Apr 8, 2021 | บทความยานยนต์
มีใครรู้บ้าง?? ว่าเทคนิคการขับรถให้ปลอดภัยมีกี่ข้อ ถ้าหากยังไม่รู้แล้วล่ะก็ ว่าเทคนิคขับรถ ให้ปลอดภัยมีกี่ข้อ วันนี้ก็พร้อมที่จะแถลงไข เพื่อพรุ่งนี้ที่สดใสรอเราอยู่!! ซึ่งทั้งนี้ก็อยู่ที่สภาพของพื้นถนนที่เราขี่อีกต่างหาก
จะขับขี่ให้ปลอดภัยต้องรู้จริงเรื่องอะไรบ้าง!!
1. รู้จริงเรื่องกฎจราจรที่ถูกต้อง
แน่นอนว่าว่าเป็นสิ่งแรกที่คนขับรถทุก ๆ คนจะต้องรู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และนอกจากจะทำความเข้าใจแล้ว ยังต้องเคารพกฎจราจรบนท้องถนนอย่างเคร่งครัดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ หรือมีโอกาสเกิดได้น้อยที่สุด
2. รู้จริงเรื่องตัวคุณเอง
คงไม่มีใครรู้จักตัวเองดี นอกจากตัวเราเองแล้ว คุณจะต้องรู้ขีดจำกัดความสามารถในการขับขี่ของตัวเองให้ดีเสียก่อน ว่าคุณขับได้ขนาดไหน ขับช่วงกลางคืนไหวไหม หรือขับรถเร็วได้มากน้อยแค่ไหน ที่คุณจะสามารถควบคุมรถได้อย่างคล่องแคล่ว
3. รู้จริงเรื่องสภาพของรถยนต์
ขับอยู่ทุก ๆ วัน ย่อมรู้ความเป็นไปของรถยนต์มากที่สุด ว่ามีจุดไหนเสียหรือไม่เสียบ้าง หากจุดไหนเสียควรที่จะรีบแก้ไขและปรับปรุงให้รถยนต์มีความพร้อมที่สุดก่อนที่จะกลับมาเริ่มขับขี่ไปที่ไหนก็ตาม
TIPS : ควรตรวจเช็คสภาพรถให้ดีอย่างสม่ำเสมอ
4. รู้จริงเรื่องการมีน้ำใจบนท้องถนน
เคยได้ยินกันไหม “มีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทาง เป็นมารยาทที่ดีบนท้องถนน” ซึ่งน้ำใจที่พึงมีของเหล่าผู้ขับขี่ควรทำก็คือ
- ใช้ไฟสูงอย่างระมัดระวัง : ไม่ควรใช้สูงแบบไม่จำเป็น เพราะอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุแก่ผู้ที่ขับขี่สวนทางมาได้ (ไฟมันจ้าเสียเหลือเกิน!! 💥)
- ไม่เหยียบเบรกบ่อย : การเหยียบเบรกบ่อย ๆ (บางคนนี่เบรกเป็นจังหวะ 3 ช่าเลย)นอกจากจะทำให้เบรกอาจเกิดความเสียหายแล้ว อาจจะสร้างความงงงวยให้แก่คนที่ขับตามหลังอีกด้วยว่าจะเบรกทำไม
- ไม่เบรกกระชั้นชิด : การเบรกแรง ๆ อย่างกระชั้นชิดอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุชนท้ายได้ ทางที่ดีคือการเว้นระยะห่างกับคันหน้า
- เปิดไฟเลี้ยวทุกครั้งที่จะเลี้ยว : ก่อนที่จะเปลี่ยนเลนหรือเลี้ยวเข้าซอยทุกครั้ง ก็ควรที่จะเปิดสัญญาณไฟเพื่อบอกให้คันหลังทราบและชะลอความเร็วได้
- ไม่ขับจี้คันข้างหน้า : การขับรถจี้คันข้างหน้า มีโอกาสสูงมาก หากคันข้างหน้าเบรกกระทัน อาจจะทำให้เกิดการชนเกิดขึ้น ซึ่ง “พ.ร.บ.จราจร มาตรา 40 กล่าวว่า ควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าตามระยะเบรกที่ปลอดภัย”
“สติ ท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจ”
ขับขี่ให้ปลอดภัยบนพื้นเปียก
