Dec 9, 2020 | บทความยานยนต์
เราอาจจะเคยได้เห็นในโลกภาพยนตร์ ที่ตัวเอกผละมือออกจากพวงมาลัย เปิดโหมดไร้คนขับให้กับรถของเขา ก่อนหยิบปืนที่แนบข้างกายขึ้นมา พร้อมเอนตัวออกนอกหน้าต่างไปยิงต่อสู้กับเหล่าร้ายที่ขับเบียดเข้ามาทั้งซ้ายและขวา ในขณะที่รถของตัวเอกยังขับไปตามท้องถนนอย่างรวดเร็ว และยังสามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้เองอีกด้วย
จะไม่ได้เป็นแค่ฉากในภาพยนตร์อีกต่อไป
ผมอยากจะบอกว่า ภาพเหล่านี้กำลังจะออกมาโลดแล่นในโลกแห่งความเป็นจริงครับ ผมไ่ม่ได้หมายถึงการที่ใครสักคนจะมายิงเหล่าร้ายกลางถนนหรอกนะครับ แต่ผมหมายถึงรถยนต์ไร้คนขับ (Self-Driving Cars) ที่ตอนนี้ ขยับเข้าใกล้ความจริงไปทุกขณะแล้วต่างหาก
วันนี้ผมจึงอยากนำเสนอเรื่องราวเล็กน้อยเกี่ยวกับความคืบหน้าของ 3 แบรนด์ยนตรกรรม ที่ตอนนี้ พวกเขาพร้อมเหลือเกินในการส่งรถยนต์ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีดังกล่าวเข้าสู่ตลาด แต่จะเป็นแบรนด์อะไรกันบ้าง และจะล้ำยุคขนาดไหน ตามผมมาเลยครับ
Mercedes-Benz และรถยนต์คลาส S
บริษัทรถยนต์สัญชาติเยอรมันอย่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes Benz) ประกาศการส่งไพ่ไม้ตายของพวกเขาอย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ คลาสเอส ลงตลาดการแข่งขัน พร้อมฟังก์ชันชูธงอย่างระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแปรผันได้ (Adaptive Cruise Control) ซึ่งมาพร้อมกับความสามารถของตัวรถที่เปลี่ยนเลนการขับขี่และรักษาศูนย์กลางการขับได้อัตโนมัติเลยทีเดียว
รถยนต์คลาสเอส คลาสที่จะเป็นรุ่นแรกของรถยนต์ไร้คนขับจากเมอร์เซเดส-เบนซ์
หากแค่นั้นยังไม่พอ ลองมาฟังคุณสมบัติของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ คลาสเอส ที่มีเทคโนโลยีไร้คนขับระดับ 3 (Level 3 automated driving) กันครับ ด้วยเทคโนโลยีนี้จะทำให้เราไม่ต้องจับพวงมาลัย “ตลอดเวลา” เพราะตัวรถมาพร้อมกับเซนเซอร์รอบทิศและแผนที่แบบพร้อมสรรพ ผู้ขับขี่สามารถปล่อยมือไปทำอย่างอื่นได้เลย โดยรถจะขับเองด้วยความเร็วไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อาจจะฟังดูช้าไปสักหน่อยสำหรับสิงห์นักเหยียบ แต่ก็เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนนั่นเอง
แต่เอาให้ผ่านกฎหมายเสียก่อน
ถึงแม้ว่าจะมีตัวเทคโนโลยีมารอให้ใช้กันแล้ว แต่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็จำเป็นต้องเข้าหารือกับรัฐบาลเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศต้นกำเนิดของแบรนด์ เพื่อปรึกษาความเป็นไปได้ในการออกกฎหมายการใช้เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับนี้ โดยทางเมอร์เซเดส-เบนซ์คงคาดหวังให้กฎหมายดังกล่าวได้รับการรับรองโดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะเข็นรถออกมาขายกันภายในปลายปีหน้า (ปลายปี พ.ศ. 2564) แต่หลายสื่อก็ฟังธงเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่น่าพลาดแต่อย่างใดครับ
