Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
นับว่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมกลางแจ้งที่ฮิตและเป็นกระแสมากที่สุดในบ้านเราช่วงนี้กับ “แคมป์ปิ้ง” ซึ่งเหตุผลหลักที่ใครต่อใครต่างหลงใหลในกิจกรรมนี้ก็คือ การได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างแท้จริง ได้ใกล้ชิดอยู่กับธรรมชาติ และสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ร่วมทริปไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี รวมถึงยังช่วยลดความเครียดและเสริมสร้างสุขภาพใจที่ดี การแคมป์ปิ้งจึงตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ต้องการให้ธรรมชาติเยียวยาจิตใจได้เป็นอย่างดี
จากผลการสำรวจในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดาพบว่ามีประชากรออกไปแคมป์ปิ้งมากขึ้นทุกปี มากกว่า 6 ล้านครัวเรือนที่จะออกไปตั้งแคมป์อย่างน้อยปีละครั้ง ซึ่งผู้คนที่ออกไปทำกิจกรรมแคมป์ปิ้งมีครบทุกช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็น เด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ หรือไปแบบทั้งครอบครัวก็มีจำนวนมากเช่นเดียวกัน ซึ่งต้องบอกเลยว่าวิถีของการแคมป์ปิ้งแต่ละประเทศ แต่ละภูมิภาคนั้นก็จะมีความแตกต่างกันออกไปดังนี้
Camp Culture
จุดเริ่มต้นของการแคมป์ปิ้งมาจาก โทมัส โฮลดิ้ง ช่างตัดเสื้อนักรอนแรมชาวอังกฤษที่มาตั้งแคมป์อยู่ริมแม่น้ำเทมส์ ซึ่งลักษณะการตั้งแคมป์ของเขาเป็นที่กล่าวขานเล่าลือ จนกลายมาเป็นกิจกรรมที่คนทำตาม และประมาณ ค.ศ. 1880ก็ได้แพร่กระจายความนิยมไปจนถึงฝั่งอเมริกา แต่ในสมัยนั้นอุปกรณ์แคมป์ปิ้งมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก ต้องใช้เรือเคลื่อนย้าย หรือดัดแปลงพาหนะที่มีให้เป็นเต็นท์ ดังนั้นการตั้งแคมป์ในสมัยปลายยุควิกตอเรียจึงได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูง หรือเจ้าของพื้นที่ขนาดใหญ่ มากกว่าชนชั้นกลางทั่วไป ซึ่งวัฒนธรรมการแคมป์ปิ้งของแต่ละโซนภูมิภาคก็จะแตกต่างกันออกไปดังนี้
RV (Recreational Vehicle)
ชาวอเมริกันและแคนาเดียนนิยมแคมป์ปิ้งด้วย “รถบ้าน” หรือรถแคมป์มากกว่าการกางเต็นท์ โดยเฉพาะเวลาออกเดินทางทั้งครอบครัว เพราะด้วยค่าจอดรถที่แคมป์กราวนด์มีราคาที่ถูกกว่าจองโรงแรม รวมถึงยังมีความปลอดภัยจากหมีและหมาป่ามากกว่าการตั้งแคมป์แบบโดดเดี่ยวในป่าใหญ่
Trekking Camping
จากอเมริกามาสู่โซนยุโรปที่จะนิยมเดินป่าแบบเทรกกิ้ง แล้วสะพายอุปกรณ์แคมป์ปิ้งน้ำหนักเบาไปนอนระหว่างทางมากกว่า ต้องบอกเลยว่าการเดินของคนยุโรปเรียกได้ว่าอยู่ในสายเลือด บ้างก็มาทั้งครอบครัวพร้อมกับลูกน้อย การเทรกกิ้งแคมป์ปิ้งจึงเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของพ่อแม่ และคือห้องเรียนธรรมชาติของลูกที่หาไม่ได้จากไหร ถ้าหากไม่ได้ออกมาใช้ชีวิตจริงๆ
Glamping Camping
มาที่ชาวเอเชียกันบ้างอย่างญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ที่จะนิยมตั้งแคมป์ด้วยเต็นท์แบบใกล้ชิดธรรมชาติ แต่มีความหรูหราด้วยอุปกรณ์ตั้งแคมป์ที่สะดวกสบาย มีขนาดกะทัดรัด พับเก็บง่าย ดีไซน์สวยงามที่ซ่อนฟังก์ชันการใช้งานไว้เพียบ และทำให้ความรู้สึกเหมือนยกบ้านย่อส่วนมาไว้บนดอย ริมแม่น้ำ หรือใกล้น้ำตก
แล้วมือใหม่ควรใช้เต็นท์แบบไหน ?
