7 แอปพลิเคชันสายวิ่ง ครบสำหรับทั้งมือใหม่และเจนสนาม

7 แอปพลิเคชันสายวิ่ง ครบสำหรับทั้งมือใหม่และเจนสนาม

“ปีใหม่นี้ เราลองหันมาวิ่งออกกำลังกาย จะดีไหมนะ”

ดีสิครับ การวิ่งถือเป็นหนึ่งในการออกกำลังกายที่ดีที่สุดก็ว่าได้ เพราะไม่ต้องใช้อุปกรณ์เยอะ ไม่ต้องเตรียมตัวนาน และได้ใช้ทุกสัดส่วนของร่างกายอย่างเต็มที่

อยากให้มีตัวช่วยในการวิ่ง

แต่ผมก็เข้าใจใครหลายๆ คนครับ จะให้ออกไปวิ่งเฉยๆ ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร บางทีเราก็อยากมีผู้ช่วยดีๆ ที่คอยช่วยเหลือเรา จดบันทึกสถิติการวิ่งของเรา ทั้งระยะทาง เส้นทาง และความเร็วที่เราใช้ หรือให้คำแนะนำเกี่ยวกับการวิ่ง เพื่อที่เราจะได้นำไปปรับปรุงได้

วันนี้ ผมที่มีประสบการณ์การวิ่ง (แบบสมัครเล่น) มาแล้ว 5 ปี จะนำเอา 7 แอปพลิเคชันเพื่อนักวิ่ง ทั้งฝึกหัดและจอมเก๋ามาแบ่งปัน พร้อมเผยจุดเด่นเฉพาะตัวของแต่ละแอป บทความเดียวจบ ครบ ไม่ต้องเสียเวลาตัดสินใจให้เมื่อยสมอง

RunKeeper

เริ่มต้นกับแอปพลิเคชันตัวแรกยอดนิยมในหมู่นักวิ่งอย่าง Runkeeper ที่มีฟีเจอร์ที่อัดมาให้อย่างครบครัน มีความแม่นยำสูงในการบันทึกระยะทางและเส้นทางการวิ่ง สามารถดูสถิติการวิ่งของตัวเองย้อนหลังได้ และยังใช้งานง่ายเหมาะกับนักวิ่งทุกระดับ

จุดเด่นที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของ Runkeeper คือฟีเจอร์ “เส้นทางการวิ่ง” (Pre-created routes) ที่แอปจะสร้างเส้นทางการวิ่งให้เราโดยอัตโนมัติ หากเราไม่รู้ว่าวันนี้จะวิ่งไปเส้นทางไหน หรือควรลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยไหนของเมืองดี ก็ลองเปิดใช้ฟีเจอร์นี้ใน Runkeeper ดู

Nike+ Run Club

แอปพลิเคชันเพื่อการวิ่ง จากผู้ผลิตและพัฒนาอุปกรณ์กีฬาชื่อดังอย่าง ไนกี้ ตัวแอปพลิเคชันมีคุณสมบัติมากมายไม่แพ้กันสำหรับนักวิ่ง ทั้งบันทึก ติดตามและคำนวณระยะทาง ความเร็วและแคลอรี่ที่เผาผลาญไป อีกทั้งเราสามารถใส่เพลย์ลิสต์ของตัวเองเพื่อฟังระหว่างวิ่งได้อีกด้วย

ในฐานะผู้ใช้จริง ผมคิดว่า Nike+ Run Club มีจุดเด่นตรงที่ฟีเจอร์ “การแข่งขันภารกิจ” (Challenges) ซึ่งจะมีตลอดทุกสัปดาห์ เดือน หรือแม้กระทั่งปี โดยแต่ละการแข่งขันจะมีทั้งให้เราแข่งกับตัวเอง แข่งกับเพื่อน หรือแข่งกับคน (ที่ใช้แอปพลิเคชัน) ทั้งประเทศเลยก็ได้ มีการจัดตารางสถิติ (Leaderboard) ให้เราเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนด้วย ผู้ชนะ หรือผู้ที่ทำได้ตามเป้าหมายก็จะได้รับเหรียญรางวัลมาครอบครอง ถือเป็นการท้าทายตัวเองที่สนุกไม่น้อย

