หนังดัง คนบ้าอินทีเรีย ดีไซน์ ไม่ควรพลาด !

หนังดัง คนบ้าอินทีเรีย ดีไซน์ ไม่ควรพลาด !

ขอบคุณรูปสวยๆจาก architecturaldigest

เหตุผลที่ทำให้เราชอบดูหนัง มีหลายอย่าง ถ้ามองในแง่ความบันเทิง หนังเป็นสื่ออีกช่องทาง ที่ใช้ Pass Time ได้ดี ในขณะเดียวกัน ก็มีคนอีกกลุ่มที่มองผลงานหนังเป็นงานทางศิลปะแขนงหนึ่ง ที่นอกจากจะให้ความรู้สึกทุกรูปแบบ ทั้งความสุข ความเศร้า เสียงหัวเราะ หรือแม้กระทั่งความรู้สึกกดดันได้ภายในเวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมงกว่าๆ แล้ว หนังยังช่วยจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตต่างๆ ได้อีกด้วย

สถาปัตยกรรม และการออกแบบภายใน จากโลกภาพยนตร์

ต้องยอมรับว่าเด็กสมัยนี้ไม่ได้ดูหนังเพียงเพราะ รายชื่อนักแสดง พล็อตเรื่อง หรือผู้กำกับเพียงเท่านั้น งานสถาปัตยกรรม การออกแบบภายใน หรือแม้กระทั่งเทคนิคการตัดต่อเอง ก็เป็นจุดขายของหนังสำหรับเด็กสมัยใหม่ได้เช่นกัน 

การศึกษา รูปแบบบ้าน และการตกแต่งภายใน จากสื่อภาพยนตร์ทั่วโลกนั้น ได้กลายเป็นกรณีศึกษาให้นักศึกษาสถาปนิกอยู่หลายครั้ง เพราะนอกจากจะได้เรียนรู้เรื่องโครงสร้างต่างๆ แล้ว ยังทำให้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ซึ่งถ่ายทอดไปยังงานสถาปัตยกรรม และดีไซน์ ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง

วันนี้เราได้รวบรวม ผลงานภาพยนตร์ โดยไม่เกี่ยงสัญชาติ ที่มีอินทีเรีย ดีไซน์ (Interior Design) และสถาปัตยกรรมเป็นที่น่าจดจำ มาให้เพื่อนๆ ได้ดูไปพร้อมๆ กัน บางเรื่องถึงขั้นได้รับรางวัลออสการ์สาขา Interior Design กันเลยก็มี รับรองว่าคุ้มค่ากับการสตรีมมิ่งตาแฉะแน่นอน

Parasite, 2019

จำกันได้ไหมคะ ปี 2019 มีหนังสัญชาติเกาหลีเรื่องหนึ่งที่ดังถล่มทลาย กวาดรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมซึ่งเป็นรางวัลใหญ่ที่สุดจากเวทีภาพยนตร์ระดับโลกอย่าง ออสการ์ และรางวัลจากสาขาอื่นๆ ไปอีก ถึง 3 รางวัล 

ใช่แล้วค่ะ หนังเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องใดไปไม่ได้เลย Parasite หรือ ชนชั้นปรสิต นั่นเอง

นอกจากเนื้อเรื่องจะตีปัญหาความเหลื่อมล้ำของชนชั้นทางสังคมได้อย่างน่าทึ่งแล้ว ยังซ้อนสถาปัตยกรรมที่สวยงามไว้อีกด้วยซึ่ง Bong Joon Ho ผู้กำกับ และ Lee Ha Jun ผู้ออกแบบฉากนั้น ก็ได้ร่วมมือกันออกแบบบ้านหลังนี้ขึ้นมา ทั้งนี้นอกจากบ้านหลังนี้จะถูกใช้เป็นองค์ประกอบหลักของหนังแล้ว ยังสามารถเพิ่มความแข็งแรงให้ผู้ชมได้เห็นช่องโหว่ระหว่าง คนรวย กับคนจนอย่างชัดเจน

ดีไซน์บ้านคนรวยนั้น ประกอบไปด้วยกำแพงหนาทึบ และจะเห็นได้ชัดเจนว่าทางเดินเข้าบ้าน จะมีบันไดยกระดับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองได้สื่อให้เห็นถึงความห่างเหิน ระหว่างคนจนและคนรวยได้อย่างชัดเจน

Call me by your name, 2017

สาเหตุที่ทำให้เราตกหลุมรักเรื่องนี้มีอยู่ 3 อย่าง คือ หนึ่ง เรื่องราวความรักที่แสนเศร้าแต่สวยงามของ Elio และ Oliver  สอง สุดหล่อของพวกเรา Timothee Chalamet และสาม สถานที่สวยๆ ในหมู่บ้านเล็กๆ ในประเทศอิตาลีนั่นเอง

