Feb 17, 2021 | บทความยานยนต์
แน่นอนว่า Porsche 911 คือหนึ่งในรุ่นรถที่เป็นบรรทัดฐานให้กับการนิยามคำว่า “ซูเปอร์คาร์” ได้อย่างดีที่สุด เพราะด้วยคุณสมบัติที่ครบถ้วนทุกกระบวนการของความเป็นซูเปอร์คาร์ และเหนือสิ่งอื่นใดคือประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน พร้อมการยอมรับจากผู้คนทั่วโลกจนสิ้นข้อสงสัย
รถสปอร์ตสุดคลาสสิกกับรูปทรงกบในตำนานที่มีประวัติการเดินทางอันแสนยาวนานกว่า 50 ปี โดยเริ่มทำการผลิตมาตั้งแต่ปี 1964 และเปลี่ยนโฉมมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันกว่า 7 เจเนอเรชัน โดดเด่นด้วยรูปทรงสปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ ไฟกลมท้ายลาด เครื่องยนต์วางท้าย แตกไลน์รุ่นออกมาอีกมากมาย ซึ่งรุ่นที่โดดเด่นทำให้เหล่านักสะสมรถนั้นต้องมีไว้ครอบครองคือ Targa, Speedster หรือ GT วันนี้เราจะพาทุกคนมาย้อนดูประวัติทั้งหมด 7 รุ่น ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง
Porsche 911 ปี 196 4
Porsche 911 รุ่นแรกเปิดตัวเป็นรถต้นแบบในปี 1963 ใช้รหัสการพัฒนาว่า 901 ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่น 356 กลายมาเป็นรุ่น 911 โดยเริ่มผลิตและจำหน่ายจริงในปี 1964 มีชื่อฉายาที่เรียกว่า Horn Grill เพราะด้วยเอกลักษณ์ที่มีช่องตะแกรงข้างไฟเลี้ยวสำหรับให้เสียงแตรลอดผ่านออกมา ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบนอน (Flat-6) ระบายความร้อนด้วยอากาศ ความจุ 2.0 ลิตร ผลิตกำลัง 130 แรงม้า ซึ่งมากพอที่จะทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 210 กม./ชม.
Porsche 911 ปี 1973
รุ่นที่ 2 รหัสตัวถัง G Series เปิดตัวปี 1973 ถูกพัฒนาฐานล้อให้ยาวขึ้นและปรับปรุงกันชนให้หนาขึ้นเพื่อส่งออกไปขายที่อเมริกาเหนือ พร้อมเข็มขัดนิรภัย 3 จุด เป็นมาตรฐานครั้งแรก ที่สำคัญคือรุ่นท็อปที่โด่งดัง ใช้เครื่องเบนซิน 6 สูบนอน ติดเทอร์โบ 260 แรงม้า และยังมีรุ่นอีกรุ่นที่กำลัง 300 แรงม้า พร้อมทั้งยังสามารถเปิดประทุนหลังคาผ้าใบได้ และรุ่น Speedster ที่สร้างมาตรฐานให้ชื่อ 911 เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจนมียอดขายสูงสุดในบรรดารุ่นเครื่องระบายความร้อนด้วยอากาศทุกรุ่น
Porsche 911 ปี 1989
มาถึงรุ่นที่ 3 กับรหัสตัวถัง 964 เปิดตัวในปี 1989 ซึ่งเปลี่ยนชิ้นส่วนตัวถังใหม่ทั้งหมดกว่า 85% โดดเด่นด้วยกันชนแบบชิ้นเดียวที่กลมกลืนไปกับตัวถังรถ ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบนอน 3.6 ลิตร 250 แรงม้า ที่สำคัญคือได้เพิ่มเทคโนโลยีหลายอย่าง เช่น เบรค ABS, พวงมาลัยพาวเวอร์, ถุงลมนิรภัย และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมเกียร์ทริปทรอนิกส์อันโด่งดังที่ได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน
