บ้านมินิมอล เรียบหรูงบไม่บาน 15 แบบ

บ้านมินิมอล เรียบหรูงบไม่บาน 15 แบบ

ในปัจจุบันที่อยู่อาศัยของมนุษย์สามารถแบ่งออกเป็นหลากหลายสไตล์ ทั้งโมเดิร์น ลอฟต์ บ้านทรงไทยและอื่น ๆ อีกมากมาย และบ้านที่เราจะมาพูดถึงก็เกี่ยวข้องกับวลีที่ว่า ‘Less is More’ วลีสั้น ๆ ที่ได้ยินแล้วนึกถึง บ้านมินิมอล ซึ่งมีความเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความเก๋ไก๋และหรูหราจนมัดใจนักออกแบบบ้านหลายคนได้ ซึ่งเอกลักษณ์ของบ้านสไตล์นี้คือการใช้งานอย่างเป็นประโยชน์โดยใช้เฟอร์นิเจอร์เพียงไม่กี่ชิ้นทำให้ดูเรียบแต่มีคุณค่านั่นเอง

ข้อดีของบ้านสไตล์มินิมอล

การมีบ้านสไตล์มินิมอลมีข้อดีหลากหลายด้านไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตประจำวันหรือความสวยงาม ที่เป็นเอกลักษณ์และช่วยให้เรามีความสุขได้ ดังนี้

บ้านมีเอกลักษณ์และน่าดึงดูด

ถึงแม้ว่าจะดูเรียบง่ายไม่มีอะไร แต่บ้านสไตล์มินิมอลก็เป็นบ้านที่แฝงไปด้วยความสวยงามสะอาดตาให้หลายคนสงสัยกันว่า มีการจัดระเบียบบ้านอย่างไร และยิ่งมีเฟอร์นิเจอร์สวย ๆ เรียบ ๆ หรืองานศิลปะเก๋ ๆ สักภาพ ก็สามารถเพิ่มความน่าสนใจได้ไม่น้อยเลย

ลดความเครียดให้กับผู้อาศัย

ถ้าอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี ก็จะทำให้เกิดความเครียดได้มากขึ้น ซึ่งบ้านก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ทุกคนต้องใช้เวลาอยู่กับมันมากที่สุด และการมีบ้านที่รกก็ยังเพิ่มความขุ่นหมองในจิตใจและความเครียดได้ ซึ่งด้วยเอกลักษณ์ของบ้านสไตล์มินิมอลที่เรียบง่ายแต่หรูหรานี่แหละ ที่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างสบาย ๆ เลยทีเดียว

ทำความสะอาดง่าย

การจัดของให้เรียบร้อยน่าจะเป็นเรื่องที่ทั้งเหนื่อยและเสียเวลา เพราะยิ่งบ้านที่รกรุงรังไม่เป็นระเบียบก็ทำให้ผู้อยู่อาศัยต้องใช้เวลาในการปัด กวาด เช็ด หรือถูนานขึ้นไปอีก แถมใช้เวลานานในการเคลื่อนย้ายของอีกด้วย ดังนั้นการมีบ้านสไตล์มินิมอลก็สามารถทุ่นแรงและเวลาได้มาก ๆ

ขอบคุณรูปจาก: home-designing.com

จุดเด่น บ้านมินิมอล

จุดเด่นหลัก ๆ ของบ้านสไตล์มินิมอลนั่นก็คือ การแต่งบ้านแบบเรียบง่ายแต่หรูหรามีสไตล์ โดยคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยมากกว่าบ้านสไตล์อื่น ๆ มีหลักการออกแบบจากเส้นตรงให้ดูเรียบที่สุดนั่นเอง ซึ่งเห็นได้จากเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านที่น้อยชิ้น และแต่ละชิ้นก็เรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง หรือจะเป็น เฟอร์นิเจอร์ที่สามารถใช้สอยประโยชน์ ได้จากฟังก์ชันที่แอบอยู่ เช่น การใช้กระจกที่มีชั้นวางของด้านใน หรือห้องใต้พื้นบ้านที่ส่งผลให้เกิดเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของบ้านสไตล์มินิมอลที่สำคัญคือ การมีพื้นที่บ้านที่สะอาดและเรียบร้อยนั่นเอง

