วิธีเลือกฉนวนกันความร้อน ติดแบบไหนดีที่สุด

วิธีเลือกฉนวนกันความร้อน ติดแบบไหนดีที่สุด

“อยู่เย็น เป็นสุข” วลีหลักเวลาอวยพรให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในบ้าน แต่จะเรา “อยู่เย็น” หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับบ้านของเราว่าการมีการติดตั้งวัสดุกันความร้อนหรือไม่ ซึ่งส่วนมากจะอยู่บ้านแบบร้อนๆเสียส่วนใหญ่

ความร้อนอบอ้าวที่อยู่ภายในบ้านของเรานั้น ปกติแล้วมีสาเหตุอยู่ไม่กี่อย่างคือวัสดุที่ใช้ในการสร้างบ้านไม่มีคุณสมบัติบัติป้องกันความร้อน หรือตัวบ้านไม่มีช่องทางให้ลมระบายเข้า-ออกได้ จึงทำให้ความร้อนสะสมอยู่ภายในบ้าน 

โดยปกติแล้ววิธีแก้ไข คือ การติดตั้งฉนวนกันความร้อนก่อน แล้วจึงสังเกตว่ามีช่องทางระบายอากาศเช่นหน้าต่างหรือไม่ ซึ่งส่วนมากนั้นการออกแบบของบ้านจะมีช่องทางให้ลมระบายเข้าออกภายในตัวบ้านได้อยู่แล้ว แต่การติดตั้งฉนวนกันความร้อนก็จะมีให้เลือกติดตั้งตั้งแต่ตอนสร้างบ้าน หากไม่มีก็สามารถเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญมาติดตั้งได้ ซึ่งต้องเลือกประเภทให้ถูกต้องและเหมาะกับตัวบ้านรวมถึงผู้อยู่อาศัยด้วย

อะไรคือฉนวนกันความร้อน?

ฉนวนกันความร้อนเป็นวัสดุที่ติดตั้งเพื่อช่วยลดหรือสะท้อนความร้อนจากภายนอกที่เข้าสู่ภายในบ้าน ทำให้อุณหภูมิในบ้านลดลง โดยคุณสมบัตินี้จะขึ้นอยู่กับประเภทของฉนวนแต่ละชนิดด้วย ซึ่งฉนวนบางชนิดก็มีคุณสมบัติเพิ่มเติมนอกจากกันความร้อน เช่น ช่วยกั้นเสียงที่จะเข้ามาภายในตัวบ้านได้

8 ประเภทของฉนวนกันความร้อน มีอะไรบ้างนะ?

1. ฉนวนแบบอลูมิเนียมฟอยล์

เป็นฉนวนกันความร้อนแบบแผ่น ตัวฉนวนมีความเหนียว ไม่ขาดง่ายและไม่ลามไฟ ด้วยความบางของตัวฉนวนแบบอลูมิเนียมฟอยล์ทำให้คุณสมบัติการกันความร้อนค่อนข้างน้อย แต่จะเน้นที่การสะท้อนความร้อนออกเป็นหลัก ซึ่งสามารถสะท้อนความร้อนได้มากกว่า 90% ขึ้นไป 

การติดตั้งก็สามารถทำได้ง่ายไม่ยุ่งยาก โดยส่วนมากจะติดตั้งใต้หลังคาและที่สำคัญคือจะต้องเว้นช่องว่างระหว่างตัวฉนวนกับเพดานประมาณ 1 นิ้วขึ้นไป ซึ่งฉนวนประเภทนี้สามารถติดตั้งร่วมกับฉนวนแบบอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกันความร้อนได้

2. ฉนวนแบบโฟม

ฉนวนแบบโฟมสามารถกันความร้อนได้ดี เนื่องจากตัวโฟมที่นำมาใช้ทำฉนวนนั้นเป็นแบบเซลล์ปิดที่มีมีความหนาแน่นมาก ทำให้ฉนวนประเภทสามารถกันได้ทั้งความร้อนและยังช่วยกันเสียงได้อีกด้วย จึงมักถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมหรือห้องที่ต้องการเก็บความเย็น 

ฉนวนแบบโฟมมี 2 ประเภท คือ

โฟมโพลียูริเทน (PU)