Porsche 911 ปี 1993
รุ่นที่ 4 กับรหัสตัวถัง 993 เปิดตัวในปี 1993 ด้วยรูปทรงที่เรียกได้ว่าไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่ได้ไปพัฒนาในส่วนของพื้นฐานใหม่หมด กับการใช้โครงสร้างและล้อแม็กอะลูมิเนียม ซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ล้ำสุดๆ ในยุคนั้น ที่สำคัญใช้เครื่องยนต์ 6 สูบนอน ติดเทอร์โบคู่เป็นครั้งแรก และนับว่าเป็นรุ่นสุดท้ายที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ จึงเป็นรุ่นที่เหล่านักสะสมตามหากันเพื่อได้เก็บแก่นแท้ของรุ่น 911 อย่างแท้จริง
Porsche 911 ปี 1998
รุ่นที่ 5 รหัสตัวถัง 996 เปิดตัวขึ้นในปี 1997 ทำตลาดเป็นรุ่นปี 1998 นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตระกูลนี้เลยทีเดียว ด้วยการใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ทำให้เครื่องสร้างกำลังสูงสุดได้ 300 แรงม้า และกินน้ำมันน้อยลง เสียงเครื่องเดินเงียบนิ่ง มีไฟหน้าดีไซน์ที่แตกต่าง และเน้นไปที่การขับขี่ที่สะดวกสบายมากขึ้น
Porsche 911 ปี 2005
รุ่นที่ 6 รหัสตัวถัง 997 เปิดตัวในปี 2004 ทำตลาดเป็นรุ่นปี 2005 มีการดีไซน์รูปทรงย้อนกลับไปให้ดูมีความคลาสสิกอีกครั้งด้วยไฟหน้าทรงกลมรี แยกไฟเลี้ยวออกมาอยู่มุมกันชนแบบรุ่นดั้งเดิม ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบนอน ความจุ 3.8 ลิตร ให้กำลัง 355 แรงม้า พร้อมระบบเทอร์โบแปรผัน เกียร์ Dual-Clutch หัวฉีดตรง พร้อมช่วงล่างแบบแปรผัน นับว่าเป็นรุ่น 911 ที่ขายดีที่สุดตลอดกาลเลยก็ว่าได้
Porsche 911 ปี 2012
รุ่นปัจจุบันรุ่นที่ 7 รหัสตัวถัง 997 เปิดตัวในปี 2011 ทำตลาดเป็นรุ่นปี 2012 เข้าสู่ยุคประหยัดน้ำมัน ลดมลพิษทางอากาศ ด้วยการลดความจุเครื่องยนต์ลงเหลือ 3.0 ลิตร แต่ยังให้แรงม้ามากกว่าปกติ โดยสร้างมาตรฐานใหม่ของทวินเทอร์โบด้วยกำลังที่ 370 แรงม้า ในรุ่นเริ่มต้น และยังแรงไปได้ถึง 420 แรงม้าในรุ่น Carrera
สรุปท้ายบทความ
ปัจจุบัน Porsche 911 มียอดขายถึง 1 ล้านกว่าคันแล้ว เพราะด้วยประวัติที่แสนยาวนานกับความเป็นรถสปอร์ตรุ่นคลาสสิกที่มีเอกลักษณ์ไฟกลมท้ายลาด เครื่องวางหลังที่กลายเป็นตำนาน ซึ่งไม่ว่าจะผ่านร้อนผ่านหนาวมานานขนาดไหนก็ยังเป็นหนึ่งในรุ่นรถขวัญใจตลอดกาลของหลายๆ คน
ผู้อ่านที่ชื่นชอบและหลงใหลกับความสวยงามคลาสสิกแบบนี้ สามารถลองเข้ามาเลือกดูรถได้ที่ Kaidee แหล่งซื้อขายของออนไลน์ที่รวบรวมรถยนต์มือสองไว้กว่า 3 หมื่นคันเลยทีเดียว
อ้างอิงข้อมูลจาก : https://www.youtube.com/watch?v=UdvI81Sw2BI&feature=emb_title
