ความลับของรถเต่า ‘Volkswagen Beetle’ ในตำนาน

ความลับของรถเต่า ‘Volkswagen Beetle’ ในตำนาน

“เข็มนาฬิกาไม่เคยหยุดอยู่นิ่ง เฉกเช่นเดียวกับความคิดของมนุษย์” เมื่อเวลาผ่านไป วงการรถยนต์ได้พัฒนา และผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยมากมาย และแน่นอนว่า “When we get some, we lose some”….

ปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่ารถยนต์ที่เคยได้รับความนิยมในอดีต ได้เริ่มหดหายไปตามกาลเวลา และสำหรับรถยนต์รุ่นเก่าบางคัน ไม่เพียงแค่ตัวรถ แต่ชื่อที่เคยเป็นตำนานของรถเอง ก็ได้หายไปจากโลกนี้ เช่นกัน 


และเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2019 วงการยานยนต์ ก็ได้สูญเสียรถยนต์ในตำนานไปอีกคัน เมื่อบริษัทรถยนต์ Vlokswagen ประกาศปิดฉากรถ Volkswagen Beetle หรือ ที่พวกเรารู้จักกันดีในนาม “รถเต่า” “รถโฟล์ค” หรือ “Type 1”

volkswagen-newsroom

ตลอดระยะเวลา 80 ปีที่ผ่านมา ผู้คนรู้จัก และได้ยินชื่อ “รถเต่า” กันบ่อยครั้ง แต่มีน้อยคนนัก ที่รู้เรื่องราวความเป็นมาของรถคันนี้จริงๆ

วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปทำความรู้จักกับรถเต่าในตำนานคันนี้กัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราว กว่าจะมาเป็นรถเต่า ที่ทุกคนรู้จัก รวมไปจนถึงโมเดลในแต่ละยุคสมัย ถ้าพร้อมแล้ว เราไปดูกันเลยค่ะ

น้องเต่า ถูกสร้างมาจากมือของอาชญากร…

รถเต่า หรือ รถโฟล์ค เป็นชื่อสั้นๆ ที่เราใช้เรียกรถ Volkswagen Beetle ซึ่งเป็นชื่อที่อยู่คู่กับวงการรถยนต์มาหลายศตวรรษ เรื่องราวความเป็นมาของรถยนต์หน้าตาคลายแมลงเต่าทองคันนี้ ได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อย้อนกลับไปตั้งแต่ปี ค.ศ 1934 ที่ประเทศเยอรมัน และถูกสร้างขึ้นมาจากเนื้อมือของอาชญากรสงครามโลก…“Adolf Hitler(อดอล์ฟ ฮิตเลอร์)

dailyarchives.org

ด้วยความต้องการของ ฮิตเลอร์ ที่อยากให้ประชาชนในประเทศเยอรมนีมีรถยนต์ขับกันอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นคนชนชั้นกลาง หรือชนชั้นล่าง เขาจึงสั่ง Ferdinand Porsche (ผู้ก่อตั้งบริษัทรถยนต์ Porsche) ให้ผลิตรถยนต์สำหรับคนเยอรมัน ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับรถยนต์ Ford ซึ่งเป็นรถยนต์ตัวโปรดของเขา

โดยมีโจทย์ที่ว่า รถยนต์คันนี้ต้องบรรจุ ผู้ใหญ่ได้ 2 คน และ เด็กได้ 3 คน และสามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วถึง 100 กม./ชม. และที่สำคัญราคาถูก เหมาะสมกับคนทุกชนชั้น ทุกเพศ ทุกวัย 

เมื่อเวลาผ่านไปได้ 4 ปี ในปี 1938 ในที่สุดโลกก็ได้ชื่นชมโมเดลรถเต่าคันแรกของโลก โดยมีชื่อว่า Volkswagen Type 1 ซึ่งผลิตจากโรงงาน Volkswagen 
ซึ่งคำว่า Volk แปลว่า ประชาชน ส่วนคำว่า Wagen แปลว่า รถ ดังนั้น Volkswagen จึงให้ความหมายว่า ‘รถยนต์ของประชาชนทั่วไป’ นั่นเอง

แต่โดยแท้ที่จริงแล้ว จุดประสงค์ของฮิตเลอร์ ในการผลิตรถ Volkswagen คันนี้ มีมากกว่าแค่ช่วยให้ประชาชนมีรถยนต์ใช้ โปรเจกต์นี้ กลับเป็นอีกหนึ่งใน Propaganda (โฆษณาชวนเชื่อ ทางการเมือง) ที่ทำให้ชาวเยอรมันเทใจให้พรรคนาซีนั่นเอง


ด้วยคำพูดของฮิตเลอร์ที่ว่า “Fünf Mark die Woche musst Du sparen – willst Du im eignen Wagen fahren!”  ซึ่งแปลได้ว่า “เพียงแค่ 5 มาร์คต่อสัปดาห์ ทุกคนสามารถมีรถยนต์ขับเป็นของตัวเอง” และก็ทำให้ชาวเยอรมันหลงใหลโปรเจกต์ของเขาอย่างโงหัวไม่ขึ้น เพราะในสมัยนั้น เงิน 5 มาร์คเยอรมัน ถือว่าประหยัดมาก เทียบกับการได้มีรถยนต์ใช้

tipsdd

อย่างไรก็ตาม บางแหล่งข่าวได้ให้ข้อมูลว่า เงินที่ได้จากประชาชนในตอนนั้น ก็ได้กลายเป็นเงินทุนนำไปใช้ผลิตอาวุธสงคราม เตรียมการสำหรับสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย

1938

mad4wheels

ปี 1938 เป็นปีที่ชาวเยอรมันได้เห็นโฉมหน้าของรถเต่ารุ่นแรก ที่มีชื่อว่า ‘The Type 1’ ผลิตโดยโรงงาน Volkswagen ที่เมือง Wolfsburg 


