สงสัยเหมือนกันมั้ย ? ทำไมดูดวงกี่ทีก็แม่น .. จิตวิทยาตอบได้

สงสัยเหมือนกันมั้ย ? ทำไมดูดวงกี่ทีก็แม่น .. จิตวิทยาตอบได้

เราดูดวงกันไปทำไม ?
ทำไมมันแม่นขนาดนั้นอ่ะ ?
เฮ้ยยย ! เขารู้ได้ไงว่านี่กำลังปวดหลัง
แถมจะได้โบนัสจากบริษัทอีก ขนลุกกกก !

คำถามนี้ลอยเข้ามาขณะที่เรากำลังเลื่อนเม้าส์เช็คดวงประจำสัปดาห์ของตัวเองอย่างตั้งใจ อ่านไปอ่านมา เฮ้ย ! ทำไมเรื่องสุขภาพกับการเงินแม่นขนาดนั้นอ่ะ หรือที่แท้แม่หมอเป็นเพื่อนสนิทของนี่ที่แอบไปรับงานเสริม ถึงตรงนี้เหมือนเริ่มเพ้อหน่อย ๆ เอาล่ะ ..สงสัยแล้วต้องทำยังไงน่ะเหรอ ใช่ค่ะ สายเจ้าหนูจำไมอย่างเราต้องหาคำตอบ ซึ่งวันนี้เราจะมาไขข้องสงสัยข้อนี้ในเชิงจิตวิทยากัน

ดวงแม่นจริง หรือเรากำลังคาดหวังอะไรบางอย่าง ?

เอาจริง ๆ ในเชิงจิตวิทยาก็มีหลายเหตุผลที่สามารถอธิบายความเชื่อดังกล่าวได้ หนึ่งในเหตุผลเหล่านั้นมีในเรื่องของ “ความปรารถนาและความต้องการควบคุมสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมและคาดเดาไม่ได้อยู่ด้วย”
ซึ่งการดูดวง ก็เหมือนการที่เราได้รู้ล่วงหน้าสิ่งเหล่านั้นล่วงหน้า รู้สึกว่าเราควบคุมมันได้ (แม้คำทำนายจะไม่ตรงขนาดนั้นก็ตาม) ก็ทำให้เรายิ่งเชื่อว่าดวงที่อ่านมันช่างแม่นเสียเหลือเกิน ฟิล ๆ มีอะไรมา Support ความคิดของตัวเองนั่นแหละ 

นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า Barnum effect (หรือเรียกได้อีกอย่างว่า Forer effect) ปรากฏการณ์ที่ตั้งตามชื่อของ Phineas Taylor Barnum นักแสดงและเจ้าของละครสัตว์

โดย Barnum เคยตั้งข้อสังเกตผ่านประโยคสุดคลาสสิกไว้ว่า ‘We’ve got something for everyone’ แปลง่าย ๆ ว่าจะมีบางสิ่งบางอย่างหรือบางคำพูดที่เข้าได้กับทุกคน อารมณ์แบบมันคลิกกับใจ ตรงความรู้สึกทำนองนั้น

โดย Barnum effect มักถูกนำมาอธิบายว่าทำไมบางครั้งหมอดูสามารถทำนายอะไรที่เหมือนจะเป็นนิสัย หรือความรู้สึกนึกคิดของเราได้ถูกต้องทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

การทดลอง

ปีค.ศ. 1948 Bertram R. Forer นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ทำการทดลองกับนักศึกษา
39 คน (ทำให้บางคนเรียกว่า Forer effect แทน Barnum effect) 
โดย Forer พานักศึกษาเข้ามานั่งในห้อง หลังจากนั้นก็บอกกับนักศึกษาว่าเขาจะวิเคราะห์ลักษณะอุปนิสัยของแต่ละคน โดยเขียนใส่กระดาษแล้วให้แต่ละคนอ่าน เมื่อนักศึกษาอ่านคำวิเคราะห์ (ทำนาย) ของตัวเองแล้ว จะต้องให้คะแนนความแม่นยำของการทำนาย โดยให้คะแนนได้ระหว่าง 0-5 ซึ่ง 0 คะแนนคือแย่มาก ส่วน 5 คะแนนคือแม่นมาก

