Mar 10, 2021 | บทความยานยนต์
ทุกวันนี้เทคโนโลยีภายในรถยนต์นับว่ามีความสำคัญพอ ๆ กับเครื่องยนต์ เนื่องจากระบบเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญของการขับขี่ ตั้งแต่ความปลอดภัยไปจนถึงการเชื่อมต่อและการสื่อสาร ดังนั้นเมื่อรถยนต์มีความซับซ้อนมากขึ้น แน่นอนว่ามันจะส่งผลโดยตรงต่อกับชีวิตของคุณ
ซึ่งวันนี้เราได้รวมเทคโนโลยียานยนต์น่าสนใจที่คุณควรมองหาเมื่อมีความคิดอยากจะซื้อรถใหม่สักคันมาให้แล้ว จะมีอะไรบ้างนั้นไปดูกัน
ระบบขับขี่ขั้นกว่า (Advanced Driver Assist Systems)
บริษัทยานยนต์หลายบริษัทต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองต่ออันตรายได้อย่างรวดเร็ว สามารถลดความเมื่อยล้าของผู้ขับขี่ได้ คือตัวช่วยแห่งอนาคตที่จะทำให้การขับขี่ง่ายกว่าที่เคย ซึ่งระบบเหล่านี้มักจะมาเป็นชุดอุปกรณ์เช่น Ford’s Co-Pilot360, Subaru’s EyeSight และ Toyota Safety Sense แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นตัวเลือกเพิ่มเข้ามามากกว่า
เทคโนโลยีรถยนต์ที่น่าสนใจ
ระบบควบคุมความเร็ว : ช่วยรักษาความเร็วรถของคุณให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ว่าจะชะลอหรือเร่งความเร็ว เพื่อรักษาระยะห่างกับจากรถคันข้างหน้า และป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นแจ้งเตือนเมื่อออกนอกเส้นทาง : แจ้งเตือนทันทีเมื่อรถกำลังออกนอกเส้นทางระบบช่วยให้รถอยู่ในเลน แจ้งเตือนจุดบอด แจ้งเตือนเมื่อรถข้ามเลน : แจ้งให้คุณทราบหากมีสิ่งผิดปกติเข้ามาบริเวณตัวรถ บางระบบจะแสดงทิศทางที่รถคันอื่นกำลังมาอีกด้วยระบบช่วยเบรคถอยหลัง : หากตรวจจับได้ว่ามีวัตถุอยู่ด้านหลังรถในขณะที่กำลังถอย ระบบช่วยเบรคถอยหลังจะหยุดรถของคุณทันที เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ
เบรคฉุกเฉินอัตโนมัติ (Automatic Emergency Braking)
ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB) จะเปิดใช้งานทันทีที่รถของคุณจะชน และแน่นอนว่า AEB สามารถตอบสนองได้เร็วกว่ามนุษย์ และสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วก่อนที่คุณจะตัดสินใจเหยียบเบรกซะอีก ในกรณีที่คุณกำลังเบรค แต่รู้สึกว่าคุณต้องหยุดรถเร็วกว่านั้น AEB ยังสามารถเบรกได้หนักกว่าแรงกดที่คุณใช้อีกด้วย ส่วนจะมีรถเจ้าไหนเริ่มใช้งานระบบดังกล่าวบ้างต้องติดตามกันต่อไป
เชื่อมต่อผ่าน Mobile Apps/Digital Key
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในยุคที่โทรศัพท์มือถือกลายเป็นอวัยวะที่ 33 ของมนุษย์ การใช้ประโยชน์จากเครื่องมือสื่อสารประเภทนี้จึงเป็นตัวช่วยที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่เสนอให้มีการเชื่อมแอปสมาร์ทโฟนกับรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็น ช่วยปลดล็อกประตูจากระยะไกล ตรวจสอบสถานะระดับน้ำมันเชื้อเพลิงและแรงดันลมยาง หรือแม้กระทั่งสตาร์ทรถจากระยะไกล สำหรับใครที่กังวลว่าถ้ามือถือโดนขโมยจะทำอย่างไร ไม่ต้องกังวลไป เพราะคีย์ดิจิทัลมีมาตรการรักษาความปลอดภัยชั้นสูงที่จะผูกเฉพาะโทรศัพท์กับรถของคุณเท่านั้น
เทคโนโลยีสำหรับมือใหม่หัดขับ (Teen Driver Technology)
Teen Driver ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยให้เหล่ามือใหม่หัดขับทั้งหลาย ส่วนระบบต่าง ๆ ของรถมีตัวอย่างดังนี้
แจ้งเตือนคุณหากรถขับด้วยความเร็วที่กำหนด ปิด/เปิดเสียงแจ้งเตือน เมื่อใช้เข็มขัดนิรภัยอย่างถูกต้อง
นอกจากนี้ยังมีระบบรายงานให้ผู้ปกครองทราบด้วยว่าระบบความปลอดภัยต่าง ๆ ทำงานอยู่ รวมไปถึงการแจ้งเตือนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เพื่อให้ผู้ปกครองอุ่นใจและมั่นใจว่าลูกหลานของตนนั้นปลอดภัยขณะอยู่หลังพวงมาลัย
แจ้งเตือนทันทีเมื่อมีไม่ปลอดภัย (Exit Warning to Protect Cyclists)
บ่อยครั้งที่ผู้ขับขี่ต้องกังวลกับรถที่จอดและเคลื่อนที่ไปมา ซึ่งสิ่งที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกสบายใจได้ ก็คือการแจ้งเตือน ระบบการแจ้งเตือนจะทำงานอยู่สักพักหลังจากดับเครื่องยนต์ หากเซ็นเซอร์เห็นว่ามีนักปั่นจักรยานหรือยานพาหนะอื่น ๆ ใกล้เข้ามา ระบบจะแจ้งเตือนผู้โดยสารด้วยไฟที่ส่องสว่าง พร้อมล็อกประตูเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ขับขี่เปิดประตูและผู้โดยสารเปิดไปโดนวัตถุที่กำลังเข้าใกล้ตัวรถ
ชาร์จ เชื่อมต่อ ผ่านระบบ Wireless (Wireless Smartphone Charging and Connectivity)
การเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับแท่นชาร์จในปัจจุบัน เพื่อน ๆ คงเห็นได้ว่ามีตัวเลือกน่าสนใจเยอะมากขึ้น แต่ออพชันดังกล่าวจะพบได้ในรถยนต์ราคาค่อนข้างสูง ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการชาร์จโทรศัพท์ขณะเดินทางมากกว่าหารถยนต์ที่มีการชาร์จแบบไร้สาย การใช้แผ่นชาร์จที่เรียกว่า Qi ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี เพราะติดตั้งง่าย ใช้งานสะดวก มีความรวดเร็ว
ขับขี่อุ่นใจกับกล้อง 360 องศา (360-Degree Camera)