เทคนิคแต่งบ้านสไตล์มินิมอล

ถ้าจะบอกว่าการแต่งบ้านสไตล์มินิมอลให้สวยงามเป็นเรื่องที่ยากก็คงพูดได้อย่างเต็มปากว่า ไม่จริง เพราะเพียงแค่มีเคล็ดลับและการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ สี และของตกแต่งอย่างละเอียดถี่ถ้วน บ้านธรรมดาก็สามารถกลายเป็นบ้านสไตล์มินิมอลได้ ซึ่งเคล็ดลับการตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลสามารถแบ่งออกเป็นหลักการต่าง ๆ ได้ดังนี้

เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่จำเป็นและมีประโยชน์

อย่างที่รู้กันว่าเอกลักษณ์สำคัญของบ้านสไตล์มินิมอล คือบ้านที่เรียบร้อยสะอาดตา ทำให้การตกแต่งบ้านสไตล์นี้ต้องลดทอนเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่จำเป็นออกไป โดยเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์จำเป็น อย่างเตียงหรือราวตากผ้า ทำให้บ้านดูสะอาดและเรียบร้อย ซึ่งเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ควรเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีประโยชน์ใช้สอย เช่น ตู้หรือพื้นที่คัดแยกของใช้ต่าง ๆให้เป็นระเบียบนั่นเอง

เว้นพื้นที่ว่าง

เมื่อเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่จำเป็นให้เหลืออยู่แล้ว การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องต่าง ๆ ก็ต้องจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเพื่อให้มีพื้นที่เหลือมากที่สุด โดยต้องจัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อยตามหลักการของคุณมาริเอะ คอนโดะ ใน จัดบ้านรกให้เรียบร้อยสไตล์ ‘มาริเอะ คอนโดะ’ แต่ก็ต้องระวังอย่าให้บ้านของคุณว่างเปล่าเกินไปจนบ้านของคุณไม่เป็นบ้านสไตล์มินิมอลอีกต่อไป

เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์เรียบ

ความเรียบง่าย ก็ยังเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์อันโดดเด่นของบ้านสไตล์มินิมอล และการที่จะเกิดความเรียบง่ายภายในบ้านได้ เช่น การใช้ประตูบานเลื่อน หรือการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์เรียบง่ายและทำจากไม้ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้บ้านเรียบง่ายขึ้นได้ เพราะการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีลวดลายเกินไปทำให้เกินความจำเป็นและพอดี ซึ่งขัดกับคอนเซ็ปต์ของบ้านสไตล์มินิมอลนั่นเอง

ขอบคุณรูกจาก: designwash.net

เลือกใช้สีอ่อนในการตกแต่งบ้าน

สำหรับสีที่ใช้ในการแต่งบ้านสไตล์มินิมอล ควรใช้สีที่มีความอ่อนอย่างสีเอิร์ธโทนหรือสีขาว เพราะตามหลักศิลปะ สีอ่อนจะให้ความรู้สึกที่สะอาด เรียบง่าย และสบายตา จะทำให้บ้านของคุณน่าอยู่ขึ้นไปอีก นอกจากนี้การใช้สีอื่น ๆ ที่มีความโดดเด่นในการสร้างสีสันให้กับบ้านได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สวยงามไปอีกแบบเช่นกัน

เพิ่มแสงและธรรมชาติให้ทั่วบ้าน

บ้านสไตล์มินิมอลที่เราเห็นกันส่วนใหญ่จะให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นธรรมชาติ เพราะฉะนั้นการออกแบบบ้านสไตล์มินิมอลจึงต้องมีการเพิ่มช่องแสงต่าง ๆ ให้ทั่วบ้านเพื่อให้แสงธรรมติต่าง ๆ เข้ามาในบ้านให้มากที่สุด รวมถึงการวางต้นไม้ในบ้านเพื่อเพิ่มความร่มเย็นและอบอุ่นให้บ้านก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี ซึ่งพันธุ์ไหนน่าสนใจบ้านก็สามารถเข้าไปดูได้ที่ 10 พันธุ์ต้นไม้ในบ้านเพิ่มบรรยากาศการพักผ่อน