ผลการทดลองออกมาพบว่า Forer ได้คะแนนรวมเฉลี่ยสูงถึง 4.26 คะแนน นักศึกษากว่า 40% ให้คะแนนเต็ม 5 คะแนน แต่เมื่อทุกคนแลกใบวิเคราะห์กันอ่านกลับพบว่าการวิเคราะห์ทุกใบเขียนเหมือนกันหมด

ซึ่งคำทำนายของ Forer มาจากการตัดแปะคำทำนายตามหนังสือดูดวงหลาย ๆ เล่ม แล้วเอามารวมกัน ซึ่งหลังจากที่ Forer ได้ทำการทดลองไป ก็มีคนมาทำการทดลองซ้ำอีกหลายครั้งด้วยรูปแบบที่แตกต่างกันไป

ถ้าอิงจากทฤษฏีจิตวิทยากลุ่มมนุษยนิยม (humanistic psychology) ทฤษฏีมีความเชื่อว่าทุกคนมีความปรารถนาบางอย่างที่เป็นพื้นฐาน เป็นสิ่งที่ทุกคนอยากได้ ความปรารถนาเหล่านี้ได้แก่ ความอยากเป็นที่รัก (อยากให้คนอื่นรัก) ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ความรู้สึกว่าตัวเองมีค่า ความเป็นอิสระ เป็นต้น ทำให้เมื่อทำนายในสิ่งเหล่านี้ คนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่ามันตรงนั่นเอง

Dr. Margaret Hamilton นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Wisconsin กล่าวว่า
“70 % ของการทำนายบนหนังสือพิมพ์มักจะเป็นข้อมูลเชิงบวก ซึ่งสูงกว่าเรื่องอื่น ๆ ในหนังสือพิมพ์เป็นอย่างมาก และการดูดวงยังช่วยให้คุณหลีกหนีจากความวิตกกังวลในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย”

ถึงตรงนี้เรากลับมาคิดเล่น ๆ ถึงพวกดวงรายวันที่เราชอบอ่านตอนเช้า ๆ เวลามาทำงาน จะบนแอปสีเขียวก็ดี หรือเว็บไซต์ต่างๆ ก็ดี จะเห็นว่าคำทำนายก็แอบเป็นแบบนี้เหมือนกันแหะ เพราะเหมือนเราได้ล่วงรู้บางอย่างล่วงหน้าตั้งแต่เช้า คำทำนายจะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่าไม่รู้ แต่ฉันรู้ทันจ้า เหมือนเรากุมโชคชะตาตัวเองได้อะไรประมาณนั้น

แล้วคนอื่น ๆ มีมุมมองยังไงกับเรื่องดวง ?



“ดูดวงเพื่อความสบายใจ เหมือนเราได้รู้ว่ากำลังจะเจอกับอะไร แต่ก็ไม่ได้เชื่อขนาดนั้นนะ สมมติหมอดูคนไหนดูดวงย้อนหลังก็เชื่อว่าแม่น เชื่อกว่าหมอดูที่ดูอนาคตอย่างเดียว”

ป่าน : ชานมไข่มุกเลิฟเวอร์



“การดูดวงเหมือนอ่านหนังสือแนะแนวชีวิต มันก็แล้วแต่คนว่าเชื่อมากน้อยแค่ไหน แต่ทางเราดูเอาสนุก เชื่อแต่สิ่งที่ดี อะไรดี ๆ เราก็ว่าแม่น มันเหมือนเป็นการดูอนาคตฟิลเดียวกับอ่านพยากรณ์อากาศนั่นแหละ”

วิ : หญิงสาวผู้หลงใหลโหราศาสตร์




“ดูดวงเอาขำ ๆ แม่นไม่แม่นอยู่ที่ตัวเรามากกว่า ถามว่าเชื่อแค่ไหน ให้สัก 15% เหมือนคำทำนายมันหว่าน ขี้เกียจตีความ บางทีทำนายครอบจักรวาล ใคร ๆ ก็มีโอกาสเจอสถานการณ์แบบนั้นได้”


