5 จุดกางเต็นท์ในไทยใกล้กรุงเทพ เที่ยวสบายไม่ต้องง้อวันลา

5 จุดกางเต็นท์ในไทยใกล้กรุงเทพ เที่ยวสบายไม่ต้องง้อวันลา

ปัจจุบันกระแสการแคมป์ปิ้งในบ้านเราถือว่าได้รับความนิยมกันเป็นอย่างมาก ด้วยสถานการณ์โควิด 19 ที่ระบาดไปทั่วโลกจนไม่สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศได้ บางคนจึงอาจเปลี่ยนรูปแบบการท่องเที่ยวไปจากเดิม บ้างก็เดินเขา หรือดำน้ำ และการแคมป์ปิ้งก็คืออีกหนึ่งกิจกรรมที่เชื่อว่าใครหลายคนอาจเป็นมือใหม่เลยก็ว่าได้

สำหรับมือใหม่หัดแคมป์ปิ้งควรจะศึกษาวิธีกางเต็นท์ และอุปกรณ์ต่างๆ สักพักใหญ่ เนื่องจากมีอุปกรณ์หลายอย่างที่จำเป็นต่อการแคมป์ปิ้ง ตลอดไปจนถึงควรศึกษาและสังเกตพื้นที่โดยรอบก่อนที่เราจะทำการกางเต็นท์ว่าทิศทางลมไปทางไหน เก็บกวาดกิ่งไม้ ก้อนหิน เนื่องจากอาจทำให้เต็นท์ขาดชำรุดได้ และควรระวังมดหรือแมลงมีพิษให้เป็นอย่างดี เพื่อที่เราจะได้นอนหลับพักผ่อนได้อย่างสบายหายห่วง

เมื่อได้ทำการกางเต็นท์จัดวางอุปกรณ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เสน่ห์ของการแคมป์ปิ้งคือการได้พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ ทำอาหารทานพร้อมกันกับคนที่เรารัก ตื่นเช้าเพื่อสูดอากาศที่แสนสดชื่น และถ้าหากว่าคุณโชคดีก็อาจได้เจอทะเลหมอกมาต้อนรับในเช้าวันใหม่

วันนี้เราเลยอยากให้คุณหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองหลวง แล้วเอาร่างกายมาพักผ่อนกับ 5 จุดกางเต็นท์ใกล้กรุงเทพฯ ที่ใช้เวลาวันหยุดเสาร์อาทิตย์ได้อย่างคุ้มค่า โดยที่ไม่ต้องง้อวันลา และทำความรู้จักกับการแคมป์ปิ้งให้มากขึ้น มาดูกันว่าจะมีที่ไหนบ้าง ถ้าพร้อมแล้วเก็บเต็นท์ขึ้นรถแล้วออกเดินทางไปพร้อมกันเลย

Camp Culture

จุดเริ่มต้นของการแคมป์ปิ้งมาจาก โทมัส โฮลดิ้ง ช่างตัดเสื้อนักรอนแรมชาวอังกฤษที่มาตั้งแคมป์อยู่ริมแม่น้ำเทมส์ ซึ่งลักษณะการตั้งแคมป์ของเขาเป็นที่กล่าวขานเล่าลือ จนกลายมาเป็นกิจกรรมที่คนทำตาม และประมาณ ค.ศ. 1880ก็ได้แพร่กระจายความนิยมไปจนถึงฝั่งอเมริกา แต่ในสมัยนั้นอุปกรณ์แคมป์ปิ้งมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก ต้องใช้เรือเคลื่อนย้าย หรือดัดแปลงพาหนะที่มีให้เป็นเต็นท์ ดังนั้นการตั้งแคมป์ในสมัยปลายยุควิกตอเรียจึงได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูง หรือเจ้าของพื้นที่ขนาดใหญ่ มากกว่าชนชั้นกลางทั่วไป ซึ่งวัฒนธรรมการแคมป์ปิ้งของแต่ละโซนภูมิภาคก็จะแตกต่างกันออกไปดังนี้

RV (Recreational Vehicle) 

ชาวอเมริกันและแคนาเดียนนิยมแคมป์ปิ้งด้วย “รถบ้าน” หรือรถแคมป์มากกว่าการกางเต็นท์ โดยเฉพาะเวลาออกเดินทางทั้งครอบครัว เพราะด้วยค่าจอดรถที่แคมป์กราวนด์มีราคาที่ถูกกว่าจองโรงแรม รวมถึงยังมีความปลอดภัยจากหมีและหมาป่ามากกว่าการตั้งแคมป์แบบโดดเดี่ยวในป่าใหญ่

Trekking Camping

จากอเมริกามาสู่โซนยุโรปที่จะนิยมเดินป่าแบบเทรกกิ้ง แล้วสะพายอุปกรณ์แคมป์ปิ้งน้ำหนักเบาไปนอนระหว่างทางมากกว่า ต้องบอกเลยว่าการเดินของคนยุโรปเรียกได้ว่าอยู่ในสายเลือด บ้างก็มาทั้งครอบครัวพร้อมกับลูกน้อย การเทรกกิ้งแคมป์ปิ้งจึงเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของพ่อแม่ และคือห้องเรียนธรรมชาติของลูกที่หาไม่ได้จากไหร ถ้าหากไม่ได้ออกมาใช้ชีวิตจริงๆ

Glamping Camping

มาที่ชาวเอเชียกันบ้างอย่างญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ที่จะนิยมตั้งแคมป์ด้วยเต็นท์แบบใกล้ชิดธรรมชาติ แต่มีความหรูหราด้วยอุปกรณ์ตั้งแคมป์ที่สะดวกสบาย มีขนาดกะทัดรัด พับเก็บง่าย ดีไซน์สวยงามที่ซ่อนฟังก์ชันการใช้งานไว้เพียบ และทำให้ความรู้สึกเหมือนยกบ้านย่อส่วนมาไว้บนดอย ริมแม่น้ำ หรือใกล้น้ำตก

