Mar 10, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
สำหรับ Eating Guide ประจำเดือนมีนาคมที่มีวันสตรีสากลแทรกตัวอยู่ด้วยนั้น
เราขอหยิบยกเอา “ความเป็นผู้หญิง” มาเกี่ยวพันกับอาหารอร่อย ด้วยการพาคุณผู้อ่านไปรู้จักกับ “ป้าพิม” บาริสต้าหญิงสุดคูลวัย 71 ปี ผู้ก่อตั้งร้านกาแฟชื่อดัง “มาเธอร์โรสเตอร์ (Mother Roaster)”
ป้าพิม บาริสต้ารุ่นเก๋าแห่งมาเธอร์โรสเตอร์
ก่อนอื่นขอสารภาพว่า เรามีใจให้มาเธอร์โรสเตอร์อยู่แล้ว ความที่กาแฟร้านนี้ถูกจริตกันเป็นการส่วนตัว จุดเด่นของกาแฟร้านนี้คือรสชาติกาแฟที่ชัดเจน ไม่ใส่น้ำตาล เรียงรายด้วยเมล็ดพันธุ์หลากหลายสัญชาติ ทั้งยังมีกลิ่นหอมของกาแฟที่เด่นชัด ตั้งแต่เราก้าวเข้าประตูร้าน
ที่สำคัญป้าพิมและบาริสต้าคนอื่นๆ ในร้าน ยังตอบคำถามและให้คำแนะนำเราเรื่องกาแฟ “ด้วยรอยยิ้มและสายตาที่เต็มใจ” หากคุณไม่รู้จะเริ่มต้นกับกาแฟตัวไหน ขอให้เอ่ยปากบอกรสชาติที่ชอบและไม่ชอบ กลิ่นไหนที่เราอิน กินแล้วจะฟินเป็นพิเศษ เราเชื่อว่าคุณป้าจะแนะนำให้คุณเจอกับสิ่งที่ถูกใจได้ค่ะ
“เอากาแฟอะไรดีจ๊ะ” ป้าพิมเอ่ยถามเราด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม ในร้าน “มาเธอร์โรสเตอร์” สาขาใหม่ย่านประตูผี ท่ามกลางบรรยากาศร้านสุดคลาสิคของอาคารไม้โบราณ อายุ 100 กว่าปี สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5
ระหว่างที่นิ่งคิดหาคำตอบอยู่นั้น เสียงของคุณป้าดังขึ้นมาก่อนความคิดเรา “ลาเต้ไหม”
และใช่ค่ะ.. ลาเต้ เป็นหนึ่งในกาแฟแก้วโปรดของเรา
ด้านบน – Latte แก้วโปรดของเรา
ด้านล่าง – Panama Geisha Drip Coffee แก้วละ 420 บาท แพงที่สุดในร้าน
“กฏของแรงดึงดูด” ป้าพิมบอกกับเราว่าเชื่อในเรื่องนี้
เราเป็นคนแบบไหน โลกก็มักจะดึงดูดคนแบบนั้นเข้ามาหา เหมือนกับการกินกาแฟ เราชอบกินแบบนี้ ชงแบบที่เราชอบขายดู ลูกค้าที่เดินเข้ามาหาเรา คือคนที่รักในการดื่มกาแฟแบบเดียวกับเรานั่นแหละ “ความชอบในสิ่งเดียวกันมันดึงดูดหากันได้เสมอ”
ป้าพิมเล่าให้เราฟังแบบสบายๆ ว่า เราทำร้านนี้ด้วยความไม่คาดหวังตั้งแต่แรก ชีวิตเราผูกพันกับกาแฟมาตั้งแต่สาวๆ กินเอง คั่วเอง พอได้เปิดร้านก็คิดว่าวันนึงขาย 5 แก้ว 10 แก้วพอแล้ว ไม่ได้เป็น Business อะไรมากมาย แต่พอร้านมีลูกค้าเยอะขึ้น เรายิ่งต้องพัฒนากาแฟของเราให้ดีมากยิ่งขึ้น
คอยหาคำตอบให้กับทุกคำถามของลูกค้าที่เข้ามา รวมถึงหาวิธีให้เราสนุกไปกับมันมากขึ้น รสชาติอย่างไหนจะถูกใจเขาหรือถูกใจเราอย่างไร นั่นคือสิ่งที่เราต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา
“เราเต็มที่กับทุกอย่างที่ทำ เลยไม่มีอะไรจะต้องกลัว”
นอกจากบรรยากาศร้านกาแฟสุดคลาสิคแล้ว ป้าพิมยังบอกเราว่า “มาเธอร์โรสเตอร์” สาขา
ประตูผี เก่าแก่กว่านั้น…
“พนักงานสาขานี้มีแต่เพื่อนสูงวัยทั้งนั้น” ซึ่งผ่านการ Workshop พื้นฐาน (ฟรี) กับเรามาแล้ว และอยากจะเปิดร้านของตัวเอง เราเลยให้เขามาเทรนด์อย่างเคี่ยวกรำที่ร้านนี้ เพื่อให้เกิดความชำนาญ รวมถึงเครื่องชงกาแฟก็ไม่ใช่แบบกดเหมือนสาขาตลาดน้อย เพราะคนทำงานมีอายุ จะให้มาออกแรงกดเองทุกแก้วคงไม่ไหว
“ไม่มีใครเขาถึกเหมือนป้า” ป้าพิมพูดด้วยรอยยิ้มและท่าทีที่แข็งแรง
เราเชื่อว่าไม่มีผู้สูงวัยคนไหนอยากเป็นภาระลูกหลาน เราอยากแก่ไปแล้วมีประโยชน์ อยากทำอะไรที่พอมีเงินเลี้ยงตัวเอง ร้านนี้จึงใช้ชื่อร้านเป็น “มาเธอร์โรสเตอร์” และใช้ภาษาไทยเป็นตัวย่อของร้านว่า “มร” แตกต่างจากสาขาที่ตลาดน้อยที่ใช้ Mother Roaster เป็นภาษาอังกฤษ
“เราแค่อยากตื่นมาแล้วรู้สึกว่าชีวิตมันมีความหมาย”
ตลอดการสนทนากับป้าพิม เราชื่นชอบในความเป็นธรรมชาติและแววตาที่เต็มไปด้วยความตั้งใจจริง คุณป้าทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า วัยไม่ใช่อุปสรรคของการเรียนรู้ ไม่มีอะไร “สาย” เกินไปกว่าความตั้งใจของเรา พร้อมเมื่อไรก็ค่อยเริ่ม อย่ากลัวที่จะผิดหวัง อย่ากดดันตัว หากเรายังไม่พร้อม
