May 25, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ปัญหาขยะอาหารหรือ Food waste ที่เราเคยเล่าไปอย่างเข้มข้นในบทความ “Food Waste เปลี่ยน “ขยะอาหาร” ให้เป็นประโยชน์” จะพบข้อมูลว่า เราๆ ทั้งหลายมีส่วนร่วมในการ “กินทิ้งกินขว้าง” เหลืออาหารทิ้งไปกว่า 1,000 ล้านตัน/ปี หรือ 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตในโลก
แน่นอนว่า ทรัพยากรทุกอย่างบนโลก เมื่อใช้ไปเรื่อยๆ ย่อมมีวันหมด ซึ่งหนึ่งในทางออกของวิกฤติขยะอาหาร ก็คือการนำอาหารเหลือทั้งหลายไปแปรรูป หรือทำให้อาหารมีอายุการกินที่ยาวนานขึ้น โดยบทความนี้เรารวบรวม “การถนอมอาหาร” ของแต่ละชนชาติมาฝากกันไว้ นอกจากจะได้ประโยชน์ไปทำตามกันได้แล้ว อย่าลืมว่า
“อาหารแต่ละอย่างบอกเล่าได้ถึงเรื่องราว ภูมิศาสตร์ และวัฒนธรรมในชาตินั้นๆ ได้เป็นอย่างดี
หากเรามองลงไปให้ลึกเกินความอร่อย ทุกๆ เมนูมีอะไรมากมายซ่อนอยู่ในนั้น
สำหรับเราแล้วอาหารคืองานศิลปะชั้นดี ที่ผ่านการรังสรรค์และคิดวิเคราะห์มาอย่างดี”
รับรองว่าทั้ง 8 วิธีการการถนอมอาหารของแต่ละชาติ จะเห็นถึงความมหัศจรรย์ของที่มาที่ไปแน่นอน
1. กิมจิ Kimchi – การถนอมอาหารเกาหลี
“เครื่องเคียงสุดอร่อย โดดเด่นด้วยรสชาติที่มีเอกลักษณ์อันชัดเจน
ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้เกาหลีใต้โด่งดังไปทั่วโลก”
“กิมจิ” กำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในศตวรรษที่ 7 ด้วยช่วงนั้นอากาศหนาวจัด เพาะปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น ชาวบ้านจึงคิดวิธีการถนอมอาหารขึ้นมา ด้วยการเอาผักมาหมักกับเกลือแล้วใส่ในไหฝังลงดิน เพื่อยืดอายุอาหารให้กินได้นานๆ
ต่อมาภายหลังการถนอมอาหารแบบกิมจิได้รับความนิยมมากขึ้น เป็นเครื่องเคียงที่ทานกับอาหารทุกๆ มื้อ ทั้งยังมีงานวิจัยว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ อุดมไปด้วยวิตามินนานาชนิด
2. ซูชิ Sushi – การถนอมอาหารญี่ปุ่น
สารภาพตามตรงว่าไม่เคยรู้มาก่อนว่า เมนู “ซูชิ” สุดโปรดของเรา จะเป็นหนึ่งในการถนอมอาหารของชาวดินแดนอาทิตย์อุทัย หลายร้อยปีก่อน เมนูถนอมอาหารนี้เริ่มจากการรวมกันของข้าวผสมน้ำส้มสายชู อัดเป็นก้อนเล็กๆ โปะด้วยเนื้อปลาด้านบน
ข้อดีของการผสมน้ำส้มสายชูลงไปในข้าวนั้น ช่วยให้ข้าวเรียงตัวเป็นเม็ดขาวสวย นุ่ม ลดกลิ่นคาวของปลาได้ดี ทั้งยังช่วยถนอมอาหาร เพิ่มอายุให้ซูชิได้นานขึ้น โดยช่วงแรกเป็นการกินคู่กันระหว่างปลากับข้าว ก่อนที่ช่วงหลังจะพัฒนาท็อปปิงด้านบน ให้หลากหลายมากขึ้นมีทั้งอาหารทะเล ไข่ เห็ด เนื้อ ฯลฯ ส่วนใหญ่มักเป็นของคาว
3. ไข่เยี่ยวม้า Century Egg – การถนอมอาหารจีน
สมัยโบราณกาลประมาณ 600 ปีก่อน ณ มณฑลหูหนาน (Hunan) ว่ากันว่ามีชาวจีนรายหนึ่งพบไข่เป็ดในบ่อปูนขาวระหว่างการสร้างบ้าน ซึ่งทันทีที่เขาชิมก็พบว่า ไข่นี้รสชาติดีมีเอกลักษณ์ น่าจะไปต่อยอดทำอาหารได้หลากหลายเมนู
