Jan 5, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ณ บริษัท Kaidee เวลาเริ่มงาน
มินก็ได้รับโจทย์ในการทำ Content แบบงง ๆ จากหัวหน้า
.
หัวหน้า : “ให้มินและพี่นิว ไปเดินดูเสื้อผ้ามือ 2 ที่เป็นสไตล์ของ You ทั้งสองที่ตลาดนัดรถไฟศรีนคริทร์ แต่มีงบแค่คนละ 600 บาทนะ!!” (พี่เค้าน่าจะเห็นความจัดจ้านในการแต่งตัว)
ซึ่งสิ่งแรกที่มินกับพี่นิวทำก็คือ การมองหน้ากัน และก็ตอบด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่า “ได้ครับ!!” (ซึ่งมารู้ทีหลังก็คือพี่นิวและหัวหน้าคุยกันมาก่อนหน้านี้แล้ว เสียใจ T-T)
และในตอนเย็นของวันนั้นมิน พี่นิว และเพื่อน ๆ ทีมงานก็มุ่งหน้ากันไปอย่างทันทีที่ตลาดนัดรถไฟ แต่ว่าสิ่งแรกที่เป็นปัญหาก่อนเลยก็คือ ไม่รู้จะไปยังไงกันดี จะไปด้วยรถไฟฟ้าหรือแท็กซี่ดี ด้วยความตลาดนั้นก็ไกลในระดับนึง แต่สุดท้ายเราก็ตัดสินใจได้ว่า “แท็กซี่” แล้วกัน และพอไปถึงก็ได้รู้ว่าไกลจริง (คิดไม่ออกเลยว่าตอนกลับจะทำยังไงดี??)
คนเยอะอยู่นะเนี่ย!!
เมื่อถึงตลาดรถไฟศรีนครินทร์
แผนที่เผื่อใครจะไปเดินเล่น cr. ตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์
ไม่รอช้ามินและพี่นิวก็มุ่งตรงไปโซนที่ขายเสื้อผ้ามือ 2 ที่อยู่บริเวณโกดังที่อยู่ด้านในสุดหากดูจากแผนที่ (โซนตลาดนัด) เมื่อเดินมาถึงโซนนี้คนจะไม่ค่อยเยอะเท่าไรนัก เดินได้สบาย ๆ แถมมีร้านค้ามือ 2 มากมายให้เลือก แต่ด้วยความที่เรามีงบคนละ 600 บาท บวกกับสไตล์การแต่งตัวของเราที่แตกต่างกัน ตัวมินนั้นชอบการแต่งตัวแนวสตรีท ส่วนตัวพี่นิวนั้นแต่งตัวแนววินเทจ ความลำบากของการไปเสื้อผ้าเหล่านี้คือ “ตาดีได้ ตาร้ายเสีย” เหมือนกับการที่เรางมเข็มในมหาสมุทร แต่อันนี้เป็นงมเสื้อผ้าในราวแทน
แผนที่เดินทางไปตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์
กองสูงเป็นภูเขาเลย~~
เสื้อผ้าแนวสตรีท
สไตล์การแต่งตัวสุดแนว ที่ตอนนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก คงหนีไม่พ้น “แนวสตรีท” (ไม่ใช่การแต่งตัวเป็นถนนนะ) ไม่ว่าจะเป็นดารา นักร้อง นักแสดง ก็มีให้เห็นอยู่ว่าเค้าแต่งตัวกัน ซึ่งจริง ๆ แนวนี้มันไม่มีอะไรมากอย่างที่คิดเลย มันก็คือการ Mix & Match อะไรก็ได้ที่มีอยู่ในตู้ ไม่จำเป็นต้องแพง (ไม่ใช่อะไร ที่แต่งแบบนี้เพราะไม่ค่อยมีเงิน //ร่ำร้อง ๆ)
เสื้อผ้าแนววินเทจ
การแต่งตัวที่นำเอาแฟชั่นยุคเก่า ๆ กลับมาใส่ใหม่อีกครั้ง ซึ่งต้องมีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป หรือถ้าหากเทียบกับเวลาในปัจจุบัน ก็คือนำเสื้อยุค 80 หรือ 90 มาใส่ให้ดูเท่และมีสไตล์ อย่างเช่นเสื้อวง กางเกงสแล็ค กางเกงยีนส์ เป็นต้น
วิธีการเลือกเสื้อผ้าของเราสอง
เราสองคนนั้นมีวิธีการเลือกเสื้อที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แค่เห็นก็รับรู้ได้ในทันทีเพราะว่าแค่ลำดับการเลือกก็แตกต่างกันแต่ก็มีบางส่วนที่คล้าย ๆ กันอยู่ รวมไปถึงสีสันของเสื้อผ้าก็ด้วย วันนี้เดี๋ยวมินและพี่นิวจะมาเล่าถึงวิธีการเลือกว่าจะเริ่มยังไงดี
How to เลือกเสื้อผ้าของมิน
วิธีเลือกซื้อเสื้อผ้าการแต่งตัวของมิน ส่วนใหญ่จะเริ่มเลือกจากเสื้อก่อน เพราะตัวมินเอง (คิดว่า) เสื้อนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการที่จะมองหาอะไรก็ตามมา Mix&Match ต่อกับส่วนอื่น ๆ ได้ง่ายกว่า อย่าไปกลัวที่จะแต่งตัว
เลือกเสื้อยังไงดี?