เมื่อตัดสินใจจะเริ่มต้นกับอะไรแล้ว จงทำด้วยความรักและความเข้าใจในสิ่งๆ นั้นอย่างถ่องแท้ เรียนรู้และพัฒนาให้ทันโลก ทันต่อความต้องการของลูกค้า อย่าอยู่กับมันแค่ผิวเผินแล้วบอกว่าชอบ มีเงินอย่างเดียวก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จไปทุกอย่าง
เหมือนที่ป้าพิมแห่ง Mother Roaster เป็นตัวอย่างที่ดีของการเริ่มต้นนั่นเองค่ะ…
Jan 26, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ใครที่มีโอกาสผ่านไปผ่านมาย่านเอกมัย คงจะพอทราบกันดีว่าในย่านนี้มีร้านอาหารหลากหลายตั้งอยู่ หากคุณกำลังขับรถอยู่ที่ถนนเอกมัย ซอย 12 คุณจะได้รับความรู้สึกที่แสนอบอุ่นจากร้านกาแฟสวย บรรยากาศดี อาหารอร่อย อย่าง ‘Ekkamai Macchiato’ แต่ก่อนที่จะกลายเป็นร้านกาแฟบรรยากาศดีแบบที่เราเห็นในทุกวันนี้ Ekkamai Macchiato ต้องผ่านกับช่วงวัดใจอะไรมาบ้าง ให้ คุณโอ ชุติเตชินท์ โสภณหฤษนฤดม เจ้าของร้านกาแฟบรรยากาศอบอุ่นย่านเอกมัย พาเราไปชมเส้นทางการเติบโตของ Ekkamai Macchiato กัน
จุดเริ่มต้นของ Ekkamai Macchiato
“ที่นี่เป็นอาคารพาณิชย์สองคูหา เราเคยทำร้านแก๊สมาก่อน แต่ว่ามันไปต่อไม่ไหว ค่าใช้จ่ายสูง กำไรน้อย กลายเป็นหนี้สะสม เราเลยตัดสินใจที่จะรีโนเวทที่นี่ให้เป็นธุรกิจอื่น”
วันนี้เรามีโอกาสได้มานั่งคุยกับคุณโอ ชุติเตชินท์ โสภณหฤษนฤดม เจ้าของร้านกาแฟบรรยากาศอบอุ่นย่านเอกมัย คุณโอเล่าให้ทางเราฟังว่า ในอดีตที่ร้านนี้เป็นร้านแก๊ส แต่ร้านแก๊สไปไม่ไหว เพราะค่าใช้จ่ายเยอะ ทั้งค่าแรง ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจ จนกลายเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ เป็นหนี้สะสม เราเลยคิดวิธีการแก้ปัญหา ด้วยการเลือกเปลี่ยนธุรกิจ ซึ่งในตอนแรกที่ได้คุยกัน เราอยากทำเป็นอพาร์ทเมนต์ แต่เราก็มองว่า หากเราทำธุรกิจที่ช่วยซัพพอร์ตเหล่าเจ้าของโครงการคอนโดมิเนียม และคนที่มาอยู่ละแวกนี้ดีกว่าไหม เพราะคอนโดมิเนียมในซอย 12 มีเยอะมาก
ส่วนตัวเรามีความชอบด้วย เพราะเราไปเที่ยวคาเฟ่บ่อยมาก เราเห็นร้านนั้น ร้านนี้ เราก็อยากทำ เลยตัดสินใจว่า งั้นเปิดเป็นคาเฟ่แล้วกัน ซึ่งในตอนแรก เราเปิดเป็นร้านเล็กๆนี่แหละ ค่อยๆลองศึกษา ลองเริ่มต้นทำ บางอย่างก็ยังตะกุกตะกักไม่ได้เรียบหรู
คุณโอ เจ้าของร้าน Ekkamai macchiato
เริ่มจาก 4,000 บาท จนกลายมาเป็น Ekkamai Macchiato
ฟังแล้วก็ประหลาดใจไม่น้อย คุณโอเล่าให้เราฟังว่า ร้านกาแฟที่เราเห็นตลอดมา 5 ปีที่ผ่านมา เริ่มต้นจากเงิน 4,000 บาท ที่เอาไปลงทุนทำขนมเล็กๆส่งให้กับ Cafe’ Amazon ให้ส่งปั๊มปตท. 7 สาขา ในต่างจังหวัด ทำอยู่ประมาณปีกว่าๆ จนอยู่ที่ 54 สาขา สามารถซื้อรถบรรทุก รถเย็น ตอนนี้เลิกทำแล้ว แต่ก็ต้องขอบคุณมาก เพราะเราได้รับความช่วยเหลือจากจุดนั้นพอสมควร
คุณโอเล่าต่อว่า หลังจากมีรายได้เข้ามา เราก็นำมาเป็นทุนเปิดร้าน แรกๆในร้านมีแค่กาแฟ เพราะเราเองทำกับข้าวไม่เป็น ขนมเค้กก็ทำไม่ได้ พอขายกาแฟอย่างเดียว ย้อนไป 5 ปีที่แล้ว ตอนนั้นกระแสการกินกาแฟยังไม่นิยม คนบ้านเราไม่ค่อยกินกาแฟหรือเครื่องดื่มเหมือนที่่ต่างประเทศ บอกตรงๆว่า เราแทบจะอยู่ไม่ได้เลย ก็เลยตัดสินใจลองทำขนม ตอนนั้นทำขนมไม่เป็นด้วยนะ (หัวเราะ) เราขอยืมเงินพ่อแฟนมาซื้ออุปกรณ์ด้วย เพราะเราเอาเงินไปลงทุนกับร้านหมดแล้ว ก็ลองทำดู เปิดจากยูทูปเอา ทำจนชำนาญ เค้กที่ขายอยู่ในร้านทั้งหมดตอนนี้ก็เป็นเค้กที่เราฝึกทำมาเรื่อยๆนั่นแหละ หลังจากนั้นเราก็เริ่มทำอาหารด้วย เริ่มจากขายอาหาร ซึ่งเมนูที่ทำก็คือเมนูที่เรากินในแต่ละวัน จนลูกค้าเรียกร้องให้เราทำอาหารอื่นๆ ตอนนั้นลูกค้าบอกว่าขอเมนูเผ็ดๆ เราเลยลองทำ กระเพราหมูสับไข่ข้น ลูกค้าถูกใจอย่างมาก จนเมนูนี้กลายเป็นเมนูแรกของร้าน และทุกคำขอของลูกค้า กลายเป็นแรงบันดาลใจในการทำแต่ละเมนูออกมา เราจึงตัดสินใจทำเมนูคาวในร้านด้วย
