รีโนเวทบ้านเก่าในราคาประหยัด ต้องคุมงบอย่างไรบ้าง?

รีโนเวทบ้านเก่าในราคาประหยัด ต้องคุมงบอย่างไรบ้าง?

บ้านเมื่อวันเวลาผ่านไป บางทีอาจจะมีส่วนที่ต้องชำรุด ทรุดโทรมตามกาลเวลา เราก็ต้องหมั่นที่จะเช็ก ตรวจตรา และดูแลบ้านทุกครั้ง เพราะบ้านคือสถานที่ที่เราต้องพักพิง อยู่อาศัย ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน โดยบ้านนั้นก็เปรียบเสมือนร่างกายของมนุษย์ สร้างขึ้นมา แรก ๆ ก็แข็งแรงดี แต่นานวันไปอายุมากขึ้น ร่างกายเริ่มเสื่อมโทรม ก็ต้องหมั่นบำรุงดูแลรักษาสุขภาพเพื่อที่จะได้แข็งแรงขึ้น ถ้าเปรียบกับบ้าน คือ บ้านก็จะดูใหม่ขึ้น น่าอยู่ขึ้นนั้นเอง   

แต่ถ้าหากว่าบ้านนั้นเก่ามาก ๆ ตรงนั้นชำรุด ตรงนี้ต้องแก้ ก็กลายเป็นปัญหาจุกจิกที่ซ่อมไม่เสร็จจริง ๆ สักที วิธีที่ดีที่สุดคือ การรีโนเวทบ้านให้กลับมาใหม่เหมือนตอนแรก เพิ่มเติมอาจจะดูทันสมัยกว่า เพื่อให้บ้านอยู่ไปนาน ๆ ให้ถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน และที่สำคัญเพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตในปัจจุบันของเรามากขึ้นด้วย 

อยากรีโนเวทบ้านแต่…กลัวงบเกิน

การรีโนเวทบ้านใหม่นั้น มีหลายส่วนที่ต้องจัดเตรียม ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างการวางแผนให้รอบคอบและตามมาด้วยสิ่งอื่น ๆ และปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้เราสามารถควบคุมได้ วันนี้มีคำแนะนำดี ๆ มาบอก ถ้าหากทำตามวิธีการต่อไปนี้ อาจจะช่วยให้เพื่อน ๆ ควบคุมงบประมาณได้ดีเลยนะ  

1. วางแผนให้ดีที่สุด

การวางแผน คือ การกำหนดแพลนทุกอย่าง สิ่งที่เราจะทำกับบ้าน มีส่วนไหนบ้าง จุดไหนบ้างที่ต้องรีโนเวท อยากแนะนำว่าให้กำหนดมาครั้งเดียวเลย และแพลนต่อว่าจะจ้างช่างจากที่ไหน ให้ช่างทำส่วนไหนบ้าง โดยการเขียนลงไว้ในสมุดโน๊ตก่อน เพราะว่าจำอย่างเดียวไม่ได้ อาจจะลืมได้  

2. กำหนดงบประมาณ 

ในส่วนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้สามารถควบคุมงบประมาณของเราได้ เพื่อที่จะไม่ให้งบประมาณเกินจากที่เรากำหนดไว้ คือ การตั้งงบประมาณมาเลยและต้องมั่นใจว่าจะจัดสรรให้อยู่ในงบประมาณเท่านี้ได้ เช่น

  • จ้างช่างเท่าไร โดยจะต้องโทรไปตกลง คุยรายละเอียดของงานที่จะให้ช่างทำให้เรียบร้อย  
  • ซื้ออะไรบ้าง งบซื้อของเท่าไร จะได้รู้ว่าเราควรลด ควรเพิ่มสเปกของสินค้าชิ้นไหนบ้าง ควรเปลี่ยนหรือว่าควรตัดออกไหม  

3. เผื่อไว้สักหน่อย 

ข้อนี้ คือ การเผื่องบประมาณไว้อีกสักประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์จากงบที่ตั้งไว้ เพราะว่าเราไม่รู้ว่าเวลารีโนเวทบ้านไปแล้ว เราอาจอยากจะเปลี่ยนในส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในแผนตั้งแต่ตอนแรก เพื่อให้เข้ากันกับพื้นที่อื่น ๆ ที่ได้รีโนเวทไปแล้ว หรืออาจจะมีการซื้อของตกแต่งเพิ่ม เพื่อให้บ้านสวยงามและมีรูปแบบที่เข้ากันนั่นเอง 