บ๋อม : Gamer หนุ่มไฟแรง



“ไม่เชื่อ 100% ส่วนตัวรู้สึกว่าการเคลื่อนที่ของดวงดาวนำทางชีวิตเราไม่ได้ แต่ไม่ได้ลบหลู่นะ เพราะจิตวิทยาตอบแล้วว่ามนุษย์ต้องการสิ่งที่ช่วยพวกเขานำทาง เลยเข้าใจได้ว่าโหราศาสตร์ทำหน้าที่อะไร”

เจมส์ : หนุ่มติดเกม
ที่ชื่นชอบการเขียน


เยียวยาจิตใจผ่านคำทำนาย

ความน่าฉงนของศาสตร์แห่งการทำนาย เราว่ามันเป็นปริศนาที่ยากจะหาคำตอบ เพราะคุณไม่มีทางล่วงรู้เลยว่าคำทำนายเหล่านั้น แท้จริงแล้วมาจากอะไรกันแน่ .. ถึงตรงนี้ไม่ได้บอกว่าหมอดูไม่แม่น เพราะทุกสิ่งล้วนมาจากการฝึกฝน และความสามารถต่าง ๆ ทั้งสิ้น แม่นหรือไม่แม่นให้เหตุการณ์ที่เกิดในอนาคตหรืออดีตเป็นสิ่งยืนยันดีกว่า

เราเองก็มีหมอดูประจำตัวเหมือนกัน จุดที่รู้สึกว่าแม่นคงเป็นการทักเรื่องในครอบครัวที่เป็นความลับมาก ๆ ออกมาและประเด็นดังกล่าวค่อนข้างลึกพอสมควร ที่สำคัญเวลาเราดูดวงเรารู้สึกว่าเหมือนการเยียวยาจิตใจ เป็นการรับคำปรึกษาผ่านหมอดูแทนจิตแพทย์ เพราะบางครั้งเรากลับรู้สึกว่าการปรึกษาคนไกลตัว สามารถพูดได้มากกว่าคนใกล้ตัว เป็นไปได้หรือไม่ ว่านี่คือสัญญาณเตือนความสัมพันธ์บางอย่างระหว่างเราและคนรอบตัว ..

สุดท้ายนี้ เราอยากบอกว่าการดูดวงเป็นเรื่องปกติ เราดูเพื่อให้รู้ เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีสติ ไม่ใช่ดูเพื่อให้วิตกกังวล หรือให้ดวงควบคุมชีวิตของเราจนไม่กล้าทำอะไร 🙂

All power is from within and is therefore under our own control

อำนาจอยู่ในกำมือเรา
อย่าปล่อยให้มันควบคุมเรา

Robert Collier
เล่าประสบการณ์ “โรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง” (Imposter Syndrome) ในอาชีพ Content Writer

เล่าประสบการณ์ “โรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง” (Imposter Syndrome) ในอาชีพ Content Writer

สวัสดีทุกคน เราชื่อ “โบนัส” จริงๆ เราไม่มั่นใจเลยที่จะเขียนเรื่องนี้ เพราะไม่รู้ว่าจะเขียนให้เพื่อน ๆ เข้าใจได้หรือเปล่า แต่เราอยากแชร์เลยลองเขียนดู หวังว่าเรื่องนี้จะมีประโยชน์กับเพื่อน ๆ ที่กำลังเผชิญหน้าหรือคิดว่าตัวเองกำลังจะเป็นโรคนี้อยู่บ้างนะ 🙂

“จุดเริ่มต้น”

ตั้งแต่เด็กจนโต เราอยู่กับความคาดหวังสูงเสียดฟ้ามาตลอด แล้วยิ่งกับการเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้านด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าต้องแบกรับความคาดหวังและทำให้มันสำเร็จให้ได้ แต่.. ไม่ว่าเราจะผ่านด่านความคาดหวังกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เรามักจะได้ยินประโยคที่ว่า “ทำได้แค่นี้เหรอ” ทุกครั้ง ซึ่งรู้ตัวอีกที เราก็กลายเป็นคนที่ตั้งคำถามกับทุกอย่างในชีวิตของตัวเองไปซะแล้ว