1. จุดกางเต็นท์ลำตะคอง เขาใหญ่

เริ่มต้นกันที่อุทยานแห่งชาติแห่งชาติเขาใหญ่กับ “จุดกางเต็นท์ลำตะคอง” ที่ใช้เวลาขับรถเดินทางเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ก็มาถึงจุดมุ่งหมายได้อย่างรวดเร็ว โดยจุดกางเต็นท์ที่แห่งนี้ได้รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ และลำธาร เพราะตั้งอยู่ในบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่มีอากาศปลอดโปร่ง พื้นที่ใหญ่กว้างขวาง ก่อนที่จะไปจุดกางเต็นท์ยังสามารถแวะเที่ยวชมตามจุดต่างๆ ได้ เช่น ผาเดียวดาย, น้ำตกเหวนรก หรือจุดชมทิวทัศน์ เป็นต้น

โดยบริเวณจุดกางเต็นท์ลำตะคองยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกไว้อย่างครบครัน ตั้งแต่ ร้านค้า ร้านอาหาร ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ หรือจุดบริการเช่าอุปกรณ์กางเต็นท์ นอกจากนี้ยังสามารถสั่งหมูกระทะมารับประทานท่ามกลางอากาศหนาวได้อีกด้วย หากคุณโชคดีอาจได้สัมผัสกับกวางที่จะชอบออกมาเดินเล่นแถวนั้นที่เรียกได้ว่าใกล้ชิดธรรมชาติแบบ Exclusive สุดๆ

พิกัด : บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครนายก

เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 07:00 – 18:00 น. 

2. เจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ เจ็ดคด โป่งก้อนเส้า อยู่ในความดูแลของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (สาขาสระบุรี) โดยแต่ก่อนจะเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ต่อมาได้ถูกแยกพื้นที่ออกมาเพื่อความสะดวกต่อการดูแลนักท่องเที่ยว และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และสถานที่พักแรมสำหรับคนที่อยากมาพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ริมบริเวณอ่างเก็บน้ำซับป่าว่าน

สำหรับเหล่าคนรักแคมป์ปิ้งจะคุ้นเคยที่นี่กันเป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะมีธรรมชาติอันสวยงามให้บันทึกภาพแล้ว ยังมีแมลงและพืชพันธุ์แปลกๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะ “เห็ดแชมเปญ” ที่มีรูปร่างคล้ายแก้วแชมเปญ เมื่อเข้าหน้าฝนเหล่านักถ่ายภาพจะพามาเดินป่าตามถ่ายภาพเห็ดกัน 

นับว่าเป็นหนึ่งจุดกางเต็นท์ที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอันสวยงาม อากาศเย็นในตอนกลางคืน ตั้งอยู่ริมทะเลสาปขนาดใหญ่ มีพื้นที่กว้างขวาง และสามารถทำกิจกรรมหรือทำอาหารได้อย่างสบาย

พิกัด : ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและท่องเที่ยวเชิงนิเวศเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า ต.ท่ามะปราง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี

เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 08:00 – 20:00 น. อ่านต่อได้ที่ 

3. น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ตั้งอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานฯ ริมทะเลสาบเขื่อนศรีนครินทร์ ห่างจากอำเภอเมืองกาญจนบุรีประมาณ 108 กิโลเมตร โดยน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น แบ่งออกเป็น 7 ชั้น มีชื่อเรียกต่างๆกันไปแต่ละชั้น แต่ละชั้นมีความสูงและความงดงามต่างกันไป ทางอุทยานฯได้ทำเส้นทาง เดินสำหรับขึ้นไปชมน้ำตกแต่ละชั้นและยังเป็นเส้นทางเดินศึกษา ธรรมชาติ เป็นน้ำตกที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี และมีพื้นที่เหมาะกับการกางเต็นท์พักแรม

บริเวณลานกางเต็นท์ของน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นมีจุดหลักเป็นเนินหญ้าโล่งกลางแจ้ง ด้านหน้าเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นวิวของเขื่อนศรีนครินทร์ได้อย่างสวยงาม แถมยังได้นอนฟังเสียงน้ำไหลพร้อมกับชื่นชมธรรมชาติได้แบบใกล้ชิด และมีจุดใต้ร่มไม้ที่ให้กางเต็นท์ได้อย่างร่มรื่นและเงียบสงบเป็นส่วนตัว

พิกัด : น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ต.แม่กระบุง อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี

เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 08:30 – 17:00 น. 

4. เขาแหลมหญ้า

มาที่จุดกางเต็นท์ริมทะเลกันบ้างกับอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง ที่ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพไม่เกิน 3 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งเป็นจุดกางเต็นท์ที่ประกอบไปด้วยจุดสำคัญที่ต้องถ่ายรูปอีกมากมาย ทั้งหอคอยสีขาวริมทะเล สะพานไม้ที่ยื่นออกไปกลางทะเล และเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่มีวิวของทุ่งหญ้าสีทองอยู่ปลายเขา

จึงเป็นหนึ่งในจุดกางเต็นท์ที่รายล้อมบรรยากาศไปด้วยของคลื่นลมทะเล และน้ำใสที่มองเมื่อไหร่แล้วก็ชื่นใจ นอนฟังเสียงคลื่นซัดชายฝั่ง ล้อมวงกันทำอาหารทานอย่างมีความสุข ไม่ว่าคุณจะไปเป็นคู่ ไปกับกลุ่มเพื่อน หรือแม้แต่ไปคนเดียวก็รับรองได้ว่าทุกอย่างจะออกมาดีอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว

พิกัด : ถ.หาดแม่รำพึง จ.ระยอง

เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 08:00 – 18:00 น.