Ferdinand Porsche ผู้รับหน้าที่เป็นวิศวกรยานยนต์ เจ้าของโปรเจกต์ ได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์ของรถ Porsche รุ่น The Type 12 และ องค์ประกอบบางส่วนจากโมเดลรถของบริษัทรถยนต์ Tatra ประเทศ Czechoslovakia ซึ่งเห็นได้ชัดจาก รูปทรงของ The Type 1 ที่คล้ายกับ หยดน้ำ (TearDrop), หลังคาโค้งมน และ การเคลื่อนที่แบบ Aerodynamic นั่นเอง

1946

รถ Volkswagen Beetle บนถนน ที่ประเทศ เยอรมัน ในปี 1940

หลังจากที่สงครามโลกได้ยุติลง โรงงาน Volkswagen ได้ถูกควบคุมโดย สหราชอาณาจักร อังกฤษ ในการดูแล และสานต่อการผลิตรถยนต์ Volkswagen รุ่น The Type 1 ต่อไป และในปีเดียวกันนี้เอง ทางโรงงานก็สามารถทำสถิติ ผลิตรถยนต์ได้มากถึง 10,000 คัน เลยทีเดียว

1968

Volkswagen รุ่น “1963 Love Bug” จากหนังเรื่อง Herbie Goes to Monte Carlo

1968 เป็นปีที่รถได้ถูกเปลี่ยนชื่อจาก The Type 1 เป็น Volkswagen Beetle อย่างเป็นทางการ โดยคำว่า “Beetle” ได้ถูกแปลมาจากคำภาษาเยอรมัน “der Käfer” ซึ่งมีความหมายว่า ‘ด้วง’ นั่นเอง


และในปีเดียวกัน บริษัทหนัง Disney ก็ได้ปล่อยหนังออกมา 6 เรื่อง ที่มีการใช้รถยนต์ของ Volkswagen รุ่น 1963 Beetle เป็นตัวเอก และเรื่องที่ดังที่สุด ก็หนีไม่พ้นเรื่อง Herbie Goes to Monte Carlo ซึ่งได้นำเอา 1963 Beetle มาเปลี่ยนดีไซน์ภายนอก ให้กลายเป็นรถแข่ง และมีเลข 53 ติดที่กระโปรง และประตูรถ โดยมีชื่อรุ่นว่า Volkswagen 1963 Love Bug ค่ะ

1971

1971 Volkswagen รุ่น Super Beetle 

ในปีนี้ Volksawagen ได้อวดโฉมรถเต่ารุ่นพรีเมียม ที่เป็นที่รู้จักกันในนามอย่าง “Super Beetle” 

โดยรุ่นนี้ ได้มีการพัฒนาช่วงล่างด้านหน้ารถ (Front Suspension) เพื่อให้สามารถเพิ่มขนาดความกว้างของกระโปรงหน้ารถได้มากขึ้น 

นอกจากนี้ Super Beetle 1971 ยังเป็นรุ่นที่เคลื่อนตัวได้เร็วที่สุดเท่าที่ Volkswagen เคยปล่อยมา ด้วยความเร็วที่ 16.1 วินาที ต่อ 60 mph

และในเวลาเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น Super Beetle สามารถขายได้ทั้งหมด 15,007,034 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทำลายสถิติรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในโลกอย่าง Ford รุ่น Tin Lizzy ที่ครองตำแหน่งแชมป์ถึง 4 ทศวรรษ ได้อย่างขาดลอย

1977

1977 Volkswagen Beetle Convertible

เป็นครั้งแรกที่ Volkswagen Beetle มาในรูปแบบของ รถ Convertible หรือ รถยนต์แบบเปิดประทุน 

ซึ่งโมเดลรุ่นนี้ ถูกผลิตขึ้นภายใต้แคมเปญ รถยนต์ Editions produced (การผลิตรถยนต์ จำนวนจำกัด) ของ Volkswagen ดังนั้น Volkswagen Beetle Convertible จึงถูกผลิตออกมาเพียงแค่ 1,000 เท่านั้น

1998

1998 Volkswagen The New Beetle

หลังจากปี 1971 แน่นอนว่า Volkswagen ก็ไม่หยุดที่จะพัฒนา และอัปเกรดรถไอคอนิค Volkswagen Beetle มีการปรับเปลี่ยนสมรรถนะเครื่องยนต์, ดีไซน์หน้าต่าง, กระโปรงรถ และ อื่นๆ มากมาย อยู่ตลอดเวลา 

แต่การปรับโฉมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของรถ Volkswagen Beetle นั้น เกิดขึ้นหลังจากจุดเริ่มต้น 60 ปีให้หลัง โดยการเปลี่ยนโฉมครั้งนี้ Volkswagen Beetle มาในคอนเซ็ปต์ Nostalgia เพื่อตอบสนองความต้องการของเหล่า Baby Boomer ที่ยังรัก และคิดถึงรถเต่าในตำนานกันอยู่ 

ครั้งนี้ The new Beetle มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 หัวสูบ 115 แรงม้า 2.0 ลิตร  พร้อมกับดีไซน์รถทรง ครึ่งวงกลม ที่ทำให้ Interior ภายใน ให้ฟิลเหมือนตู้ปลาทองกลับหัว 

แต่จุดเด่นที่ท็อปฟอร์มรถยนต์ยี่ห้ออื่นๆ คือ Feature น่ารักๆ อย่าง แจกันดอกไม้ บริเวณแผงหน้าปัดรถยนต์  (Build-in Flower Vase) นั่นเอง

2018

headlightmag

เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา Volkswagen ได้ประกาศปิดฉากรถเต่าในตำนาน โดยการเปิดตัวรถยนต์ Volkswagen Beetle รุ่นสุดท้าย ที่มีชื่อว่า “Final Edition” ซึ่งผลิตขึ้นเพียงแค่ 5,961 คัน เท่านั้น