Nov 17, 2020 | บทความยานยนต์
รถยนต์เป็นอีกความฝันหนึ่งที่ใครๆก็อยากจับจองเป็นของตัวเอง ซึ่งรถแต่ละคนก็มีฟังก๋ชั่นและดีไซน์แตกต่างกันไป ใครที่กำลังมองหารถอยู่ก็ย่อมอยากได้รถที่ถูกใจมาครอบครองใช่ไหมคะ บางแบรนด์เป็นค่ายของฝั่งเอเชีย อย่างจีน ญี่ปุ่น หรือรถยนต์ที่ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็ยังติดอันดับครองใจใครหลายๆอย่างแบรนด์ฝั่งยุโรป ซึ่งเจ้าแบรนด์ฝั่งยุโรปนี้มีแบรนด์รถยนต์อยู่จำนวนมากพอสมควร ที่แค่เราๆเห็นก็อยากจะพุ่งตัวเข้าไปขับ อยากจับเป็นเจ้าของกันทั้งนั้น วันนี้ พลูโต จะพาทุกคนไปดูกันว่ารถยุโรปที่ใครๆก็อยากเป็นเจ้าของ มีแบรนด์ไหนติดโพลบ้าง ตามไปดูกันค่ะ
Mercedes-Benz
รถคุณภาพเยี่ยมจากเยอรมัน ที่ครองใจผู้ใช้รถยนต์มายุคทุกสมัย แรงไม่ตก ด้วยดีไซน์ที่ดูหรูหรา แข็งแรง มีความคลาสสิกที่ปรับให้เข้ากับยุคสมัยตลอดเวลา โครงสร้างที่มีความแข็งแรง และด้วยประวัติของคุณภาพรถที่มีชื่อเสียงที่ดีมาอย่างยาวนาน รวมถึงการส่งพลังให้กับผู้ใช้รถยนต์ของ Mercedes-Benz ดูมีพลังความน่าเชื่อถือ ดูมีระดับ ทำให้กลุ่มคนที่มีความสามารถในการจับจองรถยนต์ในราคานี้ จึงเลือกที่จะสอยรถยุโรปอย่าง Mercedes-Benz มาครอบครอง
BMW
รถดีไซน์ทันสมัย มีการออกแบบที่เหมาะสมกับคนที่ต้องการภาพลักษณ์ที่ดูน่าเชื่อถือ แต่ไม่ทางการมากจนเกินไป ด้วยดีไซน์เรียบง่ายแต่ไม่ตกยุคของ BMW ทำให้ BMW ครองใจคนหลายกลุ่ม และสิ่งที่โดดเด่นอีกหนึ่งประการของ BMW คือ Ultimate Driving Machine ซึ่งเป็นชื่อเสียงด้านสมรรถนะในการขับขี่ที่ดีเยี่ยมของ BMW มีชื่อเสียงมายาวนาน 40 ปี ทำให้คนส่วนใหญ่ยังคงมีความเชื่อมั่นในการขับขี่ BMW จะเห็นได้จาก BMW ที่มีอยู่ทั่วไปบนท้องถนน
PORSCHE
รถสปอร์ตสมรรถนะสูง หรูหรา และมีการดีไซน์รถสปอร์ตที่มีเอกลักษณ์มากกว่าค่ายอื่น รวมถึงความโดดเด่นด้านเครื่องยนต์สูบนอน หรือเครื่องยนต์บอกเซอร์ ทำให้รถสปอร์ตของค่าย PORSCHE จึงได้รับความนิยมอย่างมาก อีกทั้งในปัจจุบัน PORSCHE ยังมีการออกแบบรถ SUV ออกมาด้วย ทำให้ PORSCHE มีตัวเลือกที่หลากหลายที่ตอบโจทย์กับกลุ่มผู้ใช้งานในแต่ละด้าน รวมถึงราคาของรถ PORSCHE ก็สามารถจับต้องได้ จึงทำให้ PORSCHE เป็นแบรนด์ที่ใครหลายๆคนอยากที่จะจับจองเป็นเจ้าของ
AUDI
สำหรับสาวก AUDI เป็นอันที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า AUDI มีประวัติมานานหลายทศวรรษ ตั้งแต่เป็น AUDI เอง จนมาถึงการเป็นบริษัทในเครือของ Volkswagen ซึ่งเจ้า AUDI นี้อยู่คู่คนไทยมายาวนาน ด้วยพละกำลังของตัวรถ สมรรถนะในการขับขี่ที่ดี โดยเฉพาะรุ่นที่เป็นระบบขับเคลื่อน Quattro รวมถึงการปรับดีไซนด์ของ AUDI ที่มีการปรับเปลี่ยนเรื่อยๆ ทำให้ AUDI จึงได้ไปนั่งอยู่ในใจใครหลายๆคนจนถึงปัจจุบัน