วันหนึ่งเราลองทำเมนูกุ้ง มีน้องที่เรารู้จักมากิน แล้วบอกว่าอร่อย ถามเราว่าขายเลยไหม เราก็บอกว่าขายเลย น้องจัดการโพสต์ลงโซเชียล ปรากฏว่ามีลูกค้าเข้ามากินเรื่อยๆจนถึงปัจจุบันนี่แหละครับ ซึ่งจะบอกว่ารูปที่ถ่ายวันนั้น อยู่บนเมนูอาหารที่เราให้ลูกค้าสั่งนี่แหละครับ
ซึ่งสิ่งที่เราตั้งใจทำเป็นอย่างมาก คือการที่ลูกค้าจะได้รับประสบการณ์สุดประทับใจจากการมา Ekkamai Macchiato ความอร่อยทุกเมนู อย่างรสชาติของอาหารทั้งคาว หวาน และเครื่องดื่ม ลูกค้าที่มาที่นี่เลยชอบที่เราทำทุกอย่างให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ให้ทุกอย่างอร่อยเหมือนกัน ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาไปหาอาหารอร่อยๆหลายๆร้าน มาที่เดียวเรามีให้ครบ
สรุปคือ ถ้าจะให้พูดดูสวยๆ ก็คงต้องบอกว่าทุกอย่างเป็นแรงบันดาลใจอันนั้นก็ใช่ แต่มันก็แฝงความจริงอีกประการที่ว่า เราทำมาเพื่อซัพพอร์ตวงเงินที่เราเอามาทำร้านในช่วงแรกนี่แหละ
บาริสต้าฝีมือเด็ดของเรา
จากบ้านอายุ 40 ปี กลายมาเป็นคาเฟ่แสนอบอุ่น
เราจะรีโนเวทบ้านอายุ 40 ปี ที่โครงสร้างเก่ามาก อายุก็เยอะมาก ด้วยการทุบออก และสร้างใหม่เกือบทั้งหมด แต่คุณโอบอกกับเราว่า ปัญหาที่เจอกลับไม่ใช่ปัญหาของโครงสร้างบ้าน แต่เป็นปัญหาที่ยิบย่อยเล็กลงไปกว่านั้น คุณโอเปิดใจกับทางเราว่า
มีอยู่ 2-3 ประเด็นหลักๆอย่าง ที่บ้านไม่เห็นด้วยกับการทำร้านกาแฟของเรา, พื้นที่หน้าบ้านก็กลายเป็นคดีอยู่ช่วงหนึ่ง เพราะภาครัฐต้องการเอาไปทำถนน ต่อสู้คดีกันอยู่สักพัก สุดท้ายเราก็ยกที่ให้กับภาครัฐไปประมาณ 39 ตารางวา สุดท้าย ก็คงเป็นเรื่องเงินทุนหมุนเวียนในช่วงแรก ที่เราก็ไม่ได้มีเงินลงทุนมาก ก็ต้องหาวิธีในการหาเงินทุนกันไป อย่างที่เล่าให้ฟังไปตอนต้น
ไปคุยกับโยธาก่อน ถ้ายื่นแบบผ่านอะไรๆก็ง่ายขึ้น
คุณโอเล่าว่า ตอนแรก ก็ขออนุญาตเองตามกระบวนการที่ควรจะทำ ประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้มาจากการสร้างปั๊มในช่วงที่ทำงานประจำ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการสร้างอะไร สิ่งที่จะพบในทุกครั้งของการยื่นแบบ เรามักจะเจอขั้นตอนที่ค่อนข้างเยอะในการยื่นแบบ อย่างเช่น เราแบบยื่นแบบไปแล้ว แล้วแบบไม่ผ่าน เราก็เอามาแก้ตามกระบวนการที่ทางหน่วยงานต้องการ ยกตัวอย่างร้านเรา แบบร้านที่เราเอาไปยื่นในตอนแรก ไม่ใช่แบบที่สร้างได้เลย เพราะแบบที่เรายื่นไป ทางกรมโยธาจะนำไปตรวจสอบ และอนุมัติว่าแบบของเราผ่านหรือไม่ผ่าน ดังนั้น เราก็จะต้องไปคุยกับทางหน่วยงานว่าแบบที่ทำใช้ได้ไหม หรือว่าเป็นอีกแบบจะดีกว่า ทางหน่วยงานเขาก็จะให้คำแนะนำว่า แบบไหน ตรงไหนต้องแก้ แถมยังมีบางอย่างที่จะต้องอิงกับกฏหมายอาคาร เราก็ต้องปรับตามกฏหมายนั้น แต่โชคดีที่ทางหน่วยงานก็ให้ความช่วยเหลือเต็มที่
อีกหนึ่งสิ่งที่เราจะต้องใส่ใจเป็นพิเศษคือสภาพแวดล้อมรอบข้าง
ตอนแรกเราได้มีการวางแผนกับดีไซเนอร์ ว่าเราจะสร้างกำแพงด้านข้างขึ้นมาใหม่ แทนกำแพงเก่า แต่พื้นที่นี้เรามีบ้านข้างๆขนาบอยู่สองข้าง ก็เลยตัดสินใจไปแจ้งว่าเราจะมีการก่อสร้างในละแวกบ้าน อาจจะมีการสั่นสะเทือนนะ คำตอบที่เราได้รับกลับมา ทำให้เราตัดสินใจได้ว่า โอเคงั้นคงต้องหาทางแก้ปัญหานิดหน่อย ในฝั่งหนึ่ง และจะต้องดูแลความเรียบร้อยให้ในอีกฝั่งหนึ่ง เราก็เลยพยายามทำให้เบาที่สุด และแจ้งกับอีกฝั่งหนึ่งที่เข้าใจเรา ว่าเราจะมีทำอะไร วันไหนบ้าง เขาจะได้จัดการในส่วนบ้านของเขาให้เรียบร้อย
เรื่องช่างเป็น pain point หลักที่เราต้องศึกษาให้ดี
“เราเองก็ไม่รู้นะว่าช่างไหนดีไม่ดี ถ้าเป็นตัวเราเลือก เราก็จะเลือกแบบคุยกันถูกคอ คุยกันโอเค รู้เรื่อง ก็ไปต่อ แต่ยังไงเราก็ต้องดูอีกว่าไปต่อกันได้แค่ไหนอีก ไม่ใช่ว่าไปต่อแล้วจะไปต่อได้เลย”
