Jan 5, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ณ บริษัท Kaidee เวลาเริ่มงาน
มินก็ได้รับโจทย์ในการทำ Content แบบงง ๆ จากหัวหน้า
.
หัวหน้า : “ให้มินและพี่นิว ไปเดินดูเสื้อผ้ามือ 2 ที่เป็นสไตล์ของ You ทั้งสองที่ตลาดนัดรถไฟศรีนคริทร์ แต่มีงบแค่คนละ 600 บาทนะ!!” (พี่เค้าน่าจะเห็นความจัดจ้านในการแต่งตัว)
ซึ่งสิ่งแรกที่มินกับพี่นิวทำก็คือ การมองหน้ากัน และก็ตอบด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่า “ได้ครับ!!” (ซึ่งมารู้ทีหลังก็คือพี่นิวและหัวหน้าคุยกันมาก่อนหน้านี้แล้ว เสียใจ T-T)
และในตอนเย็นของวันนั้นมิน พี่นิว และเพื่อน ๆ ทีมงานก็มุ่งหน้ากันไปอย่างทันทีที่ตลาดนัดรถไฟ แต่ว่าสิ่งแรกที่เป็นปัญหาก่อนเลยก็คือ ไม่รู้จะไปยังไงกันดี จะไปด้วยรถไฟฟ้าหรือแท็กซี่ดี ด้วยความตลาดนั้นก็ไกลในระดับนึง แต่สุดท้ายเราก็ตัดสินใจได้ว่า “แท็กซี่” แล้วกัน และพอไปถึงก็ได้รู้ว่าไกลจริง (คิดไม่ออกเลยว่าตอนกลับจะทำยังไงดี??)
คนเยอะอยู่นะเนี่ย!!
เมื่อถึงตลาดรถไฟศรีนครินทร์
แผนที่เผื่อใครจะไปเดินเล่น cr. ตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์
ไม่รอช้ามินและพี่นิวก็มุ่งตรงไปโซนที่ขายเสื้อผ้ามือ 2 ที่อยู่บริเวณโกดังที่อยู่ด้านในสุดหากดูจากแผนที่ (โซนตลาดนัด) เมื่อเดินมาถึงโซนนี้คนจะไม่ค่อยเยอะเท่าไรนัก เดินได้สบาย ๆ แถมมีร้านค้ามือ 2 มากมายให้เลือก แต่ด้วยความที่เรามีงบคนละ 600 บาท บวกกับสไตล์การแต่งตัวของเราที่แตกต่างกัน ตัวมินนั้นชอบการแต่งตัวแนวสตรีท ส่วนตัวพี่นิวนั้นแต่งตัวแนววินเทจ ความลำบากของการไปเสื้อผ้าเหล่านี้คือ “ตาดีได้ ตาร้ายเสีย” เหมือนกับการที่เรางมเข็มในมหาสมุทร แต่อันนี้เป็นงมเสื้อผ้าในราวแทน
แผนที่เดินทางไปตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์
กองสูงเป็นภูเขาเลย~~
เสื้อผ้าแนวสตรีท
สไตล์การแต่งตัวสุดแนว ที่ตอนนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก คงหนีไม่พ้น “แนวสตรีท” (ไม่ใช่การแต่งตัวเป็นถนนนะ) ไม่ว่าจะเป็นดารา นักร้อง นักแสดง ก็มีให้เห็นอยู่ว่าเค้าแต่งตัวกัน ซึ่งจริง ๆ แนวนี้มันไม่มีอะไรมากอย่างที่คิดเลย มันก็คือการ Mix & Match อะไรก็ได้ที่มีอยู่ในตู้ ไม่จำเป็นต้องแพง (ไม่ใช่อะไร ที่แต่งแบบนี้เพราะไม่ค่อยมีเงิน //ร่ำร้อง ๆ)
เสื้อผ้าแนววินเทจ
การแต่งตัวที่นำเอาแฟชั่นยุคเก่า ๆ กลับมาใส่ใหม่อีกครั้ง ซึ่งต้องมีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป หรือถ้าหากเทียบกับเวลาในปัจจุบัน ก็คือนำเสื้อยุค 80 หรือ 90 มาใส่ให้ดูเท่และมีสไตล์ อย่างเช่นเสื้อวง กางเกงสแล็ค กางเกงยีนส์ เป็นต้น
วิธีการเลือกเสื้อผ้าของเราสอง
เราสองคนนั้นมีวิธีการเลือกเสื้อที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แค่เห็นก็รับรู้ได้ในทันทีเพราะว่าแค่ลำดับการเลือกก็แตกต่างกันแต่ก็มีบางส่วนที่คล้าย ๆ กันอยู่ รวมไปถึงสีสันของเสื้อผ้าก็ด้วย วันนี้เดี๋ยวมินและพี่นิวจะมาเล่าถึงวิธีการเลือกว่าจะเริ่มยังไงดี
How to เลือกเสื้อผ้าของมิน
วิธีเลือกซื้อเสื้อผ้าการแต่งตัวของมิน ส่วนใหญ่จะเริ่มเลือกจากเสื้อก่อน เพราะตัวมินเอง (คิดว่า) เสื้อนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการที่จะมองหาอะไรก็ตามมา Mix&Match ต่อกับส่วนอื่น ๆ ได้ง่ายกว่า อย่าไปกลัวที่จะแต่งตัว
เลือกเสื้อยังไงดี?
