ECO PACK SERVICE ดียังไง ทำไมรถเก่าก็เข้าศูนย์ได้ สรุปก่อนใช้บริการ

“ECO PACK SERVICE บริการคุ้มค่าด้วยอะไหล่ทางเลือก มาตรฐาน  Toyota เหมาะกับรถยนต์โตโยต้าอายุ 5 ปีขึ้นไป หรือหมดระยะรับประกัน รองรับ 7 รุ่นหลัก”

ECO PACK SERVICE คือบริการรูปแบบใหม่ ที่จัดจำหน่ายในรูปแบบแพ็กเกจราคาประหยัด ออกแบบมาเพื่อ “รถยนต์โตโยต้า” อายุรถมากกว่า 5 ปีขึ้นไป และหมดอายุการรับประกันตามเงื่อนไข (รถใหม่) ไปแล้ว รองรับมากถึง 7 รุ่นหลัก โดดเด่นด้วย 8 แพ็กเกจซ่อมด่วน บริการโดยช่างโตโยต้า มั่นใจได้ จองคิวใช้บริการได้ที่ศูนย์บริการโตโยต้า


สำหรับเซอร์วิสนี้จาก Toyota ความจริง ไม่ใช่บริการเปิดตัวใหม่ ! แต่มีมาสักระยะแล้ว อัปเกรดให้ดีขึ้นในทุก ๆ ปี เงื่อนไขจึงอาจแตกต่างจากที่ผ่านมา แต่คุณภาพเหมือนเดิม ก็คือ… ดี ….. ส่วนจะดีขนาดไหน น่าซื้อแพ็กเกจหรือไม่ Kaidee Auto มีคำตอบ พร้อมอธิบายในทุกเรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ ECO PACK SERVICE บริการคุ้มค่าด้วยอะไหล่ทางเลือก ไปดูรายละเอียดกันเลย

ECO PACK SERVICE คืออะไร ไปทำความรู้จักกันก่อน

ก่อนจะใช้ ก่อนจะชอบ ทำความรู้จัก ECO PACK SERVICE กันสักนิด จุดเด่น ก็คือ บริการเช็กระยะพื้นฐาน บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และบริการซ่อมด่วนด้วยอะไหล่ทางเลือก มีมาตรฐานและผ่านการรับรองจากโตโยต้าโดยตรง ลูกค้าสามารถนำรถเก่าตามที่ระบุไว้ทั้ง 7 รุ่น และต้องมีอายุการใช้งานตั้งแต่ 5 ปี หรือ 150,000 กม. ขึ้นไป เข้ารับการเซอร์วิส ณ ศูนย์บริการ Toyota ได้โดยตรง 

นับเป็นอีกหนึ่งบริการ ดูแลโดยช่างผู้เชี่ยวชาญจากโตโยต้า ให้ความรู้สึกเดียวกับตอนออกรถใหม่นั่นแหละ แม้ในความจริง รถเก่าก็เข้าศูนย์ได้อยู่แล้ว – ไม่แปลก – แต่ค่าใช้จ่าย ไม่ใช่แบบนี้แน่นอน

Toyota มองเห็นความสำคัญในจุดนี้ จึงเสิร์ฟบริการพิเศษ ตอบแทน Brand Loyalty ของลูกค้า เพื่อให้ได้รับบริการดีที่สุด คุ้มค่า ราคาสบายกระเป๋า ไม่แตกต่างจากรถใหม่

ECO PACK SERVICE  มี 8 แพ็กเกจ เช็กละเอียดทุกจุด

สำหรับ ECO PACK SERVICE ของโตโยต้า จำหน่ายในรูปแบบ 8 แพ็กเกจเซอร์วิส มอบความคุ้มค่าในระดับที่มากกว่า และที่สำคัญ Maintenance แบบเร่งด่วนได้ทันที ไม่ต้องรออะไหล่นานอีกต่อไป มีสต็อกพร้อมเปลี่ยน ลูกค้าเลือกได้ตามที่ต้องการ ส่วนจะมีอะไรให้ “เลือกเช็ก” และ “เปลี่ยนใหม่” ดูตามรายละเอียดด้านล่างได้เลย