เรื่องนี้ใช้วิลล่าสไตล์อิตาเลียนที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการดำเนินเรื่อง ด้วยดีไซน์ที่มีความมินิมอล ตกแต่งด้วยของวินเทจน้อยชิ้น แต่กลับให้ความรู้สึกโมเดิร์นได้อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งก็ได้ทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงความอบอุ่น โรแมนติก เคลิบเคลิ้มไปกับหนังไปอย่างไม่รู้ตัว 

และที่สำคัญหนังเรื่องนี้ได้คว้ารางวัล Best Cinematography จาก Film Independent Spirit Awards 2018 อีกด้วย 

Crazy Rich Asians, 2018

ถ้ามองข้ามความรักแสนหนาว และดราม่าของคู่พระนางไป อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นที่สะดุดตานักวิจารณ์หนังจากหนังรัก รอม-คอม เรื่องนี้ก็คือ อินทีเรียดีไซน์ในคฤหาสน์พระเอกนั่นเอง

โจทย์อินทีเรียของเรื่องนี้ เรียกได้ว่าเป็นงานหินของ Production Designer และ Interior Decorator เลยทีเดียว เพราะนอกจากตัวคฤหาสน์ที่ต้องคงความหรูหรา บ่งบอกถึงฐานะแล้ว ยังไม่สามารถละทิ้ง สไตล์ และวัฒนธรรมของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพระเอกได้อีกด้วย  

นักออกแบบฉากเรื่องนี้เปิดเผยว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมตึกแถวแบบ “เพอรานากัน” ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสิงคโปร์ ผสมผสานดีไซน์ ยุโรป และเอเชียยุคเก่า เข้าด้วยกัน ส่วนเฟอร์นิเจอร์ภายในคฤหาสน์นั้น จะเป็นการมิกซ์แอนด์แมทช์ระหว่างวัฒนธรรมจีนยุคเก่าและยุคใหม่ เพื่อให้ความรู้สึกคลาสสิก แต่ทันสมัยในเวลาเดียวกันนั่นเอง 

Ex Machina, 2014

เนื่องจากเป็นหนัง Sci-fi แน่นอนว่า อินทีเรียดีไซน์ที่โชว์ความล้ำเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แล้ว Production Design มือทองอย่าง  Mark Digby ก็ไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวัง นอกจากหนังเรื่องนี้จะใช้เทคนิคการเล่าเรื่องแยบยล เล่นจังหวะ Climax ได้เร้าใจแล้ว เรื่องของดีไซน์ก็เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมได้อยู่หมัด

เนื่องจากบ้านของนาธานนั้นเป็นบ้านกลางภูเขา จึงมีพื้นที่บางส่วนที่กินภูเขาเข้าไป และส่วนนั้นก็คือห้องรับแขก จะเห็นได้ว่าห้องรับแขกนั้น มีกำแพงห้องรับแขกเป็นหินภูเขา ซึ่งไม่สามารถทุบทิ้งได้ระหว่างสร้างบ้านหลังนี้ แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ เพราะหินภูเขากลางบ้านนี่แหละ ที่ทำให้บ้านหลังนี้ แตกต่างจากรีสอร์ตกลางป่าทั่วไป

ทีม Production Design ได้นำเฟอร์นิเจอร์สีเอิร์ธโทน อย่างสีฟ้าเข้ม เขียว น้ำตาล และขาว มาใช้เพื่อทำให้ตัวบ้านมีชีวิตชีวามากขึ้น แต่ก็ยังคงความเป็น Sci-Fi ได้ด้วยการใช้กระจกบานใหญ่ล้อมรอบตัวบ้าน แทนการใช้กำแพงปูนธรรมดา นอกจากนี้ยังใช้เหล็กเงาเป็นองค์ประกอบในบางพื้นที่ เพื่อให้ได้ฟีลความล้ำอนาคตไปในตัวอีกด้วย

Amelie, 2001

คอหนังตัวจริงต้องรู้ดีว่าหนังสัญชาติฝรั่งเศสแต่ละเรื่องนั้น ควรค่าต่อการเสียเวลาดูเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งถ้าคนรักศิลปะแล้ว ยิ่งไม่ควรพลาด หนังเรื่อง Amelie หรือ “Le Fabuleux Destin d’Amélie Poulain” ก็ไม่ต่าง ถึงแม้จะดำเนินเนื้อเรื่องง่ายๆ เพียงแค่ติดตามชีวิตวัยสาวของ Amelie Poulain แต่ก็สร้างความประทับใจให้คนไปทั่วโลก อย่างคาดไม่ถึง

เพราะเนื้อเรื่องเกิดขึ้นในปี 1997 แน่นอนว่าฉากทุกฉากได้โชว์เสน่ห์วินเทจอย่างงดงาม โดยเฉพาะห้องนอนไอคอนิคสีแดงของ Amelie ที่มีการตกแต่งสไตล์ “เฟรนช์คันทรี่” โดดเด่นด้วยวอลเปเปอร์สีแดงก่ำ ลวดลายดอกไม้เล็กๆ และเติมเต็มพื้นที่โล่ง ด้วยโคมไฟแบบ Piggy Lamp ข้างหัวเตียง ซึ่งให้กลิ่นอายบ้านในชนบทได้ดี เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานระหว่างสไตล์วินเทจและโกธิคได้อย่างลงตัว และยังถือว่าเป็นอีกหนึ่ง Cinematic Move ที่ช่วยเพิ่มความเข้มข้นให้ลักษณะนิสัยของตัวเอก ที่เป็นสาวน่ารัก ซ้อนความดาร์กไว้ในตัว