ตั้งใจเลือกสุด ๆ
นั่นสิครับ!! เลือกยังไงดี?? ทางที่ง่ายที่สุดเมื่อไปเดินตลาดเสื้อผ้ามือ 2 แบบนี้คือ มองหาอะไรก็ตามที่เป็นสไตล์ที่ชอบก่อน เพื่อที่จะได้กรองอะไรก็ตามที่ไม่ชอบออกไป ซึ่งเสื้อมินจะเลือกดูอยู่ไม่กี่อย่าง คือ
1.สีเสื้อ
เริ่มกันด้วยสีเสื้อก่อนเลย ต้องมองก่อนว่าตัวเองนั้นเหมาะกับสีโทนไหน ร้อนหรือว่าเย็น เทคนิคส่วนตัวของมินเองที่จะทำให้รู้ว่าตัวเองเหมาะกับโทนสีไหนคือ ให้ลองหาเครื่องประดับ 2 ชิ้น ชิ้นหนึ่งสีเงิน ส่วนอีกชิ้นเป็นสีทอง เอามาลองใส่และดูว่าใส่สีไหนแล้วเข้ามากกว่ากัน
สีเงิน : ถ้าหากใส่สีเงินแล้วเข้ามากกว่าสีทอง แสดงว่าคุณเหมาะกับการใส่เสื้อสีโทนเย็น เช่น สีฟ้า เขียว ม่วง เป็นต้นสีทอง : ถ้าหากใส่สีทองแล้วเข้ามากกว่าสีเงิน แสดงว่าคุณเหมาะกับการใส่เสื้อสีโทนร้อน เช่น สีแดง ส้ม เหลือง เป็นต้นเข้าทั้งสองสี : เป็นอะไรที่โชคดีมาก เพราะว่าคุณจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีอะไรก็ได้
2. ลายเสื้อ
มาต่อกันที่ลายเลยดีกว่า อันนี้น่าจะเป็นเรื่องที่บอกกันได้ยากที่สุด เพราะแต่ละคนมีความชอบไม่เหมือนกัน (ง่าย ๆ คือจริตของแต่ละคน) เลือกกันตามความชอบได้เลย
3. ขนาด
มินมักจะชอบเลือกเสื้อผ้าที่ตัวใหญ่กว่าตัวเองอยู่เสมอให้มันดูเป็นทรง Over Size เพื่อที่จะใส่ได้สบาย ๆ ไม่อึดอัดเวลาสวมใส่ไปไหนมาไหน ถ้าอยากให้ใส่ได้อย่างสบายแนะนำเลย บวกเพิ่มอีก 1-2 ไซส์จากเดิมที่ใส่อยู่
มาต่อกันเลยที่กางเกง!!
ขมักเขม้นเกิน
เมื่อได้เสื้อแล้ว กางเกงจะเป็นลำดับถัดไปเสมอที่มินจะเลือก ซึ่งเลือกได้ไม่ยากเลย มี 3 ตัวเลือก คือหากางเกงที่เป็นสีดำ สีที่ตรงกันข้ามกับเสื้อ หรือสีกางเกงที่มีสีอยู่ในเสื้อ เพื่อให้มีลูกเล่นในการแต่งตัวที่มากขึ้น แต่อย่างสิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้เลยคือ ทรงของกางเกง ต้องเลือกให้เหมาะกับเสื้อที่เลือกมาเช่นกัน
สุดท้ายคือรองเท้า
มี Jordan 1 ซะด้วย!!
รองเท้าที่มินเลือก ก็จะเป็นอะไรที่ง่าย ๆ เรียบ ๆ (ในใจคืออยากได้ Nike Air Jordan 1 แต่มันเกินงบไปไกลเกิน) ท้ายที่สุดเลยไปจบกับรองเท้าสีขาว ไม่ก็สีดำ เพื่อให้เข้าได้กับทุกสีนั่นเอง
How to เลือกของพี่นิว
มาต่อกันที่การเลือกเสื้อผ้าในแบบสไตล์ของพี่นิวกันเลย สิ่งหนึ่งเลยที่เหมือนกับมิน คือพี่นิวนั้นเริ่มเลือกดูเสื้อผ้ามือ 2 จากเสื้อก่อน แล้วจึงค่อย ๆ ไปเลือกส่วนอื่นต่อ เพื่อให้ง่ายต่อการ Match และเป็นสไตล์ของพี่นิวมากที่สุด
เสื้อแบบไหนกันที่ต้องการ?