ด้วยการรวมกล้องทุกด้านของรถเข้ากับเทคโนโลยีอันชาญฉลาด จอแสดงผลของรถของคุณจะสามารถแสดงมุมมองจากบนลงล่างเสมือนจริงของสภาพแวดล้อมของคุณ สามารถแสดงด้านข้างของโรงรถของคุณหรือว่าคุณอยู่ระหว่างเส้นจอดรถที่ร้านขายของชำ นอกจากนี้ยังสามารถให้ความช่วยเหลือล้ำค่าในขณะจอดรถคู่ขนาน คุณสามารถพบระบบกล้องเหล่านี้ได้ในยานพาหนะหลายประเภทซึ่งหลายรุ่นมีราคาปานกลาง
มองกระจกหลังผ่านวิดีโอ (Video Rearview Mirror)
เคยไหม ? ของเต็มรถไปหมด พอมองกระจกหลังของพวกนั้นก็บังหมด แล้วเราจะมีกระจกหลังไว้ทำไมกันล่ะ ? คำถามนี้จะหมดไปถ้าคุณมีนวัตกรรมที่เรียกว่ากระจกมองหลังแบบวิดีโอโดยใช้กล้องด้านหลังเพื่อแสดงมุมมองด้านหลังรถ ที่สำคัญเพื่อน ๆ ยังสามารถสลับมุมมองไปมาตามต้องการได้
ระบบรักษาความปลอดภัย (Stolen Vehicle Tracking Software)
รู้หรือไม่ ปี 2020 มีรถยนต์มากกว่า 720,000 คันถูกขโมย !! แต่สิ่งที่น่าสนใจคือเจ้าของรถยนต์กว่า 56% ได้รถคืน และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมาจากเทคโนโลยีของระบบความปลอดภัยและการให้ความช่วยเหลือ พูดง่าย ๆ คือ Stolen Vehicle Tracking Software คือนวัตกรรมช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ บังคับใช้กฎหมายในการค้นหาได้นั่นเอง นอกจากสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมไปถึงการแจ้งเตือนหลังเกิดอุบัติเหตุเพื่อเรียกบริการช่วยเหลือแล้ว สิ่งที่เรียกว่า Stolen Vehicle Tracking Software ยังมีความสามารถในการระบุตำแหน่งของรถอีกด้วย
ปลอดภัยตลอดเส้นทางด้วยจอแสดงจุดบอด (Blind-Spot View Monitor)
หลายคนน่าจะเคยประสบปัญหากำลังจะเปลี่ยนเลน แต่มีดันรถจากไหนไม่รู้โผล่มาจนเหยียบเบรคแทบไม่ทัน จุดบอดพวกนี้อาจสร้างความรำคาญใจ และก่อให้เกิดอันตรายเวลาขับขี่ได้ แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะจอแสดงจุดบอดขณะขับขี่จะเข้ามาแก้ปัญหาพวกนี้ให้หมดไป หน้าจอจะแสดงให้คุณเห็นว่ามีอะไรอยู่ข้างรถบ้างในเวลาที่คุณจะเปลี่ยนเลน หรือในเวลาที่ต้องการดูการจราจรรอบข้างเพื่อการตัดสินใจที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ก็มีหลากหลายเวอร์ชันให้เลือกด้วยกัน แต่ถ้าเลือกที่ดูง่ายคือแสดงผลในกลุ่มมาตรวัด เช่น รถยนต์ยี่ห้อ Genesis, Kia และ Hyundai เป็นต้น
สรุปท้ายบทความ
โลกหมุนเร็วจนตามแทบไม่ทันแบบนี้ การเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงคือสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะกับเรื่องของการขับขี่ด้วยแล้ว เราว่ามันดีมาก ๆ เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามาช่วยให้การใช้ชีวิตบนท้องถนนของทุก ๆ คน ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และเราว่าการพัฒนายังไม่หยุดแค่นี้แน่นอน น่าจะมีตัวช่วยดี ๆ เจ๋ง ๆ เกิดขึ้นอีกแน่นอน พูดอะไรไม่ได้มากนอกจาก ..รอติดตามตอนต่อไป
Jan 25, 2021 | บทความอสังหาฯ
ถ้าหากเพื่อนๆ ได้รับพรหนึ่งข้อที่ทำให้สิ่งที่ปรารถนาเป็นจริงในปี 2021 พรข้อนั้นคงหนีไม่พ้นความหวังให้โรคระบาดโควิด-19 จากเราไปเสียทีใช่ไหมคะ ในปีที่ผ่านมาสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย ถึงแม้ว่าความเสียหายยังถือว่าฟื้นตัวได้ แต่ความเสียหายที่ส่งผลยาวนานนั้น ทำให้ธุรกิจหลายประเภทเริ่มได้รับผลกระทบกันไปตามๆ กัน แน่นอนว่าภายใต้วิกฤตการณ์ที่ยากลำบากนี้ ก็มีธุรกิจหลายประเภทที่กลับได้รับความนิยมมากขึ้น อย่างเช่นธุรกิจ Delivery ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดี อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจมากกว่าผลดีอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกับธุรกิจ B2C ที่ต้องพบปะกับลูกค้าโดยตรง เช่น ธุรกิจค้าขาย ท่องเที่ยว ร้านอาหาร และอสังหาริมทรัพย์
ดังนั้นผู้ประกอบการและผู้บริหารทั้งหลายจึงต้องรีบปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่คาดว่าจะยืดเยื้อไปอีกนาน หนึ่งในธุรกิจที่ปรับตัวได้อย่างน่าทึ่งในปีที่ผ่านมานั้นก็คือ ธุรกิจอสังหาฯ ซึ่งได้นำเทคโนโลยีภาพเสมือนจริง 360 องศา หรือ Virtual Reality 360 มาช่วยในการนำเสนอบ้าน หรือคอนโดให้ลูกค้าได้เห็นผ่านทั้งอุปกรณ์แสดงภาพสามมิติ หรือแว่นวีอาร์ (VR) และหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาเห็นสถานที่จริง ดังนั้น หายห่วงเรื่อง “เว้นระยะห่าง 6 นิ้ว” แน่นอน
ทำความรู้จักเทคโนโลยี VR (Virtual Reality)
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Director.Uk