ตัดมาที่ฉากห้องน้ำสีเหลืองครีม สไตล์ Cottage หรือสไตล์บ้านกระท่อมชนบท ซึ่งฉากนี้ก็ช่วยให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้นั่งไทม์แมชชีน ย้อนกลับไปบ้านของตัวเองในสมัยเด็ก ซึ่งความรู้สึกนี้เองก็สอดคล้องกับฉากนี้ ซึ่งเป็นฉากที่ Amelie ย้อนรำลึกถึงวัยเด็กนั่นเอง

Midsommar, 2019

อีกหนึ่งผลงานหนังดังแห่งปี จากบ้านภาพยนตร์อินดี้ ขวัญใจเด็กอาร์ต อย่าง “A24” ก็หนีไม่พ้นเรื่อง Midsommar หนังแนวระทึกขวัญ โชว์ความไม่เหมือนใครด้วยการเล่นโทนสีสวนทางกับเนื้อเรื่องอย่างโทนสีพาสเทล ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่ได้สร้างกลายเป็นตัวอย่างหนังเป็นกรณีศึกษาให้กับนักเรียนสาขาภาพยนตร์ไปโดยปริยาย

นอกจากเนื้อหาที่แหวกแนว สไตล์เด็กอาร์ต อินทีเรีย ดีไซน์เรื่องนี้ บอกได้เลยว่า ระดับท็อปที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นสถาปัตยกรรม กับจิตรกรรมภาพวาดฝาผนัง ที่มีลวดลายแปลกตา และน่าสะพรึงกลัวอย่างบอกไม่ถูก ในเวลาเดียวกันก็กลับสะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวสุดลึกลับของหมู่บ้าน โดยไม่จำเป็นต้องใช้บทพูดใดๆ ทั้งสิ้น 

สรุปท้ายบทความ

การเลือกหนังให้ถูกจริตดูสักเรื่องนั้น เป็นเรื่องที่เกิดไม่บ่อยนัก ในหลายครั้งเราต้องเสียเวลาร่วม 2 ชั่วโมงไปฟรีๆ ไปกับการดูอะไรก็ไม่รู้  แต่วันนี้ Kaidee รับรองได้เลยว่า 6 เรื่องข้างบนที่กล่าวมานี้ ถูกคัดสรรมาแล้วอย่างดี แม้ว่าพล็อตเรื่องอาจจะต้องขึ้นอยู่กับรสนิยมส่วนบุคคล แต่ขอการันตีเลยว่า สถาปัตยกรรม ศิลปะ และอินทีเรียดีไซน์ในแต่ละเรื่องนี้ จะต้องทำให้เพื่อนๆ ร้องโอ้โหกันแน่นอน

เพื่อนๆ คนไหน ดูหนังแล้วอิน อยากมีบ้านคูลๆ แบบนี้บ้าง ลองเข้ามาเยี่ยมชมที่เว็บ Kaidee ก่อนได้นะคะ ไม่ว่าจะวินเทจ มินิมอล เรามีให้เลือกมากมายเลย

Eco-Friendly Construction สถาปัตยกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม

Eco-Friendly Construction สถาปัตยกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม

“ปริมาณมวลรวมสรรพสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น จะแซงหน้า “ชีวมวล” ของสิ่งมีชีวิตทั้งโลกในสิ้นปีนี้” 

พาดหัวข่าวใหญ่จาก BBC เมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทำเอาคนรักสิ่งแวดล้อมหนักอึ้งในใจ ด้วยสัดส่วนของ “ธรรมชาติ” ถดถอย และนั่นหมายถึงโลกกำลังเข้าสู่จุดไม่สมดุล ที่พร้อมส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้คนไม่เร็วก็ช้าอย่างแน่นอน เนื่องจากมนุษย์เองเป็นองค์ประกอบหนึ่งของธรรมชาติที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมาเนิ่นนาน

เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับสิ่งสร้างสรรค์ทางสถาปัตยกรรมที่ไม่อาจตัดขาดจากกันได้อย่างสิ้นเชิง เพราะทันทีที่มนุษย์สร้างถนนหนทางคืนคานพื้นที่ธรรมชาติ หรือเพียงถมดินปรับพื้นเพื่อสร้างบ้านเรือนก็ทำให้สิ่งแวดล้อมและวงจรของสิ่งมีชีวิตที่อยู่บริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นการออกแบบสิ่งก่อสร้างจึงต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นพื้นฐาน