เป็นฉนวนกันความร้อนแบบฉีดพ่น ตัวโฟมมีคุณสมบัติกันความร้อนได้มากถึง 97 % ด้วยอนุภาคของเนื้อโฟมที่มีความหนาแน่นมากจึงสามารถช่วยกันเสียงได้ดีในระดับหนึ่งอีกด้วย โดยโฟมโพลียูริเทนจะพ่นติดกับวัสดุเช่นฝ้า เพดาน หลังคาเมทัล ชีทหรือผนัง ซึ่งอาจต้องให้ช่างผู้เชี่ยวชาญทำการฉีดพ่นเนื่องจากต้องมีการวัดระยะและปริมาณการพ่นเพื่อให้ได้ความหนาของตัวโฟมตามที่ต้องการ 

จุดที่ต้องคำนึงถึงของฉนวนแบบโฟมโพลียูริเทนนั้นคือฉนวนมีโอกาสเปลี่ยนรูปได้หากเจออุณหภูมิที่สูงมากเกินไป เนื่องจากตัวฉนวนมีจุดหลมเหลวที่ต่ำ และเมื่อถึงจุดนั้นแล้วจะเกิดควันดำและปล่อยสารที่เป็นพิษกับคนได้

โฟมโพลีเอทิลีน (PE)

โดยทั่วไปแล้ว โฟมโพลีเอทิลีนจะถูกนำมาทำเป็นฉนวนกันความร้อนแบบแผ่นที่เคลือบด้วยอลูมิเนียมฟอยล์ มักจะติดเข้ากับใต้แผ่นหลังคาเมทัลชีท ซึ่งคุณสมบัติการกันความร้อนก็เหมือนกับโฟมแบบ PU นั่นคือ 97% และยังช่วยกันเสียงเช่นเสียงฝนที่ตกลงมาโดนหลังคได้ในระดับนึงด้วย 

3. ฉนวนใยแก้ว (Fiberglass)

ฉนวนกันความร้อนที่มีทั้งแบบแผ่นและม้วน ซึ่งจะแบ่งเป็นฉนวนแบบเคลือบด้วยอลูมิเนียมฟอยล์และแบบฉนวนใยแก้วเปล่าๆ ตัวใยแก้วมีคุณสมบัติทั้งกันความร้อนได้มากถึง 90% และสามารถดูดซับเสียงเสียงได้ ตัวฉนวนมีหลากหลายความหนาตั้งแต่ 1 นิ้วไปจนถึง 3 นิ้ว ซึ่งฉนวนใยแก้วสามารถติดตั้งที่ผนัง หลังคาคอนกรีต หลังคากระเบื้องและฝ้าเพดาน ส่วนมากมักจะถูกติดตั้งตามห้างสรรพสินค้า โรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงอาคารบ้านเรือนทั่วไปด้วยเช่นกัน 

เราอาจเคยได้ยินว่าฉนวนใยแก้วเป็นอันตรายต่อสุขภาพเมื่อสูดดมเข้าสู่ร่างกายหรือเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ซึ่งตามจริงแล้วนั้นใยแก้วไม่มีอันตรายมากมายขนาดนั้น แต่หากสูดดมเข้าไปอาจเกิดอาการระคายเคืองที่จมูกและหากสัมผัสโดนมากๆก็อาจเกิดอาการคันได้ เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดเราควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญมาติดตั้งฉนวนใยแก้วให้เรา 

4. ฉนวนใยหินร็อควูล (RockWool)

ฉนวนกันความร้อนที่มีทั้งแบบแผ่นและม้วน สามารถกันความร้อนได้ดี มักนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมที่เน้นด้านการกันความร้อนหรือป้องกันเรื่องอัคคีภัยเป็นหลัก เพราะสามารถกันความร้อนได้ในอุณหภูมิสูงได้ถึง 600 – 800 องศาเซลเซียส ซึ่งฉนวนรูปแบบนี้ไม่เหมาะสำหรับการป้องกันความเย็นหรือห้องที่มีความชื้นมากๆ 

ตามข่าวที่เคยมีประกาศว่าใยหินนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคน แท้จริงแล้วสิ่งที่เป็นอันตรายคือแร่ใยหินที่ถูกนำมาใช้ในการกันความร้อนในยุคแรก แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาใยหินร็อควูลที่ผลิตจากหินธรรมชาติ และสามารถป้องกันทั้งความร้อนและเสียงได้

5. ฉนวนแบบเซลลูโลส (Cellulose)