ECO PACK SERVICE 8 แพ็กเกจ เซอร์วิสมั่นใจ บริการครอบคลุม

  • บริการเช็กระยะพื้นฐาน
  • บริการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง
  • แพ็กเกจไส้กรองอากาศ
  • แพ็กเกจไส้กรองแอร์
  • แพ็กเกจเปลี่ยนใบปัดน้ำฝน
  • แพ็กเกจเปลี่ยนผ้าเบรก หน้า/หลัง (แยก)
  • แพ็กเกจเปลี่ยนโช้คอัพ หน้า/หลัง (แยก)
  • แพ็กเกจเปลี่ยนยาง

ECO PACK SERVICE เหมาะสำหรับรถ Toyota ใน 7 รุ่นหลัก

รถโตโยต้าที่สามารถใช้บริการแพ็กเกจ ECO PACK SERVICE มีทั้งหมด 7 รุ่นหลัก และเป็นรถในเจเนอเรชันก่อนโฉมปัจจุบันทั้งหมด พูดง่าย ๆ ก็คือ “รถเก่า” มีอายุการใช้งานมากกว่า 5 ปี หรือ 150,000 กม. และต้องหมดระยะรับประกันคุณภาพแล้ว เข้าเงื่อนไขบริการนี้ทันที สำหรับรถยนต์ Toyota รวมรุ่นที่สามารถใช้ ECO PACK SERVICE และ อะไหล่ทางเลือก ดังนี้

  1. Toyota Yaris 
  2. Toyota Vios 
  3. Toyota Corolla Altis 
  4. Toyota Hilux Vigo 
  5. Toyota Hilux Revo 
  6. Toyota Fortuner 
  7. Toyota Commuter

โปรโมชัน ! เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง รับบริการเช็กระยะเพิ่ม !

มาพร้อมโปรโมชันพิเศษ เฉพาะลูกค้าที่เลือกรับ “บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง Eco Pack Service*” สามารถรับบริการเช็กระยะพื้นฐาน ตรวจเช็กเพิ่ม 38 รายการ จ่ายเพิ่มเพียงแค่ 100 บาทเท่านั้น คุ้มจัดแบบตะโกน ! 

*หมายเหตุ – น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์โตโยต้า พร้อมปะเก็นและไส้กรองจากอะไหล่ทางเลือก

มัดรวม… ราคาเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง แพ็กเกจ ECO PACK SERVICE

ประหยัดขั้นสุด ราคาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง Eco Pack Service ของรถยนต์ Toyota ทั้ง 7 รุ่น

  • Toyota Yaris เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ราคาสุทธิ 730 บาท 
  • Toyota Vios เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ราคาสุทธิ 730 บาท 
  • Toyota Corolla Altis เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ราคาสุทธิ 860 บาท 
  • Toyota Hilux Vigo เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เริ่มต้น 1,000 บาท
  • Toyota Hilux Revo เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เริ่มต้น 1,000 บาท
  • Toyota Fortuner เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เริ่มต้น 1,150 บาท

Toyota Commuter เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ราคาสุทธิ 1,150 บาท

อะไหล่ทางเลือก เปิดราคา คุ้มค่า มาตรฐานโรงงาน

ก่อนจะไปพูดเรื่องราคาสุดว้าว ย้อนมาทำความเข้าใจ กับคำว่า “อะไหล่ทางเลือก” กันก่อน สรุปโดยรวมหมายถึง อะไหล่ที่ไม่ได้ผลิตจากค่ายรถยนต์โดยตรง แต่เป็นการผลิตขึ้นจากเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อให้มีคุณสมบัติใกล้เคียง ทำงานได้เหมือนกับอะไหล่ OEM 

อะไหล่ทางเลือก Eco Pack Service มั่นใจเรื่องคุณภาพ เพราะได้การรับรองจากโตโยต้า รับประกันคุณภาพอะไหล่และงานซ่อมนานถึง 6 เดือน หรือ 10,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

ในส่วนราคาพิเศษของ อะไหล่ทางเลือก เช่น ไส้กรองอากาศ 300 บาท*, ไส้กรองแอร์ 270 บาท*, โช้คอัพ 2,050 บาท*, เบรกคู่หน้า 1,670 บาท*, เบรกคู่หลัง 1,310 บาท*, ใบปัดน้ำฝน 175 บาท*, ยาง 1,489 บาท* ฯลฯ (*ราคาเริ่มต้นโดยประมาณ)

สรุปให้ชัด Eco Pack Service เหมาะกับใคร (ที่สุด)