แต่สำหรับมือใหม่แล้วการที่จะออกไปแคมป์ปิ้งครั้งนึงนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะต้องการเตรียมความในเรื่องของอุปกรณ์อีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการจัดเตรียมอุปกรณ์ให้ครบและพร้อมมากที่สุด เพราะเมื่อเราออกเดินทางแล้วเราจะไม่สามารถหาอุปกรณ์ที่ขาดไปในสถานที่กางเต็นท์ได้
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ “เต็นท์” เพราะในท้องตลาดนั้นมีเต็นท์รุ่นใหม่มากมายหลายแบบเหลือเกิน รวมถึงมีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่น แล้วเต็นท์แบบไหนล่ะที่จะเหมาะกับเรามากที่สุด วันนี้เรามีเทคนิคการเลือกซื้อเต็นท์ให้สำหรับมือใหม่ได้ศึกษากัน
จำนวนคนนอนเต็นท์
สิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ในการเลือกซื้อเต็นท์คือขนาดของเต็นท์ ซึ่งคำนวณได้ง่ายๆ จากจำนวนคนที่ไปในแต่ละครั้ง ถ้าหากว่าเราเป็นครอบครัวใหญ่ที่เวลาจะไปเที่ยวแต่ละครั้งต้องยกกันไปแบบครบบ้านก็ต้องเลือกเต็นท์ขนาดใหญ่สำหรับครอบครัวไว้ใช้งาน
แต่ถ้าหากคุณเป็นคนที่ชอบลุยเดี่ยวหรือว่าไปกับแฟนเป็นส่วนใหญ่ก็ควรเลือกเต็นท์ที่มีขนาดกะทัดรัดพอดีไว้ใช้งาน และเราขอแนะนำว่าควรเลือกเต็นท์เผื่อ 1 ที่ไว้เสมอ เช่น นอน 2 คน ควรเลือกซื้อเต็นท์สำหรับ 3 คน เพื่อที่จะมีพื้นที่ไว้สำหรับวางสิ่งของ กระเป๋า หรือสัมภาระต่าง ๆไว้ภายในเต็นท์ได้
รูปแบบการเดินทาง
ในการออกไปแคมป์ปิ้งแต่ละครั้งนอกจากอุปกรณ์สำหรับแคมป์ปิ้งแล้ว เรายังต้องพกเสื้อผ้า วัตถุดิบสำหรับทำอาหาร และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นรูปแบบของการเดินทางจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง เพราะการเดินทางในแต่ละรูปแบบก็จะมีข้อจำกัดในเรื่องของการพกพาสัมภาระที่แตกต่างกันออกไป การเลือกเต็นท์จึงเป็นปัจจัยหลักที่สัมพันธ์ต่อการเดินทางด้วย
- รถโดยสาร หากคุณต้องเดินทางไปแคมป์ปิ้งด้วยรถโดยสารประจำทาง และต่อด้วยการเดินเท้าอาจต้องเลือกเต็นท์ที่มีน้ำหนักเบาเป็นหลัก และพับเก็บได้ในขนาดที่เล็กกะทัดรัดเพื่อความคล่องตัวในการเดินทาง
- จักรยานทัวร์ริ่ง สำหรับการออกทริปแบบปั่นจักรยานทัวร์ริ่งที่เดินทางด้วยจักรยานเป็นหลัก ควรเลือกเต็นท์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับแบบข้อแรก ซึ่งจะเน้นไปที่เต็นท์น้ำหนักเบาและขนาดกะทัดรัดที่จะช่วยแบ่งเบาน้ำหนักให้จักรยานได้
- มอเตอร์ไซค์ หากคุณเป็นสายออกทริปด้วยสองล้อคู่ใจ ก็อาจจะมองหาเต็นท์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมานิดหน่อยได้ เพราะมอเตอร์ไซค์สามารถแบกรับน้ำหนักเต็นท์ได้อย่างสบาย
- รถยนต์ จัดเต็มได้แบบสุดๆ สำหรับสายขน พราะเมื่อคุณเอารถยนต์ส่วนตัวไปก็สามารถเลือกเต็นท์ขนาดใหญ่ได้ แถมยังมีพื้นที่ให้ขนของได้อีกเพียบ เรียกได้ว่าอลังการงานสร้างเลยทีเดียว
คำนึงถึงสภาพอากาศ
ฤดูกาลเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการเลือกเต็นท์ ยิ่งถ้าเป็นบ้านเราที่มีอากาศร้อนเป็นส่วนใหญ่ เวลาที่ออกไปแคมป์ปิ้งก็ควรเลือกเต็นท์ที่ระบายอากาศได้ดี อาจเป็นเต็นท์ที่มีประตูหน้าต่างรอบทิศทาง สามารถลู่ลมได้อย่างเต็มที่ก็จะช่วยถ่ายเทอากาศได้