Tesla ของลูกพี่อีลอน มัสก์ และระบบ Autopilot
ทางด้านแบรนด์นวัตกรรมเทสลา (Tesla) ของลูกพี่ใหญ่อย่างอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ก็ไม่น้อยหน้า (เขาก็ไม่เคยน้อยหน้าใครอยู่แล้ว) เพราะแบรนด์เทสลาพึ่งประกาศว่าระบบออโต้ไฟลอต ที่พัฒนาและปรับปรุงโดยเทสลาเองนั้น พร้อมที่จะนำมาติดตั้งในยานยนต์เต็มที่
ระบบออโต้ไฟลอตนี้จะช่วยให้รถเทสลาควบคุมและปรับเปลี่ยนความเร็วได้เองโดยอัตโนมัติ หลายฝ่ายจึงคาดการณ์ว่าระบบนี้อาจนำไปสู่เทคโนโลยีอีกระดับ นั่นคือการขับขี่โดยอัตโนมัติ สมชื่อระบบออโต้ไพลอตนั่นเอง แถมทางเทสลายังขิงอีกว่า เทคโนโลยีนี้พร้อมออกมาให้ลูกค้าได้ใช้กันภายในต้นปีหน้าแล้ว ลูกพี่ไม่เคยน้อยหน้าใครจริงๆ
แค่ภาพก็ไม่ต้องอธิบายต่อแล้วมั้ง
General Motors กับเทคโนโลยี Hands-free Driving
เจ้าสุดท้ายที่ถึงแม้จะมาช้าไปเสียหน่อย แต่ก็มาพร้อมกับคุณภาพ แถมปริมาณให้อีกด้วยกับเจเนอรัล มอเตอร์ส (General Motors) แบรนด์ยนตรกรรมที่อยู่เบื้องหลังรถดังอย่างเชฟโรเลตและคาดิแลค พวกเขาลงทุนตั้งทีมพัฒนาระบบการขับขี่แบบแฮนด์ฟรี (Hands-Free Driving) ภายใต้ชื่อสุดหรูว่าซุปเปอร์ครูส (Super Cruise) ซึ่งเป็นทั้งระบบขับขี่อัตโนมัติและระบบรักษาความปลอดภัยเชิงป้องกันไปในตัว
ระบบที่ว่านี้จะช่วยสร้างมิติของการใช้รถให้ล้ำยุคมากขึ้น นอกจากความสามารถในการรักษาความปลอดภัยผ่านซอฟต์แวร์ทันสมัยที่อัปเดตได้ตลอดอายุการใช้งานแล้ว รถที่มีเทคโนโลยีซูปเปอร์ครูสจะยังมีระบบการขับขี่อัตโนมัติบนทางด่วนและไฮเวย์อีกด้วย โดยในอนาคต เหล่าทีมพัฒนาคาดหวังว่าผู้ใช้จะสามารถขับขี่อัตโนมัติได้ในทุกพื้นที่ ทุกท้องถนนเลยทีเดียว
เจเนอรัล มอเตอร์สจะใส่เทคโนโลยีที่ว่านี้ลงในรถทั้ง 23 รุ่นที่อยู่ภายใต้การดูแลของพวกเขา ซึ่งกว่ารถทั้งหมดจะออกสู่ท้องตลาด ก็คงเป็นช่วงปลายปี 2566 เลย
เชฟโรเลต หนึ่งในแบรนด์ที่จะได้รับอานิสงส์ของเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ
อนาคตแห่งยานยนต์อยู่ไม่ไกล
เห็นอย่างนี้แล้ว พวกเราก็ได้แต่ตื่นเต้นกันนะครับ ที่เราจะได้เห็นอีกฉากหนึ่งของโลกภาพยนตร์ออกมาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงแบบนี้ ถึงแม้ว่ารถยนต์ไร้คนขับรุ่นแรกๆ จะยังต้องพึ่งคนคอยควบคุมอีกระดับอยู่ดี แต่ก็ถือเป็นก้าวแห่งการพัฒนาที่น่าติดตามมากเลยทีเดียว