กลัว กลัว กลัว!! ขับรถบนพื้นเปียก ๆ นี่น่ากลัวกว่าที่คิดเยอะเลย นอกจากจะทำให้รถเสียหลักแล้ว จะอาจจะสร้างปัญหาให้คนที่ตามมาได้อีกด้วย การขับรถบนพื้นแบบนี้ให้ปลอดภัย จึงควรทำเป็นอย่างมาก
1. ใช้ไฟตัดหมอก
สิ่งสำคัญที่ห้ามลืมเลย หากต้องการความปลอดภัยทั้งต่อตัวคุณเอง และเพื่อนร่วมทาง คุณจะต้องเปิดไฟตัดหมอก เพื่อให้รถคันอื่น ๆ มองเห็นคุณได้ง่าย เพราะส่วนใหญ่แล้วพื้นจะเปียกก็มักเกิดมาจากฝนตก
2. เว้นระยะห่าง
ในปกติแล้วต่อให้เป็นพื้นถนนสภาพแบบไหนก็ตาม ก็ควรที่จะเว้นระยะห่างกับรถคันหน้าอยู่แล้ว แต่เมื่อถนนเปียกลื่นแล้ว ยิ่งควรจะต้องเว้นระยะห่างให้มากขึ้นไปอีก 3 – 4 เท่าจากปกติเลย นั่นหมายความว่าคุณจะต้องห่างจากคันหน้ามากกว่า 50 เมตร เพื่อความปลอดภัย
3. หลีกเลี่ยงการขับผ่านแอ่งน้ำ
อีกหนึ่งสาเหตุการลื่นไถลบนท้องถนนเลยก็ว่าได้ เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยขับรถผ่านแอ่งน้ำที่ขังอยู่ด้วยความเร็ว จะรู้ได้เลยว่าเมื่อขับผ่านไปแล้ว พวงมาลัยจะส่ายและควบคุมได้ยาก ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยง หรือหากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ก็ควรที่จะชะลอความเร็วให้มากที่สุด แล้วจึงค่อย ๆ ขับผ่านไปช้า ๆ
4. ลดความเร็วลง
เมื่อพื้นเปียก จะขับรถเร็วก็คงจะไม่ได้ เพราะเดิมทีแล้ว เมื่อพื้นเปียก ยางก็จะไม่ค่อยเกาะถนนเท่าไรนัก ขับช้า ๆ ไม่ต้องรีบร้อนอะไร เป็นดีที่สุด (ช้าแต่ชัวร์😘)
ขับขี่ให้ปลอดภัยบนพื้นขรุขระ
เป็นอีกพื้นถนนที่หลาย ๆ คนคาดไม่ถึงว่าจะมีอันตราย แต่ถ้าคุณมองว่าคุณกำลังขับรถขึ้น-ลงเขาล่ะ!! แถมถนนยังขรุขระอีก (เริ่มน่ากลัวแล้วใช่ไหมล่ะ) ถ้าหากขับรถไม่ระวังจริงได้มีเสียวแน่นอน ซึ่งวิธีมีด้วยกันอยู่ดังนี้
1. ลดแรงดันของยาง
เมื่อลดแรงดันของยางลง จะสามารถช่วยให้เพิ่มสมรรถนะการขับขี่ในเส้นทางที่ขรุขระได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะยางสามารถดูดซับแรงกระแทกได้มากขึ้น แถมยังช่วยในเรื่องของการลดแรงกระแทกเมื่อต้องขับบนพื้นผิวนี้เป็นเวลานาน
2. ใช้อัตราทดต่ำหรือใช้เกียร์ต่ำ
การใช้เกียร์ต่ำหรือการใช้อัตราทดที่ต่ำ จะช่วยเพิ่มพละกำลังในการขับขี่ได้ ทำให้รถสามารถขับผ่านอุปสรรคหรือพื้นถนนที่อาจจะที่มีความขรุขระสูง
3. ขับรถด้วยความเร็วต่ำ
การขับรถด้วยอัตราความเร็วที่ต่ำ คุณจะสามารถเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นได้ เพื่อข้ามสิ่งกีดขวางได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากคุณขับรถเร็วเกินไปอาจจะมีความเสี่ยงที่มากกว่า เพราะรถยนต์อาจจะเกิดการเสียหลักได้แม้เพียงก้อนหินเล็ก ๆ ก้อนเดียวเท่านั้น
4. หากขับไปต่อไม่ได้ ไม่ควรฝืน!!