สำหรับหน้าฝนสิ่งสำคัญในการเลือกเต็นท์ให้ดูจากวัสดุของเต็นท์ที่สามารถกันน้ำได้ ควรเลือกแบบผ้าที่กันน้ำได้เป็นอย่างดี เพราะจะช่วยกันทั้งน้ำฝนและน้ำค้างเพื่อให้คุณนอนหลับอิ่มสบายไม่ต้องกังวลว่าน้ำจะซึม และสุดท้ายสำหรับหน้าหนาว หากคุณออกไปตั้งแคมป์หน้าหนาวเป็นส่วนใหญ่ อาจหาถึงนอนนุ่มๆ ที่กันหนาวได้เป็นอย่างดี เพราะไม่อย่างนั้นคุณอาจนอนสั่นทั้งคืนเลยล่ะ
งบประมาณ
สิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดในการเลือกซื้อเต็นท์ก็คือ “งบประมาณ” เนื่องจากในท้องตลาดก็มีเต็นท์ตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่น การตั้งงบประมาณจึงเป็นตัวช่วยให้เราตัดสินใจเลือกได้ง่ายขึ้น ซึ่งเต็นท์ราคาแพงและราคาถูกก็มีความแตกต่างกันหลายสิ่ง ซึ่งเต็นท์แพงก็มาพร้อมความสวยงาม ฟังก์ชันการใช้งาน รวมถึงวัสดุของตัวเต็นท์ ซึ่งการลงทุนซื้อครั้งนี้อาจใช้งานไปนานได้หลายปี แต่ถ้าหากเป็นเต็นท์ราคาถูก วัสดุการใช้งานก็อาจเหมาะสมกับราคา และของถูกและดีก็อาจจะมี สิ่งนี้ก็ล้วนแล้วแต่ว่างบประมาณของคุณตั้งไว้อยู่ที่เท่าไหร่
สรุป
เป็นอย่างไรกันบ้างกับเทคนิควิธีการเลือกเต็นท์สำหรับมือใหม่ ซึ่งมีเต็นท์มากมายหลายรุ่นในท้องตลาดให้คุณได้เปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นเต็นท์แบบไหน การเลือกสถานที่กางและเรื่องของความปลอดภัยควรมาก่อนเป็นอันดับหนึ่งเสมอ และอย่าลืมปฏิบัติตามกฏระเบียบของสถานที่นั้นๆ เพื่อให้การพักผ่อนของคุณได้รับประสบการณ์อันยอดเยี่ยมและมีความสุขมากที่สุด
สำหรับใครที่กำลังมองหาเต็นท์หลังแรกเป็นของตัวเอง หรือกำลังหาซื้ออุปกรณ์แคมป์ปิ้ง สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งขายของออนไลน์ที่มีสินค้ารอให้คุณเข้ามาเลือกซื้ออีกเพียบ
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ปัจจุบันกระแสการแคมป์ปิ้งในบ้านเราถือว่าได้รับความนิยมกันเป็นอย่างมาก ด้วยสถานการณ์โควิด 19 ที่ระบาดไปทั่วโลกจนไม่สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศได้ บางคนจึงอาจเปลี่ยนรูปแบบการท่องเที่ยวไปจากเดิม บ้างก็เดินเขา หรือดำน้ำ และการแคมป์ปิ้งก็คืออีกหนึ่งกิจกรรมที่เชื่อว่าใครหลายคนอาจเป็นมือใหม่เลยก็ว่าได้
สำหรับมือใหม่หัดแคมป์ปิ้งควรจะศึกษาวิธีกางเต็นท์ และอุปกรณ์ต่างๆ สักพักใหญ่ เนื่องจากมีอุปกรณ์หลายอย่างที่จำเป็นต่อการแคมป์ปิ้ง ตลอดไปจนถึงควรศึกษาและสังเกตพื้นที่โดยรอบก่อนที่เราจะทำการกางเต็นท์ว่าทิศทางลมไปทางไหน เก็บกวาดกิ่งไม้ ก้อนหิน เนื่องจากอาจทำให้เต็นท์ขาดชำรุดได้ และควรระวังมดหรือแมลงมีพิษให้เป็นอย่างดี เพื่อที่เราจะได้นอนหลับพักผ่อนได้อย่างสบายหายห่วง
เมื่อได้ทำการกางเต็นท์จัดวางอุปกรณ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เสน่ห์ของการแคมป์ปิ้งคือการได้พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ ทำอาหารทานพร้อมกันกับคนที่เรารัก ตื่นเช้าเพื่อสูดอากาศที่แสนสดชื่น และถ้าหากว่าคุณโชคดีก็อาจได้เจอทะเลหมอกมาต้อนรับในเช้าวันใหม่