หัวใจของสิ่งก่อสร้างเพื่อสิ่งแวดล้อม

นิยามของสถาปัตยกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมในกรอบกว้างๆ คือการสร้างโครงสร้างที่เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้ทรัพยากรที่มีอย่างเต็มประสิทธิภาพ ตั้งแต่ขั้นตอนก่อสร้าง การบำรุงรักษา จนถึงการรื้อถอนเมื่อสิ่งก่อสร้างเหล่านั้นหมดอายุขัย 

อย่างไรก็ตาม ในทางปฎิบัติเราไม่สามารถออกแบบและก่อสร้างอาคารบ้านเรือนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ความพยายามลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุดก็ถือว่าเป็นคุณลักษณะของสถาปัตยกรรมที่ดีได้เช่นกัน ซึ่งในหลักสูตร ‘เทคนิคการออกแบบและก่อสร้างอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม’ จากโครงการ Thai MOOC ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของสถาปัตยกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยใน 3 ประเด็น ดังนี้ 

  1. ประเด็นทางกายภาพ

คือการทำอย่างไรให้สิ่งก่อสร้างนั้นส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินอย่างสิ้นเชิง หรือเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบคนละขั้วนั้นไม่สมควรทำอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างการเอาที่ดินทางการเกษตรมาเป็นที่ดินสำหรับก่อสร้างอาคาร จุดนี้จะทำให้สูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดิน พร้อมกับสูญเสียศักยภาพในการผลิตอาหาร และเมื่ออาคารที่สร้างบนที่นาที่สวนเหล่านั้นหมดอายุใช้งานก็ยังยากที่จะฟื้นคืนความหลากหลายทางชีวภาพของทั้งพืชและสัตว์ที่เคยอาศัยในสิ่งแวดล้อมนั้นอีกด้วย ดังนั้นทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของการสร้างอาคารใหม่ๆ คือควรเลือกปลูกสร้างบนพื้นที่ที่เคยถูกก่อสร้างมาแล้ว หรือมีความอุดมสมบูรณ์น้อย เพื่อจํากัดการรุกรานของพื้นที่ตามธรรมชาติที่สมบูรณ์อยู่นั่นเอง

  1. ประเด็นด้านการบริโภคทรัพยากร

สถาปัตยกรรมที่ดีควรใช้ทรัพยากรน้อยตลอดอายุขัย ประเด็นนี้เห็นได้ชัดในงานสถาปัตยกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมปัจจุบันหรือในบรรดาอาคารสีเขียว (Green Architcture) ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นจนถึงรื้อทิ้ง ซึ่งสามารถมองการใช้งานได้หลายมุมมอง ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติหรือวัสดุสังเคราะห์ที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ  การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อลดความสิ้นเปลืองด้านขนส่ง การใช้วัสดุที่มาจากการรีไซเคิลหรือสามารถนำไปรีไซเคิลต่อเมื่อหมดอายุใช้งาน ตลอดจนการเลือกใช้วัสดุที่มีความทนทานมากกว่า เช่น ใช้หลอดไฟ LED ที่มีอายุการใช้งานยาวนานและกินไฟน้อยกว่าแทนหลอดไฟแบบหลอดทั่วไป

นอกจากนี้ยังมีการดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นองค์ประกอบของงานดีไซน์ ที่ไม่เพียงสร้างสุขภาวะ (Well-being) ให้ผู้ใช้อาคาร แต่ยังช่วยประหยัดการใช้พลังงานซึ่งเป็นทางหนึ่งของการประหยัดทรัพยากรด้วย อาทิ ดีไซน์ช่องหน้าต่างขนาดใหญ่เปิดรับแสงได้ทั้งวัน ส่งผลให้เราใช้หลอดไฟประดิษฐ์น้อยลง การออกแบบช่องระบายอากาศเข้า-ออกภายในบ้านเพื่อให้ได้รับอากาศบริสุทธิ์และลดการใช้เครื่องปรับอากาศ ดีไซน์เปลือกอาคาร (Facade) ให้เป็นฉนวนกันความร้อนอีกชั้นหนึ่ง การปลูกต้นไม้รอบอาคารเพื่อลดความร้อนสะสม รวมไปถึงการใช้แหล่งพลังงานสะอาดอย่างโซล่าเซลล์ หรือ Rain Harvesting ที่เป็นการกักเก็บน้ำฝนแล้วนำมาหมุนเวียนใช้อีกครั้ง 

Tallest Wooden Building
Mjøstårnet คืออาคารก่อสร้างจากไม้อัดแปรรูป (Laminated veneer lumber) ที่สูงที่สุดในโลก ซึ่งไม้ที่นำมาใช้ในโครงการนี้ ตัดจากผืนป่าปลูกที่อยู่ห่างจากไซต์ก่อสร้างเพียง 50 กิโลเมตร จึงจำกัดปริมาณมลพิษและพลังงานด้านการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ภาพจาก archiexpo.com)
  1. ประเด็นการปลดปล่อยของเสีย