Virtual Reality (VR) หรือเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงแบบ 360 องศา เป็นเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน ซึ่งเทคโนโลยี VR นี้ต้องใช้ควบคู่กับอุปกรณ์แว่นวีอาร์ หรือ จอมอนิเตอร์คอมพิวเตอร์ หรือ สมาร์ทโฟน เพื่อแสดงภาพสามมิตินั่นเอง นอกจากผู้ใช้จะได้เห็นภาพเสมือนจริงในมุมกว้างแบบ 360 องศาแล้ว ยังสามารถรับรู้ถึงประสาทสัมผัสอื่นๆ เช่น เสียง สัมผัส หรือแม้กระทั่งกลิ่น ด้วยเหตุนี้ VR จึงถูกนำมาใช้ประโยชน์มากมายหลายแขนง เช่น เพื่อใช้จำลองการฝึกขับเครื่องบินของนักเรียนการบิน หรือเพื่อการศึกษา ช่วยให้นักศึกษาแพทย์ได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น นอกจากเทคโนโลยี VR จะทำให้เห็นภาพเสมือนจริงแล้ว ยังสามารถทำในทางตรงกันข้าม อย่างการสร้างภาพจินตนาการได้อีกด้วย ซึ่งจะเห็นได้จากบริษัทพัฒนาเกมต่างๆ ที่ใช้เทคโนโลยี VR จำลองภาพเหตุการณ์ในเกม ทำให้ผู้เล่นรู้สึกเหมือนได้หลุดเข้าไปในโลกเกมอย่างแท้จริง
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เอง ก็ได้เริ่มทยอยใช้เทคโนโลยี VR เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นภาพจำลองห้อง หรือบ้าน ทั้งที่ตกแต่งเสร็จสมบูรณ์แล้ว หรือพื้นที่ห้องเปล่า โดยที่ลูกค้าไม่จำเป็นต้องไปถึงสถานที่จริงค่ะ
ความมีประโยชน์ และความสนุกที่ได้จากเทคโนโลยี VR นี้ ทำให้เทคโนโลยีนี้เริ่มเป็นที่จับตามอง จำนวนผู้ใช้งาน VR จากต้นปี 2020 มีมากถึง 950,000 เครื่อง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆเลยทีเดียว
หลักการการทำงานของเทคโนโลยี VR
การสร้างเทคโนโลยี VR นั้นจำเป็นต้องใช้พื้นที่ความจุ และหน่วยความจำคอมพิวเตอร์จำนวนมหาศาล เนื่องจากภาพสามมิติที่เราเห็นผ่านจอมอนิเตอร์บนอุปกรณ์สวมศีรษะนั้น เป็นภาพกราฟิกที่ถูกสร้างขึ้นจำนวน 30 ครั้งต่อวินาที ทั้งนี้เพื่อให้ภาพตรงกับตำแหน่งการหมุนศีรษะของผู้ใช้ในขณะเคลื่อนไหว ให้ได้เห็นภาพเหตุการณ์เสมือนมองด้วยตาเปล่านั่นเองค่ะ
ประโยชน์ของ VR ต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ลูกค้าได้รับความรู้สึกเหมือนได้เป็นเจ้าของ
ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นว่า เทคโนโลยี VR เป็นเทคโนโลยีแสดงภาพเหตุการณ์เสมือนจริงแบบ 360 องศา ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นเปรียบเสมือนผู้ใช้ได้หลุดเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่ผู้ใช้เห็นผ่านหน้าจอ แน่นอนว่าลูกค้าที่ใช้เทคโนโลยี VR ในการรับชมภาพแบบจำลองห้อง หรือบ้าน ย่อมได้รับประสบการณ์ที่พิเศษกว่าการรับชมภาพ 2 มิติทั่วไปจากเว็บไซต์อย่างแน่นอน และนอกจากนี้ การได้สัมผัสประสบการณ์ภาพสามมิติยังช่วยให้ลูกค้าจดจำภาพได้ดีขึ้น ได้เดินรอบห้อง เก็บรายละเอียดทุกมุม และยังสามารถปรับตกแต่งห้องตามใจชอบ ทั้งหมดนี้เพียงแค่มองผ่านหน้าจอแว่นวีอาร์ หรือจอมอนิเตอร์คอมพิวเตอร์ที่บ้านนั่นเอง และความรู้สึกเหล่านี้เองนำมาซึ่งความรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ หรือที่เรียกตามหลักจิตวิทยาว่า “Psychological Ownership” นั่นเองค่ะ
ซึ่ง Psychological Ownership หรือการศึกษานิสัยของผู้บริโภคตามหลักจิตวิทยาการ ได้อธิบายว่าเมื่อผู้บริโภคมีความรู้สึกเหมือนได้เป็นเจ้าของของสินค้านั้น จะส่งผลทำให้เกิดความเต็มใจที่จะซื้อสินค้าตัวนั้น และถึงขั้นยอมซื้อในราคาที่แพงกว่าเลยทีเดียว
ประหยัดเวลา
อีกหนึ่งผลประโยชน์ที่ชัดเจน นั้นก็คือการช่วยประหยัดเวลา การใช้เทคโนโลยี VR จะช่วยประหยัดเวลาได้ทั้งกับผู้ขาย และลูกค้า เนื่องจากลูกค้าสามารถสวมใส่อุปกรณ์ VR เพื่อเข้าชมพื้นที่ตัวอย่างได้ง่ายจากที่บ้าน จึงไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องเดินทางมาไกลจากต่างจังหวัด
การที่ไม่ต้องเผื่อเวลาเดินทางนั่นก็หมายความว่า ลูกค้าเองสามารถเข้าเยี่ยมชมดูพื้นที่ตัวอย่างได้ตลอดเวลาตามสะดวก และยังไม่ถูกจำกัดเวลาอีกด้วย ซึ่งนี่เองทำให้ลูกค้าได้เห็นรายละเอียดของตัวห้องและบ้านอย่างครบถ้วนก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งนั่นยังช่วยเพิ่มโอกาสในการขายของผู้ขายอีกด้วย
ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ชัดเจน
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Techninasia
เทคโนโลยีโลกเสมือนจริงอันนี้ ยังสามารถเพิ่มฟังก์ชันมีประโยชน์อื่นๆ เข้าไปเพื่อเพิ่มโอกาสในการขายให้กับผู้ขายได้ด้วย อย่างเช่น ฟังก์ชันคัสตอม (Custom Function) ซึ่งในขณะที่ลูกค้าชมภาพสามมิติจากอุปกรณ์ VR นั้น ลูกค้าสามารถลองปรับเปลี่ยนสีวอลล์เปเปอร์ ตำแหน่งเฟอร์นิเจอร์ สีพื้นกระเบื้อง หรือแม้กระทั่งเพิ่มของตกแต่งในห้องตามต้องการได้ง่ายๆ เพียงแค่ปลายนิ้ว ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าได้เห็นภาพห้องที่สมบูรณ์มากกว่าการเข้าดูสถานที่จริงแล้วจินตนาการเองแน่นอน
เพิ่มโอกาสขาย
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Inc
เมื่อลูกค้าเห็นรายละเอียดของอสังหาฯ มากขึ้น คำถามก่อนตัดสินใจซื้อยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย เพราะการใช้เทคโนโลยี VR นอกจากจะสามารถแสดงภาพห้องที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ทางผู้ประกอบการสามารถสร้างภาพสามมิติที่แสดงให้เห็นแค่โครงสร้างของตัวห้อง หรือบ้านได้อีกด้วย ซึ่งนี่เองทำให้ลูกค้ามีคำถามมากขึ้น และถ้าผู้ขายสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยการหลีกเลี่ยงคำตอบ Yes หรือ No แต่ตอบด้วยจุดขาย รับรองว่าจะสามารถมัดใจลูกค้าได้อย่างแน่นอน
