เก้าอี้ทำงานแบบไหนเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของเรา?

เก้าอี้ทำงานแบบไหนเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของเรา?

การนั่งเก้าอี้ถือเป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่ง หรือเมื่อเราเดินจนเมื่อยขาก็เปลี่ยนมานั่งเพื่อเปลี่ยนการลงน้ำหนักจากเท้าเป็นที่บั้นท้ายแทน แต่เมื่อใดที่นั่งนานๆ ก็อาจทำให้เราเมื่อยได้เช่นกัน เพราะน้ำหนักที่ถูกส่งผ่านหลังไปยังบั้นท้าย หากนั่งผิดท่าหรือลงน้ำหนักไปที่ส่วนหลังมากเกินไปก็จะเกิดอาการปวดหลังตามมา ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อปัญหาเหล่านี้นั่นคือเก้าอี้ที่เรานั่งนั่นเอง

ปวดหลังเพราะนั่งเก้าอี้ทำงานนานๆ

เราต่างใช้เวลานั่งทำงานหน้าจอคอมกันประมาณ 7 – 8 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งนั่นหมายความว่าร่างกายของเราต้องอยู่ในท่านั่งเป็นเวลานานมากๆ ดังนั้นเป็นเรื่องปกติที่จะมีอาการปวดเมื่อย แต่หากเราไม่หาวิธีแก้ไขหรือนั่งแบบเดิมต่อไปเรื่อยๆ อาการปวดหลังก็จะรุนแรงมากขึ้่น บางคนอาจมีอาการหลังค่อมหรืออาจกระดูกสันหลังคดก็เป็นได้ ซึ่งสิ่งที่ส่งผลกับปัญหาเหล่านี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากเก้าอี้ที่ใช้ ไม่สามารถรองรับสรีระร่างกายของเราอย่างถูกต้อง ทำให้เกิดอาการที่ค่อยๆสะสมจนเป็นปัญหาสุขภาพและลำบากในการรักษาภายหลัง

สรีระร่างกายที่ถูกต้องเวลานั่ง ตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomics)

เมื่อต้องนั่งเป็นเวลานานๆ สิ่งที่ต้องคอยเตือนตัวเองไว้เสมอนั่นคือท่านั่งที่สรีระร่างกายวางไว้ตามจุดที่ถูกต้อง แต่ไม่จำเป็นต้องเกร็งหรือกำหนดหลังของเราให้ตรงตลอดเวลา แต่เพียงรู้ท่าทางที่ถูกต้องและไม่เปลี่ยนสรีระไปในแบบที่ผิดสุขลักษณะ

1.หลัง

หากต้องการพิงหลัง ให้นั่งพิงโดยปรับพนักพิงให้มีองศาที่เหมาะสมประมาณ 100 องศา ไม่เอนไปด้านหลัง หรือตั้งฉากจนเกินไป หากไม่พิงพนัก ให้นั่งหลังตรงแบบธรรมชาติ ไม่ต้องดัดให้ตรงดิ่งหรือแอ่นหลัง เพียงแค่ไม่ค่อมหลังลงก็พอ

2.แขน

เมื่อเรานั่งหลังตรงอย่างธรรมชาติแล้ว ให้วางแขนไว้บนโต๊ะหรือที่พักแขนให้ตั้งฉาก เวลาพิมพ์งานหรือคลิกเมาส์ ต้องไม่ยื่นหรือหดแขนจนเกินไป 

3.ไหล่

หลังจากที่วางแขนอย่างถูกต้องแล้ว บางครั้งเราอาจติดการยกไหล่เพื่อไปกดคีย์บอร์ดหรือเขียนหนังสือ ควรแก้ด้วยการปรับความสูงของเก้าอี้ให้พอดีในแบบที่เราไม่ต้องยกไหล่หรือยกแขนเวลาพิมพ์หรือเขียน และที่สำคัญคือต้องไม่ห่อไหล่เวลานั่ง 

4.คอและหัว

ส่วนคอเป็นส่วนที่สำคัญมากส่วนหนึ่ง เวลานั่งไม่ควรยื่นหน้าเข้าใกล้จอหรือก้ม-เงยหน้ามองหน้าจอมากเกินไป และไม่ควรเกร็งคอให้ตรงตลอดเวลา เพราะอาจะทำให้เราเมื่อและปวดหัวจากการเกร็งคอและจ้องจอใกล้ๆได้ 

5.ขา

เราควรวางขาให้เท้าราบติดพอดีกับพื้น หากได้องศาการนั่งที่พอดีแล้วขายังลอยจากพื้น ให้หาหมอนมาวางรองเหยียบเพื่อให้ไม่เมื่อยน่องส่วนบน ที่สำคัญคือไม่ควรนั่งไขว่ห้าง เพราะการนั่งไขว่ห้างเป็นเวลานานบ่อยๆ จะส่งผลต่อกระดูกสันหลังของเรา และอาจทำให้เป็นกระดูกสันหลังคดได้

เก้าอี้นั่งทำงานมีกี่แบบนะ?

การทำงานของแต่ละคนแน่นอนว่ามีความแตกต่างกัน บางคนอาจนั่งทำงานไม่นานต้องเดินไปประชุมหรือออกไปข้างนอก แต่บางคนก็ต้องนั่งอยู่กับที่ตลอดทั้งวัน ดังนั้นการใช้เก้าอี้ทำงานจึงมีความแตกต่างกันไปด้วย

1.เก้าอี้แบบพนักพิง

เก้าอี้แบบพื้นฐานที่ตามสำนักงานออฟฟิศต่างๆมี หากบริษัทไหนลงทุนเพื่อสุขภาพของพนักงานหน่อยก็จะมีเก้าอี้สามารถปรับระดับความสูงได้ ซึ่งเก้าอี้รูปแบบนี้มักมีราคาตั้งแต่ถูกไปจนแพง ซึ่งสิ่งที่แตกต่างกันคือวัสดุที่นำมาประกอบและการออกแบบให้นั่งได้สบายที่สุด  

2.เก้าอี้แบบโซฟา

เช่นเดียวกับเก้าอี้แบบพนักพิง เก้าอี้แบบโซฟามักมีวางไว้ในออฟฟิศประมาณหนึ่งถึงสองตัว ด้วยความนุ่มของตัวเบาะและความกว้างของขนาดโซฟา ทำให้เราสามารถนั่งพักผ่อนได้ หรืออาจนั่งงีบระหว่างวันได้อย่างสบายอีกด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่เก้าอี้โซฟาต่างจากเก้าอี้พนักพิงคือการปรับระดับความสูง เก้าอี้โซฟาส่วนมากจะสามารถปรับได้เพียงองศาของพนักพิง 

3.เก้าอี้เพื่อสุขภาพ

ในช่วงหลังๆมานี้การใส่ใจเรื่องสุขภาพของผู้คนเริ่มมีมากขึ้น เรื่องของเก้าอี้ก็ด้วยเช่นกัน บางบริษัทที่ผลิตเก้าอี้โดยเฉพาะก็จะมีการศึกษาวิจัยด้านการยศาสตร์และสรีระศาสตร์ และออกแบบเก้าอี้เพื่อให้คนนั่งทำงานได้อย่างไม่ปวดเมื่อย 

เก้าอี้แบบไหนดีที่สุด?

