May 6, 2021 | บทความยานยนต์
ปวดหัวกันอยู่ไหม?? กับการที่เวลานำรถเข้าศูนย์ซ่อมแต่ละที ช่างก็มักจะถามว่า “ได้เปลี่ยนน้ำมันโน่นนี่นั่นแล้วหรือยัง” หนึ่งในนั้นก็มักจะมี “น้ำมันเกียร์” รวมอยู่ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าน้ำมันเกียร์เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก และคุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนเลยก็เป็นไปได้
แต่ทว่าปัญหาเหล่านี้จะหมดไปถ้าหากคุณได้อ่านบทความนี้ คุณจะได้เป็นผู้รู้และชำนาญในเรื่องน้ำมันเกียร์ ว่าควรทำอย่างไร และเปลี่ยนตอนไหนถึงจะดีและถนอมรถยนต์ ให้อยู่กับคุณได้นานมากที่สุด ว่าแล้วก็ไปอ่านกันเลย
น้ำมันเกียร์ ทำหน้าที่อะไรในรถ
เริ่มกันด้วยสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนเลยนั่นก็คือ “น้ำมันเกียร์” ทำหน้าที่อะไร ตามชื่อของมันเลยเป็นน้ำมันที่เอาไว้หล่อลื่นเฟืองเกียร์ เพราะเกียร์อีกอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยให้รถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ น้ำมันเกียร์จึงใส่เพื่อให้ระบบเกียร์ทำงานได้อย่างไหลลื่นไม่ติดขัด รวมไปถึงทำให้ฟันเฟืองแต่ละซี่ไม่สบกันโดยตรง ลดแรงเสียดสีของชิ้นส่วนภายในระบบเกียร์ และที่เจ๋งที่สุดเลย คือ เพื่อป้องกันสนิมที่เกิดจากความชื้นหรือปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้และขัดกับระบบทำงาน ซึ่งน้ำมันเกียร์ก็สามารถแยกออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกัน
1. น้ำมันสำหรับเกียร์ธรรมดา
จะเป็นน้ำมันที่มีความหนืดสูง เนื่องจากจะต้องนำไปใช้กับระบบคลัทช์ ด้วยการที่วิธีเปลี่ยนเกียร์ของรถยนต์เกียร์ธรรมดานั้น มักจะเกิดการเสียดสีที่ค่อนข้างสูง จึงต้องมีค่าความหนืดที่สูงกว่า ซึ่งปกติแล้วมักจะใช้ค่าความหนืดที่ 75W-85 ขึ้นไป
2. น้ำมันสำหรับเกียร์ออโต้
ในส่วนเกียร์ออโต้ น้ำมันเกียร์จะมีความหนืดน้อยกว่า เพราะระบบของเกียร์ออโต้เป็นแบบฟันเฟือง ทำให้มีการเสียดสีน้อย การเลือกใช้น้ำมันค่าความหนืดต่ำจะช่วยให้น้ำมันไหลลื่นไปเคลือบชิ้นส่วนอื่น ๆ ได้ดียิ่งขึ้น โดยส่วนใหญ่จะใช้ค่าความหนืดที่ OW-5 หรือ 5W-10
คุณสมบัติของน้ำมันเกียร์
1. ไม่กัดกร่อนวัสดุในกระปุกเกียร์ เช่น โลหะ ยาง พลาสติก หรือวัสดุอื่น ๆ ได้
2. ไม่สามารถติดไฟได้ ไม่เสื่อมสภาพ และทนต่อความร้อนสูง
3. ป้องกันการเกิดสนิม ป้องกันความชื้น ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดฟองตามมา
4. ไม่มีความหนืดมาก มีลักษณะใสที่อุณหภูมิต่ำ สามารถแทรกซึมผ่านวาล์วหรือช่องว่างต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
น้ำมันเกียร์ธรรมดาและออโต้ใช้แทนกันได้หรือไม่
อาจจะพอเดา ๆ กันได้อยู่บ้าง เรื่องของค่าความหนืดที่มีผลกับเรื่องของระบบเกียร์ที่แตกต่างกันออกไปของระหว่างเกียร์ธรรมดา และเกียร์ออโต้ แน่นอนว่า น้ำมันเกียร์ควรแยกประเภทกันอย่างชัดเจน ไม่ควรใช้แทนกัน เพราะอาจทำให้เกิดผลเสียตามมาได้
TIPS : ก่อนเลือกซื้อน้ำมันเกียร์ควรตรวจสอบให้มั่นใจว่าจะใช้กับรถยนต์ประเภทไหน
วิธีตรวจสอบน้ำมันเกียร์
จะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำมันเกียร์ในรถของเราเสื่อมคุณภาพ และไม่ไหวจะใช้อีกต่อไปแล้ว ง่าย ๆ เลยเพียงแค่ดูสีของน้ำมันเกียร์ เดิมทีแล้วน้ำมันจะเป็นสีเหลืองไม่ก็เป็นสีแดง ซึ่งถ้าหากเปิดออกมาดูแล้วพบบว่าเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำ นั่นคือสัญญาณที่ว่าควรเปลี่ยนได้แล้ว โดยขั้นตอนการตรวจสอบมีดังนี้
ขั้นตอนการตรวจสอบ