มนุษย์เราไม่ว่าจะประสบกับเหตุการณ์ร้ายแรงแค่ไหน แต่เพื่อความอยู่รอดนั้น ย่อมหาหนทาง และทางออกจนได้ เทคโนโลยี VR ก็เป็นอีกหนึ่งหนทางที่ธุรกิจอสังหาฯ นำมาใช้เพื่อดึงดูดลูกค้า และที่สำคัญเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดนั่นเอง แต่ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยี VR มีราคาค่อนข้างสูง นายหน้าอสังหาฯ จากบริษัทรายย่อย จึงไม่นิยมลงทุนกับเทคโนโลยีอัจฉริยะตัวนี้มากนัก ถ้าเพื่อนๆ สนใจจะซื้อคอนโด หรือบ้านสักที่ในขณะนี้ แต่ไม่อยากเสี่ยงติดเชื้อโควิดออกเดินทางไปตระเวนหา เราแนะนำ Kaidee เลยค่ะ เรามี คอนโดและบ้าน หลายแบบ หลายราคา ให้เลือกสรรมากมายเลย
Jan 7, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ยุคดิจิทัลนี้ เทคโนโลยีถูกพัฒนาและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา เราจะเห็นว่าอุปกรณ์หรือ Gadget ต่างๆจะออกรุ่นใหม่และถูกพัฒนาฟังก์ชันการใช้งานอยู่เรื่อยๆ บางชิ้นออกเป็นปีต่อปี หรือบางชิ้นออกใหม่แบบหัวปีท้ายปี บางทีเรายังไม่ทันใช้งานให้ชินกับรุ่นแรก รุ่นสองก็ออกมาแล้ว ซึ่งนี่ก็กลายเป็นเรื่องปกติของนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆบนโลก
อุปกรณ์ สิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านก็มีการพัฒนาจนมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งานร่วมกันเช่นกัน ซึ่งบางชิ้นนั้นเราอาจคิดไม่ถึงด้วยซ้ำว่าจะสามารถพัฒนาออกมาจนมีฟังก์ชันมากมาย
เมื่อเทคโนโลยีมีอิทธิพลกับเรามากขึ้น
เมื่อเทคโนโลยีถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นก็เริ่มมีการนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของมนุษย์มากยิ่งขึ้น ซึ่งหากพูดถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับมนุษย์นั้น สิ่งแรกที่เราส่วนมากนึกถึงกัน นั่นคือ อินเทอร์เน็ต
อินเทอร์เน็ตทำให้เราเชื่อมต่อกับข้อมูลต่างๆได้ทั่วโลก และยังทำให้การติดต่อสื่อสารของมนุษย์มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น จนปัจจุบันอุปกรณ์ต่างๆถูกพัฒนาให้สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้จนกลายเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะ ที่สามารถควบคุมและสั่งการผ่านอินเทอร์เน็ต
15 ของใช้อัจฉริยะในบ้าน
หากเราลองมองไปรอบๆบ้านในเวลานี้ คงมีอุปกรณ์อัจฉริยะอย่างน้อยหนึ่งถึงสองชิ้นภายในบ้านที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตของเรา ซึ่งในท้องตลาดเวลานี้ มีอุปกรณ์ของใช้อัจฉริยะใหม่ๆเพิ่มขึ้นมากมาย เราหยิบ 15 ชิ้นน่าสนใจมาแนะนำให้คุณตามนี้เลย
1.TP-Link Smart Wi-Fi Plug Mini HS105
เริ่มกันที่ปลั๊กไฟสิ่งที่ใครหลายคนมักชอบลืมถอดหลังการใช้งาน หรือบางทีที่เราชาร์จไฟอุปกรณ์หนึ่งอยู่แล้วยังไม่อยากถอดออก แต่ต้องออกไปข้างนอกก่อน เราก็สามารถควบคุมผ่านแอปพลิเคชันได้ ว่าจะให้ปลั๊กปิดการทำงานตอนไหน
ปลั๊กอัจฉริยะ TP-Link HS105 ที่ยกตัวอย่างมานี้มีฟังก์ชันในการควบคุมการเปิด-ปิดปลั๊กไฟผ่านแอปพลิเคชัน และยังสามารถตั้งค่าได้ว่าจะให้เปิดใช้งานตอนไหน และปิดใช้งานเมื่อไร ถือว่าสะดวกมากๆ ยิ่งหากเวลาที่ลืมถอดปลั๊ก ก็หายห่วงเรื่องอันตรายต่างๆ
2.SAMSUNG Smart Lock SHP-DH538
อยู่บ้านปลอดภัยได้มากขึ้นด้วยกลอนประตูไฟฟ้าอัจฉริยะ ที่สามารถล็อคได้อัตโนมัติ และปลดล็อคผ่านรหัส ลายนิ้วมือ หรือกุญแจ ก็ได้เช่นกัน ซึ่งในปัจจุบันกลอนประตูไฟฟ้าได้มีการพัฒนาความสามารถให้มีความอัจฉริยะมากยิ่งขึ้น ซึ่งฟังก์ชันและการใช้งานต่างๆที่เพิ่มมากขึ้นก็จะขึ้นอยู่กับรุ่นและแบรนด์ต่างๆด้วย
เช่นตัว Samsung SHP-DH538 นี้ ที่สามารถล็อคได้ 4 แบบคือ ลายนิ้วมือ รหัสผ่าน ปลดล็อคผ่านสมาร์ทโฟนและกุญแจฉุกเฉิน อีกทั้งยังสามารถตั้งค่าให้ล็อคแบบสองชั้นได้ หากใส่รหัสผิดติดต่อกัน 5 ครั้ง ก็จะล็อค 3 นาทีพร้อมแจ้งเตือนให้ผู้ใช้รับรู้ และถ้าหากอุณหภูมิภายในหรือภายนอกสูงเกิน 70 องศาก็จะมีการแจ้งเตือนเช่นกัน
3.Xiaomi IMILAB Outdoor Smart Camera (Battery Edition)
กล้องวงจรปิดสมัยนี้ถูกพัฒนาให้มีความสามารถมากขึ้น นอกจากการตรวจดูสิ่งต่างๆในสถานที่นั้นๆแล้ว ตัวกล้องวงจรปิดยังสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ทำให้เราดูภาพจากกล้องผ่านโทรศัพท์ได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ยังสามารถบันทึกวิดีโอลงเมมโมรี่การ์ดได้ และยังส่งเสียงจากโทรศัพท์ไปยังกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่ได้อีกด้วย
Xiaomi IMILAB Outdoor Smart Camera นี้สามารถบันทึกภาพได้ในความละเอียด 1080p ตัวกล้องมีไมโครโฟนและลำโพงในตัว ทำให้เราได้ยินเสียงสดพร้อมภาพวีดีโอขณะนั้นได้ทันที ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานเป็น Video Call พูดคุยตอบโต้ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังสามารถเก็บภาพนิ่งได้ผ่านการกดจากแอปพลิเคชันในโทรศัพท์ ซึ่งการติดตั้งตัวนี้จะไม่มีสายระโยงระยางให้ดูรกตา เพราะมีแบตเตอรี่ในตัว ระยะการใช้งานต่อการชาร์จ 1 ครั้งคือประมาณ 100 วัน