Mini Cooper
รถยนต์เล็กสัญชาติอังกฤษ ดีไซน์น่ารัก ขนาดกระทัดรัดสมชื่อ Mini Cooper แต่มีความแข็งแรงเหมือนรถรุ่นใหญ่อย่าง BMW เจ้า Mini Cooper ขับง่าย ขนาดพื้นที่ใช้สอยกำลังดี เป็นที่นิยมของใครหลายๆคน โดยเฉพาะสาวๆที่อยากได้รถยนต์ที่มีขนาดกระทัดรัดเหมาะสมกับตัวเอง ด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่เกินไป ทำให้เจ้า Mini Cooper น่ารักเหมาะสมกับสาวๆ หนุ่มๆที่เป็นเจ้าของ
หลายๆคนคงแอบจับจองเจ้ารถแบรนด์ยุโรปที่น่าสนใจเหล่านี้ไว้ในใจกันแล้วใช่มั้ยคะ จริงๆแล้วยังมีรถยุโรปที่น่าสนใจ และเป็นที่นิยมอีกหลายเจ้าที่น่าจับจอง ไว้พลูโตจะมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ ส่วนใครที่อ่านแล้ว แพ้ใจกับเจ้ารถแบรนด์ยุโรปนี้ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่เจอราคาที่น่ารักโดนใจ สามารถจับจองได้ ลองเข้ามาชมที่ KaideeAuto กันก่อนนะคะ
Sep 29, 2020 | บทความยานยนต์
โลโก้รถ เป็นสัญลักษณ์สำคัญในการบ่งบอกเอกลักษณ์ของรถแบรนด์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะการออกแบบโลโก้รถต้องสื่อความหมายของเรื่องราวที่ต้องการให้ได้เข้าใจง่ายที่สุด และยังเป็นการช่วยให้เราจดจำรถของแบรนด์นั้น ๆ ได้มากขึ้นอีกด้วย วันนี้เราจะพาไปดูโลโก้รถจากทวีปยุโรปว่าโลโก้รถแต่ละแบรนด์มีประวัติและที่มาอย่างไรบ้าง
รวมโลโก้รถยุโรปชื่อดังระดับโลก
Volkswagen
แบรนด์รถยนต์สัญชาติเยอรมนี ที่ก่อตั้งเมื่อปี 1973 ชื่อของ Volkswangen นั้นมีความหมายในภาษาเยอรมันว่า “รถของประชาชน” โดยการออกแบบโลโก้รถ Volkswangen มาจากตัวย่อของชื่อแบรนด์ที่ออกมาเป็น VW โดยใช้วงกลมแทนตัวคนที่อยู่ล้อมรอบโลโก้รถเปรียบเสมือนคนที่อยู่ในรถ ส่วนสีที่ใช้ในโลโก้รถนี้ มีการใช้สีน้ำเงินเข้มเพื่อแสดงความน่าเชื่อถือและมีระดับของแบรนด์ และใช้สีขาวทเพื่อแสดงถึงความบริสุทธิ์และมีเสน่ห์
และเมื่อปี 2019 ทาง Volkswagen ได้มีการเปลี่ยนโลโก้รถให้เรียบง่ายโดยการตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นเพื่อให้เหลือแต่สิ่งสำคัญ กลายเป็นโลโก้ 2 มิติ อันสวยงามนี้เอง
ราคาโดยประมาณ 590,100-1,124,000 บาท
Volvo
แบรนด์รถยนต์อันโด่งดังไปทั่วโลกจากประเทศสวีเดน ก่อตั้งโดยบริษัท SKF สวีเดนในปี 1927 โดยตัวโลโก้รถ Volvo สื่อถึงความแข็งแกร่ง คำว่า Volvo แปลว่า I Roll ในภาษาละติน สื่อถึงแบรนด์ที่ต้องการช่วยให้ทุกการเดินทางเป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น มีลูกศรเป็นสัญลักษณ์ของธาตุเหล็กโบราณ อุตสาหกรรมในประเทศสวีเดน และดาวอังคารที่แสดงถึงความแข็งแกร่ง รวมถึงการใช้สีน้ำเงินที่หมายถึงความน่าเชื่อถือและสีเงินที่เป็นสัญลักษณ์ของธาตุเหล็ก