ตอนแรกเรามีความมั่นใจมากว่าเรามีความสามารถ ทำได้ดีแล้ว (เท่าที่คนๆหนึ่งทำได้) แต่พอเจออะไรอะไรพวกนั้นบ่อย ๆ ความคิดของเราก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย

ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะโชคช่วย
จริง ๆ แล้ว เราไม่เก่งอะไรเลย

เราว่าชีวิตเราโชคดี และมักจะเข้าไปอยู่ในจังหวะที่ดีอยู่เสมอ ทำให้หลาย ๆ อย่างในชีวิตของเราประสบความสำเร็จเป็นอย่างที่หวัง ไม่ว่าจะเป็นการที่เรายื่นคะแนนรับตรงเข้าคณะที่ตั้งใจได้ หรือแม้แต่การได้งานที่เราอยากทำ ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือเราไม่รู้สึกดีใจกับสิ่งที่ได้มาเลย เพราะเรารู้สึกว่าเราได้จากความโชคดีมากกว่า ความรู้สึกต่อมาคือเราคิดเสมอว่าเราไม่เก่ง ไม่มีอะไรดี ไม่สมควรได้รับโอกาสเหล่านี้ด้วยซ้ำ .. . มันเป็นแค่เรื่องผ่านมาผ่านไปแค่นั้น และนั่นคือความเจ็บปวดอยู่กับเรามาตลอด ถ้าเป็นวงกลม 2 วง ก็เรียกได้ว่ามันทับซ้อนกันจนจะแนบสนิทเป็นหนึ่งเดียวกันอยู่แล้ว

“Dead Inside” 

การเป็นนักเขียนของเราแน่นอนว่ามันไม่ง่าย แต่ไม่รู้ทำไมเราไม่เคยยินดีกับงานเขียนของเราเลยสักครั้ง หนำซ้ำยังรู้สึกว่ามีคนเก่งรอบตัวเยอะไปหมดจนรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กกว่าพวกเขามาก รู้สึกว่างานเขียนของทุกคนดีกว่าเราหมด เราอยู่อันดับท้าย ๆ ของทีม อีกทั้งยังกลัวการเปิดเผยว่าชิ้นงานนี้เป็นของตัวเอง แม้ผลของมันจะออกมาน่าพอใจก็ตาม

ช่วงทำงานก็เหมือนกัน เมื่อเราเริ่มเขียนงานสักชิ้น เราจะเริ่มรู้สึกว่างานเขียนของเราห่วยแตก ไร้ประโยชน์ จากนั้นก็เริ่มโทษตัวเองหนักขึ้น รู้สึกว่าสิ่งที่เกิดในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคำชม ความพอใจต่าง ๆ หรือแม้แต่สิ่งที่คาดหวัง มันไม่ได้ดั่งใจไปหมดเลย จากความคิดทั้งหมดที่บอกไปในตอนแรก ทำให้เราทำงานลำบากมากขึ้น เราเริ่มไม่อยากไปทำงาน กลัวการคุยกับเพื่อนร่วมงาน ไม่กล้าเสนอไอเดีย ความคิดเริ่มเป็นไปในเชิงลบ ไม่อยากไปเจอเพื่อน และเก็บตัวมากขึ้น ซึ่งสิ่งรุนแรงที่สุดคือเราไม่อยากเขียนอะไรอีกเลย สุดท้ายเราเลยตั้งคำถามกับตัวเองว่า “หรือเราไม่ควรเอาสิ่งที่รักมาเป็นอาชีพกันแน่?”