ตั้งใจเลือกสุด ๆ
นั่นสิครับ!! เลือกยังไงดี?? ทางที่ง่ายที่สุดเมื่อไปเดินตลาดเสื้อผ้ามือ 2 แบบนี้คือ มองหาอะไรก็ตามที่เป็นสไตล์ที่ชอบก่อน เพื่อที่จะได้กรองอะไรก็ตามที่ไม่ชอบออกไป ซึ่งเสื้อมินจะเลือกดูอยู่ไม่กี่อย่าง คือ
1.สีเสื้อ
เริ่มกันด้วยสีเสื้อก่อนเลย ต้องมองก่อนว่าตัวเองนั้นเหมาะกับสีโทนไหน ร้อนหรือว่าเย็น เทคนิคส่วนตัวของมินเองที่จะทำให้รู้ว่าตัวเองเหมาะกับโทนสีไหนคือ ให้ลองหาเครื่องประดับ 2 ชิ้น ชิ้นหนึ่งสีเงิน ส่วนอีกชิ้นเป็นสีทอง เอามาลองใส่และดูว่าใส่สีไหนแล้วเข้ามากกว่ากัน
สีเงิน : ถ้าหากใส่สีเงินแล้วเข้ามากกว่าสีทอง แสดงว่าคุณเหมาะกับการใส่เสื้อสีโทนเย็น เช่น สีฟ้า เขียว ม่วง เป็นต้นสีทอง : ถ้าหากใส่สีทองแล้วเข้ามากกว่าสีเงิน แสดงว่าคุณเหมาะกับการใส่เสื้อสีโทนร้อน เช่น สีแดง ส้ม เหลือง เป็นต้นเข้าทั้งสองสี : เป็นอะไรที่โชคดีมาก เพราะว่าคุณจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีอะไรก็ได้
2. ลายเสื้อ
มาต่อกันที่ลายเลยดีกว่า อันนี้น่าจะเป็นเรื่องที่บอกกันได้ยากที่สุด เพราะแต่ละคนมีความชอบไม่เหมือนกัน (ง่าย ๆ คือจริตของแต่ละคน) เลือกกันตามความชอบได้เลย
3. ขนาด
มินมักจะชอบเลือกเสื้อผ้าที่ตัวใหญ่กว่าตัวเองอยู่เสมอให้มันดูเป็นทรง Over Size เพื่อที่จะใส่ได้สบาย ๆ ไม่อึดอัดเวลาสวมใส่ไปไหนมาไหน ถ้าอยากให้ใส่ได้อย่างสบายแนะนำเลย บวกเพิ่มอีก 1-2 ไซส์จากเดิมที่ใส่อยู่
มาต่อกันเลยที่กางเกง!!
ขมักเขม้นเกิน
เมื่อได้เสื้อแล้ว กางเกงจะเป็นลำดับถัดไปเสมอที่มินจะเลือก ซึ่งเลือกได้ไม่ยากเลย มี 3 ตัวเลือก คือหากางเกงที่เป็นสีดำ สีที่ตรงกันข้ามกับเสื้อ หรือสีกางเกงที่มีสีอยู่ในเสื้อ เพื่อให้มีลูกเล่นในการแต่งตัวที่มากขึ้น แต่อย่างสิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้เลยคือ ทรงของกางเกง ต้องเลือกให้เหมาะกับเสื้อที่เลือกมาเช่นกัน
สุดท้ายคือรองเท้า
มี Jordan 1 ซะด้วย!!
รองเท้าที่มินเลือก ก็จะเป็นอะไรที่ง่าย ๆ เรียบ ๆ (ในใจคืออยากได้ Nike Air Jordan 1 แต่มันเกินงบไปไกลเกิน) ท้ายที่สุดเลยไปจบกับรองเท้าสีขาว ไม่ก็สีดำ เพื่อให้เข้าได้กับทุกสีนั่นเอง
How to เลือกของพี่นิว
มาต่อกันที่การเลือกเสื้อผ้าในแบบสไตล์ของพี่นิวกันเลย สิ่งหนึ่งเลยที่เหมือนกับมิน คือพี่นิวนั้นเริ่มเลือกดูเสื้อผ้ามือ 2 จากเสื้อก่อน แล้วจึงค่อย ๆ ไปเลือกส่วนอื่นต่อ เพื่อให้ง่ายต่อการ Match และเป็นสไตล์ของพี่นิวมากที่สุด
เสื้อแบบไหนกันที่ต้องการ?
นี่มัน!! วิ่ง(จับ)ราวชัด ๆ
ด้วยความที่พี่นิวนั้นชอบใส่เสื้อให้มีหลาย ๆ เลเยอร์ในการแต่งตัวหนึ่งครั้ง ทำให้ส่วนในการเลือกเสื้อของพี่นิวนั้นมีทั้งแจ็คเก็ตและเสื้อข้างในที่ต้องเลือกเพื่อให้สามารถใส่ด้วยกันได้อย่างลงตัวที่สุด
1. เสื้อแจ็คเก็ต
มาดูที่เสื้อแจ็คเก็ตก่อนเลย พี่นิวจะเลือกเป็นเสื้อผ้าร่มทรง Sport ที่ความรู้สึกวินเทจนิด ๆ สตรีทหน่อย ๆ ซึ่งสีส่วนมากจะเป็นสีดำ ที่ตัดกับสีที่สดแสบตา (แสบตาจริง รอดูได้เลย > <) แต่ขนาดของเสื้อต้องพอดีตัว ไม่เล็กไป ไม่ใหญ่ไป
2. เสื้อยืดข้างใน
ในส่วนนี้พี่นิวจะเลือกให้ไม่เยอะเท่าไหร่นัก ลายเรียบ ๆ ที่มีสีพื้นเป็น ขาว ดำ หรือไม่ก็เทา ที่เข้าได้กับทุกสี แต่ขนาดที่เลือกนั้นจะเป็น Over Size ที่คอกว้าง ๆ เพื่อให้ใส่ได้สบายในสภาพอากาศของประเทศไทย
กางเกงแบบไหนกันที่มัดใจพี่นิว
จะเอาตัวนี้!!
