เปิดย่าน “วรจักร” แหล่งรวมอะไหล่ยนต์

เปิดย่าน “วรจักร” แหล่งรวมอะไหล่ยนต์

เมื่อนึกถึงย่านที่รวมอะไหล่รถยนต์และอุปกรณ์ซ่อมต่างๆ หลายคนก็คงนึกถึงย่านวรจักรเป็นอันดับแรกๆ ซึ่งในย่านนี้ก็อยู่ที่ถนนวรจักร  นอกจากนี้ยังมีร้านขายจักรยาน มอเตอร์ไซค์อีกหลายร้านในย่านนี้อีกด้วย 

“วรจักร” ย่านแห่งอะไหล่รถยนต์

matichon.co.th

กล่าวได้ว่าตั้งแต่รุ่นอากงอาม่า ย่านนี้ก็กลายเป็นแหล่งรวมของอะไหล่ยนต์แล้ว ซึ่งจะมีทั้งร้านที่ขายส่งไปยังศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมต่างๆ และร้านที่รับซ่อมหรือตกแต่ง 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ย่านนี้ยังคงมีการค้าขายหรือพูดง่ายๆว่า “ไม่ตาย” นั้น เพราะเรื่องของราคาที่ถูกกว่าที่อื่นรวมถึงศูนย์บริการด้วย ที่สำคัญหลายๆร้านที่นี่ก็เป็นตัวแทนจำหน่ายของแบรนด์ต่างๆด้วย และไม่ว่าจะรถรุ่นไหนปีอะไร หากศูนย์บริการหรืออู่แถวบ้านซ่อมไม่ได้ไม่มีอะไหล่นั้น ให้มาลองถามที่ย่านนี้ได้เลย เพราะอะไหล่เก่าหายากส่วนมากก็เจอได้แค่ที่นี่ก็มี 

โดยปกติแล้วร้านต่างๆในย่านวรจักรจะเปิดตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ ตั้งแต่ประมาณ 10 โมงไปจนถึงช่วงสี่ถึงห้าโมงเย็น

สถานที่หลักในย่านนี้ 

นอกจากร้านขายอะไหล่ยนต์และร้านซ่อม-ตกแต่งรถแล้ว ที่นี่ยังมีสถานที่ให้เราได้เดินเล่นดูของอื่นๆอีกด้วย 

คลองถมเซ็นเตอร์

ภาพจาก klongthom.co.th

สมัยก่อนช่วงวันศุกร์-เสาร์และอาทิตย์ จะมีตลาดคลองถมในเกาะของคลองถมเซ็นเตอร์-โรงพยาบาลกลาง เรียกได้ว่าตอนนั้นในตลาดคลองถมมีขายแทบทุกอย่าง เรียกว่าของใช้ในบ้านขาดอะไรให้ไปหาที่คลองถม ตั้งแต่เสื้อผ้า ของกิน เครื่องเขียน เครื่องครัว อุปกรณ์การช่าง อุปกรณ์ว่ายน้ำ เป็นต้น  แต่ในปัจจุบันหลังจากมีกฏระเบียบการขายสินค้าบริเวณทางเท้าขึ้น ตลาดคลองถมก็ถูกจัดบริเวณให้อยู่ในคลองถมเซ็นเตอร์

ในคลองถมเซ็นเตอร์ด้านหน้าจะมีร้านอาหารหลายร้านให้ได้นั่งทาน ภายในมีร้านค้ามากมายกว่า 500 ร้าน มีทั้งอุปกรณ์เทคโนโลยีหลายประเภท อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เครื่องเสียง ของเล่น และของใช้ต่างๆมากมาย โดยไม่ต้องห่วงเรื่องราคาแพงเลย สำหรับใครที่ขับรถมา ด้านบนอาคารก็มีลานจอดรถให้บริการอีกด้วย

อาคารศรีวรจักร

ภาพจาก Grandpix.co.th

อาคารศรีวรจักรเป็นอาคารชื่อดังในย่านวรจักรที่รวบรวมร้านอะไหล่ทั้งรถยนต์และจักรยานยนต์ไว้มากมาย รวมถึงเครื่องเสียงก็มีด้วย โดยอาคารนี้จะตั้งอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลกลาง โดยจะอยู่ฝั่งซ้ายระหว่างทางที่ตรงไปยังแยกวรจักร 