เมื่อไรก็ตามที่เราเข้าใช้อาคารสถานที่ย่อมมีของเสียเกิดขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะน้ำทิ้งจากการชำระล้าง หรือขยะจากการอุปโภคบริโภค เหล่านี้เป็นอีกประเด็นที่การสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมต้องพิจารณาเพื่อหาวิธีการหรือออกแบบระบบบำบัดที่มีคุณภาพ เพื่อให้ของเสียหรือสิ่งปฏิกูลถูกปลดปล่อยออกจากอาคารโดยไม่สร้างมลพิษ หรือเป็นต้นเหตุของมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศโดยรอบ ยกตัวอย่างวิธีการแก้ปัญหาที่นิยมกัน ได้แก่ การติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียก่อนทิ้งลงลำคลองสาธารณะหรือนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการใช้พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง และจัดการกับเศษอาหารด้วยการหมักเป็นปุ๋ยแทนการทิ้งเป็นขยะทั่วไป เป็นต้น 

ชวนชมสถาปัตยกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมสุดเจ๋ง

การออกแบบสิ่งก่อสร้างให้อยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมด้วยความเกื้อกูลกัน เป็นความพยายามของสถาปนิกที่ต่างพัฒนางานดีไซน์ให้ตอบโจทย์ ในบทความนี้เราเลยคัดมาให้ชมกันเบาๆ กับ 3 โปรเจ็คสวยๆ ที่สะท้อนความเป็น Eco-Friendly Construction ได้อย่างงดงาม

Svart Hotel

เริ่มกันที่โปรเจ็คแรกกับ “Svart Hotel” โรงแรมกลางหุบเขาโอบล้อมด้วยธารน้ำแข็งและทะเลสาบ โดดเด่นด้วยอาคารรูปทรงวงแหวนที่ออกแบบให้เหมาะกับการพักผ่อนอย่างแท้จริงพร้อมวิว 360 องศา และที่พิเศษไปกว่านั้นคือการพรีเซ็นต์ตัวในฐานะโรงแรมแห่งแรกของโลกที่ใช้พลังงานสีเขียวจากธรรมชาติเกือบ 100% โดยอาศัยความร้อนใต้พิภพและพลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตพลังงานต่างๆ เพื่อใช้ในโรงแรม และช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่าโรงแรมทั่วไปถึง 85% นอกจากนี้ในกระบวนการก่อสร้างยังใช้วัสดุจากท้องถิ่นที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น หิน และไม้ ที่ทนทานต่อสภาพอากาศ รวมทั้งวัสดุที่มีความยั่งยืนอื่นๆ 

Svart Hotel
“Svart” โรงแรมแห่งแรกของโลกด้านการรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ตั้งอยู่เหนือเส้นวงกลมอาร์กติก (Arctic Circle) พร้อมเปิดให้บริการในปี 2564  (ภาพจาก svart.no)

ASI Reisen Headquarters

สำนักงานใหญ่ของบริษัทท่องเที่ยวและแทร็กกิ้งในประเทศออสเตรียถูกออกแบบด้วยแนวคิด Long-term Low Environmental Footprint หรือการลดกระทบต่อระบบนิเวศน์ในระยะยาว มีจุดเด่นอยู่ที่การนำ “ไม้” ที่ได้ชื่อว่าเป็นวัสดุที่มีความยั่งยืนมาเป็นวัสดุหลักทั้งก่อสร้างโครงสร้างและงานตกแต่งภายใน ส่งผลให้เกิดความเชื่อมโยงของธรรมชาติถึงผู้ใช้อาคารแบบทุกย่างก้าวในออฟฟิศ มีการออกแบบเปลือกอาคาร (Facade) ด้วยโครงเหล็กและตาข่ายเพื่อรองรับการเติบโตของไม้เลื้อยกว่า 118 สายพันธ์ุ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นดั่งผ้าม่านผืนใหญ่คอยปกป้องสภาพอากาศภายในอาคารให้อยู่สบายไม่ว่าจะฤดูกาลไหน ทั้งยังมีการออกแบบหลังคาให้สามารถรับน้ำฝนและกักเก็บลงถังใต้ดินเพื่อหมุนเวียนใช้รดน้ำต้นไม้และสนามหญ้าที่อยู่ในอาณาเขตของออฟฟิศแห่งนี้อีกด้วย

Eco-Building
บรรยากาศการตกแต่งภายในออฟฟิศให้ความรู้สึกผ่อนคลาย พร้อมพื้นที่สีเขียวรายล้อมรอบตัวสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อม (ภาพจาก snohetta.com)