ชาวบ้านจึงเริ่มนำไข่เป็ด ไข่ไก่ และไข่นกกระทา มาผสมกับปูนขาว เกลือ โซเดียม ขี้เถ้า ฯลฯ หมักทิ้งไว้หนึ่งเดือนแล้วนำออกขาย จะเห็นได้ว่าภูมิปัญญานี้ ไม่เพียงแต่เป็นวิธีการถนอมอาหารที่ทำให้อยู่ได้นานขึ้นแล้ว การบ่มพร้อมส่วนผสมเหล่านั้นยังทำให้ไข่แดงสุกอีกด้วย
จากเรื่องราวทั้งหมดสรุปได้ว่า
“ไข่เยี่ยวม้าไม่ได้เกี่ยวกับม้าแต่อย่างใด”
4. เครื่องเทศ Spices – การถนอมอาหารอินเดีย
หากเอ่ยถึง “วัฒนธรรมอาหารอินเดีย” ที่เป็นเอกลักษณ์และโด่งดังไปทั่วโลก เชื่อว่าหลายคนตอบได้ทันทีทันใดว่าคือ “เครื่องเทศ” ความที่ใช้ปรุงอาหารแล้วให้รสสัมผัสชัดเจน ทั้งสีสัน รสชาติ และกลิ่นหอมรัญจวนใจ เป็นตัวชูรสสำคัญของอาหารอินเดีย ถึงขนาดมีใครบางคนกล่าวไว้ว่า
“โภชนาการทางอาหารไม่มี ได้แต่ความอร่อยล้วนๆ”
เครื่องเทศอยู่คู่กับอาหารและวงการหมอสมุนไพรอินเดียมากว่าพันปี ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากสมัยอียิปต์โบราณ นอกจากให้รสชาติที่ยอดเยี่ยมแล้ว เครื่องเทศยังช่วยยืดอายุและถนอมอาหารให้เก็บได้นานขึ้น ทั้งยังเพิ่มคุณค่าของอาหารไปอีกหลายเท่าตัว เนื่องจากคนอินเดียเชื่อว่า “อาหารที่ปรุงจากเครื่องเทศ อาหารเป็นของขวัญจากพระเจ้า”
5. กะปิ Shrimp Paste
การถนอมอาหารสไตล์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เพลิดเพลินกับการถนอมอาหารชาติอื่นๆ มาประมาณหนึ่ง ขอวกกลับเข้ามาในภูมิประเทศแถบลุ่มน้ำโขงที่เราคุ้นเคยกันสักหน่อย
อย่างที่บอกไปว่า อาหารคือตัวสะท้อนพฤติกรรมและการใช้ชีวิตของผู้คน ความที่เราอาศัยอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มติดแม่น้ำ ภูมิปัญญาการถนอมอาหารต่างๆ จึงหนีไม่พ้นการจับกุ้งจับปลามาหมักเกลือแล้วใส่ไห เพื่อเก็บไว้กินในช่วงหน้าแล้ง (บ้างก็ว่าคนสมัยก่อนจับกุ้งและปลาได้มากแล้วไม่อยากทิ้ง จึงหาวิธีให้ไม่เน่าเสีย)
“กะปิ” คือการเอาเคยหรือกุ้งมาหมักกับเกลือ รวมถึงใส่ส่วนผสมปรุงรสต่างๆ ตามแต่ชอบใจ ในอัตราส่วนที่เหมาะสม แล้วหมักทิ้งไว้ยาวๆ ราว 3-5 เดือน ซึ่งแต่ละที่ก็จะมีรสชาติแตกต่างกันไป ทุกวันนี้กะปิกลายเป็นหนึ่งในชูรสธรรมชาติสไตล์ชาวอาเซียน โดยแต่ละประเทศมีชื่อเรียกต่างกันไป
- อินโดนีเซีย – แทรสซีหรือเทราซี (Terasi)
- ฟิลิปปินส์ – บากุง อะลามัง (Bagoong Alamang)
- พม่า – กะปี๊ (Ngapi)
- มาเลเซีย – เบลาชัน / บลาชัง (Belacan)
6. ปลาร้า Pickled Fish
การถนอมอาหารสไตล์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เล่าเรื่องกะปิของคนอาเซียนไปแล้ว จะไม่พูดถึงคู่หูชูรสอย่าง “ปลาร้า” ก็ดูจะไม่เท่าเทียม
แรกเริ่มเดิมที การถนอมอาหารสไตล์ปลาร้า มีจุดเริ่มต้นในมอญและเขมร ก่อนจะแพร่หลายไปยังเมืองรอบๆ เป็นหลักฐานชี้ชัดว่าประเทศไหนที่นิยมกินปลาร้า แสดงว่าได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากมอญและเขมรเป็นอย่างดี อย่างไทยเรามีอ้างอิงถึงการทำปลาร้า ในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในสมัยกรุงศรีอยุธยา (อ้างอิงข้อมูลจากหนังสือ – โอชาอาเซียน โดยนันทนา ปรมานุศิษฏ์)