รุ่น Final Edition นี้ มีให้เลือกทั้งแบบ รถเก๋ง Coupe และ แบบเปิดประทุน 

อย่างไรก็ตาม เพื่อตอบสนองคำเรียกร้องจากแฟนๆ ในปี 2019 ทาง Volkswagen ได้ประกาศผลิตรุ่น Final Edition เพิ่มขึ้นอีก 65 คัน ซึ่งเป็นจำนวนปีของการขาย Volkswagen Beetle ในฝั่งประเทศเม็กซิโก โดยในครั้งนี้ สามารถสั่งซื้อในอินเทอร์เน็ต ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 642,600 บาท เท่านั้น ที่สำคัญทาง Volkswagen ยังติดป้ายโลหะที่ระลึกไว้ข้างซ้าย พร้อมกับป้ายทะเบียน หมายเลข 1-65 อีกด้วย 

บอกลารถเต่าในตำนาน

ตลอดระยะเวลา 80 ปีที่รถเต่าหรือรถคุณปู่ ได้โลดแล่นบนท้องถนน Volkswagen Beetle คันนี้ คงเคยเป็นรถในวันฝันของใครหลายคน บางคนโชคดีได้มันมาครอบครองในที่สุด แต่ก็มีอีกหลายคนที่พึ่งจะเริ่มสร้างตัว และเก็บเงิน พร้อมจะซื้อ แต่ VW ก็ดันเลิกผลิตมันเสียแล้ว

และในอนาคตเราจะได้เห็นรถคันนี้อีกไหม แม้แต่ CEO ของ Volkswagen อย่าง Hinrich J. เองก็ยังตอบไม่ได้ เขาได้แต่ให้ประโยคทิ้งท้ายกับการเดินทางตลอดระยะเวลา 80 ปี ของ Volkswagen Beetle ว่า “Never Says Never” (จะไม่พูดว่าไม่ได้ เพราะทุกอย่างเป็นไปได้)

หากคนไหนหลงใหล รถเต่า คันนี้ และ อยากได้น้องมาเป็นเจ้าของ แต่หาซื้อตามศูนย์ขายรถไม่ได้เลย  ไม่ต้องห่วงค่ะ ที่ Kaidee เรามีขายนะคะ ตั้งแต่มือหนึ่งยันมือสองเลย ที่สำคัญเรามีผู้เชี่ยวชาญพร้อมตอบคำถาม และรับฟังปัญหาของคุณตลอด 24 ชั่วโมงด้วย คลิกเลยค่ะ 

ขุดประวัติและสไตล์การแต่งรถเต่าในตำนาน

ขุดประวัติและสไตล์การแต่งรถเต่าในตำนาน

ไม่แน่ใจว่าสมัยนี้ยังมีใครยังรู้จัก “รถเต่า” อยู่กันบ้างหรือเปล่า ?

เพราะเจ้ารถเต่านี้ ได้หายจากท้องถนนประเทศไทยไปนานเป็นเวลานับหลายปีแล้ว  คนรุ่นใหม่หลายคนอาจไม่เคยเห็นเจ้ารถรุ่นนี้มาก่อนในชีวิต ต่อให้เคยเห็นก็ไม่แน่ใจว่า รถแปลก ๆ คันนี้คือรถอะไรกัน! 

ใครก็ตามที่รู้สึกสนใจเจ้ารถเต่าคันนี้ และมีแพลนว่าอยากนำกลับมาขับจังเลยน้า ต้องไม่พลาดที่จะอ่านและศึกษาสไตล์การแต่งรถเต่าในอดีต ที่ไม่ว่าดูกี่ครั้งก็คลาสสิกแถมยังมีสไตล์อีกด้วย

พูดได้เลยว่า แม้จะเป็นรถเก่าแต่ก็เห็นได้ชัดว่า กระแสวินเทจและย้อนวัยยุค 90 กำลังกลับมาในประเทศไทย ทำให้ “ซากรถ” คันนี้กลับมามีชีวิตในความคิดของใครหลายคนอีกครั้ง 

การนำเสนอรถเต่าไม่ได้มีเพียงแค่บนท้องถนนแต่อย่างเดียว ในหนังต่างประเทศหลายๆ เรื่อง ที่มีเซตติ้งย้อนกลับไปช่วงยุค 80-90s ก็เลือกรถเต่าคันนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งยุค ทำให้คนนึกออกทันทีว่าตอนนี้ หนังอยู่ในเซตติ้งยุคประมาณไหน

ประวัติรถเต่า

แม้จะบอกว่าการสร้างรถเต่ามาจากแนวคิดของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แต่การสร้างรถเต่าครั้งนี้มีที่มาที่ไม่ได้เต็มไปด้วยการนองเลือดอย่างที่ใครคิด เพราะการสร้างรถเต่านั้นเริ่มต้นจากที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เห็นแววการออกแบบรถของ เฟอร์ดินาน ปอร์เช่ ที่เน้นรถยนต์เข้าถึงง่ายและประหยัด

ด้วยเหตุนั้นอดอลฟ์ ฮิตเลอร์จึงออกสำคัญให้เฟอร์ดินาน ปอร์เช่ ออกแบบรถยนต์อันเป็นที่นั่งผู้ใหญ่ 2 คน เด็กนั่งได้สัก 3 คน ในราคางบประหยัด ที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย โดยมีจุดประสงค์ให้ประชาชนชาวเยอรมันสามารถเข้าถึงรถยนต์ได้

เมื่อเฟอร์ดินาน ปอร์เช่ ออกแบบรถจนเสร็จสมบูรณ์ ในปี 1938 รถบีเทิลของ Volkswagen ก็ได้รับความนิยมจากบุคคลทั่วไป ด้วยราคาที่เข้าทีและคุณสมบัติที่เพรียบพร้อม ทำให้รถยนต์คันนี้ครองใจใครหลายคนไปได้อย่างไม่ต้องสงสัย  

รถเต่า หรือ รถบีเทิลก็ได้ผลิตออกมาจำหน่ายยาวไปเรื่อย ๆ โดยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบทรงเพียงเล็กน้อย เพื่อคงความเป็นเอกลักษณ์ที่ใครก็จดจำได้ไว้ 