1. ให้เข้าเกียร์ P และดึงเบรกมือ
2. ดึงก้านวัดขึ้นและค่อย ๆ ทำความสะอาดบริเวณก้านวัด
3. เสียบก้านวัดกลับไปที่เดิม และดึงกลับขึ้นมาใหม่
4. สังเกตรอยน้ำมัน ระดับก้านวัดจะมีรอย 4 รอย คือ 2 รอยล่าง แสดงระดับขณะเครื่องเย็น และ 2 รอยบน ขณะเครื่องร้อนหรือเครื่องยนต์ทำงาน
TIPS : ซึ่งระดับของน้ำมันเกียร์จะต้องไม่ต่ำจนเกินไป
รู้หรือไม่ว่า น้ำมันเกียร์ มีระยะเวลาที่ควรเปลี่ยนอยู่
อย่าแค่มานั่งรอให้น้ำมันนั้นเปลี่ยนสีจากสีเดิมเป็นสีดำ จริง ๆ แล้วมันมีระยะเวลาที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันในแต่ละครั้งอยู่ ซึ่งการเปลี่ยนแต่ละครั้งแนะนำอยู่ที่ทุก ๆ 20,000 กิโลเมตร (ถึอว่ามากพอสมควรเลย) ซึ่งยอมเปลี่ยนก่อนที่น้ำมันเหล่านี้จะทำให้ระบบเกียร์พัง แต่ที่จะแค่เสียแค่ค่าน้ำมัน ทีนี้ได้เสียเสียค่ายกระบบเกียร์ใหม่แทนก็ไม่ไหวเหมือนกัน
TIPS : จดเตือนทุกครั้งหลังที่เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ ว่าครั้งถัดไปเปลี่ยนที่เลขไมล์เท่าไร
น้ำมันเกียร์เสื่อมคุณภาพเกิดจากอะไร
เกิดได้จากหลากหลายปัจจัยเป็นอย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่ที่พบเจอกัน คือ ซื้อน้ำมันเกียร์ที่ไม่ได้คุณภาพ และไม่ตรงกับประเภทของเกียร์ที่ใช้นำมาเปลี่ยน ซึ่งก็จะทำให้น้ำมันนั้นเสื่อมสภาพได้เร็วยิ่งขึ้น ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ ก็อาจจะส่งผลให้รถยนต์เกิดอาการต่างๆ ได้ถ้าไม่ยอมเปลี่ยน
ถ้าไม่เปลี่ยนน้ำมันเกียร์รถจะเป็นอย่างไร
ปัญหาที่จะเจอหลัก ๆ ก็จะเกิดที่ระบบเกียร์นี่แหละ ซึ่งจะมีอาการบ่งบอกระหว่างขับรถอย่างชัดเจน ซึ่งหากทนขับต่อไปต้องไม่ดีแน่ ๆ ซึ่งรถยนต์จะเกิดอาการแปลก ๆ ต่อไปนี้
1. เกียร์จะสะดุด เมื่อเข้าเกียร์ขับเคลื่อน อย่างเกียร์ D หรือเกียร์ R
2. เมื่อเปลี่ยนเกียร์แล้ว เกียร์ไม่ทำงานในทันที
3. เมื่อเปลี่ยนเกียร์แล้วเกิดเสียงดัง ครืด ๆ เหมือนมันอะไรติดขัดอยู่
4. นำมันหมดเร็วขึ้น เพราะเกิดมาจากเกียร์ที่ทำงานไม่สอดคล้องกับเครื่องยนต์
สรุปท้ายบทความ น้ำมันเกียร์สำคัญอย่างไร
เกียร์ในรถยนต์นั้นมีความสำคัญเท่าไร น้ำมันเกียร์ก็สำคัญมากเท่านั้น หากเกียร์เสียหายไป อาจจะทำให้รถยนต์ใช้ไม่ได้ หรืออาจจะเกิดอุบัติเหตุตามมาเลยก็เป็นได้ ซึ่งหนึ่งในโอกาสที่จะทำให้ระบบเกียร์เกิดการชำรุดเสียหายได้นั้น ก็มีส่วนหนึ่งที่มาจากน้ำมันเกียร์ที่เก่าเกินกว่าการใช้งาน ดังนั้นควรหมั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์เมื่อถึงกำหนดการเปลี่ยนทุกครั้ง อย่าลืมเป็นอันขาด
หากใครถึงกำหนดในการเปลี่ยนน้ำมันเกียร์หรือต้องดูแลระบบเกียร์เพิ่มเติม สามารถหาอุปกรณ์และน้ำมันเกียร์ที่ Kaidee ที่มีทั้งอุปกรณ์ดูแลรถยนต์ คุณภาพเยี่ยมมากมาย ให้รถยนต์ที่รักของคุณนั้นมีประสิทธิภาพที่ดี ใช้งานยืนยาว
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำหรับผู้ขับขี่อาจจะต้องพบเจอกันบ้าง เวลาที่ขับรถหรือตอนที่สตาร์ทรถมักจะมีควันสีขาวหรือควันสีดำออกมามากจนผิดปกติ แถมมีกลิ่นที่รุนแรงเกินต้านทานอีกด้วย ทั้งที่ก่อนหน้านี้นั้นไม่เคยมีควันมากก่อน จนเป็นที่น่ากังวลของใครหลาย ๆ คน
ซึ่งวันนี้เราจะมาดูกันว่าควันขาว ๆ ที่ออกมาจากท่อไอเสียนั้น เกิดขึ้นจากสาเหตุอะไรได้บ้าง หากปล่อยทิ้งไว้จะเป็นปัญหาอะไร และสามารถแก้ไขปัญหาควันขาวนี้ได้อย่างไร บทความนี้หามาให้ครบ จบในที่เดียว ไขทุกข้อสงสัยที่ผู้ขับขี่ทุก ๆ คนอย่างรู้ จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย
สาเหตุของรถที่เกิดควันขาว
เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่อาจจะมองข้ามไปได้เลยกับปํญหาควันขาวที่ออกมาจากท่อไอเสีย ซึ่งอาการนี้บ่งบอกได้เลยว่ารถยนต์ที่คุณใช้ขับขี่อยู่ในทุก ๆ วันนั้น เริ่มจะเกิดปัญหาเข้าให้เสียแล้ว ซึ่งเป็นผลเสียอย่างมากหากไม่รีบแก้ไขให้ได้อย่างตรงจุด ดังนั้นมาดูกันว่าเรานั้นควรเริ่มที่จะโฟกัสอะไรกันก่อนบ้าง จาก 6 สาเหตุหลัก ๆ ของการเกิดควันขาวได้ ดังนี้
1. การเผาไหม้ของน้ำมันเครื่อง
สาเหตุแรกเลยมากจากเรื่องของระบบการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ที่ส่งผลต่อน้ำมันเครื่อง เป็นในเรื่องอุณหภูมิที่ไม่สูงมากพอที่จำกระบวนการการเผาไหม้ ซึ่งเรียกกันว่า “การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์” ทำให้ควันที่ออกมาจากท่อไอเสียนั้น เจออุณหภูมิและความชื้นที่ต่ำกว่าจากภายนอก จึงก่อให้เกิดเป็นควันขาวขึ้นได้ และมักจะเกิดขึ้นในช่วงแรกที่สตาร์ทรถยนต์
2. เครื่องยนต์หลวม
อีกหนึ่งจุดเลยที่ควรตรวจสอบก่อนหากเกิดควันขาวที่ท่อไอเสีย ซึ่งส่วนประกอบต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ตัวใดตัวหนึ่งอาจจะเกิดการหลวมอยู่ก็เป็นได้ ส่วนมากจะเกิดจาก กระบอกสูบหลวม เป็นสาเหุที่ทำให้ไม่สามารถกวาดน้ำมันเครื่องออกได้ ทำให้น้ำมันเครื่องถูกเผาไหม้ไปพร้อม ๆ กับน้ำมันเชื้อเพลิง กลายมาเป็นควันสีขาวในที่สุด ซึ่งจะสังเกตุได้ง่ายบริเวณท่อไอเสีย จะมีคราบน้ำมันที่เปียกเยิ้มออกมา
3. เทอร์โบมีปัญหา
ใช่ว่ารถยนต์ทุกคันนั้นจะมีเทอร์โบ แต่ทว่ารถยนต์คันไหนก็ตามที่ติดตั้งเทอร์โบเอาไว้ ก็เป็นอีกเหตุผลที่ก่อให้เกิดปัญหานี้ได้เช่นเดียวกัน ก่อนที่จะบอกว่าปัญหาคืออะไร มารู้กันเสียก่อนว่า “เทอร์โบ” นั้นคืออะไร
เทอร์โบ คือ อุปกรณ์ภายในรถยนต์ที่ถูกติดตังมาเพื่อเป็นระบบอัดอากาศ ที่จะคอยช่วยให้เครื่องยนต์นั้นมีกำลังแรงม้าที่สูงขึ้นพร้อมกับการเพิ่มอัตราเร่งเพิ่มขึ้นได้ในเวลาอันสั้น โดยที่ไม่ต้องเพิ่มขนาดของเครื่องยนต์และปริมาณของกระบอกสูบ
ซึ่งเทอร์โบนั้นหากเกิดปัญหาขึ้น จะเกิดจากการที่เทอร์นั้นอาจเสื่อมสภาพจากการที่แกนหลวม ทำให้น้ำมันเครื่องนั้นไหลซึมออกมาจากตัวของเทอร์โบ ทำให้เกิดควันขาวได้ ซึ่งสามารถตรวจเช็คได้โดยการ ถอดลูกเทอร์โบออกมาแล้วดูที่บริเวณ รูโข่งไอเสีย รวมไปถึงบริเวณพอร์ตไอเสียที่เครื่องยนต์ หากพบว่ามีการเปียกของน้ำมันแสดงว่าเกิดควันขาวนี้จากเทอร์โบอย่างแน่นอน
4. ชุดแหวนลูกสูบมีปัญหา
การที่ชุดแหวนลูกสูบนั้นมีปัญหาหรือชำรุดนั้นเป็นอีกหนึ่งเหตุผลของการที่ทำให้รถยนต์นั้นมีควันขาวได้ โดยแหวนลูกสูบนั้นมีหน้าที่ในการควบคุมการไหลของน้ำมันเครื่อง เมื่อเกิดปัญหาขึ้นน้ำมันเครื่องจึงไหลเข้าไปในห้องเผาไหม้มากเกินไป ส่งผลให้ไม่สามารถเผาไหม้ได้อย่างสมบูรณ์นั่นเอง
5. ซีลฝาสูบรั่วซึม
การที่ซีลของฝาลูกสูบนั้นเกิดการรั่วซึม อาจเป็นสาเหตุมาจากการใช้งานที่ยาวงาน ทำให้เสื่อมประสิทธิภาพกันไปตามอายุการใช้งานของแต่ละคน จึงเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้รถยนต์นั้นเกิดอาการควันขาวได้ เนื่องจากน้ำมันเครื่องที่ถูกส่งไปหล่อเลี้ยงฝาสูบด้านบนรั่วซึมและเข้าสู่วาล์วและไหลเข้าไปเผาไหม้ภายในเครื่องยนต์ ทำให้เครื่องยนต์ไม่สามารถทำการเผาไหม้ได้เป็นปกตินั่นเอง
6. น้ำมันเครื่องรั่ว
น้ำมันเครื่องที่อยู่ในฝาครอบวาล์วนั้นสามารถรั่วลงมาผ่านจากก้านวาวล์ ซีลก้านวาวล์ไอดี จากวาวล์ยัน ส่งผลให้วาวล์วปิดไม่สนิท หรือการเปิดปิด วาวล์ไอดีและไอเสียทำงานผิดพลาด จากการที่จังหวะจุดระเบิดนั้นเปลี่ยนแปลงไป จึงส่งผลให้เกิดอาการควันขาวได้