4.Google Nest Mini Gen2
ปัจจุบันลำโพงถูกพัฒนาให้สามารถเล่นเพลงจากสมาร์ทโฟนได้แบบไร้สาย และตัวลำโพงเองก็มีแบตเตอรี่ในตัวไม่ต้องมีสายไฟเกะกะ ยิ่งไปกว่านั้นลำโพงยังถูกพัฒนาให้มีฟังก์ชันเพิ่มมากขึ้น เช่น Google Nest Mini Gen2 นี้ ที่นอกจากจะให้เสียงที่ดีและรอบทิศทางแล้ว ยังสามารถใช้งาน Google Assistant ที่สั่งการด้วยเสียง และยังควบคุมอุปกรณ์ต่างๆที่เชื่อมต่อกันได้อีกด้วย ถือว่าได้ทั้งลำโพงและตัวช่วยอำนวยความสะดวกให้กับชีวิตเรา
5.Oral-B iO9
อุปกรณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะกลายเป็นสิ่งของอัจฉริยะได้ จากที่เป็นด้ามพลาสติกธรรมดาพร้อมขนแปรงอย่างดี ปัจจุบันถูกพัฒนาให้มีความฉลาดมากขึ้น เริ่มแรกพัฒนาเป็นแปรงสีฟันไฟฟ้าที่สามารถสั่นหัวแปรงเพื่อกรทำความสะอาดที่ล้ำลึก ต่อมาจึงถูกพัฒนาให้มี Ai เข้ามาช่วยในการทำงานพร้อมยังเชื่อมต่อผ่านบลูทูธไปยังแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนได้
Oral-B iO 9 เป็นแปรงสีฟันอัจฉริยะที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำความสะอาดบริเวณฟัน เหงือกอย่างล้ำลึกและปลอดภัย โดยมี Ai เป็นตัวตรวจจับความสะอาดที่แปรงได้ทำงานในแต่ละบริเวณ โดยเราสามารถปรับตั้งค่ารูปแบบการทำความสะอาดได้มากถึง 7 รูปแบบ และตัวเครื่องมีแบตเตอรี่ภายใน สามารถชาร์จได้ และการชาร์จหนึ่งครั้งสามารถใช้งานได้ยาวนานสูงสุดสิบสองวัน ถือว่าคุ้มค่าแก่การลงทุนเพื่อสุขภาพช่องปากที่ดีของคุณ
6.Philips Hue
หลอดไฟธรรมดาที่ใครจะคิดว่ามันจะมีความสามารถมากขึ้นกว่าการให้แสงไฟแบบธรรมดา ใน Philips Hue นี้ที่สามารถแสดงแสงที่มีสีมากถึง 16 ล้านสี และสามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟนเพื่อควบคุมการเปิด-ปิด ตั้งเวลา และกำหนดค่าสีต่างๆให้เข้ากับเพลง ภาพยนตร์ หรือตามกิจกรรมในชีวิตประจำวันของเราก็ได้ เพราะแสงที่มีสีต่างๆจะช่วยปรับให้บรรยากาศเปลี่ยนแปลงไปได้และจะส่งผลต่ออารมณ์และจิตใจของเราด้วยเช่นกัน
7.IROBOT Roomba i7
จากเครื่องดูดฝุ่นที่มีขนาดใหญ่เทอะทะแถมยังต้องคอยขยับเพื่อไปดูดฝุ่นตามบริเวณที่ต้องการ ซึ่งหากดูดฝุ่นครั้งหนึ่งต้องใช้เวลาอย่างต่ำครึ่งชั่วโมงถึงจะทำความสะอาดได้หมด แต่ปัจจุบันเครื่องดูดฝุ่นถูกพัฒนาให้มีขนาดที่เล็กลงและสามารถเคลื่อนที่เองได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังเพิ่มฟังก์ชันต่างๆ ด้วยการเชื่อมต่อแอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟนอีกด้วย
IROBOT Roomba i7 นี้นอกจากจะดูดฝุ่นได้อย่างดีแล้ว ยังมีระบบที่สร้างแผนที่ขึ้นมาเพื่อให้การเคลื่อนที่ของตัวเครื่องดูดฝุ่นนั้นเป็นไปได้อย่างราบรื่นและทำความสะอาดได้ทุกมุม และเมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมดตัวเครื่องจะเคลื่อนที่กลับไปที่ช่องชาร์จที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ยังใช้งานผ่านการควบคุมด้วยเสียงของ Google Assistant หรือ Alexa เพื่อความสะดวกที่เพิ่มมากขึ้น
8.Xiaomi Geometry Control Ai (30 ML)
จากตู้เลี้ยงปลาธรรมดาที่เราต้องคอยให้อาหาร คอยดูแลสิ่งต่างๆของตู้ปลา ปัจจุบันได้พัฒนากลายมาเป็นตู้ปลาอัจฉริยะ เช่น Xiaomi Geometry Control Ai นี้ที่สามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน เพื่อตรวจสอบอุณหภูมิและควบคุมความร้อนของน้ำ ซึ่งเราสามารถปรับได้ และยังสามารถควบคุมออกซิเจน และจะมีการแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนน้ำ ทำให้เราไม่ลืมและไม่ต้องคอยมาจำวันเวลาอีกตามเคย
เจ้าตู้ปลานี้ยังมีไฟ LED มากถึง 18 ดวง และไฟนี้ยังแสดงสีได้มากถึง 16 ล้านสี และบริเวณส่วนบนของตู้ยังมีพื้นที่สำหรับปลูกต้นไม้เล็กๆได้อีกด้วย ถือว่านอกจากจะให้ความเพลิดเพลินและผ่อนคลายในการดูเจ้าปลาแล้ว ยังได้สัมผัสกับธรรมชาติเล็กๆได้อีกด้วย
9.Dyson Pure Cool™ Air Purifier Tower
พัดลมเป็นอุปกรณ์ที่ถูกพัฒนาให้มีความสามารถเพิ่มขึ้นอยู่บ่อยๆ จากพัดลมธรรมดาก็สามารถตั้งค่าเวลาเปิด-ปิดได้ และพัฒนาให้มี Ai ช่วยในการทำงาน จนปัจจุบันพัดลมรุ่นใหม่ๆก็ถูกพัฒนาให้ไม่มีใบพัดอีกต่อไป เพื่อความปลอดภัยสำหรับบ้านที่มีเด็กเล็กหรือสัตว์เลี้ยง รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการกรองอากาศได้อีกด้วย เช่นเจ้าตัว Dyson Pure Cool Air Purifier Tower นี้
พัดลมกรองอากาศจาก Dyson นี้ถูกพัฒนาให้มีความสามารถมากขึ้น อย่างแรกที่เห็นได้ชัดคือไม่มีใบพัดให้กวนใจ พลังลมที่แรงและสามารพัดได้หลายองศา ความสามารถในการกรองอากาศจากฝุ่นที่เพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญคือการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟน เพื่อตรวจเช็คค่าต่างๆภายในอากาศได้
10.เครื่องชงกาแฟ Philips EP3246/72
