่องประกันแต่ละชนิด ประกันรถยนต์ คือ กรมธรรม์หรือสัญญาที่ทำเพื่อประกันและคุ้มครองรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายหรือสูญเสียทั้งตัวรถยนต์เองหรือแม้กระทั่งชีวิตของผู้ขับขี่ก็ตาม ที่เกิดจากอุบัติเหตุที่ไม่เรานั้นอาจจะไม่ได้ตั้งใจ ทั้งนี้การคุ้มครองก็ขึ้นอยู่ประกันแต่ละชนิดออกไปตามแต่ที่เรานั้นเลือกทำเอาไว้ ซึ่งมีกฎหมายบัญญัติเอาไว้ ดังนี้

  • การทำประกันภัยภาคบังคับ

คือ กฎข้อบังคับที่กล่าวเอาไว้ถึง ผู้ที่เป็นเจ้าของรถยนต์นั้นจะต้องจัดหาประกันภัยให้แก่รถยนต์ที่ครอบครองเอาไว้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 หรือที่ทุกคนรู้จักกันในชื่อ “พรบ. ประกันภัย” นั่นเอง

  • การทำประกันภาคสมัครใจ

การทำประกันแบบนี้คือการที่เรานั้นไปเลือกซื้อกรมธรรม์ประกันภัยเพิ่มเติมจาก พรบ. ประกันภัย โดยบริษัทประกันภัยต่าง ๆ เอง ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ขับขี่รถยนต์โดยไม่ได้เป็นการบังคับแต่อย่างใด โดยประภัยชั้น 1 และ 2+ นั้นก็เป็นส่วนหนึ่งในประกันชนิดนี้เช่นเดียวกัน 

ประกันภัยชั้น 1

ประกันภัยชั้นที่ 1 คือ ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของคุ้มครองชีวิตของผู้ขับขี่ รวมไปถึงตัวของรถยนต์เองก็ตาม ซึ่งครอบคุ้มการคุ้มครองการเสียหายของรถยนต์ไว้เกือยจะทุกกรณีที่ทำให้ร๔ยนต์นั้นเกิดความเสียหายได้ แต่ทั้งนี้ก็ยังมีขอบเขตของการประกัน เพื่อที่จะป้องกันการที่ผู้ขับขี่จงใจไปทำให้รถยนต์เสียหายและมาของเบิกประกันนั่นเอง โดยการคุ้มครองของประกันภัยชั้น 1 ประกอบไปด้วย

  • คุ้มครองรถยนต์ ตั้งแต่การถูกชน ไฟไหม้ และน้ำท่วม
  • คุ้มครองรถยนต์จากทั้งมีคู่กรณีและไม่มีคู่กรณี หากเกิดอุบัติเหตุประกันจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้
  • คุ้มครอบบุคคลทั้งอุบัติเหตุ รวมไปถึงค่ารักษาพยาบาลที่ใช้ในการรักษา
  • คุ้มครองรถยนต์สูญหาย

ปล. ทั้งนี้เงินค่าชดเชยขึ้นอยู่ข้อสัญญาในกรมธรรม์ของแต่ละบริษัทประกันภัยได้กำหนดเอาไว้

ข้อดีของประกันภัยชั้น 1

  • คุ้มครองในทุกกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ
  • คุ้มครองแม้จะไม่มีคู่กรณีในการเกิดอุติเหตุ (***ทั้งนี้ต้องห้ามเกิดจากความจงใจหรือตั้งใจที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ)

ประกันภัยชั้น 2+

ในปัจจุบันประกันภัยชั้น 2+ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยราคาเบี้ยประกันที่มีความถูกกว่าประกันภัยชั้น 1 อยู่ค่อนข้างมาก และให้การคุ้มครองที่คอบคุมเหมือนกับประกันภัยชั้น 1 โดยมีการคุ้มครอง ดังนี้

  • คุ้มครองอุบัติเหตุจากการถูกชน ไม่ว่าจะเราหรือคู่กรณีเป็นฝ่ายผิด
  • คุ้มครองรถยนต์สูญหาย
  • คุ้มครองรถยนต์ที่ถูกไฟไหม้ และน้ำท่วม
  • คุ้มครอบบุคคลทั้งอุบัติเหตุ รวมไปถึงค่ารักษาพยาบาลที่ใช้ในการรักษา