5. อุทยานแห่งชาติหาดวนกร

ปิดท้ายกันที่อีกหนึ่งจุดกางเต็นท์ริมทะเลกับ “หาดวนกร” ตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติหาดวนกร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขับรถออกจากกรุงเทพฯ ระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ก็จะมาพบกับวิวทะเลและหาดทรายสีขาวที่จะเป็นวิวห้องนอนของค่ำคืนนี้

นับว่าเป็นอีกหนึ่งจุดกางเต็นท์ที่อยู่ชิดติดริมชายหาดที่สวยงาม ให้บรรยากาศโดยรอบที่เงียบเสงบและมีความเป็นส่วนตัว สามารถเลือกมุมที่ชอบที่สามารถถ่ายรูปออกมารับรองว่าปังและหย่อนสมอบกลงหาดในทันที อีกทั้งหาดวนกรยังมีระบบการรักษาความสะอาดไว้อย่างดีเยียม ไม่ต้องกังวลเรื่องขยะ เพียงช่วยกันรักษาความสะอาดและพักผอ่นหย่อนใจกับวิวตรงหน้าได้อย่างเต็มที่

พิกัด : อุทยานแห่งชาติหาดวนกร ถ.เพชรเกษม จ.ประจวบคีรีขันธ์

เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 08:00 – 16:30 น. 

จบไปแล้วกับ 5 จุดกางเต็นท์ใกล้กรุงเทพฯ ที่เราได้แนะนำไป หลายคนคงมีสถานที่ในใจสำหรับออกไปเสาร์อาทิตย์นี้กันอยู่แล้ว แต่ก่อนที่จะไปควรตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์ให้เรียบร้อย และถ้าหากว่ายังขาดเหลือสามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee เว็บไซต์ขายของออนไลน์ที่อัดแน่นไปด้วยสินค้ามากมายหลายประเภทที่รอให้คุณเข้ามาเลือกซื้ออยู่

5 สถานที่สุดฮิต สำหรับนักเดินเขามือใหม่

5 สถานที่สุดฮิต สำหรับนักเดินเขามือใหม่

นับว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในบ้านเรา สำหรับการท่องเที่ยวในรูปแบบของการเดินเขาที่เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะได้ทั้งความสนุกของเรื่องราวในระหว่างทางเดินขึ้นสู่ยอดเขา และความคุ้มค่าที่ได้เห็นความงดงามของธรรมชาติที่ปราศจากการปรุงแต่ง สิ่งเหล่านี้คือเสน่ห์ที่ชวนให้นักเดินเขาหลายคนหลงใหลและต้องหายอดเขาอื่นๆ เพื่อไปพิชิตให้สำเร็จ

หลายคนที่กำลังสนใจในกิจกรรมนี้อาจเกิดความสงสัยว่า Trekking และ Hiking มีความแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งเป็นคำศัพท์ยอดนิยมที่เชื่อว่าหลายคนคงต้องเคยพบเจอตามโพสต์รีวิวท่องเที่ยวกันอยู่แล้ว วันนี้เราจะพามาหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน

ความหมายของ Hiking

คำว่า Hiking คือการเดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติแบบไปเช้าเย็นกลับ ไม่มีการพักค้างแรม เป็นการเดินป่าแบบตัวปลิว โดยพกอุปกรณ์เท่าที่จำเป็นไปด้วยเท่านั้น เช่น น้ำดื่ม ขนม เพื่อนำไปกินระหว่างหรือบนจุดชมวิว ลักษณะเส้นทางส่วนใหญ่จะเป็นทางเรียบในป่าที่อาจไม่ได้มีความชันมากนัก เมื่อเดินถึงจุดหมายปลายทางอาจเดินกลับเส้นทางเดิม หรือเส้นทางใหม่

ความหมายของ Trekking

ส่วนคำว่า Trekking จะเป็นการเดินเท้าขึ้นเขาต่อเนื่องในระยะทางไกลที่ใช้เวลาหลายวัน โดยจะไม่ได้พกเพียงแค่ขวดน้ำ หรือขนมเท่านั้น เพราะต้องแบกกระเป๋าสัมภาระที่บรรจุไปด้วยเสื้อผ้า เต็นท์ ของใช้ส่วนตัวต่างๆ โดยระหว่างทางอาจต้องนอนตามโฮมสเตย์ในหมู่บ้าน หรือกางเต็นท์นอน เพื่อวันรุ่นขึ้นต้องเดินไปที่จุดหมายปลางทางแล้วกลับมาเก็บของเพื่อเดินทางกลับตามเส้นทางที่วางเอาไว้

สำหรับนักเดินเขามือใหม่ หรือผู้ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในด้านการเดินเขามาก่อน แต่มีใจรักในธรรมชาติและต้องการที่จะพิสูจน์ตัวเอง ก็อาจจะเริ่มต้นด้วยการเดินเขาในประเทศไทย เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยอันตราย รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้มีราคาแพงมาก และเพื่อเป็นการลองความชอบของตัวเองว่าเหมาะกับเดินเขาจริงๆ หรือไม่ เนื่องจากเส้นทางเดินเขาในประเทศไทยมีให้เลือกอย่างหลากหลาย และยังมีสถานที่ที่เหมาะสำหรับนักเดินเขามือใหม่อีกเพียบ วันนี้เราจะมาแนะนำ 5 สถานที่สุดฮิตสำหรับนักเดินเขามือใหม่ จะมีที่ไหนกันบ้าง ตามไปดูกันเลย

1. อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

หนึ่งในสถานที่เดินเขายอดฮิตที่การันตีได้ว่าทุกคนต้องรู้จักกับ “ภูกระดึง” นับว่าเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของนักเดินเขา หรือนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศความสวยงามของสถานที่แห่งนี้ และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการหลงใหลในเสน่ห์แห่งธรรมชาติของนักเดินป่าหลายๆ คน 

โดยลักษณะเส้นทางในการเดินเขาที่ภูกระดึงมีทั้งระยะสั้น และระยะไกล ซึ่งระหว่างทางมีจุดให้นักท่องเที่ยวสามารถหยุดพักแวะชมธรรมชาติ พร้อมกับซื้อน้ำดื่มสดชื่นตามร้านค้าที่คอยให้บริการตลอดจุดพักให้หายเหนื่อยแล้วค่อยเริ่มเดินต่อ จึงทำให้ภูกระดึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและไม่ยากจนเกินไปสำหรับนักเดินเขาหน้าใหม่ 