ฉนวนกันความร้อนที่สามารถกันความร้อนได้มากกว่า 90% และมีจุดเด่นในเรื่องดูดซับเสียงที่มีความถี่สูงได้มากถึง 75% ตัวฉนวนผลิตจากไม้หรือกระดาษที่ถูกนำมารีไซเคิล ดังนั้นจึงหายห่วงเรื่องความปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเมื่อนำมาใช้งาน

จุดสังเกตคือตัวฉนวนเซลลูโลสจะไม่กันความชื้น ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับสถานที่ที่มีความชื้นสูง เพราะจะทำให้ความหนาแน่นของตัวฉนวนยุบตัวลง ทำให้ประสิทธิภาพในการกันความร้อนลดลงด้วย

6. ฉนวนแบบแคลเซียมซิลิเกต (Calcium Silicate)

เป็นฉนวนกันความร้อนที่มีทั้งแบบแผ่นและแบบหุ้มท่อที่สามารถกันความร้อนได้สูง ตั้งแต่ 600 องศาถึง 1,000 องศาเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังสามารถกันความชื้น ไม่ติดไฟและมีความแข็งแรงทนทาน จึงมักจะนำฉนวนแบบแคลเซียมซิลิเกตนี้มาใช้ในโรงงานที่มีเตาเผาหรือเตาหลอมที่มีอุณหภูมิสูงมากๆ เพื่อกั้นความร้อนจากเตาเผาต่างๆไม่ให้ออกไปสู่จุดอื่น 

7.  ฉนวนแบบเซรามิคโค้ตติ้ง (Ceramic Coating)

ฉนวนกันความร้อนแบบพ่นที่เน้นการสะท้อนความร้อนจากแสงอาทิตย์ออกจากตัวอาคารบ้านเรือนเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติทนต่อสภาพอากาศและสารเคมีต่างๆอีกด้วย ตัวเซรามิคโค้ตติ้งไม่ติดไฟ เมื่อพ่นแล้วยังสามารถช่วยยืดอายุการใช้งานของหลังคาและป้องกันการรั่วเวลาฝนตกได้อีกด้วย ดังนั้นฉนวนประเภทนี้มักจะนำมาพ่นที่หลังคาชนิดต่างๆ เพื่อสะท้อนความร้อนและทำให้ตัวบ้านหรืออาคารภายในมีอุณหภูมิที่ลดลง

8. ฉนวนเวอร์มิคูไลท์ (Vermiculite)

ฉนวนที่มีส่วนผสมของเวอร์มิคูไลท์ที่ทำจากแร่ไมก้าเป็นหลัก ฉนวนประเภทนี้สามารถหลอมเป็นรูปร่างต่างๆได้ ซึ่งเวอร์มิคูไลท์สามารถนำไปหลอมรวมกับส่วนผสมต่างๆเพื่อให้เกิดการกันความร้อนที่มากขึ้นได้ เช่น นำไปหล่อรวมกับปูนซีเมนต์และทราย จนกลายเป็นคอนกรีตเวอร์มิคูไลท์ที่สามารถกันความร้อนได้ดีกวาคอนกรีตทั่วไปมาก

ฉนวนกันความร้อนประเภทไหนดีที่สุดกันล่ะ?

ในท้องตลาดมีฉนวนกันความร้อนอยู่หลากหลายชนิด ทุกประเภทต่างมีคณสมบัติใกล้เคียงกัน นั่นคือการกันความร้อน แต่จะเลือกอย่างไรให้เหมาะกับเราที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้

2 ปัจจัยในการเลือกฉนวนกันความร้อน

  1. ติดตั้งที่ไหน?

ฉนวนกันความร้อนแต่ละชนิดแม้สามารถกันความร้อนได้เหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างในด้านการป้องกันความร้อน คือการป้องกันด้วยการสะท้อนความร้อนออกหรือการกันไม่ให้ความร้อนซึมเข้าสู่ตัวบ้าน นอกจากนี้รูปแบบของตัวฉนวนก็มีความแตกต่างด้านรูปร่างเช่นกัน บางชนิดเป็นแบบพ่นและบางชนิดเป็นแบบแผ่นหรือม้วน ซึ่งจะทำให้การติดตั้งแตกต่างกันไปอีก 