ปล. ทั้งนี้เงินค่าชดเชยขึ้นอยู่ข้อสัญญาในกรมธรรม์ของแต่ละบริษัทประกันภัยได้กำหนดเอาไว้

ข้อดีของประกันภัยชั้น 2+

  • ราคาประหยัดค่าเบี้ยประกันไม่สูงนัก
  • ได้รับการคุ้มครองใกล้เคียงกับประกันภัยชั้นที่ 1
  • ไม่จำกัดอายุของรถยนต์ที่จะนำมาทำประกัน

ต่างกันอย่างไร

จากสิ่งที่อธิบายมาทั้งหมดอาจจะสงสัยว่าเอ๊ะ!! แล้วมันแตกต่างกันอย่างไรล่ะ ดูแล้วก็ไม่เห็นจะแตกต่างอะไรเท่าไหร่นัก ซึ่งจริง ๆ แล้ว ประกันทั้งสองตัวนั้นมีความแตกต่างกันอยู่เพียงแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ซึ่งจะมีอะไรบ้าง เดี๋ยวเรามาดูไปพร้อม ๆ กันเลย

1. ราคา

แน่นอนว่าเรื่องราคานั้นเห็นกันได้อย่างชัดเจนว่าประกันภัยชั้น 1 นั้นมีราคาค่าเบี้ยประกันที่ค่อนข้างสูงกว่า ประกันภัยชั้น 2+ อย่างเห็นได้ชัด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับบริษัทประกันที่จะมีโปรโมชั่นในการทำให้ค่าเบี้ยประกันของแต่ละประเภทนั้นลดลงได้หรือไม่

2. คู่กรณี

ในเรื่องของคู่กรณีหากเกิดอุบัติเหตุ ข้อนี้เป็นความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดของประกันทั้งสอง ที่จะสามารถช่วยให้ผู้ที่กำลังมองหาประกันสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ด้วยความที่ประกันภัยชั้น 1 นั้น แม้จะเกิดอุบัติเหตุจากการชนโดยมีคู่กรณี หรือว่าขับไปชนสิ่งของต่าง ๆ เอง ประกันก็ยังจะชดเชยค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ ต่างจากประกันภัยชั้น 2+ ที่จะคุ้มครองก็ต่อเมื่อเกิดอุบัติเหตุโดยที่มีคู่กรณีด้วยเท่านั้น!!

3. สาเหตุการประกัน

ประกันภัยชั้น 1 นั้นจะให้การคุ้มครองความเสียหายของตัวรถยนต์ในทุก ๆ กรณี แต่ทว่าประกันภัยชั้น 2+ จะคุ้มครองเฉพาะความเสียหายของรถยนต์ที่เกิดจากการชนเท่านั้น

ควรเลือกอย่างไร

เป็นคำตอบที่ยากในระดับหนึ่งว่าควรเลือกประกันแบบไหน ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ขับขี่ว่ามีงบประมาณในการเลือกซื้อประกันภัยในระดับใด แต่จะของสรุปมาให้เป็นข้อดังนี้แล้วกันว่าควรเลือกยังไง

ประกันภัยชั้น 1 เหมาะกับ?

ถ้าหากรถยนต์ที่คุณซื้อมานั้นเป็นรถใหม่ป้ายแดง เพิ่งนำรถออกมาเลยแล้วล่ะก็ ทางที่ดีก็ควรที่จะเลือกซื้อประกันภัยชั้น 1 ที่ครอบคุมในทุก ๆ การขับขี่ให้แก่เรา เพราะคงไม่มีใครอยากให้รถยนต์คันใหม่ของเรานั้นมีรอยขีดข่วนไม่ว่าจากอะไรก็ตาม

ประกันภัยชั้น 2+ เหมาะกับ?