กางเกงที่โดนใจพี่นิวจะเป็นกางเกงทรงสแล็คที่ขากว้าง ๆ กางเกงทรงลุงสไตล์ญี่ปุ่น เต่อเล็กน้อย (หรือว่าจริง ๆ แล้วพี่เค้าเป็นลุงแล้ว?? หยอก ๆ) เพื่อให่ได้โชว์ถุงเท้าที่สามารถเล่นสีไปได้อีกระดับ ซึ่งจะเลืกโทนสีเข้มอย่าง สีดำ กรม และเขียวเข้ม
มาจบกันที่รองเท้า
หลากหลายแนวสุด อะไรสุด
เลือกจากทรงของรองเท้าล้วน ๆ ไม่ว่าจะทรงที่เป็นแนว Daddy Shoes ที่กำลังได้รับความนิยมในตอนนี้ (ทรงรองเท้าที่มีขนาดใหญ่กว่ารองเท้าทั่วไป) หรือไม่ก็เป็นรองเท้ากีฬาไปเลย ที่ไม่ได้ดูใหม่มากนัก ยังคงเอาไว้ถึงความ Vintage
สัมภาษณ์พ่อค้า
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของทั้งตัวมินและพี่นิวเองนั้น ก็เลยผุดไอเดียที่อยากจะลองถามพ่อค้าตามร้านต่าง ๆ ซึ่งก็สัมภาษณ์มาได้เยอะมากกก!! (แค่ 2 คนเท่านั้น) นั่นแหละครับ มันก็ยังดีกว่าไม่ได้มาเลยสักคนเดียว มาเริ่มกันเลยที่พี่คนแรกกันเลยดีกว่า
พี่เต้ แห่งร้าน Thaigunyarn
ราคาเสื้อวินเทจมันคือ ความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย
พี่เต้
ด้วยความที่เห็นจากการแต่งตัวของพี่เต้ จึงเข้าไปถามถึงสไตล์การแต่งตัวที่พี่เต้ชอบ ซึ่งสไตล์ที่พี่เต้แต่งบ่อยมีอยู่ด้วยกันถึง 3 แนวด้วยกัน (โคตรคูล!!) แต่ทั้งหมดนั้นเป็นแนววินเทจทั้งหมด แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ แนววินเทจของ 3 ประเทศ นั่นก็คือ
Japan Vintage
ความวินเทจของประเทศญี่ปุ่นนั้นไม่ยาก ดูจากรูปของพี่เต้ได้เลย นี่แหละคือญี่ปุ่น เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นที่ชาติไหนก็ไม่เหมือน คือการใส่เสื้อเชิ๊ตกับกางเกงสแล็คหรือยีนส์ที่เป็นทรงกระบอก ไม่ก็เป็นทรงบอลลูน อาจจะใส่หมวกหรือใส่เครื่องประดับแบบมินิมอลที่ไม่ทำให้ลุคนี้ดูเยอะจนเกินไป
USA Vintage
ความวินเทจของอเมริกานั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการแต่งตัวแบบ Workwear ถ้าเรียกให้ง่าย ๆ เลยก็คือ ชุดช่าง (ช่างแอร์ในตำนานรึเปล่า?? ฮ่า ๆ) ซึ่งสไตล์นี้มีความเท่ แถมได้ฟังก์ชันการใช้งานของเสื้อผ้าอีกด้วย
England Vintage
ด้วยความที่เรารู้ ๆ กันอยู่แล้วว่าประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่มีความเนียบและหรูหราสูง ความวินเทจของประเทศนี้ก็จะดูมีความเป็น “คุณหญิง คุณชาย” สูง ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นเสื้อเชิ๊ตและกางเกงสแล็ค
ร้านของพี่เต้
แนว ๆ เก๋ ๆ ทั้งนั้น
ถึงตาที่จะให้พี่เต้เล่าถึงร้านตัวเองกันบ้างแล้ว ร้าน Thaigunyarn เสื้อผ้าส่วนใหญ่ที่ขายจะเป็นแนววินเทจเกือบทั้งหมด และขายของตามแนวการแต่งตัวที่พี่เต้ชอบ ซึ่งในร้านส่วนใหญ่นั้นจะเป็น สินค้าแบบ Dead Stock เกือบทั้งหมด ทำให้มีความแปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร แต่คงไว้ซึ่งความเท่และวินเทจอย่างเต็มเปี่ยม ร้านจะตั้งอยู่ที่โกดัง 8 อยู่ติดกับร้าน TATTOO
Dead Stock คือ เสื้อผ้าเก่าที่เก็บเอาไว้เป็นเวลานาน และยังไม่เคยนำออกมาใส่
เสื้อที่พี่เต้ภูมิใจนำเสนอ
เอาเรื่อง!! เสื้อ Michael Owen ก็มา
ซึ่งเสื้อ Michael Owen ตัวนี้มีความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร เพราะเสื้อตัวนี้ไม่ใช้เสื้อที่ทาง Official นั้นทำออกมาวางขาย แต่เป็น Bootleg ที่เหล่าแฟนคลับนั้นทำออกมากันเอง ขายกันเอง และใส่กันเอง แถมไม่มีลิขสิทธิ์อีกด้วย แต่เป็นเสื้อที่อยู่ในช่วงยุค 80 หรือ 90 ทำให้มีความแรร์มาก ๆ บวกกับราคาที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว
ราคาเสื้อ Michael Owen อยู่ที่ : 8,500 บาท
พี่ม้ง แห่งร้าน Siam OLD SCHOOL
มาถึงคนสุดท้ายกันแล้วด้วยความที่มินเห็นว่าพี่เค้ามีความชิล ๆ และดูเป็นกันเอง รวมไปถึงการแต่งตัวที่ดูเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ซึ่งแน่นอนคำถามแรกที่ถามเลยก็คือสไตล์การแต่งตัว พี่ม้งก็ได้ตอบมาว่า “แต่งตัวมันเปลี่ยนไปแล้วแต่วัน แต่ต้องเป็นของเก่าและวินเทจ” (น้ำเสียงพี่เขาเท่จัด ๆ) เพราะสำหรับพี่ม้ง ทุกตัวมีความหมาย หาได้ยาก และมันมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น มันประเมินค่าได้ยากจริง ๆ
ร้านของพี่ม้ง
จัดร้านได้คูลมาก
ในร้าน Siam OLD SCHOOL นั้นมีของเยอะมากมายทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ รวมไปถึงของกุ๊กกิ๊กน่ารัก ๆ ซึ่งพี่ม้งนั้นไม่ได้จำกัดเลยว่าเค้าจะขายของแนวแนวไหน เพราะพี่เค้าขายทุกแนว ตามความชอบของตัวพี่ม้งเอง ชอบอะไรก็หยิบเอาอันนั้นแหละมาขาย ทำให้ร้านนี้เป็นอีกหนึ่งร้านที่เข้ามาแล้วซื้อจบได้ในร้านเดียว ไม่ต้องไปร้านอื่นต่อ
เสื้อราคาเดือดที่สุดในร้าน
พี่นิวเลยขอเอาลงมาถ่ายสักหน่อย
เสื้อวงสุดเท่จากวง PENTERA ลายที่ทำออกมาให้กับเพลงสุดฮิตอย่าง Cowboy from hell อีกทั้งยังเป็นเสื้อแบบ Over Print คือการที่สกรีนลายเสื้อให้เลยมาจนถึงที่แขนเสื้อ เพราะส่วนใหญ่ของการสกรีนเสื้อมักจะสกรีนแค่บริเวณหน้าเสื้อเท่านั้น และด้วยความที่เสื้อตัวนี้เป็นแบบ NOSWT (New old stock with tag) ถ้าให้เข้าใจง่าย ๆ คือ เสื้อวินเทจที่ยังไม่เคยใส่และยังมีป้ายห้อยอยู่ ทำให้ตัวนี้มีความพิเศษกว่าตัวอื่น ๆ
ราคาเสื้อ PENTERA Over Print ราคา : 35,000 บาท
FINAL LOOK!!
และนี่คือเสื้อที่ได้มาจากตลาดรถไฟศรีนครินทร์ในงบเพียง 600 บาท ของพวกเรา!! ซึ่งเราทั้งคู่ก็ให้โจทย์กันและกันว่าจะสลับสไตล์กัน มินใส่วินเทจ พี่นิวใสสตรีท จะเป็นยังไง ไปดูกัน!!
