ช่วง Covid-19 ทำงานเสริมอะไรดี ?

ช่วง Covid-19 ทำงานเสริมอะไรดี ?

เพื่อนๆ หลายคนคงทราบดีว่า สถานการณ์โควิดในบ้านเรา แม้จะไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังประมาทไม่ได้ และก็เป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจ และหน้าที่การงานของคนทั่วไปอย่างเราๆ

บอกตรงๆเลยว่า สมัยนี้รายได้ทางเดียวอาจไม่พอ งั้นลองทำงานเสริมดูไหม ? เพราะนอกจากจะได้ลองใช้ทักษะที่ตนเองมีให้เกิดประโยชน์แล้ว ยังมีเงินเก็บไว้ใช้ในอนาคตอีกด้วย

ส่งอาหารเดลิเวอรี่

อาชีพยอดฮิตช่วงกักตัว ที่หลายๆคนการันตีว่าได้เงินจากการส่งอาหารเยอะมาก แต่ก็ขึ้นอยู่กับความขยันในการส่งอาหารด้วย ซึ่งก็มีหลากหลายแบรนด์ให้เลือกไม่ว่าจะ Grab, Get, Food Panda, Line Man, หรือแม้แต่ร้านอาหารชั้นนำทั่วไป แต่ถ้าไม่อยากส่งอาหาร จะขับรถรับส่งแทนก็ได้นะ

สอนพิเศษ

สำหรับใครที่เป็นสายวิชาการ สามารถถ่ายทอดความรู้ให้คนอื่นๆได้ ต้องอาชีพนี้เลย จะรับสอนวาดภาพ เขียนโปรแกรม หรือจะสอนว่ายน้ำก็ได้หมด หรือถ้าไม่ถนัดสายวิชาการแน่นๆ จะรับสอนการบ้านก็ดีไปอีกแบบ เพราะเวลาที่เห็นลูกศิษย์มีพัฒนาการ ผู้สอนอย่างเราก็มีความสุขไปด้วย จริงไหมล่ะ?

นักเขียนอิสระ (Freelance)

ใครๆก็สามารถเป็นนักเขียนได้ เพียงต้องรู้ว่าตนเองชอบและสนใจอะไร อย่างเช่น เราชอบเรื่องเครื่องสำอาง อาจจะหาเว็บที่กำลังรับนักเขียนอิสระในเรื่องความสวยความงาม จากนั้นลองส่งผลงานไปให้ทีมงานพิจารณา แต่ก็มีบางเว็บที่รับนักเขียนเป็นรายชิ้นไปเลย พร้อมค่าตอบแทนที่ค่อนข้างสมน้ำสมเนื้อ

พี่เลี้ยงเด็ก

ในยุคที่ทุกคนต่างต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว อาจทำให้บางครอบครัวไม่มีเวลาดูแลบุตรหลานของตนเองได้อย่างเต็มที่ อาชีพพี่เลี้ยงเด็กจึงตอบสนองต่อความต้องการในข้อนี้ได้ดี อย่างไรก็ตาม คนที่ทำอาชีพนี้ ต้องพื้นฐานต้องเป็นคนที่ค่อนข้างอดทน และรักเด็กด้วย เพราะเด็กกับความดื้อและซนมาคู่กันเสมอ

ขายเบเกอรี่

สายกิน สายทำขนม อาจจะถูกใจอาชีพนี้เป็นพิเศษ เพราะได้นำสิ่งที่ตนเองชอบ มาลองทำจริง อาจจะเริ่มจากเมนูง่ายๆ เช่น บราวนี่ เค้กกล้วยหอม แต่ถ้าเก่งแล้ว ความมั่นใจมาเต็ม อาจจะลองทำเมนูที่ยากขึ้นด้วยก็ได้ เพราะรสชาติของเราอาจถูกปากลูกค้าหลายๆคนก็ได้ ใครจะไปรู้

ขายของมือสอง

ถ้าคุณมีของไม่ได้ใช้เต็มบ้านไปหมด เราอยากให้ลองนำของพวกนั้นส่งต่อให้เจ้าของคนใหม่ สำหรับช่องทางในการขายก็มีหลากหลายมากๆ ไม่ว่าจะเป็น เว็บขายของมือสอง, วางขายที่ตลาดนัด หรือ ขายบนพื้นที่ต่างๆของตนเอง เช่น Facebook, Instagram บอกเลยว่าสะดวกสุดๆ