Cube Berlin

เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้วสำหรับ Cube Berlin สถาปัตยกรรมที่เป็นทั้งปฏิมากรรม แลนด์มาร์คแห่งใหม่ และ Smart Office ที่ล้ำสมัยที่สุดในใจกลางกรุงเบอร์ลิน ความน่าสนใจของอาคารลูกบาศก์นี้น่าจะอยู่ที่วัสดุในการทำ Facade ซึ่งเป็นกระจกสะท้อนที่ทำให้เกิด Dynamic View ในทุกช่วงเวลา และยังเป็นตัวกลางช่วยให้กักแสงอาทิตย์ภายนอกไม่ให้รบกวนอุณหภูมิภายในอาคาร ยิ่งไปกว่านั้นตัวอาคารยังติดตั้งแอปพลิเคชันเพื่อศึกษาและจดจำพฤติกรรมของผู้ใช้อาคาร ก่อนวิเคราะห์ออกมาเป็นฟีเจอร์ควบคุมที่เหมาะกับแต่ละสถานการณ์ จนสามารถเป็นอาคารที่ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าอาคารสีเขียวทั่วไปถึง 25%

Cube Berlin
อาคาร Cube Berlin กลายเป็น Iconic Building ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยควบคุมด้านการใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  (ภาพจาก 3xn.com)

สรุปท้ายบทความ

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การก่อสร้างตึกรามบ้านช่องเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากเป็นอันดับต้นๆ การกลับมาตั้งหลักเพื่อสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมที่กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมอีกครั้งในวันที่ธรรมชาติกำลังถูกทำลายจนถึงจุดไม่สมดุล จึงเป็นบทบาทสำคัญของเหล่าวิชาชีพงานก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นสถาปนิก วิศวกร มัณฑนากร หรือแม้แต่ผู้รับเหมา ที่จะช่วยกันผลิตอาคารที่มีคุณภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง 

ในขณะที่ผู้ใช้อาคารเองก็ต้องมีส่วนร่วมในฐานะผู้ผลักดันเรียกร้องเพื่อให้เทรนด์ Eco-Friendly Construction ไม่ใช่แค่ภาพฝันอีกต่อไป แต่คือแนวทางปฏิบัติพื้นฐานที่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องใส่ใจ ซึ่งปัจจุบันเทรนด์อาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบอาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม และโครงการบ้านจัดสรร ซึ่งคุณสามารถค้นหาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้ที่ Kaidee Property

บ้านดีไซน์ประหลาดรอบโลก ที่เห็นแล้วต้องร้อง วอท เดอะ…. !

บ้านดีไซน์ประหลาดรอบโลก ที่เห็นแล้วต้องร้อง วอท เดอะ…. !

Weirdest House 1

ทุกคนต่างมีวิธีการแสดงตัวตนที่แท้จริงของตัวเองทั้งนั้น บางคนแสดงออกมาในรูปแบบสไตล์การแต่งตัว ทรงผม ยี่ห้อรถยนต์ หรือบางคนเลือกที่จะใช้งานอดิเรก อย่างการวาดรูป เต้น หรือเล่นดนตรี แต่เพื่อนๆ คะ เชื่อไหมว่ามีของสิ่งหนึ่งที่สามารถสะท้อนความเป็นตัวเอง และรสนิยม ของเพื่อนๆ ได้มากกว่าสิ่งไหน นั่นก็คือดีไซน์ และการตกแต่งบ้านนั่นเอง 

ยกตัวอย่างเช่น บ้านสไตล์มินิมอล มักจะมีเจ้าของเป็นคนง่ายๆ เจ้าระเบียบ ต่างกับคนที่มีบ้านสไตล์อินดัสเทรียล ซึ่งตัดสินจากปูนเปลือยที่เป็นเอกลักษณ์ของสไตล์แล้ว เดาไม่ยากเลยว่า เจ้าของต้องเป็นคนที่เท่ เซอร์ และมีความเป็นศิลปินสูงพอสมควร 

แน่นอนว่าความคิดสร้างสรรค์ และไอเดียของคนเราไม่มีข้อจำกัด แบบบ้านก็เช่นกันค่ะ ในสมัยนี้มีบ้านทรงประหลาดๆ ฉีกมาตรฐานรูปทรงบ้านทั่วไปที่ออกแบบโดยน้องๆ สถาปนิกรุ่นใหม่มาให้ชมกันอยู่มาก ทั้งแบบที่สามารถอยู่ได้จริง และไว้เพื่อชมอย่างเดียว 

วันนี้ Kaidee เลยไม่รอช้า ขอนำเสนอมีบ้านรูปทรงประหลาด แหวกแนวความคิดเดิมๆ จากทั่วทุกมุมโลก มาให้เพื่อนๆ ได้ร้องโอ้โหกัน พร้อมแล้วเรามาดูกันเลย 

บ้านทรงประหลาด

แน่นอนว่ารูปทรงบ้านปกติก็เพียงพอแล้วสำหรับการใช้ชีวิตหาเช้ากินค่ำอย่างเรา แต่เมื่อความคิดของมนุษย์ไม่หยุดอยู่กับที่ สิ่งประดิษฐ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ย่อมเกิดขึ้น และพัฒนาตามกาลเวลา 