3 ร้านตกแต่งรถแนะนำในย่านวรจักร

นอกจากร้านอะไหล่ที่มีมากมายลายตาในย่านวรจักรแล้วนั้น ร้านตกแต่งหรือซ่อมรถยนต์ก็มีมากมายเช่นกัน เรามี 3 ร้านมาแนะนำกันตามนี้เลย 

1.เด่นเจริญ วรจักร

หนึ่งในร้านเก่าแก่ในย่านวรจักรที่ตั้งอยู่บริเวณตรงข้ามโรงพยาบาลกลาง หลายๆครั้งที่ผ่านร้านนี้นั้น มักจะมีคิวรถจอดใช้บริการอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นติดฟิล์ม ทำกระจกไฟฟ้า ติดกล้องติดรถยนต์ สัญญาณกันขโมยและการตกแต่งอื่นๆอีกมากมาย 

2.T AutoSound

ใครมองหาร้านติดตั้งเครื่องเสียงในย่านนี้ก็สามารถมาที่ร้านนี้ได้เลย ทั้งการติดตั้งเครื่องเสียง รวมถึงติดสัญญาณกันขโมยและฟิล์มกรองแสงก็มีเช่นกัน 

3.วรจักรแอร์

รถใครใช้มานาน แล้วแอร์เริ่มไม่เย็นหรือเดี๋ยวเย็นเดี๋ยวร้อน มาที่ร้านนี้เลย ทั้งการซ่อมและติดตั้งแอร์รถยนต์หรืออะไหล่แอร์ก็มีจำหน่ายแบบขายส่งเช่นกัน   

การเดินทางมาที่วรจักร

ย่านวรจักรถือว่าอยู่ในตัวเมือง เรื่องการเดินทางนั้นหายห่วงได้เลย เพราะมีทั้งรถประจำทาง รถไฟใต้ดินหรือถ้ารถยนต์ส่วนตัวก็มีจุดจอดรถเช่นกัน

1.รถประจำทาง

สามารถนั่งรถโดยสารประจำทางสาย 15, 21, 47, 48 หรือ 204 ลงป้ายโรงพยาบาลกลางก็จะถึงวรจักรเลย

2.MRT 

สามารถลงได้สองสถานี ได้แก่ สถานีวัดมังกรและสถานีสามยอด แต่ทั้งสองสถานีนี้จะต้องเดินสักหน่อย ถ้าต้องการไปคลองถมเซ็นเตอร์ ก็จะเป็นสถานีวัดมังกรทางออก 3 ที่ใกล้ที่สุด 

3.รถยนต์ส่วนตัว

สำหรับใครที่ต้องการขับรถยนต์ส่วนตัวไปก็สามารถนำรถไปจอดที่คลองถมเซ็นเตอร์ อาคารศรีวรจักรและลานจอดรถในวัดพระพิเรนท์ฝั่งตรงข้ามคลองถมเซ็นเตอร์ก็ได้

สรุปย่านวรจักร

ถือเป็นอีกหนึ่งในย่านเก่าแก่สำหรับย่านวรจักรนี้ที่รวบรวมทั้งอะไหล่ยนต์ จักรยาน และอุปกรณ์จิปาถะต่างๆมากมาย ซึ่งใกล้ๆนี้ก็มีย่านยอดนิยมที่อยู่ติดกันนั่นคือย่านเยาวราชที่เป็นแหล่งรวมของกินอร่อยๆ ถือว่ามาหนึ่งได้เที่ยวถึงสอง การเดินทางก็มีหลากหลายเส้นทางให้เลือกไปอย่างสะดวกสุดๆ

แต่ถ้าหากใครไม่มีเวลาไปเดินดูของที่ย่านนี้ล่ะก็ Kaidee ของเราก็มีหมวดอะไหล่และประดับยนต์ให้คุณได้เข้าไปเลือกสินค้าอย่างสะดวก ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันก็สามารถเข้าดูได้แบบง่ายๆ นอกจากนี้เรายังมีสินค้ามากถึง 32 หมวดหมู่ให้คุณได้เลือก ลองไปดูกันเลย

ลูกปืนล้อแตกควรทำยังไงบ้าง? [บอกครบใน 5 นาที]

ลูกปืนล้อแตกควรทำยังไงบ้าง? [บอกครบใน 5 นาที]