ตามจริงแล้วเก้าอี้ที่ดีที่สุดของคุณคือเก้าอี้ที่ตอบโจทย์การนั่งของคุณมากที่สุด ดังนั้นการเลือกซื้อเก้าอี้สักตัวควรคำนึงว่าเราจะเอาเก้าอี้นี้ไปวางและใช้ที่บริเวณไหนและเพื่ออะไร 

1.คนที่นั่งทำงานนานติดกันเกิน 4 ชั่วโมงต่อวัน

คนส่วนใหญ่คงอยู่ในกลุ่มนี้ ที่ต้องไปทำงานแล้วนั่งติดต่อกันตั้งแต่เช้าจนเที่ยงแล้วมาต่อตอนบ่ายถึงเย็น และแน่นอนว่าหลายๆคนคงเกิดอาการปวดหลังเมื่อผ่านไปสักพักหนึ่ง ซึ่งนอกจากการแก้ไขด้วยการนั่งให้ถูกวิธีแล้ว ยังมีอีกหนึ่งตัวช่วยที่ส่งผลได้อย่างมาก นั่นคือเก้าอี้เพื่อสุขภาพ 

เก้าอี้เพื่อสุขภาพเป็นเก้าอี้ที่ถูกออกแบบตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการนั่งของเราให้สบายมากยิ่งขึ้น แต่ข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือเรื่องของราคาที่อาจสูงกว่าเก้าอี้ทั่วไป แต่หากเพื่อสุขภาพของเราแล้วนั้น การลงทุนกับเก้าอี้เพื่อสุขภาพนี้ถือเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามาก และความทนทานของตัวเก้าอี้ก็อาจอยู่ได้นานกว่าเก้าอี้ทั่วไปด้วยเช่นกัน

2.คนที่นั่งทำงานไม่นานและต้องคอยไปตามที่ต่างๆอยู่บ่อยๆ

ใครที่ทำงานอยู่บ้านหรืออยู่ออฟฟิศแล้วต้องออกไปหาลูกค้าหรือออกไปคุยงานบ่อยๆ เก้าอี้พนักพิงก็ถือเป็นเก้าอี้ตัวหนึ่งที่ตอบโจทย์ แต่ต้องเลือกเป็นเก้าอี้ที่สามารถปรับระดับความสูงของตัวเบาะและที่พักแขน รวมถึงสามารถปรับเอนตัวเบาะหลังเมื่อต้องการพักได้ 

3.คนที่ทำงานที่บ้าน

ในช่วงปี 2020 นี้ หลายบริษัทปรับให้พนักงานทำงานที่บ้านกันมากขึ้น ซึ่งหลายคนก็อาจถูกปรับให้ทำงานที่บ้านเป็นหลัก ดังนั้นแนะนำให้มีเก้าอี้หลากหลายแบบไว้ที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้เพื่อสุขภาพและเก้าอี้แบบโซฟา เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนมุมการทำงาน ไม่ให้อุดอู้อยู่ในจุดๆเดียว แต่ระวังเมื่อนั่งเก้าอี้โซฟานานๆ อาจง่วงจนเผลอหลับได้ล่ะ

สรุป

เก้าอี้ทำงานที่เหมาะสมในแต่ละคนอาจมีความแตกต่างกัน เพราะด้วยส่วนสูงและน้ำหนักที่ไม่เหมือนกัน ทำให้เก้าอี้ที่เรานั่งแล้วรู้สึกสบาย แต่กับคนอื่นอาจไม่รู้สึกสบายเช่นเดียวกันเราได้เช่นกัน ดังนั้น ควรเลือกให้ดีแล้วลองนั่งเองสักพักเพื่อให้ได้รู้ว่ารู้สึกสบายกับตัวเราหรือไม่ และหากใครมองหาเก้าอี้มือสองอยู่ล่ะก็ เรามีหมวดเฟอร์นิเจอร์ให้คุณได้เข้าไปเลือกซื้อเก้าอี้หลากหลายแบบได้อย่างสะดวก ลองเข้าไปดูกันเลย

เล่าประสบการณ์ “โรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง” (Imposter Syndrome) ในอาชีพ Content Writer

เล่าประสบการณ์ “โรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง” (Imposter Syndrome) ในอาชีพ Content Writer

สวัสดีทุกคน เราชื่อ “โบนัส” จริงๆ เราไม่มั่นใจเลยที่จะเขียนเรื่องนี้ เพราะไม่รู้ว่าจะเขียนให้เพื่อน ๆ เข้าใจได้หรือเปล่า แต่เราอยากแชร์เลยลองเขียนดู หวังว่าเรื่องนี้จะมีประโยชน์กับเพื่อน ๆ ที่กำลังเผชิญหน้าหรือคิดว่าตัวเองกำลังจะเป็นโรคนี้อยู่บ้างนะ 🙂

“จุดเริ่มต้น”

ตั้งแต่เด็กจนโต เราอยู่กับความคาดหวังสูงเสียดฟ้ามาตลอด แล้วยิ่งกับการเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้านด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าต้องแบกรับความคาดหวังและทำให้มันสำเร็จให้ได้ แต่.. ไม่ว่าเราจะผ่านด่านความคาดหวังกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เรามักจะได้ยินประโยคที่ว่า “ทำได้แค่นี้เหรอ” ทุกครั้ง ซึ่งรู้ตัวอีกที เราก็กลายเป็นคนที่ตั้งคำถามกับทุกอย่างในชีวิตของตัวเองไปซะแล้ว

ตอนแรกเรามีความมั่นใจมากว่าเรามีความสามารถ ทำได้ดีแล้ว (เท่าที่คนๆหนึ่งทำได้) แต่พอเจออะไรอะไรพวกนั้นบ่อย ๆ ความคิดของเราก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย

ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะโชคช่วย
จริง ๆ แล้ว เราไม่เก่งอะไรเลย

เราว่าชีวิตเราโชคดี และมักจะเข้าไปอยู่ในจังหวะที่ดีอยู่เสมอ ทำให้หลาย ๆ อย่างในชีวิตของเราประสบความสำเร็จเป็นอย่างที่หวัง ไม่ว่าจะเป็นการที่เรายื่นคะแนนรับตรงเข้าคณะที่ตั้งใจได้ หรือแม้แต่การได้งานที่เราอยากทำ ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือเราไม่รู้สึกดีใจกับสิ่งที่ได้มาเลย เพราะเรารู้สึกว่าเราได้จากความโชคดีมากกว่า ความรู้สึกต่อมาคือเราคิดเสมอว่าเราไม่เก่ง ไม่มีอะไรดี ไม่สมควรได้รับโอกาสเหล่านี้ด้วยซ้ำ .. . มันเป็นแค่เรื่องผ่านมาผ่านไปแค่นั้น และนั่นคือความเจ็บปวดอยู่กับเรามาตลอด ถ้าเป็นวงกลม 2 วง ก็เรียกได้ว่ามันทับซ้อนกันจนจะแนบสนิทเป็นหนึ่งเดียวกันอยู่แล้ว