คุณโอเล่าให้ฟังถึงตอนที่ทำร้านว่า “ตอนนั้นที่ทำร้าน ก็ไม่ได้ยุ่งวุ่นวาย หรือเรื่องเยอะกับช่างมาก เราใจดีมากนะ แต่ปรากฏว่า เราใจดีไป เขาก็ไม่ได้เห็นใจเราเท่าไร ทำแบบขอไปที แต่ชุดแรกนี่ดีกว่าชุดที่ทำรีโนเวท เพราะชุดแรกเป็นช่างที่รู้จักกัน พอคุยได้บ้าง ส่วนที่เราขยับเข้ามาทำในบ้าน มีแบบลักไก่บ้าง แต่ก็ยังพอยอมๆกันได้ อีกอย่างตอนนั้นเราอยู่ชะอำด้วยแหละ ก็เลยไม่ค่อยได้มีโอกาสมาดูแลหน้างานเท่าไร ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ในเรื่องช่าง ก็มักจะเป็นเรื่องของการคุยกันคนละภาษา คุยไม่รู้เรื่อง ขนาดที่ว่าตัวเราที่พอมีความรู้ในการสร้างปั๊มมาบ้าง พอมาคุยเรื่องบ้าน ก็ยังคุยกันไม่ค่อยเข้าใจ บางอย่างเขาบอกว่าแบบนี้ไม่ดีหรอก แบบนี้ดีกว่า แต่คือเราก็รู้มุมของดีไซเนอร์ใช่ไหมว่ามันไม่ได้ ความยากก็คงอยู่ที่เราก็ต้องทำหน้าที่ประสานงานระหว่างช่างกับดีไซเนอร์ เพราะรายละเอียดของช่างกับดีไซเนอร์ไม่เหมือนกันทั้งหมด
ร้านคาเฟ่แสนอบอุ่น แรงบันดาลใจจากร้านอาหารในวัยเด็ก
เราได้แรงบันดาลใจจากร้านที่เราเคยไปทาน ซึ่งตอนนั้นเรายังเด็กมาก ร้านนั้นก็คือร้านของพี่พล ชื่อร้าน “spring and summer” ซึ่งตอนนี้ร้านนี้ปิดไปแล้วล่ะ บ้านนั้นเป็นบ้านที่เราชอบมาก บ้านสไตล์สุขุมวิท เมื่อสักประมาณ 25-30 ปีที่แล้ว เราจำได้ เราก็เลยเอาแบบที่เราจำได้มาคุยกับดีไซเนอร์ว่าเราอยากได้ประมาณนี้ เอาแบบที่เราชอบมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบร้านนี้ ส่วนเรื่องโทนสี เราอยากได้สีขาว เรามองว่า เวลาที่คนหรือเฟอร์นิเจอร์เข้ามา มันคือขั้นตอนของการเอาสีสันมาแต่งเติม มันจะทำให้ทุกอย่างดูลงตัว ไม่ดูโอเว่อร์ พอมองไปรอบๆจะเห็นว่า การตกแต่งเราใช้โครงสร้างของตัวเองเกือบทั้งหมด แทบจะไม่ต้องเติมอะไรลงไปเลย
กลับมามองสถานการณ์ปัจจุบันอย่างโควิด แบบนี้ทางร้านมีการปรับตัวอย่างไร
โควิดรอบแรกเนี่ย เราพบความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมากๆ คือ วันนี้ขายดี พรุ่งนี้พอมีข่าวออกมาก็คือวูบเลย เหมือนคนเดินไปเตะปลั๊ก (หัวเราะ) เราจะสังเกตได้ว่า ในช่วงโควิดรอบแรก ทุกคนเซฟเงินมากขึ้น ไม่กล้าใช้เงิน ไม่ออกจากบ้าน ซึ่งผลกระทบตรงนี้ไม่ได้เป็นแค่เรา แบรนด์ใหญ่ๆเองก็เริ่มเอาวัตถุดิบที่มีมาเลหลังขาย มาทำสินค้าที่พอจะขายได้ แบบนี้ถ้าเราไม่เปลี่ยนตัวเอง เราก็จะไม่รอดเอา โชคดีที่ช่วงนั้นมีน้องที่ทำพาร์ทไทม์ด้านการตลาด ชวนเราทำข้าวกล่อง แบบที่รับทำให้ตามงานประชุม แต่ทำในราคาที่ถูกลงกว่าหน้าร้าน เราเลยลองเปลี่ยนเอาเมนูเซทข้าวกล่องที่เราทำส่งตามงาน มาลองขายหน้าร้านดู ในคอนเซปต์ “ทุกคนกินได้ทุกวัน” พอลูกค้าเห็น ลูกค้าตอบรับ ลูกค้าก็โอเค จริงๆแล้วในตอนนั้น เราเอาแค่ว่าพออยู่ได้ในช่วงนั้น ให้พอแค่ค่าใช้จ่ายประจำวัน ที่เราจะต้องรับผิดชอบ ก็เลยรอดมาได้
ส่วนในเฟสสอง จะเห็นว่าคนส่วนใหญ่เริ่มปรับตัวได้แล้ว และเราเองก็มีการขยายตัว ไปเปิดร่วมกับ WongnaixLine Man ที่ปุณณวิถี ซึ่งอันนั้นเป็นครัวไม่มีหน้าร้าน ราคาก็จะดรอปลง แต่การไม่มีหน้าร้าน ก็มีเรื่องที่ดีและน่าสนใจในการทำธุรกิจในรูปแบบใหม่ๆ คือพอไม่มีหน้าร้าน ก็ไม่ได้มีลูกค้ามาใช้ส่วนกลาง เราก็ประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น อีกอย่าง ในส่วนของครัว ทาง Lineman เป็นคนลงทุน เราก็ไปรวมทำกับเขา ต้นทุนเราก็ไม่สูง ทำให้เราสามารถดรอปราคาลงมาได้ ลูกค้ากินได้ทุกวันเหมือนเดิมตามคอนเซปต์เรา
มา Ekkamai macchiato ทั้งที เมนูเด็ดบนโต๊ะที่ไม่ควรพลาด
มา Ekkamai macchiato ทั้งที จะพลาดเมนูเด็ดของทางร้านไปไม่ได้ เริ่มต้นด้วย เมนูที่ขอบอกเลยว่า อร่อยมาก รสมือแม่สุดๆ อย่าง หมูกรอบผัดพริกขี้หนูสวน (220 บาท) คุณจะได้ลิ้มลองรสชาติหมูกรอบที่กรอบมาก ผัดกับพริกขี้หนูสวน ปิดท้ายด้วยการวางไข่ออเซ้นไว้ตรงกลาง เข้ากันสุดๆ และอีกหนึ่งเมนูที่อร่อยไม่แพ้กันอย่าง ข้าวไข่ข้นกระเพาหมูสับ (190 บาท) เมนูผัดกระเพาที่ดูธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา ด้วยรสชาติของผัดกระเพาที่ลงตัวเมื่อกินกับไข่ข้น รับรองได้ว่าหากคุณได้กินเมนูนี้เป็น main dish ไม่มีผิดหวังอย่างแน่นอน
เมนูจานหลัก รสชาติเข้มข้น