หวังว่าพวกเราจะมีโอกาสได้นั่งอยู่บนเบาะคนขับ พร้อมพวงมาลัยที่ปราศจากมือของเราจับอยู่ ขับกินลมชมวิวไปอย่างชิลๆ ในเส้นทางของประเทศไทยในเร็ววันนะครับ
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ปัจจุบันรายได้เฉลี่ยของวัยรุ่นจบใหม่ในระดับปริญญาตรี อยู่ที่ประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน (วันละ 500 บาท) ทำให้หลาย ๆ คนอยากที่จะซื้อรถใหม่ทั้งในเรื่องของการเดินทางไปทำงาน และใช้ในชีวิตประจำวัน หากใครกำลังของหารถวันนี้เรามีคำแนะนำ
เงินผ่อนควรเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน
โดยปกติแล้วรายได้สำหรับการผ่อนรถที่ดีคือไม่ควรเกิน 45% หากไม่นับรายจ่ายอื่น ๆ และ 30% ในกรณีที่มีภาระอื่น ๆ ที่ต้องใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษารวมไปถึงค่าจอดรถอีกด้วย นอกจากนี้การที่เราผ่อนรถมากเกินไปจะทำให้สถานะทางการเงินของเราฝืด ซึ่งหากเรามีรายจ่ายกระทันหันเข้ามา อาจจะทำให้เราไม่สามารถผ่อนรถของเราได้
ดังนั้นเงินเดือน 15,000 ควรจะผ่อนรถไม่เกิน 7000 บาท ตามวิธีที่ได้คำนวณเบื้องต้น ซึ่งรุ่นรถที่แนะนำมีดังนี้
Toyota Yaris ปี 2020 รุ่น Entry
เงินดาวน์ 20 % ระยะเดือนในการผ่อน 84 เดือน เดือนละ 6,144 บาท
หนึ่งในรถ Eco Car ที่ได้รับความนิยมมากจากทาง Toyota กับ Yaris ที่ชูจุดเด่นในเรื่องของราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมขนาดกะทัดรัดเหมาะกับการขี่ในเมือง ในส่วนของดีไซน์นั้นถือว่าทำออกมาเจาะตลาดวัยรุ่นโดยเฉพาะ ทั้งภายนอกและภายใน นับว่าเป็นรถที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว
Toyota Vios ปี 2020 รุ่น Entry
เงินดาวน์ 20 % ระยะเดือนในการผ่อน 84 เดือน เดือนละ 6,815 บาท
นอกจาก Toyota Yaris แล้วก็มีอีกหนึ่งรถที่ได้รับความนิยมคือ Toyota Vios ที่ถือว่าจ่ายแพงกว่ากันนิดหน่อย แต่ได้ในเรื่องของเครื่องยนต์ที่ Vios ทำได้ดีกว่า ทำให้นอกจากจะใช้ในเมืองแล้ว เรายังสามารถที่จะใช้ในต่างจังหวัดได้อีกด้วย
Honda Brio ปี 2020 รุ่น V CVT
เงินดาวน์ 20 % ระยะเดือนในการผ่อน 84 เดือน เดือนละ 6,815 บาท
สำหรับใครที่ต้องการรถเล็ก ๆ เน้นความคล่องตัวก็ขอแนะนำ Honda Brio รถรุ่นเล็กจากทาง Honda ที่ได้ปรับปรุงจุดต่าง ๆ ให้ดีขึ้น ทั้งในแง่ของการใช้งาน ระบบความปลอดภัย รวมถึงความกว้างของห้องโดยสาร นับว่าเป็นราคาที่คุ้มมาก ๆ
MITSUBISHI MIRAGE ปี 2020 รุ่น GLX MT
เงินดาวน์ 25 % ระยะเดือนในการผ่อน 84 เดือน เดือนละ 5,000 บาท
มาดูทางฝั่งของ Mitsubishi กันบ้างกับ Mirage ปี 2020 รุ่น GLX MT หนึ่งในรถยอดนิยมของประเทศไทย ที่มีจุดเด่นในเรื่องของดีไซน์ที่โดดเด่น เน้นความทันสมัยผสมกับความเป็นสปอร์ตอย่างกลมกลืน พร้อมกับราคาไม่แพง ผ่อนยาว ๆ สบาย ๆ