อ่านจนถึงตรงนี้ ย้ำให้ชัดอีกสักที บริการหลังการขายในแพ็กเกจ Eco Pack Service เหมาะสำหรับรถเก่า ไม่ใช่โฉมปัจจุบัน ทั้ง 7 รุ่น มีอายุการใช้งาน 5 ปีขึ้นไป ตอนนี้ Toyota บริษัทแม่เค้ามีบริการเซอร์วิสให้แล้ว พร้อมอะไหล่ทางเลือก และช่างเทคนิคเฉพาะทาง 

ขับรถเข้าศูนย์บริการที่ร่วมรายการได้เลย เหมาะกับทุกคนที่มีรถยนต์โตโยต้า ไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อยเวลา จะซ่อม – จะเช็ก แต่ละครั้งอีกต่อไป 

นัดหมายเข้ารับบริการ Eco Pack Service ได้ที่ศูนย์บริการโตโยต้า

ดีแบบนี้ คุ้มแบบนี้ ยิ่งมั่นใจแบบนี้ อย่ารอช้า รีบนำรถเข้ารับบริการ Eco Pack Service ได้ที่ศูนย์บริการโตโยต้าที่ร่วมรายการ เพื่อให้รถคันโปรดของคุณ ฟื้นคืนสมรรถนะเหมือนใหม่ ด้วยราคามาตรฐาน 

เช็กราคา อะไหล่ทางเลือก >>> คลิกที่นี่ <<<

รายละเอียดเพิ่มเติม และนัดหมายเข้ารับบริการ ECO PACK SERVICE >>> คลิกที่นี่ <<< 

สนใจบริการ Eco Pack
ถุงลมนิรภัย หนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์

ถุงลมนิรภัย หนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์

‘ถุงลมนิรภัย’ ชื่อที่ใครหลายคนได้ยินอยู่เป็นประจำ และรับรู้ว่าเป็นระบบความปลอดภัยที่ถูกติดตั้งบนรถยนต์ทุกคัน เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่ แต่เชื่อได้เลยว่ายังมีคนอีกมากมายที่ยังไม่รู้ว่า จริง ๆ แล้วถุงลมนิรภัยนั้นทำงานกันตอนไหน ทุกครั้งเลยหรือไม่ แล้วทำงานอย่างไร วันนี้เราจะพาทุกท่านมาหาคำตอบกัน

ถุงลมนิรภัย คืออะไร ?

สำหรับการออกแบบรถยนต์ การคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยของผู้ขับขี่เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ที่ต้องมีการพัฒนารถยนต์ให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด และนอกจากเข็มขัดนิรภัยแล้ว การติดตั้งถุงลมนิรภัย ก็เป็นสิ่งที่ช่วยอาการบาดเจ็บของผู้ขับขี่เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรงได้เช่นกัน

ถุงลมนิรภัย (Airbags) เป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยภายในรถยนต์ โดยมีลักษณะภายนอกที่ทำมาถูกห่อหุ้มด้วยวัสดุที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งเจ้าถุงลมนิรภัยนั้นทำหน้าที่เสมือนหมอนรองหัวให้กับผู้โดยสารภายในยานพาหนะ และขยายตัวอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดอุบัติเหตุเพื่อป้องกันการกระแทกระหว่างผู้โดยสารและส่วนอื่น ๆ ของรถ

ถุงลมนิรภัยรถ อยู่ตรงไหนของรถยนต์ ?

ในรถยนต์แต่ละรุ่น จะมีตำแหน่งของถุงลมนิรภัยที่แตกต่างกันไป โดยมีขั้นต่ำอยู่ที่ 2 ตำแหน่งในรถที่มีราคาไม่แพงมากนัก และรถมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามราคาหรือความหรูหราของรถสูงสุดถึง 8 ตำแหน่ง แบ่งออกเป็น 5 ส่วน ดังนี้