สมัยนี้อยู่บ้านอยากดื่มกาแฟดีๆก็สามารถทำได้ด้วยเครื่องชงกาแฟอัจฉริยะ ที่สามารถทำกาแฟได้อย่างรวดเร็ว เช่น เครื่องชงกาแฟจาก Philips นี้ที่มี 5 เมนูกาแฟคั่วสดพร้อมดื่ม ทั้ง เอสเพรสโซ่ คาปูชิโน่ ลาเต้ มัคคิอาโต้ อมเริกาโน่ และกาแฟ
ตัวเครื่องมีระบบ LatteGo ที่ตีนมและทำฟองนมได้อย่างสวยงามและไม่กระเด็นเลอะเทอะ ส่วนเครื่องบดกาแฟในเครื่องสามารถบดได้ 12 ระดับตามความต้องการ และยังสามารถควบคุมอุณหภูมิของน้ำและเก็บกลิ่นหอมของกาแฟให้สดใหม่เมื่อดื่ม
11.ลู่วิ่ง Amazfit
เมื่อนึกถึงการออกกำลังกายในบ้าน คนก็มักนึกถึงลู่วิ่งที่ช่วยให้คุณวิ่งเพื่อเผาพลาญพลังงานและไขมันได้ แต่ลู่วิ่งยุคนี้ก็ถูกพัฒนาให้มีความสามารถเพิ่มขึ้น และมีฟังก์ชันที่ช่วยการออกกำลังกายของเราให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
คนรักสุขภาพต้องมีสำหรับลู่วิ่ง Amazfit โดยเครื่องนี้สามารถดูดซับแรงกระแทกที่ช่วยลดปัญหาที่เกิดกับเข่า และตัวนี้ยังสามารถใช้งานควบคู่กับ Amazfit GTS เพื่อตรวจสอบอัตราการเต้นของหัวใจได้ และตัวเครื่องยังมีลำโพง Build-in จาก JBL ที่ช่วยให้การวิ่งของคุณไม่น่าเบื่ออีกต่อไป และที่สำคัญคือสามารถพับเก็บได้ ช่วยประหยัดพื้นที่การใช้งานในบ้านได้อีกด้วย
12.Petoneer NutriVision Smart Pet Feeder
หนึ่งปัญหาที่ทำให้คนที่อยากเลี้ยงสัตว์ต้องหมดโอกาสเลี้ยง นั่นคือไม่มีเวลาในการให้อาหาร จะให้อาหารทิ้งไว้ทีเดียวเยอะๆ ก็กลัวน้องหมาน้องหมาจะกินหมดเลย แต่ปัญหานั้นจะหมดไป ด้วยเครื่องให้อาหารสัตว์เลี้ยงอัจฉริยะ
Petoneer NutriVision นี้สามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟน เพื่อตั้งค่าเวลาให้อาหาร และตัวเครื่องยังมีกล้องความละเอียด 720p มุมกว้าง 120 องศาพร้อมไมค์และลำโพงทำให้พูดคุยตอบโต้กับสัตว์เลี้ยงของเราได้ รวมถึงจะมีการแจ้งเตือนไปยังแอปพลิเคชันเมื่ออาหารเริ่มเหลือน้อยแล้ว
13.Hafele Smart Mirror
กระจกส่องหน้าธรรมดายุคนี้คงไม่พอ เพราะไม่ว่าจะหนุ่มๆหรือสาวๆต่างก็ต้องส่องกระจก ตรวจดูความเรียบร้อยของตัวเองก่อนออกไปข้างนอกเสมอ ทำให้กระจกมีการพัฒนาจนมีฟังก์ชันเพิ่มมากขึ้น
เช่นใน Hafele Smart Mirror นี้ ที่มีแสงไฟอยู่ติดกับกระจก สามารถเปิดปิดได้ผ่านการสัมผัส โดยไฟจะมีทั้ง Cool White และ Warm White ที่ไม่มี UV มาทำร้ายผิว หากต้องแต่งหน้าหรือแต่งตัวเป็นเวลานานก็สามารถเปิดเพลงฟังได้จากหน้ากระจกเช่นกัน
14.Xiaomi Mi Smart Flower Pot
มือใหม่อยากลองปลูกต้นไม้ขนาดกำลังดีในบ้าน แต่ปลูกกี่รอบก็อยู่ไม่รอดสักที เพราะด้วยสภาพแวดล้อม การรดน้ำและวินัยที่เราต้องมี ต่างเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตของต้นไม้ Xiaomi จึงมีอุปกรณ์อัจฉริยะที่ช่วยให้เราปลูกต้นไม้ได้ดีขึ้น โดยตัวกระถางนี้จะมี Ai ที่ตรวจจับความชื้นในดิน เมื่อตรวจพบว่าความชื้นเริ่มน้อยลง ก็จะมีการเตือนไปยังแอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟนให้เรารดน้ำต้นไม้
15.Foreo Luna 3
ผิวหน้าเราต้องเจอฝุ่น ควันและมลภาวะอยู่ตลอดเวลา ยิ่งถ้าคุณทาครีมกันแดดหรือลงเครื่องสำอางยิ่งต้องทำความสะอาดให้ดี การทำความสะอาดด้วยมือเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ จึงมีนวัตกรรมเครื่องช่วยล้างหน้าเกิดขึ้น
ใน Foreo Luna 3 นี้ เป็นอุปกรณ์ล้างหน้าที่มีฟังก์ชันมากมาย และสามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย ซึ่งการทำความสะอาดของเครื่องนี้จะเป็นแบบ T-Sonic ที่ทำความสะอาดได้ล้ำลึกและหมดจด อีกทั้งตัวเครื่องทำจากซิลิโคนอย่างดีที่มีความนุ่มไม่ทำร้ายผิว ซึ่งนอกจากจะทำความสะอาดแล้ว ยังสามารถนวดครีมบนหน้าให้เข้าผิวได้อีกด้วย
สรุป
อย่างที่ได้ยกตัวอย่างมา 15 สิ่งของอัจฉริยะนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนวัตกรรมใหม่ๆที่ถูกพัฒนาไปพร้อมกับเทคโนโลยีโดยฝีมือของมนุษย์เรา ซึ่งแน่นอนว่าอนาคตจะมีสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นอีกมากมาย ไม่แน่ว่าวันพรุ่งนี้อาจมีนวัตกรรมใหม่ๆเกิดขึ้นก็เป็นได้
หากใครมองหาอุปกรณ์อัจฉริยะอยู่ล่ะก็ Kaidee ของเรามีหลากหลายหมวดหมู่ให้คุณได้เลือกเลยนะ ลองเข้ามาชมกัน อาจได้ของอัจฉริยะสักชิ้นที่ช่วยให้ชีวิตของคุณสะดวกสบายขึ้นก็ได้นะ
Dec 9, 2020 | บทความยานยนต์
เราอาจจะเคยได้เห็นในโลกภาพยนตร์ ที่ตัวเอกผละมือออกจากพวงมาลัย เปิดโหมดไร้คนขับให้กับรถของเขา ก่อนหยิบปืนที่แนบข้างกายขึ้นมา พร้อมเอนตัวออกนอกหน้าต่างไปยิงต่อสู้กับเหล่าร้ายที่ขับเบียดเข้ามาทั้งซ้ายและขวา ในขณะที่รถของตัวเอกยังขับไปตามท้องถนนอย่างรวดเร็ว และยังสามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้เองอีกด้วย
จะไม่ได้เป็นแค่ฉากในภาพยนตร์อีกต่อไป
ผมอยากจะบอกว่า ภาพเหล่านี้กำลังจะออกมาโลดแล่นในโลกแห่งความเป็นจริงครับ ผมไ่ม่ได้หมายถึงการที่ใครสักคนจะมายิงเหล่าร้ายกลางถนนหรอกนะครับ แต่ผมหมายถึงรถยนต์ไร้คนขับ (Self-Driving Cars) ที่ตอนนี้ ขยับเข้าใกล้ความจริงไปทุกขณะแล้วต่างหาก