ทุกวันนี้ปลาร้าถูกพัฒนาต่อยอดไปมากมาย เป็นหนึ่งในภูมิปัญญาการถนอมอาหาร ที่สร้างชื่อของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากจะเป็นซอสปรุงรสชั้นดีในการทำอาหาร ยังผูกพันข้องเกี่ยวกับวิถีชีวิตผู้คนมายาวนาน สังเกตได้จากคนไทยสมัยก่อน ชาวนาทุกครอบครัวต้องมีไหหมักปลาร้า ถึงขนาดมีวรรณกรรม “ลำบุษบา” เล่าถึงตัวละครในเรื่องว่าทำปลาร้ากินเอง
7. ชีส Cheese – การถนอมอาหารสไตล์ตะวันตก
ท่องวัฒนธรรมอาหารของเอเชียกันไปเยอะแล้ว เดี๋ยวจะเบื่อกัน เราขอลัดฟ้า พาไปดู “การถนอมอาหาร” สไตล์ตะวันตก ที่คนไทยอย่างเราคุ้นเคยเป็นอย่างดี และเชื่อว่าหลายคนเอ็นจอยกับเจ้าเมนูโปรดแสนอร่อยชื่อดังอย่าง “ชีส” แน่นอน
ชีสคือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนมวัวและแพะ จากนั้นนำไปผ่านกระบวนการแยกโปรตีน โดยใช้เอนไซม์เรนนิน (Rennin) ทำปฏิกิริยาให้โปรตีนนมลอยจับตัวเป็นก้อน แล้วนำก้อนชีสเคิร์ด (Curd) ที่จับตัวกันมาผสมเชื้อรา แบคทีเรียหรือสารอื่นๆ จากนั้นเติมรสชาติ แต่งกลิ่น ก่อนจะหมักทิ้งไว้ราวๆ 2 ปี ก็จะได้เป็นชีสอร่อยๆ แล้วค่ะ
ภายใต้การถนอมอาหารและความอร่อยของชีส มีเรื่องราวที่น่าสนใจซ่อนอยู่เช่นกัน อย่างที่มาที่ไปเท่าที่อ่านมา ยังไม่มีเจ้าไหนฟันธงอย่างแน่ชัด ว่าใครเป็นคนคิดค้น มีแต่การอ้างถึงขั้นตอนการทำในเทพนิยายกรีกโบราณ สมัย 8,000-10,000 ปีที่แล้ว ส่วนหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอันนั้น พบบนภาพจิตรกรรมฝาผนังในสุสานของอียิปต์ ที่มีอายุย้อนหลังไปกว่า 4,000 ปี
เอาว่าใครที่คิดค้นการถนอมอาหารแบบนี้ขึ้นมา หรือเจอโดยบังเอิญ ก็ต้องขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ค่ะ
8. เบคอน Bacon – การถนอมอาหารสไตล์ตะวันตก
ปิดท้ายกับเบคอน อาหารอ้วนแสนอร่อยของหลายๆ คน นี่เป็นหนึ่งในเมนูถนอมอาหารสไตล์ชาวตะวันตก ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก
ถึงแม้เจ้าหมูจะถูกเลี้ยงขึ้นเป็นครั้งแรกในจีนในช่วง 4,900 ก่อนคริสต์ศักราช ส่วนทางยุโรปเองเอาหมูเข้ามาเลี้ยงในช่วง 1,500 ปีก่อนคริสต์ศักราช เรียกว่าช้ากว่ากันหลายพันปี ทว่ากลับกลายเป็นว่า ชาวโรมันและชาวกรีกค้นพบกรรมวิธีการถนอมอาหาร “เบคอน” ขึ้นเป็นครั้งแรก ทั้งยังพัฒนาพันธุ์หมูที่เหมาะกับการทำเบคอนได้ดีเยี่ยม
ด้วยการนำหมูสามชั้นส่วนท้องมาแช่น้ำเกลือทิ้งไว้ จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้ง ทิ้งไว้หลายสัปดาห์ไปจนถึงหลายเดือน ซึ่งคุณสมบัติอันเด่นชัดของเกลือ คือช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ทำให้เบคอนทำหน้าที่ให้ความอร่อยกับเราไปอีกหลายเดือน อย่างไรก็ดี บริโภพอประมาณ ระวังเรื่องโซเดียมด้วยนะคะ
ช้อปปิ้งสินค้าที่ผ่านการถนอมอาหารอร่อยๆ ได้ที่ kaidee
วัฒนธรรมการถนอมอาหารของแต่ละชาติ สะท้อนถึงรากเหง้าและภูมิปัญญาของแต่ละที่ได้เป็นอย่างดี