อย่าลืมว่ามันไม่คุ้มค่ากับชีวิต หากต้องนำตัวเองไปเสี่ยง เมื่อรู้ว่าเส้นทางที่ขับขี่อยู่กำลังเป็นอันตรายก็ไม่ควรที่จะเสี่ยงขับต่อ ทางที่ดีหยุด และหันรถกลับ เพื่อหาเส้นทางอื่นในการเดินทางแทน
[ สรุปเทคนิคการขับรถให้ปลอดภัยมีกี่ข้อ ]
จบกันไปแล้วกับเทคนิคการขับรถให้ปลอดภัย ไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะ!! จำง่าย ๆ “รู้จริง4 พื้นเปียก4 ขรุขระ4” ถ้าหากทำได้ทุกข้อแล้ว คำว่าถนนสีขาว ก็จะสามารถเกิดขึ้นได้จริง!! แต่ที่สำคัญมากกว่าการขับขี่ที่ปลอดภัยเลยคือ “มีสติ” ตลอดเวลาที่อยู่หลังพวงมาลัย
ก่อนที่คุณจะเริ่มซื้อรถยนต์มือสองแล้ว ควรเริ่มตรวจสอบทุกอย่างให้ดีก่อนที่จะเลือกซื้อ เพื่อให้คุณมั่นใจและขับขี่ได้ปลอดภัยในทุก ๆ เส้นทาง ซึ่ง Kaidee Auto มีรถยนต์ให้เลือกซื้อมากมาย อีกทั้งยังเป็นรถยนต์มือสองคุณภาพดี
Mar 10, 2021 | บทความยานยนต์
ทุกวันนี้เทคโนโลยีภายในรถยนต์นับว่ามีความสำคัญพอ ๆ กับเครื่องยนต์ เนื่องจากระบบเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญของการขับขี่ ตั้งแต่ความปลอดภัยไปจนถึงการเชื่อมต่อและการสื่อสาร ดังนั้นเมื่อรถยนต์มีความซับซ้อนมากขึ้น แน่นอนว่ามันจะส่งผลโดยตรงต่อกับชีวิตของคุณ
ซึ่งวันนี้เราได้รวมเทคโนโลยียานยนต์น่าสนใจที่คุณควรมองหาเมื่อมีความคิดอยากจะซื้อรถใหม่สักคันมาให้แล้ว จะมีอะไรบ้างนั้นไปดูกัน
ระบบขับขี่ขั้นกว่า (Advanced Driver Assist Systems)
บริษัทยานยนต์หลายบริษัทต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองต่ออันตรายได้อย่างรวดเร็ว สามารถลดความเมื่อยล้าของผู้ขับขี่ได้ คือตัวช่วยแห่งอนาคตที่จะทำให้การขับขี่ง่ายกว่าที่เคย ซึ่งระบบเหล่านี้มักจะมาเป็นชุดอุปกรณ์เช่น Ford’s Co-Pilot360, Subaru’s EyeSight และ Toyota Safety Sense แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นตัวเลือกเพิ่มเข้ามามากกว่า
เทคโนโลยีรถยนต์ที่น่าสนใจ
- ระบบควบคุมความเร็ว : ช่วยรักษาความเร็วรถของคุณให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ว่าจะชะลอหรือเร่งความเร็ว เพื่อรักษาระยะห่างกับจากรถคันข้างหน้า และป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น
- แจ้งเตือนเมื่อออกนอกเส้นทาง : แจ้งเตือนทันทีเมื่อรถกำลังออกนอกเส้นทาง
- ระบบช่วยให้รถอยู่ในเลน
- แจ้งเตือนจุดบอด
- แจ้งเตือนเมื่อรถข้ามเลน : แจ้งให้คุณทราบหากมีสิ่งผิดปกติเข้ามาบริเวณตัวรถ บางระบบจะแสดงทิศทางที่รถคันอื่นกำลังมาอีกด้วย