แก้ไขอาการควันขาวได้อย่างไร
จากสาเหตุมากมายที่ได้บอกไป เป็นอันดับแรก ๆ ที่เรานั้นจะต้องเข้าไปดูแลและบำรุงรักษา รวมไปถึงการตรวจเช็คเครื่องอย่างสม่ำเสมอ โดยมีวิธีป้องกันและแก้ไขไม่ให้เกิดควันขาวได้ ดังนี้
1. เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
น้ำมันเครื่องนั้นเป็นสิ่งที่ผู้ขับขี่ควรที่จะต้องเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำอยู่แล้ว ในทุก ๆ ครั้งที่นำรถยนต์ไปเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องมักจะมีใบที่บอกไว้ว่าเลขกิโลเมตรอยู่ที่เท่าไหร่ควรนำมาเปลี่ยนใหม่อีกครั้ง โดยเฉลี่ยแล้วจะต้องทุก ๆ 6 เดิอนหรือทุก ๆ 8,000 – 10,000 กิโลมตร เพื่อให้น้ำมันเครื่องมีความสดใหม่อยู่ตลอดเวลา นอกจากจะช่วยถนอมการใช้งานของเครื่องยนต์แล้ว ยังส่งผลให้เผาไม้ได้อย่างสมบูรณ์และควันไม่ขาวได้อีกด้วย
2. เปลี่ยนชุดแหวนลูกสูบ
จากที่ได้บอกสาเหตุของชุดแหวนลูกสูบไปก่อนหน้านี้ อีกเหตุผลที่ทำให้ชุดลูกสูบเกิดการชำรุดเสียหายได้นั้น อาจจะมาจากการใช้งานที่ยาวนานเกินกว่าอายุการใช้งาน รวมไปถึงการลืมตรวจสอบเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งอายุของชุดแหวนลูกสูบนั้น จะมีอายุอยู่ประมาณ 100,000 – 300,000 กิโลเมตร ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการขับขี่ของแต่ละบุคคลด้วย เมื่อถึงอายุการใช้งานแล้วก็ควรที่จะเปลี่ยนใหม่ เพื่อให้รถยนต์นั้นสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงที่สุด
3. เข้าศูนย์บริการ
เพื่อความมั่นใจอย่างถึงที่สุด และเป็นการไม่เสียเวลา หากเราพบแล้วว่าในทุก ๆ ครั้งสตาร์ทเครื่องยนต์หรือระหว่างการขับขี่ สังเกตุเห็นได้ว่ามีควันขาวเกิดขึ้น อย่าชะล่าใจไป เพราะอาจจะทำให้เครื่องยนต์ของคุณเกิดความเสียหายตามมา รวมถึงอาจเกิดเพลิงไหม้จากบริเวณห้องเครื่องเลยก็เป็นได้ การนำรถยนต์เข้าศูนย์เพื่อตรวจเช็คและแก้ไขโดยช่างที่ชำนาญ ย่อมทำให้อุ่นใจทั้งผู้ขับขี่และรถยนต์อีกด้วย
สรุปท้ายบทความ
รถยนต์ทุกคันย่อมต้องการการดูแลจากจากเข้าของรถอย่างทั่วถึงเมื่อเกิดปัญหาต่าง ๆ ภายในรถ ก็ควรที่จะเร่งแก้ไขให้อย่างรวจเร็วที่สุด นอกจากที่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมแล้ว ยังเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้ขับขี่ได้อีกด้วย
บทความนี้จึงได้รวบรวมมาให้ถึงทุก ๆ สาเหตุที่มีความเป็นไปได้ในการที่จะก่อให้เกิดอาการรถยนต์มีควันขาวขึ้นได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใครหลายคนกำลังพบเจออยู่ใน ณ ขณะนี้ เมื่อรู้ถึงสาเหตุแล้ว ให้นำไปปรับใช้และแก้ไขตามอาการต่าง ๆ อย่างเหมาะสม
เมื่อได้รู้ถึงข้อมูลเชิงลึกจากบทความนี้ไปแล้ว หนึ่งวิธีแก้ไขที่ง่ายและควรทำอย่างสม่ำเสมอเลยนั่นก็ คือ การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องให้มีความใหม่อยู่ตลอดเวลา เพื่อช่วยให้รถยนต์นั้นสามารถเผาไหม้ได้อย่างเต็มที่ หากต้องการหาน้ำมันเครื่องดี ๆ อยู่แล้วล่ะก็ Kaidee Auto นั้นมีให้พร้อมทุกความต้อง
Nov 26, 2020 | บทความยานยนต์
เชื่อได้เลยว่า รถคงเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับใครหลายคนในการเดินทางในชีวิตประจำวัน แต่ยิ่งใช้รถบ่อยแค่ไหนรถก็ยิ่งเสื่อมโทรมลงไป ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยเราจึงควรจะตรวจเช็กสภาพรถเป็นประจำ และวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการ ตรวจเช็กรถ แบบง่าย ๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง แบบไม่ต้องไปไกลถึงอู่ !