เหมาะกับรถยนต์ที่มีอายุมาแล้วในระดับหนึ่ง ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์ที่ประกันภัยชั้น 1 นั้นกำหนดเอาไว้ (รถยนต์มีอายุเกิน 5 ปีขึ้นไป) แต่ยังคงได้รับการคุ้มครองที่คุ้มค่าและมีความใกล้เคียงกับประกันภัยชั้น 1 อยู่ รวมไปถึงใครก็ตามที่มีงบในการจ่ายเบี้ยประกันไม่สูงเท่าไหร่นักนั้น ประกันภัยตัวนี้จะเหมาะเป็นอย่างมาก

สรุปท้ายบทความ

โดยสรุปแล้วประกันภัยชั้น 1 และ 2+ มีความแตกต่างในเรื่องของการคุ้มครองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยหลัก ๆ แล้ว จะต่างกันที่ประกันภัยชั้น 1 ไม่จำเป็นต้องมีคู่กรณีก็ได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ส่วนประกันภัยชั้น 2+ จำเป็นต้องมีคู่กรณีถึงจะคุ้มครอง

ทั้งนี้การเลือกทำประกันภัยต่าง ๆ ควรศึกษารายละเอียดและอ่านข้อกำหนดที่อยู่ภายในกรมธรรม์อย่างละเอียดและถี่ถ้วนก่อนการตัดสินใจที่จะทำการเซ็นสัญญาใด ๆ ก็ตาม เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงที่สุดในการคุ้มครองแต่ละประเภท

ใครที่เข้ามาอ่านบทความนี้แล้ว อย่าเลือนำความรู้เหล่านี้ไปปรับใช้กับการเลือกซื้อประกันในแต่ละครั้งด้วยล่ะ ส่วนที่กำลังมองหารถยนต์คันใหม่ สภาพดี ๆ ในราคาสบายกระเป๋า ลองแวะเข้ามาดูใน Kaidee Auto สิ ที่พร้อมตอบสนองไลฟ์สไตล์การขับของคุณ

คนซื้อรถมือสองควรรู้ เลือกซื้อยังไงให้ปัง ไม่ใช่พัง!

คนซื้อรถมือสองควรรู้ เลือกซื้อยังไงให้ปัง ไม่ใช่พัง!

ในปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ได้เปิดตัวรถยนต์ภายใต้แบรนด์ของตัวเองมาเยอะมาก บางคนซื้อเพื่อใช้งานยาวหลายปี แต่บางคนซื้อมาใช้เพื่อขายต่อแล้วเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ไปเรื่อย ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการรุ่นปีที่ใหม่ล่าสุดและทันสมัยอยู่ตลอด จึงทำให้ตลาดรถยนต์มือสองนั้นมีรถยนต์ที่นำมาขายเต็นท์รถเยอะมาก มีหลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ หลากหลายราคา 

ทำให้ตลาดรถยนต์มือสองคึกคัก เนื่องจากรถยนต์บางรุ่นห่างจากรุ่นใหม่เพียงแค่ 1 รุ่นก็มี บางรุ่นสภาพใหม่มาก ตัวเลขไมล์น้อย ซึ่งทำให้คนที่กำลังหารถยนต์มือสองอยู่มีตัวเลือกมากมาย แต่เพื่อน ๆ ทุกคนรู้หรือไม่ว่ารถยนต์มือสองบางคันอาจจะทำให้ดูใหม่ขึ้นมา เปลี่ยนชิ้นส่วนมาก็ได้ วันนี้เรามีวิธีการดูรถยนต์มือสอง ว่าก่อนซื้อควรดู ควรเช็กอะไรบ้าง จะได้ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องโดนหลอก มาดูกันเลย 

1. ตัวถังรถ

สิ่งแรกที่จะต้องเห็นก่อนเป็นอันดับแรก คือ ตัวรถยนต์ ให้สังเกตและเดินดูด้วยตาว่ารถอยู่ในสภาพที่ไม่มีรอยบุบ รอยยุบจากการกระแทกใด ๆ สีมีถลอกหรือไม่ มีอะไรที่ผิดสังเกต ถ้ามีตั้งแต่ข้อแรกนี้ ให้เปลี่ยนคันหรือเปลี่ยนเต็นท์รถได้เลย เพราะถ้ามีรถลักษณะแบบนี้แล้ว ให้คิดว่ารถยนต์คันอื่น ๆ ในเต็นท์นี้คงจะมีอีกแน่ ไม่น่าไว้วางใจที่จะซื้อและดูต่อในข้อที่ต่อไปแล้วนะครับ 

2. ชิ้นส่วนน็อต

น็อตคือสิ่งที่จะบ่งบอกได้เหมือนกันว่ารถได้ผ่านการปรับแต่ง ถอดชิ้นส่วนออกไปแล้วใส่กลับคืนมาบ้างหรือไม่ โดยจะสังเกตได้จากหลายจุด เช่น น็อตในฝากระโปรงรถ ข้างรถยนต์ เป็นต้น ถ้ามีการขันน็อต ตัวน็อตจะมีรอยของการถูกขันไว้ ให้ตีความได้เลยว่า รถยนต์คันนี้ผ่านการปรับเปลี่ยนมานั่นเองครับ 