นี่มัน!! วิ่ง(จับ)ราวชัด ๆ
ด้วยความที่พี่นิวนั้นชอบใส่เสื้อให้มีหลาย ๆ เลเยอร์ในการแต่งตัวหนึ่งครั้ง ทำให้ส่วนในการเลือกเสื้อของพี่นิวนั้นมีทั้งแจ็คเก็ตและเสื้อข้างในที่ต้องเลือกเพื่อให้สามารถใส่ด้วยกันได้อย่างลงตัวที่สุด
1. เสื้อแจ็คเก็ต
มาดูที่เสื้อแจ็คเก็ตก่อนเลย พี่นิวจะเลือกเป็นเสื้อผ้าร่มทรง Sport ที่ความรู้สึกวินเทจนิด ๆ สตรีทหน่อย ๆ ซึ่งสีส่วนมากจะเป็นสีดำ ที่ตัดกับสีที่สดแสบตา (แสบตาจริง รอดูได้เลย > <) แต่ขนาดของเสื้อต้องพอดีตัว ไม่เล็กไป ไม่ใหญ่ไป
2. เสื้อยืดข้างใน
ในส่วนนี้พี่นิวจะเลือกให้ไม่เยอะเท่าไหร่นัก ลายเรียบ ๆ ที่มีสีพื้นเป็น ขาว ดำ หรือไม่ก็เทา ที่เข้าได้กับทุกสี แต่ขนาดที่เลือกนั้นจะเป็น Over Size ที่คอกว้าง ๆ เพื่อให้ใส่ได้สบายในสภาพอากาศของประเทศไทย
กางเกงแบบไหนกันที่มัดใจพี่นิว
จะเอาตัวนี้!!
กางเกงที่โดนใจพี่นิวจะเป็นกางเกงทรงสแล็คที่ขากว้าง ๆ กางเกงทรงลุงสไตล์ญี่ปุ่น เต่อเล็กน้อย (หรือว่าจริง ๆ แล้วพี่เค้าเป็นลุงแล้ว?? หยอก ๆ) เพื่อให่ได้โชว์ถุงเท้าที่สามารถเล่นสีไปได้อีกระดับ ซึ่งจะเลืกโทนสีเข้มอย่าง สีดำ กรม และเขียวเข้ม
มาจบกันที่รองเท้า
หลากหลายแนวสุด อะไรสุด
เลือกจากทรงของรองเท้าล้วน ๆ ไม่ว่าจะทรงที่เป็นแนว Daddy Shoes ที่กำลังได้รับความนิยมในตอนนี้ (ทรงรองเท้าที่มีขนาดใหญ่กว่ารองเท้าทั่วไป) หรือไม่ก็เป็นรองเท้ากีฬาไปเลย ที่ไม่ได้ดูใหม่มากนัก ยังคงเอาไว้ถึงความ Vintage
สัมภาษณ์พ่อค้า
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของทั้งตัวมินและพี่นิวเองนั้น ก็เลยผุดไอเดียที่อยากจะลองถามพ่อค้าตามร้านต่าง ๆ ซึ่งก็สัมภาษณ์มาได้เยอะมากกก!! (แค่ 2 คนเท่านั้น) นั่นแหละครับ มันก็ยังดีกว่าไม่ได้มาเลยสักคนเดียว มาเริ่มกันเลยที่พี่คนแรกกันเลยดีกว่า
พี่เต้ แห่งร้าน Thaigunyarn
ราคาเสื้อวินเทจมันคือ ความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย
พี่เต้
ด้วยความที่เห็นจากการแต่งตัวของพี่เต้ จึงเข้าไปถามถึงสไตล์การแต่งตัวที่พี่เต้ชอบ ซึ่งสไตล์ที่พี่เต้แต่งบ่อยมีอยู่ด้วยกันถึง 3 แนวด้วยกัน (โคตรคูล!!) แต่ทั้งหมดนั้นเป็นแนววินเทจทั้งหมด แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ แนววินเทจของ 3 ประเทศ นั่นก็คือ
Japan Vintage
ความวินเทจของประเทศญี่ปุ่นนั้นไม่ยาก ดูจากรูปของพี่เต้ได้เลย นี่แหละคือญี่ปุ่น เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นที่ชาติไหนก็ไม่เหมือน คือการใส่เสื้อเชิ๊ตกับกางเกงสแล็คหรือยีนส์ที่เป็นทรงกระบอก ไม่ก็เป็นทรงบอลลูน อาจจะใส่หมวกหรือใส่เครื่องประดับแบบมินิมอลที่ไม่ทำให้ลุคนี้ดูเยอะจนเกินไป
USA Vintage
ความวินเทจของอเมริกานั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการแต่งตัวแบบ Workwear ถ้าเรียกให้ง่าย ๆ เลยก็คือ ชุดช่าง (ช่างแอร์ในตำนานรึเปล่า?? ฮ่า ๆ) ซึ่งสไตล์นี้มีความเท่ แถมได้ฟังก์ชันการใช้งานของเสื้อผ้าอีกด้วย
England Vintage
ด้วยความที่เรารู้ ๆ กันอยู่แล้วว่าประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่มีความเนียบและหรูหราสูง ความวินเทจของประเทศนี้ก็จะดูมีความเป็น “คุณหญิง คุณชาย” สูง ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นเสื้อเชิ๊ตและกางเกงสแล็ค