ถึงแม้ในช่วงภายหลังการผลิตรุ่นบีเทิลออกมา จะมีปัญหาในแง่ของเรื่องไอเสีย ที่ปล่อยออกมาจำนวนมาก ซึ่งสวนทางกับกระแสโลกที่เริ่มหันมาอนุรักษ์รถมากขึ้น แต่ในปี 1997 ทาง Volkswagen ก็ได้เรียกกระแสกลับมาด้วยรถเต่า หรือ รถนิวบีเทิล ที่เปลี่ยนโฉมยกคันให้ดูมีรูปลักษณ์ทันสมัยขึ้นแต่ยังคงโครงรถทรงเดิมไว้

ท้ายที่สุดแล้วรถเต่า หรือ รถบีเทิลก็ได้ดำเนินมาถึงเวลาที่ต้องพัก หลังจากที่ทางบริษัท Volkswagen ได้ตัดสินใจตามยอดขายที่เริ่มลดลงทุกปี และขณะเดียวกันเองบริษัทก็มีนโยบายเน้นการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ในปี 2019 บริษัทจึงได้ผลิตรถยนต์รุ่นสุดท้ายอย่าง Beetle Final Edition ออกมาเพื่อเป็นการอำลาและปิดม่านรถบีเทิล หรือ รถเต่าที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 70 ปีอย่างสวยงาม 

สไตล์การแต่งยอดฮิต ซื้อรถเก่ารีโนเวทใหม่

แม้รถเต่าในปัจจุบันจะหยุดการผลิตไปแล้ว ทว่ากระแสที่มีหลายคนยังคิดถึง ยามได้เห็นรถยนต์รุ่นนี้โลดแล่นอยู่บนท้องถนนเริ่มกลับมาอีกครั้ง ยิ่งบางครั้งเราสามารถเห็นได้เลยว่า มีคนนำรถเต่าคันนี้กลับมาและยกเครื่องใหม่ทั้งหมด ทำให้รถยนต์ที่เคยตายไปแล้วกลับมามีชีวิตอีกครั้ง 

รูปแบบการแต่งรถบีเทิลหรือรถเต่านั้นโดยคร่าว ๆ แล้วจะแบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ แบบคลาสสิก, แบบลายคาดรถ และแบบสปอร์ต ซึ่งทั้งสามแบบนี้เราจะสามารถเห็นได้ชัดมากบนท้องถนนและในหนังภาพยนตร์หลายเรื่อง

Classic 

การแต่งรถแบบแรกขอเรียกว่า แบบคลาสสิก เพราะการแต่งแบบนี้ใช้แค่การเปลี่ยนสีของรถและตกแต่งภายนอกรถเล็กน้อย  ยกตัวอย่างเช่น บริเวณไฟท้าย เพราะคนส่วนใหญ่รักในทรง “รถเต่า” และรูปลักษณ์ภายนอกดั้งเดิมอยู่แล้ว

ใครที่กำลังคิดจะว่าจะนำมายกเครื่องปรับปรุงใหม่ โดยซื้อรถมือสองมาปรับเอา สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้รถเต่าของคุณยังดูดีมีสไตล์แบบคลาสสิก คือการทาสีรถใหม่ทั้งคัน เน้นโทนสีออกแนวพาสเทล เท่านี้คุณก็ได้บรรยากาศย้อนกลับไปในช่วงปี 80 – 90s แล้ว

Strips

ในส่วนของ strips หรือลายคาดบนตัวรถ ลายแบบนี้เริ่มเป็นที่นิยมมาจากลายด้านข้างของรถสปอร์ตที่หลายคนชอบ นำมาสู่การนำลายเหล่านั้นมาประยุกต์บนรถของตนเอง แต่ที่เห็นแล้วดูจะเข้ากันและเท่สุด ๆ ก็ต้องเป็นรถรุ่นบีเทิลของ Volkswagen 

โดยเฉพาะใครที่ชอบลาย Strips อยู่แล้ว ยิ่งพอมาประยุกต์กับรถเต่าคันนี้ ยิ่งดูเข้ากัน ได้ทั้งลุคเท่และน่ารักไปในคราเดียว แถมคุณยังสามารถเห็นได้จากภาพยนตร์หนังหลายเรื่อง ที่นิยมเอารถเต่านี้มาเพ้นท์เป็นลาย ยกตัวอย่างเช่นภายในภาพยนตร์อย่างเรื่อง Herbie เป็นต้น   

Sport 

ส่วนการตกแต่งแบบสุดท้ายที่คนนิยมแต่งคือแบบสปอร์ตที่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึงว่ารถเต่าแบบนี้ก็สามารถทำให้ดูสปอร์ตได้เช่นเดียวกัน แถมพอแต่งรถให้เป็นลุคสปอร์ตก็ทำให้รถดูดีและดูหรูหราขึ้นกว่าที่เคย ยิ่งกับรถบีเทิลรุ่นใหม่ ยิ่งทำให้รู้สึกถึงความหรูหราอีกระดับเลยทีเดียวเชียว

รถยนต์ไฟฟ้าของ Volkswagen 

จากที่ได้กล่าวถึงการปิดตำนานของรถเต่าไป เนื่องจากการหันมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มีส่วนช่วยอนุรักษ์โลกแทนของบริษัท Volkswagen ทำให้รถเต่าซึ่งมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์มากกว่ารถอื่น ๆ เป็นอันต้องหยุดผลิตไป 

ทาง Volkswagen ได้หันมาจับทางของรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลักแทน โดยการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก ในชื่อรุ่น ID.3 ในราคาเริ่มต้นที่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท โดยเบื้องต้นเน้นการใช้แบตเตอรี่ที่มีความจุถึง 45 กิโลวัตต์ สามารถวิ่งไปในระยะทางสูงสุด 330 กม.ซึ่งจัดว่าเป็นสเป็กที่ใช้ได้เลยสำหรับการเปิดตัวรถยนต์คันแรกของแบรนด์นี้

สรุปท้ายบทความ

ประวัติศาสตร์รถเต่าที่อยู่คู่กับเรามาอย่างยาวนาน เป็นอะไรที่หลายคนยังไม่ค่อยรู้กัน แม้จะเป็นรถรุ่นฮิตในอดีตแค่ไหน แต่ปัจจุบันคนที่รู้จักรถแบรนด์นี้กลับน้อยลงเรื่อย ๆ ทว่าในช่วงหลังเริ่มเห็นรถเต่าหรือรถบีเทิลกลับมาวิ่งบนท้องถนนอีกครั้ง หาคุณต้องการรถเต่าสักคันเพื่อเก็บสะสมแล้วละก็ Kaidee มีให้คุณดูแล้ววันนี้!