3. เลขไมล์

สิ่งที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างเลย คือ ตัวเลขการวิ่งของรถยนต์คันนี้ว่าวิ่งไปกี่กิโลเมตรแล้ว ซึ่งถ้าเลขไมล์เยอะ แสดงว่ารถคันนี้อาจจะใช้งานมาหนัก เครื่องอาจจะเสื่อมสภาพได้ อีกข้อสังเกต คือ ถ้ารถสภาพสมบูรณ์มาก ๆ แล้วเลขไมล์น้อย เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากรถหลายปีแล้ว เลขไมล์น้อยแบบผิดสังเกต ให้ตีความได้เลยว่า รถอาจจะผ่านการกรอเลขไมล์มาได้ 

4. เครื่องยนต์ 

เป็นอีกหนึ่งสิ่งและเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อที่ต้องมีในการขับเคลื่อน แนะนำให้ตรวจและเช็กเครื่องยนต์อย่างละเอียดโดยการสตาร์ทรถยนต์ ดูการทำงานของเครื่องยนต์ว่ามีจุดไหนผิดปกติหรือไม่ และดูส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น แบตเตอรี่ น้ำมันเครื่อง หม้อพักน้ำว่าถูกเปลี่ยนหรืออยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่ 

5. ระบบช่วงล่าง

จุดนี้อาจจะต้องใช้เครื่องยกรถยนต์ขึ้นเพื่อดูใต้ท้องรถว่ามีจุดไหนที่ผิดปกติหรือไม่ เช่น มีจุดรั่วซึมของเหลวตรงจุดไหนบ้างหรือเปล่า มีจุดฉีกขาดหรือโดนขูดไหม ระบบโช๊คอัพ ยางรถมีรอยแตกหรือไม่ เป็นต้น

6. ทดลองขับ 

ขั้นตอนที่สำคัญคงหนีไม่พ้นการได้ทดลองขับรถจริง ซึ่งจะทำให้ได้รู้ว่ามีสิ่งผิดปกติตรงจุดไหนบ้างจากการขับจริง มีเสียงตรงไหน ระบบช่วงล่างเป็นอย่างไร ระบบไฟฟ้าของรถยนต์เป็นอย่างไร อัตราเร่งเป็นอย่างไร หรือเครื่องยนต์กระตุกหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนนี้เราจะสามารถตัดสินใจได้ทันทีที่เราได้ทดลองขับเสร็จ แนะนำให้ขับให้นานหน่อยนะครับ เพื่อที่จะได้ทดสอบรถยนต์จริง ๆ อาจจะมีอาการที่ผิดปกติแสดงออกมาตอนที่ได้ขับขี่อยู่นั่นเอง 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับเพื่อน ๆ กับวิธีเช็กรถยนต์มือสอง ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนกำลังจะซื้อรถยนต์มือสอง แล้วอยากได้รถที่ดี มีคุณภาพ แถมราคาที่ถูกกว่า ลองมาดูที่ Kaidee Auto ก่อนได้นะครับ เรามีรถยนต์มือสองสภาพดี มีคุณภาพ และราคาที่ดีมาก ๆ นัดดูรถและนำวิธีดูรถยนต์มือสองไปใช้ดูได้เลยนะครับ   

ดอกเบี้ยรถมือหนึ่ง vs รถมือสอง ต่างกันแค่ไหน?

ดอกเบี้ยรถมือหนึ่ง vs รถมือสอง ต่างกันแค่ไหน?

ถึงเวลาอันเหมาะสมสักทีที่เราจะมีรถยนต์คู่ใจไว้เป็นของตัวเอง หลังจากที่เดินทางเบียดเสียดกับผู้คนในรถไฟฟ้า รถเมล์มาแรมปี แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจะตัดสินใจซื้อรถทั้งที ก็คิดไม่ตกว่าระหว่างรถยนต์ป้ายแดงใหม่กริ๊บ กับรถยนต์มือสองราคามิตรภาพ มันต่างกันแค่ไหน แล้วเราควรจะเลือกอะไรดี 