ตลอดเส้นทางที่ภูกระดึงประกอบไปด้วยธรรมชาติที่สวยงามหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น น้ำตก หน้าผา ดอกเมเปิ้ลสีแดงริมธาร หรือจุดชมวิวทะเลหมอกในยามเช้าที่เป็นอีกหนึ่งเส่นห์ให้ทุกคนไม่ควรพลาด และอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการได้ถ่ายรูปคู่กับป้าย “ครั้งหนึ่งในชีวิต เราเป็นผู้พิชิตภูกระดึง” ที่เป็นความคลาสสิกตลอดกาลให้ทุกคนได้มาเยือน

2. อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล

นับว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเขาที่ไม่ได้มีความยากในการเดินมากเท่าไหร่ ซึ่งต้องบอกเลยว่าเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับนักเดินเขามือใหม่ที่กำลังเริ่มต้นและเหมาะเป็นเส้นทางในการซ้อมเดินสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์แล้วในระดับหนึ่ง รวมถึงยังเป็นเส้นทางเดินเขาที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ที่ซ่อนเรื่องราวของความสวยงามไม่แพ้ที่อื่นเลยทีเดียว

“อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล” ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดลำพูน และลำปาง นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติที่ผสมผสานเ้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว อีกหนึ่งเสน่ห์ที่ดึงดูดเหล่านักเดินเขาทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่าให้มาสัมผัสนั่นก็คือ เป็นอุทยานแห่งชาติหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่สามารถเดินทางไปได้ด้วยรถไฟที่ระหว่างเส้นทางจะต้องผ่านอุโมงค์ขุนตานที่มีความยาว 1.3 กิโลเมตร ซึ่งเป็นอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย

จุดหมายปลายทางเริ่มเดินคือสถานีขุนตาน เมื่อลงจากรถไฟแล้วเหล่านักท่องเที่ยวสามารถเดินเท้าต่อขึ้นไปสู่อุทยานแห่งชาติขุนตาลที่มีทั้งร้านอาหารตามสั่ง ร้านค้าสวัสดิการขายของชำต่างๆ ไว้บริการนักท่องเที่ยวอย่างครบครัน เพื่อเตรียมความพร้อมให้มากที่สุดก่อนเดินเท้าขึ้นสู่จุดกางเต็นท์ 

3. อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว

อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว มีพื้นที่ครอบคลุม 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยยอดสูงสุดของภูสอยดาวมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 2,102 เมตร ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 4 ของประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งในเส้นทางเดินเขาที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ที่พร้อมให้เหล่านักท่องเที่ยวได้มาพิชิตลานสนที่ภูสอยดาวกัน

หนึ่งในเสน่ห์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเรียกได้ว่าเป็นไฮไลต์สำคัญของการมาภูสอยดาวเลยนั่นก็คือ “ทุ่งดอกหงอนนาค” ดอกไม้สีม่วงอ่อนที่พร้อมบานสะพรั่งเต็มลานสนในทุกช่วงฤดูฝนประมาณเดือนสิงหาคม-กันยายนของทุกปี และยังมีทะเลหมอกในยามเช้าที่พร้อมต้อนรับในเช้าวันใหม่อีกด้วย

นอกเหนือจากทุ่งดอกหงอนนาคแล้ว ภูสอยดาวยังเต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น น้ำตกภูสอยดาว, น้ำตกสายทิพย์, หลักกิโลเมตรประเทศไทย-ลาว และจุดชมพระอาทิตย์ตกดิน รวมถึงยังมีจุดอำนวยความสะดวก และศูนย์ให้บริการนักท่องเที่ยวทั้งห้องน้ำ จุดเช่าอุปกรณ์เครื่องนอน และสถานที่กางเต็นท์อีกด้วย

4. อุทยานแห่งชาติรามคำแหง

อุทยานแห่งชาติรามคำแหง หรืออีกชื่อหนึ่งที่เหล่านักท่องเที่ยวคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีนั่นก็คือ “เขาหลวง สุโขทัย” ตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติรามคำแหง เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดสุโขทัย โดยมีความสูงที่ 1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเล ประกอบไปด้วย 4 ยอดเขาสำคัญ คือ ยอดเขาเจดีย์, ยอดเขานารายณ์ (จุดชมพระอาทิตย์ขึ้น), ยอดเขาภูกา และยอดเขาแม่ย่า (จุดชมพระอาทิตย์ตก) 

โดยระยะทางพิชิตยอดเขาหลวงจากที่ทำการอุทยานไปจนถึงยอดเขาหลวงประมาณ 3.7 กิโลเมตร ลักษณะเส้นทางที่ชัดเจน และมีป้ายบอกทางประจำจุดอยู่ตลอดเส้นทาง ถึงแม้ว่าระยะทางจะสั้นและไม่สุงมากนัก แต่นักเดินป่าหลายคนได้ให้ฉายาของเขาหลวงไว้ว่า “ภูเขาปราบเซียนในภาคเหนือของไทย” เลยทีเดียว 

ด้านบนของเขาหลวงยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้กับนักท่องเที่ยวไว้อย่างครบครัน ตั้งแต่ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ ร้านขายของ และสถานที่กางเต็นท์ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีความสวยงามไม่แพ้ที่ใด และยังเป็นเส้นทางสุดแสนท้าทายที่รอให้เหล่านักท่องเที่ยวได้มาพิสูจน์กัน

5. อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

หนึ่งในสถานที่ที่ใครหลายคนต่างรู้จักชื่อเสียงเรียงนามกันเป็นอย่างดี และขึ้นชื่อด้วยว่านี่คือหนึ่งในยอดเขาที่จองยากที่สุดอีกด้วยกับ “เขาช้างเผือก” ยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ โดยมีความสูงประมาณ 1,249 เมตร จากระดับน้ำทะเล 