ราคาโดยประมาณ 2,090,000-5,990,000 บาท
Mercedes-Benz
แบรนด์รถยนต์สุดหรูจากประเทศเยอรมนี มีการก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ.1926 จากการร่วมมือกันของ 2 ผู้ผลิตรถยนต์ที่เคยเป็นคู่แข่งกันอย่าง โกท์ลีป ไดม์เลอร์ และ คาร์ล เบนซ์ ซึ่งตัวโลกโก้รถ Mercedes-Benz มีที่มาจากโปสต์การ์ดของ โกท์ลีป ไดม์เลอร์ ที่ได้วาดดาวสามแฉกไว้พร้อมเขียนคำบรรยายว่าสักวันหนึ่งดาวดวงนี้จะส่องแสงเหนือโรงงานของเขาและนำความเจริญมั่งคั่งมาสู่บริษัทได้นั่นเอง หรืออีกนัยหนึ่ง ตัวโลโก้รถก็ยังหมายถึงมอเตอร์ที่สามารถใช้ได้กับทั้งทางน้ำ ดิน และอากาศ
ราคาโดยประมาณ 1,999,000-17,540,000 บาท
MINI
แบรนด์รถยนต์ขนาดเล็กสุดคลาสสิก ที่ผลิตในประเทศอังกฤษ โดยมีแบรนด์รถยนต์ชื่อดังอย่าง BMW เป็นเจ้าของใหญ่ ตัวโลโก้รถ MINI มีชื่อแบรนด์อยู่ตรงกลางวงกลมสีดำมีปีกสื่อถึงความเร็วและเสรีภาพ สีของโลโก้รถประกอบไปด้วยสีดำและเงินที่มีความหมายแตกต่างกัน โดยสีเงินแสดงถึงความหรูหรา ส่วนสีดำช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งและเป็นเลิศให้กับโลโก้รถ MINI มากยิ่งขึ้น
ราคาโดยประมาณ 1,959,000-4,200,000 บาท
Triumph
บริษัทผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ชื่อดังในประเทศอังกฤษ โดยโลโก้รถจักรยานยนต์แบรนด์นี้มีตัว T ที่ในตอนแรกถูกออกแบบให้คล้ายกับฝาสูบเครื่องยนต์แต่มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น มีเส้นโค้งที่ลากจากตัว R ไปจนถึง H คล้ายกับรอยยิ้มเป็นเอกลักษณ์ของโลโก้รถ และมีสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมคล้ายกับธงชาติอังกฤษซึ่งเป็นประเทศผู้ก่อตั้งแบรนด์ขึ้นมา เพิ่มเข้าไปอีกด้วย
ราคาโดยประมาณ 395,000-985,000 บาท
Porsche
อีกหนึ่งรถยนต์แบรนด์หรูที่ก่อตั้งเมื่อปี 1931 จากประเทศเยอรมนีทำให้โลโก้รถของ Porsche มีความเป็นเยอรมนี ด้วยธงชาติ สี ชื่อเมืองที่ผลิต และสัญลักษณ์ของเมืองที่เป็นรูปม้า แสดงถึงความทรงพลังและความรวดเร็วของรถ รวมไปถึงเขากวางสีดำและแถบสีดำ-แดงที่หมายถึงอาณาจักรก่อนรวมเป็นประเทศเยอรมนี เข้าไปบนโลโก้รถ
ราคาโดยประมาณ 4,900,000-22,100,000 บาท
Lamborghini
แบรนด์รถยนต์ที่มาจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศอิตาลี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1963 ตัวโลโก้รถ Lamborghini มีจุดเด่นอยู่ที่วัวกระทิงสีทองซึ่งเป็นสายพันธุ์สัตว์ที่ผู้ก่อตั้งชอบมากที่สุดและยังเป็นสัตว์ประจำราศีของผู้อีกตั้งอีกด้วย นอกจากนี้การใช้วัวกระทิงยังมีความหมายถึงความแข็งแกร่งทนทานดั่งเช่นรถยนต์ยี่ห้อ Lamborghini ส่วนเหตุผลที่โลโก้รถแบรนด์นี้มีสีดำและทองเป็นเพราะทั้งสองสีนั้นแสดงถึงอำนาจบารมีและความหรูหรานั่นเอง