- ระบบช่วยเบรคถอยหลัง : หากตรวจจับได้ว่ามีวัตถุอยู่ด้านหลังรถในขณะที่กำลังถอย ระบบช่วยเบรคถอยหลังจะหยุดรถของคุณทันที เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ
เบรคฉุกเฉินอัตโนมัติ (Automatic Emergency Braking)
ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB) จะเปิดใช้งานทันทีที่รถของคุณจะชน และแน่นอนว่า AEB สามารถตอบสนองได้เร็วกว่ามนุษย์ และสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วก่อนที่คุณจะตัดสินใจเหยียบเบรกซะอีก
ในกรณีที่คุณกำลังเบรค แต่รู้สึกว่าคุณต้องหยุดรถเร็วกว่านั้น AEB ยังสามารถเบรกได้หนักกว่าแรงกดที่คุณใช้อีกด้วย ส่วนจะมีรถเจ้าไหนเริ่มใช้งานระบบดังกล่าวบ้างต้องติดตามกันต่อไป
เชื่อมต่อผ่าน Mobile Apps/Digital Key
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในยุคที่โทรศัพท์มือถือกลายเป็นอวัยวะที่ 33 ของมนุษย์ การใช้ประโยชน์จากเครื่องมือสื่อสารประเภทนี้จึงเป็นตัวช่วยที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่เสนอให้มีการเชื่อมแอปสมาร์ทโฟนกับรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็น ช่วยปลดล็อกประตูจากระยะไกล ตรวจสอบสถานะระดับน้ำมันเชื้อเพลิงและแรงดันลมยาง หรือแม้กระทั่งสตาร์ทรถจากระยะไกล
สำหรับใครที่กังวลว่าถ้ามือถือโดนขโมยจะทำอย่างไร ไม่ต้องกังวลไป เพราะคีย์ดิจิทัลมีมาตรการรักษาความปลอดภัยชั้นสูงที่จะผูกเฉพาะโทรศัพท์กับรถของคุณเท่านั้น
เทคโนโลยีสำหรับมือใหม่หัดขับ (Teen Driver Technology)
Teen Driver ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยให้เหล่ามือใหม่หัดขับทั้งหลาย ส่วนระบบต่าง ๆ ของรถมีตัวอย่างดังนี้
- แจ้งเตือนคุณหากรถขับด้วยความเร็วที่กำหนด
- ปิด/เปิดเสียงแจ้งเตือน เมื่อใช้เข็มขัดนิรภัยอย่างถูกต้อง
นอกจากนี้ยังมีระบบรายงานให้ผู้ปกครองทราบด้วยว่าระบบความปลอดภัยต่าง ๆ ทำงานอยู่ รวมไปถึงการแจ้งเตือนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เพื่อให้ผู้ปกครองอุ่นใจและมั่นใจว่าลูกหลานของตนนั้นปลอดภัยขณะอยู่หลังพวงมาลัย
แจ้งเตือนทันทีเมื่อมีไม่ปลอดภัย (Exit Warning to Protect Cyclists)