ต้อง ตรวจเช็กรถ ส่วนไหนบ้าง ?
น้ำมันเครื่อง
น้ำมันเครื่องถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของรถยนต์ทุกชนิดเลยก็ว่าได้ น้ำมันเครื่องมีประโยชน์ในการช่วยลดแรงเสียดทานในตัวเครื่องยนต์รถ ดังนั้นเมื่อน้ำมันเครื่องของเราไม่เพียงพอก็จะทำให้เกิดการสกปรกของเครื่องยนต์จากการทำงานหนักเกินไป และส่งผลถึงน้ำมันที่สิ้นเปลืองอีกด้วย เราจึงควรตรวจเช็กระดับของน้ำมันเครื่องภายในรถยนต์ให้อยู่ในระดับที่พอดีเสมอ
โดยขั้นตอนในการเช็กน้ำมันเครื่องนั้นจำเป็นจะต้องจอดรถให้อยู่ในระดับที่แบนราบเพื่อความแม่นยำในการวัด ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องที่อยู่ในกระโปรงรถ เช็ด แล้วใส่กลับไปที่เดิมเพื่อวัดระดับน้ำมันเครื่องภายในรถ และดึงออกมาอีกครั้งเพื่ออ่านผล ถ้าน้ำมันอยู่ในระหว่างตัว F และ L หรือ Max และ Min แสดงว่าน้ำมันเครื่องอยู่ในระดับปกติ และให้สังเกตสีน้ำมันเครื่องว่ามีสีดำผิดปกติหรือไม่
ละรู้ไหมว่ารถแต่ละแบบก็น้ำมันกันคนละประเภท ซึ่งถ้าใครยังไม่รู้ก็สามารถเข้าไปอ่านบทความ ข้อควรรู้ ! รถแบบไหน ควรเติมน้ำมันอะไร เพิ่มเติมได้
น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ
ด้วยการทำงานของรถยนต์ที่มีการเสียดสีกันภายในตัวเครื่อง ทำให้น้ำมันเกียร์เป็นน้ำมันที่ช่วยหล่อลื่นเกียร์ในรถยนต์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง ส่วนการวัดระดับน้ำมันเกียร์จะแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ ระดับ Cold ที่ใช้วัดในขณะที่ดับเครื่องมามากกว่า 2-3 ชั่วโมง และ ระดับ Hot ที่ใช้วัดขณะที่มีการสตาร์ตเครื่องยนต์มากกว่า 15 นาที ซึ่งการวัดระดับ Hot นั้นจะมีประสิทธิภาพในการวัดมากกว่า
ผู้วัดต้องมีการสตาร์ตรถในที่แบนราบ และเลื่อนเกียร์รถไปทุกตำแหน่ง ตำแหน่งละ 5 วินาที โดยเริ่มจาก P R N และอื่น ๆ ตามลำดับ แล้วจึงกลับมาที่ P จากนั้นทำการเปิดกระโปรงรถโดยไม่ต้องดับเครื่องยนต์ ปล่อยทิ้งไว้ 1-2 นาที แล้วดึงก้านวัดน้ำมันเกียร์ออกมาเช็ดทำความสะอาด ใส่กลับเข้าไป ดึงขึ้นมาอีกครั้งเพื่ออ่านค่า น้ำมันเกียร์ที่ดีควรอยู่ในระหว่าง E-F หรือ L-H ถึงจะถือว่าปกติ
ยางรถ
การตรวจเช็กยางรถยนต์ให้อยู่ในสภาพที่ดี มีลมยางและคุณภาพของยางในระดับที่ดีนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะที่การยางรถไม่มีลมมากพอและคุณภาพของยางที่เสื่อมสภาพลงนั้นจะทำให้เกิดผลกระทบต่อการเหยียบเบรกอย่างมีประสิทธิภาพได้ เพราะยางรถมีหน้าที่สำคัญในการลดแรงเสียดทานระหว่างพื้นถนนและรถยนต์นั่นเอง
วิธีการตรวจเช็กยางนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนได้แก่ ลมยาง และ ตัวยางรถยนต์ โดยการตรวจเช็กลมยางสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการสังเกตล้อทั้ง 4 ข้างว่ามีลักษณะปกติหรือไม่ ส่วนตัวยางให้สังเกตรอยฉีกขาด รั่ว หรือ สเปกยางรถยนต์ว่าตรงกับรถรุ่นนั้น ๆ หรือไม่
ระบบระบายความร้อน
เมื่อรถยนต์มีการทำงาน จะทำให้เครื่องยนต์เกิดการเผาไหม้ที่สูงมาก และถ้าหากไม่ได้มีการระบายความร้อนที่ดี ก็อาจเกิดผลเสียต่อระบบเครื่องยนต์ได้ จนอาจเกิดการแตกหัก กำลังเครื่องยนต์ลดลง หรือถึงขั้นเครื่องยนต์ดับได้ และส่วนประกอบที่สำคัญของการระบายความร้อนคงจะหนีไม่พ้น หม้อน้ำ ที่เป็นสาเหตุที่หลายคนพบเจอเมื่อเครื่องยนต์ดับ ซึ่งเราควรตรวจเช็กหม้อน้ำและส่วนอื่น ๆ ของการระบายความร้อนภายในรถยนต์ ดังนี้
ก่อนที่จะเริ่มทำการตรวจเช็กระบบระบายความร้อน เราต้องรอให้เครื่องยนต์เย็นลง แล้วเริ่มเช็กหม้อน้ำว่าน้ำยาในหม้ออยู่ในระดับที่พอดีและมีรอยแตกหรือไม่ แล้วจึงตรวจสอบสายพานต่าง ๆ ว่าอยู่ในสภาพดีหรือไม่ และทำการซ่อมแซมเบื้องต้นหากมีความผิดปกติใด ๆ
ระบบแอร์