“Dead Inside” 

การเป็นนักเขียนของเราแน่นอนว่ามันไม่ง่าย แต่ไม่รู้ทำไมเราไม่เคยยินดีกับงานเขียนของเราเลยสักครั้ง หนำซ้ำยังรู้สึกว่ามีคนเก่งรอบตัวเยอะไปหมดจนรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กกว่าพวกเขามาก รู้สึกว่างานเขียนของทุกคนดีกว่าเราหมด เราอยู่อันดับท้าย ๆ ของทีม อีกทั้งยังกลัวการเปิดเผยว่าชิ้นงานนี้เป็นของตัวเอง แม้ผลของมันจะออกมาน่าพอใจก็ตาม

ช่วงทำงานก็เหมือนกัน เมื่อเราเริ่มเขียนงานสักชิ้น เราจะเริ่มรู้สึกว่างานเขียนของเราห่วยแตก ไร้ประโยชน์ จากนั้นก็เริ่มโทษตัวเองหนักขึ้น รู้สึกว่าสิ่งที่เกิดในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคำชม ความพอใจต่าง ๆ หรือแม้แต่สิ่งที่คาดหวัง มันไม่ได้ดั่งใจไปหมดเลย จากความคิดทั้งหมดที่บอกไปในตอนแรก ทำให้เราทำงานลำบากมากขึ้น เราเริ่มไม่อยากไปทำงาน กลัวการคุยกับเพื่อนร่วมงาน ไม่กล้าเสนอไอเดีย ความคิดเริ่มเป็นไปในเชิงลบ ไม่อยากไปเจอเพื่อน และเก็บตัวมากขึ้น ซึ่งสิ่งรุนแรงที่สุดคือเราไม่อยากเขียนอะไรอีกเลย สุดท้ายเราเลยตั้งคำถามกับตัวเองว่า “หรือเราไม่ควรเอาสิ่งที่รักมาเป็นอาชีพกันแน่?”

ก่อนชีวิตจะพังไปมากกว่านี้ เราเลยเริ่มหาคำตอบว่าเรากำลังเป็นอะไรกันแน่ จนได้รู้จักกับ Imposter Syndrome

Imposter Syndrome

Imposter Syndrome คือ อาการที่บุคคลมีความกังวลเกี่ยวกับความสามารถหรือแม้แต่ความสำเร็จของตัวเอง โดยจะคิดเสมอว่าตัวเองไม่เก่งพอ ด้อยคุณภาพ ไม่คู่ควรกับสิ่งที่ได้มา รวมไปถึงสิ่งต่าง ๆ ได้มาเพราะโชคช่วย

อาการดังกล่าวถูกค้นพบโดยนักจิตวิทยา ในปี ค.ศ. 1978 แล้ว
ซึ่งอาการ Impostor Syndrome ยังไม่ได้การรับรองให้เป็นโรคทางจิตเวชอย่างเป็นทางการ แต่นับว่าอาการดังกล่าวส่งผลต่อการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก

แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเราเป็น Imposter Syndrome ?

ก่อนอื่นต้องบอกว่าใคร ๆ ก็เป็น Imposter Syndrome ได้ แต่อาการดังกล่าวก็มีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะเกิดกับกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จระดับสูง เด็กจบใหม่ เด็กที่พ่อแม่ปกป้องช่วยเหลือมากเกินไป นักวิชาการ คนที่ถูกพูดว่าตัวเองไม่เก่งจนคิดแบบนั้นจริง ๆ ไปจนไปถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลกเสียส่วนใหญ่ ถ้ากำลังสงสัยว่าเรากำลังเป็นอยู่หรือเปล่า ลองสังเกตตัวเองผ่าน Checklist ต่อไปนี้ดู

  • ฉันทำได้เพราะมีคนช่วยต่างหาก
  • ฉันทำได้เพราะมี Connection มากมาย
  • ฉันไม่ได้มีอะไรพิเศษ หรือเก่งอะไรหรอก คนอื่นก็ทำได้เหมือนกันนั่นแหละ
  • ฉันไม่ควรได้รับสิ่งดี ๆ คำชม หรืออะไรทั้งนั้น
  • ทุกคนแค่ทำตัวดีกับฉันไปอย่างนั้นแหละ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม
  • ฉันไม่อยากขอความช่วยเหลือใคร ต้องการรับผิดชอบเพียงคนเดียว
  • ทุกอย่างได้มาเพราะโชคช่วย และความบังเอิญ
  • ฉันตั้งความคาดหวัง และตั้งเป้าหมายกับทุกอย่างสูงเกินความเป็นจริง
  • ไม่เคยพอใจกับสิ่งที่สำเร็จหรือเกิดขึ้น เพราะรู้สึกว่ายังไม่ดีพอ

ถ้าเช็คแล้วรู้สึกว่าตัวเองเข้าข่าย เราว่าถึงเวลาแล้วล่ะต้องจัดการความรู้สึก เริ่มพยุงใจตัวเองได้แล้วนะ 🤍

ทางออก ?

การเดินออกจากความรู้สึกพวกนี้ แน่นอน..มันไม่ง่าย แต่จะให้อยู่เฉย ๆ ก็ไม่ได้เหมือนกัน และนี่คือวิธีเอาตัวรอดจาก Imposter Syndrome อย่างง่าย ๆ ของเราเอง

ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น

ข้อนี้ทำยากสุด เพราะความคิดมันจะตีกันตลอดเวลา แต่ถ้าไม่ยอมรับให้ได้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร สาเหตุมาจากไหน ก็ไปต่อไม่ได้ เราก็เลยต้อง “พยายาม” (ใช้คำว่าพยายามเลยนะ) ที่จะยอมรับให้ได้ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม

ร้องไห้ ร้องไห้ แล้วก็ร้องไห้

ยอมรับได้แล้ว ต้องหาทางระบายออก ซึ่งเราก็เป็นพวก EMO จ๋า ๆ อยู่แล้วด้วย รออะไรล่ะ ร้องไห้สิ ร้องอยู่นั่น ร้องให้ตายไปข้าง ร้องจนตาปูดตาบวมมาทำงาน แต่เฮ้ย ! มันช่วยได้จริง เพราะเราว่าการระบายสิ่งที่อึดอัดใจออกมา สามารถช่วยให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายจากความเครียด วิตกกังวล หรือความรู้สึกแย่ ๆ ในใจได้ จะแสดงทางการกระทำหรือคำพูดก็ได้ทั้งนั้นแหละ สไตล์ใครสไตล์มัน