อย่ามัวรอโอกาส ดังนั้นถ้าอยากลองทำอะไร ให้ลงมือทำได้เลย ไม่แน่นะ จากอาชีพเสริมอาจกลายเป็นอาชีพหลักก็ได้ ได้ทั้งเงิน แถมได้พัฒนาทักษะที่ตัวเองมี แบบนี้ต้องลองแล้ว คุ้มค่าแก่การทำมากๆ

แต่ถ้ายังคิดไม่ออกว่าจะหางานเสริมที่ไหนดี Kaidee ยินดีช่วยให้คุณเจองานเสริมที่ต้องการได้ง่ายๆ แค่กดปุ่มหางาน

สัมภาษณ์งานอย่างไร ให้ได้งานในฝัน

สัมภาษณ์งานอย่างไร ให้ได้งานในฝัน

เมื่อถึงเวลา Say Goodbye งานเก่า เชื่อว่าหลายๆคนคงเริ่มเตรียมตัวกับการสัมภาษณ์งานที่จะมาถึง แต่งานในฝันใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ ดังนั้นการมีทริคสัมภาษณ์งานเล็กๆน้อยๆ เป็นคู่มือก่อนถึงสนามจริง ถือว่าเป็นตัวช่วยที่ดี รับรองได้งานแน่นอน !

ทำความรู้จักองค์กรที่สมัคร

สิ่งแรกเลยก็คือ คุณควรทำความรู้จักองค์กรให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบธุรกิจ ประวัติต่างๆ หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์ของบริษัท เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณมั่นใจมากขึ้นเวลาสัมภาษณ์ อีกทั้งยังทำให้ตัวคุณดูเหมือนคนเตรียมตัวและใส่ใจรายละเอียดอีกด้วย ซึ่งข้อมูลต่างๆ คุณสามารถหาได้จากเว็บไซต์ของบริษัท หรือจะเป็นโซเชียลมีเดียช่องทางต่างๆของบริษัทก็ได้

เข้าใจตำแหน่งงาน

รู้จักองค์กรแล้ว อย่าลืมทำความเข้าใจ “ตำแหน่งงาน” ที่ตนเองสมัครไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้มั่นใจว่าคุณสามารถทำงานนั้นๆได้จริง อีกทั้งยังเพื่อไม่ให้เสียเวลาทั้งคุณและนายจ้าง เพราะคงไม่มีใครอยากสัมภาษณ์คนที่ไม่มีความพร้อมในการทำงานหรอก จริงไหม ?

สร้าง Rapport

Rapport คือการสร้างความสัมพันธ์อย่างหนึ่ง เพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลาย ซึ่งก่อให้เกิดการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาสัมภาษณ์ อย่าลืมที่จะสร้างมันขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการใช้โทนเสียงนุ่มแต่ชัดเจน หรือแม้แต่ภาษากายต่างๆ เช่น การยิ้ม การสบตาผู้สัมภาษณ์ เป็นต้น

ลองตั้งคำถามง่าย ๆ เพื่อฝึกฝน

ตั้งคำถามที่คาดว่าน่าจะโดนถามระหว่างสัมภาษณ์สัก 5-10 ข้อ จากนั้นลองคิดคำตอบที่เป็นตัวเอง นั่งทำแบบนี้ทีละข้อๆ จนคุ้นชิน อาจจะฝึกหน้ากระจกด้วยก็ได้ เพื่อให้เห็นท่าทางของตนเองเวลาตอบคำถาม หากเป็นข้อเสียจะได้สามารถปรับปรุงได้

  • คำถามที่เจอบ่อยเวลาสัมภาษณ์
  • แนะนำตัวให้รู้จักหน่อยครับ/ค่ะ
  • ทำไมคุณถึงสนใจงานนี้
  • อีก 5 ปีคุณคิดว่าคุณจะทำอะไร
  • จุดอ่อน / จุดแข็งของคุณ
  • ทำไมถึงลาออกจากที่เก่า