ก่อนชีวิตจะพังไปมากกว่านี้ เราเลยเริ่มหาคำตอบว่าเรากำลังเป็นอะไรกันแน่ จนได้รู้จักกับ Imposter Syndrome

Imposter Syndrome

Imposter Syndrome คือ อาการที่บุคคลมีความกังวลเกี่ยวกับความสามารถหรือแม้แต่ความสำเร็จของตัวเอง โดยจะคิดเสมอว่าตัวเองไม่เก่งพอ ด้อยคุณภาพ ไม่คู่ควรกับสิ่งที่ได้มา รวมไปถึงสิ่งต่าง ๆ ได้มาเพราะโชคช่วย

อาการดังกล่าวถูกค้นพบโดยนักจิตวิทยา ในปี ค.ศ. 1978 แล้ว
ซึ่งอาการ Impostor Syndrome ยังไม่ได้การรับรองให้เป็นโรคทางจิตเวชอย่างเป็นทางการ แต่นับว่าอาการดังกล่าวส่งผลต่อการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก

แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเราเป็น Imposter Syndrome ?

ก่อนอื่นต้องบอกว่าใคร ๆ ก็เป็น Imposter Syndrome ได้ แต่อาการดังกล่าวก็มีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะเกิดกับกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จระดับสูง เด็กจบใหม่ เด็กที่พ่อแม่ปกป้องช่วยเหลือมากเกินไป นักวิชาการ คนที่ถูกพูดว่าตัวเองไม่เก่งจนคิดแบบนั้นจริง ๆ ไปจนไปถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลกเสียส่วนใหญ่ ถ้ากำลังสงสัยว่าเรากำลังเป็นอยู่หรือเปล่า ลองสังเกตตัวเองผ่าน Checklist ต่อไปนี้ดู

  • ฉันทำได้เพราะมีคนช่วยต่างหาก
  • ฉันทำได้เพราะมี Connection มากมาย
  • ฉันไม่ได้มีอะไรพิเศษ หรือเก่งอะไรหรอก คนอื่นก็ทำได้เหมือนกันนั่นแหละ
  • ฉันไม่ควรได้รับสิ่งดี ๆ คำชม หรืออะไรทั้งนั้น
  • ทุกคนแค่ทำตัวดีกับฉันไปอย่างนั้นแหละ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม
  • ฉันไม่อยากขอความช่วยเหลือใคร ต้องการรับผิดชอบเพียงคนเดียว
  • ทุกอย่างได้มาเพราะโชคช่วย และความบังเอิญ
  • ฉันตั้งความคาดหวัง และตั้งเป้าหมายกับทุกอย่างสูงเกินความเป็นจริง
  • ไม่เคยพอใจกับสิ่งที่สำเร็จหรือเกิดขึ้น เพราะรู้สึกว่ายังไม่ดีพอ

ถ้าเช็คแล้วรู้สึกว่าตัวเองเข้าข่าย เราว่าถึงเวลาแล้วล่ะต้องจัดการความรู้สึก เริ่มพยุงใจตัวเองได้แล้วนะ 🤍

ทางออก ?

การเดินออกจากความรู้สึกพวกนี้ แน่นอน..มันไม่ง่าย แต่จะให้อยู่เฉย ๆ ก็ไม่ได้เหมือนกัน และนี่คือวิธีเอาตัวรอดจาก Imposter Syndrome อย่างง่าย ๆ ของเราเอง

ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น

ข้อนี้ทำยากสุด เพราะความคิดมันจะตีกันตลอดเวลา แต่ถ้าไม่ยอมรับให้ได้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร สาเหตุมาจากไหน ก็ไปต่อไม่ได้ เราก็เลยต้อง “พยายาม” (ใช้คำว่าพยายามเลยนะ) ที่จะยอมรับให้ได้ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม

ร้องไห้ ร้องไห้ แล้วก็ร้องไห้

ยอมรับได้แล้ว ต้องหาทางระบายออก ซึ่งเราก็เป็นพวก EMO จ๋า ๆ อยู่แล้วด้วย รออะไรล่ะ ร้องไห้สิ ร้องอยู่นั่น ร้องให้ตายไปข้าง ร้องจนตาปูดตาบวมมาทำงาน แต่เฮ้ย ! มันช่วยได้จริง เพราะเราว่าการระบายสิ่งที่อึดอัดใจออกมา สามารถช่วยให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายจากความเครียด วิตกกังวล หรือความรู้สึกแย่ ๆ ในใจได้ จะแสดงทางการกระทำหรือคำพูดก็ได้ทั้งนั้นแหละ สไตล์ใครสไตล์มัน