เท่อย่างกับบอยแบรนด์
สไตล์ปกติที่เราทั้งคู่แต่งกัน
ปกติการแต่งตัวของเราทั้งคู่ก็ไม่ได้ราคาแพงเท่าไรอยู่แล้ว เดี๋ยวเราทั้งคู่จะมายกตัวอย่างคร่าว ๆ ของสไตล์ทั้งคู่ว่าจะเป็นยังไง และราคาเท่าไหร่บ้าง ไปดูกันเลย!!
Min’s Style New’s Style
หากใครที่ลำบากในการที่จะเดินทางมาเลือกดูสินค้ามือ 2 ที่ตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์แล้วล่ะก็ ที่ Kaidee มีสินค้าสองหลากหลายแบบ หลากหลายสไตล์ที่คูล จนไม่ต้องออกจากบ้านไปซื้อเสื้อผ้าที่ไหนเลย
Nov 26, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
รองเท้าส้นสูง เป็นไอเทมสำคัญของสาว ๆ ที่ต้องมีติดบ้าน เพราะสามารถใส่ได้หลายโอกาสไม่ว่าจะเป็น ใช้ชีวิตประจำวัน ไปท่องเที่ยว ไปเรียน ไปปาร์ตี้ หรือไปงานพิธีการต่าง ๆ ก็ย่อมได้ และยังเป็นตัวช่วยในการเพิ่มบุคลิกภาพของสาว ๆ ให้ดียิ่งข้นอีก แต่รู้ไหมว่า ส้นสูงแต่ละแบบก็มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป แต่วันนี้เราจะยกมาเพียงแค่ 10 แบบที่เป็นที่นิยมให้ทุกคนได้รู้จัก จะมีอะไรบ้างมาดูกัน
ประเภทของ รองเท้าส้นสูง
ขอบคุณรูปจาก: andi asmara
Stilettos/Pump
รองเท้าส้นสูงที่เห็นกันทั่วไป มีส้นเป็นเข็มแบบสูง ที่มีหัวปิดและหุ้มส้น มักจะเห็นได้ในอาชีพแอร์โฮสเตส ซึ่งรองเท้าแบบนี้มีส้นที่สูงตั้งแต่ 2 นิ้วขึ้นไปทำให้เดินได้ยากลำบากพอสมควร
Ankle Strap
รองเท้าส้นสูงลักษณะคล้ายแบบที่หนึ่ง ต่างกันเพียงส้นสูงประเภทนี้จะมีสายรัดข้อเท้า อาจเป็นหัว กลม แบน หรือแหลมก็ได้ เหมาะกับการใส่ในชีวิตประจำวันปกติ เพราะให้ความรู้สึกสบาย ๆ ไม่ทางการมากนัก ทำให้เป็นที่นิยมในปัจจุบันเป็นอย่างมาก
Open Toe
รองเท้าส้นสูงแบบหุ้มส้นที่มีการเปิดนิ้วเท้าให้เห็นทั้งหมด โดยมีเพียงสายรัดเพื่อทำให้รองเท้าไม่หลุดเท่านั้น เหมาะกับคนที่ต้องการโชว์เล็บที่สวยงาม
Mule
รองเท้าส้นสูงที่เคยเป็นที่นิยมในยุค 90s มีลักษณะคล้ายกับรองเท้าแตะเพราะถึงแม้ว่าตัวรองเท้าจะปิดนิ้วเท้าด้านหน้าแต่ไม่มีสายหรือส้นปิดส้นเท้าด้านหลัง ทำให้เมื่อใส่แล้วดูแปลกใหม่และมีสไตล์มากขึ้น
Wedge
หรือที่ประเทศไทยเรียกว่ารองเท้าส้นเตารีด เพราะตัวส้นมีลักษณะหนาทึบตั้งแต่ปลายจนถึงส้นเท้าคล้ายกับเตารีด ทำให้เดินบนรองเท้าประเภทนี้ง่ายกว่ารองเท้าส้นสูงแบบอื่นๆ
T-Strap
รองเท้าส้นสูงแบบเปลือยที่มีสายคาดตรงกลางคล้ายรูปตัว T ทำให้ดูทะมัดทะแมงมากขึ้น มีให้เลือกหลากหลายความสูง
Sling Back
รองเท้าส้นสูงที่มีสายรัดส้นเท้าด้านหลัง อาจเป็นหัวแหลม กลม หรือเปิดนิ้วเท้า ดูเรียบร้อยเป็นทางการ
รองเท้าส้นสูงที่เสริมพื้นด้านหน้าเท้า เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มความสูง และรองเท้าส้นสูงประเภทนี้ยังช่วยให้มีความสบายเท้าเมื่อต้องใส่นาน ๆ
Cone Heels
รองเท้าส้นสูงที่มีส้นเป็นรูปทรงกรวยคล้ายโคนไอศกรีม มักจะเห็นได้ตามงานสังคมที่ค่อนข้างเป็นทางการ
Chunky Heels
รองเท้าส้นสูงที่มีส้นแบบหนา ๆ ในประเทศไทยนิยมเรียกว่า รองเท้าส้นตึก และได้รับความนิยมมากในประเทศไทย เพราะสามารถใส่ได้ในทุกโอกาส
เราเชื่อว่าสาว ๆ ทุกคนสามารถใส่รองเท้าได้ทุกรูปแบบ เพียงแค่มีความมั่นใจก็สวยได้ในแบบของคุณ และที่นี่ก็มีบทความ แฟชั่น ให้คุณได้อ่านมากมาย สาว ๆ คนไหนถ้าอยากส่งต่อความมั่นใจหรือหารองเท้าสวย ๆ ใส่ ที่ Kaidee มีให้ได้เลือกสรรมากมาย
Nov 24, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ใส่หน้ากาก ติดสติ๊กเกอร์ วัดอุณหภูมิกันไปมา เข็มนาฬิกาก็พาเราเดินทางเข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2020 ซึ่งตามปกติแล้ว 3 เดือนนี้ เรียกได้ว่าเป็นเวลาทองของการท่องเที่ยวและพักผ่อนจิตใจเลยนะคะ ฉะนั้นใครที่เก็บวันลาพักร้อนไว้ ถึงเวลาต้องเอามาใช้กันแล้วนะ!