เน้นเนื้อ ไม่เน้นน้ำ

เพราะการสัมภาษณ์มีเวลาจำกัด คุณจึงควรตอบคำถามอย่างกระชับและตรงประเด็นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าคิดไม่ออกให้ใช้หลักตอบตรงๆ แล้วอธิบายเพิ่มเติม
ตัวอย่างเช่น งานมีความกดดันอยู่บ้าง เนื่องจากต้องประสานงานกับลูกค้าและคอยแก้ปัญหาในเวลาที่ค่อนข้างจำกัด

เป็นตัวของตัวเอง

จงเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด แต่ไม่ใช่ให้ทำตัวเหมือนอยู่บ้านหรือพูดคุยเหมือนอยู่กับเพื่อน พยายามผ่อนคลายให้มากที่สุด เพื่อลดอาการประหม่าระหว่างสัมภาษณ์ ที่สำคัญอย่าพยายามแกล้งทำ เพราะฝ่ายบุคคลหรือผู้สัมภาษณ์เขาดูออก

ห้ามโกหก

ขอย้ำเลยว่าห้ามโกหกเด็ดขาด เพราะมันทำให้คุณดูไม่เป็นมืออาชีพและดูไม่น่าเชื่อถือ อย่าลืมว่าบริษัทสามารถตรวจสอบข้อมูลของคุณได้เสมอ ไม่ต้องเดาเลยว่าถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น นายจ้างจะตัดสินใจอย่างไร ทางที่ดีพูดความจริงออกไปจะดีกว่า แต่ถ้ากลัวว่ามันจะดูแย่เกินไปให้อธิบายเหตุผลด้วยเสมอ

เข้าช่วงมีคำถามเพิ่มเติมหรือไม่

คำถามท้ายๆ มักจะเป็นคำถามที่ว่า มีอะไรจะถามเพิ่มเติมไหม? ซึ่งสิ่งที่คุณควรจะถามไม่ใช่เงินเดือนหรือสิทธิ์ใช้วันลาพักร้อน แต่ควรถามถึงเพื่อนร่วมทีม วัฒนธรรมองค์กร รูปแบบการทำงาน และไม่ลืมที่จะขอบคุณทุกครั้งเมื่อจบการสัมภาษณ์ เพื่อแสดงว่าคุณรู้สึกดีใจที่ได้เป็นตัวเลือกของการสัมภาษณ์

มื่อการสัมภาษณ์สิ้นสุดลง หลายๆคนคงมีคำถามว่า เราสามารถติดตามผลการสัมภาษณ์ได้หรือไม่ ควรรอนานแค่ไหน คำตอบคือสามารถติดตามได้ แต่ต้องใช้เวลาสักนิดประมาณ 1-2 สัปดาห์ เนื่องจากกระบวนการสรรหาบุคคลของแต่ละบริษัทมีความแตกต่างกัน

การสัมภาษณ์งานไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นการเตรียมตัวย่อมส่งผลดีมากกว่าแน่นอน ขอให้ทุกคนได้งานในฝันสมดังใจกันนะ สู้ๆ คุณได้งาน เราก็แฮปปี้

รู้ไหม IELTS TOEIC TOEFL ต่างกันอย่างไร ?

รู้ไหม IELTS TOEIC TOEFL ต่างกันอย่างไร ?

ในปัจจุบัน การสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว เป็นความสามารถพิเศษที่ใคร ๆ ก็อยากมี ด้วยสังคม ณ ตอนนี้ มีการเชื่อมการสื่อสารระหว่างประเทศเข้าหากันทั่วโลก ทำให้โลกของเราได้มีการสอบวัดระดับความสามารถภาษาอังกฤษขึ้นมากมาย แต่ข้อสอบที่ได้รับการยอมรับและรู้จักกันดีก็คงจะหนีไม่พ้น IELTS TOEIC และ TOEFL ซึ่งรู้ไหมว่าการสอบทั้ง 3 แบบนี้ มีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันอย่างไร วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟัง

IELTS

IELTS หรือที่เรียกว่า International English Language Testing System เป็นการสอบภาษาอังกฤษที่ได้รับความร่วมมือจากสถาบันสอนภาษาอังกฤษอันโด่งดังของประเทศอังกฤษคือ IELTS Australia, British Council และ Cambridge English Language Assessment ผลสอบของ IELTS มักจะถูกใช้ในการยื่นเข้าศึกษาต่อต่างประเทศ ของระบบอังกฤษ เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย หรือ นิวซีแลนด์ รวมถึงใช้ในการยื่นเพื่อศึกษาต่อหรือย้ายถิ่นฐานในบางประเทศอีกด้วย

ข้อสอบ IELTS มีการทดสอบภาษาอังกฤษทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ ฟัง พูด อ่าน และเขียน ซึ่งผลสอบก็จะแยกออกเป็นทักษะทั้ง 4 ด้านนี้เช่นกัน โดยแบ่งคะแนนออกเป็น 9 ระดับ ส่วนค่าสอบของข้อสอบ IELTS นั้นอยู่ที่ 6,900 บาท (กันยายน 2563)

TOEIC

TOEIC หรือ Test of English for International Communication เป็นข้อสอบวัดระดับภาษาอังกฤษที่มักจะถูกใช้ในการสมัครงาน เพราะจุดประสงค์หลักข้อสอบนั้นมีไว้เพื่อวัดภาษาอังกฤษเชิงการสื่อสาร ซึ่งการสอบ TOEIC นั้น ถูกจัดทำโดย Educational Testing Service 

สำหรับค่าสอบของ TOEIC ในประเทศไทยอยู่ที่ 1,800 บาท (กันยายน 2563) ตัวข้อสอบจะเป็นแบบ Multi Choice หรือข้อสอบแบบปรนัยทั้งหมด 200 ข้อ 990 คะแนน มีทั้งหมด 2 ส่วน ดังนี้ 

  1. การฟัง 495 คะแนน (45 นาที) แบ่งออกเป็น 4 ส่วนย่อย ได้แก่ Photographs, Question-Response, Conversations และ Short Talks
  2. การอ่าน 495 คะแนน (75 นาที) แบ่งออกเป็น 3 ส่วนย่อย ได้แก่ Incomplete Sentences, Text Completion และ Reading Comprehension 

TOEFL

TOEFL (The Test of English as a Foreign Language) ของสหรัฐอเมริกา เป็นการทดสอบระดับภาษาอังกฤษเชิงวิชาการที่มีจุดประสงค์ในการศึกษาต่อในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา โดยตัวผลคะแนนจะมีอายุถึง 2 ปีเลยทีเดียว และข้อสอบ TOEFL ก็เป็นข้อสอบที่ได้รับการยอมรักจากทั่วโลกเช่นเดียวกัน

ข้อสอบ TOEFL มีเวลา 4 ชั่วโมงในการทำข้อสอบ แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ ฟัง พูด อ่าน และเขียน ส่วนละ 30 คะแนน รวมทั้งหมด 120 คะแนน โดยคะแนนเหล่านี้นั้นจะมีผลอย่างมากต่อการเข้ามหาลัยชั้นนำในต่างประเทศ และข้อสอบ TOEFL มีค่าสอบทั้งหมด 1,800 บาท (กันยายน 2563)

ดังนั้น ผู้ที่ต้องการศึกษาต่อต่างประเทศ หรือ ทำงานทั้งในและต่างประเทศ ก็ควรที่จะเข้าทำการทดสอบวัดระดับให้ถูกต้องกับจุดประสงค์ของเราให้ดี และก่อนที่จะถึงวันสอบอย่างลืมอ่านหนังสือเตรียมตัวทำข้อสอบเยอะ ๆ Kaidee มีหนังสือเตรียมตัวสอบให้ได้เลือกสรรมากมาย ลองเข้าไปหาดู

องค์กรแบบไหนที่คนรุ่นใหม่ Say YES !

องค์กรแบบไหนที่คนรุ่นใหม่ Say YES !