15 ตัวอย่างแบบ บ้านมินิมอล เรียบหรูงบไม่บาน

ออกแบบ บ้านมินิมอล ให้ดูสะอาดตา

บ้านมินิมอล กลางทุ่ง
ขอบคุณรูปจาก: louisesliney.ie

ตัวบ้านภายนอกสีขาวสะอาดตาพร้อมกับหลังคาทรงจั่วสีเทา รอบนอกไม่มีการตกแต่งที่มากนักเพื่อให้เข้ากับเอกลักษณ์ของบ้านสไตล์มินิมอลที่เรียบง่ายสบายตา

เพิ่มความเรียบง่ายภายนอกด้วยสีขาว

บ้านมินิมอล สีขาวฟ้า
ขอบคุณรูปปจาก: architecturaldigest.com

บ้านสไตล์โมเดิร์นมินิมอลรูปทรงสี่เหลี่ยมง่าย ๆ เปิดโล่ง ตัวบ้านใช้สีขาวบริสุทธิ์เพื่อให้เข้ากับสระว่ายน้ำสีฟ้าอ่อนที่ดูเรียบง่ายแต่มีสไตล์

บ้านมินิมอล ในประเทศญี่ปุ่น

บ้านมินิมอล ในญี่ปุ่น
ขอบคุณรูปจาก: nature-home.co.jp

บ้านสไตล์มินิมอลแบบชาวญี่ปุ่นสีขาว-น้ำตาล ที่ออกแบบโดยเน้นความเรียบง่าย ลงตัว และอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เพื่อประโยชน์ใช้สอยที่สูงสุด

ใช้สีกลางในการออกแบบ

บ้านมินิมอล สีกลาง
ขอบคุณรูปาก: A-R STUDIO

ไอเดียออกแบบบ้านสไตล์มินิมอลให้เรียบง่ายด้วยสีกลางอย่างสีขาวและสีเทา ทำให้การตกแต่งบ้านเป็นไปอย่างง่ายดาย

เปิดพื้นที่ห้องนั่งเล่นให้โล่ง

บ้านมินิมอล ขาวเทา
ขอบคุณรูปจาก: Karolina Krac

การเปิดพื้นที่ให้โล่งในห้องนั่งเล่นโดยใช้เฟอร์นิเจอร์สีเทาอ่อนไม่กี่ชิ้นในพื้นที่กว้างให้ความรู้สึกเรียบร้อย ไม่รกรุงรัง

ใช้สีขาวและสีอ่อนในการตกแต่งห้องนั่งเล่น

บ้านมินิมอล เอิร์ธโทน
ขอบคุณรูปจาก: lawfullondon.com

ห้องนั่งเล่นเน้นความเรียบง่ายด้วยการทากำแพงสีขาวและปูพื้นด้วยไม้ที่มีสีอ่อนพร้อมการตกแต่งด้วยกรอบรูปสีเทาเอิร์ธโทน

เพิ่มความมีชีวิตชีวาด้วยสีสดใส

บ้านมินิมอล พาสเทล
ขอบคุณรูปจาก: homestolove.com.au

ถ้ารู้สึกว่าห้องมีความเรียบง่ายจนเกินไป ลองเพิ่มลูกเล่นเล็ก ๆ ให้ห้องรับแขกมีชีวิตชีวาด้วยสีสันที่สดใสขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย

ติดตั้งช่องรับแสงธรรมชาติ

บ้านมินิมอล ขาวดำ
ขอบคุณรูปจาก: malabar.com.pt

ทำให้ห้องรับแขกดูโล่งสบายด้วยการทาสีขาวและติดตั้งหน้าต่างขนาดใหญ่เพื่อให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาภายในบ้านมากยิ่งขึ้น

เพิ่มความเป็นธรรมชาติด้วยสีน้ำตาลอ่อน

ห้องนอนสีน้ำตาล บ้านมินิมอล
ขอบคุณรูปจาก: etsy.com

กำจัดสิ่งของที่ไม่จำเป็นออกและตกแต่งห้องนอนด้วยต้นไม้สีน้ำตาลพร้อมหมอนและผ้าปูเตียงสีเดียวกันให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติและเรียบง่าย

ใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีลูกเล่น

ตู้เสื้อผ้า มินิมอล
ขอบคุณรูปจาก: johnlewis.com

ห้องนอนมีไม้เป็นวัสดุหลักและใช้พื้นที่อย่างประหยัดด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถใช้สอยอย่างคุ้มค่าที่สุดโดยการติดกระจกบนตู้เสื้อผ้า