ร้านของพี่เต้
แนว ๆ เก๋ ๆ ทั้งนั้น
ถึงตาที่จะให้พี่เต้เล่าถึงร้านตัวเองกันบ้างแล้ว ร้าน Thaigunyarn เสื้อผ้าส่วนใหญ่ที่ขายจะเป็นแนววินเทจเกือบทั้งหมด และขายของตามแนวการแต่งตัวที่พี่เต้ชอบ ซึ่งในร้านส่วนใหญ่นั้นจะเป็น สินค้าแบบ Dead Stock เกือบทั้งหมด ทำให้มีความแปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร แต่คงไว้ซึ่งความเท่และวินเทจอย่างเต็มเปี่ยม ร้านจะตั้งอยู่ที่โกดัง 8 อยู่ติดกับร้าน TATTOO
Dead Stock คือ เสื้อผ้าเก่าที่เก็บเอาไว้เป็นเวลานาน และยังไม่เคยนำออกมาใส่
เสื้อที่พี่เต้ภูมิใจนำเสนอ
เอาเรื่อง!! เสื้อ Michael Owen ก็มา
ซึ่งเสื้อ Michael Owen ตัวนี้มีความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร เพราะเสื้อตัวนี้ไม่ใช้เสื้อที่ทาง Official นั้นทำออกมาวางขาย แต่เป็น Bootleg ที่เหล่าแฟนคลับนั้นทำออกมากันเอง ขายกันเอง และใส่กันเอง แถมไม่มีลิขสิทธิ์อีกด้วย แต่เป็นเสื้อที่อยู่ในช่วงยุค 80 หรือ 90 ทำให้มีความแรร์มาก ๆ บวกกับราคาที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว
ราคาเสื้อ Michael Owen อยู่ที่ : 8,500 บาท
พี่ม้ง แห่งร้าน Siam OLD SCHOOL
มาถึงคนสุดท้ายกันแล้วด้วยความที่มินเห็นว่าพี่เค้ามีความชิล ๆ และดูเป็นกันเอง รวมไปถึงการแต่งตัวที่ดูเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ซึ่งแน่นอนคำถามแรกที่ถามเลยก็คือสไตล์การแต่งตัว พี่ม้งก็ได้ตอบมาว่า “แต่งตัวมันเปลี่ยนไปแล้วแต่วัน แต่ต้องเป็นของเก่าและวินเทจ” (น้ำเสียงพี่เขาเท่จัด ๆ) เพราะสำหรับพี่ม้ง ทุกตัวมีความหมาย หาได้ยาก และมันมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น มันประเมินค่าได้ยากจริง ๆ
ร้านของพี่ม้ง
จัดร้านได้คูลมาก
ในร้าน Siam OLD SCHOOL นั้นมีของเยอะมากมายทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ รวมไปถึงของกุ๊กกิ๊กน่ารัก ๆ ซึ่งพี่ม้งนั้นไม่ได้จำกัดเลยว่าเค้าจะขายของแนวแนวไหน เพราะพี่เค้าขายทุกแนว ตามความชอบของตัวพี่ม้งเอง ชอบอะไรก็หยิบเอาอันนั้นแหละมาขาย ทำให้ร้านนี้เป็นอีกหนึ่งร้านที่เข้ามาแล้วซื้อจบได้ในร้านเดียว ไม่ต้องไปร้านอื่นต่อ
เสื้อราคาเดือดที่สุดในร้าน
พี่นิวเลยขอเอาลงมาถ่ายสักหน่อย
เสื้อวงสุดเท่จากวง PENTERA ลายที่ทำออกมาให้กับเพลงสุดฮิตอย่าง Cowboy from hell อีกทั้งยังเป็นเสื้อแบบ Over Print คือการที่สกรีนลายเสื้อให้เลยมาจนถึงที่แขนเสื้อ เพราะส่วนใหญ่ของการสกรีนเสื้อมักจะสกรีนแค่บริเวณหน้าเสื้อเท่านั้น และด้วยความที่เสื้อตัวนี้เป็นแบบ NOSWT (New old stock with tag) ถ้าให้เข้าใจง่าย ๆ คือ เสื้อวินเทจที่ยังไม่เคยใส่และยังมีป้ายห้อยอยู่ ทำให้ตัวนี้มีความพิเศษกว่าตัวอื่น ๆ
ราคาเสื้อ PENTERA Over Print ราคา : 35,000 บาท
FINAL LOOK!!
และนี่คือเสื้อที่ได้มาจากตลาดรถไฟศรีนครินทร์ในงบเพียง 600 บาท ของพวกเรา!! ซึ่งเราทั้งคู่ก็ให้โจทย์กันและกันว่าจะสลับสไตล์กัน มินใส่วินเทจ พี่นิวใสสตรีท จะเป็นยังไง ไปดูกัน!!
เท่อย่างกับบอยแบรนด์
สไตล์ปกติที่เราทั้งคู่แต่งกัน
ปกติการแต่งตัวของเราทั้งคู่ก็ไม่ได้ราคาแพงเท่าไรอยู่แล้ว เดี๋ยวเราทั้งคู่จะมายกตัวอย่างคร่าว ๆ ของสไตล์ทั้งคู่ว่าจะเป็นยังไง และราคาเท่าไหร่บ้าง ไปดูกันเลย!!