บ่อยครั้งที่ผู้ขับขี่ต้องกังวลกับรถที่จอดและเคลื่อนที่ไปมา ซึ่งสิ่งที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกสบายใจได้ ก็คือการแจ้งเตือน ระบบการแจ้งเตือนจะทำงานอยู่สักพักหลังจากดับเครื่องยนต์ หากเซ็นเซอร์เห็นว่ามีนักปั่นจักรยานหรือยานพาหนะอื่น ๆ ใกล้เข้ามา ระบบจะแจ้งเตือนผู้โดยสารด้วยไฟที่ส่องสว่าง พร้อมล็อกประตูเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ขับขี่เปิดประตูและผู้โดยสารเปิดไปโดนวัตถุที่กำลังเข้าใกล้ตัวรถ
ชาร์จ เชื่อมต่อ ผ่านระบบ Wireless (Wireless Smartphone Charging and Connectivity)
การเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับแท่นชาร์จในปัจจุบัน เพื่อน ๆ คงเห็นได้ว่ามีตัวเลือกน่าสนใจเยอะมากขึ้น แต่ออพชันดังกล่าวจะพบได้ในรถยนต์ราคาค่อนข้างสูง ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการชาร์จโทรศัพท์ขณะเดินทางมากกว่าหารถยนต์ที่มีการชาร์จแบบไร้สาย การใช้แผ่นชาร์จที่เรียกว่า Qi ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี เพราะติดตั้งง่าย ใช้งานสะดวก มีความรวดเร็ว
ขับขี่อุ่นใจกับกล้อง 360 องศา (360-Degree Camera)
ด้วยการรวมกล้องทุกด้านของรถเข้ากับเทคโนโลยีอันชาญฉลาด จอแสดงผลของรถของคุณจะสามารถแสดงมุมมองจากบนลงล่างเสมือนจริงของสภาพแวดล้อมของคุณ สามารถแสดงด้านข้างของโรงรถของคุณหรือว่าคุณอยู่ระหว่างเส้นจอดรถที่ร้านขายของชำ นอกจากนี้ยังสามารถให้ความช่วยเหลือล้ำค่าในขณะจอดรถคู่ขนาน คุณสามารถพบระบบกล้องเหล่านี้ได้ในยานพาหนะหลายประเภทซึ่งหลายรุ่นมีราคาปานกลาง
มองกระจกหลังผ่านวิดีโอ (Video Rearview Mirror)
เคยไหม ? ของเต็มรถไปหมด พอมองกระจกหลังของพวกนั้นก็บังหมด แล้วเราจะมีกระจกหลังไว้ทำไมกันล่ะ ? คำถามนี้จะหมดไปถ้าคุณมีนวัตกรรมที่เรียกว่ากระจกมองหลังแบบวิดีโอโดยใช้กล้องด้านหลังเพื่อแสดงมุมมองด้านหลังรถ ที่สำคัญเพื่อน ๆ ยังสามารถสลับมุมมองไปมาตามต้องการได้
ระบบรักษาความปลอดภัย (Stolen Vehicle Tracking Software)
รู้หรือไม่ ปี 2020 มีรถยนต์มากกว่า 720,000 คันถูกขโมย !! แต่สิ่งที่น่าสนใจคือเจ้าของรถยนต์กว่า 56%
ได้รถคืน และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมาจากเทคโนโลยีของระบบความปลอดภัยและการให้ความช่วยเหลือ พูดง่าย ๆ คือ Stolen Vehicle Tracking Software คือนวัตกรรมช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ บังคับใช้กฎหมายในการค้นหาได้นั่นเอง
นอกจากสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมไปถึงการแจ้งเตือนหลังเกิดอุบัติเหตุเพื่อเรียกบริการช่วยเหลือแล้ว สิ่งที่เรียกว่า Stolen Vehicle Tracking Software ยังมีความสามารถในการระบุตำแหน่งของรถอีกด้วย