แล้วรถมือหนึ่งกับรถมือสองต่างกันยังไง

ปัจจัยในการเลือกรถยนต์ นอกจากรายจ่ายที่เราต้องจ่ายออกไป ทั้งเงินดาวน์รถยนต์ เงินผ่อนรถยนต์แล้ว ยังมีข้อสังเกตอื่นๆที่เราต้องศึกษาและทำความเข้าใจเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นหนึ่งในตัวเลือกประกอบการตัดสินใจของเราด้วย

ค่าเสื่อมราคาสูงกว่า

รถมือสองมีค่าเสื่อมราคามากกว่ารถใหม่ เนื่องจากผ่านการใช้งานมาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งจะส่งผลต่อเครื่องยนต์และสภาพของรถยนต์ที่ต่างไปจากรถมือหนึ่ง สภาพการสึกหรอของรถยนต์ และระยะเวลาการใช้งานของรถทุกคัน จะต้องมีการซ่อมแซม เปลี่ยนแปลงอะไหล่ที่ใช้ในรถยนต์ ทำให้ราคาของรถมือสองยังคงมีราคาถูกลงไม่ต่างจากรถมือหนึ่งมากเท่าไร แต่จะต้องบวกค่าซ่อมแซมส่วนสึกหรอเข้าไปด้วย

การอนุมัติไฟแนนซ์มือหนึ่งง่ายกว่ามือสอง

ด้วยความที่รถมือสองมีค่าเสื่อมที่มากกว่ารถยนต์มือหนึ่ง ทำให้การอนุมัติไฟแนนซ์ของรถมือสองจะต้องมีเงื่อนไขในการยื่นไฟแนนซ์และข้อกังวลที่มากกว่ารถยนต์มือหนึ่ง 

ประกันรถยนต์

รถยนต์มือหนึ่ง จะได้เปรียบในแง่ของการทำการประกันรถยนต์ เนื่องจากรถมือหนึ่งจะสามารถทำประกันชั้น 1 ได้ ส่วนรถยนต์มือสอง หากมีอายุการใช้งานไม่เกิน 10 ปี ก็สามารถทำได้ แต่ถ้าอายุการใช้งานเกิน 10 ปี สามารถทำประกันรถยนต์ได้ที่ 3+ 

ประกันสินเชื่อ

ประกันสินเชื่อช่วยลดดอกเบี้ยเช่าซื้อรถยนต์ได้อีกเล็กน้อย เพราะไฟแนนซ์จะมั่นใจได้ว่าหากเกิดเหตุร้ายอย่างเช่นผู้ประสบเหตุเสียชีวิตก่อนกำหนด ไฟแนนซ์จะยังคงได้รับเงินจากบริษัทประกันสินเชื่อเจ้าของรถยนต์ที่มีวงเงินเบี้ยประกันรถยนต์สะสมอยู่ ไม่ต้องมีคนข้างหลังรับภาระแทน และกรรมสิทธิ์ยังคงถูกส่งมองให้ครอบครัวผู้เอาประกันต่อไป  

แบบนี้ดอกเบี้ยรถมือหนึ่งกับรถมือสองมีรายละเอียดอะไรบ้าง 

ดอกเบี้ยรถยนต์มือหนึ่ง

สำหรับเจ้าของรถยนต์ที่ออกรถป้ายแดงส่วนใหญ่ ที่มักจะเลือกซื้อรถแบบเงินผ่อนแลกกับการเสียดอกเบี้ยให้ไฟแนนซ์  ข้อสำคัญที่ควรทราบคือ เงินดาวน์จะส่งผลต่อระยะเวลาการผ่อนจ่ายค่างวดรถรถป้ายแดงสินเชื่อ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) อยู่ที่ 2-4% บางรุ่นอาจจะเหลือเพียง 2% หรือไม่มีดอกเบี้ยเลย ซึ่งเป็นไปตามโปรโมชั่นและยอดเงินดาวน์ของเรา ซึ่งยอดเงินดาวน์มีความสำคัญมากในกรณีที่ไม่ได้ซื้อขาด