ฟังก์ชัน Challenge ใน Nike+ Run Club
ขอขอบคุณรูปจาก Nike+ Run Club

Strava

มาต่อกันที่แอปพลิเคชันตัวที่ 3 อย่าง Strava ซึ่งไม่ต้องพูดถึงฟีเจอร์ที่ 2 แอปก่อนหน้านี้มีให้ เพราะ Strava ก็มีให้ครบไม่แพ้กัน ทั้งบันทึก เก็บสถิติระยะทางการวิ่ง รวมถึงความเร็วและเวลา ยิ่งไปกว่านั้น Strava ยังมีระบบตารางคะแนน (Leaderboard) เพื่อให้คุณดูสถิติและเทียบฟอร์มการวิ่งของตัวเองกับเพื่อนๆ นักวิ่ง

อีกทั้ง Strava ยังรองรับการออกกำลังกายที่ไม่ใช่แค่การวิ่งแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีกีฬาและกิจกรรมเอ็กซ์ตรีมส์นับสิบ ให้คุณสามารถบันทึกสถิติได้ทั้ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ปีนฝา เล่นเซิร์ฟ หรือการเล่นโยคะ

ฟีเจอร์สุดท้ายของ Strava ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ บีคอน (Beacon) ฟีเจอร์พรีเมียม (เสียเงิน) ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับคุณ โดยจะทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนภัย ในกรณีที่คุณขาดการติดต่อกับเพื่อน หรืออยู่ในพื้นที่ที่ไม่ควรอยู่ ระบบจะทำการแจ้งเตือนสถานที่ปัจจุบันของคุณทุก 15 วินาทีให้เพื่อนของคุณรับทราบ และจะส่งเบอร์ติดต่อให้กับเพื่อนที่คุณไว้วางใจ ถึงแม้จะต้องเสียเงินเพิ่ม แต่ถือเป็นการซื้อความปลอดภัยให้ตัวเองที่คุ้มค่าไม่น้อยเลย

Adidas Training by Runtastic

ข้ามมาที่ฝั่งแบรนด์อุปกรณ์กีฬาดังอีกหนึ่งแบรนด์กับ Adidas Training by Runtastic ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งแอปพลิเคชันที่มีฟังก์ชันพื้นฐานครบถ้วน แต่มีคุณสมบัติที่โดดเด่นเป็นพิเศษ นั่นคือ “Plan” ที่จะคอยช่วยวางแผนการออกกำลังกายของเราแบบละเอียดครบถ้วนในหน้าจอเดียว ซึ่งแผนที่ว่า ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการวิ่งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการออกกำลังกายแบบคาดิโออื่นๆ ด้วย

“Plan” ฟังก์ชันใช้งานง่าย ตอบโจทย์ผู้ต้องการแนวทางเริ่มต้น

ไม่เพียงแค่นั้น แอปนี้ยังมีระบบเก็บสถิติการวิ่งของเราอย่างพร้อมสรรพ ทั้งระยะทาง ความเร็วและแคลอรี่ที่เราเผาผลาญได้ ซึ่งนำเสนอผ่านรูปภาพหรือกราฟที่เข้าใจได้ง่าย ใช้งานไม่ยุ่งยากแต่อย่างใด ขอแนะนำเลยว่า เหมาะกับผู้ใช้งานทุกประเภท ทั้งวิ่งระยะทางสั้นๆ หรือแบบมาราธอน

C25K Trainer

แอปพลิเคชันตัวนี้เหมาะกับผู้ที่เริ่มต้นวิ่งมากที่สุด คุณไม่จำเป็นต้องกังวล หากคุณไม่ผ่านการวิ่งมาก่อนในชีวิต เพราะแอปพลิเคชันนี้จะช่วยวางแผนการวิ่งของคุณ ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับโปร โดยที่คุณสามารถทำตามได้ง่าย และไม่ใช้ร่างกายอย่างหักโหมเกินไปอีกด้วย