5 รถคลาสสิกยอดฮิต ขายดี ราคาไม่มีตก

5 รถคลาสสิกยอดฮิต ขายดี ราคาไม่มีตก

ปัจจุบันต้องยอมรับเลยว่า “รถยนต์” ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อชีวิตไปแล้ว เนื่องด้วยระบบการคมนาคมขนส่งสาธารณะที่ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่หรือการเดินทางไปต่างจังหวัดด้วยรถยนต์ส่วนตัวก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายได้ลงไปอีก หลายคนจึงมีรถยนต์ไว้ใช้เป็นพาหนะสำคัญในการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการขับเดินทางไปทำงาน ท่องเที่ยว หรือมีไว้ประกอบอาชีพ 

รถคลาสสิก” หลายคนนิยมสะสมรถประเภทนี้เอาไว้เพื่อเป็นความสุขทางจิตใจ อาจจะเป็นเพราะด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่มีเสน่ห์ผสมผสานความเป็นเอกลักษณ์ หรืออาจเป็นเพราะการผลิตออกมาในจำนวนน้อย รวมถึงเป็นรถที่เรารู้ทั้งรู้ว่าจะต้องซ่อมบ่อยแค่ไหนก็ตาม แต่ทั้งหมดล้วนเกิดจากความรักและความหลงใหลในการสะสมจนต้องตามหามาเป็นเจ้าของให้ได้ 

รถคลาสสิก คือ ?

โดยทั่วไปแล้วรถยนต์ที่มีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป จะถูกเรียกว่า “รถคลาสสิก” ถึงแม้ว่าคำนิยามดังกล่าวจะมีความหมายค่อนข้างกว้าง แต่แท้จริงแล้วจะเป็นรถที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์สำหรับการสะสม มีคุณค่าที่ควรรักษาและฟื้นฟูเพื่อปลุกให้รถคลาสสิกกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

รถคลาสสิก คือ รถยนต์ที่ได้รับความนิยมในอดีต ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2443 เป็นต้นไป ส่วนใหญ่รถเก่าที่มีอายุมากแล้วจะมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่มีเสน่ห์ภายในตัวของมันเอง โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปปรับแต่ง หรือเปลี่ยนอะไรให้ผิดไปจากรูปทรงเดิม ซึ่งรถคลาสสิกที่มีอยู่ในปัจจุบันมักจะได้รับการดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพดีและมีความเงางามเป็นพิเศษ โดยระยะรุ่นปีของรถที่ถือว่าเป็นรถคลาสสิกนั้น นอกเหนือจากความเก่า และรูปลักษณ์ที่ดูคลาสสิกแล้ว ยังถูกเชื่อมโยงไปจนถึงเรื่องรสนิยมอีกด้วย 

อีกหนึ่งเสน่ห์ที่หลายคนหลงใหลนั่นก็คือ การนำซากรถเก่าที่ไม่สามารถใช้งานได้แล้วกลับมาบูรณะ ซ่อมแซม ทำสี เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ เพื่อให้สามารถนำกลับมาขับได้อีกครั้ง ซึ่งต้องใช้เวลานานพอสมควร แต่ในระยะเวลาระหว่างที่รอนั้นเปรียบเสมือนการใช้เวลาอย่างคุ้มค่าที่จะได้เฝ้าตารอดูรถคันนี้ได้ฟื้นคืนชีพกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

ถึงแม้รถคลาสสิกจะผ่านเจ้าของมาหลายคน หรือเป็นรถที่ต้องซ่อมบ่อย แต่รถคลาสสิกก็ยังคงเอกลักษณ์ของความสวยงามที่มีเสน่ห์ และน่าหลงใหลให้เหล่านักสะสมได้อยู่เสมอ วันนี้ Kaidee Auto จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ 5 รถคลาสสิกยอดฮิต ขายดี ราคาไม่มีตก มาดูกันว่ามีรุ่นไหนบ้าง ตามไปหาคำตอบพร้อมกันได้เลย

Nissan Figaro

หนึ่งในรถเล็กที่มีเรื่องราวความยิ่งใหญ่ตลอดกาลกับการเปิดตัวครั้งแรกในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ 1989 โดยฝีมือการออกแบบของ “มิสเตอร์โชจิ ทาคาฮาชิ” ที่ให้รูปลักษณ์ภายนอกสไตล์วิคตอเรียน เน้นการกแต่งด้วยโครเมียมรอบคัน แผงพลาสติกที่ติดกระจังหน้าทำมาจากพลาสติก PPO คืนตัวได้เมื่อโดนกระแทก หลังคาสามารถเลื่อนพับเก็บได้ ภายในห้องโดยสารตกแต่งเน้นความหรูหราด้วยโครเมียมสไตล์อังกฤษ พวงมาลัย 3 แกนแบบคลาสสิก ส่งผลให้ภาพรวมตัวรถดูมีความน่ารัก คลาสสิก ย้อนยุคเหมือนรถในยุค 70s