แต่ละเมนูอาหารเราบอกเล่าทั้งความรู้ วัฒนธรรมและกรรมวิธีต่างๆ ไปแล้ว ใครถนัดรังสรรค์อาหารเองก็จัดไปค่ะ ส่วนใครไม่ช่ำชองทางนี้ ขี้เกียจหน่อยๆ เข้าไปเพลิดเพลินกับอาหารนานาชนิดต่อได้ที่ kaidee แหล่งรวมสินค้าเกษตรออนไลน์ ที่มีตลาดสดขนาดใหญ่ให้เราได้เลือกช้อปปิ้งอาหารสดๆ จากแหล่งผลิตตัวจริงเสียงจริง แบบไม่ผ่านนายหน้า
Mar 24, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
“เรื่องกิน เรื่องใหญ่” และยิ่งสำคัญมากขึ้นเมื่อเราต้องอยู่ท่ามกลางการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้ต้องหันมาดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้นเพื่อให้มีภูมิต้านทานเพียงพอที่จะรับมือกับโรคภัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย ดูแลรักษาจิตใจให้สมดุล และขาดไม่ได้เลยคือ “การเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ” ที่ถือเป็นบันไดขั้นแรกของการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายที่มีประสิทธิภาพ
สำหรับ “อาหารเพื่อสุขภาพ” นั้นเป็นเทรนด์ที่อยู่ในความสนใจของคนทั่วโลกอย่างต่อเนื่องยาวนาน ผ่านรูปแบบอาหารการกินที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย จากที่เคยรู้จักกันแค่อาหารมังสวิรัติ วันนี้เรามีอาหารคลีน อาหารคีโต และอาหารที่ทำมาจากพืช (Plant-Based-Food) รวมไปถึงการปรุงอาหารสดใหม่จากวัตถุดิบที่ผลิตเองในสวนครัวหลังบ้านสู่การเป็นเมนู Farm-to-Table ที่แฝงไว้ด้วยคุณค่าทางโภชนาการและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
Farm-to-Table อาหารรักสุขภาพ
Farm-to-Table หรือ Farm-to-Folk เป็นไอเดียที่ผู้ผลิตหรือเกษตรกรนำพืชผักที่ปลูกไว้หรือเนื้อสัตว์ที่ได้จากฟาร์มเลี้ยงมาปรุงเป็นอาหารสไตล์โฮมเมดแล้วเสิร์ฟให้ผู้บริโภคได้ทานทันที ซึ่งถือเป็นศิลปะแห่งการปรุงอาหารที่ทำให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ ได้ลิ้มรสชาติความสดใหม่ของวัตถุดิบที่การันตีความอร่อยได้ทั้งรูป รส กลิ่น และเนื้อสัมผัส
การรับประทานอาหารที่ปรุงสดใหม่ยังให้คุณค่าทางโภชนการสูงและปลอดภัยกว่า เนื่องจากพื้นฐานของอาหารประเภท Farm-to-Table มีกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันตามวิถีเกษตรอินทรีย์คือไม่ใช้สารเคมีหรือสารปรุงแต่งเพื่อเร่งหรือควบคุมการเจริญเติบโตของพืชพรรณและสัตว์อย่างผิดธรรมชาติ จึงเชื่อได้ในระดับหนึ่งว่าร่างกายจะไม่ได้รับสารปนเปื้อนตกค้างเมื่อรับประทานอาหารเหล่านั้น
เอกลักษณ์ของเมนู “ฟาร์มถึงปาก” อีกอย่างคือการเลือกเสิร์ฟอาหารตามฤดูกาลที่หาได้ง่ายและราคาไม่แพง นอกจากนี้ยังเป็นช่วงที่ผักผลไม้มีรสชาติดีที่สุดและมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ครบถ้วน จึงดีต่อร่างกายมนุษย์ ในศาสตร์ธรรมชาติบำบัดเชื่อว่าผักผลไม้ในฤดูกาลนั้นช่วยส่งเสริมพลังหยิน-หยางในร่างกายให้เกิดสมดุล