ข้อดีอีกอย่างของแอปนี้ คือมีระบบฟีดแบคเเบบเสียงหรือ Audio Coach ที่คอยรายงานสถานะการวิ่งของคุณ เพื่อให้คุณรู้ถึงข้อปรับปรุงและสิ่งที่คุณทำได้ดีในการวิ่งแต่ละครั้ง ซึ่งจะช่วยให้คุณมีกำลังใจการพัฒนาการวิ่งของคุณต่อไป

Charity Miles

แอปพลิเคชันนี้มีความพิเศษและแปลกใหม่สักหน่อยครับ เพราะเป็นแอปพลิเคชันที่กระตุ้นให้คุณออกไปวิ่ง เพื่อที่คุณจะได้ทำบุญนั่นเอง โดย Charity Miles จะบริจาคเงินในทุกๆ 1 ไมล์ (หรือกิโลเมตรครึ่ง) ที่คุณวิ่งไปยังมูลนิธิหรือองค์กรการกุศลที่คุณเลือกได้เอง

แถมคุณยังสามารถสร้างทีมกับเพื่อนๆ เพื่อเพิ่มจำนวนเงินบริจาคได้อีกหลายเท่าตัวด้วยนะครับ ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีมูลนิธิภายในประเทศไทย แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ในการสร้างความหมายให้กับการวิ่งครั้งต่อไปของคุณ

MyFitnessPal

แอปพลิเคชันตัวสุดท้ายไม่ใช่แอปพลิเคชันเพื่อการวิ่งโดยตรง แต่เป็นแอปพลิเคชันสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายด้วยจุดประสงค์ของการลดน้ำหนักหรือกระชับรูปร่าง เพราะเราสามารถจดบันทึกทั้งการออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับกิจวัตรการทานอาหาร เพราะการลดน้ำหนักไม่ใช่แค่การออกกำลังกายให้หนักเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการรู้จักควบคุมการทานอาหารของตัวเองด้วย

คุณสามารถติดตามมื้ออาหารของคุณด้วยการใส่เมนูที่คุณรับประทานในวันนั้น เพื่อคำนวณสารอาหารและแคลอรี่ที่คุณได้รับ และถึงแม้ว่าเมนูอาหารไทยจะไม่ค่อยมีให้เลือกในแอปพลิเคชัน แต่เราสามารถเพิ่มเมนูที่เราต้องการ พร้อมใส่สารอาหารและแคลอรี่ได้เอง  ซึ่งเมนูที่คุณใส่จะไปปรากฎอยู่บนเมนูให้คนอื่นๆ ได้เข้ามากดเลือกอีกด้วย

สรุปว่าแอปไหนดีเด่นเรื่องอะไร

หากใครต้องการ “Quick Guide” หรือทางลัดว่าแอปไหนเหมาะกับการใช้งานแบบใด มีจุดเด่นอะไร ผมรวบรวมมาให้สั้นๆ ด้านล่างนี้แล้วครับ

  • แอปที่เหมาะกับมือใหม่หัดวิ่งอย่างแท้จริง – C25K เพราะมีวิธีการที่ละเอียด เข้าใจง่าย และสามารถทำตามได้ทันที
  • แอปที่เปรียบเสมือนชุมชนของนักวิ่ง – Nike+ Run Club และ Strava ด้วยฟีเจอร์ที่ให้คุณติดตามสถิติของเพื่อน พร้อมทั้งแข่งขันกันในภารกิจประจำวัน สัปดาห์หรือเดือนได้อีกด้วย
  • แอปที่ช่วยให้คุณมีกำลังใจในการวิ่งต่อไป – C25K ด้วยระบบ Audio Coach ที่ให้ฟีดแบคกับคุณโดยตรง และ Charity Miles ที่เปลี่ยนทุกระยะทางของคุณให้เป็นเงินบริจาคอันมีความหมาย
  • แอปที่เหมาะกับการติดตามผลอย่างละเอียด – MyFitnessPal ด้วยการวางแผนที่ไม่จำกัดแค่การออกกำลังกาย แต่รวมถึงหลักโภชนาการและการทานอาหารด้วย
  • แอปวิ่งที่มีฟีเจอร์เหมาะสมสำหรับนักวิ่งมากที่สุด – Runkeeper และ Nike+ Run Club ครบถ้วนทุกฟีเจอร์ที่ต้องการ ในระดับการใช้งานที่เข้าถึงง่ายและรวดเร็ว