MITSUBISHI Attrage ปี 2020 รุ่น GLX MT
เงินดาวน์ 25 % ระยะเดือนในการผ่อน 84 เดือน เดือนละ 5,211 บาท
หากใครอยากได้รถที่ดูเป็นทรงร่วมสมัยมากกว่า Mirage ก็ต้องขอแนะนำ Attrage ที่แม้ว่าพื้นที่ด้านหลังจะน้อยกว่า แต่ก็ทดแทนด้วยขนาดของห้องโดยสารที่กว้างกว่า เหมาะกับการขี่รถไปท่องเที่ยวในต่างจังหวัด ในราคาที่แพงกว่ากันไม่กี่บาท
Nissan March ปี 2020 รุ่น S MT
เงินดาวน์ 25 % ระยะเดือนในการผ่อน 72 เดือน เดือนละ 5,071 บาท
หนึ่งในรถที่ได้รับความนิยมมากสำหรับสาย Eco Cars ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร แต่ประหยัดน้ำมันสุด ๆ ห้องโดยสารที่ถูกออกแบบมาให้นั่งสบาย คันเล็กกะทัดรัดสามารถที่จะขับขี่ได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางที่แคบ ๆ นี่สบายเลย
Nissan Almera ปี 2020 รุ่น 1.2 e Sportech
เงินดาวน์ 30 % ระยะเดือนในการผ่อน 84 เดือน เดือนละ 5,719 บาท
Nissan Almera รถ Eco Car สุดคุ้มที่สามารถทำยอดขายได้อย่างถล่มทลาย เนื่องจากความคุ้มค่าคุ้มราคา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่ดี ดีไซน์การออกแบบที่ทันสมัยทั้งภายนอกและภายใน ผสมกับลูกเล่นต่าง ๆ จากทาง Nissan ดังนั้นหากคุณเห็นรถรุ่นนี้ในถนนบ่อย ๆ ก็อย่าแปลกใจ เพราะว่ารถคันนี้ดีจริง ๆ Mazda 2 ปี 2020 รุ่น 1.3 E/ E Sport
เงินดาวน์ 25% ระยะเวลาในการผ่อน 72 เดือน เดือนละ 6,367 บาท
ย้ายกันมาที่ฝั่ง Mazda กันบ้างกับหนึ่งในรถรุ่นที่ขายดีประจำค่ายอย่าง Mazda 2 ที่ชูจุดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ที่เรียบหรู ทั้งภายในและภายนอก เครื่องยนต์สมรรถนะดีขับสนุกมาก ๆ ในราคาเท่านี้ ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคา
Suzuki Swift ปี 2020 รุ่น GA CVT
เงินดาวน์ 25 % ระยะเดือนในการผ่อน 72 เดือน เดือนละ 6,006 บาท
Suzuki Swift นับว่าเป็นรถที่ได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะรถคันสีแดงที่เห็นได้ทั่วไปในท้องถนน ซึ่งจุดเด่นของรถรุ่นนี้คือ การปรับปรุงจุดต่าง ๆ ให้เด่นยิ่งกว่า Eco Car แบรนด์อื่น ๆ อย่างชัดเจน เช่นช่วงล่างแน่นขึ้นทำให้สามารถควบคุมรถได้ง่ายขึ้น เครื่องยนต์ที่ประหยัดน้ำมันมากขึ้น แต่ก็ยังขับสนุกเหมือนเดิม ทำให้ใครที่อยากได้รถเล็ก ๆ แต่เหมาะกับการขี่ในเมือง ก็แนะนำ Suzuki Swift เลย
Honda City ปี 2020 รุ่น Turbo S
เงินดาวน์ 25% ระยะเวลาในการผ่อน 72 เดือนละ 6,751 บาท