เขียนทุกอย่างที่กำลังรู้สึก หรืออะไรก็ได้ที่ดีกับตัวเอง

แน่นอนว่าเราชอบเขียน แต่ไม่ใช่ให้เขียนงานหรือทำงานต่อนะ แต่ให้เขียนสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองลงไป เพื่อให้เราได้สำรวจตัวเองว่าเรากำลังเป็นอะไร รู้สึกอะไรอยู่ อยากให้ทุกอย่างเป็นไปในทิศทางไหน หรือจะไม่เขียนแต่เป็นวาดรูปก็ไม่ติด ส่วนใครจะเป็นเวย์อื่น เช่น ไปเที่ยว อ่านหนังสือ ก็ได้เหมือนกัน

ใจดักับตัวเองให้มาก ปรับความคิดตัวเองบ้างก็ดี

ข้อนี้ก็ยากสำหรับเราอีกนั่นแหละ แต่ทำไงได้ ถ้าไม่ทำก็ไม่มีทางดีขึ้น (สำหรับเรา)
เพราะฉะนั้นถ้าใจดีกับคนรอบข้าง ก็อย่าลืมหันมาใจดีกับตัวเองบ้าง อย่ากดดันตัวเองจนเกินไป ชีวิตมีอะไรให้ยิ้มกับมันอีกตั้งเยอะ (ถึงตรงนี้ก็เหมือนพิมพ์บอกตัวเองไปในตัว)

พยายามปรับความคิดที่ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะมีคนช่วย ความบังเอิญ ฯลฯ ให้เป็นมันคือความพยายาม และความสามารถของเราที่ตั้งใจทำ ไม่ว่าจะยังไงทุกอย่างนั้นออกมาดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้แล้ว ไม่ต้องไปเสียใจหรืออยากแก้ไขอะไรแล้ว

แต่ก็ไม่ใช่จะให้เปลี่ยนปุปปัป แต่เราจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากวิธีการคิดเล็ก ๆ แล้วก็ชมตัวเองในใจเยอะ ๆ เช่น วันนี้มีคนเข้าอ่านงานเราเยอะขึ้น แสดงว่าเราเขียนได้ดีขึ้น ทำต่อไปดีกว่า อะไรแบบนี้

จิตแพทย์ช่วยได้

ไม่สบายก็ต้องหาหมอ อยากให้มองว่ามันเป็นเรื่องปกตินะอะไรแบบนี้ ซึ่งส่วนตัวเรารักษาโรคซึมเศร้าอยู่แล้วเลยมีโอกาสได้คุยกับคุณหมอบ่อย ๆ คุณหมอก็แนะนำทางออกในแบบที่เราเป็น ผสานกับการรักษาไปในตัว

ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนกำลังคิดว่าตัวเองเข้าข่ายหรือกำลังจะไม่ไหว เราอยากให้ไปปรึกษาคุณหมอ หรือนักจิตวิทยานะ เพราะบางทีปัญหาที่เราพยายามแก้มานาน อาจแก้ง่ายกว่าที่คิดก็ได้ จิตใจเราเราต้องดูแลให้ดี

“เราทำดีที่สุดแล้ว เราพยายามเต็มที่แล้ว
เราบอกตัวเองแบบนี้บ่อยขึ้น”

ถึงตรงนี้เราก็ยังกังวลอยู่ดีว่าสิ่งที่เขียนจะดีไหม แต่เอาเถอะอย่างน้อยก็ได้แชร์เรื่องจริงที่เจอมาตลอดให้ฟังในมุมของนักเขียนคนนึง

สุดท้ายนี้ขอให้เพื่อน ๆ มีจิตใจที่เข้มแข็ง ก้าวผ่านเรื่องแย่ ๆ ได้อย่างงดงาม ที่สำคัญอย่าลืมใจดีกับตัวเองเยอะ ๆ ล่ะ เราขอโอบกอดทุกคนผ่านบทความนี้นะ

❤️

PM 2.5 หรือหิมะ! ทำไมชอบโผล่มาหน้าหนาว

PM 2.5 หรือหิมะ! ทำไมชอบโผล่มาหน้าหนาว

มองออกไปนอกหน้าต่างจากตึกสูงในช่วงอากาศเย็น คาดหวังว่าจะได้เห็นหมอกขาว ราวกับว่าเรายืนอยู่บนยอดเขาในแถบเมืองหนาว แต่ทว่า สิ่งที่เราเห็นว่าสวยงามที่ปกคลุมเมืองใหญ่ กลับไม่ใช่หมอกขาว ไม่ใช่ควัน แต่คือฝุ่น และไม่ใช่แค่ฝุ่นธรรมดา แต่เป็นฝุ่นอนุภาคเล็กที่พลังการทำลายล้างร่างกายสูงอย่าง PM 2.5 ที่ลอยกระจายอยู่ในอากาศกลางเมือง 

PM 2.5 ฝุ่นอนุภาคเล็ก เป็นใคร มาจากไหน

ฝุ่น PM 2.5 มีต้นกำเนิดหลักจากการเผาไหม้ จากการสันดาปของรถยนต์ในอดีต โรงไฟฟ้าถ่านหิน ไอเสียของรถยนต์ประเภทต่างๆ โดยเฉพาะรถยนต์ดีเซล หรือแม้แต่การเผาไหม้ของก๊าซธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแหล่งที่มาของ PM 2.5

มีฝุ่น PM สองชนิด ที่นักระบาดวิทยามีความกังวลเกี่ยวกับการแพร่กระจายในอากาศ คือ ฝุ่น PM 10 และ PM 2.5 ซึ่งฝุ่น PM 10 คือฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน และมีความอันตรายสูงกว่าในส่วนของ PM 2.5 ที่มีขนาด 2.5 ไมครอน ซึ่งเป็นขนาดที่ใหญ่กว่า จึงมีบางอย่างที่สามารถกรองฝุ่นตัวนี้ได้

หากคุณจินตนาการไม่ออกว่าขนาดของ PM 2.5 มีขนาดเท่าไร เราจะขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพคร่าวๆของฝุ่น PM 2.5 จากสิ่งใกล้ตัว อย่างเลือดที่เราเห็นๆกัน ขนาดของเม็ดเลือดแดง อยู่ที่ขนาดประมาณ 6 ไมครอน แต่ถ้ายังไม่ชัดเจนพอ ลองจับผมของคุณขึ้นมาพิจารณาดู โคนผมของคุณที่เล็กแสนเล็กที่เราเห็น มีขนาดความกว้างประมาณ 70 ไมครอน โคนผมมีขนาดที่ใหญ่ขนาดนี้ มองยังยากเลย คุณเห็นไหมล่ะว่า ฝุ่น PM 2.5 มีอนุภาคสามารถทะลุทะลวงมากแค่ไหน

และถึงแม้ว่า ฝุ่น PM จะมีขนาดที่เล็กมาก จนเราไม่สามารถมองเห็นได้ แต่เมื่อเกิดการรวมตัวกันของฝุ่นจำนวนมาก จนคล้ายหมอกในตอนเช้าตามยอดดอย ที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มันจะต้องมีจำนวนมากแค่ไหนกัน เราถึงมองเห็นได้ชัดเจนขนาดนี้ 