การอยู่ในห้องโดยสารที่อากาศร้อนอบอ้าวคงจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เราจึงควรตรวจเช็กระบบแอร์ของรถยนต์แบบเบื้องต้นเพื่อให้รู้และแก้ไขทัน ไมว่าจะเป็น น้ำยาแอร์ ท่อ สายพาน และช่องแอร์ภายในรถโดยสาร
เริ่มจากการตรวจเช็กน้ำยาแอร์ว่ามีปริมาณน้อยเกินไปหรือไม่จากการสังเกตช่องใสว่ามีฟองอากาศหรือไม่ ถ้ามีหมายถึงน้ำยาแอร์เริ่มลดน้อยลงเกินไป ให้ทำการเติม พร้อมตรวจรอยรั่วของท่อแอร์ ความหย่อนยานสายพาน รวมถึงฝุ่นบริเวณช่องแอร์และแผ่นกรองเพื่อความสบายของคุณเอง
เบรก
เบรกเสีย ถือเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน เพราะอย่างที่เรารู้กันว่า เบรกทำหน้าที่ในการชะลอความเร็วของรถ เบรกจึงมีความสำคัญที่สุดสำหรับการขับขี่รถยนต์ ดังนั้นการตรวจเช็กเบรกรถจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการขับขี่เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน
โดยการสังเกตเบรกทำได้ง่าย ๆ จากความผิดปกติต่าง ๆ ได้แก่ เสียงดังอี๊ด เบรกสั่น เบรกแข็ง เบรกจม เบรกติด เบรกปัด เบรกเฟด หรือเบรกแตก นั่นแปลว่าจานหรือผ้าเบรกอาจชำรุด หาย และหมด
ระบบไฟ
ระบบไฟ ถือเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้เราสามารถรู้สถานะต่าง ๆ ของเครื่องยนต์อื่น ๆ ได้ดี รวมถึงทำให้รถคันอื่นบนท้องถนนได้เข้าใจถึงสถานะของรถยนต์ของเราได้ว่าต้องการเลี้ยว หยุด หรือถอยหลัง รวมถึงช่วยในการส่องแสงยามที่มีหมอกควันหรือตอนกลางคืนอีกด้วย การที่มีระบบไฟปกติจึงถือว่าเป็นหนึ่งสิ่งสำคัญในการขับขี่
ในการตรวจระบบไฟเราสามารถตรวจได้ตามจุดต่าง ๆ ด้วยตาเปล่า ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้ารถ ไฟท้ายรถ ไฟเลี้ยว ไฟสูง และไฟรถสำหรับภายนอก ส่วนภายในควรตรวจเช็กไฟที่แสดงสถานะของเครื่องยนต์ว่าทำงานปกติหรือไม่
แบตเตอรี่
ถ้าหากว่าคุณสตาร์ตรถนานผิดปกติกว่ารถยนต์จะติด นั่นอาจหมายถึงแบตเตอรี่ได้เสื่อมสภาพลงแล้ว เพราะแบตเตอรี่มีหน้าที่ในการป้อนกระแสไฟฟ้าให้ส่วนต่าง ๆ ภายในรถยนต์ หรือที่เรียกว่าเป็นกระแสไฟฟ้าสำรองให้กับรถยนต์นั่นเอง
ซึ่งการตรวจเช็กแบตเตอรี่แบบง่าย ๆ คือสังเกตความผิดปกติของการสตาร์ตเครื่องยนต์ว่าใช้เวลานานหรือไม่ หรืออาจทำการเช็กที่ตัวก้อนแบตเตอรี่ว่าระดับน้ำกรดอยู่ในระดับที่พอดีหรือไม่ ตัวแบตเตอรี่มีรอยร้าวไหม รวมถึงเช็ดทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่เพื่อป้องกันการระเบิด
ตรวจเช็กรถ แต่รถไม่ไหวแล้ว
นี่คือวิธีการ ตรวจเช็กรถ เบื้องต้นที่ทำได้ด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ ยังไม่ต้องรีบเข้าอู่รถ แต่ถ้ารถยนต์ของคุณเกิดความเสียหายหรือเสื่อมสภาพจนไม่สามารถซ่อมได้ ก็เข้ามาหารถคันใหม่ที่มีสภาพดี ๆ ได้ใน Kaidee Auto เพราะที่นี่มีรถยนต์สภาพดี ราคาคุ้มค่าให้คุณเลือกมากมายแน่นอน
Oct 2, 2020 | บทความยานยนต์
น้ำมันเครื่องมีหน้าที่หล่อลื่นการทำงานของเครื่องยนต์ให้เป็นปกติและยังช่วยรักษาชิ้นสวนภายในเครื่องยนต์ ปกติแล้วน้ำมันเครื่องจะต้องเปลี่ยนทุก 3 – 6 เดือน โดยสามารถอิงจากประเภทน้ำมันเครื่องที่ใช้
เช่น หากเป็นน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ชั้นดีมียี่ห้อก็สามารถเปลี่ยนเมื่อขับถึงระยะ 10,000 – 15,000 กิโลเมตรหรือประมาณ 6 เดือน ถ้าเป็นน้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์หรือน้ำมันเครื่องแบบธรรมดาก็ควรเปลี่ยนทุก 6,000 – 8,000 กิโลเมตรหรือประมาณ 3 – 4 เดือน
แต่หากคุณเป็นคนใช้รถเป็นประจำทุกวันการเปลี่ยนทุก 3 เดือนถือเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุด ส่วนใครที่ไม่มีเวลาไปเปลี่ยนที่ศูนย์บริการหรือกลัวจะถูกต้มเปลี่ยนน้ำมันเก่ามาให้ถ้าไปอู่ซ่อมรถข้างนอก แล้วอยากลองทำด้วยตัวเอง เรามีข้อมูลที่จะช่วยให้คุณลงมือทำเองได้ง่าย ๆ ตามนี้เลย !