ดังนั้นหากคุณต้องการฉนวนกันความร้อนที่ติดตั้งสำหรับบ้านของคุณแบบง่ายๆ ก็สามารถใช้ฉนวนกันความร้อนแบบพ่นที่สามารถพ่นที่หลังคาไม่ว่าจะด้านหน้าหรือด้านหลัง เช่น ฉนวนกันความร้อนแบบเซรามิคโค้ตติ้งที่สามารถพ่นลงบนหลังคาได้ ซึ่งสามารถสะท้อนความร้อนออกได้มากกว่า 90 % และยังปกป้องหลังคาจากการรั่วซึมเมื่อฝนตกได้อีกด้วย 

แต่หากบ้านของคุณไม่มีฉนวนกันความร้อนติดตั้งอยู่ตั้งแต่ตอนสร้างล่ะก็ ฉนวนกันความร้อนแบบแผ่นหรือม้วนก็ถือเป็นฉนวนที่ควรติดตั้งอยู่ใต้หลังคาหรือบนเพดานโดยมีระยะห่างที่เหมาะสมประมาณ 1 นิ้วขึ้นไป เพื่อให้อุณหภูมิภายในบ้านเย็นขึ้น ซึ่งวิธีและขั้นตอนก็อาจเพิ่มขึ้นกว่าการใช้ฉนวนแบบพ่น

สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ สามารถเลือกใช้ฉนวนความร้อนตามห้องที่ต้องการกันความร้อน เช่น ถ้าเป็นโรงงานที่มีเตาเผาหรือเตาหลอม อยากจะกันความร้อนในห้องนี้ไม่ให้ไปสู่ห้องอื่นๆก็สามารถใช้ฉนวนแบบแคลเซียมซิลิเกตที่สามารถทนความร้อนที่อุณหภูมิสูงได้ถึง 1,000 องศา (แต่ต้องเลือกใช้รุ่นที่สามารถกันความร้อนได้ถึงด้วยนะ) 

  1. ติดตั้งเพื่ออะไร?

เนื่องจากฉนวนกันความร้อนบางประเภทนอกจากจะสามารถกันความร้อนได้แล้วยังสามารถดูซับเสียงได้ด้วย ซึ่งแม้ว่าจะทำได้ดีไม่เท่ากำแพงหรือฝ่าเพดานที่สร้างขึ้นสำหรับกันเสียงโดยเฉพาะ แต่ก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้จากการติดตั้งฉนวนกันความร้อน เช่น ฉนวนแบบเซลลูโลสที่สามารถกันเสียงที่มีความถี่สูงได้มากถึง 75 % 

หากโรงงานต้องการฉนวนกันความร้อนที่ป้องกันความร้อนภายนอกและรักษาอุณหภูมิภายในเพื่อสร้างห้องเย็นนั้น สามารถเลือกใช้ฉนวนโพลียูริเทนแบบสำเร็จรูป หรือตามท้องตลาดเรียกว่า Sandwich Panel เพราะตัวโฟมที่มีความหนาแน่นแบบเซลล์ปิด ทำให้ความร้อนไม่สามารถเข้าสู่ภายใน และความเย็นก็จะไม่ออกสู่ภายนอก จึงเหมาะสำหรับนำมาติดตั้งภายในห้องเย็นมาก

ค่า R และค่า K ของฉนวนกันความร้อนคืออะไร?

เราจะเห็นได้ว่าเมื่อเข้าดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ของตัวฉนวนแต่ละชนิด จะมีค่า R และ K บอกอยู่เสมอ ค่าเหล่านี้มีความสำคัญมากแค่ไหนและตัวเลขมากน้อยนั้นมีผลอย่างไร มาดูกัน

ค่า R หรือ Resistivity

ค่า R คือค่าความต้านทานความร้อนของตัวฉนวนชนิดนั้น โดยมีหน่วยเป็น m2K/W ซึ่งยิ่งค่านี้สูงเท่าไหร่ก็จะยิ่งกันความร้อนได้ดีมากขึ้น ดังนั้นเลือกฉนวนที่มีค่า R สูงไว้ก่อนนะ 

ค่า K หรือ Conductivity

ค่า K คือค่าการนำความร้อน ที่บอกถึงคุณสมบัติการนำความร้อนของฉนวนชนิดนั้นว่านำความร้อนมากน้อยแค่ไหน ซึ่งถ้าค่า K ต่ำ การนำความร้อนก็จะน้อย ความร้อนที่เข้าสู่ตัวฉนวนไปยังภายในบ้านก็จะน้อยลง ดังนั้นยิ่งค่า K ต่ำก็ยิ่งดีนะ 