หน้าหนาวทีไร ทำไมต้องมา ไขข้อสงสัยได้ที่นี่

ต้องขอเกริ่นก่อนว่า จริงๆแล้วฝุ่นเนี่ย มีอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะเป็นช่วงหน้าร้อนก็ตาม แต่การกระจุกตัวของฝุ่นอาจจะต่างจากช่วงอากาศเย็น

แล้วทำไมฝุ่นต้องมากระจุกตัวกันในช่วงที่อากาศเย็นลง ลองมาดูกลไกการทำงานของอากาศกัน

ประเทศไทย ของเราอยู่ในเขตฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พอทีนี้ในช่วงหน้าหนาวเนี่ย เราได้รับอิทธิพลกำลังลมความกดอากาศสูงจากทางตอนเหนือ ลงมาปกคลุมทุกส่วนในประเทศไทย เมื่ออากาศภายนอกเย็น พื้นดินที่คายความร้อนออกมาสู่ด้านนอกอย่างรวดเร็ว มาปะทะกับอากาศเหนือพื้นดินที่เย็นขึ้น ทำให้อากาศร้อนที่ถูกคายออกมา รวมถึงฝุ่นต่างๆ ไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านมวลอากาศเย็นได้ เพราะไม่มีช่องว่างอากาศให้ผ่าน หรือเรียกง่ายๆว่าอากาศปิด ฝุ่นละอองต่างๆ แม้แต่ฝุ่นอนุภาคเล็กอย่าง PM 2.5 ก็ไม่สามารถผ่านได้ ทำให้ฝุ่นที่กำลังจะผ่านชั้นบรรยากาศไปนั้น ย้อนกลับลงมาสู่พื้นดิน นี่คือเหตุผลที่ทำไม เราจึงเห็นกลุ่มฝุ่นหนาแน่นคล้ายหมอกในช่วงหน้าหนาว หรืออากาศหนาวนั่นเอง

แล้วฝุ่นที่เห็นจะหายไปตอนไหน

เชื่อว่าหลายคน รวมถึงตัวผู้เขียนเอง คงจะเคยตั้งข้อสงสัยกันว่า แล้วฝุ่นที่เราเห็นจะหายไปเมื่อไร และที่หายไปเป็นเพราะสถานการณ์ดีขึ้น หรือปัจจัยของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป วันนี้เราจึงได้ไปค้นหาคำตอบ และเอามาเล่าต่อให้ทุกคนที่มีความสงสัยใคร่รู้ในเรื่องนี้แบบเรา ได้คลายข้อสงสัยที่อยู่ในใจกัน

หากลองสังเกต จะพบว่า ฝุ่นละอองหนาที่เราเห็นลอยอยู่เหนือพื้นดินในช่วงอากาศหนาว จะจางหายลงไป จนมองแทบจะไม่เห็นด้วยตาเปล่าในช่วงหน้าฝนและหน้าร้อน มีคำตอบอยู่ในใจกันแล้วใช่ไหม ว่าฝุ่นหายไปเพราะอะไร ใช่วิธีเดียวกับที่หลายๆที่ พยายามกำจัดฝุ่นโดยใช้ละอองน้ำใช่หรือเปล่า คำตอบในใจคือหยาดฝนที่ตกลงมาในช่วงฤดูฝนใช่หรือไม่

ถ้าถามว่าถูกไหม ก็คงตอบได้เลยว่า ไม่ผิด แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลหลัก ที่ทำให้จำนวนของฝุ่นละอองจางลง เพราะจะเห็นได้ว่า ในช่วงฤดูร้อนที่ไม่มีฝนตก จนดินแตก ก็ไม่ได้มีฝุ่นหนาอย่างที่เห็นในช่วงอากาศหนาว นั่นเป็นเพราะว่า สิ่งที่ทำให้ฝุ่นหายไปจริงๆ นั่นคือ กระแสลม แต่หลายคนอาจจะเถียงในใจว่า ช่วงหน้าหนาวก็มีลมนี่ ทำไมฝุ่นไม่หายไป แต่ในความเป็นจริงคือลมในช่วงหน้าหนาวเป็นลมกำลังอ่อน บวกกับว่า เมื่อฝนตกในช่วงหน้าฝน เจ้าหยาดละอองน้ำฝนเหล่านี้จะจับกับฝุ่น ทำให้ฝุ่นหนักขึ้น และถูกพัดพาออกนอกพื้นที่ด้วยลมที่แรงกว่าปกติ ทว่าฝุ่นเหล่านั้นก็มีเปอร์เซ็นต์ที่อาจจะกลับมาได้ เมื่อฝนหยุดตก เพราะในหน้าฝนก็ยังมีช่วงที่อากาศเย็นอยู่ด้วย

เราลองมาดูคาบเกี่ยวก่อนถึงช่วงฤดูร้อน คือช่วงเดือน มกราคม – มีนาคม ช่วงนี้ป็นช่วงที่พบฝุ่นได้มากที่สุด เนื่องจากเป็นช่วงที่ลมค่อนข้างสงบ การลอยตัวของมลพิษทางอากาศจะลอยตัวขึ้นได้ไม่สูงมากเพราะไม่สามารถผ่านช่องว่างของอากาศได้ ยิ่งในประเทศไทย โดยเฉพาะ กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงศิวิไลซ์ มีแหล่งกำเนิดฝุ่นที่ค่อนข้างเยอะ รวมถึงตึกรามอาคารห้อง ก็มีขนาดสูงกว่า 100 เมตร เป็นจำนวนมาก รองจากโตเกียว ฮ่องกง ทำให้ตึกเหล่านี้ขวางกั้นทิศทางลม และความเร็วลม PM 2.5 จึงไม่สามารถเจือจางความเข้มข้นได้ และวนกลับมาเฉิดฉายอีกครั้ง

เห็นอนุภาคจิ๋วๆแบบนี้ แต่อนุภาพทำลายล้างสูงมาก

หลังจากที่เราไปทำความรู้จักฝุ่น PM 2.5 กันมาคร่าวๆแล้ว ทั้งมาจากไหน มาตอนไหน อยู่อย่างไร ขอบอกให้เตรียมใจนิดนึงก่อนว่า หลังจากนี้ อาจจะฟังดูสยดสยองนิดนึง แต่มันคือสิ่งที่ทุกคนควรรู้ เพื่อที่จะได้ป้องกันตัวเองจากฝุ่น PM 2.5 ได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มากมาย แต่ก็ดีกว่าเราไม่รู้ว่าฝุ่นที่เราสูดไป จะมีผลอย่างไรต่อร่างกายที่แสนน่าทะนุทะถนอมของเราบ้าง