สามารถคำนวณได้คร่าวๆดังนี้ เช่น

Honda Civic 2019 1.5 Hatchback Turbo ราคา 1,169,000 บาท

เงินดาวน์ 20% = 233,800 บาท

ยอดจัดสินเชื่อ = 935,200 บาท

ดอกเบี้ย 2.29% ต่อปี ระยะผ่อน 60 งวด

ค่างวดต่อเดือน = 17,372 บาท

ยอดชำระทั้งหมด 60 งวด = 1,042,320 บาท

ถ้าหากใครผ่อนมาได้สักระยะแล้วต้องการปิดยอดทั้งหมด ทางไฟแนนซ์ก็มีส่วนลดดอกเบี้ยให้ ขึ้นอยู่กับไฟแนนซ์ที่เราทำธุรกรรมด้วย แต่หากเราต้องการลดดอกเบี้ยของเงินต้นส่วนที่เหลือ ให้ใช้วิธีการโปะเงินเพื่อปิดบัญชี เพราะทางสถาบันการเงินจะต้องลดดอกเบี้ยส่วนเงินต้นไม่น้อยกว่า 50%  ให้กับเรา เพื่อให้เข้าตามเกณฑ์ว่าด้วยสัญญาธุรกิจเช่าชื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ พ.ศ. 2561 

ยอดเงินดาวน์สำคัญกับรถมือหนึ่งอย่างมาก 

เงินดาวน์ คือ เงินก้อนแรกที่คุณจะต้องจ่ายเพื่อซื้อรถยนต์ ถ้ายิ่งดาวน์ยอดรถมากเท่าไร อัตราดอกเบี้ยที่เราจะต้องส่งเพิ่มเติมในแต่ละเดือนก็น้อยลง เนื่องจากเมื่อเราจ่ายเงินดาวน์แล้ว ไฟแนนซ์จะทำการหักค่ารถออกแล้ว จะนำยอดจัด หรือยอดที่เหลือ มาคูณกับเปอร์เซ็นต์ดอกเบี้ยเงินกู้ เป็นยอดผ่อนชำระในแต่ละเดือน ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะมียอดดอกเบี้ยที่น้อยกว่าการจ่ายเงินดาวน์ต่ำ มีผลโดยตรงเฉพาะการซื้อรถยนต์มือหนึ่งเท่านั้น

อีกหนึ่งข้อสำคัญของยอดดอกเบี้ยรถยนต์ หากคุณคิดว่าเมื่อไรที่คุณมีเงินมากพอและต้องการมาโปะชำระดอกเบี้ยรถในอนาคต อาจจะต้องบอกว่า ให้คุณตัดสินใจอย่างถี่ถ้วนก่อนจะทำการซื้อรถ เพราะดอกเบี้ยรถยนต์จะต่างจากดอกเบี้ยบ้าน ตรงที่ดอกเบี้ยบ้านสามารถโปะเพื่อลดดอกเบี้ยได้ แต่ในกรณีของรถยนต์ดอกเบี้ยจะไม่ลดลง เนื่องจากเป็นดอกเบี้ยตายตัว เพราะฉะนั้น ถ้าคุณสามารถรอจนมีเงินดาวน์ที่สูงมากพอได้ แนะนำให้คุณรอ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น

ดอกเบี้ยรถยนต์มือสอง

ดอกเบี้ยแตกต่างกันชัดเจน 4%-15% ต่อปี โดยส่วนใหญ่สถาบันทางการเงินจะคำณวนดอกเบี้ยจากปีที่ผลิตรถยนต์ที่มาขอสินเชื่อ ความสมบูรณ์ของตัวรถ ยี่ห้อรถยนต์ ประเภทรถยนต์ และเงื่อนไขอื่นๆตามที่สถาบันการเงินที่รับทำไฟแนนซ์กำหนด

อัตราดอกเบี้ยของรถยนต์มือสอง จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

1.อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี (Effective Interest Rate) ดอกเบี้ยที่คำนวณจากยอดเงินที่กู้จริง ระยะเวลากู้ ความสม่ำเสมอในการจ่าย โดยดูจากเงินส่วนต่างของผู้กู้และผู้ได้รับเงินกู้ และอัตราดอกเบี้ยจะปรับเปลี่ยนตามเงื่อนไขที่สถาบันการเงินกำหนด 

2.อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี (Flat Interest Rate) ตัวเลขอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกำหนดไว้ตลอดจนครบสัญญา โดยไม่ขึ้นกับสถาบันทางการเงิน 