คุณจะทำอย่างไร เมื่อเสียงหอนของรถคู่ใจ อาจไม่ได้เกิดจากพลังงานลึกลับ…

เปลี่ยนลูกปืนล้อ รถยนต์

‘ลูกปืนล้อ’ ถือเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการทำงานของรถยนต์ช่วงล่าง เพราะหากปราศจากลูกปืนล้อแล้ว รถจะไม่มีตัวกลางที่จะช่วยส่งกำลังจากเพลาสู่ล้อ และจะไม่สามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ในที่สุด 

โดยทั่วไปแล้ว ผู้ขับขี่รถมักจะหลงลืมให้ความสำคัญในการตรวจเช็กสภาพลูกปืนล้อตามระยะที่กำหนด ทำให้ลูกปืนล้อเริ่มเสื่อมสภาพ จนก่อให้เกิดเสียงหอนแปลก ๆ จากบริเวณช่วงล่างของรถ และจะดังขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อคุณเหยียบคันเร่ง แต่เชื่อเถอะว่าหากลูกปืนล้อของคุณเกิด ‘แตก’ ขึ้นมา ไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดเสียงที่ดังกระทบโสตประสาทของคุณตลอดทั้งการขับขี่ แต่ยังจะสร้างปัญหาในการเคลื่อนตัวของล้อ และอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ในระยะยาว

‘แล้วถ้าลูกปืนล้อเกิดแตกขึ้นมาเราควรทำยังไง?’ บทความนี้มีคำตอบมาให้ ขอเวลาสั้น ๆ ของคุณเพียงแค่ 5 นาทีต่อจากนี้ 

ลูกปืนล้อแตกได้ ไม่ซับซ้อน

ลูกปืนล้อแตก เปลี่ยน

โดยปกติแล้ว ลูกปืนล้อส่วนใหญ่จะมีระยะการใช้งานไม่เกิน 100,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 2-3 ปีขึ้นอยู่กับสภาพการขับขี่รถของผู้ขับแต่ละคน แต่หากผู้ขับขี่ใช้รถบนสภาพท้องถนนที่ขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อหรือมีความลาดชัน โดยไม่ลดความเร็วอยู่บ่อยครั้ง จะทำให้ลูกปืนล้อเกิดการรับน้ำหนักสะสมที่มากเกินไปจนเสื่อมสภาพ หรือแตกได้ในระยะเวลาที่เร็วกว่าปกติ 

นอกจากนี้ การใช้ลูกปืนล้อที่มีขนาดไม่พอดีกับตลับ หรือลูกปืนล้อและจาระบีที่ไม่ได้คุณภาพ จะทำให้ลูกปืนล้อสึกหรอจากการเสียดสีอย่างง่ายดาย และอาจมีน้ำหรือกรวดหินดินทรายเข้าไปติดอยู่ในตลับลูกปืน ทำให้ลูกปืนล้อเสียหายจนทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หากฝืนปล่อยไว้นานไม่ยอมซ่อม ยิ่งจะทำให้ล้อสั่นเวลาเคลื่อนที่และควบคุมไม่ได้ในที่สุด

จุดสังเกตสัญญาณ ‘อันตราย’ ที่ผู้ขับขี่พึงระวัง

แม้ลูกปืนล้อจะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเวลาขับขี่ แต่รถของเรา จะมีใครรู้ดีไปกว่าเรา ความรู้สึกและประสาทสัมผัสของผู้ขับขี่จึงเป็นมาตรวัด ตรวจสอบความผิดปกติของลูกปืนล้อได้ดีที่สุด ดังนั้นหากผู้ขับขี่รู้ ‘สัญญาณ’ ความเสื่อมของลูกปืนล้อ ก็จะช่วยให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที ดีกว่าไปตายเอาดาบหน้าตอนที่ล้อพังไปแล้ว

  1. ให้ ‘เสียง’ เป็นตัวบอก
ลูกปืนล้อแตก เสียงดัง

ความธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ลูกปืนล้อที่เสื่อมสภาพหรือแตกจนเกิดความเสียหายมักจะแสดงความผิดปกติออกมาผ่านเสียงหวีดแหลม คล้ายโลหะเสียดสีกัน ยิ่งเร่งความเร็วขึ้นมากเท่าไหร่ เสียงก็จะยิ่งดังขึ้นมากเท่านั้น จนผู้ขับอาจเกิดอาการหูอื้อได้เลย ทางที่ดีหลังจากที่ได้ยินเสียงแล้ว ผู้ขับขี่อาจลองตรวจสอบหาต้นตอของเสียงว่ามาจากล้อฝั่งไหนของรถ เพื่อการซ่อมแซมที่สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