ถ้าไม่อยากกินอะไรที่หนักเกินไป ลองเมนูพักเบรก ด้วยชูครีมนุ่มๆ กับลาเต้อุ่นๆ รสชาติกลมกล่อม เมนูชูครีมเป็นเมนูแรกๆของร้านทางเลยนะ แนะนำว่าถ้าไป Ekkamai macchiato พลาดเมนูไม่ได้เลย
ชูครีมเนื้อนุ่ม กับลาเต้อุ่นๆยามบ่าย
ปิดท้ายด้วย เมนูเบาๆ เอาไว้ทานกรุบระหว่างกินนั่งคุยกับเพื่อนๆ วัตถุดิบเด่นอย่างส้มยูซุ ที่ทางร้านเลือกมาทำเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน อย่าง Yuzu cake และ Yuzu strike
เป้าหมายคือสิ่งสำคัญในการทำทุกๆอย่าง เจ้าของร้านกาแฟชื่อดังย่านเอกมัยบอกกับเรา
“อยากให้กลับไปดูที่เป้าหมายเราก่อน อย่าครึ่งๆกลางๆ อยากให้ทุกคนที่อยากทำ มีเป้าหมายให้ชัดเจน “
อย่างบางคนอยากทำ แต่พอระยะเวลาแค่ไม่กี่เดือนก็เลิกทำ อยากให้เรากลับมาดูว่าเป้าหมายของเราคืออะไร เราอยากไปถึงจุดไหน อย่างของผม ลงมือทำแล้วก็จะไปต่อให้สุด ไม่ทำครึ่งๆกลางๆ เพราะเราตั้งใจลงมือทำ เราเริ่มต้นมาแล้ว ก็ต้องไปต่อ อย่างผมเองก่อนมาทำร้านนี้ เราก็มาจากความลำบาก ส่งขนม ทำทุกอย่างให้เรามีร้านนี้ เพราะฉะนั้น เรามีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่แล้ว ว่าเราอยากทำอะไร เราตั้งใจจะไปต่ออยู่แล้ว ก็เลยอยากให้ทุกคนที่อยากทำ มีเป้าหมายให้ชัดเจน เหมือนกัน
Jan 22, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
สัญลักษณ์การเริ่มต้นวันใหม่ของคุณทุกเช้า คืออะไรบ้างคะ
“แสงแดดรำไร เสียงนกร้องและความเร่งรีบของผู้คน”
“กาแฟ” ถืออีกเป็นหนึ่งสัญลักษณ์ของ “การเริ่มต้นวันใหม่” ที่ชวนอบอุ่นใจ กาแฟที่ดีมักมาพร้อมกลิ่นหอมของเมล็ดคั่วใหม่และรสชาติที่กลมกล่อมถูกใจ สำหรับเราแล้วเครื่องดื่มชนิดนี้เป็นมากกว่าเครื่องดื่มทั่วไปที่ใช้ดับกระหาย กาแฟเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเติมเต็มให้ทุกๆ เช้า เราพร้อมเริ่มต้นกับอะไรใหม่ๆ อย่างสดใสและมีพลังใจ
“จุดเริ่มต้น” ของกาแฟ
ย้อนกลับไปราวศตวรรษที่ 15 เครื่องดื่มสุดโปรดของใครหลายๆ คน ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกบนโลก ตามตำนานว่ากันว่า กาลดิ (Kaldi) ชายหนุ่มผู้เลี้ยงแกะเป็นอาชีพ ณ ป่าโบราณของเอธิโอเปีย สังเกตว่าแกะที่เขาเลี้ยงมักคึกคักเป็นพิเศษช่วงกลางดึก ไม่ค่อยพักผ่อนนอนหลับเหมือนดังกิจวัตรปกติ
เขาจึงเริ่มสังเกตพฤติกรรม จนเห็นว่าแกะฝูงนี้ชอบกินเมล็ดพันธุ์สีน้ำตาลชนิดหนึ่ง บวกกับว่าช่วงนั้น มีนักบวชค้นพบว่าการกินเมล็ดพันธุ์ชนิดนี้ ทำให้พวกเขาตื่นตัวกลางดึก มีเรี่ยวแรงสวดมนต์ตอนกลางคืนได้นานขึ้นกว่าเดิม ทำให้ “สรรพคุณ” ของเมล็ดพันธุ์ดังกล่าวเริ่มเป็นที่แพร่หลายและได้รับความนิยมมากขึ้น
พลังของ “กาแฟ” เริ่มขับเคลื่อนและเดินทางไปทั่วโลก ทั้งฝั่งตะวันออก ตะวันตกไปจนถึงคาบสมุทรอาหรับ เมล็ดพันธุ์ชนิดนี้ถูกพัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ
ปัจจุบัน “กาแฟ” กลายเป็นเครื่องดื่มระดับโลก
ถึงขนาดมีการซื้อขายมากเป็นอันดับสองของโลก รองจาก “น้ำเปล่า” เท่านั้น
National Coffee Association
วัฒนธรรมการกินกาแฟของแต่ละชาติ
กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย กระจายไปทั่วทุกมุมโลก แต่ละชาติมี “วัฒนธรรมการกินกาแฟ” อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไป กาแฟในทุกวันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียง “เครื่องดื่ม” ที่ส่งกลิ่นหอมละมุนเท่านั้น ทว่ายังทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมทางสังคมที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน
1. ไทย
ก่อนจะไปเริ่มที่ไหนไกล ขอเริ่มต้นที่ไทยแลนด์ของเราเป็นที่แรก สมัยที่กาแฟเริ่มเข้ามามีบทบาทกับสังคมไทย ย้อนไปราวๆ 50-100 ปีก่อน ร้าน “โกปี้” ในสมัยนั้นทำหน้าที่เสมือนจุดรวมข่าวสารของชุมชน
ความที่สมัยก่อนยังไม่มีโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์จึงเป็นสื่อเดียวที่ใช้กระจายข้อมูลข่าวสาร ชาวบ้านจึงนิยมไปนั่งสังสรรค์ แลกเปลี่ยนข้อมูลกันที่ร้านกาแฟ ซึ่งกาแฟในช่วงแรกๆ เป็นแบบ “เอสเพรสโซ” โดยการเอาเมล็ดกาแฟไปคั่วบนกระทะเตาถ่าน หรือที่เรารู้จักกันในนามของ “โอเลี้ยง” (โอแปลว่า “ดำ” และเลี้ยง แปลว่า“เย็น”)