ถึงเวลาที่จะออกไปวิ่ง

แม้ว่าเรานำเสนอแอปพลิเคชันเป็นร้อยๆ ให้กับคุณ แต่มันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย หากคุณแค่ดาวน์โหลดแอปมาเก็บไว้ที่เครื่อง โดยที่ไม่ได้ใส่รองเท้าวิ่งเพื่อออกไปเปลี่ยนแปลงตัวเองแต่อย่างใด

สิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ยากที่สุดเช่นกันคือ “การเริ่มต้น” แต่ถึงแม้จะดูยากสักแค่ไหน ผมเชื่อว่าคุณทำได้อย่างแน่นอน และคุณเอง ก็ควรเชื่ออย่างนั้นเช่นกันครับ

“ไม่สำคัญว่าคุณจะวิ่งช้าเพียงใด แต่มันสำคัญที่คุณจะออกมาวิ่งใหม่ในวันต่อไป”

หากสิ่งที่คุณยังขาดอยู่ คือกำลังใจที่ดี พวกเรา Kaidee Blog ก็ขอเป็นกำลังใจให้คุณในการออกไปวิ่ง เพื่อตัวคุณเองนะครับ

Pace คืออะไร มีประโยชน์ต่อการวิ่งอย่างไร นักวิ่งมือใหม่ควรรู้

Pace คืออะไร มีประโยชน์ต่อการวิ่งอย่างไร นักวิ่งมือใหม่ควรรู้

ปัจจุบันกีฬาประเภทวิ่งมาราธอนได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในบ้านเรา ทำให้หลายคนเริ่มหันมาสนใจการวิ่งมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลดีอย่างยิ่งในการส่งเสริมและกระตุ้นให้กีฬาประเภทนี้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งหนึ่ง แต่สำหรับบางคนอาจวิ่งเพื่อสุขภาพและบางคนอาจตั้งเป้าหมายเพื่อลงแข่งขัน เชื่อว่านักวิ่งมือใหม่หลายคนต้องเคยได้ยินคำว่า “Pace (เพซ)” กันมาบ้างแล้ว วันนี้เราจะมาอธิบายว่า Pace (เพซ) คืออะไร และมีความสำคัญกับการวิ่งอย่างไรบ้าง

Pace หรือ เพซ หมายถึง ค่าของความเร็วที่เราใช้ในการวิ่งต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร หรือ 1 ไมล์ เรียกว่าถ้าค่า Pace (เพซ) ยิ่งต่ำเท่าไร เวลาที่ใช้ในการวิ่งจะยิ่งน้อยลงเท่านั้น รวมถึงยังบอกความเร็วโดยรวมในตลอดระยะทางวิ่งได้ว่าค่าเฉลี่ยเท่าไร ความเร็วสม่ำเสมอตลอดระยะทางหรือไม่ ทำลายสถิติของตัวเองได้หรือเปล่า 

Pace (เพซ) คือเวลาที่ใช้ในการวิ่ง 1 กิโลเมตรหรือ 1 ไมล์ ที่นิยมใช้ในเมืองไทย คือ เวลาของการวิ่งต่อ 1 กิโลเมตร เช่น การวิ่ง Pace 5:10 แปลว่าใน 1 กิโลเมตรเราใช้เวลา 5 นาที 10 วินาที

วิธีการดูค่า Pace 

เชื่อว่าคนที่รักการออกกำลังกายจะต้องมีสมาร์ทวอทช์กันอยู่แล้ว ซึ่งสมาร์ทวอทช์แต่ละแบรนด์เมื่อกดเริ่มต้นจับเวลา หน้าจอก็จะขึ้นค่าต่างๆ ให้สังเกตดูตรงคำว่า Pace นาฬิกาจะแสดงเพซที่เราวิ่งอยู่ในขณะนั้น หรือแสดงค่าเพซเฉลี่ยทั้งหมดเมื่อวิ่งครบระยะทาง สำหรับใครที่ไม่มีสมาร์ทวอทช์ก็สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่เกี่ยวกับการวิ่งเพื่อมาดูเพซในขณะที่วิ่งได้เหมือนกัน