ปลอดภัยตลอดเส้นทางด้วยจอแสดงจุดบอด (Blind-Spot View Monitor)
หลายคนน่าจะเคยประสบปัญหากำลังจะเปลี่ยนเลน แต่มีดันรถจากไหนไม่รู้โผล่มาจนเหยียบเบรคแทบไม่ทัน จุดบอดพวกนี้อาจสร้างความรำคาญใจ และก่อให้เกิดอันตรายเวลาขับขี่ได้ แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะจอแสดงจุดบอดขณะขับขี่จะเข้ามาแก้ปัญหาพวกนี้ให้หมดไป
หน้าจอจะแสดงให้คุณเห็นว่ามีอะไรอยู่ข้างรถบ้างในเวลาที่คุณจะเปลี่ยนเลน หรือในเวลาที่ต้องการดูการจราจรรอบข้างเพื่อการตัดสินใจที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ก็มีหลากหลายเวอร์ชันให้เลือกด้วยกัน แต่ถ้าเลือกที่ดูง่ายคือแสดงผลในกลุ่มมาตรวัด เช่น รถยนต์ยี่ห้อ Genesis, Kia และ Hyundai เป็นต้น
สรุปท้ายบทความ
โลกหมุนเร็วจนตามแทบไม่ทันแบบนี้ การเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงคือสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะกับเรื่องของการขับขี่ด้วยแล้ว เราว่ามันดีมาก ๆ เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามาช่วยให้การใช้ชีวิตบนท้องถนนของทุก ๆ คน ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และเราว่าการพัฒนายังไม่หยุดแค่นี้แน่นอน น่าจะมีตัวช่วยดี ๆ เจ๋ง ๆ เกิดขึ้นอีกแน่นอน พูดอะไรไม่ได้มากนอกจาก ..รอติดตามตอนต่อไป
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ปัจจุบันเนื่องด้วยการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid 19 ทำให้สังคมต้องปรับตัวเข้าสู่ยุค New Normal ส่งผลให้หน่วยงานราชการต่าง ๆ เริ่มที่จะให้ประชาชนทำธุรกรรมออนไลน์มากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการจองทะเบียนรถออนไลน์ ที่เราสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง
การจองทะเบียนรถคืออะไร
หลาย ๆ คนอาจจะมีความฝันในการได้เลขทะเบียนรถในรูปแบบของเรา ทั้งในเรื่องของความเท่และเป็นมงคลกับชีวิต โดยเดิมที่ป้ายทะเบียนรถของเราบรรดาเหล่าไฟแนนซ์จะเป็นคนจัดการ แต่หลายๆ คนอาจจะไม่รู้ว่าเราสามารถที่จะจองเองได้ อีกทั้งใช้เวลาไม่นานอีกด้วย
หลักเกณฑ์ในการจองทะเบียนออนไลน์
ในการจองทะเบียนรถออนไลน์จะต้องมีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
1.กรณีที่เป็นรถใหม่ ข้อมูลของรถจะต้องถูกส่งถึงกรมขนส่งและเราจะต้องได้รับรถแล้วเท่านั้นถึงจะจองได้