3 อย่างที่ต้องรู้สำหรับการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง
รู้จักอุปกรณ์ที่ต้องเตรียมสำหรับการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง
อุปกรณ์ที่ใช้ในการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องมีอยู่ไม่กี่อย่าง เราสามารถหาซื้อตามร้านอุปกรณ์ทั่วไปหรือบางชิ้นก็สามารถใช้สิ่งของที่มีอยู่ในบ้านมาดัดแปลงร่วมด้วยได้ จะมีอะไรบ้างนั้น มาดูกัน
ใช้เมื่อเราจะเทน้ำมันเครื่องใหม่ลงช่องเติมน้ำมันเครื่อง เพื่อความสะดวกในการเทและลดการหกกระเซ็นโดนชิ้นส่วนอื่นของเครื่องยนต์
ประแจบล็อกพร้อมลูกบล็อกเบอร์ 14
ประแจบล็อกที่เราแนะนำคือประแจบล็อกที่มาเป็นชุดจะคุ้มค่าที่สุด เพราะมีลูกบล็อกหลายเบอร์ ทำให้ใช้งานได้หลากหลายอย่างมากขึ้น
แม่แรงยกรถ (มีหรือไม่มีก็ได้)
สำหรับมือใหม่บางคนที่ยังไม่แม่นเรื่องจุดต่างๆ ของเครื่องยนต์ใต้รถ ก็ควรมีแม่แรงยกรถสักตัว เพื่อยกรถในด้านที่เราจะก้มมุดหรือนอนราบเพื่อทำการถ่ายน้ำมันเครื่องเก่าออก แต่สำหรับใครที่ชินหรือแม่นจุดต่างๆใต้รถแล้วก็อาจไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์นี้
ภาชนะรองน้ำมันเครื่องเก่า
น้ำมันเครื่องเก่าที่ถ่ายออกมาคือของเสียอันตรายอย่างหนึ่ง จึงควรเก็บรองน้ำมันเครื่องใส่ภาชนะไว้ก่อนน้ำไปขายหรือทิ้ง เช่นแกลลอนน้ำมันอันเก่า เป็นต้น
น้ำมันเครื่องที่เหมาะกับรถของเรา
อย่างที่รู้กันว่าน้ำมันเครื่องมีความสำคัญกับการทำงานของเครื่องยนต์เป็นอย่างมาก เราจึงควรเลือกน้ำมันเครื่องที่ดีที่สุดและเหมาะกับเครื่องยนต์ของเราที่สุด
ไส้กรองน้ำมันเครื่องชิ้นใหม่
การเปลี่ยนน้ำมันเครื่องถือเป็นโอกาสเหมาะที่จะเปลี่ยนไส้กรองชิ้นใหม่ด้วย ซึ่งสิ่งสำคัญคือเราต้องเลือกใช้ไส้กรองแท้ที่มีคุณภาพ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการกรองสิ่งสกปรกที่ดีที่สุด
รู้จักขั้นตอนการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง
ไม่ว่าจะส่งรถเข้าศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมรถต่างๆ ขั้นตอนการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องก็ไม่แตกต่างกันมากนัก ดังนั้นหากเราอยากเปลี่ยนน้ำมันเครื่องด้วยตัวเองละก็ มาเรียนรู้ขั้นตอนง่ายๆให้เข้าใจก่อน แล้วค่อยลงมือทำกันนะ
จอดรถในพื้นที่โล่งแนวราบเพื่อความสะดวกต่อการก้มหรือนอนราบเพื่อเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเก่า ที่สำคัญอย่าลืมติดเบรกมือไว้ เปิดกระโปรงหน้ารถแล้วเปิดฝาเติมน้ำมันเครื่องค้างไว้ สำหรับใครที่เปลี่ยนเองเป็นครั้งแรกหรือยังไม่ชิน แนะนำให้ใช้แม่แรงยกรถด้านที่สะดวกต่อการก้มหรือนอนราบเพื่อหาจุดถ่ายน้ำมันเครื่อง จอดรอประมาณ 5 – 10 นาที จนกว่าอุณหภูมิเครื่องเริ่มเย็น นำหนังสือพิมพ์หรือผ้าที่ไม่ใช้แล้ววางรองไว้ใต้ท้องรถ มองหาตำแหน่งของรูถ่ายน้ำมันที่ติดกับอ่างน้ำมันเครื่องใต้รถ แล้วนำภาชนะสำหรับรองน้ำมันเก่าไว้ด้านล่างก่อน ใช้ประแจค่อย ๆ หมุนน็อตที่ปิดรูถ่ายน้ำมันออกและรอให้น้ำมันเครื่องเก่าภายในไหลออกมาให้มากที่สุด (ไม่จำเป็นต้องทิ้งไว้ข้ามคืน รอประมาณสิบนาทีหรือจนกว่าน้ำมันที่ไหลออกมาจะเหลือเพียงแค่หยดเล็กน้อย) เมื่อสังเกตว่าน้ำมันเครื่องเก่าออกมาหมดแล้ว