เขาช้างเผือก เป็นเส้นทางเดินเขาที่เต็มไปด้วยความสวยงามตลอดสองข้างทาง ประกอบไปด้วยป่าโปร่งตัดสลับกับทุ่งหญ้าที่มีจุดแวะพักให้ถ่ายรูปกันอยู่ตลอด และจุดไฮไลต์สำคัญของที่นี่คือ “สันคมมีด” สันเขาที่สวยงามและน่าหวาดเสียว ซึ่งใครที่กลัวความสูงเราไม่แนะนำเด็ดขาด เมื่อเดินขึ้นไปสู่ยอดเขา เราจะได้สัมผัสกับวิว 360 องศา ที่สามารถมองเห็นความสวยงามของเขาช้างเผือกได้อย่างรอบทิศทาง ที่การันตีจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยซึ่งยกให้ที่แห่งนี้เป็น 1 ใน 10 Dream Destinations ที่นักท่องเที่ยวควรไปเยือนมากที่สุดอีกด้วย

แต่ความยากของการพิชิตเขาช้างเผือกให้ได้นั้นไม่ได้อยู่ที่การเดิน แต่อยู่ที่ว่าคุณจะสามารถจองคิวได้ทันรึเปล่า เพราะได้มีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละวันไว้ไม่เกิน 60 คน และต้องทำการโทรจองล่วงหน้า 7 วัน จึงทำให้สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ที่คิดว่าจะมาตอนไหนก็มาได้เลยทันที เพราะคุณต้องแย่งกับนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่หวังจะมาสัมผัสธรรมชาติของที่นี่ให้ได้ จุดนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของเขาช้างเผือกที่รอทุกคนได้มาสัมผัสกัน

สรุป

จบไปแล้วสำหรับ 5 สถานที่สุดฮิตสำหรับนักเดินเขามือใหม่ ซึ่งแต่ละเส้นทางที่เราได้คัดเลือกมานั้นเต็มไปด้วยความสวยงามของธรรมชาติ และเสน่ห์อันน่าหลงใหลที่แตกต่างกันออกไป เชื่อว่าเมื่ออ่านจบแล้วคุณจะต้องมีหนึ่งสถานที่ที่ชอบในใจอย่างแน่นอน 

แต่ก่อนที่จะไปเดินเขานั้นนักเดินเขามือใหม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่พร้อมเสมอก่อนออกเดินทาง ซึ่งสามารถเข้ามาเลือกซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ได้ที่ Kaidee แหล่งขายของออนไลน์ที่อัดแน่นไปด้วยสินค้ามากมายหลากหลายประเภทที่รอให้คุณคลิกเข้ามา

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเดินเขา ต้องเอาอะไรไปบ้าง ?

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเดินเขา ต้องเอาอะไรไปบ้าง ?

ฤดูฝนเป็นอีกหนึ่งฤดูยอดฮิตสำหรับนักเดินเขาที่ต้องการเพิ่มขีดจำกัดของความท้าทายในการพิชิตเป้าหมายให้สำเร็จ ซึ่งในแต่ละเส้นทางก็จะมีความโหด ความยากง่ายที่แตกต่างกันออกไป สิ่งเหล่านี้คือเสน่ห์ให้นักเดินเขาได้มีการเตรียมความพร้อมของร่างกายตัวเองได้เป็นอย่างดี เนื่องจากในการเดินเขาแต่ละครั้งจะต้องใช้พละกำลังตัวเอง 100% และส่วนใหญ่จะใช้เวลาในการเดิน 3-4 ชั่วโมง ต่อวัน ถ้าเกิดเส้นทางมีความชันที่ยากลำบากก็อาจจะใช้เวลาเดิน 6-8 ชั่วโมงเลยทีเดียว 

หลายคนอาจเป็นมือใหม่ที่เริ่มสนใจในกิจกรรมแอดเวนเจอร์นี้ ซึ่งการเดินเขาแต่ละครั้งจะต้องมีการเตรียมความพร้อมที่ดี ทั้งในเรื่องของร่างกาย จิตใจ และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคืออุปกรณ์ที่จะต้องเตรียมอะไรบ้างที่จำเป็นต่อการเดินเขาและเพียงพอกับกระเป๋าที่มีพื้นที่จำกัดในการจัดเก็บสัมภาระ วันนี้ Kaidee จะมาแนะนำไว้เป็นทริคเตรียมตัวสำหรับนักเดินเขามือใหม่กัน

1. เต็นท์ 

เต็นท์เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เรานอนพักแรมภายในป่าได้อย่างสบาย และปลอดภัย นอกจากการนอนหลับแล้วยังสะดวกในการเปลี่ยนเสื้อผ้า ควรเลือกเต็นท์ให้เหมาะสมกับสถานที่ที่จะไป ขนาดไม่ใหญ่มาก น้ำหนักเบาและมีขนาดกะทัดรัด เพื่อให้สามารถจัดเก็บใส่กระเป๋าได้ หรือบางสถานที่อาจมีเต็นท์ไว้ให้เช่า หากใครที่ไม่สะดวกจะแบกเต็นท์เองก็สามารถเช่าเต็นท์ที่มีให้เพื่อลดน้ำหนักของกระเป๋า

2. ฟลายชีท

เป็นอุปกรณ์สำหรับใช้ป้องกันน้ำค้าง บังแดด หรือกันฝนในระหว่างที่นั่งทานข้าวกับเพื่อนๆ อีกทั้งยังสามารถนำฟลายชีทไปกางคลุมเหนือเต็นท์ของเราอีกทีหนึ่งก็ได้ เพื่อป้องกันฝนตกและน้ำค้างในระหว่างที่นอนหลับ หากไปกับกลุ่มเพื่อนแนะนำให้กางฟลายชีทไว้เป็นแคมป์กลางสำหรับทานข้าว พูดคุย ก็จะยิ่งช่วยให้บรรยากาศการเดินเขาครั้งนี้สนุกมากยิ่งขึ้น

3. ถุงนอน

เปรียบเสมือนผ้าห่มที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายในเวลานอนหลับ มีให้เลือกหลายแบบ โดยจะแบ่งเป็นตัวเลขอุณหภูมิที่ป้องกันได้ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้เลยเด็ดขาด เพราะบนยอดเขามีสภาพอากาศที่หนาว ถ้าหากไม่มีถุงนอนล่ะก็รับรองนอนตัวสั่นทั้งคืนแน่นอน