วันนี้เราเลยอยากให้คุณหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองหลวง แล้วเอาร่างกายมาพักผ่อนกับ 5 จุดกางเต็นท์ใกล้กรุงเทพฯ ที่ใช้เวลาวันหยุดเสาร์อาทิตย์ได้อย่างคุ้มค่า โดยที่ไม่ต้องง้อวันลา และทำความรู้จักกับการแคมป์ปิ้งให้มากขึ้น มาดูกันว่าจะมีที่ไหนบ้าง ถ้าพร้อมแล้วเก็บเต็นท์ขึ้นรถแล้วออกเดินทางไปพร้อมกันเลย
Camp Culture
จุดเริ่มต้นของการแคมป์ปิ้งมาจาก โทมัส โฮลดิ้ง ช่างตัดเสื้อนักรอนแรมชาวอังกฤษที่มาตั้งแคมป์อยู่ริมแม่น้ำเทมส์ ซึ่งลักษณะการตั้งแคมป์ของเขาเป็นที่กล่าวขานเล่าลือ จนกลายมาเป็นกิจกรรมที่คนทำตาม และประมาณ ค.ศ. 1880ก็ได้แพร่กระจายความนิยมไปจนถึงฝั่งอเมริกา แต่ในสมัยนั้นอุปกรณ์แคมป์ปิ้งมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก ต้องใช้เรือเคลื่อนย้าย หรือดัดแปลงพาหนะที่มีให้เป็นเต็นท์ ดังนั้นการตั้งแคมป์ในสมัยปลายยุควิกตอเรียจึงได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูง หรือเจ้าของพื้นที่ขนาดใหญ่ มากกว่าชนชั้นกลางทั่วไป ซึ่งวัฒนธรรมการแคมป์ปิ้งของแต่ละโซนภูมิภาคก็จะแตกต่างกันออกไปดังนี้
RV (Recreational Vehicle)
ชาวอเมริกันและแคนาเดียนนิยมแคมป์ปิ้งด้วย “รถบ้าน” หรือรถแคมป์มากกว่าการกางเต็นท์ โดยเฉพาะเวลาออกเดินทางทั้งครอบครัว เพราะด้วยค่าจอดรถที่แคมป์กราวนด์มีราคาที่ถูกกว่าจองโรงแรม รวมถึงยังมีความปลอดภัยจากหมีและหมาป่ามากกว่าการตั้งแคมป์แบบโดดเดี่ยวในป่าใหญ่
Trekking Camping
จากอเมริกามาสู่โซนยุโรปที่จะนิยมเดินป่าแบบเทรกกิ้ง แล้วสะพายอุปกรณ์แคมป์ปิ้งน้ำหนักเบาไปนอนระหว่างทางมากกว่า ต้องบอกเลยว่าการเดินของคนยุโรปเรียกได้ว่าอยู่ในสายเลือด บ้างก็มาทั้งครอบครัวพร้อมกับลูกน้อย การเทรกกิ้งแคมป์ปิ้งจึงเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของพ่อแม่ และคือห้องเรียนธรรมชาติของลูกที่หาไม่ได้จากไหร ถ้าหากไม่ได้ออกมาใช้ชีวิตจริงๆ
Glamping Camping
มาที่ชาวเอเชียกันบ้างอย่างญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ที่จะนิยมตั้งแคมป์ด้วยเต็นท์แบบใกล้ชิดธรรมชาติ แต่มีความหรูหราด้วยอุปกรณ์ตั้งแคมป์ที่สะดวกสบาย มีขนาดกะทัดรัด พับเก็บง่าย ดีไซน์สวยงามที่ซ่อนฟังก์ชันการใช้งานไว้เพียบ และทำให้ความรู้สึกเหมือนยกบ้านย่อส่วนมาไว้บนดอย ริมแม่น้ำ หรือใกล้น้ำตก
1. จุดกางเต็นท์ลำตะคอง เขาใหญ่
เริ่มต้นกันที่อุทยานแห่งชาติแห่งชาติเขาใหญ่กับ “จุดกางเต็นท์ลำตะคอง” ที่ใช้เวลาขับรถเดินทางเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ก็มาถึงจุดมุ่งหมายได้อย่างรวดเร็ว โดยจุดกางเต็นท์ที่แห่งนี้ได้รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ และลำธาร เพราะตั้งอยู่ในบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่มีอากาศปลอดโปร่ง พื้นที่ใหญ่กว้างขวาง ก่อนที่จะไปจุดกางเต็นท์ยังสามารถแวะเที่ยวชมตามจุดต่างๆ ได้ เช่น ผาเดียวดาย, น้ำตกเหวนรก หรือจุดชมทิวทัศน์ เป็นต้น
โดยบริเวณจุดกางเต็นท์ลำตะคองยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกไว้อย่างครบครัน ตั้งแต่ ร้านค้า ร้านอาหาร ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ หรือจุดบริการเช่าอุปกรณ์กางเต็นท์ นอกจากนี้ยังสามารถสั่งหมูกระทะมารับประทานท่ามกลางอากาศหนาวได้อีกด้วย หากคุณโชคดีอาจได้สัมผัสกับกวางที่จะชอบออกมาเดินเล่นแถวนั้นที่เรียกได้ว่าใกล้ชิดธรรมชาติแบบ Exclusive สุดๆ