เขียนทุกอย่างที่กำลังรู้สึก หรืออะไรก็ได้ที่ดีกับตัวเอง

แน่นอนว่าเราชอบเขียน แต่ไม่ใช่ให้เขียนงานหรือทำงานต่อนะ แต่ให้เขียนสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองลงไป เพื่อให้เราได้สำรวจตัวเองว่าเรากำลังเป็นอะไร รู้สึกอะไรอยู่ อยากให้ทุกอย่างเป็นไปในทิศทางไหน หรือจะไม่เขียนแต่เป็นวาดรูปก็ไม่ติด ส่วนใครจะเป็นเวย์อื่น เช่น ไปเที่ยว อ่านหนังสือ ก็ได้เหมือนกัน

ใจดักับตัวเองให้มาก ปรับความคิดตัวเองบ้างก็ดี

ข้อนี้ก็ยากสำหรับเราอีกนั่นแหละ แต่ทำไงได้ ถ้าไม่ทำก็ไม่มีทางดีขึ้น (สำหรับเรา)
เพราะฉะนั้นถ้าใจดีกับคนรอบข้าง ก็อย่าลืมหันมาใจดีกับตัวเองบ้าง อย่ากดดันตัวเองจนเกินไป ชีวิตมีอะไรให้ยิ้มกับมันอีกตั้งเยอะ (ถึงตรงนี้ก็เหมือนพิมพ์บอกตัวเองไปในตัว)

พยายามปรับความคิดที่ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะมีคนช่วย ความบังเอิญ ฯลฯ ให้เป็นมันคือความพยายาม และความสามารถของเราที่ตั้งใจทำ ไม่ว่าจะยังไงทุกอย่างนั้นออกมาดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้แล้ว ไม่ต้องไปเสียใจหรืออยากแก้ไขอะไรแล้ว

แต่ก็ไม่ใช่จะให้เปลี่ยนปุปปัป แต่เราจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากวิธีการคิดเล็ก ๆ แล้วก็ชมตัวเองในใจเยอะ ๆ เช่น วันนี้มีคนเข้าอ่านงานเราเยอะขึ้น แสดงว่าเราเขียนได้ดีขึ้น ทำต่อไปดีกว่า อะไรแบบนี้

จิตแพทย์ช่วยได้

ไม่สบายก็ต้องหาหมอ อยากให้มองว่ามันเป็นเรื่องปกตินะอะไรแบบนี้ ซึ่งส่วนตัวเรารักษาโรคซึมเศร้าอยู่แล้วเลยมีโอกาสได้คุยกับคุณหมอบ่อย ๆ คุณหมอก็แนะนำทางออกในแบบที่เราเป็น ผสานกับการรักษาไปในตัว

ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนกำลังคิดว่าตัวเองเข้าข่ายหรือกำลังจะไม่ไหว เราอยากให้ไปปรึกษาคุณหมอ หรือนักจิตวิทยานะ เพราะบางทีปัญหาที่เราพยายามแก้มานาน อาจแก้ง่ายกว่าที่คิดก็ได้ จิตใจเราเราต้องดูแลให้ดี

“เราทำดีที่สุดแล้ว เราพยายามเต็มที่แล้ว
เราบอกตัวเองแบบนี้บ่อยขึ้น”

ถึงตรงนี้เราก็ยังกังวลอยู่ดีว่าสิ่งที่เขียนจะดีไหม แต่เอาเถอะอย่างน้อยก็ได้แชร์เรื่องจริงที่เจอมาตลอดให้ฟังในมุมของนักเขียนคนนึง

สุดท้ายนี้ขอให้เพื่อน ๆ มีจิตใจที่เข้มแข็ง ก้าวผ่านเรื่องแย่ ๆ ได้อย่างงดงาม ที่สำคัญอย่าลืมใจดีกับตัวเองเยอะ ๆ ล่ะ เราขอโอบกอดทุกคนผ่านบทความนี้นะ

❤️