เริ่มต้นจากฟาร์ม งอกงามทั้งวัฏจักร
ความน่าสนใจของอาหารสไตล์ Farm-to-Table ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความอร่อยบนจานอาหาร แต่กลับขยายความยั่งยืนไปสู่ผู้ผลิตและสิ่งแวดล้อมให้ได้รับประโยชน์ทั้งวงจร
เมื่อเกษตรกรไม่ต้องเร่งสร้างผลผลิตนอกฤดูกาล จึงไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีหรือสารเร่งใดๆ ที่จะเป็นการเพิ่มต้นทุนการดูแลทั้งเวลา แรงงาน และเงินของเกษตรกร นอกจากนี้ยังเป็นหนทางไปสู่วิถีการเกษตรแบบอินทรีย์ที่เน้นบำรุงดินหรือผลิต “ดินดี” ซึ่งเป็นพื้นฐานขั้นแรกของวัฏจักรการทำเกษตรให้เกิดความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับคำว่า “ดินดี” หมายถึงดินที่มีแร่ธาตุ มีจุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตที่ช่วยปรุงดินให้พร้อมเป็นแหล่งอาหารอันโอชะสำหรับพืชผักได้เติบโต แข็งแรง มีคุณค่าทางโภชนาการ มีรสชาติที่ชัดเจนและย้อนกลับมาเป็นอาหารที่เปี่ยมด้วยพลังชีวิตสำหรับมนุษย์อีกครั้ง
ข้อดีของการเสิร์ฟอาหารที่ได้จากสวนผักที่ปลูกอยู่ใกล้ๆ ยังช่วยตัด “พ่อค้าคนกลาง” ออกจากระบบ ลดความเสี่ยงที่เกษตรกรจะถูกเอาเปรียบหรือถูกกดราคาขายหน้าฟาร์มเหมือนที่ผ่านมา และเปลี่ยนเป็นสามารถกำหนดราคาที่เหมาะสมเองได้
ในขณะเดียวกันเมื่อไม่ต้องเดินทางไกล การขนส่งด้วยยานพาหนะที่มีค่าใช้จ่ายสูงอย่างรถห้องเย็นจึงจำเป็นน้อยลง รวมไปถึงการลดใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อถนอมพืชผักและเนื้อสัตว์ให้คงความสดใหม่สามารถส่งถึงมือผู้บริโภคปลายทางย่อมมีบทบาทน้อยลง ในกรณีเช่นนี้ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมในหลายแง่มุม ตั้งแต่ลดการใช้ทรัพยากรและปริมาณขยะในกลุ่มแพคเกจจิ้ง ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เป็นต้นเหตุของมลพิษทางอากาศและปัญหา PM 2.5 ในปัจจุบัน ตลอดจนลดปัญหาขยะอาหาร (Food Waste) ที่เกิดจากการมีขั้นตอนนำส่งอาหารมากเกินไปอีกด้วย
Farm-to-Table ยุทธศาสตร์ระดับชาติ
มุมมองต่อ Farm-to-Table ไม่จำกัดอยู่แค่ร้านอาหารหรือภาคครัวเรือนเท่านั้น แต่ยังถูกพูดถึงในเวทีระดับโลกในฐานะยุทธศาตร์ของสหภาพยุโรป (EU) ภายใต้ชื่อ “Farm-to-Fork Strategy” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของนโยบาย European Green Deal ที่มุ่งจัดการสภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โดยยุทธศาสตร์ Farm-to-Fork นั้นมุ่งหวังในการสร้างระบบการผลิตอาหารที่เป็นธรรม ดีต่อสุขภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่
- กระบวนการผลิต เช่น ลดการใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง และเพิ่มสัดส่วนฟาร์มออร์แกนิกให้มากขึ้น
- การแปรรูป เช่น ลดการบริโภคเนื้อแดงหรือเนื้อแปรรูป และหันมารับประทานอาหารที่ผลิตจากพืชเพิ่มขึ้น