ประโยชน์ของ Pace

Pace มีประโยชน์และความสำคัญต่อนักวิ่งในหลายด้าน หากคุณอยากเป็นนักวิ่งที่มีการพัฒนาที่ดี การวางแผนฝึกซ้อมรู้ Pace ของตัวเองจึงจะทำให้วิ่งได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

1. ใช้กำหนดค่าในการซ้อมวิ่ง เช่น การฝึกซ้อมวิ่งระยะไกล Long Run ควรใช้เพซที่มีความเร็วไม่มาก แต่เพิ่มระยะทางในการวิ่งให้ไกลขึ้น หรือการซ้อมแบบ Interval ควรใช้เพซที่มีความเร็วในระยะทางที่สั้นลงเพื่อปรับให้ทำเวลาได้ดียิ่งขึ้น

2. เมื่อรู้เพซของตัวเองแล้วจะทำให้การควบคุมความเร็วในการวิ่งได้อย่างสม่ำเสมอ สามารถเริ่มต้นออกตัวด้วยความเร็วแล้วค่อยๆ ผ่อนความเร็วลง และจบลงด้วยการเพิ่มความเร็วเพื่อเข้าเส้นชัยได้ในเวลาที่ซ้อมมา เพราะถ้าหากเราไม่มีการควบคุมเพซ วิ่งตามใจตัวเองก็จะทำให้จบในเวลาที่กำหนดไม่ได้ หรือถ้าวิ่งเร็วจนเกินไปอาจทำให้เกิดจุกเสียดบริเวณชายโครงและเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บได้

3. ช่วยให้คุณรู้ตัวเองว่าเป็นนักวิ่งกลุ่มไหน เพซเท่าไหร่ เนื่องจากในการวิ่งแข่งขันมาราธอนแต่ละครั้งจะมีกลุ่มที่เรียกว่า Pacer ของเพซต่างๆ เพื่อให้คุณเลือกวิ่งเกาะกลุ่มเพซที่ต้องการและจบในเวลาที่ตั้งเป้าไว้

4. สถิติของการวิ่งจะดีขึ้นก็ต่อเมื่อเราเอาเพซมาวิเคราะห์ประสิทธิภาพการวิ่งของตัวเอง เพื่อวิเคราะห์ว่าเพซของเราอยู่ในเกณฑ์ที่ดีหรือไม่ ต้องวางแผนปรับรูปแบบวิธีการซ้อมอย่างไรถึงจะทำเวลาได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ หรือทำลายสถิติเดิมของตัวเองได้ยิ่งดี สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายอย่างหนึ่งสำหรับนักวิ่งให้เป็นแรงขับเคลื่อนในการซ้อมให้เวลาดียิ่งขึ้น

ตอนนี้นักวิ่งมือใหม่หลายคนคงรู้กันแล้วว่า Pace (เพซ) คืออะไร และมีประโยชน์ต่อการวิ่งอย่างไรบ้าง ซึ่งเพซอาจเป็นแค่ส่วนประกอบเล็กๆ ที่ต้องนำไปผสมผสานกับแผนการฝึกซ้อม แต่กลับมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการฝึกซ้อมไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับใครที่กำลังมองหาอุปกรณ์ในการวิ่ง สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee กันได้เลย 

Nike Vaporfly Next% นวัตกรรมใหม่ที่สายวิ่งต้องโดน!!

Nike Vaporfly Next% นวัตกรรมใหม่ที่สายวิ่งต้องโดน!!

เรียกได้ว่าเป็นกระแสอย่างมากกับรองเท้า Nike Vaporfly Next% กระแสนี้มาจากนักวิ่งมาราธอนชาวเคนย่า “เอเลียด คิปโซเก” ใส่รองเค้าคู่นี้ทุบสถิติ โดยการวิ่งมาราธอนได้เร็วกว่า 2 ชั่วโมงเป็นครั้งแรกของโลก การวิ่งครั้งนี้ ทำให้นักวิ่งมาราธอนทั่วทุกมุมโลกต่างจับตามองรองเท้าคู่นี้เป็นอย่างมาก