4. เสื้อผ้าสำหรับเดินป่า

ปัจจุบันมีแบรนด์เสื้อผ้าสำหรับเดินป่าให้เลือกซื้อตั้งแต่ราคาประหยัดไปจนถึงราคาแพง โดยหลักการในการเลือกซื้อต้องเน้นไปที่ความสะดวกสบายในการสวมใส่ที่ให้ความคล่องตัวสูง อย่างเช่น เสื้อ เน้นเสื้อแขนยาว หรือถ้าเป็นแขนสั้นก็ควรจะสวมปลอกแขนเพื่อป้องกันหญ้าบาด และแมลงต่างๆ ได้ เนื้อผ้าแห้งไวระบายอากาศได้ดี, กางเกง ควรเป็นขายาว ไม่แนะนำเป็นขาสั้นและกางเกงยีนส์, เสื้อกันหนาว เลือกให้เหมาะกับอุณหภูมิของสถานที่ที่เราไป 

5. รองเท้าเดินป่า

ควรพกรองเท้าไปประมาณ 2 คู่ คู่หลักเลยคือรองเท้าเดินป่า สำหรับมือใหม่แนะนำเป็นแบบหุ้มข้อ เพื่อช่วยป้องกันข้อเท้าพลิก หรือเป็นรองเท้าผ้าใบพื้นแบบดอกยางลึก เหมาะกับการยึดเกาะดิน หินเป็นหลัก อีกคู่จะเป็นรองเท้าแตะไว้ใส่ตอนที่อยู่จุดตั้งแคมป์ เพื่อให้เท่าได้พักผ่อนหลังจากที่เดินมาทั้งวัน 

6. ถุงเท้าและถุงกันทาก

ควรใส่ถุงเท้ายาว และหนาสักหน่อย เพื่อป้องกันการเสียดสีกับรองเท้าเป็นเวลานานจนทำให้เท้าพองและเป็นแผลได้ รวมถึงก่อนไปควรสอบถามเจ้าหน้าที่ก่อนว่าสถานที่นั้นมีทากรึเปล่า เพราะจะทำให้เราเตรียมตัวถูก แต่ทางที่ดีก็ควรพกติดกระเป๋าไว้อุ่นใจที่สุด

7. หมวก และผ้าบัฟ

สิ่งจำเป็นสำหรับกันแดดในระหว่างการเดิน ควรเลือกหมวกที่มีตาข่ายระบายอากาศ และผ้าบัฟสำหรับคลุมใบหน้าที่จะช่วยป้องกันฝุ่น ควันต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

8. เสื้อกันฝน

แน่นอนว่าเดินป่าหน้าฝนก็ต้องทำใจเรื่องการเจอฝนตกระหว่างการเดิน แต่ถึงจะไปช่วงไหนก็ควรจะพกติดกระเป๋าไปด้วย ซึ่งราคาไม่แพงหาซื้อได้ง่าย แต่ถ้าหากจะใช้งานยาวๆ ควรซื้อเป็นเสื้อกันฝนแบรนด์เดินป่าโดยตรงที่จะช่วยป้องกันฝนได้เป็นอย่างดี รวมถึงยังทำให้เดินคล่องตัวกว่าเสื้อกันฝน

9. ไฟฉาย

ไฟฉายแบบคาดหัว หรือแบบมือจับก็ได้แล้วแต่ที่ถนัด เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินไปเข้าห้องน้ำ ทำธุระส่วนตัวในเวลากลางคืน

10. ไม้เทรคกิ้ง

ตัวช่วยอย่างดีในการเดิน เพราะไม้เทรคกิ้งจะช่วยลดพละกำลังเพื่อช่วยค้ำและพยุงไม่ให้ลื่นบนทางลาดชัน รวมถึงยังช่วยป้องกันการเกิดอุบัติเหตุได้อีกด้วย

11. ยาประจำตัว

ยาประจำตัวที่แนะนำให้ติดตัวไปได้แก่ ยาแก้ปวดหัว, ยาแก้แพ้, ยาแก้ท้องเสีย, อุปกรณ์ทำแผล, พลาสเตอร์ เป็นต้น ควรพกไปเป็นของตัวเอง เนื่องจากประวัติการแพ้ยาของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน

12. ทิชชู่เปียก

เป็นสิ่งที่จะทำให้เราสดชื่นได้แบบแก้ขัด เนื่องจากข้างบนไม่มีที่ให้อาบน้ำ เราจึงต้องใช้ทิชชู่เปียกเช็ดตัวแก้ขัดไปก่อน เพราะกว่าที่เราจะได้อาบน้ำก็คือตอนที่เดินลงมาถึงข้างล่างนั่นเอง

13. Rain Cover

ปกป้องกระเป๋าให้รอดจากฝน และยังป้องกันรอยเปื้อนต่างๆ ที่อาจทำให้กระเป๋าเลอะ ซึ่งส่วนใหญ่จะแถมมากับกระเป๋าที่ซื้อ แต่ถ้าหากไม่มีก็ควรจะซื้อแยกและนำมาใช้ร่วมกันได้

14. Power Bank

เพราะบนเขาไม่มีแหล่งไฟฟ้าให้ใช้ ที่ชาร์จแบตสำรองจึงเป็นอีกหนึ่งไอเทมสำคัญที่จะช่วยต่ออายุการใช้งานของสมาร์ทโฟนให้สามารถถ่ายรูปสวยๆ โมเมนต์สำคัญเอามาลงโซเชียลได้

15. ขวดน้ำดื่ม

ควรมีขวดน้ำดื่มเป็นของตัวเอง เพื่อลดปริมาณขวดพลาสติกและลดขยะให้กับธรรมชาติ ยิ่งถ้าหากเป็นขวดน้ำดื่มพร้อมตัวกรองก็จะยิ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจว่าน้ำที่เราได้ดื่มไปนั้นปลอดภัยแน่นอน