  • ด้วยความที่ PM 2.5 มีขนาดเล็กเพียงครึ่งหนึ่งของเม็ดเลือด ขนจมูกที่ทำหน้าที่กรองสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ไม่สามารถกรองฝุ่น PM 2.5 ได้ และด้วยอนุภาคที่เล็กของฝุ่นนี้ จึงมีความสามารถในการเข้าสู่เส้นเลือดฝอยได้อย่างง่าย สบายๆ และกระจายตัวในร่างกายของเราได้ดี 
  • ฝุ่นมีลักษณะคล้ายสำลีก้อน ผิวขรุขระ จึงมีความสามารถในการพาเพื่อนๆ อย่าง แคดเนียม ปรอท โลหะ ไฮโดรคาร์บอน ซึ่งเป็นสารพิษตั้งต้นที่จะนำโรคมะเร็ง และโรคอื่นๆ มาถือกำเนิดในร่างกายของเราด้วย
  • อาการเริ่มต้น เมื่อร่างกายได้รับฝุ่น PM 2.5 ในปริมาณมากเกินไป จนเกิดอาการแพ้ เช่น ผิวหนังจะเป็นตุ่ม เป็นผื่น กระจายทั่วผิวหนัง, ตาจะแดงจนเห็นเส้นเลือดในตา เปลือกตาบวมคล้ายอาการคนเป็นภูมิแพ้ น้ำตาไหลตลอดเวลา ใต้ตาช้ำและคล้ำขึ้น, ระบบทางเดินหายใจ อาการคันจมูก แน่นจมูก มีน้ำมูก จาม คล้ายคนเป็นภูมิแพ้ แต่อาการจะหนักกว่า ลามไปถึงการแน่นหน้าอก
  • ในระยะยาว ฝุ่น PM 2.5 ที่สะสมอยู่ในร่างกายปริมาณมากและยาวนาน จะถูกสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อปอด ทำให้การทำงานของปอดเสื่อมสภาพลง หลอดลมอักเสบส่งผลให้ คนเป็นภูมิแพ้จะอาการกำเริบง่ายขึ้น ลามไปจนถึงเป็นหอบหืด สมองมีพัฒนาการช้าลง สมาธิสั้นมากขึ้น หนักๆเข้าการสะสมในร่างกายในปริมาณที่มาก ยังก่อให้เกิด มะเร็งปอด หัวใจขาดเลือด ปอดอักเสบ
ค่าดัชนีคุณภาพอากาศของ US EPA

ในปัจจุบันมีการตรวจวัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศ โดยการตั้งเครื่องตรวจวัดในจุดเดียวกันจากหลายๆหน่วยงาน และแจ้งค่าฝุ่นให้ประชาชนผู้มีความเสี่ยงอย่างเราได้รับรู้ด้วยแอปพลิเคชันบนมือถือ แจ้งค่า AQI (Air Quality Index) ที่เป็นข้อมูลแสดงค่าความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศที่ทำการคำนวณค่ามาเรียบร้อยแล้ว และสื่อสารออกมาให้ง่ายต่อการเข้าใจข้อมูล แต่เราจะดูค่า AQI อย่างไร ให้เข้าใจและเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับฝุ่นที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

โดยค่า AQI บนตาราง เป็นมาตรฐานการวัดตามเกณฑ์ของ US EPA ที่มีการแสดงสีและค่าดัชนีคุณภาพอากาศบนแอปพลิเคชัน ซึ่งจากที่ได้ทำการศึกษามา แอปพลิเคชันแต่ละตัว มีการแสดงสีและตัวเลขที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยเบื้องต้นอย่าง

  • สีกำกับที่แสดงค่า AQI ในแอปพลิเคชัน แต่ละประเทศ มีการกำหนดค่าไว้แตกต่างกัน  ในแต่ละประเทศมีการกำหนดค่าการวัดคุณภาพอากาศ และมาตรฐานการแสดงผลที่แตกต่างกันไป เนื่องจากในแต่ละประเทศก็มีสภาพแวดล้อม อุณหภูมิที่แตกต่างกัน อย่างในประเทศไทย การวัดค่าดัชนีคุณภาพทางอากศ ก็มีการนำค่าอื่นๆ เช่น โอโซน, PM 2.5, PM 10, ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์,ไนโตรเจนไดออกไซด์, และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ มาประกอบการคำนวณคุณภาพอากาศด้วย
  • ตัวเลขค่าฝุ่นก็ไม่เท่ากัน การคำนวณค่าดัชนีคุณภาพอากาศของไทย และ EPA มีสูตรคำนวณที่แตกต่างกัน มาตรฐานการคำนวณที่แตกต่างกัน ทำให้ตัวเลขดัชนีคุณภาพอากาศจึงไม่เท่ากัน
  • การดึงข้อมูลจากสถานีวัดก็มีดัชนีที่ไม่เท่ากัน บางแอปพลิเคชัน จะมีการดึงข้อมูลมาจากจุดตรวจวัดเดียว เครื่องตรวจวัดเดียว ซึ่งอาจจะให้ค่าดัชนีคุณภาพอากาศไม่เท่ากับบางแอปพลิเคชัน ที่มีการดึงข้อมูลดังกล่าว มาจากหลายเครื่องมือในการวัดดัชนีอากาศ

อยากเซฟตัวเองจากฝุ่นที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ทำยังไงดี

  • หากไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการออกไปทำกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานเยอะๆนอกบ้าน
  • ใครที่เป็นสายสปอร์ต รักในการออกกำลังกายกลางแจ้ง อยากขอแสดงความห่วงใยว่า หากหลีกเลี่ยงได้ให้หลีกเลี่ยงการออกไปรับฝุ่นเข้าสู่เส้นเลือดก่อน แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ แนะนำว่า ให้ออกกำลังกายในสวนสาธารณะหรือสถานที่ที่มีต้นไม้เยอะๆ เพราะนอกจากหน้ากากกันฝุ่นแล้ว ต้นไม้ยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยสามารถช่วยกรองฝุ่นได้
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายช่วงเช้า หรือในบริเวณที่มีฝุ่นสูง เช่น ริมถนน และห้ามใส่หน้ากาก N95 ตอนออกกำลังกายเด็ดขาด ช็อคได้เลยนะคุณ
  • ปิดประตู หน้าต่าง ป้องกันฝุ่น ถ้าปิดไม่ได้ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเป็นผ้าม่าน
  • กำลังจะออกจากบ้าน สวมหน้ากากแล้ว แต่ไม่ใช่หน้ากากกันฝุ่น N95 ก็ให้ผลลัพธ์ที่แทบจะไม่ต่างกับการไม่ใส่หน้ากาก ถ้าหากเราไม่มีหน้ากากกันฝุ่นจริงๆ ให้ใช้หน้ากากอนามัยธรรมดาแล้วนำกระดาษทิชชู่มาซ้อนกัน 2 ชั้น หรือผ้าชุบน้ำปิดมูกแทนได้ชั่วคราว แต่วิธีนี้ก็ช่วยป้องกันได้ระดับหนึ่งเท่านั้นนะ
  • ใส่ N95 แต่ใส่แบบหลวม ก็ไม่ช่วยอีกเช่นกัน แถมเปลืองอีกด้วย ถ้าจะให้ถูกต้อง ดึงสายรัดให้แน่น กดขอบลวดด้านบนให้พอดีกับดั้งจมูก เช็คอีกครั้งด้วยการหายใจ ถ้าไม่มีลมรั่วออกมา ถือว่าผ่าน และเปลี่ยนบ่อยๆ อย่าใช้ซ้ำเกินสามวัน เพื่อป้องกันการเสื่อมประสิทธิภาพของหน้ากาก
  • กินน้ำเยอะๆ เพื่อช่วยขับฝุ่นในร่างกาย ถ้าสะดวกก็กลั้วคอด้วยน้ำเปล่า
  • กลุ่มที่มีภาวะเสี่ยง เช่น ผู้หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก หรือกลุ่มที่ไวต่อการรับสารมลพิษ ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ และหลีกเลี่ยงการออกไปสัมผัสกับฝุ่น
  • ใครที่เป็นภูมิแพ้ หรือมีความไวต่อมลพิษทางอากาศ​ อย่าลืมเตรียมยาไว้ให้พร้อมอยู่เสมอ

หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็อยู่ร่วมกันไปเลยแล้วกัน

ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นวาระแห่งชาติของประเทศไทยที่ได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมาก ประชาชนส่วนใหญ่ รับรู้และเตรียมรับมือเป็นอย่างดี ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เร่งดำเนินการแก้ไขมาตั้งแต่ราวปี 2561 จนถึงปัจจุบัน แม้ว่าจะมีการแก้ปัญหาเบื้องต้นแล้ว แต่ก็ยังไม่มีท่าว่า PM 2.5 จะลดลงมากเท่าไร ยกเว้นเสียแต่ว่า จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในรอบปี ค่าฝุ่นถึงจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฝุ่นจะหายไปนะ แค่ย้ายจากกลุ่มฝุ่น เป็นละอองฝุ่นบางเบาที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเท่านั้น

วิธีการที่ดีที่สุด หากเราไม่สามารถแก้ปัญหาจากต้นตอของมลพิษได้ ก็คือการหาวิธีป้องกันตัวเองเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็น การเลือกซื้อหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่น, การเลือกต้นไม้มาช่วยฟอกอากาศในบ้าน, เครื่องดูดฝุ่นช่วยกำจัดฝุ่นในบ้าน หรือเลือกเครื่องออกกำลังกายดีๆสักชิ้นเพื่อลดโอกาสสัมผัสกับฝุ่นให้น้อยที่สุด

5 ข้อควรรู้ก่อนซื้อจักรยานเสือหมอบ

5 ข้อควรรู้ก่อนซื้อจักรยานเสือหมอบ

“จักรยาน” เป็นหนึ่งในยานพาหนะยอดฮิตสำหรับคนไทยในช่วงนี้ที่สังเกตได้ว่ามีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เลือกใช้จักรยานเป็นพาหนะในการเดินทาง สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในเมืองแล้วต้องเผชิญหน้ากับความวุ่นวายของถนนในเวลาเร่งด่วน เบียดเสียดกับผู้คนบนรถไฟฟ้า หรือรถยนต์จำนวนมากที่จอดติดกันแทบจะไม่ขยับในทุกเช้า การเลือกใช้จักรยานก็สามารถพาคุณทะลุตรอกซอกซอยเล็กๆ ไปถึงที่หมายได้รวดเร็วกว่าการนั่งรถเสียอีก 

การปั่นจักรยานที่นอกจากประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว ยังทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดีได้อีกด้วย เนื่องจากการปั่นจักรยานจะช่วยในเรื่องของการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกาย กระตุ้นการทำงานของระบบไหลเวียนเลือด สร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ที่เรียกได้ว่าในทุกๆ วันเราจะมีเวลาออกกำลังกาย และเดินทางไปพร้อมๆ กัน 

ซึ่งการเลือกซื้อจักรยานให้ตอบโจทย์การใช้งานตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ บางคนอาจซื้อไว้ปั่นแค่ตอนไปจ่ายตลาด แต่สำหรับบางคนอาจต้องการซื้อไว้เพื่อปั่นออกกำลังกายและใช้ควบคู่กับชีวิตประจำวัน ซึ่งมีจักรยานอยู่ประเภทหนึ่งที่ครอบคลุมการใช้งานได้อย่างหลากหลาย นั่นก็คือ “จักรยานเสือหมอบ”

วันนี้ Kaidee จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับจักรยานเสือหมอบ เพื่อเป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจก่อนซื้อว่าจักรยานเสือหมอบตอบโจทย์การใช้งานของเราหรือไม่ ไปหาคำตอบพร้อมๆ กันได้เลย

จักรยานเสือหมอบ (Road Bike) คือ 

จักรยานเสือหมอบ (Road Bike) เป็นจักรยานที่เหมาะกับการปั่นเกือบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการปั่นเพื่อสุขภาพ ระยะทางไกล ท่องเที่ยว และทำความเร็ว โดยดีไซน์หลักของจักรยานเสือหมอบจะถูกออกแบบมาเพื่อให้ขี่ได้เร็วบนถนนพื้นผิวเรียบ และใช้แข่งขันทำความเร็ว ซึ่งท่าขี่จะก้มตัวเพื่อให้ลู่ลมและมีแฮนด์โค้งลงตามชื่อลักษณะ “หมอบ” หรือเรียกว่า “Drop Handlebar” และจะเลือกใช้ยางหน้าแคบเพื่อลดแรงเสียดทาน วัสดุตัวเฟรมส่วนใหญ่ทำด้วย Fiber Carbon หรือ Light Weight Aluminium เพื่อให้มีน้ำหนักเบาเพื่อทำความเร็วโดยเฉพาะ ซึ่งถ้าหากใครที่ชอบดูรายการกีฬาก็จะพบเห็นจักรยานประเภทนี้ได้บ่อยในรายการแข่งขันที่โด่งดังที่สุดอย่าง Tour De France 

ด้วยลักษณะการออกแบบของจักรยานเสือหมอบนั้นจึงไม่เหมาะกับเส้นทางวิบากเป็นอย่างมาก เพราะการออกแบบที่ไม่มีระบบกันสะเทือนและใช้ยางหน้าแคบ โดยปกติแล้วจะใช้หน้ายางขนาด 20, 23, 25 ม.ม. ซึ่งการสัมผัสของตัวยางกับพื้นผิวถนนจริงประมาณไม่เกิน 10 ม.ม. หรือ 1 เซนติเมตรเท่านั้นเอง ประกอบกับการใช้วงล้อขนาด 700c เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 700 ม.ม. จึงเป็นรถที่ทำความเร็วได้เหนือกว่าจักรยานประเภทอื่นๆ 

จักรยานเสือหมอบมีกี่ประเภท ?