  1. ให้ ‘ช่าง’ มาช่วยบอก
เปลี่ยนลูกปืนล้อ ถอดล้อ

ในความเป็นจริงแล้ว แค่ ‘เสียง’ เพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถทำให้ผู้ขับขี่ฟันธงได้เลยว่าลูกปืนล้อกำลังเสียหาย เพราะเสียงที่เกิดขึ้นอาจเกิดยางรถยนต์ที่เสื่อมสภาพ หรือท้องถนนที่ล้อรถเสียดสีอยู่ในทุก ๆ วัน เพราะฉะนั้น การให้ช่างหรือศูนย์บริการรถยนต์ช่วยทำการตรวจสอบก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด 

โดยปกติแล้วในการตรวจเช็กสภาพลูกปืนล้อ ช่างจะใช้แม่แรงยกรถขึ้นและทำการจับไปที่คานบริเวณใกล้ดุมล้อรถ พร้อมทั้งหมุนตัวล้อไปด้วย หากตัวคานเกิดการสั่นอย่างชัดเจนนั่นหมายความว่าลูกปืนล้อของรถกำลังเสื่อมหรือได้รับความเสียหาย 

ในขณะเดียวกัน ช่างอาจใช้วิธีเร่งความเร็วเครื่องในขณะที่รถกำลังยกตัวเพื่อให้ล้อหมุนโดยไม่มีน้ำหนักมากดทับ หากล้อตัวไหนส่งเสียงหวีดออกมาแสดงว่าลูกปืนของล้อฝั่งนั้นแตก และคุณจะต้องซ่อมมันก่อนที่จะนำรถกลับไปขับขี่

ลูกปืนล้อแตกได้ ก็ซ่อมได้

เปลี่ยนลูกปืนล้อ ประกอบล้อ

เมื่อถึงคราวที่รถของคุณต้องเปลี่ยนลูกปืนล้อ วางใจได้เลยเพราะขั้นตอนการเปลี่ยนนั้นง่ายแสนง่ายและใช้เวลาไม่นาน เพียงแค่ใช้แม่แรงยกรถให้ล้อลอยขึ้นจากพื้น จากนั้นก็ทำการขันนอตที่ยืดกับตัวล้อ แล้วถอดล้อออกมา เพื่อที่จะใช้ประแจขันดุมล้อพร้อมชุดลูกปืนที่มีปัญหาออกและนำชุดลูกปืนใหม่ใส่แทนเข้าไป

พอเปลี่ยนเสร็จเรียบร้อยอย่าลืมครอบดุมล้อและขันล้อกลับไปตามเดิม หากลองหมุนล้อดูแล้วไม่เกิดเสียงผิดปกติ หรืออาการสั่นใด ๆ ที่บริเวณล้อและคานช่วงล่างก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ สามารถนำรถกลับไปขับขี่ได้ทันที 

สำหรับสถานที่เปลี่ยนลูกปืนล้อ หากรถของคุณยังอยู่ภายใต้การดูแลของประกัน คุณสามารถนำรถเข้าไปเคลมลูกปืนล้อได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ภายใต้เงื่อนไขว่าคุณจะต้องไม่ได้ทำการปรับเปลี่ยนช่วงล่างใด ๆ ของรถคุณมาก่อนหน้านี้ แต่ถ้าหากรถคุณหมดช่วงประกันหรือหลุดประกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยังไงอู่ซ่อมรถก็ยังเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรแท้ของคนใช้รถใช้ถนนเสมอ แต่ต้องระวังอย่าให้เขาย้อมแมวเอาลูกปืนล้อคุณภาพต่ำมาซ่อมให้คุณเชียว แม้จะราคาถูกกว่า แต่ถ้าได้ลูกปืนล้อที่ไม่ได้คุณภาพมา ยังไงก็ไม่คุ้ม

สรุปง่าย ๆ ก่อนจากกัน

จริง ๆ แล้วปัญหาลูกปืนล้อแตกสามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดายหากผู้ขับขี่เข้าใจถึงสภาพการทำงานของลูกปืนล้อ หมั่นสังเกตอาการของปัญหา และทราบวิธีการแก้ไขที่ถูกต้อง 