สำหรับนักเดินเขามือใหม่คนไหนยังขาดอุปกรณ์ตามที่ได้แนะนำไป สามารถเข้ามาเลือกช้อปได้ที่ Kaidee แหล่งซื้อขายของออนไลน์คุณภาพดีราคาถูก

5 ลองทริปแคมป์ปิ้ง ไปกางเต็นท์กาญฯนะ

5 ลองทริปแคมป์ปิ้ง ไปกางเต็นท์กาญฯนะ

ณ จุดๆนี้ จะมีอะไรฟินไปกว่าการได้พักผ่อนในวันหยุดยาวๆ และวันหยุดที่ว่านานแล้ว แต่วันปั่นงานไฟลุกมาแรมปีนั้นนานกว่า เอาล่ะ ได้เวลาออกเดินทาง ไปเติมไฟเพื่อมาปั่นงานกันต่อแล้วทุกคน วันนี้จะพาทุกคนไปรู้จัก 5 สถานที่ของนักเที่ยวสายแคมป์ วันนึงฉันเดินเข้าป่า ที่รักการกางเต้นท์เป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพ นั่งดูแมพแปบเดียว เดี๋ยวก็ถึงกาญนะจ๊ะบุรีแล้วพวกเธอ

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

มาเริ่มกันที่แรก น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น น้ำตกที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยเป็นอันดับต้นๆของประเทศ ด้วยชั้นหินที่สูงจนสามารถแบ่งเป็นน้ำตกได้ถึง 7 ชั้น และน้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลาที่ไหลลงมาจากเทือกเขากะลา เป็นสเน่ห์ที่ทำให้ที่นี่โด่งดังมาอย่างต่อเนื่อง โดยใครที่เป็นสายกางเต็นท์เหมือนเรา มากางเต็นท์ที่น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นนี้ได้เลย และสามารถกางเต็นท์ได้ทุกชั้นนะคะ แต่ถ้าจะเอาแบบสวยมาก วิวดี เชิญที่ชั้น 4 เลยค่ะ ลานกางเต็นท์กว้างแบบสิบคนกลิ้งได้เลยแหละ ส่วนใครใคร่จะเดินชมความสวยงามของธรรมชาติ ก็สามารถเดินขึ้น เดินลงไปชั้นอื่นได้ง่ายๆ เพราะโลเคชั่นชั้น 4 นี่ดีไม่ไหวจริงๆ แต่ขอบอกว่าต้องรีบมาถึงให้ไวนะคะ เพราะที่กางเต็นท์ที่นี่เต็มค่อนข้างเร็วมาก

พิกัด: อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี

ค่าเข้า: 100 บาท

ค่าเช่าที่กางเต๊นท์: สำหรับคนที่นำเต็นท์ไปเอง 30 บาท และการเช่าเต็นท์ของอุทยาน ราคา 200 – 300 บาทค่ะ

cr. https://www.facebook.com/khueansrinagarindra/

น้ำตกผาตาด

อีกหนึ่งสถานที่ที่เหมาะกับการไปกางเต็นท์มาก เงียบสงบ คนไม่ค่อยเยอะ อาจจะเป็นเพราะว่าคนยังไม่ค่อยรู้จักกันมากเท่าไหร่ แต่ขอบอกว่า ที่นี่ดีมากทั้งพื้นที่กางเต้นท์ ที่รับรองการกางเต็นท์ได้เยอะมาก ห้องน้ำที่มีเตรียมไว้ให้นักเที่ยวสายลุยแบบพวกเราอาบน้ำ เข้าห้องน้ำ มีไฟส่วนกลาง ไฟแสงสว่างที่ลานกางเต็นท์แบบเบาๆ ส่วนเรื่องบรรยากาศนี่ขอบอกว่า ดีแบบเต็มสิบไปเลยค่ะ ได้ยินเสียงน้ำตกตลอดวันตลอดคืน และที่เด็ดดวงสุดๆคือน้ำตกสวยมาก ยิ่งถ้าใครมีกำลังล้นเหลือ ปืนขึ้นไปชั้นบนๆของน้ำตกผาตาด รับรองว่าไม่มีผิดหวังแน่นอน สำหรับใครที่ไม่อยากกางเต็นท์ก็สามารถจองบ้านพักได้นะคะ แต่ต้องโทรไปจองก่อนนะ ไปจองหน้างานอาจจะชวดได้

พิกัด: อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี

ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท 

ค่าเช่าที่กางเต๊นท์: สำหรับคนที่นำเต็นท์ไปเอง 30 บาท และการเช่าเต็นท์ของอุทยาน ราคา 200 – 300 บาทค่ะ

cr. https://www.facebook.com/Thetinytent/

น้ำตกเอราวัณ

น้ำตกที่มีชื่อเสียงมากๆแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี ด้วยความสูงถึง 7 ชั้น และสเน่ห์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละชั้น ทำให้ผู้คนที่ได้เห็นบรรยากาศที่นี่ ต่างตกหลุมรักไปตามๆกัน และจะต้องมาที่นี่ให้ได้ นอกจากบรรยากาศน้ำตกที่สวยมากๆนี้แล้ว น้ำตกเอราวัณยังมีลานกางเต็นท์ที่กว้างขวาง ให้นักเที่ยวสายลุย สายกางเต็นท์ได้จับจองพื้นที่สวยๆกันได้ ทั้งริมแม่น้ำ ลานกลางแจ้ง หรือริมลำธาร ก็สามารถเดินไปปักหลักปักฐานกันได้เลย บรรยากาศสบายๆ เขียวชอุ่ม ใครอยากถ่ายรูปก็มีมุมสวยเยอะมาก ตามถ่ายกันไม่ไหว ส่วนใครที่ชอบเล่นน้ำ ลงไปแช่น้ำเย็นๆก็ลงไปเล่นกันได้ตามสะดวกเลย เล่นน้ำเสร็จแล้วอยากอาบน้ำ ที่นี่ก็มีบริการห้องน้ำให้ด้วยนะคะ สะดวก แยกสัดส่วนชายหญิงอย่างชัดเจน ปลอดภัย บอกก่อนนะคะ ยิ่งมาเร็วก็ยิ่งได้ที่ดีๆ มุมปังไปครอบครอง จุดนี้ใครมาก่อนได้ก่อนนะคะ 