ที่มาของ Nike Vaporfly Next%

ก่อนหน้าที่จะมาเป็น next% ทาง Nike ได้มีรองเท้าวิ่งที่เป็นรองเท้าที่ทำให้วิ่งได้เร็วที่สุดมาก่อน อย่าง Nike Zoom Vaporfly 4% ซึ่งแฟนๆรองเท้าต่างรอที่จะได้พบกับรองเท้ารุ่นใหม่หลังจากที่ 4% ออกมาสักพักแล้ว ทำให้ โม ฟาร่า จากทาง Nike ออกมาประกาศว่า “As an athlete, you’re always looking for that next percent.” จึงได้นำคำว่า next percent มาเป็นชื่อของรุ่นนี้นั่นเอง

วัสดุสุดพิเศษที่นำใส่เข้ามา

จากรุ่นเดิมที่เคยใช้การสานผ้า (Flyknit) เพื่อให้เกิดความสบายในการสวมใส่ แต่ครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนวัสดุใหม่ทั้งหมดมาเป็นการใช้ผ้า Vaporweave เป็นนวัตกรรมที่มาใหม่เพื่อให้รองเท้ามีความเบาลงและมีความสามารถในการกันน้ำ ทำให้รองเท้าไม่อุ้มเหงื่อของผู้วิ่ง โดยวัสดุนี้มีความคล้ายๆกับพลาสติกนำมาเป็นรองเท้า อีกหนึ่งที่เพิ่มเข้ามาและเรียกได้ว่าพลิกวงการรองเท้าวิ่งเป็นอย่างมาก โดยการนำแผ่นคาบอนไฟเบอร์ทั้งแผ่นมาใส่ไว้ในพื้นโฟมของรองเท้า เพื่อให้รองเท้าคงรูปมากยิ่งขึ้นในขณะที่วิ่ง รวมไปถึงทำให้รองเท้าเบาลงเป็นอย่างมาก

เหมาะกับใคร?

นักวิ่งมือใหม่

อาจจะฟังดูทำร้ายกับนักวิ่งมือใหม่ แต่ว่ามันคือความจริง รองเท้าคู่นี้ไม่เหมาะกับนั่งวิ่งมือใหม่ที่วิ่งๆเดินๆเท่าไหร่นัก เนื่องจากความนุ่ม ดีดและเด้งของพื้นรองเท้าที่ส่งให้นักวิ่งสามารถวิ่งได้อย่างเต็มกำลัง ทำให้การที่นักวิ่งมือใหม่ที่นำรองเท้าคู่นี้ใส่อาจจะทำให้ตัวเองนั้นวิ่งแล้วเหนื่อยขึ้น หรือวิ่งแล้วช้าลงเพราะว่าไม่สามารถตามความเด้งของพื้นรองเท้านี้ได้

นักวิ่งที่ชำนาญแล้ว

แต่อย่างไรก็ตามรองเท้าคู่จะเป็นเอามากสำหรับนักวิ่งที่วิ่งมาได้เป็นเวลาหนึ่งแล้ว บอกได้เลยว่าคุณจะหลงรักในรองเท้าคู่นี้เป็นอย่างมาก ด้วยความที่รองเท้ามีความนุ่มและเด้ง เวลาที่วิ่งด้วยความเร็วสูง จะรู้สึกเหมือนมีสปริงอยู่ที่เท้าเลยก็ว่าได้ นอกจากที่จะสามารถทำให้วิ่งได้เร็วขึ้นแล้ว ยังทำให้ผู้วิ่งนั้นเหนื่อยน้อยลงอีกด้วย

โดยรวมแล้วเป็นรองเท้าที่ดีเป็นอย่างมากหากใครก็ตามที่เป็นวิ่งแข่งแล้วละก็ ต้องไม่พลาดที่จะลองหยิบจับคู่นี้ออกมาใส่เพื่อไปลงแข่งสักรายการหนึ่งอย่างแน่นอน ถ้าหากต้องการเวลาที่ขึ้น Pace การวิ่งที่ลดลง (นาทีเฉลี่ยในการวิ่งต่อ 1 กิโลเมตร) Nike Vaporfly Next% ตอบโจทย์แน่นอน