คนไทยกับกาแฟผูกพันกันมายาวนาน ถึงแม้ว่าบทบาทของร้านกาแฟทุกวันนี้จะเปลี่ยนไปจากเดิม จากร้านโกปี้อาหารเช้า ปัจจุบันถูกยกระดับให้เป็นสถานที่นั่งชิล ถ่ายรูปลงโซเชียลสวยๆ แต่ยังคงเป็นสถานที่พูดคุยที่ดีเหมือนเดิม ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่อันดับ 3 ของเอเชีย (รองจากเวียดนามและอินโดนีเซีย)
2. ญี่ปุ่น
กาแฟถูกนำเข้ามาในญี่ปุ่นครั้งแรกโดยชาวดัตช์ ในสมัยปี 1700 ก่อนจะเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งปี 1888 คุณ Tadao Ueshima ตัดสินใจเปิดร้านกาแฟ Kahiichakan ขึ้นเป็นแห่งแรกในญี่ปุ่น
ระหว่างที่กาแฟค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่ดินแดนอาทิตย์อุทัย ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 1939) สถานการณ์กลับพลิกผัน ญี่ปุ่นกลับออกคำสั่งห้ามนำเข้า “กาแฟ” จากฝั่งตะวันตกทันที เนื่องด้วยนโยบายชาตินิยม ทำให้กาแฟกลายเป็นเครื่องดื่มเฉพาะกลุ่ม ต่างจาก “ร้านน้ำชา” ที่ยังได้รับความนิยมในญี่ปุ่นเสมอ
“เวลาเปลี่ยน อะไรก็เปลี่ยน” ตั้งแต่ปี 1960 เป็นต้นมา กาแฟกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในหมู่นักธุรกิจ ชนชั้นสูงและคนรุ่นใหม่ จนกลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของ “การแบ่งชนชั้น” ไปโดยปริยาย ปัจจุบันเมืองนี้นำเข้ากาแฟเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ในจำนวนเกือบสองแสนตัน/ปี
3. สหรัฐอเมริกา
“Coffee Socialite” สังคมการดื่มกาแฟในอเมริกา ค่อนข้างแข็งแกร่งและได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง ชาวอเมริกาส่วนใหญ่มีกาแฟอยู่ในตารางชีวิตประจำวัน หลายๆ คนดื่มกาแฟมากกว่าวันละหนึ่งแก้ว ถึงขนาดมีคำกล่าวไว้ว่า
“กาแฟเป็นส่วนหนึ่งของชาวอเมริกัน พอๆ กับกางเกงยีนส์สีน้ำเงิน
และเพลงร็อคแอนด์โรล”
ราวศตวรรษที่ 18 กาแฟกลายเป็นสินค้าที่ทำกำไรได้มากสุดในยุคนั้น นักธุรกิจหลายคนพากันเข้าสู่วงการนี้ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เนื่องด้วยการบริโภคกาแฟในสมัยนั้น เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเริ่มมีแบรนด์กาแฟเปิดตัวขึ้น รวมถึงจุดกำเนิดของร้านกาแฟชื่อดัง “Starbucks” ที่เปิดขึ้นครั้งแรกในปี 1971 ที่เมืองซีแอตเทิล
ทุกวันนี้ธุรกิจกาแฟในประเทศนี้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีทั้งร้านกาแฟเล็กๆ ไปถึงแบรนด์ดังระดับโลก ชาวอเมริกาค่อนข้างให้คุณค่ากับกาแฟ และมองว่า เครื่องดื่มนี้คืองานศิลปะที่สวยงาม … กาแฟหนึ่งแก้วมีเรื่องราวและผ่านเรื่องเล่าต่างๆ มามากมาย
4. เวียดนาม
หากพูดถึง “กาแฟ” โดยไม่เอ่ยชื่อประเทศนี้ คงจะแปลกอยู่ไม่น้อย ความที่เป็นเบอร์ต้นๆ ของวงการกาแฟในเอเชียแต่ไหนแต่ไร ที่สำคัญวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของเวียดนาม ค่อนข้างโดดเด่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย
กาแฟกับคนเวียดนาม ผูกพันกันมาตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 19 สมัยที่เวียดนามตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส เรื่องราวของกาแฟถูกถ่ายทอดทิ้งไว้เป็นมรดกอันล้ำค่า ซึ่งทางเวียดนามนำสิ่งนี้มาต่อยอด ด้วยการเปิดโรงงานผลิตกาแฟขนาดใหญ่หลังจบสงคราม จนทุกวันนี้กลายเป็นผู้ส่งออกกาแฟรายใหญ่อันดับสองของโลก
“กาแฟโรบัสต้า” คือจุดแข็งที่ทำให้กาแฟเวียดนามแตกต่างกว่าเจ้าอื่นๆ ด้วยปริมาณคาเฟอีนที่เข้มข้น ทำให้กาแฟตัวนี้มีรสชาติเข้มข้นและส่งกลิ่นหอมชัดเจน หากคุณไปเวียดนาม นอกจากจะว้าวกับการคมนาคมอันแสนวุ่นวายแล้ว ความหนาแน่นของร้านกาแฟข้างทางยังเป็นสิ่งที่ทำให้คุณมหัศจรรย์ได้ใจเช่นกัน
5. บราซิล
เอ่ยถึงอันดับสองของวงการกาแฟโลกไปแล้ว จะไม่พูดถึงผู้ส่งออกเมล็ด