ราคาโดยประมาณ 21,500,000-178,000,000 บาท
Jaguar
Jaguar เป็นบริษัทรถยนต์ระดับหรูหราของประเทศอังกฤษที่มีการก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 1922 ตัวโลโก้รถมีเสือจากัวร์ที่แสดงถึงความแข็งแกร่ง แม่นยำและทรงพลังกระโจนอยู่ ใช้โลหะสีเงินที่ช่วยให้โลโก้รถดูหรูหรามีระดับมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการใช้แสงเงาเพื่อทำให้โลโก้รถดูมีมิติ เพรียวบาง และเพิ่มการเคลื่อนไหวให้โลโก้รถดูมีชีวิตชีวาสวยงามมากยิ่งขึ้น
ราคาโดยประมาณ 2,900,000-6,400,000 บาท
Ferrari
อีกหนึ่งแบรนด์รถสปอร์ตที่มีความหรูหราอันดับต้น ๆ จากประเทศอิตาลี ตั้งแต่ปี 1939 โดยตัวโลโก้รถแบรนด์นี้มีสัญลักษณ์รูปม้าที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งมีที่มาจากการพบเจอของผู้ก่อตั้งแบรนด์ Ferrari และวีรบุรุษนักบินอันโด่งดังจนประทับใจกับคำพูดและสัญลักษณ์บนเครื่องบินของเขา ส่วนสีเหลืองที่อยู่บนโลโก้รถเป็นสีประจำเมืองโมเดน่าเป็นพื้นหลัง ในขณะที่สีเขียว ขาวและแดงเป็นสีของธงชาติอิตาลี ประเทศผู้ผลิตรถ Ferrari
ราคาโดยประมาณ 21,230,00-40,900,000 บาท
BMW
BMW แบรนด์รถยนต์ที่หลายคนคงคุ้นชื่อ เพราะออกรถยนต์มามากมายหลากหลายสไตล์ BMW ได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศเยอรมนีเมื่อปี 1916 โลโก้รถ BMW มีจุดสังเกตที่วงกลมสีฟ้าและขาวซึ่งมีที่มาจากสีของแคว้นบาวาเรีย แคว้นที่เป็นจุดกำเนิดของ BMW หรือในอีกมุมหนึ่งตัวโลโก้รถก็ยังสามารถมองเห็นเป็นรูปใบพัดสีขาวกำลังหมุนตัดกับท้องฟ้าซึ่งสอดคล้องกับธุรกิจการบินในช่วงแรกของการเปิดบริษัท BMW
ราคาโดยประมาณ 1,999,000-17,999,000 บาท
Aston Martin
ปิดท้ายด้วยโลโก้รถยนต์สุดหรูแบรนด์ดังอย่าง Aston Martin ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ถูกผลิตครั้งแรกในประเทศอังกฤษที่ในปี 1913 ตัวโลโก้รถของ Aston Martin ประกอบไปด้วยปีกสีขาวที่บ่งบอกถึงความสง่างาม เป็นเลิศ ความอิสระ ความฝัน ความเร็วและการสำรวจนั่นเอง
ราคาโดยประมาณ 16,900,000-28,900,000 บาท
สรุปท้ายบทความ
จากที่ได้เล่ามาข้างต้นแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าเพียงโลโก้เล็ก ๆ บนรถยนต์คันใหญ่ จะมีความหมายลึกซึ้งแอบแฝงอยู่ และถ้าคุณอยากได้รถสวย ๆ โลโก้เท่ ๆ ลองเข้ามาหาที่ Kaidee Auto สิ ที่นี่มีรถให้คุณได้เลือกมากมายหลากหลายสไตล์ให้คุณตัดสินใจ แล้วอย่าลืมเข้ามาหาซื้อรถกันนะ