Nissan Figaro มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 987 ซีซี ให้แรงม้าสูงสุด 76 แรงม้า เกียร์ออโต้ 3 สปีด โดยหลังจากที่เปิดตัว พร้อมได้รับกระแสตอบรับที่ดีเกินคาดจึงได้ผลิตออกจำหน่ายในวันวาเลนไทน์ปี 1991 ด้วยจำนวนจำกัดเพียง 20,000 คัน ซึ่งใน 8,000 คันแรกผลิตแบบปกติ ส่วนอีก 12,000 คันที่เหลือจะมีเลขกำกับอยู่เพื่อบ่งบอกความพิเศษที่คนสะสมรถต้องหลงรัก

Suzuki Caribian

ขวัญใจสายผจญภัยกับ Suzuki Caribian ที่ปัจจุบันได้เลิกทำการผลิตไปแล้ว แต่ก็ยังเป็นรถที่เหล่านักสะสมตามเก็บและมักเห็นบนท้องถนนอยู่บ่อยๆ ซึ่งตัวรถผลิตครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ. 1968 นำเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1977 นิยมใช้ในราชการทหาร ก่อนที่จะขายในเชิงพาณิชย์ประมาณปี ค.ศ. 1982 เป็นรถ 4 ที่นั่ง มีฉายาที่เรียกติดปากว่า “รถตู้ปลา”

ในช่วงเวลานั้น Suzuki Caribian นับว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่ารถเก๋ง เครื่องยนต์ของรถที่ใช้งานไม่ยาก กลไกไม่ซับซ้อน รวมถึงยังมีความทนทานสูง แต่สำหรับหลายคนทนแรงสั่นสะเทือนของรถไม่ไหวจึงต้อมยอมตัดสินใจขายไป 

ปัจจุบันถือว่าได้รับความนิยมขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่กระแส Camp Car กำลังมาแรง จึงทำให้ผู้คนนำรถไปคัสตอมตกแต่งให้เข้ากับสไตล์ รวมถึงติดเต็นท์บนหลังคาของตัวรถที่สามารถขับรถไปแคมป์ปิ้งในป่าหรือตามอุทยาน เรียกได้ว่าตอบโจทย์สายผจญภัยได้อย่างแท้จริง

Volkswagen Beetle

Volkswagen Beetle หรือที่เรียกติดปากว่า “รถเต่า” เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1934 เมื่อคณะกรรมการสมาคมอุตสาหกรรมรถยนต์แห่งชาติเยอรมนี หรือ RDA-Reichsverband Der Deutschen Automobilindustrie ได้มอบหมายให้ ดร.เฟอร์ดินาน พอร์ช ออกแบบรถยนต์สำหรับประชาชน (People’s car) ซึ่งในภาษาเยอรมันที่เรียกว่า Volkswagen 

รถเต่าได้นำเข้ามาสู่บ้านเราตั้งแต่ยุค 50s ยาวนานจนถึงยุค 70s โดยมีหลากหลายรูปแบบ และหลายฉายา ตั้งแต่รุ่น จอแบ่ง, จอไข่, จอกว้าง, ตาเอียง, ตานอน, ตาหวาน, กันชนใหญ่, ไฟท้ายกลม หรือรุ่นเปิดประทุน ในอดีตนั้นรถเต่าเป็นรถธรรมดาสามัญทั่วไป แต่ด้วยรูปทรงที่สวยงาม ผสมกับความทนทาน และการผลิตที่ยาวนานจึงทำให้เริ่มได้รับความนิยมจากคนเล่นรถเก่ามาจนถึงปัจจุบัน

Porsche 911

แน่นอนว่า Porsche 911 คือหนึ่งในรุ่นรถที่เป็นบรรทัดฐานให้กับการนิยามคำว่า “ซูเปอร์คาร์” ได้อย่างดีที่สุด เพราะด้วยคุณสมบัติที่ครบถ้วนทุกกระบวนการของความเป็นซูเปอร์คาร์ และเหนือสิ่งอื่นใดคือประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน พร้อมการยอมรับจากผู้คนทั่วโลกจนสิ้นข้อสงสัย

รถสปอร์ตสุดคลาสสิกกับรูปทรงกบในตำนานที่มีประวัติการเดินทางอันแสนยาวนานกว่า 50 ปี โดยเริ่มทำการผลิตมาตั้งแต่ปี 1964 และเปลี่ยนโฉมมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันกว่า 7 เจเนอเรชัน โดดเด่นด้วยรูปทรงสปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ ไฟกลมท้ายลาด เครื่องยนต์วางท้าย แตกไลน์รุ่นออกมาอีกมากมาย ซึ่งรุ่นที่โดดเด่นทำให้เหล่านักสะสมรถนั้นต้องมีไว้ครอบครองคือ Targa, Speedster หรือ GT

Land Rover Series I, II, III และ Defender

หนึ่งในรุ่นรถที่นับว่ามีบทบาทในการวางรากฐานตลาดรถยนต์ SUV รวมถึงยังเป็นรถยนต์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น Iconic ของแบรนด์ Land Rover ที่สืบทอดทายาทเชื้อสายตรงมาจากยานยนต์ที่ถูกพัฒนามาเพื่อใช้งานในสงครามโลกครั้งที่ 2 เหมือนกับที่ Jeep มีรุ่น Wrangler เป็นตัวแทน

ตำนานออฟโรดขนานแท้ที่คงเอกลักษณ์รูปทรงสี่เหลี่ยมอันโดดเด่นไว้อย่างยาวนานกว่า 70 ปี จัดว่าเป็นอีกหนึ่งในสุดยอดรถสำหรับใช้ขับเข้าป่า หรือจะใช้งานในเมืองก็ได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นยังเป็นรถยอดนิยมของหน่วยงานราชการและได้รับเกียรติให้เป็น “รถทรงงาน” อีกหนึ่งรุ่น ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นรถแห่งความสมบุกสมบันและจิตวิญญาณความเป็นออฟโรดขนานแท้ 