โดยจักรยานเสือหมอบยังสามารถแยกออกได้ 4 ประเภทด้วยกัน เพื่อแบ่งออกตามความต้องการของผู้ใช้งาน ซึ่งบางคนอาจจะชอบทำความเร็วแต่ก็ต้องการลุยเส้นในทางวิบาก หรือบางคนไม่ชอบลุย ชอบที่จะทำความเร็วบนถนนทางเรียบเพียงอย่างเดียว เราลองมาดูกันว่าจักรยานเสือหมอบประเภทไหนบ้างที่ตอบโจทย์การใช้งานของตัวเอง

Racing Bikes

เป็นจักรยานเสือหมอบประเภทที่มีน้ำหนักเบาและลู่ลม ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อเน้นทำความเร็วในทางราบ และขึ้นเขา นิยมขี่กันเป็นกลุ่มกับเพื่อนๆ โดยตัวถังทั่วไปทำมาจาก Fiber Carbon หรือ Light Weight Aluminium รูปร่างบางมีน้ำหนักน้อยที่สุดเลยก็ว่าได้ ตำแหน่งการปั่นที่เป็นมุมชันเพื่อทำให้ผู้ปั่นเลี้ยวเข้าโค้งได้อย่างคล่องตัว

Endurance Bikes

คุณสมบัติของ Endurance Bikes มีความคล้ายจักรยานเสือหมอบประเภท Racing Bikes เกือบทั้งหมด ต่างกันที่องศาของท่าปั่นที่ทำออกมาให้ปั่นได้สบายมากกว่าเดิม โดยปรับการออกแบบของแฮนด์ให้มีลักษณะที่ยกสูงขึ้น ทำให้เวลาตอนปั่นไม่ต้องก้มตัวลงมากเพื่อลดอาการตึงที่หลังและคอ ส่วนมากจะมีขนาดยางที่กว้างและนุ่ม รวมถึงยังให้ความรู้สึกในการปั่นที่สบายกว่า

Cyclocross Bikes 

เป็นจักรยานที่ออกแบบเพื่อให้ลุยได้มากกว่าเดิม สามารถปั่นได้บนทางหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น พื้นเรียบ พื้นขรุขระ กรวด และหญ้า ด้วยลักษณะยางที่หน้ากว้าง หนากว่า มีดอกยาง เพื่อให้ลุยได้มากกว่า ตัววัสดุของเฟรมจะมีความแข็งแรงเพื่อรับแรงกระแทกจากพื้นผิวทางหลายแบบ นิยมเรียกได้หลายชื่อว่า Cross Bikes หรือ CX Bikes ก็ได้เช่นเดียวกัน

Touring Bikes

Touring Bikes จะนิยมมากในหมู่นักปั่นที่ชอบเดินทางไกล เนื่องจากถูกออกแบบตัวเฟรมให้มีความทนทานสูง สามารถบรรทุกสิ่งของ กระเป๋า สัมภาระ ได้จากชั้นวางด้านหน้า ด้านหลัง หรือด้านข้างก็ได้ ช่วงฐานของล้อมีขนาดยาวกว่าปกติ ให้จุดศูนย์ถ่วงที่อยู่ระหว่างกลางเพื่อง่ายต่อการควบคุมรถ รวมถึงยังมีดิสก์เบรกเพื่อง่ายต่อการหยุดรถกะทันหันในขณะที่บรรทุกของหนักๆ

จุดประสงค์ในการใช้งาน

เมื่อทราบถึงประเภทของจักรยานเสือหมอบแล้ว ต่อมาคือเราต้องรู้จุดประสงค์ในการใช้งานของตัวเองว่าจะปั่นไปทำงาน หรือเน้นใช้งานไปที่การปั่นออกกำลังกายเป็นหลัก ซึ่งก็ต้องมาคิดต่ออีกว่าถ้าหากเราต้องการซื้อมาเพื่อปั่นไปทำงาน ลักษณะพื้นผิวของถนนระหว่างทางจากบ้านไปที่ทำงานเป็นรูปแบบใด เป็นทางเรียบหรือว่าขรุขระ เช่นเดียวกันถ้าหากเราซื้อมาเพื่อปั่นออกกำลังกายก็ต้องดูเส้นทางที่เราปั่นบ่อยๆ เป็นแบบไหน หากเน้นปั่นในสวนที่ถนนมีความเรียบก็อาจจะเลือกใช้เป็นจักรยานเสือหมอบที่เหมาะสำหรับทำความเร็ว เป็นต้น

เลือกขนาดจักรยานให้เหมาะสมกับรูปร่างผู้ขี่

สิ่งสำคัญก่อนที่จะตัดสินใจซื้อจักรยานเสือหมอบนั้นก็คือ การเลือกขนาดของจักรยานให้เหมาะสมกับรูปร่างของผู้ขี่ที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการปรับแต่งและเลือกอะไหล่จักรยานเลยทีเดียว ซึ่งการเลือกขนาดจักรยานที่เหมาะสมจะช่วยให้การปั่นมีประสิทธิภาพมากที่สุด 

ยิ่งถ้าหากว่าเราต้องการจะใช้จักรยานเพื่อลงการแข่งขันก็จะมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งทีมแข่งจักรยานที่มีชื่อเสียงส่วนมากจะมีทีมงานคอยวัดสัดส่วนของตัวนักแข่ง เช่น ส่วนสูง, ช่วงความยาวของขา, ความยาวของลำตัว เป็นต้น เพื่อนำข้อมูลไปประกอบในการสร้างจักรยานและชิ้นส่วนให้นักกีฬาคนนั้นใช้งานได้เหมาะสมกับสรีระร่างกายให้สมดุลมากที่สุด

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผู้ใช้งานสูง 179 เซนติเมตร ช่วงขาจากพื้นถึงเป้ากางเกงยาว 81 เซนติเมตร ผลลัพธ์ที่ได้คือ ควรใช้จักรยานขนาด 55 และขาจานหน้าต้องใช้ความยาว 172.5 mm จึงจะเหมาะสมและเข้ากับร่างกายมากที่สุด

งบประมาณในการซื้อ

งบประมาณหรือเงินก็คืออีกหนึ่งปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกซื้อจักรยานเสือหมอบ เพราะถ้าหากมีงบประมาณที่พร้อมจ่ายอย่างชัดเจนก็จะทำให้การตัดสินใจเลือกซื้อจักรยานได้ง่ายขึ้น แต่ถ้ามีงบในการซื้ออย่างจำกัดลองศึกษาดูรุ่นราคาที่จับต้องได้ หรือเข้าไปที่ร้านขายจักรยานและสอบถามพนักงานเพื่อขอคำแนะนำในการเลือกซื้อ เพื่อที่เราจะได้รุ่นจักรยานที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานและตอบโจทย์ในเรื่องของราคาได้อีกด้วย

สรุป

การเลือกซื้อจักรยานเสือหมอบมาไว้ใช้งานสักหนึ่งคันจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก หากมีการเตรียมข้อมูลและศึกษามาเป็นอย่างดีก็จะทำให้มีตัวเลือกที่ชัดเจน การเลือกซื้อก็จะมีปัจจัยหลายๆ อย่างมาเกี่ยวข้องประกอบการตัดสินใจที่ดีก็จะทำให้เราได้จักรยานเสือหมอบที่เหมาะสมกับตัวเองและถูกใจเรามากที่สุด

เมื่ออ่านจบแล้วใครที่กำลังมองหาจักรยานมือสองหรือว่าอะไหล่สำหรับตกแต่ง สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งขายของออนไลน์ของดีราคาถูกกันได้เลย