Min’s Style New’s Style
หากใครที่ลำบากในการที่จะเดินทางมาเลือกดูสินค้ามือ 2 ที่ตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์แล้วล่ะก็ ที่ Kaidee มีสินค้าสองหลากหลายแบบ หลากหลายสไตล์ที่คูล จนไม่ต้องออกจากบ้านไปซื้อเสื้อผ้าที่ไหนเลย
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ในปัจจุบันกระแสแฟชั่นในประเทศไทยนั้นมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก แต่เทรนด์แฟชั่นที่มาแรงตลอดกาลแบบไม่มีตกยุคนั้นต้องยกให้ “การแต่งตัวแนววินเทจ” ที่ฮิตกันมากๆ โดยเฉพาะในหมู่สาวๆ ที่ไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมลุคให้ดูดีไม่ซ้ำใคร แต่ยังเป็นการมิกซ์แอนด์แมทช์ไอเทมหลายแบบหลายแนวเข้าไว้ด้วยกันอย่างสนุกและลงตัว รวมถึงยังปรับเปลี่ยนลุคให้ดูน่ารัก สวยหวาน หรือจะไปทางเซ็กซี่ก็ชวนน่ามองได้เช่นกัน
แต่การแต่งตัวแนววินเทจก็ต้องทำความเข้าใจหลักการเล็กๆ น้อยๆ กันก่อน เนื่องจากเสื้อผ้า และกางเกงจะมีความย้อนยุค หากว่าเราเลือกหยิบจับชิ้นที่ไม่มิกซ์แอนด์แมทช์มาใส่ก็จะทำให้ดูเหมือนคนมีอายุ แต่ถ้าหากว่าเราเลือกชิ้นที่มีความเข้ากันก็จะให้ภาพลักษณ์ออกมาดูมีความร่วมสมัย เก๋ และน่ารัก
วันนี้เราจึงจะพาเพื่อนๆ มาทำความรู้จักกับ 7 ไอเดีย สำหรับการแต่งตัวแนววินเทจที่ผู้หญิงก็ใส่ได้ ผู้ชายก็ใส่ดี พร้อมด้วยไอเดียมิกซ์แอนด์แมทช์ไอเทมเหล่านี้ให้ได้แนววินเทจสุดเก๋และเท่ไม่ซ้ำใคร ถ้าพร้อมแล้วก็ตามมาดูกันได้เลย
1. เสื้อกั๊ก
หลายคนอาจมีภาพจำที่ไม่ค่อยดีกับเสื้อกั๊กเท่าไรนัก เนื่องจากภาพที่ชินตาของเราคือเสื้อแขนกุดตัวในที่เหล่าสุภาพบุรุษมักสวมใส่ทับเสื้อเชิ้ตแขนยาวและมีสูทคลุมอีกชั้นเพื่อความเรียบร้อยและเป็นทางการ แต่เสื้อกั๊กที่นิยมนำมาใส่แต่งตัวแนววินเทจส่วนใหญ่จะไม่ได้มีความเรียบหรูแบบทางการ แต่จะเป็นเสื้อกั๊กที่ทำจากผ้าคอตตอน หรือทำจากไหมพรมนั่นเอง
โดยส่วนใหญ่การแต่งตัวแนววินเทจที่หยิบเอาเสื้อกั๊กมาใส่เข้ากับชุดสูท แต่เราจะเปลี่ยนเสื้อตัวในให้มีความน่ารักและยูนีคขึ้นไปอีก จะเน้นไปที่แนวลำลองทั่วไปมากกว่า ซึ่งสาวๆ สามารถเอาเสื้อกั๊กไหมพรมมาใส่ทับกับเสื้อยืดโอเวอร์ไซส์ หรือผู้ชายก็สามารถหยิบเสื้อกั๊กที่มีช่องกระเป๋าเยอะๆ ใส่ทับกับเสื้อยืดให้อารมณ์แนวแคมป์ปิ้งก็เท่ไปอีกแบบได้เหมือนกัน
2. กางเกงขาบาน
มาที่กางเกงกันบ้างซึ่งเราอยากแนะนำกางเกงขาบานที่มีลักษณะเป็นกางเกงขายาว ตั้งแต่ช่วงต้นขาลงไปจะมีความกว้าง ให้อารมณ์วินเทจสุดๆ แถมยังเน้นไปที่การสวมใส่สบาย ไม่อึดอัดจนทำให้เรารู้สึกไม่สบายตัว
ซึ่งกางเกงขาบานเป็นไอเทมอีกหนึ่งชิ้นที่จะทำให้ลุคของสาวๆ ดูวินเทจขึ้นมาทันที ควรเลือกกางเกงขาบานที่เป็นผ้ายีนส์หรือเดนิมจะดีที่สุด เพราะสามารถนำมาใส่มิกซ์แอนด์แมทช์ได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่น นำมาใส่คู่กับเสื้อวงดนตรีหรือเสื้อยืดสีขาวแล้วเอาเสื้อเข้าในกางเกงแค่นี้ก็มีความวินเทจแล้ว นอกจากนี้กางเกงขาบานยังช่วยพรางสายตาให้สาวๆ ดูขาเรียวยาวมากกว่าเดิมอีกด้วย
3. รองเท้าทรง Loafers