พิกัด: อุทยานแห่งชาติเอราวัณ จ.กาญจนบุรี

ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท ค่ารถคันละ 40 บาท

ค่าเช่าที่กางเต๊นท์: สำหรับคนที่นำเต็นท์ไปเอง 30 บาท และการเช่าเต็นท์ของอุทยาน ราคา 200 บาทค่ะ

cr. https://www.facebook.com/Erawan-National-Park

ถ้ำธารลอด

เปลี่ยนฟีลมาเดินถ้ำกันบ้าง ที่อุทยานแห่งชาติถ้ำธารลอด ที่มีความสูงถึง 1260 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล โดยอุทยานถ้ำธารลอดนี้มีจุดเด่นคือ น้ำตกที่สูง 15 ชั้น และเจ้าถ้ำธารลอดนี่แหละค่ะ ที่เจ้าอุทยานนี้มีชื่อว่าถ้ำธารลอด เพราะตลอดทางของถ้ำ นอกจากจะพบความสวยงามของธรรมชาติ หินงอก หินย้อยแล้ว ยังมีลำธารน้ำไหลตลอดเวลา และเราสามารถเดินผ่านถ้ำไปน้ำตกและโผล่ไปอีกถ้ำได้ด้วย ส่วนพวกเราที่มาเพื่อกางเต็นท์ จะต้องโทรจองกับเจ้าหน้าที่ก่อนประมาณ 1-2 อาทิตย์ และเตรียมของไปให้พร้อมที่สุดนะคะ เพราะด้านบนมีแค่ธรรมชาติล้วนๆไม่มีอะไรผสม ซึ่งที่ที่เราไปกางเต็นท์กัน เราจะต้องขึ้นไปที่ยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานถ้ำธารลอด นั่นก็คือ ยอดเขากำแพง โดยจะมีพี่ๆเจ้าหน้าที่เป็นคนนำทางเรา และใช่ค่ะ เราต้องเดินขึ้นไปค่ะทุกคน หรือใครอยากย่นระยะทางให้เดินน้อยลง ก็สามารถเช่ารถได้ แต่ก็ต้องเดินไปที่ปลายทางเองอยู่ดีค่ะ ฉะนั้น หากใครอยากไปลุยที่ถ้ำธารลอด ต้องเตรียมฟิตหุ่นไปกันนะคะ  

พิกัด: อุทยานแห่งชาติถ้ำธารลอด หรืออุทยานแห่งชาติรัตนโกสินทร์ จ.กาญจนบุรี

ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท 

ค่าเช่าที่กางเต๊นท์: ไม่มีให้เช่า ต้องนำไปเองและเตรียมเงินค่าเจ้าหน้าที่นำทาง ค่าลูกหาบไปด้วยนะคะ สามารถโทรไปสอบถามกับทางอุทยานได้เลยค่ะ

cr. http://park.dnp.go.th/

เนินช้างศึก

เนินช้างศึกเป็นอีกหนึ่งสถานที่กางเต็นท์ยอดฮิต ที่ถูกเซฟเก็บไว้ในลิสต์อันดับต้นๆของนักเที่ยวสายลุย จะต้องได้ไปกางเต็นท์ที่นี่สักครั้งในชีวิตแหละ แต่ที่นี่จะต่างจากสถานที่กางเต็นท์ที่ได้แนะนำไปข้างต้นเล็กน้อย เนื่องจากที่นี่จะไม่มีน้ำตกสวยๆให้ลงไปเล่นน้ำเย็นๆนะคะ เพราะที่นี่เป็นเนินเขา ที่เหมาะกับสำหรับนักเที่ยวสายลุยที่หลงไหลในความป่าเขาลำเนาไพร บรรยากาศแสงแดดอ่อนๆที่ตกกระทบลงบนพื้นที่เขียวชะอุ่ม และเมื่อมองลงไปยังเห็นหมู่บ้านอีต่องอยู่ลิบๆ กลางวันอาจจะร้อนสักเล็กน้อยนะคะ เพราะว่าที่นี่แทบจะหาต้นไม้ที่เป็นร่มเงาให้ได้น้อยมาก ส่วนกลางคืนลมเย็นสบายๆค่ะ แอบแรงนิดหน่อย แต่ถ้าตัดสินใจไปที่นี่ต้องบอกว่าให้รีบไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะถ้าคุณไปช้าเพียงนิดเดียว คุณอาจจะเสียที่กางเต็นท์สุดปัง ที่สามารถมองเห็นวิวพระอาทิตย์ตกในตอนเย็น และพระอาทิตย์ในตอนเช้าที่กำลังเคลื่อนที่ขึ้นบนท้องฟ้าอีกด้วย สำหรับใครที่กังวลเรื่องห้องน้ำ ที่นี่มีห้องน้ำไว้บริการนะคะ

พิกัด: กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 135 (ห่างจากบ้านอิต่องประมาณ 2-3 กิโลเมตร)

ค่าเข้า: ไม่เสียค่าใช้จ่าย

ค่าเช่าที่กางเต๊นท์: ไม่เสียค่าใช้จ่าย เตรียมเต็นท์ไปเองได้เลย

cr.http://kanchanaburi.go.th/

ใครที่เป็นนักเที่ยวสายลุย หลงไหลความเป็นธรรมชาติ เซฟ 5 ท่องเที่ยวเก็บไว้ในลิสต์ได้เลย ส่วนใครที่ยังไม่เคยเป็นสายลุย สายแบ็คแพ็ค ต้องลองดูสักครั้ง ขอบอกว่าฟีลลิ่งมันดีมากจริงๆ ส่วนใครที่อยากเข้าวงการนักเที่ยวสายลุย ปักหลักกางเต็นท์ แต่ยังไม่มีอุปกรณ์เข้าป่า แคมป์ปิ้งที่ถูกใจ เข้ามาดูได้ที่ Kaidee นะคะ