กาแฟ “อันดับหนึ่ง” ของโลก อย่างบราซิลได้อย่างไร โดยเฉพาะคอกาแฟหลายคนคงได้ยินกิตติศัพท์ร่ำลือกันมาอย่างดี
1727 คือปีแรกที่มีการปลูกต้นกาแฟขึ้นเป็นครั้งแรกในบราซิล โดยนายทหาร “Francisco de Melo Palheta” ว่ากันว่าเป็นการปลูกแบบไม่ถูกต้อง แต่นั่นก็คือปฐมบททางประวัติศาสตร์สำคัญของประเทศนี้ กว่า 150 ปี ที่กาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก ที่สร้างรายได้หลักเข้าประเทศเป็นอันดับหนึ่ง
แม้จะเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการส่งออกกาแฟเป็นหลัก ทว่าพฤติกรรมการดื่มกาแฟของคนบราซิลไม่ค่อยโดดเด่นนัก ว่ากันว่าชาวเมืองนิยมดื่มกาแฟร้อนในถ้วยเล็กๆ โดยไม่ต้องผ่านกรรมวิธีอะไรมากมาย พวกเขาก็ดื่มด่ำและมีความสุขได้ ถึงแม้เมล็ดกาแฟที่ใช้บางครั้งเกรดต่ำกว่าที่ส่งออกด้วยซ้ำ
สรุปท้ายบทความ
เรื่องราว “กาแฟ” ของแต่ละประเทศ มีนัยยะมากกว่าเครื่องดื่มธรรมดาทั่วไป ทั้งสัญลักษณ์ของการแบ่งชนชั้น จุดเชื่อมกันของคนในสังคม ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญของบางประเทศ ฯลฯ
นอกจากนี้กาแฟยังถูกนำไปต่อยอดเป็นเมนูที่หลากหลาย ด้วยส่วนผสมและกรรมวิธีต่างๆ ที่ยกระดับให้ “กาแฟ” กลายเป็นเครื่องดื่มที่ยอดเยี่ยมมากกว่าเดิม เสมือนงานศิลปะมีชีวิต ดังคำกล่าวที่ว่า
“Coffee – the favorite drink of the civilized world.”
Thomas Jefferson
Oct 8, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ช่วงหลังมาเทรนด์คาเฟ่ฮอปปิง (Cafe Hopping) ได้รับความนิยมขึ้นอย่างต่อเนื่อง สังเกตได้จากเฟสบุคและอินสตาแกรมของเพื่อนเราช่วงวันหยุด ต้องมีใครสักคนในไทม์ไลน์เช็กอินร้านกาแฟเก๋ๆ ซึ่งร้านที่คัดมาแนะนำวันนี้เอาใจสายกาแฟเป็นหลัก เน้นแนว Special Coffee มั่นใจได้เลยว่า มาทั้งทีต้องได้กินกาแฟดี! และมีรูปสวยแน่นอน
1.นานาคอฟฟี่โรสเตอร์ Nana Coffee Roaster@Niche 3
Credit : www.facebook.com/nanacoffeeroasters/
ใครที่มีใจหลงใหลในกาแฟ เชื่อได้ว่าต้องมีนานาคอฟฟี่อยู่ในลิสต์ร้านโปรดแน่นอน การันตีด้วยบาริสต้าดีกรีแชมป์ระดับประเทศ ที่จะรังสรรค์กาแฟแก้วพิเศษให้คุณ ผ่านการชงแบบไซฟอน ดริป ไนโตร ฯลฯ เรียกว่าจบครบทุกความต้องการ ส่วนบรรยากาศในร้านก็ดีงามไม่แพ้กัน ตกแต่งแนวลอฟต์ฟีลอบอุ่น ด้วยคอนเซปต์ “Party Space and Design”
นอกจากนี้อีกสิ่งที่ประทับใจ คือความเป็นกันเองและรักในที่สิ่งที่ทำของเจ้าของ ระหว่างที่เรากำลังดื่มด่ำกับกาแฟ คุณจะได้ยินเสียงของพี่กุ้งเจ้าของร้าน เดินแจกรอยยิ้มและถามไถ่ถึงคุณภาพของกาแฟอยู่เสมอ
ที่อยู่ : โครงการ Niche 3 ถนนประดิษฐ์มนูญธรรม (ใกล้กับซอยประดิษฐ์มนูญธรรม 3) วังทองหลาง กรุงเทพ
เวลาเปิด-ปิด : 07.00-20.00 น. ทุกวัน
เมนูเด็ด : Signature Kanda กาแฟดำสกัดเย็นผสมชาผลไม้ ราคา 250 บาท // มีเครื่องดื่มอื่นๆ ที่ไม่ใช่กาแฟ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/nanacoffeeroasters/
2.แฟคทอรี่คอฟฟี่ Factory Coffee
ในชีวิตจะมีโอกาสสักกี่ครั้ง ที่บาริสตาระดับโลกจะยกกาแฟมาเสิร์ฟคุณตรงหน้า แฟคทอรี่คอฟฟี่ทำให้ฝันของหลายคนเป็นจริงได้ เพราะที่นี่รวมเอาบาริสตามือฉมังไว้มากที่สุดในกรุงเทพ ทั้งยังสนับสนุนเกษตรกรไทยจากเชียงราย ด้วยการใช้เมล็ดกาแฟพญาไท เอกเพรสโซที่ปลูกในอำเภอแม่สายเป็นเมนหลัก
เสริมทัพด้วยเมล็ดกาแฟจากโคลัมเบียและเอธิโอเปีย ทั้งยังใช้กาแฟตัวอื่นๆ จากโรงคั่วต่างประเทศ ซึ่งแต่ละเดือนจะพากันสลับสับเปลี่ยนมาให้ลองชิมอยู่เรื่อยๆ ขณะที่ตัวร้านเองตกแต่งได้มีเอกลักษณ์ มาในตีมโรงงานกาแฟ ออกแนวดิบๆ แต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์
ที่อยู่ : 49 พญาไท ถนนพญาไท แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพ
เวลาเปิด-ปิด : 08.30-18.00 น. ทุกวัน
เมนูเด็ด : แบล็กโกโก้เย็น (Black Cocoa Yen) ราคา 200 บาท, โฮโนลูลู (Honolulu) 120 บาท