ปิดท้ายกันด้วยรถขวัญใจชาวเมืองอย่าง Honda City ที่มาพร้อมกับดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวและทรงสปอร์ตขวัญใจวัยรุ่น เครื่องยนต์ 1.0 พร้อมพลัง Turbo ที่ทำให้เหมาะกับการขี่ในเมืองอีกทั้งยังรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เรียกได้ว่าหากอยากได้รถดีไซน์ดี ขี่แล้วคุ้มกับแนะนำ Honda City เลย
สรุป
เงินเดือน 15000 สามารถที่จะซื้อรถมาขับขี่ได้ โดยวิธีการคือการหารถที่เหมาะสมกับตัวเรา จากนั้นให้ดาวน์ด้วยจำนวนเงินที่สูงที่สุด พร้อมทั้งเลือกจำนวนเดือนที่จะผ่อนให้เหมาะสม ซึ่งยิ่งผ่อนเร็วเท่าไหร่ ยิ่งเสียดอกเบี้ยน้อยเท่านั้น สุดท้ายแล้วอย่าลืมเตรียมความพร้อมให้ดีก่อนที่จะมีรถ แล้วคุณจะมีความสุขในเรื่องเหล่านี้มากกว่าเดิม
หากเพื่อน ๆ สนใจรถมือหนึ่งหรือมือสอง ก็สามารถเข้ามาได้ที่ Kaidee Auto เรามีรถมากมายให้คุณได้เลือก ทั้งรถเก่าสมัยรุ่นพ่อ ไปจนถึงรถสปอร์ตสุดเท่สมัยรุ่นลูก สนใจก็ลองเข้ามาหากันได้เลย
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
สัญญาณไฟจราจรถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญสำหรับการจราจร ในฐานะของเครื่องบอกสัญญาณในการเคลื่อนที่และการหยุดของรถยนต์ แต่หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่า สัญญาณไฟจราจรมีที่มาอย่างไร วันนี้เราจะพามาย้อนดูเรื่องนี้กัน
จุดเริ่มต้นมาจากยุคอุตสาหกรรม
หลังจากการปฎิวัติอุตสหกรรมเมืองต่าง ๆ ในยุโรปมีประชากรเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนทำให้การเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ บนท้องถนนเต็มไปด้วยรถม้า และผู้คนอย่างมากมาย นำไปสู่อุบัติเหตุและความชุลมุนวุ่นวายเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ที่อันตรายบนท้องถนน
ประกอบกันการมาถึงของรถยนต์และมอเตอร์ ทำให้การจราจรที่แน่นอยู่แล้ว วุ่นวายขึ้นไปอีก เรียกได้ว่าในช่วงนั้น จะเดินทางไปยังที่แห่งใดก็ต้องเจอกับรถติดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ลอนดอน (London) ในตอนนั้นถือว่าเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ของโลกที่เต็มไปด้วยรถในถนนมากมาย แต่ผู้คนกลับเดินทางด้วยความยากลำบาก จนกระทั่งมีบุรุษคนหนึ่งได้นำปิ้งไอเดียด้วยการนำเอาสัญญาณไฟของรถไฟมาติดตั้งในท้องถนน คนนั้นคือ John Peake Knigh ผู้จัดการรถไฟและนักลงทุนของประเทศอังกฤษ และลอนดอนก็กลายเป็นเมืองแรกในโลกที่มี สัญญาณจราจร
จากป้ายสู่สัญญาณไฟจราจร
ป้ายจราจรช่วงแรกจะไม่มีการบอกในรูปแบบของสัญญาณไฟ แต่จะใช้การขยับของป้ายเป็น “หยุด” และ “ไป” แทน โดยส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Manual มากกว่าแบบอัตโนมัติ ซึ่งจะมีผู้รับผิดชอบประจำถนนต่าง ๆ เพื่อให้การจราจรบนท้องถนนเป็นได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น