- การบริโภค ซึ่งเป็นเรื่องของการเลือกสรรอาหารที่ดีต่อสุขภาพผ่านฉลากโภชนาการ ซึ่งจะมีการกำหนดมาตรฐานฉลากเพื่อแสดงความยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมทั้งฉลากสวัสดิภาพสัตว์
- การจัดการขยะอาหาร เพื่อลดการสูญเสียหรือไม่ทิ้งอาหารโดยไม่จำเป็น ตลอดจนมีระบบเปลี่ยนอาหารเสียให้กลายเป็นปุ๋ยชีวภาพเพื่อลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
ลิ้มรสอาหาร Farm-to-Table กับร้านอาหารขึ้นชื่อ
เห็นความสำคัญของ Farm-to-Table กันขนาดนี้แล้ว หลายคนคงอยากลิ้มลองความอร่อยของอาหารที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่จากฟาร์มกันดู วันนี้เราเลยรวบรวมมาแนะนำกันพอหอมปากหอมคอจำนวน 3 ร้าน ไปดูกันเลยว่ามีที่ไหนบ้าง
ภาพจาก www.facebook.com/sukkindai2018
สุข-กิน-ได้
ร้านอาหารออร์แกนิคสไตล์มินิมอล แต่จัดเต็มเรื่องความอร่อยโดยเฉพาะบรรดาผักสลัดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นผักเคล สวิสชาร์ด ผักบัตเตอร์เครสล็อกเก็ต ไวลด์ ร็อกเก็ต ซึ่งทั้งหมดถูกปลูกไว้ในโรงเรือนระบบปิดเพื่อป้องกันแมลงและศัตรูพืช ทำให้ไม่ต้องใช้สารเคมีกำจัด จึงมั่นใจว่าไม่มีสารเคมีตกค้างเป็นพิษอยู่ในผักแน่นอน
เมนูแนะนำของที่นี่คือ สลัดไก่ย่าง สลัดแซลม่อน ที่คัดเลือกเนื้อสัตว์อย่างดี เสิร์ฟพร้อมผักสลัดที่รับรู้ได้เลยว่าสดใหม่จริงๆ ทั้งกรอบและหวานในคำเดียว ส่วนใครที่รักสุขภาพต้องไม่ลืมสั่ง “น้ำผักเคลสกัดเย็น” ราชินีผักใบเขียวที่อุดมด้วยวิตามินซี และแอนตี้ออกซิเด้นท์ ดื่มแล้วรู้สึกสุขภาพดีขึ้นมาทันตาเลยล่ะ
ข้อมูลร้านเพิ่มเติม www.facebook.com/sukkindai2018
ภาพจาก https://patom.com/patom-organic-farm/
Patom Organic Farm
Patom Organic Farm หนึ่งในโซนของ “สวนสามพราน” สถานที่ท่องเที่ยวที่เราคุ้นชื่อกันมานาน โดยวันนี้ถูกปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยและเข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้นผ่านเรื่องราวของเกษตรอินทรีย์ในแง่มุมที่หลากหลายตั้งแต่เป็นแหล่งเรียนรู้วิถีอินทรีย์ครบวงจร ตลาดนัดผลผลิตเกษตรจากชุมชนและเครือข่าย ไปจนร้านอาหารและคาเฟ่สไตล์ Farm-to-Table โดยหยิบวัตถุดิบหลากหลายที่ปลูกไว้ในฟาร์มกว่า 40 ไร่ มาปรุงให้ทานสดใหม่ทุกวัน
ที่นี่ยังขึ้นชื่อเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เลิกใช้โฟมและพลาสติก มีระบบบำบัดของเสียภายในฟาร์มก่อนปล่อยสู่พื้นที่สาธารณะ การแยกขยะอาหารทั้งหมดเพื่อนำไปรีไซเคิลเป็นปุ๋ยอินทรีย์ อาหารสัตว์ และเลี้ยงไส้เดือน และอื่นๆ อีกมากมายจนการันตีได้จากใบรับรองออร์แกนิคตามมาตรฐานสากลถึง 3 ที่ คือ IFOAM, EU และ Canada
ข้อมูลร้านเพิ่มเติม www.facebook.com/patom.organics
ภาพจาก www.facebook.com/9salads
9 Salads
อีกหนึ่งร้านอาหารสไตล์ Farm-to-Table ตั้งอยู่ริมถนนรามอินทราช่วงระหว่างซอย 65 และ 67 บรรยากาศที่นี่ค่อนข้างร่มรื่นเนื่องจากประดับประดาไปด้วยต้นไม้หลากหลายพันธุ์ จนทำให้มองไปทางไหนก็รู้สึกสบายตา แถมยังมีการจัดสวนผักไว้ให้เดินเล่นเพลินๆ อีกด้วย