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/factorybkk/
3.เรดไดมอนด์คอฟฟี่ Red Diamond Coffee
Credit : www.facebook.com/Reddiamondthailand
เมื่อบริษัทเครื่องทำกาแฟรายใหญ่ของไทย “Intercof” ก้าวเข้าสู่วงการร้านกาแฟทั้งที แน่นอนว่าเรดไดมอนด์ย่อมเป็นคาเฟ่ที่ไม่ธรรมดาอยู่แล้ว ที่นี่โด่งดังเรื่อง Special Coffee มาหลายปี มีจุดเด่นเป็นเครื่องชงกาแฟแบบ Steampunk เพียงร้านเดียวในกรุงเทพ! ซึ่งรวมเอาสไตล์การชงแบบไซฟอนและเฟรชเพรสไว้ด้วยกัน
นอกจากนี้ยังอัดแน่นด้วยเมล็ดกาแฟคุณภาพกว่า 60 ชนิดทั่วทุกมุมโลก โดยแต่ละเดือนชนิดกาแฟจะไม่เหมือนกัน บางวันมีกาแฟพิเศษที่แต่ละวันมีเพียงสิบแก้ว ทั้งนี้ถ้าใครอยากได้ความรู้เกี่ยวกับกาแฟ ลองแวะไปพูดคุยกับบาริสตาดูได้ (สาขาเยอะมาก)
ที่อยู่ : 733 ถนนประดิษฐ์มนูธรรม (เลียบทางด่วน) วังทองหลาง กรุงเทพ
เวลาเปิด-ปิด : 07.00-18.00 น. ทุกวัน
เมนูเด็ด : แนะนำกาแฟจากเมล็ด Godfather เป็น Signature Blend ของที่นี่ เริ่มต้นที่ 150 บาท
ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/Reddiamondthailand
4.รูตส์คอฟฟี่ Roots Coffee
Credit : www.facebook.com/RootsBkk
“กาแฟที่ดีคือการให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอนการผลิต” เป็นความตั้งใจหลักของคุณวรัตต์เจ้าของร้าน ดีกรีแชมป์บาริสตาระดับประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยไปแข่งขันระดับโลกมาแล้ว แรกเริ่มรูตส์มีชื่อเสียงในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเมล็ดกาแฟอันดับต้นๆ ของไทย ใครที่คลุกคลีในวงการนี้น่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
ไม่แปลกใจที่เมล็ดกาแฟของร้านนี้จะเฉิดฉาย มีทั้งนำเข้าจากต่างประเทศ อย่างเอธิโอเปีย บราซิล ปานามา รวมถึงใช้เมล็ดกาแฟจากอ.ปางขอนของเชียงราย ช่วงหลังมานี้ทางร้านพยายามใช้กาแฟของไทยมากขึ้น เพราะอยากสนับสนุนชาวบ้านและอยากผลักดันวงการกาแฟไทยให้พัฒนาไปอีกระดับ ด้วยการมีแคมเปญน่ารักๆ คือทุกแก้วที่ลูกค้าใช้เมล็ดกาแฟไทย รายได้ส่วนหนึ่งจะถูกส่งตรงถึงเกษตรกร
ที่อยู่ :โครงการ The COMMONS, ทองหล่อ 17 (อีกสองสาขามีที่ศาลาแดงและสาธร)
เวลาเปิด-ปิด : 08.00-19.30 น. ทุกวัน
เมนูเด็ด : กาแฟออริจอนัลรูตส์ (The Original Roots Coffee) ราคา 180 บาท, เชคเชอร์รีโคล่าโฟลต (Shake Cherry – Cola Float) ราคา 180 บาท
ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/RootsBkk/
5.มาเทอโรสเตอร์ Mother Roaster
Credit : /www.facebook.com/motherroaster
เจ้าของร้านและบาริสตามือหนึ่งของมาเทอโรสเตอร์คือคุณยายพิมวัย 70 ปี ฉะนั้นชื่อร้าน Mother ไม่ได้มาแบบลอยๆ แต่อย่างใด ทันทีที่คุณก้าวเท้าเข้ามาในนี้ กลิ่นกาแฟที่คละคลุ้งจะลอยโอบล้อมต้อนรับผู้มาเยือนเป็นอย่างดี ทุกๆ เช้าเมล็ดกาแฟอาราบีกากว่า 40 ชนิดทั้งไทยและเทศ จะผ่านการคั่วในกระทะเหล็กด้วยแรงแขนของคุณยายพิม เป็นซิกเนเจอร์แสนเก๋
แสดงถึงความตั้งใจและใส่หัวใจลงไปในกาแฟทุกถ้วยได้เป็นอย่างดี ความที่คุณยายชอบกินกาแฟทุกเช้ามาตั้งแต่สาวๆ เลยเริ่มศึกษามาเรื่อยๆ ก่อนตั้งใจเปิดร้านนี้ขึ้นมาเพื่อคลายเหงา ต้องการให้มีพื้นที่ของคนสูงอายุออกมาพบปะพูดคุยกัน ที่สำคัญคุณยายยังคิดกาแฟเองทุกสูตร เฟี้ยวมากๆ
ที่อยู่ : ตลาดน้อย ตรอกศาลเจ้าโรงเกือก (ซอยเจริญกรุง 22) กรุงเทพ
เวลาเปิด-ปิด : 10.00-18.00 น. หยุดวันจันทร์
เมนูเด็ด : ลาเต้เย็น (Iced Latte on The Rok) 80 บาท, กาแฟนม (Single Snow White) 90 บาท
ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/motherroaster/
สังเกตได้ว่าร้านกาแฟที่แนะนำไป เริ่มต้นจากความรักของเจ้าของร้านเป็นที่ตั้งแทบทั้งนั้น หากคุณเป็น
คนหนึ่งที่หลงใหลในกาแฟ ลองให้ Kaidee เป็นจุดเริ่มต้นความรักของคุณ ด้วยการมองหาอุปกรณ์
ทำกาแฟง่ายๆ หรือเมล็ดกาแฟที่ดี เพียงแค่นี้กาแฟของคุณก็กลายเป็น Special Coffee ในแบบตัวเอง