สรุป

ฉนวนกันความร้อนในปัจจุบันมีคุณสมบัติและประสิทธิภาพในการกันความร้อนที่ดีถึง 90 % ขึ้นไปแทบจะทุกประเภท ซึ่งการเลือกใช้ฉนวนกันความร้อนให้ตรงกับความต้องการก็ไม่ใช่เรื่องยาก หากเรารู้จุดประสงค์และสถานที่ รวมถึงเข้าใจค่าการต้านทานความร้อนและค่าการนำความร้อนที่มีบอกไว้ที่ในข้อมูลผลิตภัณฑ์ และเมื่อตัดสินใจได้ก็ควรเรียกช่างที่เชี่ยวชาญในการติดตั้งฉนวนกันความร้อนโดยเฉพาะ เพื่อผลลัพธ์สุดท้าย คือการ “อยู่เย็น” เป็นสุขที่บ้านของคุณ

สัญญาณเตือน!! บ้านทรุดอาการเป็นยังไง

สัญญาณเตือน!! บ้านทรุดอาการเป็นยังไง

ทุกคนที่มีบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ อาจจะไม่รู้ก็ได้ว่าบ้านของตัวเองมีอาการทรุดแล้วหรือยัง แต่รู้สึกได้ว่าบ้านนั้นมีสิ่งที่ผิดแปลกไปจากตอนแรกที่ซื้อบ้านมา ทำให้เราต้องมานั่งปวดหัวอยู่เสมอๆ ว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร มีสาเหตุมาจากอะไรและมีวิธีแก้ไขอย่างไรได้บ้าง วันนี้เดี๋ยวจะมารู้ไปพร้อมๆกัน

บ้านทรุดคืออะไร?

บ้านทรุดเป็นหนึ่งในอาการยอดนิยม ที่ใครซื้อบ้านนั้นจะต้องเจอ ไม่ว่าจะเร็วหรือจะช้าก็ตาม ซึ่งบ้านบ้านทรุดคืออะไร… บ้านทรุดคือที่ดินที่เป็นพื้นรองรับน้ำหนักของตัวบ้านนั้น รับน้ำหนักมาเป็นเวลานาน หรือตัวบ้านมีน้ำหนักที่มากเกินกว่าที่พื้นดินจะรับได้ไหว ทำให้ดินนั้นเกิดการทรุดตัวลงไปเรื่อยๆ จะเป็นปัญหาที่ส่งต่อมาถึงตัวบ้าน ทำให้บ้านเกิดการชำรุดและเสียหายได้ ในระยะยาวนั้นอาจทำให้บ้านนั้นพังและแก้ไขได้ยากจนอาจไม่มีวิธีแก้ไขเลยก็เป็นได้ หากบ้านไหนที่พบปัญหาหรือมีอาการตามที่กำลังจะบอกต่อจากนี้แล้วล่ะก็ เตรียมรับมือกับการซ่อมแซมไว้ได้เลย!!

อาการของบ้านทรุด

บ้านทรุดนั้นมีสาเหตุได้จากหลายหลายอย่าง แต่ส่วนใหญ่นั้นมักเป็นผลมาจากการวางเสาเข็มของบ้านและพื้นดินที่ใช้ในการปูพื้นเพื่อที่จะรองรับน้ำหนักของบ้านได้ไม่เพียงพอ โดยเหตุผลเหล่านี้จะแสดงอาการอย่างเห็นได้ชัดที่ตัวบ้านของเราได้ ดังนี้

  • เกิดรอยร้ายบนผนังบ้าน
  • พื้นภายนอกของบ้านมีการแยกตัว
  • รั้วบ้านแยกออกจากกัน
  • ผนังบ้านเริ่มแยกออกจากตัวบ้าน
  • พื้นดินนอกบ้านยุบเป็นโพรง
  • พื้นบ้านเริ่มเอียง

วิธีแก้ไขและรับมือ

การแก้ไขบ้านทรุดนั้นมีได้หลากหลายวิธี แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพและอาการที่เกิดขึ้นกับตัวบ้าน ดังนั้นต้องสังเกตและรับมืออย่างถูกต้องด้วยวิธีเหล่านี้!!