อาหารของที่นี่มีมากกว่า 100 เมนูเลยทีเดียวจึงเหมาะกับครอบครัวหรือก๊วนเพื่อนที่มาเป็นกลุ่มเพราะจะได้สั่งอาหารทานหลากหลาย ส่วนเมนูไฮไลท์ที่อยากแนะนำคือ “สวนนายน์สลัด” ที่เหมือนยกสวนผักไฮโดรโปนิกซ์ที่ปลูกไว้หลังร้านมาเสิร์ฟถึงโต๊ะเลยทีเดียว ด้วยขนาดจานไซส์ใหญ่มาพร้อมเครื่องเคียงอย่างปลาทอด หมูชาบู อกไก่ย่าง ผักสลัดนานาชนิด และน้ำสลัด 3 อย่างที่เลือกเองได้ตามใจ
ข้อมูลร้านเพิ่มเติม www.9saladsth.com
สรุปท้ายบทความ
การดูแลสุขภาพโดยเลือกอาหารที่ดีนั้นยังคงเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอยู่ตลอด และ Farm-to-Table ก็เป็นส่วนหนึ่งของกระแสนิยมที่จะช่วยยกระดับเรื่องอาหารการกินของเราให้ดีขึ้น เพราะผักที่เด็ดใหม่ๆ จากต้นหรืออาหารที่ปรุงสดใหม่นั้นล้วนให้คุณค่าโภชนาการที่ดีต่อร่างกายมากกว่าอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารแช่แข็งอย่างแน่นอน
นอกจากจะดีต่อร่างกายคนเราแล้ว Farm-to-Table ยังดีต่อโลกใบนี้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะเป็นกระบวนการดูแลสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำซึ่งเป็นการเพาะปลูกแบบอินทรีย์ ไปจนถึงกลางน้ำคือไม่ต้องใช้พ่อค้าคนกลางไม่ต้องใช้รถขนส่งไกลให้เปลืองน้ำมัน และปลายน้ำที่เป็นการลดปัญหาขยะอาหารเหลือทิ้งโดยไม่จำเป็น ซึ่งหากประมวลครบทั้งวงจรแล้ว ผลสุดท้ายที่ได้รับก็คือมนุษย์เรานี่แหละที่ได้ประโยชน์กลับมาเต็มๆ
สำหรับใครที่อยากลองทำอาหารสไตล์ Farm-to-Table ในบ้านตัวเอง สามารถเริ่มต้นได้ด้วยการลงมือปลูกผักแปลงเล็กๆ หรือปลูกใส่กระถางรอบบ้านได้เลย ที่ Kaidee มีทั้งเมล็ดพันธุ์และอุปกรณ์ทำสวนเพียบ
Nov 20, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ปัจจุบันคนรุ่นใหม่หันมาสนใจสุขภาพกันมากขึ้น เน้นออกกำลังกายเป็นกิจวัตร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องดีนะคะ แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้ว อาหารการกินเป็นปัจจัยหลักของการมีสุขภาพดี แบ่งเป็นอาหารร้อยละ 70 และออกกำลังกายเพียงร้อยละ 30 เท่านั้น หากเราเลือกกินแต่สิ่งมีประโยขน์ ก็จะช่วยให้เรามีเวลาอยู่กับคนที่คุณรักมากยิ่งขึ้น
อย่าลืมว่า “You are what you eat” สุขภาพดีสร้างได้ด้วยตัวเราเอง
1.อะโวคาโด Avocado
สายสุขภาพกับอะโวคาโดเป็นมิตรแท้ต่อกันมาเสมอ นับเป็นตัวช่วยสำคัญในการคุมน้ำหนักของหลายๆ คน ด้วยคุณประโยชน์อันอัดแน่นอยู่ในผลไม้สีเขียวเข้ม ซึ่งเป็นแหล่งรวมของกรดไขมันดีโอเลอิค (Oleic Acid) ที่ช่วยลดคอเรสเตอรอล และคอยดักจับไขมันประเภทไตรกลีเซอไรด์ได้ดีเยี่ยม
ทั้งยังช่วยป้องกันโรคหัวใจ ตลอดจนเป็นแหล่งรวมวิตามินหลายประเภท ทั้งวิตามินซี โฟเลต (Folate) และโพแทสเซียม (Potassium) ไหนจะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ได้อีกด้วย