วันนี้ผมจึงอยากนำเสนอเรื่องราวเล็กน้อยเกี่ยวกับความคืบหน้าของ 3 แบรนด์ยนตรกรรม ที่ตอนนี้ พวกเขาพร้อมเหลือเกินในการส่งรถยนต์ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีดังกล่าวเข้าสู่ตลาด แต่จะเป็นแบรนด์อะไรกันบ้าง และจะล้ำยุคขนาดไหน ตามผมมาเลยครับ
Mercedes-Benz และรถยนต์คลาส S
บริษัทรถยนต์สัญชาติเยอรมันอย่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes Benz) ประกาศการส่งไพ่ไม้ตายของพวกเขาอย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ คลาสเอส ลงตลาดการแข่งขัน พร้อมฟังก์ชันชูธงอย่างระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแปรผันได้ (Adaptive Cruise Control) ซึ่งมาพร้อมกับความสามารถของตัวรถที่เปลี่ยนเลนการขับขี่และรักษาศูนย์กลางการขับได้อัตโนมัติเลยทีเดียว
รถยนต์คลาสเอส คลาสที่จะเป็นรุ่นแรกของรถยนต์ไร้คนขับจากเมอร์เซเดส-เบนซ์
หากแค่นั้นยังไม่พอ ลองมาฟังคุณสมบัติของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ คลาสเอส ที่มีเทคโนโลยีไร้คนขับระดับ 3 (Level 3 automated driving) กันครับ ด้วยเทคโนโลยีนี้จะทำให้เราไม่ต้องจับพวงมาลัย “ตลอดเวลา” เพราะตัวรถมาพร้อมกับเซนเซอร์รอบทิศและแผนที่แบบพร้อมสรรพ ผู้ขับขี่สามารถปล่อยมือไปทำอย่างอื่นได้เลย โดยรถจะขับเองด้วยความเร็วไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อาจจะฟังดูช้าไปสักหน่อยสำหรับสิงห์นักเหยียบ แต่ก็เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนนั่นเอง
แต่เอาให้ผ่านกฎหมายเสียก่อน
ถึงแม้ว่าจะมีตัวเทคโนโลยีมารอให้ใช้กันแล้ว แต่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็จำเป็นต้องเข้าหารือกับรัฐบาลเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศต้นกำเนิดของแบรนด์ เพื่อปรึกษาความเป็นไปได้ในการออกกฎหมายการใช้เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับนี้ โดยทางเมอร์เซเดส-เบนซ์คงคาดหวังให้กฎหมายดังกล่าวได้รับการรับรองโดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะเข็นรถออกมาขายกันภายในปลายปีหน้า (ปลายปี พ.ศ. 2564) แต่หลายสื่อก็ฟังธงเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่น่าพลาดแต่อย่างใดครับ
Tesla ของลูกพี่อีลอน มัสก์ และระบบ Autopilot
ทางด้านแบรนด์นวัตกรรมเทสลา (Tesla) ของลูกพี่ใหญ่อย่างอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ก็ไม่น้อยหน้า (เขาก็ไม่เคยน้อยหน้าใครอยู่แล้ว) เพราะแบรนด์เทสลาพึ่งประกาศว่าระบบออโต้ไฟลอต ที่พัฒนาและปรับปรุงโดยเทสลาเองนั้น พร้อมที่จะนำมาติดตั้งในยานยนต์เต็มที่
ระบบออโต้ไฟลอตนี้จะช่วยให้รถเทสลาควบคุมและปรับเปลี่ยนความเร็วได้เองโดยอัตโนมัติ หลายฝ่ายจึงคาดการณ์ว่าระบบนี้อาจนำไปสู่เทคโนโลยีอีกระดับ นั่นคือการขับขี่โดยอัตโนมัติ สมชื่อระบบออโต้ไพลอตนั่นเอง แถมทางเทสลายังขิงอีกว่า เทคโนโลยีนี้พร้อมออกมาให้ลูกค้าได้ใช้กันภายในต้นปีหน้าแล้ว ลูกพี่ไม่เคยน้อยหน้าใครจริงๆ
แค่ภาพก็ไม่ต้องอธิบายต่อแล้วมั้ง
General Motors กับเทคโนโลยี Hands-free Driving
เจ้าสุดท้ายที่ถึงแม้จะมาช้าไปเสียหน่อย แต่ก็มาพร้อมกับคุณภาพ แถมปริมาณให้อีกด้วยกับเจเนอรัล มอเตอร์ส (General Motors) แบรนด์ยนตรกรรมที่อยู่เบื้องหลังรถดังอย่างเชฟโรเลตและคาดิแลค พวกเขาลงทุนตั้งทีมพัฒนาระบบการขับขี่แบบแฮนด์ฟรี (Hands-Free Driving) ภายใต้ชื่อสุดหรูว่าซุปเปอร์ครูส (Super Cruise) ซึ่งเป็นทั้งระบบขับขี่อัตโนมัติและระบบรักษาความปลอดภัยเชิงป้องกันไปในตัว
ระบบที่ว่านี้จะช่วยสร้างมิติของการใช้รถให้ล้ำยุคมากขึ้น นอกจากความสามารถในการรักษาความปลอดภัยผ่านซอฟต์แวร์ทันสมัยที่อัปเดตได้ตลอดอายุการใช้งานแล้ว รถที่มีเทคโนโลยีซูปเปอร์ครูสจะยังมีระบบการขับขี่อัตโนมัติบนทางด่วนและไฮเวย์อีกด้วย โดยในอนาคต เหล่าทีมพัฒนาคาดหวังว่าผู้ใช้จะสามารถขับขี่อัตโนมัติได้ในทุกพื้นที่ ทุกท้องถนนเลยทีเดียว
เจเนอรัล มอเตอร์สจะใส่เทคโนโลยีที่ว่านี้ลงในรถทั้ง 23 รุ่นที่อยู่ภายใต้การดูแลของพวกเขา ซึ่งกว่ารถทั้งหมดจะออกสู่ท้องตลาด ก็คงเป็นช่วงปลายปี 2566 เลย
เชฟโรเลต หนึ่งในแบรนด์ที่จะได้รับอานิสงส์ของเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ
อนาคตแห่งยานยนต์อยู่ไม่ไกล
เห็นอย่างนี้แล้ว พวกเราก็ได้แต่ตื่นเต้นกันนะครับ ที่เราจะได้เห็นอีกฉากหนึ่งของโลกภาพยนตร์ออกมาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงแบบนี้ ถึงแม้ว่ารถยนต์ไร้คนขับรุ่นแรกๆ จะยังต้องพึ่งคนคอยควบคุมอีกระดับอยู่ดี แต่ก็ถือเป็นก้าวแห่งการพัฒนาที่น่าติดตามมากเลยทีเดียว
หวังว่าพวกเราจะมีโอกาสได้นั่งอยู่บนเบาะคนขับ พร้อมพวงมาลัยที่ปราศจากมือของเราจับอยู่ ขับกินลมชมวิวไปอย่างชิลๆ ในเส้นทางของประเทศไทยในเร็ววันนะครับ
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
“เพลงที่เปิดในรถแกวันนั้นชื่อเพลงอะไรนะ มันเพราะดีอ่ะ ที่ทำนองมัน ตือดึ๊ด ตึ๊ดดือดือ ดือดึ๊ด ตือดือดือ แบบนี้อ่ะ เพลงไร”