วิธีการคำนวณดอกเบี้ยรถยนต์มือสองเบื้องต้นง่ายๆ

สิ่งที่คุณจะต้องทราบ เมื่อคุณต้องการที่จะคำนวณดอกเบี้ยรถยนต์มือสองแบบง่ายๆ เพื่อทราบดอกเบี้ยและยอดผ่อนเบื้องต้น รวมถึงเป็นการวางแผนรายจ่ายที่เราจะต้องใช้จ่ายในแต่ละเดือน

1.อัตราดอกเบี้ยของแต่ละสถาบันที่เราต้องการทำไฟแนนซ์

2.ยอดจัดรวม หรือราคารถยนต์หักกับเงินดาวน์

3.ระยะเวลาในการผ่อน โดยเฉลี่ย 4-7 ปี

ที่สำคัญ เงินดาวน์ไม่มีผลต่ออัตราดอกเบี้ยของรถมือสอง เงินดาวน์สูง ไม่ได้ทำให้อัตราดอกเบี้ยถูกลง การศึกษาอัตราดอกเบี้ยไฟแนนซ์ในแต่ละสถาบัน เป็นการทำให้เราคัดเลือกการทำไฟแนนซ์ได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกที่สุด และเลือกปีผ่อนให้น้อยที่สุดเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยของรถยนต์มือสองที่เราจะต้องผ่อนจ่าย

เพราะดอกเบี้ยรถยนต์ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเรา

ต้องยอมรับว่า ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์มือหนึ่งหรือมือสอง ก็กลายเป็นปัจจัยหลักที่คนส่วนใหญ่ เลือกที่จะเป็นเจ้าของรถยนต์สักหนึ่งคัน และหากรถยนต์มีความจำเป็น จนสามารถกลายเป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกายได้ การเลือกซื้อรถยนต์ที่ดี ราคาประหยัด สักคันจึงเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมาก นอกจากความเหมาะสมในการใช้งานแล้ว สภาพรถยนต์ที่ดี ราคารถยนต์ที่สบายๆ อัตราดอกเบี้ยที่ไม่ทำให้เราบาดเจ็บจนเกินไป จะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างคล่องตัว ในราคาที่คุ้มค่า และเรายังเหลือเงินไปทำอย่างอื่นได้อีกด้วย

เจาะลึกรถ MPV รถเอนกประสงค์ของคนมีครอบครัว

เจาะลึกรถ MPV รถเอนกประสงค์ของคนมีครอบครัว

รถยนต์นั้นมีหลากหลายประเภท ทั้งรถเก๋ง รถ SUV รถกระบะ แต่ละประเภทก็ตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกันหรือบางประเภทก็คล้ายกัน โดยในประเทศไทยนั้นมีรถอีกประเภทหนึ่งที่คนไทยนิยมใช้ คือ รถประเภท MPV ที่ย่อมาจาก Multi Purpose Vehicle โดยรถยนต์ประเภทนี้จะมีความอเนกประสงค์มากกว่ารถประเภทอื่น เนื่องจากขนาดของรถที่ใหญ่ สามารถรองรับผู้โดยสารได้จำนวนมาก ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้จะมีโครงสร้างของรถที่คล้ายคลึงกับรถตู้ แต่จะมีขนาดที่เล็กกว่าและให้ความสะดวกสบาย หรูหรา มีเทคโนโลยีที่ดีกว่ารถตู้นั่นเอง

ประโยชน์ของรถ MPV 

โดยรถอเนกประสงค์ MPV นั้น ถูกออกแบบมาเพื่อรถของครอบครัว ตั้งแต่ครอบครัวเล็กจนถึงครอบครัวใหญ่ เนื่องจากขนาดของรถที่สามารถรองรับคนได้เยอะ บางรุ่นสามารถจุได้ถึง 11 คนเลยทีเดียว โดยภายในรถถูกออกแบบให้ที่นั่งสามารถรองรับสรีระของคนได้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้โดยสารนั่งสบาย ไม่อึดอัด ไม่ปวดหลัง สามารถขยับตัวท่าไหนก็ได้ บางรุ่นเบาะนั่งสามารถนวดได้เลยนะ 

ซึ่งรถประเภท MPV นั้น ถึงแม้จะมีทรงที่คล้ายกับรถตู้ แต่อยากจะบอกว่า รถ MPV นั้นเป็นรถคนละประเภทกับรถตู้เลยนะ เพราะรถตู้เป็นรถที่เน้นเรื่องการโดยสารเป็นหลัก ที่นั่งจะเยอะกว่าและไม่สะดวกสบายเท่ารถ MPV ที่มีความอเนกประสงค์มากกว่า เพราะมีพื้นที่ที่กว้างขวางกว่า มีเบาะที่สามารถปรับได้หรือมีระบบไฟฟ้าที่สามารถปรับและนวดได้ สามารถจุสัมภาระได้เยอะกว่า อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกที่ครบครันมากกว่าอีกด้วย 