เพิ่มมุมเล็ก ๆ ในการทำงาน

บ้านมินิมอล โต๊ะทำงาน
ขอบคุณรูปจาก: maisonsdumonde.com

ใช้พื้นที่ให้มีประโยชน์ที่สุด เช่น การหามุมเล็ก ๆ ภายในบ้านเพื่อวางโต๊ะและเก้าอี้สีขาว-ไม้ให้กลายเป็นมุมทำงานอย่างมีสมาธิ

ใส่ความเป็นธรรมชาติในห้องน้ำเพิ่มความผ่อนคลาย

ห้องน้ำ บ้านมินิมอล
ขอบคุณรูปจาก: etsy.com

ห้องน้ำสไตล์มินิมอลที่ใช้โทนสีอย่างเรียบง่ายไม่ว่าจะเป็น มีสีขาว น้ำตาล และเขียว เพื่อความรู้สึกที่ผ่อนคลายเมื่อเข้าใช้ห้องน้ำ

แต่ง บ้านมินิมอล ให้ดูน่ารักด้วยสีสันอื่น ๆ

บ้านมินิมอล ห้องเด็ก
ขอบคุณรูปจาก: Linemerete

ถึงแม้จะเป็นห้องเด็ก ๆ ก็สามารถทำให้กลายเป็นบ้านสไตล์มินิมอลได้ด้วยการทาสีขาวบนผนังและตกแต่งด้วยสีเทาและชมพูอ่อนเล็กน้อยให้มีชีวิตชีวาและดูน่ารักสมวัย

เปลี่ยนจากโต๊ะรับประทานอาหารให้คลายเป็นเคาน์เตอร์บาร์

ห้องครัว มินิมอล
ขอบคุณรูปจาก: puresaltinteriors.com

ห้องครัวสไตล์มินิมอลที่มีขนาดเล็กเหมาะสมกับการใช้ชีวิต มีการลดทอนอุปกรณ์ที่ไม่สำคัญออก ตกแต่งด้วยสีขาว และใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นหลัก

ใช้โต๊ะรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับจำนวน

บ้านมินิมอล ไม้ขาว
ขอบคุณรูปปจาก: leibal.com

คำนึงถึงสมาชิกของบ้านเพื่อการจัดวางโต๊ะรับประทานอาหารให้พอเหมาะพอดี วางต้นไม้ภายในห้องครัวสีขาวพร้อมกับพื้นที่กว้าง ๆ ที่เหลืออยู่

สรุป บ้านมินิมอล

เป็นอย่างไรบ้างกับตัวอย่างบ้านและการตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลที่นำมาฝากกัน จะเห็นได้ว่าการแต่งบ้านสไตล์มินิมอลนั้นไม่ได้ยากอย่างที่ใครคิด เพราะใช้วัสดุที่ไม่เยอะ แถมยังงบยังไม่บานเรียกได้ว่าทั้งสวยและประหยัดอีกด้วยถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจจริง ๆ และถ้าใครที่อยากได้บ้านสวย ๆ ราคาไม่แพงลองเข้ามาหาใน Kaidee Property ดูได้ตอนนี้เลย

เก้าอี้ทำงานแบบไหนเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของเรา?

เก้าอี้ทำงานแบบไหนเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของเรา?

การนั่งเก้าอี้ถือเป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่ง หรือเมื่อเราเดินจนเมื่อยขาก็เปลี่ยนมานั่งเพื่อเปลี่ยนการลงน้ำหนักจากเท้าเป็นที่บั้นท้ายแทน แต่เมื่อใดที่นั่งนานๆ ก็อาจทำให้เราเมื่อยได้เช่นกัน เพราะน้ำหนักที่ถูกส่งผ่านหลังไปยังบั้นท้าย หากนั่งผิดท่าหรือลงน้ำหนักไปที่ส่วนหลังมากเกินไปก็จะเกิดอาการปวดหลังตามมา ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อปัญหาเหล่านี้นั่นคือเก้าอี้ที่เรานั่งนั่นเอง