พิกัด : บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครนายก
เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 07:00 – 18:00 น.
2. เจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า
ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ เจ็ดคด โป่งก้อนเส้า อยู่ในความดูแลของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (สาขาสระบุรี) โดยแต่ก่อนจะเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ต่อมาได้ถูกแยกพื้นที่ออกมาเพื่อความสะดวกต่อการดูแลนักท่องเที่ยว และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และสถานที่พักแรมสำหรับคนที่อยากมาพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ริมบริเวณอ่างเก็บน้ำซับป่าว่าน
สำหรับเหล่าคนรักแคมป์ปิ้งจะคุ้นเคยที่นี่กันเป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะมีธรรมชาติอันสวยงามให้บันทึกภาพแล้ว ยังมีแมลงและพืชพันธุ์แปลกๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะ “เห็ดแชมเปญ” ที่มีรูปร่างคล้ายแก้วแชมเปญ เมื่อเข้าหน้าฝนเหล่านักถ่ายภาพจะพามาเดินป่าตามถ่ายภาพเห็ดกัน
นับว่าเป็นหนึ่งจุดกางเต็นท์ที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอันสวยงาม อากาศเย็นในตอนกลางคืน ตั้งอยู่ริมทะเลสาปขนาดใหญ่ มีพื้นที่กว้างขวาง และสามารถทำกิจกรรมหรือทำอาหารได้อย่างสบาย
พิกัด : ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและท่องเที่ยวเชิงนิเวศเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า ต.ท่ามะปราง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี
เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 08:00 – 20:00 น. อ่านต่อได้ที่
3. น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น
น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ตั้งอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานฯ ริมทะเลสาบเขื่อนศรีนครินทร์ ห่างจากอำเภอเมืองกาญจนบุรีประมาณ 108 กิโลเมตร โดยน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น แบ่งออกเป็น 7 ชั้น มีชื่อเรียกต่างๆกันไปแต่ละชั้น แต่ละชั้นมีความสูงและความงดงามต่างกันไป ทางอุทยานฯได้ทำเส้นทาง เดินสำหรับขึ้นไปชมน้ำตกแต่ละชั้นและยังเป็นเส้นทางเดินศึกษา ธรรมชาติ เป็นน้ำตกที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี และมีพื้นที่เหมาะกับการกางเต็นท์พักแรม
บริเวณลานกางเต็นท์ของน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นมีจุดหลักเป็นเนินหญ้าโล่งกลางแจ้ง ด้านหน้าเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นวิวของเขื่อนศรีนครินทร์ได้อย่างสวยงาม แถมยังได้นอนฟังเสียงน้ำไหลพร้อมกับชื่นชมธรรมชาติได้แบบใกล้ชิด และมีจุดใต้ร่มไม้ที่ให้กางเต็นท์ได้อย่างร่มรื่นและเงียบสงบเป็นส่วนตัว
พิกัด : น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ต.แม่กระบุง อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี
เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 08:30 – 17:00 น.