แม้ว่าอังกฤษจะเป็นประเทศแรกในโลกที่ได้ใช้สัญญาณจราจร แต่ประเทศแรกของโลกที่มีการใช้สัญญาณจราจรแบบไฟที่เราใช้กันในปัจจุบันคือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่การมาถึงของวิธีการผลิตแบบใหม่จาก Ford Motor ทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถใช้รถยนต์ในราคาที่ถูกกว่า อีกทั้งผังเมืองของประเทศยังมีการพัฒนาเพื่อรถยนต์มากกว่ารถม้าอีกด้วย
โดยสัญญาณไฟจราจรในประเทศสหรัฐอเมริกาจะใช้วิธีเดียวกับอังกฤษคือ การเปลี่ยนสัญญาณแบบเปลี่ยนมือที่มีสัญลักษณ์เพียงสองอย่างคือ “ไป” และ “หยุด” ซึ่งคนที่จะเป็นคนเปลี่ยนจะเป็นตำรวจจราจรที่ประจำอยู่ในเมืองนั้น ๆ ก่อนที่จะมีสัญญาณจราจรแบบอัตโนมัติครั้งแรกของโลกที่เมืองชิคาโก (Chicago) แต่ก็ยังคงใช้รูปการเป็นป้ายบอกสัญลักษณ์ “ไป” และ “หยุด” เหมือนเดิม
จนกระทั่งปี 1917 จึงมีการใช้สัญญาณไฟจราจรไฟฟ้าครั้งแรกของโลกที่เมืองซานฟรานซิสโก (San Francisco) โดยมีการใช้สัญลักษณ์เป็นสีแดงและสีเขียว เพื่อแก้ปัญหาในกรณีที่รถที่ขับความเร่งด่วนสามารถที่จะเคลื่อนตัวได้สะดวกมากขึ้นและมีเวลาในการเตรียมตัว
สำหรับไฟสามสีในแบบปัจจุบันนั้นมีการใช้งานครั้งแรกที่เมืองดีทรอยต์ (Detroit) โดยในตอนนั้นเมืองนี้ถือว่าเป็นเมืองหลักของอุตสาหรกรรมยานยนในประเทศสหรัฐอเมริกา ในเมืองมีการจราจรคับคั่งทั้งรถยนต์ รถม้า เกวียนต่าง ๆ ทำให้ต้องมีการเพิ่มสัญลักษณ์กึ่งกลางและหว่าง สีแดงและสีเขียว คือการเพิ่มสีเหลืองเข้ามาเพื่อเพิ่มสัญญาณเตือนกับผู้ใช้งานในท้องถนนมากขึ้น และเป็นการลดอุบัติเหตุอีกด้วย
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสัญลักษณ์สัญญาณไฟจราจรแบบสามสีนี้ ก็ได้รับความนิยมไปทั่วโลก
สัญญาณไฟจราจรทำไมต้องเป็นสามสีนี้
อย่างที่เรารู้กันในปัจจุบันนี้ว่าสัญญาณไฟจราจรได้แบ่งออกเป็นสามสีดังต่อไปนี้
สีแดง
หมายถึงการหยุด ไม่ว่าคุณจะขี่รถมากี่กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็ตามเจอสีนี้คือต้องหยุด อย่าคิดจะได้ฝ่าไฟแดงเด็ดขาด เพราะนอกจากจะผิดกฏหมายแล้ว ยังเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตอีกด้วย
สีเหลือง
หมายถึงการระวัง โดยในที่นี้หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าเตรียมตัวในที่นี้หมายถึงว่าเตรียมตัวให้ออก แต่ในความเป็นจริงแล้วคือการระวัง โดยเฉพาะคนที่ขี่รถมาเร็ว ๆ ที่เมื่อเจอสีนี้ต้องเตรียมตัวหยุด
สีเขียว
หมายถึงให้เราสามารถที่จะเร่งเครื่องออกรถได้เลย ถือว่าเป็นสีที่หลาย ๆ คนชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายซิ่งทั้งหลาย