ที่สำคัญลูกปืนล้อคุณภาพดีสมัยนี้มีขายทั่วไปตามอินเตอร์เน็ต ตกข้างละไม่เกิน 2,000 บาทเท่านั้นขึ้นอยู่กับขนาดและเกรดของมัน หากคุณกลัวว่าจะสู้ราคาศูนย์ไม่ไหว คุณก็สามารถสั่งซื้อออนไลน์ และนำไปให้ช่างที่อู่ซ่อมรถเปลี่ยนให้ได้ ไม่จำเป็นต้องไปรอซ่อมที่ศูนย์บริการเสมอไป 

และถ้าหากไม่มีเวลานำรถไปเปลี่ยนที่ศูนย์ คุณอาจลองเปลี่ยนลูกปืนล้อได้ด้วยตัวเองตามขั้นตอนที่กล่าวไว้ข้างต้น ขอเพียงแค่มีอุปกรณ์ที่จำเป็น และพละกำลังในการยกแม่แรงและการขันนอต แต่ถ้าไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง ยังไงไปซ่อมที่อู่น่าจะปลอดภัยกว่านะ 

สุดท้ายนี้อย่าลืมว่าการดูแลรถไม่เพียงแต่จะช่วยรับประกันความปลอดภัยของผู้ขับขี่ แต่ยังช่วยสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่น ๆ ด้วย ผู้ขับขี่จึงมีหน้าที่ต้องตรวจสอบสภาพรถยนต์ และอุปกรณ์ภายในอยู่เสมอ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ใช่คุณเพียงคนเดียวที่อยากขับรถถึงที่หมายอย่างปลอดภัย

ถุงลมนิรภัย หนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์

ถุงลมนิรภัย หนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์

‘ถุงลมนิรภัย’ ชื่อที่ใครหลายคนได้ยินอยู่เป็นประจำ และรับรู้ว่าเป็นระบบความปลอดภัยที่ถูกติดตั้งบนรถยนต์ทุกคัน เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่ แต่เชื่อได้เลยว่ายังมีคนอีกมากมายที่ยังไม่รู้ว่า จริง ๆ แล้วถุงลมนิรภัยนั้นทำงานกันตอนไหน ทุกครั้งเลยหรือไม่ แล้วทำงานอย่างไร วันนี้เราจะพาทุกท่านมาหาคำตอบกัน

ถุงลมนิรภัย คืออะไร ?

สำหรับการออกแบบรถยนต์ การคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยของผู้ขับขี่เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ที่ต้องมีการพัฒนารถยนต์ให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด และนอกจากเข็มขัดนิรภัยแล้ว การติดตั้งถุงลมนิรภัย ก็เป็นสิ่งที่ช่วยอาการบาดเจ็บของผู้ขับขี่เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรงได้เช่นกัน

ถุงลมนิรภัย (Airbags) เป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยภายในรถยนต์ โดยมีลักษณะภายนอกที่ทำมาถูกห่อหุ้มด้วยวัสดุที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งเจ้าถุงลมนิรภัยนั้นทำหน้าที่เสมือนหมอนรองหัวให้กับผู้โดยสารภายในยานพาหนะ และขยายตัวอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดอุบัติเหตุเพื่อป้องกันการกระแทกระหว่างผู้โดยสารและส่วนอื่น ๆ ของรถ

ถุงลมนิรภัยรถ อยู่ตรงไหนของรถยนต์ ?

ในรถยนต์แต่ละรุ่น จะมีตำแหน่งของถุงลมนิรภัยที่แตกต่างกันไป โดยมีขั้นต่ำอยู่ที่ 2 ตำแหน่งในรถที่มีราคาไม่แพงมากนัก และรถมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามราคาหรือความหรูหราของรถสูงสุดถึง 8 ตำแหน่ง แบ่งออกเป็น 5 ส่วน ดังนี้

  • ถุงลมนิรภัยด้านหน้า (Front Airbag) อยู่บริเวณด้านหน้าของรถทั้งซ้ายและขวา ทำหน้าที่ในการป้องกันผู้ขับและผู้โดยสารที่นั่งอยู่ด้านข้างผู้ขับ ทั้งหมด 2 ตำแหน่ง
  • ถุงลมนิรภัยด้านข้าง (Side Airbag) อยู่บริเวณเบาะนั่งหรือแผงประตู ทำหน้าที่ป้องกันแรงกระแทกจากด้านข้าง
  • ม่านถุงลมนิรภัย (Curtain Airbag) เป็นถุงลมที่มักจะถูกติดตั้งในรถที่มาราคาสูง จะพองขึ้นเมื่อเข็มขัดนิรภัยเกิดการดึงกลับ
  • ถุงลมนิรภัยป้องกันเข่าและขา (Knee Airbag) อยู่บริเวณด้านล่างของคอนโซลรถ ทำหน้าที่ป้องกันสะโพก ขา และเข่า ไม่ให้กระแทกกับส่วนอื่น ๆ ในรถ
  • ถุงลมที่พื้นใต้เท้า (Carpet Airbag) อยู่บริเวณใต้เบาะรถ ทำหน้าที่ช่วยผ่อนแรงกระแทกที่เท้าให้เบาลง แต่ปัจจุบันไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก

ถุงลมนิรภัย ทำงานอย่างไร ?

ในการทำงานของถุงลมนิรภัยนั้น บริเวณด้านหน้าหรือด้านข้างของเครื่องยนต์รถ จะมีเซนเซอร์นิรภัยที่วัดการสั่นสะเทือนติดตั้งอยู่ และเมื่อเซนเซอร์เหล่านี้ถูกแรงกระแทก ก็จะทำให้เกิดการส่งสัญญาณให้ถุงลมนิรภัยพองตัวและหุบลงภายหลัง ซึ่งรถยนต์ในปัจจุบันบางรุ่นตัวถุงลมจะทำงานเมื่อมีการรัดเข็มขัดนิรภัยเท่านั้น เพราะบ่อยครั้งที่ผู้โดยสารถูกแรงกระแทกขณะที่ไม่รัดเข็มขัดนิรภัยและกระเด็นไปชนกับถุงนิรภัยจนเกิดการบาดเจ็บ

ภายในตัวถุงลมนิรภัยจะมีการใส่แก๊สไนโตรเจนไว้ประมาณ 60-70 ลิตร ซึ่งในจะถูกบรรจุไว้ในรูปแบบของของแข็งที่มีชื่อว่า โซเดียมเอไซด์ อยู่บริเวณ inflator ในตอนแรก ซึ่งเจ้าของแข็งชนิดนี้จะเกิดปฏิกิริยาการสลายตัวเมื่อได้รับความร้อน (ประมาณ 300 องศาเซลเซียส) จากการตรวจจับการชน จนกลายเป็นโลหะโซเดียมและแก๊สไนโตรเจน

หลังจากการเกิดสารทั้ง 2 ชนิดนี้แล้ว ตัวโลหะโซเดียมที่มีนั้น อาจเกิดการระเบิดได้เมื่อเจอกับความชื้น ดังนั้นทางผู้ผลิตรถยนต์จึงจำเป็นที่จะต้องใส่ โพแทสเซียมไนเตรท ซึ่งสามารถกลายเป็นโพแทสเซียมออกไซด์และโซเดียมออกไซด์ซึ่งมีความอันตรายน้อยกว่าโลหะโซเดียม และการทำงานทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใน 0.04 วินาทีเท่านั้น

ถุงลมนิรภัยรถ ทำงานเมื่อไร ?

หลายคนเข้าใจว่าถุงลมนิรภัยจะมีการทำงานทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีหลากหลายเหตุผลที่ถุงลมนิรภัยจะไม่ทำงาน ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ส่วนใหญ่คือ การไม่คาดเข็มขัดนิรภัยและระบบการทำงานของเซนเซอร์เสีย โดยถุงลมนิรภัยจะพองตัวต่อเมื่อมีความเร็วที่มากพอ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้

  • รถที่มีความเร็วมากกว่า 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชนกับ รถบรรทุกหรือเสาไฟฟ้าจนเกิดการเสียรูป
  • รถยนต์ ชนกับ เสารถยนต์ ความเร็วมากกว่า 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  • รถที่มีความเร็วมากกว่า 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชนกับ รถที่จอดอยู่ กำแพง หรือคอนกรีต

ถึงแม้ว่าการติดตั้งถุงลมนิรภัยจะช่วยป้องกันการกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุได้ดี แต่การขับขี่อย่างระมัดระวัง และการมีรถที่มีประสิทธิภาพ ก็เป็นส่วนสำคัญในการป้องกันการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุได้ดีกว่า และถ้าอยากได้รถสวย ๆ คุณภาพดี ๆ ก็สามารถมาหาใน Kaidee Auto ได้เช่นกัน

อ่านบทความ เทคนิคยานยนต์ อื่น ๆ