หากนับเป็นข้อมูลเชิงสถิติ มนุษย์เราจะมีคำตอบให้กับคำถามแบบนี้ประมาณกี่เปอร์เซ็นต์กัน อย่างน้อย ถ้ามีเนื้อเพลงหรือชื่อศิลปินมาให้เดาบ้างก็คงดี แต่ครั้นจะให้มาฟังทำนองอย่างเดียว แล้วบอกว่านี่คือเพลงอะไร ถ้าไม่ใช่สาวกของศิลปินคนนี้ หรือฟังเพลงนั้นจนซึมสมองส่วนหน้า ก็ยากที่จะให้คำตอบได้ภายในทันที
ความวัวยังไม่ทันหาย พอเราจะลองค้นหาด้วยตัวเอง ก็นึกขึ้นมาได้ว่า สิ่งที่เรารู้ทั้งหมดเกี่ยวกับเพลงๆ นั้น ก็มีแต่ทำนองที่เพิ่งฮัมให้เพื่อนฟังไป แล้วทีนี้ จะทำอย่างไร เราถึงจะรู้ชื่อเพลง
Google มาโปรด
Google ดูจะเข้าใจปัญหาข้อนี้เป็นอย่างดี (อาจเพราะมีคนในออฟฟิศ Google จำนวนมากที่เปิดการสนทนาด้วยคำถามประมาณนี้) เมื่อเร็วๆ นี้ Google ประกาศเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ที่มีชื่อว่า “Hum-to-search” หรือ “แค่ฮัมดู จะรู้ชื่อ(เพลง)” เพื่อช่วยคนที่อยากรู้ชื่อเพลงใจจะขาด แต่สิ่งที่ติดอยู่ในหัว มีแค่ทำนอง ไม่ใช่เนื้อร้องหรือชื่อศิลปิน
เทคโนโลยีนี้เป็นส่วนหนึ่งในแอปพลิเคชัน Google และอยู่ในส่วนของผู้ช่วย (Google Assistant) เมื่อเรากดไปที่หน้าจอของผู้ช่วยแล้ว ให้เรากดเลือกไอคอนรูปไมโครโฟน จากนั้น ฮัมหรือร้อง (หรือผิวปาก) ทำนองเพลงที่เราจำได้ เป็นเวลาประมาณ 10-15 วินาที
เทคโนโลยี Hum-to-Search ของ Google ขอขอบคุณรูปภาพจาก MacRumors
Google Assistant จะประมวลผลเสียงที่ได้ภายในเวลาแค่ชั่วพริบตา จากนั้นจะขึ้นลิสต์เพลงที่มีทำนองตรงกับทำนองที่เราร้อง และไม่ต้องกังวล ว่าต้องร้องให้ตรงกับต้นฉบับถึงจะได้คำตอบ เพราะ Google จะบอกเรา ว่าเพลงในลิสต์มีทำนองตรงกันกับที่เราร้องกี่เปอร์เซ็นต์ พร้อมบอกข้อมูลของศิลปิน หรือฟังเพลงเพิ่มเติมในอัลบั้มนั้นๆ
แม้ว่าตอนนี้ Hum-to-search ยังไม่เปิดรองรับภาษาไทยอย่างเต็มรูปแบบ แต่เชื่อว่า ภายในอนาคตอันใกล้ พวกเราจะสามารถฮัมทำนองเพลงไทยเพื่อค้นหาชื่อเพลงได้อย่างแน่นอน
รู้ไว้ใช่ว่า Hum-to-search ทำงานอย่างไร
การทำงานของ Hum-to-search ยากและสลับซับซ้อน แต่หากให้พูดกันแบบเข้าใจง่าย เราจะเปรียบทำนองที่เราร้องเป็นลายนิ้วมือ
ลายนิ้วมือของแต่ละคนมีรูปแบบและเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง แต่ลายนิ้วมือจำนวนไม่น้อยมีความใกล้เคียงกัน เช่นเดียวกับทำนองเพลง Google เพียงออกแบบเทคโนโลยีที่ตรวจสอบความใกล้เคียงของทำนองเพลง และแสดงผลเฉพาะทำนองที่มีความใกล้เคียงกันมากที่สุดกับทำนองที่เราร้องออกมา
การจะทำเช่นนี้ได้ Google จำเป็นต้องถอดทำนองของเพลงต่างๆ บนโลกนี้ (เกือบทุกเพลงละกัน) ออกเป็นรหัสตัวเลขและเก็บไว้ในฐานข้อมูล ไม่เพียงแต่ทำนองปกติเท่านั้น แต่รวมถึงการสั่นสะเทือนของเสียง (Timbre) ระดับของเสียง (Tone) หรือกระทั่งชนิดของเครื่องดนตรีในเพลง (Intrument)
ระบบจะถอดเพลงให้กลายเป็นรหัสไว้ใช้ภายหลัง ขอขอบคุณวิดีโอจาก Google
จากนั้น พวกเขาออกแบบเทคโนโลยีที่สามารถตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งก็คือ Hum-to-search เมื่อเราฮัมหรือร้องทำนอง เสียงของเราจะถูกถอดออกเป็นรหัสตัวเลขเช่นกัน ก่อนที่จะถูกเอาไปเปรียบเทียบกับเพลงต่างๆ ในระบบ ข้อมูลที่มีความใกล้เคียงกันมากที่สุด (หรือรหัสตัวเลขเหมือนกันมากที่สุด) จะถูกแสดงผลเป็นเพลงที่ตรงกับเสียงฮัมของเรา
อาจฟังดูเข้าใจยาก (ก็เข้าใจยากจริงๆ) แต่เทคโนโลยีนี้อยู่กับเรามานานแล้ว (อย่างน้อยก็เกือบ 20 ปี) ในรูปแบบของการตรวจจับความถี่ของเสียง ตัวอย่างแรกอาจฟังดูเก่าเกินไป ถ้างั้น หลายคนคงรู้จัก Shazam หรือ Soundhound ซึ่งต่างก็ใช้เทคโนโลยีนี้ในการค้นหาเพลงทั้งสิ้น
เพียงแต่ว่า นี่เป็นครั้งแรก ที่เราสามารถค้นหาชื่อเพลง ไม่ใช่จากเสียงร้อง หรือเพลงที่กำลังเปิด แต่แค่ใช้การฮัมของเราเท่านั้น ถือเป็นอะไรที่น่าสนใจ ที่เทคโนโลยีการตรวจจับเสียงเพลงได้ก้าวไปอีกขั้นแล้ว
ลองใช้เองแล้วเป็นอย่างไร
ด้วยความสงสัย ผมจึงลองเปิดโทรศัพท์มือถือของผม เข้าไปที่แอปพลิเคชัน Google เพื่อทดสอบ Hum-to-search เพลงที่ผมเลือกฮัมทำนองคือ Baby Shark และ La La La ของ Sam Smith
ต้องยอมรับว่าทักษะการร้องเพลงของผมอยู่ในระดับ “เรี่ยดิน” แต่ Google สามารถตรวจจับทำนองที่ผมร้องได้ถูกต้องและแม่นยำ โดยแสดงผลเพลงทั้งสองนี้ในอันดับแรกเสมอ ก็ถือเป็นเทคโนโลยีที่แม่นยำ ไว้วางใจได้ในเวลาที่ต้องการใช้งาน
จุดเด่นที่ผมรู้สึกได้คือ เรื่องของความเร็ว ผมใช้เวลาเพียง 10 วินาทีในการฮัมทำนอง จากนั้น Google ก็สามารถค้นหาชื่อเพลงได้ทันที
หวังว่าจะเป็นประโยชน์
ต่อจากนี้ เวลาที่เราต้องการรู้ชื่อเพลง ก็แค่เปิด Google ขึ้นมา และฮัมทำนองสักวรรคสองวรรค เราก็จะได้ชื่อเพลง พร้อมข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ไม่ยาก เป็นอีกครั้งที่เทคโนโลยีตอบโจทย์เราได้อย่างลงตัว ก็ได้แต่หวังว่า เพลงไทยจะได้รับการใส่เข้าไปในระบบเร็วๆ นี้
Kaidee ก็เหมือน Hum-to-search หากคุณไม่มีข้อมูลสินค้า หรือไม่รู้ว่าจะซื้อหาอะไรดี กดมาที่ Kaidee ที่เดียว รู้เรื่องและตอบทุกความต้องการของคุณ