ข้อดีของการเที่ยวช่วงนี้คือคนน้อย ถ่ายรูปตรงไหนก็เพลิน ยิ่งไปวันธรรมดาแทบไม่ต้องไปแย่งทรัพยากรกับใคร โดยเฉพาะทะเลแถบภาคใต้ บอกได้เลยฟินมาก! เสียงคลื่นกระทบฝั่ง ท้องฟ้าสีครามและกลิ่นน้ำทะเลแสนสดชื่น ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่ไปอวดหุ่นสวยๆ ของเรากับบิกินี่ตัวจิ๋วริมหาดทราย ไหนๆ แล้วเราลองมาดูเทรนด์ 4 ชุดว่ายน้ำมาแรงประจำปีนี้กันค่ะ
บอกเล่าเรื่องราวของชุดว่ายน้ำ
ก่อนจะไปดูชุดว่ายน้ำแห่งปี 2020 เรามาเรียนรู้ที่มาที่ไปของชุดกันก่อนดีกว่า จุดเริ่มต้นนั้นเรียกได้ว่าเบสิคสุดๆ เริ่มจากการไม่ใส่อะไรเลย มีเพียงร่างกายเปลือยเปล่าปะทะกับความเย็นของน้ำแบบตัวต่อตัว ก่อนช่วงหลังจะเริ่มมีกรอบของจารีตและศีลธรรมเข้ามาครอบ ราวปี ค.ศ.1800 ชุดว่ายน้ำก็ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในยุควิคตอเรีย (Victorian era-ค.ศ.1837-1901) แห่งสหราชอาณาจักร
ชุดว่ายน้ำสมัยศตวรรษที่ 18 มีลักษณะเป็นชุด 2 ชั้น ด้านนอกเสื้อคลุมแขนยาวแบบหลวมๆ ด้านในเป็นกางเกงขาวยาวซ้อนอีกที ทำจากผ้าขนสัตว์หรือผ้าสักหลาด เน้นความสุภาพเรียบร้อยเป็นหลัก แต่ไม่ฟังก์ชันกับการใช้งานเอามากๆ เรียกได้ว่ารุงรัง แถมลงน้ำก็เคลื่อนไหวลำบากมาก
ด้วยวัฒนธรรมในสมัยนั้นผู้หญิงถูกจำกัดให้อยู่กับแนวคิด “รักนวลสงวนตัว” ต้องใส่เสื้อผ้าปกปิดร่างกายในที่สาธารณะ แต่ความที่ชุดว่ายน้ำดังกล่าวใช้งานไม่คล่องตัว สาวๆ จึงพากันเรียกร้องให้ทำชุดแบบใหม่ ให้ว่ายน้ำเคลื่อนไหวได้คล่องขึ้นแต่ยังปกปิดสรีสระได้เหมือนเดิม จึงกลายเป็นชุดว่ายน้ำแบบรัดเข็มขัดมากกว่ากางเกงขายาว
การเปลี่ยนแปลงของชุดว่ายน้ำในศตวรรษที่ 19
ช่วงหลังว่ายน้ำกลายมาเป็นกีฬาที่แข่งขันกันในมหาวิทยาลัยและถูกบรรจุลงกีฬาโอลิมปิค แบบเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น ชุดว่ายน้ำจึงถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ารูปและคล่องตัวกว่าเดิม ทั้งยังใช้ผ้าน้อยลง ไม่ยาวคลุมข้อเท้าเท่าช่วงแรก เน้นเผยสัดส่วนและเรือนร่างของสาวๆ แบบชัดเจนกว่าเดิม
กระทั่งปี ค.ศ.1920 ความต้องการชุดว่ายน้ำสตรีแพร่หลายมากยิ่งขึ้น เริ่มกลายเป็นเทรนด์แฟชั่นที่มีความสวยงามเป็นองค์ประกอบ มีความเซ็กซี่ขี้เล่นแฝงอยู่บ้าง จนแบรนด์ดังระดับฮอลลีวูดต่างๆ เริ่มสนใจนำไปพัฒนาต่อ ทว่าความยาวของชุดว่ายน้ำยังคงต้องอยู่เหมือนเดิม (บางสถานที่มีเจ้าหน้าที่คอยวัดความยาวของชุดเลยด้วยซ้ำ)
กำเนิดบิกินี่ขึ้นครั้งแรกของโลก
อย่างที่ทราบกันดีว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดาของโลก รูปแบบชุดว่ายน้ำถูกพัฒนาเรื่อยมา จนถึงปี ค.ศ.1946 “Louis Reard” นักออกแบบชาวฝรั่งเศสได้สร้างปรากฏการณ์สำคัญขึ้น ด้วยการเปิดตัวชุดว่ายน้ำสไตล์ “บิกินี่ (Bikini) ” ครั้งแรกของโลก โดดเด่นด้วยจำนวนผ้าแบบน้อยชิ้น แตกต่างจากชุดว่ายน้ำของเดิมแบบไม่เห็นฝุ่น
ส่วนคำว่า “Bikini” ดีไซเนอร์ได้รับแรงบันดาลมาจากชื่อปรมาณู “Bikini Atoll” ของสหรัฐอเมริกา
ซึ่งแยกตัวออกเป็น 2 ส่วนหลังการทดสอบ และทันทีที่ชุดบิกินี่ดังกล่าวเปิดตัวก็เป็นกระแสฮือฮา
อย่างมาก ถึงกับมีการถ่ายแฟชั่นโดยนางแบบฝรั่งเศส “Micheline Bernardini” เลยทีเดียว
หลังจากนั้นชุดว่ายน้ำก็เข้าสู่วงการแฟชั่นแบบเต็มตัว มีสีสันสดใสเต็มไปด้วยลูกเล่นมากมาย จะสั้นจะยาวก็ตามแต่สะดวก ยิ่งในสมัยนิยมแบบนี้ผู้หญิงมีเสรีภาพในเรือนร่างของตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ต้องกังวลว่าจะโป๊ไปไหม หรือแคร์สายตาใครเหมือนสมัยก่อน ทั้งหมดนั้นอยู่ที่ความพึงพอใจของเราล้วนๆ
4 เทรนด์ชุดว่ายน้ำมาแรงประจำปี 2020
ถึงตอนนี้เวลาพาเราเดินทางมาไกล ชุดว่ายน้ำกลายเป็นหนึ่งในไอเทมแฟชั่นสุดฮิตของสาวๆ เสมอเวลาไปทะเล ถึงช่วงนี้จะผ่านฤดูร้อนไปแล้ว ก็หาได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด เราสามารถสนุกกับชุดว่ายน้ำได้ทุกช่วงเวลาอยู่แล้ว ซึ่งใครที่มีแพลนไปทะเลอยู่แล้วอย่าให้เสียเที่ยว ทำการบ้านแน่นๆ ด้วยการส่อง 4 เทรนด์ชุดว่ายน้ำมาแรงประจำปี 2020 ไปด้วยกันค่ะ