คอมพลีทลุคเก๋ๆ ให้ดูสมบูรณ์แบบด้วยรองเท้าทรง Loafers ซึ่งเป็นรองเท้าส้นเตี้ยไม่มีเชือก มาพร้อมดีไซน์สุดเรียบง่าย เสริมความคลาสสิกด้วยหนังที่เงางามอันเป็นเอกลักษณ์ ช่วยเสริมลุคให้ดูกึ่งทางการ สุภาพเรียบร้อย ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถนำมามิกซ์แอนด์แมทช์สวมใส่ในวันสบายๆ ได้เช่นเดียวกัน
4. ผ้าพันคอพิมพ์ลาย
นับว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องประดับสำหรับการแต่งตัวแนววินเทจที่จะขาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด โดยผ้าพันคอพิมพ์ลายแนววิเนทจส่วนใหญ่จะทำจากผ้าไหมลื่นมือ พร้อมพิมพ์ลายสีสันสดใสของดอกไม้ สีทองหรูหรา หรือแม้แต่ลายลูกน้ำที่เรียกกันว่าพาสลีย์ เป็นต้น
ซึ่งลวดลายแปลกตาเหล่านี้ที่นับว่าเป็นเสน่ห์ทำให้เรารู้สึกถึงกลิ่นอายความย้อนยุค ความพิเศษของมันที่ไม่ใช่ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่ผ้าพันคอเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาโพกหัวใช้แทนที่คาดผม มัดผม หรือแม้แต่นำมาพาดไหล่เก๋ๆ แค่นี้ก็เพิ่มลุคเก๋ๆ แบบวินเทจแล้ว
5. กระโปรงวินเทจกับเสื้อสีพื้น
มาที่กระโปรงกันบ้างซึ่งเราขอแนะนำเป็นกระโปรงยาวประมาณเข่าหรือประมาณกลางหน้าแข้งที่มีลักษณะพลิ้วๆ หรือพิมพ์ลวดลายวินเทจสุดแปลกตาก็นับว่าเป็นไอเทมอีกหนึ่งชิ้นสำหรับการแต่งตัวแนววินเทจที่ห้ามพลาดเช่นเดียวกัน ซึ่งกระโปรงวินเทจสามารถนำมาสวมใส่มิกซ์แอนด์แมทช์ได้ง่ายๆ เช่น กระโปรงพิมพ์ลายวินเทจกับเสื้อยืดสีพื้นสักตัว แค่นี้ก็ดูเก๋เรียบไม่ซ้ำใครแน่นอน
6. เครื่องประดับวินเทจ
หลังจากที่เราได้แนะนำเสื้อ กางเกง กระโปรง และรองเท้ากันไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะขาดไปไม่ได้ นั่นก็คือ “เครื่องประดับวินเทจ” นับว่าเป็นหนึ่งไอเทมที่คงอยู่กับสไตล์การแต่งตัวแนวต่างๆ มาโดยตลอด ซึ่งเครื่องประดับที่เหมาะกับการแต่งตัวแนววินเทจ คือ เครื่องประดับที่เน้นความอลังการ เล่นใหญ่ เช่น ต่างหูใหญ่ๆ สร้อยคอใหญ่ๆ เป็นต้น แต่ต้องเลือกเพียงหนึ่งชิ้นเท่านั้น ถ้าสาวๆ อยากใส่สร้อยคอใหญ่ๆ ก็ห้ามใส่ต่างหูใหญ่ๆ ที่เหมือนกัน
7. เสริมด้วยแว่นตาสไตล์ Granny
ในเมื่อแต่งองค์ทรงเครื่องแทบจะครบเกือบทุกชิ้นแล้ว ยังมีอีกหนึ่งไอเทมที่ขาดไม่ได้อย่างเด็ดขาดสำหรับการแต่งตัวแนววินเทจ นั่นก็คือ “ แว่นตา” ซึ่งต้องเป็นแว่นตาสไตล์ Granny หรือแว่นตาทรงคุณยายนั่นเองโดยจะมีลักษณะกรอบสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ถ้าเป็นแว่นกันแดดก็ควรเลือกเลนส์เป็นสีชาหรือสีน้ำตาลที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเบาๆ ยิ่งเมื่อสวมใส่แว่นตาสไตล์ Granny ควบคู่ไปกับผ้าโพกหัวพิมพ์ลายก็ต้องบอกเลยว่าเก๋และเท่สุดๆ เหมือนย้อนยุคกลับไปปี 70s ที่วินเทจกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
สรุป
เป็นอย่างไรกันบ้างกับไอเดียเก๋ๆ เพื่อให้คุณแต่งตัวแนววินเทจสนุกๆ และมิกซ์แอนด์แมทช์กันอย่างเพลินๆ เมื่ออ่านจบแล้วเพื่อนๆ ก็ลองรื้อตู้เสื้อผ้าออกมาดูกันได้ แต่ถ้าหากความวินเทจยังไม่พอก็สามารถออกไปช้อปไอเทมเหล่านี้ได้แบบราคาไม่แรงแถมยังจะช่วยเสริมลุคให้คุณดูเก๋และมีสไตล์ไม่ซ้ำใครอย่างแน่นอน