1. ปรับพื้นโดยฉีดสารโพลียูรีเทน

การปรับพื้นโดยการฉีดสารโพลียูรีเทนนั้นจะทำก็ต่อเมื่อพื้นดินรอบๆตัวบ้านนั้นเกิดเป็นรูโพรงขึ้น ซึ่งเป็นเป็นอาการที่ไม่ใหญ่มากนัก หากบ้านเริ่มมีอาการนี้แล้ว การแก้ไขด้วยวิธีนี้จะเป็นการนำสารนี้มาเติมเต็มพื้นดินที่เป็นโพรงลงไปได้

2. ฝังเสาเข็มไมโครไพล์

ด้วยความที่เสาเข็มที่เราลงหลักปักฐานให้กับตัวบ้านนั้นอาจจะสั้นเกินไป ลงเสาเข็มได้ไม่ลึกพอ หรืออาจจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนสร้างบ้านเลยก็เป็นได้ การฝังเสาเข็มไมโครไพล์นั้นจะเป็นเสาเข็มตัวเล็กๆ ที่มีหน้าที่แทนเสาเข็มหลักช่วยเพิ่มความเข็งแรงในการรับน้ำหนักของตัวบ้านได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

3. ปรึกษาวิศวกรโครงสร้าง

หากพบปัญหาเกือบทุกอย่างที่ได้บอกไปก่อนหน้าแล้วนั้น นั่นแสดงว่าคุณกำลังพบปัญหาที่หนักหน่วงเอามากๆกับบ้านของคุณ ดังนั้นสิ่งที่คุณสามารถทำได้คือการหาผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้อย่าง “วิศวกรโครงสร้าง” ซึ่งถ้าหากคุณอยากประหยัดเงินในกระเป๋าของคุณแล้วล่ะก็ สามารถติดต่อ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยจะมีการให้บริการด้านการปรึกษาเรื่องบ้านทุกๆวันเสาร์สุดท้ายของแต่ละเดือน ตั้งแต่เวลา 13.00-17.00 น. ฟรี!! หรือหากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม ติดต่อ โทร. 02-184-4600-9

4. ซื้อบ้านใหม่!!

หนทางสุดท้ายแล้วจริงๆ หากไม่อยากแก้ไขใดๆ การใช้เงินแก้ปัญหาก็เป็นทางออกสุดท้ายที่จะสามารถทำได้ การซื้อบ้านใหม่นั้นก็ลดความเสี่ยงในการเกิดอาการบ้านทรุดไปได้ เรียกได้ว่าแทบไม่มีความเสี่ยง แต่หากเกิดปัญหาขึ้นจริงๆ ก็ยังสามารถฟ้องร้องเจ้าของหมู่บ้านหรือนิติบุคคลของที่นั้นๆได้

หารใครที่พบปัญหาบ้านทรุดอยู่กับบ้านของตัวเองแล้วล่ะก็ ลองแก้ไขตามวิธีที่บอกไว้ได้เลย แต่ถ้าหากรู้สึกว่าการแก้ปัญหาดูยุ่งยากเกินไป ก็สามารถเข้ามาดูบ้าน คอนโด สภาพดีๆ ราคาที่เหมาะสมกับคุณได้เลยที่ Kaidee Property

8 อย่างต้องทำก่อนต่อเติมบ้าน

8 อย่างต้องทำก่อนต่อเติมบ้าน

อยู่บ้านมานานหลายปี บางคนก็เริ่มมีความรู้สึกอยากต่อเติมขึ้นมา เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศภายในบ้านให้ไม่น่าเบื่อ ให้รู้สึกเหมือนได้บ้านใหม่ ซึ่งบางคนก็ต่อเติมบ้านเพื่อเพิ่มหรือปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยให้สะดวกสบายมากขึ้น 

แต่การต่อเติมบ้านนั้นมีสิ่งที่ต้องเตรียมหลายอย่าง ทั้งสิ่งของ เอกสารและอีกมากมาย ดังนั้นอย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่จะเริ่มต่อเติมบ้านกันล่ะ

ทุกบ้านสามารถต่อเติมได้เหมือนกันจริงไหม?