1.ชุดว่ายน้ำลายทรอปปิคัล (Tropical Style)
ลองจินตนาการถึงหาดทรายสีขาว ท้องทะเลสีฟ้าใส กับชุดว่ายน้ำพิมพ์ลายทรอปปิคัล โดดเด่นด้วยสีแนวเอิร์ธโทนฟีลธรรมชาติสบายตา อย่างเขียว น้ำตาล ดำ น้ำเงิน ฯลฯ บวกกับลายพิมพ์ใบไม้ต้นไม้ เป็นอะไรที่เข้ากับแบคกราวนด์ชิลๆ ริมชายหาด แค่เห็นก็แสนสดชื่นเสมือนอยู่ในป่าดิบชื้นเขตร้อน
ความเก๋ของชุดว่ายน้ำสไตล์นี้ ยังช่วยพรางจุดส่วนเกินที่เราไม่อยากให้เห็นได้ดี ทำให้เพรียวกระชับขึ้น เพราะส่วนใหญ่เป็นโทนสีเข้มแถมมีลายต่างๆ ช่วยปกปิด เรียกว่าใส่ถ่ายรูปโพตส์ท่าเลิศๆ คนเดียวก็ดี หรือจะนัดกับเพื่อนในตีมนี้ก็ชิคไม่น้อย รับรองว่าสดใสจนทะเลหมอง
2.ชุดว่ายน้ำสไตล์วินเทจ (Vintage Style)
เดี๋ยวนี้เทรนด์ชุดว่ายน้ำสไตล์ย้อนยุคหวนกลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะช่วง 60-70’s สังเกตได้ตามหน้าฟีดทั้งไอจีและเฟสบุ้ค จะเห็นได้ว่าบรรดานางแบบและเหล่าเซเล็บใส่แนวนี้กันเพียบ ด้วยโทนสีอันน่ารักละมุนใจ เรียบๆ ทว่าแฝงไปด้วยความเซ็กซี่
สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เราชอบชุดว่ายน้ำแนวนี้เป็นพิเศษ ก็คือความซุกซนในรายละเอียดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นลายคาดขาวดำ การใช้โทนสีตัดกันแบบน่ารัก ออกแนวนุ่มๆ สบายตา บ้างเป็นกระโปรงบาน มีความดอกไม้ลายจุดเติมความหวาน หรือจะเป็นเข็มขัดใหญ่ๆ คาดตรงกลางก็เก๋ทีเดียว
3.ชุดว่ายน้ำสไตล์สีสันสดใส (Bright Color Style)
สาวๆ คนไหนที่รู้สึกว่าไปทะเลทั้งที อยากได้ความสดใสมาเติมเต็มให้หัวใจเบิกบาน เราขอยกให้ชุดว่ายน้ำสไตล์นี้ขึ้นแท่นตัวเลือกอันดับหนึ่งไปเลย แค่โทนสีก็ชนะขาดลอย ด้วยธีมโทนสีนีออนสุดจี๊ด อย่าง เขียว เหลือง แดง ส้ม ฯลฯ เดินไปไหนก็สะดุดตาสุดในชายหาด
ส่วนสีที่มาแรงสุดในปี 2020 นี้ เหล่าแฟชั่นนิสต้าทั้งหลายต่างลงความเห็นว่าให้ “สีส้ม” มาวินค่ะ ด้วยความที่เป็นสีแห่งความร่าเริงและสนุกสนาน ดูเป็นมิตรสดใส เหมาะกับการไปร่าเริงริมชายหาด สาวๆ คนไหนที่ยังไม่มีสีไหนในดวงใจ เลือกชุดว่ายน้ำสีส้มไปไม่มีตกเทรนด์แน่นอน
4.ชุดว่ายน้ำครอปทอป (High-Neck Tops Style)
เราขอนิยามชุดว่ายน้ำสไตล์นี้ว่า “ทางสายกลาง” แล้วกันค่ะ เพื่อความเข้าใจง่าย ชุดแนวนี้ให้ฟีลสาวแรกรุ่นที่อยากโชว์นิดหน่อยๆ ไม่เน้นหวือหวามาก เพราะตัวเสื้อด้านบนปิดไปถึงคอ คลุมหน้าอก คล้ายๆ เสื้อครอปทอป มักใส่กับกางเกงว่ายน้ำเอวสูง หรืออยากคอนทราสเลือกแบบเซ็กซี่เว้าสูงหน่อยก็เก๋เหมือนกัน
ข้อดีของชุดว่ายน้ำสไตล์นี้ นอกจากให้ฟีลน่ารักๆ ไม่โป๊มากจนเกินไป ยังเป็นงานเน้นทรวดทรวงองค์เอวอันชัดเจน ยิ่งใครที่หน้าท้องสวยมีซิกแพ็คอยู่แล้ว ถือเป็นโอกาสดีที่เราจะต้องเอาของดีออกมาโชว์สู่สายตาชาวโลกค่ะ
สรุปท้ายบทความ
เชื่อว่าหลายคนยังติดอยู่กับความคิดที่ว่า “ชุดว่ายน้ำ” เป็นเสื้อผ้าสำหรับคนหุ่นดีหน้าท้องสวยใส่เท่านั้น
เราอยากให้สาวๆ ทุกคนเปลี่ยนความคิดใหม่ ไม่ว่าคุณจะมีรูปร่างอย่างไร อ้วนผอมมีพุงใดๆ ก็ตาม
ทุกคนสามารถสวมใส่ชุดว่ายน้ำได้ ตราบใดที่เราเชื่อว่า โลกนี้เต็มไปด้วยความหลากหลายที่งดงามเสมอ
ฉะนั้น จงรักและภูมิใจกับร่างกายตัวเองมากๆ
เติมเต็มความเชื่อมั่นกันไปแล้ว ต่อไปก็มาถึงขั้นตอนหาชุดสวยๆ ที่ถูกใจในสไตล์ที่ชอบ ใครไม่รู้จะเริ่มต้น
ตรงไหน เข้ามาเอฟใน Kaidee สิคะ ในนี้มีชุดสวยๆ ครบทุกรูปแบบให้คุณเลือก ทั้งนี้ขอฝากส่งท้ายไว้
สำหรับใครยังลังเล …มีของดีต้องโชว์นะคะ ไม่ใส่ตอนนี้แล้วจะใส่ตอนไหนๆ
Nov 19, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า เทรนด์ดอกไม้นั้นฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง ทุกๆ อย่างล้วนมีดอกเดซี่เป็นส่วนประกอบ ทั้งเสื้อผ้า ยางมัดผม กระเป๋า ฯลฯ ครอบคลุมตั้งแต่แบรนด์ไฮเอนด์ไปจนถึงตลาดนัด มองไปทางไหนก็เจอแต่เจ้าน้องเดซี่