2.กรณีที่เป็นรถจดทะเบียนแล้ว จะต้องเป็นรถที่จดทะเบียนในกรุงเทพเท่านั้น หรือแจ้งความประสงค์ย้ายทะเบียนมาอยู่ในกรุงเทพแล้ว และสถานะรถปกติเท่านั้น
3.สามารถจองทะเบียนรถได้ครั้งล่ะหนึ่งหมายเลขเท่านั้น
4.สามารถตรวจสอบวันจองทะเบียนรถได้ที่ ตารางจองเลขฯ “ปัจจุบันจดทะเบียนถึงเลข” หากถึงกำหนดเวลาตรงกับเลขที่เราจองไว้ ก็สามารถจดทะเบียนได้ ตามวันและเวลาที่กำหนด
5.เมื่อจองเลขทะเบียนรถแล้ว จะต้องรออีก 3 เดือนถึงจะสามารถจองทะเบียนรถยนต์คันใหม่ได้ โดยนับจากวันที่จดทะเบียนรถเสร็จสิ้นแล้ว
6.เมื่อจดทะเบียนรถได้แล้ว จะต้องจดเป็นชื่อเราเท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นชื่อผู้อื่นได้
7.ผู้ถือสัญชาติไทย จะต้องระบุเลขบัตรประชาชนในการจองเท่านั้น
8.หากชื่อไม่ตรงกับบัตรประชาชนหรือเลขไม่ตรงกับบัตรประชาชนจะไม่สามารถจองได้
9.หากใส่ชื่อไม่ตรง เลขบัตรประชาชนไม่ครบ จะถือว่าการจองเป็นโมฆะ
10.การจองจะเป็นรูปแบบวันต่อวัน โดยจะเริ่มในเวลา 10.00 น. ถึง 16.00 น. ของวันตามตารางจองเลข
11.กรมขนส่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้าได้
12.หากเกิดข้อผิดพลาดเจ้าหน้าที่จะแจ้งเป็นข้อความเป็นลายลักษณ์อักษรตามหมวดนั้น ๆ
นอกจากนี้หากว่าเรามีรถมากกว่า 1 คันจะต้องแสดงเอกสารต่อเจ้าหน้าที่เพื่อให้ปลดล็อกการจองทะเบียนรถได้ โดยมีหลักฐานดังต่อไปนี้
- ผลการจองเลขทะเบียน และหลักฐานของรถคันที่ 1
- สำเนาของทะเบียนรถคันที่ 2 พร้อมกับสำเนาบัตรประชาชน
- หากให้ผู้อื่นดำเนินการแทน จะต้องส่งใบรับรองอำนาจ
ขั้นตอนในการจองทะเบียนรถออนไลน์
เข้าไปยังเว็บไซต์ reserve.dlt.go.th/reserve/ จากนั้นกดปุ่มยอมรับหลักเกณฑ์
เมื่อเข้าไปแล้วให้กรอกรายละเอียดต่าง ๆ ให้ครบ ที่สำคัญอย่ากรอกผิดเด็ดขาด มิฉะนั้นจะเป็นโฆษะ
หลักจากกรอกข้อมูลเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะพบกับหน้านี้ถือว่าเป็นอันเสร็จ
ข้อควรระวัง
หากการจองทะเบียนรถเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า หรือว่าให้ในทางที่ไม่ชอบนายทะเบียนสามารถที่จะยกเลิกผลการจองป้ายทะเบียนได้
หลักการเลือกป้ายทะเบียนมงคล
หมวดตัวเลข
สำหรับหลาย ๆ คนที่อยากได้เลขทะเบียนรถมงคลเสริมโชคชะตามีหลักในการเลือกดังต่อไปนี้
1.เลือกตามผลรวมของเลขท้าย 1 หลัก
โดยวิธีการคือเอาเลขในทะเบียนรถมารวมกันจนเหลือเลขหนึ่งหลักเช่น มม 6666 วิธีคิดคือ 6+6+6+6 = 24 ให้เรา 2+4 = 6 ซึ่งเลขต่าง ๆ จะแทนความมงคลดังนี้