สรุปท้ายบทความ

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของรถคลาสสิกเท่านั้น เพราะยังมีรถคลาสสิกอีกมากมายหลายรุ่นที่เหล่านักสะสมนิยมเล่นกัน ที่นอกจากความสวยงามอันน่าหลงใหลแล้ว แต่ละรุ่นยังมีประวัติศาสตร์และเรื่องราวมาอย่างยาวนานที่สะท้อนสภาพทางสังคมในแต่ละยุคได้อย่างชัดเจน 

สำหรับใครที่กำลังต้องการเป็นเจ้าของรถคลาสสิก หรือรถยนต์มือสองไว้ใช้งาน สามารถเข้ามาเลือกดูได้ที่ Kaidee Auto แหล่งซื้อขายของออนไลน์ที่ได้รวบรวมสินค้าไว้ทุกประเภท

ประวัติที่มา 11 โลโก้รถยุโรปชื่อดังระดับโลก

ประวัติที่มา 11 โลโก้รถยุโรปชื่อดังระดับโลก

โลโก้รถ เป็นสัญลักษณ์สำคัญในการบ่งบอกเอกลักษณ์ของรถแบรนด์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะการออกแบบโลโก้รถต้องสื่อความหมายของเรื่องราวที่ต้องการให้ได้เข้าใจง่ายที่สุด และยังเป็นการช่วยให้เราจดจำรถของแบรนด์นั้น ๆ ได้มากขึ้นอีกด้วย วันนี้เราจะพาไปดูโลโก้รถจากทวีปยุโรปว่าโลโก้รถแต่ละแบรนด์มีประวัติและที่มาอย่างไรบ้าง

รวมโลโก้รถยุโรปชื่อดังระดับโลก

Volkswagen

โลโก้รถ Volkswagen

แบรนด์รถยนต์สัญชาติเยอรมนี ที่ก่อตั้งเมื่อปี 1973 ชื่อของ Volkswangen นั้นมีความหมายในภาษาเยอรมันว่า “รถของประชาชน” โดยการออกแบบโลโก้รถ Volkswangen มาจากตัวย่อของชื่อแบรนด์ที่ออกมาเป็น VW โดยใช้วงกลมแทนตัวคนที่อยู่ล้อมรอบโลโก้รถเปรียบเสมือนคนที่อยู่ในรถ ส่วนสีที่ใช้ในโลโก้รถนี้ มีการใช้สีน้ำเงินเข้มเพื่อแสดงความน่าเชื่อถือและมีระดับของแบรนด์ และใช้สีขาวทเพื่อแสดงถึงความบริสุทธิ์และมีเสน่ห์

และเมื่อปี 2019 ทาง Volkswagen ได้มีการเปลี่ยนโลโก้รถให้เรียบง่ายโดยการตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นเพื่อให้เหลือแต่สิ่งสำคัญ กลายเป็นโลโก้ 2 มิติ อันสวยงามนี้เอง

ราคาโดยประมาณ 590,100-1,124,000 บาท

Volvo

โลโก้รถ Volvo

แบรนด์รถยนต์อันโด่งดังไปทั่วโลกจากประเทศสวีเดน ก่อตั้งโดยบริษัท SKF สวีเดนในปี 1927 โดยตัวโลโก้รถ Volvo สื่อถึงความแข็งแกร่ง คำว่า Volvo แปลว่า I Roll ในภาษาละติน สื่อถึงแบรนด์ที่ต้องการช่วยให้ทุกการเดินทางเป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น มีลูกศรเป็นสัญลักษณ์ของธาตุเหล็กโบราณ อุตสาหกรรมในประเทศสวีเดน และดาวอังคารที่แสดงถึงความแข็งแกร่ง รวมถึงการใช้สีน้ำเงินที่หมายถึงความน่าเชื่อถือและสีเงินที่เป็นสัญลักษณ์ของธาตุเหล็ก

ราคาโดยประมาณ 2,090,000-5,990,000 บาท

Mercedes-Benz

โลโก้รถ Benz

แบรนด์รถยนต์สุดหรูจากประเทศเยอรมนี มีการก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ.1926 จากการร่วมมือกันของ 2 ผู้ผลิตรถยนต์ที่เคยเป็นคู่แข่งกันอย่าง โกท์ลีป ไดม์เลอร์ และ คาร์ล เบนซ์ ซึ่งตัวโลกโก้รถ Mercedes-Benz มีที่มาจากโปสต์การ์ดของ โกท์ลีป ไดม์เลอร์ ที่ได้วาดดาวสามแฉกไว้พร้อมเขียนคำบรรยายว่าสักวันหนึ่งดาวดวงนี้จะส่องแสงเหนือโรงงานของเขาและนำความเจริญมั่งคั่งมาสู่บริษัทได้นั่นเอง หรืออีกนัยหนึ่ง ตัวโลโก้รถก็ยังหมายถึงมอเตอร์ที่สามารถใช้ได้กับทั้งทางน้ำ ดิน และอากาศ

ราคาโดยประมาณ 1,999,000-17,540,000 บาท

MINI

โลโก้รถ MINI

แบรนด์รถยนต์ขนาดเล็กสุดคลาสสิก ที่ผลิตในประเทศอังกฤษ โดยมีแบรนด์รถยนต์ชื่อดังอย่าง BMW เป็นเจ้าของใหญ่ ตัวโลโก้รถ MINI มีชื่อแบรนด์อยู่ตรงกลางวงกลมสีดำมีปีกสื่อถึงความเร็วและเสรีภาพ สีของโลโก้รถประกอบไปด้วยสีดำและเงินที่มีความหมายแตกต่างกัน โดยสีเงินแสดงถึงความหรูหรา ส่วนสีดำช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งและเป็นเลิศให้กับโลโก้รถ MINI มากยิ่งขึ้น