ด้วยความน่ารักจุ๋มจิ๋มของดอกไม้ชนิดนี้ ทำเราใจอ่อนได้เสมอ เห็นทีไรเป็นต้องหยิบ เป็นต้องเอฟ ไหนๆ แล้วเรามาทำความรู้จักกับเจ้าเดซี่สุดคิวต์กันหน่อยดีกว่า ว่าดอกไม้ที่เราเห็นแล้วเอ็นดูนั้นไม่ได้มีดีเพียงความสวย
เรื่องราวของดอกเดซี่
ที่มาที่ไปของเดซี่นั้นค่อนข้างหลากหลาย บ้างก็เชื่อกันว่าเจ้าดอกไม้ชนิดนี้มีอายุกว่า 4,000 ปีเลยทีเดียว บ้างก็ว่าถูกพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1884 ในทวีปอเมริกาใต้ ทว่าบางข้อมูลก็บอกว่า จริงๆ แล้วถูกพบทางยุโรปตอนเหนือและตอนกลางต่างหาก
จนถึงตอนนี้ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้แต่อย่างใด แต่ก็เข้าใจได้นะคะ ความที่ดอกไม้นี้มีหลากหลายสายพันธุ์มาก อาจจะกระจายกันไปเติบโตในที่ๆ ต่างกัน
ส่วนชื่อ “เดซี่ (Daisy )” นั้น มาจากคำว่า “Daes Eage” ในภาษาแองโกล-แซกซอน (Anglo-Saxons) หรือภาษาอังกฤษแบบเก่า ซึ่งมีความหมายได้ว่าดวงตาของวัน
มาจากลักษณะของดอกไม้นี้ ที่มักจะบานตอนเช้าและหุบเมื่อแสงหมดหลังพระอาทิตย์ตก เปรียบเสมือนสัญลักษณ์การเริ่มต้นใหม่ของวัน ซึ่งปัจจุบันเนเธอร์แลนด์และโคลัมเบีย ถือเป็นผู้ผลิตดอกเดซี่รายใหญ่ของโลก
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับดอกเดซี่
นอกจากความน่ารักที่เด่นชัดแล้ว ดอกเดซี่ยังมีเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงความเชื่อที่เขาว่ากันว่าอยู่หลายเรื่อง ซึ่งจะเป็นในแง่มุมไหนบ้าง ไปดูพร้อมๆ กันเลยค่ะ
1.เดซี่กับความเชื่อเรื่องสุขภาพ
ในอดีตมีความเชื่อทางการแพทย์ว่า การกินดอกเดซี่จะช่วยเรื่องการมองเห็นให้ชัดขึ้นได้ แถมยังถูกใช้เป็นส่วนผสมหนึ่งของไวน์ เพราะเชื่อว่าดื่มแล้วจะช่วยให้ผ่อนคลาย แก้ปัญหาที่คอยรบกวนใจ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่า ในยุคกษัตริย์เฮนรีที่ 8 (Henry VIII) ของอังกฤษ นิยมกินดอกไม้ดังกล่าวเพื่อรักษาโรคกระเพาะอีกด้วย
2.เดซี่กับความสวยความงาม
ชาวอัสซีเรียน (Assyria) นิยมนำดอกเดซี่มาบดละเอียดให้เป็นผง ก่อนนำไปผสมกับน้ำมันย้อมผม เพราะเชื่อว่าดอกไม้ชนิดนี้ มีคุณสมบัติช่วยให้ผมกลับมาดกดำเงางามอย่างธรรมชาติ ทั้งยังช่วยบำรุงให้ผมแข็งแรงขึ้น
3.เดซี่กับการให้กำลังใจ
ย้อนกลับไปในอดีต “กลุ่มเซลติกส์ (Celts)” ชาวเผ่าโบราณในยุโรปตะวันตก เชื่อว่า หากบ้านไหนมีเด็กเสียชีวิตทันทีหลังคลอด พวกเขาจะรวมตัวกันไปโปรยดอกเดซี่ที่บ้านของพ่อแม่ผู้โชคร้าย เนื่องจากอยากให้กำลังใจให้พวกเขาลุกขึ้นสู้ต่อ
ดอกเดซี่เป็นสัญลักษณ์ของความร่าเริงสดใส และความไร้เดียงสา ด้วยสีสันอั้นสดใสและรูปลักษณ์
ภายนอกที่แสนจะจุ๋มจิ๋มน่าเอ็นดู จึงไม่แปลกใจที่สินค้าเกี่ยวกับดอกไม้ดังกล่าวจะแสนฮิต
หากไม่เชื่อลองเข้าไปดูใน Kaidee สิคะ จะเห็นได้ว่า สินค้าที่มีเดซี่เป็นส่วนประกอบนั้นมีละลานตามาก
ถ้าดูแล้วเกิดชอบใจขึ้นมาก็อย่ารอช้า กดซื้อได้เลย!
Nov 19, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
หญิงสาวกับเครื่องสำอางเป็นสิ่งอยู่คู่กันมาแต่ไหนแต่ไร 5,000 ปีก่อนตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ผู้หญิงในที่ราบลุ่มเมโสโปเตเมียนำอัญมณีมาบดเป็นผงละเอียด แล้วนำมาเม็ดสีที่ได้มาทาปาก
กระทั่งปี ค.ศ.1500 เทรนด์การแต่งหน้าเริ่มกลับมาอีกครั้ง ทว่าสังคมในสมัยนั้นมองว่าเป็นสิ่งไม่ดี มีเพียงผู้หญิงกลางคืนและสตรีชั้นสูงเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์แต่งแต้มสีสันบนใบหน้า
ราวปี ค.ศ. 1884 การทาปากเริ่มกลายมาเป็นแฟชั่นยอดนิยม ด้วยอิทธิพลของดารานักแสดงในยุคดังกล่าว ถือกำเนิดแบรนด์ลิปสติกชื่อดังของโลกที่พากันเปิดตัวกันอย่างเฟื่องฟู ถึงตอนนี้ผู้หญิงกับความสวยความงามก็ยังเป็นเรื่องขาดกันไม่ได้
ลิปสติกเองถือเป็นปราการด่านแรกที่ทำให้ลุคของเราแต่ละวันไม่เหมือนกัน วันนี้เราพามาดู 5 ลิปสติกสีสวยฮอตฮิตใน ค.ศ.นี้ รับรองว่าทาอย่างไรก็รอด วันไหนก็ปัง!