ปวดหลังเพราะนั่งเก้าอี้ทำงานนานๆ

เราต่างใช้เวลานั่งทำงานหน้าจอคอมกันประมาณ 7 – 8 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งนั่นหมายความว่าร่างกายของเราต้องอยู่ในท่านั่งเป็นเวลานานมากๆ ดังนั้นเป็นเรื่องปกติที่จะมีอาการปวดเมื่อย แต่หากเราไม่หาวิธีแก้ไขหรือนั่งแบบเดิมต่อไปเรื่อยๆ อาการปวดหลังก็จะรุนแรงมากขึ้่น บางคนอาจมีอาการหลังค่อมหรืออาจกระดูกสันหลังคดก็เป็นได้ ซึ่งสิ่งที่ส่งผลกับปัญหาเหล่านี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากเก้าอี้ที่ใช้ ไม่สามารถรองรับสรีระร่างกายของเราอย่างถูกต้อง ทำให้เกิดอาการที่ค่อยๆสะสมจนเป็นปัญหาสุขภาพและลำบากในการรักษาภายหลัง

สรีระร่างกายที่ถูกต้องเวลานั่ง ตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomics)

เมื่อต้องนั่งเป็นเวลานานๆ สิ่งที่ต้องคอยเตือนตัวเองไว้เสมอนั่นคือท่านั่งที่สรีระร่างกายวางไว้ตามจุดที่ถูกต้อง แต่ไม่จำเป็นต้องเกร็งหรือกำหนดหลังของเราให้ตรงตลอดเวลา แต่เพียงรู้ท่าทางที่ถูกต้องและไม่เปลี่ยนสรีระไปในแบบที่ผิดสุขลักษณะ

1.หลัง

หากต้องการพิงหลัง ให้นั่งพิงโดยปรับพนักพิงให้มีองศาที่เหมาะสมประมาณ 100 องศา ไม่เอนไปด้านหลัง หรือตั้งฉากจนเกินไป หากไม่พิงพนัก ให้นั่งหลังตรงแบบธรรมชาติ ไม่ต้องดัดให้ตรงดิ่งหรือแอ่นหลัง เพียงแค่ไม่ค่อมหลังลงก็พอ

2.แขน

เมื่อเรานั่งหลังตรงอย่างธรรมชาติแล้ว ให้วางแขนไว้บนโต๊ะหรือที่พักแขนให้ตั้งฉาก เวลาพิมพ์งานหรือคลิกเมาส์ ต้องไม่ยื่นหรือหดแขนจนเกินไป 

3.ไหล่

หลังจากที่วางแขนอย่างถูกต้องแล้ว บางครั้งเราอาจติดการยกไหล่เพื่อไปกดคีย์บอร์ดหรือเขียนหนังสือ ควรแก้ด้วยการปรับความสูงของเก้าอี้ให้พอดีในแบบที่เราไม่ต้องยกไหล่หรือยกแขนเวลาพิมพ์หรือเขียน และที่สำคัญคือต้องไม่ห่อไหล่เวลานั่ง 

4.คอและหัว

ส่วนคอเป็นส่วนที่สำคัญมากส่วนหนึ่ง เวลานั่งไม่ควรยื่นหน้าเข้าใกล้จอหรือก้ม-เงยหน้ามองหน้าจอมากเกินไป และไม่ควรเกร็งคอให้ตรงตลอดเวลา เพราะอาจะทำให้เราเมื่อและปวดหัวจากการเกร็งคอและจ้องจอใกล้ๆได้ 

5.ขา

เราควรวางขาให้เท้าราบติดพอดีกับพื้น หากได้องศาการนั่งที่พอดีแล้วขายังลอยจากพื้น ให้หาหมอนมาวางรองเหยียบเพื่อให้ไม่เมื่อยน่องส่วนบน ที่สำคัญคือไม่ควรนั่งไขว่ห้าง เพราะการนั่งไขว่ห้างเป็นเวลานานบ่อยๆ จะส่งผลต่อกระดูกสันหลังของเรา และอาจทำให้เป็นกระดูกสันหลังคดได้

เก้าอี้นั่งทำงานมีกี่แบบนะ?