4. เขาแหลมหญ้า
มาที่จุดกางเต็นท์ริมทะเลกันบ้างกับอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง ที่ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพไม่เกิน 3 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งเป็นจุดกางเต็นท์ที่ประกอบไปด้วยจุดสำคัญที่ต้องถ่ายรูปอีกมากมาย ทั้งหอคอยสีขาวริมทะเล สะพานไม้ที่ยื่นออกไปกลางทะเล และเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่มีวิวของทุ่งหญ้าสีทองอยู่ปลายเขา
จึงเป็นหนึ่งในจุดกางเต็นท์ที่รายล้อมบรรยากาศไปด้วยของคลื่นลมทะเล และน้ำใสที่มองเมื่อไหร่แล้วก็ชื่นใจ นอนฟังเสียงคลื่นซัดชายฝั่ง ล้อมวงกันทำอาหารทานอย่างมีความสุข ไม่ว่าคุณจะไปเป็นคู่ ไปกับกลุ่มเพื่อน หรือแม้แต่ไปคนเดียวก็รับรองได้ว่าทุกอย่างจะออกมาดีอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว
พิกัด : ถ.หาดแม่รำพึง จ.ระยอง
เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 08:00 – 18:00 น.
5. อุทยานแห่งชาติหาดวนกร
ปิดท้ายกันที่อีกหนึ่งจุดกางเต็นท์ริมทะเลกับ “หาดวนกร” ตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติหาดวนกร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขับรถออกจากกรุงเทพฯ ระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ก็จะมาพบกับวิวทะเลและหาดทรายสีขาวที่จะเป็นวิวห้องนอนของค่ำคืนนี้
นับว่าเป็นอีกหนึ่งจุดกางเต็นท์ที่อยู่ชิดติดริมชายหาดที่สวยงาม ให้บรรยากาศโดยรอบที่เงียบเสงบและมีความเป็นส่วนตัว สามารถเลือกมุมที่ชอบที่สามารถถ่ายรูปออกมารับรองว่าปังและหย่อนสมอบกลงหาดในทันที อีกทั้งหาดวนกรยังมีระบบการรักษาความสะอาดไว้อย่างดีเยียม ไม่ต้องกังวลเรื่องขยะ เพียงช่วยกันรักษาความสะอาดและพักผอ่นหย่อนใจกับวิวตรงหน้าได้อย่างเต็มที่
พิกัด : อุทยานแห่งชาติหาดวนกร ถ.เพชรเกษม จ.ประจวบคีรีขันธ์
เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 08:00 – 16:30 น.
จบไปแล้วกับ 5 จุดกางเต็นท์ใกล้กรุงเทพฯ ที่เราได้แนะนำไป หลายคนคงมีสถานที่ในใจสำหรับออกไปเสาร์อาทิตย์นี้กันอยู่แล้ว แต่ก่อนที่จะไปควรตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์ให้เรียบร้อย และถ้าหากว่ายังขาดเหลือสามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee เว็บไซต์ขายของออนไลน์ที่อัดแน่นไปด้วยสินค้ามากมายหลายประเภทที่รอให้คุณเข้ามาเลือกซื้ออยู่