1.M.A.C Liptensity Lipstick : Smoked Almond
Credit : M·A·C Cosmetics Thailand
สียอดฮิตอมตะนิรันดร์กาลของ M.A.C เชื่อว่าสาวๆ ที่เป็นสาวกแบรนด์นี้ มั่นใจว่าต้องมีสักแท่งติดกระเป๋าแน่นอน ด้วยความที่เป็นลิปสติกโทนสีส้มอมชมพู ทาแล้วดูสุภาพนุ่มนวลแบบผู้ดี เข้าได้ง่ายกับทุกสภาพผิว ไม่ต้องกังวลว่าทาแล้วหน้าจะลอยแต่อย่างใด ที่สำคัญยังใช้ได้ทุกวันเป็น Everyday Look ได้แบบสบายๆ
ทั้งยังมีเม็ดสีละเอียดแน่นสวยงาม ที่สำคัญเนื้อครีมแบบแอมพลิฟายด์ (Amplified) สไตล์ M.A.C ช่วยบำรุงริมฝีปากของเราให้ชุ่มชื้นระหว่างวัน ปกปิดได้ดี ทาแล้วดูอวบอิ่ม ช่วยให้เรียวปากของคุณดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น หมดปัญหาเรื่องทาลิปสติกแล้วตกร่องค่ะ
ราคาประมาณ 1,000 บาท
2.YSL Milk Tea : No. 139 Beige Cremeux
Credit : YSL Beauty Thailand
หนึ่งในลิปสติกรุ่น Limited Edition ของ YSL ซึ่งทันทีที่ปล่อยออกมานั้นเป็นที่ต้องตาต้องใจของสาวๆ เป็นจำนวนมาก ขึ้น Sold Out อย่างรวดเร็ว ด้วยคอลเลกชันเฉดสี Milk Tea ที่แสนจะสุดคิวต์ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเครื่องดื่มแสนอร่อยอย่าง “ชานม”
นอกจากจะทำให้ริมฝีปากของเรามีสีสันสวยงามแล้ว ยังมีกลิ่นชาหอมอ่อนๆ เพิ่มความสนุกในการแต่งหน้ามากยิ่งขึ้น ส่วนเนื้อลิปเป็นแบบซาติน (Satin) คือแน่นกว่าลิปมันแต่ไม่หนาถึงขนาดลิปเนื้อครีม ฉะนั้นมั่นใจได้เลยว่าใช้ง่าย ทาสบายไม่หนักปาก ให้เนื้อสีชัดเจนงดงาม
ราคาประมาณ 1,390 บาท
3.Tom Ford Ultra Shine Lip Color : 108 La Notte
Credit : Tom Ford
ไม่นานมานี้ Ultra Shine Lip สี 108 La Notte จู่ๆ ก็ฮอตฮิตติดตลาด บรรดาบล็อกเกอร์พากันรีวิวชื่นชมกันเยอะมาก จนตัวเราเองตกเป็นเหยื่อการตลาด เผลอใจพุ่งไปชอป Tom Ford กับเขาเหมือนกัน ซึ่งทันทีที่บอกชื่อรุ่นและสีไป พนักงานก็บอกทันทีว่า สินค้าหมดทั่วประเทศและยังไม่มีกำหนดเข้าเร็วๆ นี้
ความที่ลิปสติกเนื้อครีมรุ่นนี้มีสีสุดแสนคลาสิค “ชมพูคอรัล” ทาแล้วให้ฟีลลิงคณหนูสุขภาพดี ดูแพงแบบธรรมชาติ ที่สำคัญใช้ง่ายมาก ทาได้ทุกวันเหมาะกับทุกลุค จะแต่งหน้าหรือไม่แต่งหน้าก็เอาอยู่ ทั้งยังมีความเงางามเหมือนเราทา Lip Gloss และยังช่วยบำรุงริมฝีปากได้แบบ Lip Balm เรียกว่าได้ทั้งสวยด้วยบำรุงด้วย
ราคาประมาณ 1,800 บาท
4.Bobbi Brown Luxe Lip Color : Rare Ruby
Credit : Bobbi Brown Thailand
แนะนำลิปสีธรรมชาติทาได้ทุกลุคกันไป 3 แบรนด์แล้ว ทีนี้เปลี่ยนลุคมาเป็นสาวแซ่บกันบ้าง ครั้งนี้เราขอนำเสนอสี Rare Ruby สีแดงเข้มสุดเจิดจรัสของ Bobbi Brown นอกจากจะมีความเก๋เป็น Limited Edition ออกมาเฉพาะช่วงตรุษจีนที่ผ่านมาแล้ว
ลิปสติกยังเป็นเนื้อครีมเกลี่ยง่าย มีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์ ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น ปกปิดริ้วรอยต่างๆ ได้ดีเยี่ยม ทั้งยังโดดเด่นด้วยสีแดงเข้มเปล่งประกาย ทารอบเดียวก็ให้สีเด่นชัด เป็นตัวช่วยทำให้วันนั้นๆ ของเรามีสีสันขึ้นมาทันตาเห็น หากสาวๆ คนไหนเป็นสาย “ปากไม่แดงไม่มีแรงเดิน” เชิญตรงไปที่ชอปได้เลย
ราคาประมาณ 1,450 บาท
5.Fenty Beauty Slip Shine Sheer Shiny Lipstick : Goji Gang
Credit : Fenty Beauty
แบรนด์เครื่องสำอางของนักร้องในดวงใจเรา และเชื่อว่าคงเป็นขวัญใจของใครอีกหลายคน แม้ใครๆ จะค่อนขอดเธอว่า ไม่ยอมกลับมาทำหน้าที่นักร้องสักที แต่ปฏิเสธไม่ได้นะคะว่า “ริฮานนา (Rihanna)” พา Fenty Beauty มาไกลและประสบความสำเร็จพอตัวเลย จุดเด่นของยี่ห้อนี้ หนีไม่พ้นเรื่องคุณภาพของสินค้าสุดดีงามในราคาไม่เกินเอื้อม
ที่สำคัญมีเฉดสีหลากหลาย ครอบคลุมทุกสีผิว ซึ่งลิปสติกรุ่น Slip Shine Sheer Shiny สี Goji Gang ที่เลือกมาแนะนำวันนี้ นอกจากจะมีเนื้อสีชมพูอมม่วงที่สวยงามสะดุดตาแล้ว เนื้อยังบางเบา มีส่วนผสมของน้ำมันสกัดจากทับทิม ช่วยให้ริมฝีปากคุณดูได้รูปและอิ่มฟูมากขึ้น
ราคาประมาณ 850 บาท
สาวทั้งหลายๆ มักเข้าใจกันดีว่า การมีลิปสติกสีคล้ายเดิม ต่างเฉด ต่างยี่ห้อไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด อะไรที่เป็นความสุขในชีวิตเราก็อย่าลังเลค่ะ ซื้อตามกำลังเท่าที่ไหว แต่ถ้าเริ่มรู้สึกว่ามีเยอะจนเริ่มหาแท่งโปรดไม่เจอ ลองจัดหาวิธีระเบียบด้วยการเข้ามาหาชั้นวางเครื่องสำอาง กล่องใส่ลิปสติกเก๋ๆ ที่ Kaidee ดูสิคะ สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จะช่วยให้ความสวยของเราง่ายสะดวกขึ้นเยอะ