การทำงานของแต่ละคนแน่นอนว่ามีความแตกต่างกัน บางคนอาจนั่งทำงานไม่นานต้องเดินไปประชุมหรือออกไปข้างนอก แต่บางคนก็ต้องนั่งอยู่กับที่ตลอดทั้งวัน ดังนั้นการใช้เก้าอี้ทำงานจึงมีความแตกต่างกันไปด้วย

1.เก้าอี้แบบพนักพิง

เก้าอี้แบบพื้นฐานที่ตามสำนักงานออฟฟิศต่างๆมี หากบริษัทไหนลงทุนเพื่อสุขภาพของพนักงานหน่อยก็จะมีเก้าอี้สามารถปรับระดับความสูงได้ ซึ่งเก้าอี้รูปแบบนี้มักมีราคาตั้งแต่ถูกไปจนแพง ซึ่งสิ่งที่แตกต่างกันคือวัสดุที่นำมาประกอบและการออกแบบให้นั่งได้สบายที่สุด  

2.เก้าอี้แบบโซฟา

เช่นเดียวกับเก้าอี้แบบพนักพิง เก้าอี้แบบโซฟามักมีวางไว้ในออฟฟิศประมาณหนึ่งถึงสองตัว ด้วยความนุ่มของตัวเบาะและความกว้างของขนาดโซฟา ทำให้เราสามารถนั่งพักผ่อนได้ หรืออาจนั่งงีบระหว่างวันได้อย่างสบายอีกด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่เก้าอี้โซฟาต่างจากเก้าอี้พนักพิงคือการปรับระดับความสูง เก้าอี้โซฟาส่วนมากจะสามารถปรับได้เพียงองศาของพนักพิง 

3.เก้าอี้เพื่อสุขภาพ

ในช่วงหลังๆมานี้การใส่ใจเรื่องสุขภาพของผู้คนเริ่มมีมากขึ้น เรื่องของเก้าอี้ก็ด้วยเช่นกัน บางบริษัทที่ผลิตเก้าอี้โดยเฉพาะก็จะมีการศึกษาวิจัยด้านการยศาสตร์และสรีระศาสตร์ และออกแบบเก้าอี้เพื่อให้คนนั่งทำงานได้อย่างไม่ปวดเมื่อย 

เก้าอี้แบบไหนดีที่สุด?

ตามจริงแล้วเก้าอี้ที่ดีที่สุดของคุณคือเก้าอี้ที่ตอบโจทย์การนั่งของคุณมากที่สุด ดังนั้นการเลือกซื้อเก้าอี้สักตัวควรคำนึงว่าเราจะเอาเก้าอี้นี้ไปวางและใช้ที่บริเวณไหนและเพื่ออะไร 

1.คนที่นั่งทำงานนานติดกันเกิน 4 ชั่วโมงต่อวัน

คนส่วนใหญ่คงอยู่ในกลุ่มนี้ ที่ต้องไปทำงานแล้วนั่งติดต่อกันตั้งแต่เช้าจนเที่ยงแล้วมาต่อตอนบ่ายถึงเย็น และแน่นอนว่าหลายๆคนคงเกิดอาการปวดหลังเมื่อผ่านไปสักพักหนึ่ง ซึ่งนอกจากการแก้ไขด้วยการนั่งให้ถูกวิธีแล้ว ยังมีอีกหนึ่งตัวช่วยที่ส่งผลได้อย่างมาก นั่นคือเก้าอี้เพื่อสุขภาพ 

เก้าอี้เพื่อสุขภาพเป็นเก้าอี้ที่ถูกออกแบบตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการนั่งของเราให้สบายมากยิ่งขึ้น แต่ข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือเรื่องของราคาที่อาจสูงกว่าเก้าอี้ทั่วไป แต่หากเพื่อสุขภาพของเราแล้วนั้น การลงทุนกับเก้าอี้เพื่อสุขภาพนี้ถือเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามาก และความทนทานของตัวเก้าอี้ก็อาจอยู่ได้นานกว่าเก้าอี้ทั่วไปด้วยเช่นกัน

2.คนที่นั่งทำงานไม่นานและต้องคอยไปตามที่ต่างๆอยู่บ่อยๆ

ใครที่ทำงานอยู่บ้านหรืออยู่ออฟฟิศแล้วต้องออกไปหาลูกค้าหรือออกไปคุยงานบ่อยๆ เก้าอี้พนักพิงก็ถือเป็นเก้าอี้ตัวหนึ่งที่ตอบโจทย์ แต่ต้องเลือกเป็นเก้าอี้ที่สามารถปรับระดับความสูงของตัวเบาะและที่พักแขน รวมถึงสามารถปรับเอนตัวเบาะหลังเมื่อต้องการพักได้ 