ราคาโดยประมาณ 1,959,000-4,200,000 บาท

Triumph

โลโก้รถ Triumph

บริษัทผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ชื่อดังในประเทศอังกฤษ โดยโลโก้รถจักรยานยนต์แบรนด์นี้มีตัว T ที่ในตอนแรกถูกออกแบบให้คล้ายกับฝาสูบเครื่องยนต์แต่มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น มีเส้นโค้งที่ลากจากตัว R ไปจนถึง H คล้ายกับรอยยิ้มเป็นเอกลักษณ์ของโลโก้รถ และมีสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมคล้ายกับธงชาติอังกฤษซึ่งเป็นประเทศผู้ก่อตั้งแบรนด์ขึ้นมา เพิ่มเข้าไปอีกด้วย

ราคาโดยประมาณ 395,000-985,000 บาท

Porsche

โลโก้รถ Porsche

อีกหนึ่งรถยนต์แบรนด์หรูที่ก่อตั้งเมื่อปี 1931 จากประเทศเยอรมนีทำให้โลโก้รถของ Porsche มีความเป็นเยอรมนี ด้วยธงชาติ สี ชื่อเมืองที่ผลิต และสัญลักษณ์ของเมืองที่เป็นรูปม้า แสดงถึงความทรงพลังและความรวดเร็วของรถ รวมไปถึงเขากวางสีดำและแถบสีดำ-แดงที่หมายถึงอาณาจักรก่อนรวมเป็นประเทศเยอรมนี เข้าไปบนโลโก้รถ

ราคาโดยประมาณ 4,900,000-22,100,000 บาท

Lamborghini

โลโก้รถ Lamborghini

แบรนด์รถยนต์ที่มาจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศอิตาลี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1963 ตัวโลโก้รถ Lamborghini มีจุดเด่นอยู่ที่วัวกระทิงสีทองซึ่งเป็นสายพันธุ์สัตว์ที่ผู้ก่อตั้งชอบมากที่สุดและยังเป็นสัตว์ประจำราศีของผู้อีกตั้งอีกด้วย นอกจากนี้การใช้วัวกระทิงยังมีความหมายถึงความแข็งแกร่งทนทานดั่งเช่นรถยนต์ยี่ห้อ Lamborghini ส่วนเหตุผลที่โลโก้รถแบรนด์นี้มีสีดำและทองเป็นเพราะทั้งสองสีนั้นแสดงถึงอำนาจบารมีและความหรูหรานั่นเอง

ราคาโดยประมาณ 21,500,000-178,000,000 บาท

Jaguar

โลโก้รถ Jaguar

Jaguar เป็นบริษัทรถยนต์ระดับหรูหราของประเทศอังกฤษที่มีการก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 1922 ตัวโลโก้รถมีเสือจากัวร์ที่แสดงถึงความแข็งแกร่ง แม่นยำและทรงพลังกระโจนอยู่ ใช้โลหะสีเงินที่ช่วยให้โลโก้รถดูหรูหรามีระดับมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการใช้แสงเงาเพื่อทำให้โลโก้รถดูมีมิติ เพรียวบาง และเพิ่มการเคลื่อนไหวให้โลโก้รถดูมีชีวิตชีวาสวยงามมากยิ่งขึ้น

ราคาโดยประมาณ 2,900,000-6,400,000 บาท

Ferrari

โลโก้รถ Ferrari

อีกหนึ่งแบรนด์รถสปอร์ตที่มีความหรูหราอันดับต้น ๆ จากประเทศอิตาลี ตั้งแต่ปี 1939 โดยตัวโลโก้รถแบรนด์นี้มีสัญลักษณ์รูปม้าที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งมีที่มาจากการพบเจอของผู้ก่อตั้งแบรนด์ Ferrari และวีรบุรุษนักบินอันโด่งดังจนประทับใจกับคำพูดและสัญลักษณ์บนเครื่องบินของเขา ส่วนสีเหลืองที่อยู่บนโลโก้รถเป็นสีประจำเมืองโมเดน่าเป็นพื้นหลัง ในขณะที่สีเขียว ขาวและแดงเป็นสีของธงชาติอิตาลี ประเทศผู้ผลิตรถ Ferrari

ราคาโดยประมาณ 21,230,00-40,900,000 บาท

BMW

โลโก้รถ BMW

BMW แบรนด์รถยนต์ที่หลายคนคงคุ้นชื่อ เพราะออกรถยนต์มามากมายหลากหลายสไตล์ BMW ได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศเยอรมนีเมื่อปี 1916 โลโก้รถ BMW มีจุดสังเกตที่วงกลมสีฟ้าและขาวซึ่งมีที่มาจากสีของแคว้นบาวาเรีย แคว้นที่เป็นจุดกำเนิดของ BMW หรือในอีกมุมหนึ่งตัวโลโก้รถก็ยังสามารถมองเห็นเป็นรูปใบพัดสีขาวกำลังหมุนตัดกับท้องฟ้าซึ่งสอดคล้องกับธุรกิจการบินในช่วงแรกของการเปิดบริษัท BMW

ราคาโดยประมาณ 1,999,000-17,999,000 บาท

Aston Martin

โลโก้รถ Martin

ปิดท้ายด้วยโลโก้รถยนต์สุดหรูแบรนด์ดังอย่าง Aston Martin ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ถูกผลิตครั้งแรกในประเทศอังกฤษที่ในปี 1913 ตัวโลโก้รถของ Aston Martin ประกอบไปด้วยปีกสีขาวที่บ่งบอกถึงความสง่างาม เป็นเลิศ ความอิสระ ความฝัน ความเร็วและการสำรวจนั่นเอง

ราคาโดยประมาณ 16,900,000-28,900,000 บาท

สรุปท้ายบทความ

จากที่ได้เล่ามาข้างต้นแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าเพียงโลโก้เล็ก ๆ บนรถยนต์คันใหญ่ จะมีความหมายลึกซึ้งแอบแฝงอยู่ และถ้าคุณอยากได้รถสวย ๆ โลโก้เท่ ๆ ลองเข้ามาหาที่ Kaidee Auto สิ ที่นี่มีรถให้คุณได้เลือกมากมายหลากหลายสไตล์ให้คุณตัดสินใจ แล้วอย่าลืมเข้ามาหาซื้อรถกันนะ