2.ผลไม้ตระกูลเบอร์รี Berry Fruits
สตรอว์เบอร์รี บลูเบอรี่ ราสเบอรี่ ฯลฯ ถือเป็นผลไม้ยอดฮิตขวัญใจสาวๆ นอกจากจะมีรสชาติแสนอร่อย เปรี้ยวอมหวานกินได้เพลินๆ แล้ว ยังช่วยบำรุงให้ผิวพรรณให้กระจ่างใส ลดคอเลสเตอรอล ช่วยบำรุงสมองและหลอดเลือดได้ดี
รวมทั้งมีกรดเอลลาจิก (Ellagic) สารต้านอนุมูลอิสระทางธรรมชาติสุดเจ๋ง คอยชะลอการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ตลอดจนเป็นแหล่งรวมสารอาหารชั้นยอด อย่างวิตามินชั้นดี ซีและเค (ช่วยให้เลือดแข็งตัวไว)
3.อัลมอนด์ Almond
คุณสมบัติของเจ้าถั่วชนิดนี้ บอกเลยว่าครอบจักรวาลมาก นอกจากจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและเพิ่มไขมันดีแล้ว ยังมีงานวิจัยจากทางอเมริกาและยุโรปมาการันตีว่า การกินอัลมอนด์วันละ 2 กำมือ จะช่วยลดไขมันเลวได้ถึงร้อยละ 9.4 เป็นตัวช่วยสำคัญในการคุมน้ำหนัก
นอกจากนี้ยังเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม ป้องกันการเกิดโรคเบาหวานได้ถึงร้อยละ 50 ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ตลอดจนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในสมอง
4.ผักตระกูลกะหล่ำ Cruciferous Vegetables
หนึ่งในผักตระกูลนี้ คงเป็นผักสุดโปรดของใครหลายคนเวลากินชาบู ไม่ว่าจะเป็นกะหล่ำปลี หัวไชเท้า บร็อกโคลี คะน้า กวางตุ้ง กะหล่ำดอก ฯลฯ เป็นกลุ่มผักใบเขียวซึ่งรับประทานได้ทุกวัน ด้วยแคลอรีต่ำ ไฟเบอร์สูง มีรสชาติอ่อนรับประทานง่าย
ทั้งยังอุดมด้วยวิตามินและเกลือแร่นานาชนิด ที่สำคัญมีสารโพลีฟีนอล (Polyphenol) ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญเป็นอย่างดี และยังช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง รวมถึงลดความเสี่ยงการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ดีทีเดียว
5.แซลมอน Salmon
ใครเป็นทีม “นอนไม่หลับ” มาทางนี้ค่ะ ด้วยคุณประโยชน์ของแซลมอน จะทำให้เราหลับสบายได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังเป็นแหล่งรวมกรดไขมันโอเมกา 3 และกรด DHA ช่วยบำรุงระบบประสาท บรรเทาอาการเครียด เพิ่มความจำและลดความเสี่ยงโรคซึมเศร้า
ทั้งยังมีไขมันดี ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของหัวใจและหลอดเลือด นอกจานี้ยังเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี ช่วยควบคุมน้ำหนักและปรับระดับฮอร์โมนในร่างกายให้สมดุล อีกทั้งยังช่วยลดอาการไมเกรน ถือเป็นหนึ่งในของอร่อยที่เต็มไปด้วยประโยชน์จริงๆ
เพลินใจกับ 5 อาหารดีและอร่อย! ช่วยลดคอเลสเตอรอลกันไปแล้ว อย่าให้เรื่องของสุขภาพเป็นเรื่อง
วันพรุ่งนี้ ดูแลสุขภาพกันตั้งแต่วันนี้ สร้างต้นทุนดีๆ ไปพร้อมกัน ที่สำคัญไม่ต้องออกไปเดินหาให้เหนื่อย
เราขนทุกอย่างมาไว้ให้คุณเลือกอย่างคับคั่งใน Kaidee Marketplace ตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์
ที่จะทำให้ชีวิตของคุณสะดวกและง่ายดายเพียงปลายนิ้ว