อ่านมาถึงจุดนี้หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าทำไมสัญญาณไฟจราจร ถึงต้องเป็นสีแดง สีเหลือง และสีเขียวสามสีนี้ ไม่เป็นสีอื่น เรื่องนี้ในทางของวิทยาศาสตร์นั้นระบุว่า สีแดงคือสีที่นัยน์ตาของเรามองเห็นได้ชัดที่สุด รองลงมาคือสีเหลือง และสีเขียวตามลำดับ
นอกจากนี้ในทางของจิตวิทยาสีต่าง ๆ ในสัญญาณไฟจราจร ยังสื่อความหมายได้ดีอีกด้วย โดยสีแดงยังหมายถึงความอันตราย ความน่ากลัว ความฉุกเฉินอีกด้วย ในส่วนของสีเหลืองจะให้ความรู้สึกของสิ่งที่ต้องระวัง การเตรียมตัว และในส่วนของสีเขียวจะให้ความรู้สึกของธรรมชาติ การก้าวไปด้านหน้า เป็นต้น
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสัญญาณไฟจราจร
ขนาดของไฟจราจร
หัวสัญญาณของไฟจราจร มีขนาดมาตรฐานที่ 200 ถึง 300 มิลิเมตร โดยทั้งสองจะมีตำแหน่งในการติดตั้งที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะของพื้นที่และประชากรที่ใช้ท้องถนน รวมไปถึงค่าเฉลี่ยของความเร็วของผู้ใช้รถใช้ถนนอีกด้วย ดังนั้นอย่าแปลกใจหากว่าเห็นสัญญาณไฟจราจรไม่เหมือนกัน
การซ่อมบำรุงสัญญาณไฟจราจร
สัญญาณไฟจราจรจะมีการเช็คเพื่อซ่อมบำรุงในทุก ๆ เดือน เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น โดยหลังจากประเมินการซ่อมบำรุงแล้วจะเป็นส่วนของการซ่อมแซม ดังนั้นสัญญาณไฟจราจรของบ้านเราถือว่าอุ่นใจ
ฝ่าไฟแดงโดนปรับเท่าไหร่
หากใครที่คิดอยากจะฝ่าไฟแดงขอให้อ่านข้อความต่อไปนี้ให้ดี โดยอ้างอิงจากกฎหมายพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มีโทษปรับไม่เกิน 1000 บาท แต่หากเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ผู้ที่ฝ่าไฟแดงจะต้องรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด
สรุป
จะเห็นได้ว่าสัญญาณไฟจราจรนั้นมีที่มาที่น่าสนใจ รวมถึงสีต่าง ๆ ของสัญญาณไฟก็มีความหมายที่ดีในตัวอีกด้วย ดังนั้นเพื่อเป็นการรักษากฎหมายจราจร รวมถึงเพื่อความปลอดภัยในการใช้ถนน ก็ขอให้ทำตามสัญญาณไฟจราจรให้ดีครับผม
หากเพื่อน ๆ ชอบในเรื่องราวของรถ ไม่ว่าจะเป็นรีวิวหรือบทความต่าง ๆ ก็สามารถติดตามได้ที่ Blog Kaidee ที่นี่เรารวมเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องรถไว้อย่างครบครัน พร้อมกับสาระน่ารู้คุณภาพเยี่ยม ให้ทุกคนได้อ่านกันอย่างสนุกสนาน
หรือหากเพื่อน ๆ อยากจะซื้อขายสินค้าก็ขอแนะนำ Kaidee.com ตลาดขายสินค้าขนาดใหญ่ ที่นี่เรามีทุกอย่างที่คุณต้องการ ซื้อตรงจากผู้ขาย รองรับการใช้งานทั้งในเว็บและมือถือ สนใจก็ดาวน์โหลดเลย
อ้างอิง
Idrivesafely.com
grabdriverth.com/gb-article/traffic-light
creativetalklive.com/color-psychology/