สำหรับสาวๆ หรือหนุ่มๆ คนไหนที่ยังหาแหล่งช้อปสินค้าวินเทจไม่ได้ ลองคลิกเข้ามาช้อปออนไลน์ได้ที่ Kaidee แหล่งขายของออนไลน์ราคาถูกที่มีของให้คุณเลือกช้อปอย่างนับไม่ถ้วน
Nov 24, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ปัจจุบันเสื้อผ้าที่มีความวินเทจนั้นกำลังกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งหนึ่ง ด้วยกระแสที่เหล่านักร้อง-นักแสดง ทั้งไทยและต่างประเทศนำเสื้อวงในตำนานมาสวมใส่ให้เสื้อเหล่านี้กลายเป็นเสื้อผ้าแนวสตรีท บวกกับความต้องการและความหายากของเสื้อวงนั้นๆ ทำให้ราคาที่อยู่ในท้องตลาดนั้น ดีดกลับขึ้นมาสูงขึ้นตามกระแสไปด้วย ซึ่งเราจะมาดูกันว่าจะมีเสื้อตัวไหนที่น่าเก็บไว้พร้อมเก็งราคากันบ้าง ไปดูกันเลย
วิธีดูเสื้อวงยุคเก่า
ก่อนที่จะไปรู้จักกับเสื้อวงที่มีราคาสูง เราต้องรู้วิธีดูเสื้อเก่าเสียก่อน จะได้รู้ว่าจริงๆแล้วเสื้อที่เรามีนั้นมันใช่หรือไม่ใช่ของแท้หรือเปล่า ซึ่งก็วิธีง่ายๆตามนี้เลย
1. เนื้อผ้าของเสื้อ
เนื้อผ้าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รู้ได้เลยว่าเสื้อนั้นเป็นของเก่าหรือของใหม่ เพราะสมัยก่อนนั้นการทำเสื้อยืดมักจะทำเป็นผ้า Cotton 50% Polyester 50% และผ้า Cotton 100% ซะส่วนใหญ่ หากมีอะไรที่ต่างออกไปจากนี้ให้ชั่งใจไว้สักหน่อยว่าแปลกๆแล้วล่ะ แต่แค่เนื้อผ้าก็ใช่ว่าจะบ่งบอกได้ทุกอย่าง ต้องดูส่วนอื่นๆประกอบกันไปด้วย
2. ทรงเสื้อ
ในสมัยก่อนนั้นเสื้อวงหรือเสื้อวินเทจมักจะทำเสื้อให้เป็นที่พอดีตัวใส่แล้วต้องสบาย แต่ด้วยความที่ขนาดตัวของชาวต่างชาติ ที่ขนาดตัวที่ใหญ่กว่าคนไทย ทำให้เวลาที่คนใส่มักจะกลายมาเป็นเสื้อ Oversize
3. ป้ายที่คอของเสื้อ
ด้วยความที่เสื้อวงนั้นมักจะเป็นเสื้อวงที่มาจากประเทศอเมริกาทำให้ เสื้อวงแท้ๆนั้นจะต้องมีกำกับเอาไว้ว่า “Made in USA” เสมอ รวมไปถึงการดูยี่ห้อ ซึ่งเสื้อวงแต่ละตัวก็มียี่ห้อที่ได้รับลิขสิทธิ์ในการทำเสื้อมาแตกต่างกัน ดังนั้นเรื่องยี่ห้อเสื้อต้องไปศึกษาต่อกันเอาเอง
4. ตะเข็บการเย็บ
เสื้อยุคเก่าๆ การเย็นนั้นจะมีความแตกต่างกับเสื้อในสมัยนี้ เพราะการเย็บเสื้อในสมัยก่อนในช่วงยุค 70-80 มักจะเป็นการเดินด้ายแบบตะเข็บเดี่ยว (การเย็บด้วยด้ายเส้นเดียว) แต่ในปัจจุบันเสื้อนั้นจะเดินด้ายแบบตะเข็บคู่ (การเย็บด้วยด้ายสองเส้น)
5. ตอกปีในเสื้อ
เป็นจุดสังเกตหลักๆเลยก็ว่าได้ ที่จะสามารถระบุได้ว่าเสื้อตัวนี้เป็นเสื้อยุคเก่าหรือว่าเสื้อที่ถูกผลิตออกมาซ้ำเป็นของใหม่ เพราะเสื้อวงทุกตัวนั้นจะมีปีที่ผลิตแอบซ่อนไว้เสมอ ต้องพลิกไปพลิกมา ดูกันเหนื่อยสักหน่อยกว่าจะเจอ
เสื้อวงราคาแรงแซงทางโค้ง
ราคาของเสื้อวงแต่ละตัวนั้นมักจะมาจากความหายากและผลิตน้อยในแต่ละครั้ง แต่อีกหนึ่งเหตุผลเลยคือประวัติของเสื้อและคนที่สวมใส่เสื้อเหล่านั้น ทำให้เสื้อกลายมาเป็นตำนาน รวมไปถึงราคาที่แพงจนใครที่เป็นสายเก็งกำไรต้องจัด!!