อาชีพสถาปนิก เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ทำงานกับความท้าทาย เพื่อตอบโจทย์ปัญหาสังคม และความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์ จึงไม่แปลกที่มีบ้านโครงสร้างฉีกตำราเรียน เกิดขึ้นมากมายทั่วโลก ไม่ว่าจุดประสงค์ของการสร้างนั้นจะเพื่อสะท้อนสภาพสังคม นิสัยมนุษย์ หรือเพื่อแค่สร้างชื่อเสียง ผลลัพธ์ที่ได้ คืออีกหนึ่งสิ่งก่อสร้างน่าสนใจ ที่ต่างถูกบันทึกไว้อีกหน้าของประวัติศาสตร์ หรือตำราเรียนให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา 

เรามาดูแบบดีไซน์บ้านน่าทึ่ง ที่ไม่คิดว่าจะมีอยู่จริง จากรอบโลกกันเลยค่ะ 

บ้านทรงผอม (The Keret House) โปแลนด์

Weriest-House-2
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Greenprophet

บ้านหลังนี้มีชื่อว่า The Keret House เป็นบ้านที่มีรูปทรงแคบที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่กรุงวอร์ซอ เมืองหลวงของประเทศโปแลนด์ “Keret” เป็นชื่อบ้านที่ถูกตั้งตามชื่อของนักเขียน และนักสร้างภาพยนตร์ชื่อดังชาวอิสราเอล Etgar Keret ซึ่งเป็นคนแรกที่ได้ทดลองเข้าพักอาศัยและกินอยู่ในบ้านหลังนี้นั่นเอง บ้านรูปทรงผอมบางหลังนี้ เป็นผลงานจากการออกแบบร่วมกันของนักเขียน Etgar และสถาปนิกชาวโปแลนด์ Jakub Szczensy แน่นอนว่าได้ชื่อว่าเป็นบ้านที่แคบที่สุดในโลกแล้ว ขนาดพื้นที่รวมทั้งหมดของบ้านนั้นแค่ 14.5 ตารางเมตร และมุมที่แคบที่สุดในบ้านก็มีความกว้างเพียง 72 เซนติเมตร 

น่าทึ่งไปเลยใช่ไหมคะ ถึงบ้านหลังนี้จะดูแคบ แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม ทั้งห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น ห้องนอน และห้องครัว ครบพร้อมอยู่ ทั้งนี้เนื่องจากจุดประสงค์ของการสร้างบ้านหลังนี้ ก็เพื่ออยู่อาศัยจริงๆ โดยเชิญให้ศิลปินเข้าอาศัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจสร้างสรรค์ผลงานศิลปะภายใต้สภาพแวดล้อมจำกัดนั้นเอง 

บ้านเปลือกหอยโข่งยักษ์ (Nautilus Giant Seashell) เม็กซิโก

weriest-house-3.1
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Hiconsumption
weirest-House-3.2
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก randomwhisper

บ้านเปลือกหอยโข่งยักษ์นี้ ตั้งอยู่ที่เม็กซิโกซิตี้ เมืองหลวงของประเทศเม็กซิโก ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 2006 โดยการออกแบบของสถาปนิกชื่อดังชาวเม็กซิโก Javier Senosiain ค่ะ 

Javier นั้นได้แรงบันดาลใจจากผลงานสถาปัตยกรรมของสถาปนิกชาวสเปนในตำนาน อย่าง อันตอนี เกาดี (Antoni Gaudí) ซึ่งผลงานของอันตอนีส่วนใหญ่จะเน้นความ อลังการ โดยเล่นกับสีสัน เส้นโค้ง และรูปทรงเรขาคณิต ดังนั้นไฮไลท์ของบ้านเปลือกหอยยักษ์นี้จึงเป็นกำแพงที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบสีสายรุ้ง ความเด็ดยังไม่จบเพียงเท่านี้นะคะ เพราะเมื่อแสงแดดได้ส่องกระทบกระเบื้องสีเหล่านี้แล้ว กระเบื้องจะสะท้อนแสงสีนั้นๆ เข้าไปในตัวบ้าน ทำให้ห้องนั่งเล่นที่ตั้งอยู่ข้างใน กลายเป็นห้องที่เต็มไปด้วยสีสัน ราวกับอาศัยอยู่ในสายรุ้งเลยก็ว่าได้ 

บ้านมนุษย์หินฟลินท์สโตน (Flintstone House) สหรัฐอเมริกา

weirest-House-4.1
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก home-design 

เชื่อว่าหลายคนที่เติบโตมากับการ์ตูนมนุษย์หินฟลินท์สโตน ต้องเคยใฝ่ฝันอยากมีบ้านแบบมนุษย์ถ้ำแบบเดียวกับการ์ตูนแน่นอน ซึ่ง ดิ๊ค คลาร์ค (Dick Clark) พิธีกรชื่อดังชาวอเมริกันก็เป็นอีกคนที่เป็นแฟนตัวยงของการ์ตูนยอดฮิต ฟลินท์สโตนเรื่องนี้ 

ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตลงในวัย 82 ปี เขาได้สร้างบ้านดีไซน์แบบบ้านในยุคหินอาศัยโดยมนุษย์ถ้ำ ที่เกาะมาลิบู ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเติมเต็มความฝันในวัยเด็กของเขา นอกจากดีไซน์ของตัวบ้านแล้ว สิ่งที่น่าทึ่งอีกอย่างนั้นต้องยกให้วิว มหาสมุทรแปซิฟิก และแสงไฟยามค่ำคืนของมหานครลอสแอนเจลิส สุดลูกหูลูกตา ที่สามารถมองผ่านกระจกบานใหญ่ ซึ่งเป็นของตกแต่งชิ้นสำคัญของบ้านหลังนี้นั่นเอง 

บ้านกระจก (House NA) ญี่ปุ่น

ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Dezeen

บ้านกระจกหลังนี้มีชื่อว่า “House NA” ตั้งอยู่ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เป็นผลงานการออกแบบของ Sou Fukimoto ซึ่งเป็นสถาปนิกแนวหน้าของประเทศญี่ปุ่น  จุดเด่นของบ้านหลังนี้คือการใช้กระจกเป็นวัสดุหลักแทนคอนกรีต หรือไม้เพื่อสร้างกำแพง และผนังรอบบ้าน 

Sou Fukimoto ได้กล่าวว่า แนวคิดของการออกแบบบ้านหลังนี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากการอาศัยอยู่บนต้นไม้ของคนสมัยโบราณ ซึ่งต้นไม้ที่มีกิ่งก้านในระดับความสูงลดหลั่นไม่เท่ากันนั้น ได้จุดประกายแนวคิดของเขาที่จะออกแบบบ้านเลียนแบบรูปทรงกิ่งก้านของต้นไม้ ซึ่ง Fukimoto ก็ทำมันออกมาได้ดี ไอเดียนั้นถูกสื่อออกมาในดีไซน์ของบ้าน เพราะนอกจากความโดดเด่นของกระจกแล้ว บ้านหลังนี้มี พื้น และระเบียง ที่มีระดับความสูงไม่เท่ากันนั้น เป็นฟันปลาทั่วทั้งตัวบ้าน 

ทั้งแปลก ทั้งเก๋ แต่ใช้งานได้จริง สมกับเป็นผลงานของชาวญี่ปุ่นจริงๆ เลยค่ะ  

บ้านหิน (Casa do Penedo) โปรตุเกส

weirest-House-6
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก GoseIftour

เห็นบ้านมนุษย์ถ้ำของ ดิ๊ค คลาร์ค กันไปแล้ว เรามาดูบ้านมนุษย์หินกันบ้าง บ้านหินยักษ์นี้มีชื่อว่า “Casa Do Penedo” เป็นภาษาโปรตุเกส สามารถแปลตรงตัวได้ว่า บ้านหิน บ้านนี้ตั้งอยู่ที่เขาฟาฟี ทางตอนเหนือของประเทศโปรตุเกส ไม่เพียงแค่บ้านหลังนี้จะใช้ก้อนหินสร้างบ้านทั้งหลัง แต่ทั้ง 4 มุมของบ้านก็ยังถูกค้ำยันไว้ด้วยก้อนหินยักษ์ สมกับชื่อ บ้านหิน เลยทีเดียว

ถึงแม้ว่าไฟฟ้าจะเข้าไม่ถึงตัวบ้าน แต่บ้านหลังนี้สามารถอาศัยอยู่ได้จริง มีความสูงราวๆ 792 เมตร ซึ่งสามารถบรรจุคนได้ 4 คน แบบสบายๆ ที่น่าทึ่งคือ กระจกประตูและหน้าต่างสามารถกันกระสุนได้ นอกจากนี้ยังมีปล่องไฟขนาดเล็ก ยื่นขึ้นมาจากหลังคา เพื่อเพิ่มความอบอุ่นในหน้าหนาวอีกด้วย 

แน่นอนว่าการออกแบบบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่ว่าจะออกแบบออกมาในรูปทรงอะไรก็สามารถลงมือสร้าง และอาศัยอยู่ได้อย่างปลอดภัย การออกแบบบ้านจำเป็นต้องมีความรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงสร้าง วัสดุที่นำมาใช้ รวมไปจนถึงงบประมาณ ด้วยเหตุนี้แม้ว่าไอเดียจะแหวกโลกแค่ไหน ก็มีข้อจำกัดในการก่อสร้าง

ตัวอย่างด้านบนที่เรายกมาให้ ดู จึงเป็นหนึ่งในผลงานความคิดสร้างสรรค์ของสถาปนิกทั่วโลก ที่ควรได้รับการยกย่อง เพราะนอกจากไอเดียเจ๋งแล้ว ยังสามารถทำให้เป็นจริงได้ ถ้าเพื่อนๆ อยากมีบ้าน หรือคอนโดที่มีดีไซน์แปลกประหลาด แต่ราคาน่ารัก เอื้อมถึง ลองเข้ามาแวะชมที Kaidee ก่อนได้ค่ะ เรามีบ้าน และคอนโดหลากหลายดีไซน์ให้เลือก