ตามหลักแล้วเราสามารถต่อเติมที่อยู่อาศัยของเราได้ แต่จะต้องทำเรื่องใดไหมก็ขึ้นอยู่กับการต่อเติมของเราว่าเป็นแบบไหน ใช้พื้นที่ขนาดเท่าไรหรือมีเสียงดังไหม เราต้องตรวจดูให้ดี และหากต้องทำเรื่องยื่นเอกสาร ก็ต้องทำให้เรียบร้อยก่อนจะเริ่มต่อเติม ไม่เช่นนั้นจะเป็นการผิดกฏหมายได้ 

8 อย่างที่ต้องทำก่อนต่อเติมบ้าน

เมื่อเริ่มมีความคิดอยากต่อเติมบ้าน ควรเตรียมตัวและเตรียมสิ่งต่างๆให้พร้อมก่อน เพราะการต่อเติมนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ การทำโดยไม่วางแผนและเตรียมตัวให้ดีก็อาจทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมาได้ ดังนั้นมารู้ 10 สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนต่อเติมบ้านกัน ตามนี้เลย

1.วางแผนสิ่งที่ต้องการทำ

สิ่งแรกที่ต้องทำแน่นอนคือการวางแผน โดยการเขียนออกมาลงบนกระดาษหรือไอแพด ทั้งจุดประสงค์ของการต่อเติมว่าทำเพื่ออะไร เพื่อความต้องการส่วนตัวหรือเพื่อการซ่อมแซม เพราะทั้งสองจุดประสงค์นี้จะใช้ทั้งงบประมาณและการออกแบบที่ต่างกัน เช่นการออกแบบสำหรับการต่อเติมเพื่อซ่อมแซมก็จะเน้นการแก้ไขจุดที่เสียหายเป็นหลัก งบประมาณต่างๆก็จะแตกต่างกันไปตามจุด 

2.ตรวจดูพื้นที่

เมื่อวางแผน และรู้จุดประสงค์การต่อเติมบ้านครั้งนี้แล้ว ให้เริ่มตรวจดูพื้นที่ของเราก่อน เช่น หากเราต้องการต่อเติมในส่วนห้องครัวให้ดูพื้นที่ว่าเราสามารถต่อเติมหรือดัดแปลงได้มากแค่ไหน หรือหากเป็นห้องน้ำ ให้ตรวจดูท่อน้ำต่างๆว่าวางไว้จุดใด และเปลี่ยนแปลงได้มากแค่ไหน 

แต่ไม่ว่าจะจุดไหนของบ้านก็ต้องสังเกตเรื่องสายไฟต่างๆ ให้ดี เพราะแน่นอนว่าสายไฟจะอยู่ภายในบ้านทุกห้องแน่นอน การต่อเติมอาจต้องระมัดระวังเรื่องไฟฟ้าให้ดีเช่นกัน แต่จะมีจุดที่แตกต่างและมีรายละเอียดมากกว่าจุดอื่นจุดหนึ่ง นั่นคือบริเวณด้านนอกบ้าน หากเราจะต่อเติมอะไรที่ใช้พื้นที่เพิ่มขึ้น ต้องตรวจดูให้ดีว่าเราสามารถทำได้หรือไม่ 

3.ตั้งงบประมาณ

การต่อเติมบ้านหนึ่งครั้ง แน่นอนว่าต้องใช้เงินมากจำนวนหนึ่ง ขึ้นอยู่กับความต้องการ ขนาด รูปแบบ และคุณภาพของอุปกรณ์ที่นำมาใช้ หากเราไม่ได้เน้นการออกแบบที่ยิ่งใหญ่หรือเน้นงานอาร์ตสีสันสวยงาม ก็อาจประหยัดงบประมาณไปได้ระดับหนึ่ง แต่งบประมาณที่จะใช้กับเรื่องวัตถุดิบและอุปกรณ์ที่ใช้ต่อเติมนั้น ควรจะใช้คุณภาพที่ดีที่สุด เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีเช่นกัน 

4.ปรึกษาสถาปนิกหรือช่างซ่อมบ้าน

การต่อเติมบ้านที่ดีนั้นเราควรวางแผนและออกแบบด้วยตัวเองก็จริง แต่การมีช่างหรือสถาปนิกที่ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะบ้านของบางคนมีอายุนานหลายปีแล้ว โครงสร้างบ้านหรือส่วนต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหากบ้านที่เก่ามากๆและต้องการต่อเติมที่ค่อนข้างมากก็ไม่ควรทำด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้บ้านเสียหายลุกลามได้ 