1. เสื้อวง Nirvana
Nirvana วงอัลเทอร์เนทีฟร็อก ที่ใครเป็นต้องรู้จัก ที่มีนักร้องนำอย่าง “เคิร์ท โคเบน” ที่เริ่มตั้งวงตั้งแต่ปี 1987 โดยเสื้อที่โดดเด่นของวงนี้นั้นมีอยู่มากมาย ที่ใครหลายๆคนน่าจะได้ผ่านตามาบ้าง อย่างเสื้อลาย NEVERMIND ปกอัลบั้มสุดท้าย ที่เป็นรูปเด็กทารกว่ายน้ำ แต่ที่ราคาแรงกระชูดจนฉุดไม่อยู่เลย หนีไม่พ้นลาย Heart Shaped Box ซึ่งไอเดียของลายนี้มาจาก กลองของขวัญที่ เคิร์ท โคเบน มอบให้กับแฟนสาว จนกลายมาเป็นชื่อเพลงนั่นเอง
ราคาซื้อ-ขาย เสื้อ Nirvana Heart Shaped Box : ประมาณ 200,000 บาท
2. เสื้อวง Metallica
เป็นวงที่ทุกคนน่าจะรู้จักเป็นอันดับแรกแน่ๆหากเพิ่งเข้ามาในวงการเพลงร็อกหรือวงการเสื้อวง เพราะว่าเป็นวงที่ออกเสื้ออะไรมาก็ฮิตไปเสียหมด ขายหมดเร็วมากๆ รวมถึงในปัจจุบันแล้วก็ตาม ซึ่งเสื้อวงของ Metallica ที่ดังๆเลย คงจะเป็น Metallica And Justice For All หรือคนไทยเรียกๆกันว่า “แมงมุม” นั่นเอง
ราคาซื้อ-ขาย เสื้อ Metallica And Justice For All : ประมาณ 25,000 บาท
3. เสื้อวง Guns N’ Roses
เสื้อ Guns N’ Roses ที่แพงๆนั้นไม่ได้เป็นเสื้อของ Official เอง แต่เป็นเสื้อ Bootleg (เป็นเสื้อที่ Official ไม่ได้ทำออกมาเอง) และตัวที่ราคาสูงๆเลยนั้นหนีไม่พ้น Guns N’ Roses Gun Joker ที่ถ้าหากใครมีไว้ครอบครองแล้วล่ะก็ ราคาสูงพอที่จะซื้อรถยนต์ได้ 1 คัน กันเลยทีเดียว
ราคาซื้อ-ขาย เสื้อ Guns N’ Roses Gun Joker : ประมาณ 500,000 บาท
4. เสื้อวง Ozzy Osbourne
วงเฮฟวีเมทัลที่นักร้องเป็นอังกฤษแถวหน้าของโลก ทำให้วง Ozzy Osbourne รู้จักกันในฐานะ “เจ้าพ่อแห่งเพลงเฮฟวี่เมทัล” ซึ่งวง Ozzy Osbourne ก็ได้ทำเสื้อวงออกมาเป็นจำนวนมากทั้งการทัวร์คอนเสิร์ตและเสื้ออัลบัม แต่เสื้อที่ได้ความนิยมของวงนี้นั้นจะเป็นเสื้อ OVP (Over Print) เป็นเสื้อที่มีความแตกต่างจากเสื้ออื่นๆ ปกติเสื้ออื่นๆจะสกรีนแค่ด้านหน้าเท่านั้น แต่เสื้อของ Ozzy Osbourne นั้นจะสกรีนทั้งตัวยาวไปถึงแขนเสื้อเลย ทำให้มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร
ราคาซื้อ-ขาย เสื้อ Ozzy Osbourne OPV : ประมาณ 40,000 บาท
5. เสื้อวง RUN DMC
วง Hip Hop ที่เรียกได้ว่าเป็นตำนานแห่งวงการและสร้างวัฒนธรรมในเกือบทุกๆด้าน ซึ่งความดังยังไม่หมดแค่นี้ RUN DMC ได้ทำเสื้อผ้าร่วมกับ Adidas โดยที่ออกเพลงอย่าง My Adidas มาพร้อมๆกัน ทำให้กลายมาเป็นกระแสความแพงของเสื้อผ้ารุ่นนี้เอาอย่างมาก ด้วยความหายากและด้วยความที่ RUN DMC ไม่เคยทำแบรนด์เสื้อผ้าร่วมกับใครมาก่อน
ราคาซื้อ-ขาย เสื้อ RUN DMC My Adidas : ประมาณ 300,000 บาท
ได้รู้กันไปแล้วกับเสื้อวงระดับตำนาน ราคาสุดเดือด ที่ใครมีติดไว้มีแต่รวย ถ้าใครที่ได้อ่านบทความนี้แล้วลองไปค้นๆในกองเสื้อผ้าที่บ้านดู ไม่แน่อาจจะมีหลุดอยู่หนึ่งตัวหรือสองตัวก็ได้ หากใครที่มีแล้วอยากทำกำไรหรือใครที่ยังไม่มีแล้วอยากจะมีไว้ครอบครองสักตัว ลองเข้ามาดูเลยที่ Kaidee