3.คนที่ทำงานที่บ้าน

ในช่วงปี 2020 นี้ หลายบริษัทปรับให้พนักงานทำงานที่บ้านกันมากขึ้น ซึ่งหลายคนก็อาจถูกปรับให้ทำงานที่บ้านเป็นหลัก ดังนั้นแนะนำให้มีเก้าอี้หลากหลายแบบไว้ที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้เพื่อสุขภาพและเก้าอี้แบบโซฟา เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนมุมการทำงาน ไม่ให้อุดอู้อยู่ในจุดๆเดียว แต่ระวังเมื่อนั่งเก้าอี้โซฟานานๆ อาจง่วงจนเผลอหลับได้ล่ะ

สรุป

เก้าอี้ทำงานที่เหมาะสมในแต่ละคนอาจมีความแตกต่างกัน เพราะด้วยส่วนสูงและน้ำหนักที่ไม่เหมือนกัน ทำให้เก้าอี้ที่เรานั่งแล้วรู้สึกสบาย แต่กับคนอื่นอาจไม่รู้สึกสบายเช่นเดียวกันเราได้เช่นกัน ดังนั้น ควรเลือกให้ดีแล้วลองนั่งเองสักพักเพื่อให้ได้รู้ว่ารู้สึกสบายกับตัวเราหรือไม่ และหากใครมองหาเก้าอี้มือสองอยู่ล่ะก็ เรามีหมวดเฟอร์นิเจอร์ให้คุณได้เข้าไปเลือกซื้อเก้าอี้หลากหลายแบบได้อย่างสะดวก ลองเข้าไปดูกันเลย

ออฟฟิศซินโดรม คืออะไร แก้ไขยังไงได้บ้าง

ออฟฟิศซินโดรม คืออะไร แก้ไขยังไงได้บ้าง

‘ออฟฟิศซินโดรม’ คงเป็นชื่อที่หลาย ๆ คนคุ้นชื่อ เพราะเป็นอาการยอดฮิตของชาวออฟฟิศในปัจจุบัน เป็นกลุ่มอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (Myofascial Pain Syndrome) ที่เกิดจากการใช้กล้ามเนื้อมัดต่าง ๆ ซ้ำ ๆ กันเป็นระยะเวลานาน มักจะพบในกลุ่มคนวัยทำงานอายุประมาณ 23-50 ปี ซึ่งสาเหตุ อาการ วิธีแก้ไข และการป้องกัน มีดังนี้

สาเหตุของอาการออฟฟิศซินโดรม

เนื่องจากออฟฟิศซินโดรมเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการทำงานซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน หรืออยู่ในท่าทางที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมต่อสรีระร่างกายของมนุษย์ ทำให้กล้ามเนื้อ กระดูก และเส้นประสาท บอบช้ำได้ ซึ่งสามารถแบ่งสาเหตุได้เป็นหลายปัจจัยย่อย ๆ ได้แก่

  • พฤติกรรมการการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่ถูกต้อง เช่น การนั่งไขว่ห้าง การยืนหลังค่อม สะพายกระเป๋าข้างเดียว หรือการนั่งไม่เต็มก้น ซึ่งจะทำให้สรีระของเราถูกบิดหรือคลาดเคลื่อน
  • อุปกรณ์การทำงานหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น การใช้โต๊ะและเก้าอี้ ที่อยู่สูงหรือต่ำเกินไป จนก่อให้เกิดอาการออฟฟิศซินโดรม
  • ปัจจัยอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด หรือการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง เป็นต้น
ปวดมือ

อาการของ ออฟฟิศซินโดรม

สำหรับอาการของออฟฟิศซินโดรมสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ อาการทางกล้ามเนื้อ ทางเดินหายใจ และระบบประสาท ซึ่งสามารถสังเกตได้เบื้องต้นดังนี้

อาการทางระบบกล้ามเนื้อ

เป็นอาการของออฟฟิศซินโดรมที่พบบ่อยมากที่สุด โดยมีอาการปวดเมื่อยตามร่างกายไม่ว่าจะเป็น คอ บ่า ไหล่ ขา เอว หรือหลัง มักจะปวดเมื่อยเป็นบริเวณกว้างจนไม่สามารถหาตำแหน่งที่ชัดเจนได้ หรืออาจมีอาการปวดร้าวตามร่างกายอีกด้วย