แต่สิ่งที่ตามมาสำหรับการปรึกษาสถาปนิกหรือช่างก็อาจต้องใช้งบประมาณมากขึ้นหน่อย วิธีที่ดีที่สุดคือเราออกแบบคร่าวๆไปก่อนแล้วลองปรึกษาช่าง ว่าสามารถทำได้หรือไม่หรือต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบอย่างไร   

5.หาช่างรับเหมา

หากการต่อเติมที่เราต้องการเป็นการต่อเติมใหญ่ที่ใช้วิธีการและเวลาที่เยอะ ควรหาช่างรับเหมาที่จะช่วยต่อเติมบ้านให้เรา เลือกใช้ช่างรับเหมาที่มีคุณภาพ โดยการเลือกช่างนั้นควรพูดคุยและปรึกษาคร่าวๆก่อน และดูว่าเขาเข้าใจสิ่งที่เราต้องการหรือไม่ หรือความสามารถและทีมงานของเขาเป็นอย่างไร 

เพราะปัญหาบ้านต่างๆที่เกิดขึ้นส่วนมากมักมาจากการพูดคุยกับผู้รับเหมาไม่เข้าใจ หรือผู้รับเหมาไม่ได้คุณภาพ ต่อเติมบ้านออกมาไม่ได้คุณภาพต้องมาแก้ไขใหม่ ดังนั้นควรเลือกให้ดี 

6.จัดเก็บบ้านให้พร้อม

เมื่อมีแผนการที่แน่นอนและทำการตกลงกับผู้รับเหมาเรียบร้อยแล้ว ควรนัดวันให้ดีและเริ่มจัดบ้านให้พร้อม สิ่งของต่างๆในบริเวณที่ต้องการต่อเติมควรย้ายออกให้หมด เพื่อความสะดวกในการทำงานของช่าง เพราะแน่นอนว่าจะต้องมีฝุ่นและมีความสกปรกเกิดขึ้นอย่างแน่นอน หากขนย้ายสิ่งของให้เรียบร้อยการทำความสะอาดก็จะง่ายตามไปด้วย

7.ขออนุญาต

หลายคนอาจมีคำถามว่าการต่อเติมบ้านต้องขออนุญาตไหม ตามจริงแล้วการต่อเติมนั้นจะต้องขออนุญาตก็ต่อเมื่อการต่อเติมของเราจะไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของตัวบ้าน ไม่ว่าจะเพิ่มหรือลดขนาดพื้นที่หลังคา จำนวนชั้น หรือดัดแปลงโครงสร้างของบ้าน ก็ควรทำเอกสารขออนุญาตกับหน่วยงานท้องที่เสมอ

แต่หากการต่อเติมมีการเพิ่มหรือลดขนาดไม่เกิน 5 ตารางเมตร หรือไม่ได้เปลี่ยนแปลง ดัดแปลงโครงสร้างของตัวบ้านก็สามารถต่อเติมได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ดังนั้นควรตรวจดูและศึกษาให้ดีเสมอก่อนทำการต่อเติมบ้าน

8.บอกเพื่อนบ้านก่อน

เมื่อเตรียมตัวทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรแจ้งให้เพื่อนบ้านรู้ก่อนถึงวันต่อเติม เพราะเสียงดังจากการทำงาน หรือการใช้พื้นที่ขนส่งหรือจัดวางสิ่งของอุปกรณ์ต่างๆอาจทำให้เพื่อนบ้านรู้สึกไม่ดีได้หากไม่มีการพูดคุยเพื่อบอกกล่าวหรือตกลงกับให้เรียบร้อย เพื่อบ้านที่ต่อเติมใหม่เราจะได้อยู่อย่างมีความสุขแทนที่จะต้องมาผิดใจกับเพื่อนบ้าน 

สรุป

การต่อเติมบ้านเป็นเรื่องที่ดี เพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เปลี่ยนให้บ้านน่าอยู่มากยิ่งขึ้น และบางครั้งอาจเป็นการลบสิ่งไม่ดีที่เหลือทิ้งไว้กับบ้านรูปแบบเดิมๆ ดังนั้นหากคุณเริ่มมีความคิดในการต่อเติมบ้านล่ะก็ อย่ารอช้า ทำจินตนาการและความสร้างสรรค์ของคุณให้เป็นจริง เพื่อการเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่ดีขึ้น 

หากใครมองหาบ้านดีๆอยู่ ก็แวะมาดูที่ Kaidee ได้นะ เรามีทั้งบ้านและคอนโด พร้อมโปรดีๆมากมายเลยล่ะ