เลข 1 เสริมในเรื่องของวาสนา
เลข 2 เสริมในเรื่องของการค้าขาย
เลข 3 เสริมในเรื่องของความแคล้วคลาด จากภัยอันตรายทั้งปวง
เลข 4 เสริมในเรื่องของการเจรจา
เลข 5 เสริมในเรื่องของความปลอดภัย
เลข 6 เสริมในเรื่องของความรัก
เลข 7 เสริมในเรื่องของการเพาะปลูก
เลข 8 เสริมในเรื่องของความเจริญรุ่งเรือง
เลข 9 เสริมในเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง
2.เลือกแบบเลขคู่ที่ส่งผลในเรื่องของความมงคล
การเลือกแบบเลขคู่ก็คือว่าได้รับความนิยมมาก โดยจะเลือกทะเบียนรถเป็นเลขคู่เช่น 6996 เป็นต้น ซึ่งแต่ละตำราจะให้ข้อมูลไม่เหมือนกัน อยู่ที่ว่าเราจะเลือกเชื่อโหรศาสตร์ด้านไหน
3.เลือกเลขมงคลตามวันเกิด
สำหรับตำรานี้จะอ้างอิงจากวันเกิดของเราว่าเกิดวันไหน จากนั้นค่อยไปเลือกทะเบียนรถได้แก่
วันจันทร์ เลขที่ควรมีได้แก่ 2,4,6 เลขที่ไม่ควรมีได้แก่ 1 และ 3
วันอังคาร เลขที่ควรมีได้แก่ 5,7,9 เลขที่ไม่ควรมีได้แก่ 2 และ 4
วันพุธ เลขที่ควรมีได้แก่ 2,4,5 เลขที่ไม่ควรมีได้แก่ 3 และ 7
วันพฤหัสบดี คนเกิดวันนี้สามารถมีได้ทุกเลข แต่หากจะให้ดีที่สุดต้องมีเลข 1,2,6
วันศุกร์ เลขที่ควรมีได้แก่ 3,4,5 เลขที่ไม่ควรมีได้แก่ 7 และ 8
วันเสาร์ เลขที่ควรมีได้แก่ 3,6,8 เลขที่ไม่ควรมีได้แก่ 5 และ 2
วันอาทิตย์ เลขที่ควรมีได้แก่ 4,5,7 เลขที่ไม่ควรมีได้แก่ 2 และ 3
หมวดตัวอักษร
สำหรับหมวดของตัวอักษรสำหรับป้ายทะเบียนรถจะมีหลากหลายตำรา แต่ที่นิยมจะเรียงตามวันเกิดได้แก่
วันจันทร์ ได้ทุกตัวอักษร
วันอังคาร ไม่ควรมีตัวอักษร : ก ข ค ฆ ง
วันพุธ(กลางวัน) ไม่ควรมีตัวอักษร : จ ฉ ช ซ ฌ ญ
วันพุธ(กลางคืน) ไม่ควรมีตัวอักษร : บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม
วันพฤหัสบดี ไม่ควรมีตัวอักษร : ด ต ถ ท ธ น
วันศุกร์ ไม่ควรมีตัวอักษร: ย ร ล ว
วันเสาร์ ไม่ควรมีตัวอักษร : ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ
วันอาทิตย์ ไม่ควรมีตัวอักษร :ศ ษ ส ห ฬ ฮ
สรุป
จะเห็นได้ว่าการจองป้ายทะเบียนออนไลน์นั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงทำตามขั้นตอนต่าง ๆ และกรองข้อมูลให้ครบ เพียงเท่านี้เราก็จะได้ป้ายทะเบียนเท่ห์ครอบครองแล้ว หากเพื่อน ๆ ชอบเคล็ดลับเกี่ยวกับเรื่องรถพวกเรา Kaidee ก็มีบทความอื่น ๆ อีกมากมายให้เพื่อน ๆ ได้เข้าไปอ่านกันครับผม ไม่ว่าจะเป็นรีวิวรถ เทคนิคการขับขี่เทพ ๆ ไปจนถึงรายละเอียดปลีกย่อยเราก็มีให้หมดครับผม
อ้างอิงจาก
Sanook
moneyguru
SCB