อาการทางระบบประสาท

เป็นอาการออฟฟิศซินโดรมที่พบบ่อยรองลงมาจากอาการทางระบบกล้ามเนื้อ ผู้ที่มีอาการออฟฟิศซินโดรมจะมีอาการเกี่ยวกับระบบประสาท ทั้งตา แขน ขา คอ หรือหลัง ซึ่งสำหรับระบบประสาทตาอาจมีการแสดงอาการผ่านการปวดเมื่อยตา ตาล้า หรือปวดหัวได้ ส่วนอวัยวะอื่น ๆ นั้นอาจมีอาการอ่อนล้า หรือชาได้เลยทีเดียว

อาการทางระบบทางเดินหายใจ

อาการทางเดินหายใจ เป็นอาการที่มีสาเหตุส่วนมากมาจากการนั่งทำงาน ในสถานที่ที่อากาศไม่ถ่ายเทหรือมีสารเคมีจากหมึกพิมพ์ จึงส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆ ตั้งแต่การหายใจไม่สะดวกจนไปถึงการที่มลพิษเหล่านั้นเข้าไปทำลายระบบอื่น ๆ ในร่างกายได้

ขอบคุณรูปจาก: macrovector

การป้องกันอาการ ออฟฟิศซินโดรม

ออฟฟิศซินโดรมเป็นโรคที่มีการอาการปวดตามร่างกาย จนก่อให้เกิดความทรมานและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เราจะต้องมีวิธีการป้องกัน ที่ช่วยให้ไม่เกิดอาการเหล่านี้ก่อนที่จะสายเกินไปทั้ง การออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ การปรับเปลี่ยนบุคลิก ของตนเอง การยกของ อย่างระมัดระวัง การจัดท่าทาง การนั่งและนอน หลีกเลี่ยงการใส่ส้นสูง เพื่อลดการปวดเมื่อยบริเวณเท้า และ ไม่ฝืน ร่างกายให้หักโหมเกินไป ซึ่งถ้าหากว่าเรามีการป้องกันด้วยวิธีเหล่านี้ ก็จะช่วยทำให้ร่างกายเกิดความผ่อนคลาย และลดโอกาสในเกิดอาการออฟฟิศซินโดรมที่สร้างความเจ็บปวดได้นั่นเอง

การรักษาอาการ ออฟฟิศซินโดรม

เนื่องจากออฟฟิศซินโดรมนั้น เป็นกลุ่มอาการที่ไม่ใช่แค่อาการปวดปกติทั่วไป แต่เป็นอาการที่ส่งผลต่อร่างกายระบบอื่น ๆ และมีความรุนแรงมากกว่าอาการปวดเมื่อยทั่วไป ดังนั้นวิธีการรักษาออฟฟิศซินโดรมนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ทำการดูแลรักษาไม่ว่าจะเป็น

การยืดกล้ามเนื้อ อย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การทำกายภาพบำบัด ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย การนวดแผนไทย เพราะการนวดแผนไทยนั้นเป็นการกดจุดเพื่อการผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้สบายยิ่งขึ้น การกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็ก เพื่อกระตุ้นเส้นประสาท เนื้อเยื่อ และกล้ามเนื้อบริเวณที่เกิดอาการปวด การผ่าตัด เพื่อแก้ไขสาเหตุหลักของออฟฟิศซินโดรม การฝังเข็ม ไปที่บริเวณกล้ามเนื้อที่มีอาการปวด เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อกระตุกและคลายตัว การครอบแก้ว เพื่อกระตุ้นระบบประสาทและช่วยให้กล้ามเนื้อเกิดการไหลเวียนเลือด การรับประทานยา คล้ายกล้ามเนื้อหรือยาแก้ปวด ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด

ฝังเข็ม

นอกจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ที่มีอาการออฟฟิศซินโดรมมีอาการปวดน้อยลงได้ โดย การออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ ท่าทางจัดลักษณะท่าทาง การนั่ง ให้อยู่ในลักษณะที่เหมาะสม ตามสรีระของร่างกายเรา การใช้หมอนหรือที่นอน ที่รับต่อสรีระของร่างกาย ก็จะช่วยลดอาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นได้แล้ว

ซึ่งการปรับเปลี่ยนหมอนหรือที่นอนที่เหมาะกับสรีระและท่าทางการนอนของเรานั้นก็เป็นสิ่งง่าย ๆ อันดับต้น ๆ ที่เราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง เพียงแค่หาเครื่องนอนดี ๆ ใน Kaidee ก็ช่วยลดอาการออฟฟิศซินโดรมได้แล้ว !