จากนั้นขันน็อตรูถ่ายน้ำมันปิดกลับแบบเดิม โดยส่วนมากการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุกครั้ง เรามักจะเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องไปด้วยเลยทีเดียว ดังนั้นก่อนจะเติมน้ำมันเครื่องใหม่เข้าไป สามารถใช้ช่วงนี้เปลี่ยนไส้กรองใหม่ได้ โดยการใช้เครื่องมือถอดกรองถอดไส้กรองน้ำมันเครื่องที่อยู่ใต้รถด้านหน้าหรือบางรุ่นก็สามารถถอดจากด้านบนได้ แกะพลาสติกไส้กรองน้ำมันเครื่องชิ้นใหม่ออก แล้วใช้น้ำมันเครื่องทาบางๆด้านบนที่จะนำไปเชื่อมกับเครื่องยนต์ให้ทั่ว ติดไส้กรองชิ้นใหม่กลับไปให้แน่นพอดีด้วยเครื่องมือถอดกรอง จากนั้นนำกรวยมาวางในช่องเติมน้ำมันเครื่อง แล้วเทน้ำมันเครื่องใหม่เข้าไปตามจำนวนลิตรของขนาดถังในแต่ละรุ่น ปิดฝาช่องเติมน้ำมันครื่องแล้วรอประมาณ 5 นาที ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องขึ้นมา แล้วเช็คระดับน้ำมันว่าอยู่ระหว่างขีด F และ L หรือไม่หากอยู่ในระดับนี้ก็สามารถปิดช่องเติมน้ำมันเครื่องและปิดฝากระโปรงรถ เป็นอันเสร็จสิ้นการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องด้วยตัวเอง
ขั้นตอนเช็คน้ำมันเครื่อง
การเช็คน้ำมันเครื่องเป็นสิ่งที่เราควรทำ ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง รวมถึงในช่วงระหว่างการใช้งานรถยนต์ วันไหนหากมีเวลามากหน่อยก็เช็คสักนิด ถือเป็นการรักษาเครื่องยนต์เราไปในตัวด้วย
สตาร์ทรถไว้สักครู่เพื่อเป็นการอุ่นน้ำมันเครื่องให้มีการหล่อลื่นและทำให้น้ำมันไม่เหนียวข้นจนเกินไป สตาร์ททิ้งไว้ไม่นานก็ดับเครื่องยนต์และรอสักพักให้อุณหภูมิในเครื่องเย็นลงเพื่อลดอันตรายจากความร้อนของชิ้นส่วนในเครื่องยนต์ ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออกมา แล้วทำการเช็ดก้านที่เลอะน้ำมันออกก่อนจากนั้นสอดก้านวัดน้ำมันกลับเข้าไปอีกครั้งแล้วดึงออกมา สังเกตระดับน้ำมันเครื่องที่อยู่ตรงก้าน ระดับที่เหมาะสมคือต้องอยู่ระหว่างขีด L และ F ถ้าต่ำกว่าขีด L ให้ค่อย ๆ เติมน้ำมันเครื่องชนิดเดียวกันเข้าไปทีละน้อย แล้วจึงวัดใหม่อีกครั้ง หากสีของน้ำมันเครื่องที่ติดกับก้านนั้นเป็นสีดำเข้มต่างจากตอนเปลี่ยนน้ำมันเครื่องใหม่ๆนั่นแสดงว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องแล้ว
สรุป
ปกติแล้วเมื่อเราพูดถึงการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ก็คงคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องส่งรถเข้าศูนย์เข้าอู่เพียงอย่างเดียว แต่ตามจริงแล้ววิธีเปลี่ยนน้ำมันเครื่องนั้นแสนง่าย ไม่ยุ่งยาก แต่สิ่งที่เราต้องควรระวังก็มีหลายจุด เช่น ความร้อนจากตัวเครื่องยนต์อาจทำให้มือหรือแขนเราพองได้ถ้าไปสัมผัสโดน ต้องจอดรอให้เครื่องคลายความร้อนออกก่อน เป็นต้น
เพราะฉะนั้นหากจะลงมือทำเองควรทำความเข้าใจวิธีทำให้ดีและรู้จักจุดต่างๆของรถยนต์เสียก่อน ซึ่งหากคุณสามารถทำได้สำเร็จ การดูแลรถยนต์สุดรักของคุณก็ถือเป็นเรื่องง่าย และรถที่ถูกดูแลมาอย่างดีทั้งภายนอกและภายในตัวเครื่องยนต์ก็จะช่วยให้ได้ราคาที่ดียิ่งขึ้นในเวลาส่งต่อเป็นรถมือสอง
หากกำลังหาที่ลงขายรถของคุณอยู่ล่ะก็ ที่ RodKaidee ของเรามีหมวดรถยนต์โดยเฉพาะ ที่ให้ความสะดวกทั้งผู้ซื้อและผู้ส่งต่อ ลองคลิ้กเข้ามาชมดูก่อนเลย !