ตัวอย่างรถ MPV 

ในปัจจุบันรถยนต์ประเภท MPV นั้น มีหลากรุ่นหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในประเทศไทย เลยขอยกตัวอย่างรถ MPV ที่ทุกคนคุ้นตากัน เช่น 

1. Hyundai H-1 

ขึ้นชื่อว่าเป็นรถตู้เอนกประสงค์ยอดนิยมของคนไทยที่ยังทํายอดขายได้ดีมาโดยตลอด นั่นก็คือ Hyundai H1 นั่นเอง รถตู้อเนกประสงค์ชื่อดังจากค่ายเกาหลี ด้วยราคาที่สมเหตุสมผลกับ ความหรูหราที่มีมาให้ จึงทําให้เป็นรถรุ่นยอดนิยมอีกรุ่นของคนไทยเป็นจํานวนมาก Hyundai H1 ซึ่งได้ปรับโฉมใหม่ทั้งภายในและภายนอกให้มีความพรีเมียมและทันสมัยมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังใส่ใจถึง ควํามสะดวกและความบันเทิงภายในตัวรถอย่างครบครัน มาพร้อมกับเครื่องยนต์ที่แรงแต่ประหยัด ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 2.5 ลิตร 175 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ตอบโจทย์การใช้งาน ของผู้บริหารและครอบครัวขนาดใหญ่ โดยจะมีราคาตั้งแต่ 1,329,000 – 2,399,000 บาท 

2. Toyota Vellfire และ Alphard 

รถรุ่นนี้จะได้รับ ความนิยมในกลุ่มผู้บริหารและครอบครัวขนาดใหญ่ มาพร้อมกับความสะดวกสบาย สิ่งอํานวยความสะดวกที่ครบครันด้วยเบาะนั่ง VIP แบบแยกพร้อมระบบนวดและปรับไฟฟ้า ประตูสไลด์ไฟฟ้า 2 ข้าง บวกกับช่วงล่างที่นุ่มเป็นพิเศษ แม้จะวิ่งด้วยความเร็วสูงก็ตาม ซึ่งมาพร้อมด้วยเครื่องยนต์ที่แตกต่าง กัน โดยจะแบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อย คือ

รุ่น Vellfire 2.5 

  • เครื่องยนต์เบนซิน Dual VVT-I 2.5 ลิตร 180 แรงม้า
  • เกียร์ อัตโนมัติ CVT 7 สปีด พร้อมระบบ Sequential Shift
  • ราคา 3,889,000 บาท

รุ่น Alphard 2.5 Hybrid 

  • เครื่องยนต์เบนซิน VVT-I Hybrid ขนาด 2.5 ลิตร 2AR-FXE 150 แรงม้าจับคู่กับมอเตอร์ไฟฟฟ้า 2JM 143 แรงม้าทํางานร่วมกันให้กําลังสูงสุด 197 แรงม้า 
  • เกียร์อัตโนมัติ ECVT และขับเคลื่อนด้วยระบบ ขับสี่แบบ E-Four
  • ราคา 4,019,000 บาท

รุ่น Alphard 3.5 V IP V6 

  • เครื่องยนต์เบนซิน V6 296 แรงม้า
  • เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ลูกใหม่แบบ Direct Shift
  • ราคา 5,509,000 บาท

หากใครกำลังมองหารถ MPV อเนกประสงค์ไว้ใช้กับครอบครัว ที่ได้ทั้งความหรูหราและความสะดวกสบายในการเดินทาง ช่วงล่างที่แข็งแรง นุ่มนวลทุกการเดินทาง รถทั้ง 2 แบรนด์ที่แนะนำไปก็น่าสนใจไม่น้อยเลยนะครับ 
แต่ว่าทาง Kaidee Auto ของเราก็มีรถประเภท MPV ขายเยอะเหมือนกันนะครับ มีหลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ให้เลือก รับรองคุณภาพและราคาที่ดีเลยครับ แวะมาชมกันเยอะ ๆ นะครับ