  • ถุงลมนิรภัยด้านหน้า (Front Airbag) อยู่บริเวณด้านหน้าของรถทั้งซ้ายและขวา ทำหน้าที่ในการป้องกันผู้ขับและผู้โดยสารที่นั่งอยู่ด้านข้างผู้ขับ ทั้งหมด 2 ตำแหน่ง
  • ถุงลมนิรภัยด้านข้าง (Side Airbag) อยู่บริเวณเบาะนั่งหรือแผงประตู ทำหน้าที่ป้องกันแรงกระแทกจากด้านข้าง
  • ม่านถุงลมนิรภัย (Curtain Airbag) เป็นถุงลมที่มักจะถูกติดตั้งในรถที่มาราคาสูง จะพองขึ้นเมื่อเข็มขัดนิรภัยเกิดการดึงกลับ
  • ถุงลมนิรภัยป้องกันเข่าและขา (Knee Airbag) อยู่บริเวณด้านล่างของคอนโซลรถ ทำหน้าที่ป้องกันสะโพก ขา และเข่า ไม่ให้กระแทกกับส่วนอื่น ๆ ในรถ
  • ถุงลมที่พื้นใต้เท้า (Carpet Airbag) อยู่บริเวณใต้เบาะรถ ทำหน้าที่ช่วยผ่อนแรงกระแทกที่เท้าให้เบาลง แต่ปัจจุบันไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก

ถุงลมนิรภัย ทำงานอย่างไร ?

ในการทำงานของถุงลมนิรภัยนั้น บริเวณด้านหน้าหรือด้านข้างของเครื่องยนต์รถ จะมีเซนเซอร์นิรภัยที่วัดการสั่นสะเทือนติดตั้งอยู่ และเมื่อเซนเซอร์เหล่านี้ถูกแรงกระแทก ก็จะทำให้เกิดการส่งสัญญาณให้ถุงลมนิรภัยพองตัวและหุบลงภายหลัง ซึ่งรถยนต์ในปัจจุบันบางรุ่นตัวถุงลมจะทำงานเมื่อมีการรัดเข็มขัดนิรภัยเท่านั้น เพราะบ่อยครั้งที่ผู้โดยสารถูกแรงกระแทกขณะที่ไม่รัดเข็มขัดนิรภัยและกระเด็นไปชนกับถุงนิรภัยจนเกิดการบาดเจ็บ

ภายในตัวถุงลมนิรภัยจะมีการใส่แก๊สไนโตรเจนไว้ประมาณ 60-70 ลิตร ซึ่งในจะถูกบรรจุไว้ในรูปแบบของของแข็งที่มีชื่อว่า โซเดียมเอไซด์ อยู่บริเวณ inflator ในตอนแรก ซึ่งเจ้าของแข็งชนิดนี้จะเกิดปฏิกิริยาการสลายตัวเมื่อได้รับความร้อน (ประมาณ 300 องศาเซลเซียส) จากการตรวจจับการชน จนกลายเป็นโลหะโซเดียมและแก๊สไนโตรเจน

หลังจากการเกิดสารทั้ง 2 ชนิดนี้แล้ว ตัวโลหะโซเดียมที่มีนั้น อาจเกิดการระเบิดได้เมื่อเจอกับความชื้น ดังนั้นทางผู้ผลิตรถยนต์จึงจำเป็นที่จะต้องใส่ โพแทสเซียมไนเตรท ซึ่งสามารถกลายเป็นโพแทสเซียมออกไซด์และโซเดียมออกไซด์ซึ่งมีความอันตรายน้อยกว่าโลหะโซเดียม และการทำงานทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใน 0.04 วินาทีเท่านั้น

ถุงลมนิรภัยรถ ทำงานเมื่อไร ?

หลายคนเข้าใจว่าถุงลมนิรภัยจะมีการทำงานทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีหลากหลายเหตุผลที่ถุงลมนิรภัยจะไม่ทำงาน ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ส่วนใหญ่คือ การไม่คาดเข็มขัดนิรภัยและระบบการทำงานของเซนเซอร์เสีย โดยถุงลมนิรภัยจะพองตัวต่อเมื่อมีความเร็วที่มากพอ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้

  • รถที่มีความเร็วมากกว่า 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชนกับ รถบรรทุกหรือเสาไฟฟ้าจนเกิดการเสียรูป
  • รถยนต์ ชนกับ เสารถยนต์ ความเร็วมากกว่า 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  • รถที่มีความเร็วมากกว่า 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชนกับ รถที่จอดอยู่ กำแพง หรือคอนกรีต

ถึงแม้ว่าการติดตั้งถุงลมนิรภัยจะช่วยป้องกันการกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุได้ดี แต่การขับขี่อย่างระมัดระวัง และการมีรถที่มีประสิทธิภาพ ก็เป็นส่วนสำคัญในการป้องกันการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุได้ดีกว่า และถ้าอยากได้รถสวย ๆ คุณภาพดี ๆ ก็สามารถมาหาใน Kaidee Auto ได้เช่นกัน

อ่านบทความ เทคนิคยานยนต์ อื่น ๆ