การเลือกสถานที่ทำงาน ถ้ามองดี ๆ แล้ว ไม่ต่างจากการเลือกคนรักเท่าไหร่นัก เพราะนอกจากความรู้สึกถูกใจ ยังต้องเข้ากันได้ทั้งไลฟ์สไตล์และความต้องการ ซึ่งความต้องการของเด็กรุ่นใหม่ที่คาดหวังจากองค์กรนั้น ดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่ที่องค์กรควรให้ความสำคัญ เพราะพวกเขาคือแรงขับเคลื่อนชั้นดีในอนาคต แล้วองค์กรแบบไหนกันล่ะ ที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าอยากร่วมงานด้วย ?

สภาพแวดล้อมดี สุขภาพจิตดี

เพราะเรื่องสุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญ คนรุ่นใหม่จึงหาองค์กรที่มีสภาพแวดล้อมสบาย ๆ สามารถแชร์ไอเดียได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนตำหนิจากหัวหน้า ลองคิดภาพคุณเจอองค์กรประเภทสั่งงานซ้ำซ้อน แถมหัวหน้ากดดันเรื่องไม่เป็นเรื่องดูสิ คงทำให้วันทำงานของคุณเครียดน่าดูเลยใช่ไหมล่ะ ? พวกเขาก็เช่นกัน

Work-Life Balance ต้องมี

งานคืองาน แต่เวลาใช้ชีวิตต้องมี ฉะนั้นแล้วบริษัทที่ให้ความสำคัญเรื่อง Work-Life Balance ของพนักงานได้อย่างดี จึงเป็นบริษัทที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจเป็นอันดับต้น ๆ เพราะพวกเขาเชื่อว่างานที่มีคุณภาพไม่ใช่งานที่กินเวลาชีวิต แต่เป็นงานที่ใช้เวลาอย่างคุ้มค่าอย่างที่ควรจะเป็นต่างหาก

พัฒนาตัวเองได้ไกลกว่าที่เคย (Career Path)

ไม่มีใครอยากย่ำอยู่กับที่ กับการทำงานก็เช่นกัน ทำแล้วต้องมองเห็นความก้าวหน้าในสายงานของตัวเอง ยิ่งถ้าเป็นงานที่ทำแล้วรู้สึกได้พัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอด้วยแล้ว แทบจะไม่ต้องถามเลยว่าพวกเขาจะมีความสุข และตื่นเต้นกับการทำงานขนาดไหน ยิ่งถ้าองค์กรเล็งเห็นถึงศักยภาพและพาพวกเขาไปได้ไกลกว่าที่ต้องการด้วยแล้ว เตรียมตัวพบกับพนักงานดีเด่นคนใหม่ได้เลย !

ทันสมัย อัปเดตเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง ทำให้มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาให้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นองค์กรที่มีการอัปเดตรูปแบบการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น การประชุมผ่านวิดีโอคอล หรือการใช้โปรแกรม Slack, Asana แทนการรายงานประจำวัน องค์กรเหล่านี้จะเป็นหนึ่งในตัวเลือกน่าสนใจของคนรุ่นใหม่อยู่เสมอ เพราะทำให้พวกเขารู้สึกว่าไม่อยู่กับอะไรเดิม ๆ และเป็นการบอกว่าองค์กรเองพร้อมปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ ๆ ด้วยเช่นกัน

สวัสดิการดี ๆ เห็นแล้วยิ้มแป้น

นอกจากเงินเดือนแล้ว สวัสดิการก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พวกเขามองหา ยิ่งองค์กรมีสวัสดิการตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งดึงดูดใจพวกเขามากเท่านั้น อย่างเช่น ห้องเล่นเกม มีมุมนั่งเล่น ปาร์ตี้ทุกวันศุกร์ เป็นต้น

เด็กรุ่นใหม่ไม่ทนงาน อยู่แป๊บเดียวก็ลาออก

ประโยคนี้จะหมดไป ถ้าลองหันมาใส่ใจความต้องการของพวกเขาสักนิด ก็ออฟฟิศเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง จึงไม่แปลกนักที่พวกเขาจะเลือกเยอะเป็นพิเศษ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมองหางานอยู่ ลองหางานผ่าน Kaidee ดูไหม ? ที่นี่มีตำแหน่งงานดี ๆ รอคุณอยู่ อยากทำงานอะไร จังหวัดไหน เลือกได้ทันที