4. เลือกซื้อของ 

หลังจากที่ได้ตั้งงบประมาณไปแล้ว เราก็ต้องหาซื้อของในการรีโนเวทบ้านเองด้วยนะ เพราะจะได้ดูเรื่องราคาของสินค้าได้ ชิ้นไหนแพงไปก็อาจจะดูของที่คล้ายกัน แต่ราคาถูกกว่าก็เป็นตัวเลือกที่จะทำให้ไม่เกินงบประมาณที่ตั้งไว้นั่นเอง 

5. ทำเองบางส่วนก็ดีไม่น้อย 

บางจุดหรือว่าบางที่ที่เราสามารถซ่อมเองได้ ติดตั้งเองได้ อยากแนะนำให้ลงมือทำเองเลยดีกว่า เพราะว่าจ้างช่างมาทำแต่ละส่วน ก็ต้องมีค่าแรง ค่าอะไรต่าง ๆ ที่ตามมาทีหลังก็เป็นได้ ถ้าเกิดว่าเรามั่นใจว่าตรงนี้ทำเองได้ ทำเลย แต่ถ้าตรงไหนไม่มั่นใจว่าจะทำได้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่างฝีมือดีกว่านะ 

6. ดำเนินการรีโนเวททุกอย่างตามแผน 

จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยตามที่เขียนในสมุดไว้แล้ว ขั้นตอนนี้ก็สามารถดำเนินการทุกอย่างตามแผนที่เราเขียนไว้ในสมุดเช่นกัน เพื่อที่งานรีโนเวทจะได้เสร็จตามแผนและตามงบประมาณที่ตั้งไว้นั่นเอง เพราะฉะนั้นอย่าทำอะไรให้นอกเหนือจากแผนที่ตั้งไว้ ไม่เช่นนั้นอาจจะเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับเราก็เป็นได้ แต่แผนที่เตรียมไว้ก็ต้องมีความละเอียดรอบคอบเช่นกัน

7. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญดีกว่าตัดสินใจเอง

แน่นอนว่าการรีโนเวทบ้านต้องระเอียดรอบคอบ บางสิ่งบางอย่างเราอาจจะมั่นใจว่าจะทำเองได้ แต่ถ้าหากว่าไม่ได้รู้วิธีการอย่างแท้จริง อาจจะตัดสินใจผิดพลาดในการทำ ผลที่ตามมา คือ ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นและทำให้ต้องเสียเวลาไปอีก ส่งผลให้การรีโนเวทนั้นเสร็จไม่ตามแผนที่ได้วางไว้ ซึ่งในกรณีนี้ แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยตรงเลยดีกว่าที่จะมานั่งเดาเองหรือนั่งทำเอง อย่างเช่นงานที่เฉพาะมาก ๆ อย่าง ทางเดินน้ำ วงจรไฟฟ้า เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้บานปลายนั่นเอง 

สรุปท้ายบทความ 

สิ่งสำคัญในการซ่อมแซมหรือรีโนเวทบ้านใหม่ที่จะทำให้งบไม่บานปลาย คือ ต้องวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบและครอบคลุมที่สุด อีกทั้งการตั้งงบประมาณก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ควบคุมงบประมาณและกำหนดกรอบอย่างชัดเจนอย่างเช่น การเลือกซื้อของสำหรับรีโนเวท การจ้างผู้รับเหมา เป็นต้น 

ถ้าหากเพื่อน ๆ ต้องการดูของตกแต่งบ้านสามารถมาหาได้ที่ Kaidee ได้เลย เรามีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกเยอะเลย แต่ถ้าหากใครที่อยากได้บ้านใหม่ก็สามารถหาได้ที่ Kaidee Property เช่นกัน  

ชวนดู 5 วิธี รีโนเวทบ้าน อย่างไรให้ปัง! ให้สวย!

ชวนดู 5 วิธี รีโนเวทบ้าน อย่างไรให้ปัง! ให้สวย!

การจะได้เป็นเจ้าของบ้านสักหลัง เป็นเรื่องแสนยากเย็นอยู่แล้ว แต่การจะมีบ้านสวยถูกใจนั้นเป็นเรื่องยากกว่า เชื่อว่าคนมีบ้านทุกคนล้วนมีบ้านในฝันในสไตล์ที่เราชอบ

หากรวบรวมกำลังเงินและมีกำลังแรงพร้อมจะลุยแล้ว อย่าปล่อยให้ความฝันลอยอยู่อย่างนั้น เรามาทำมันให้เป็นจริง ด้วยการเริ่มต้นที่ 5 วิธีรีโนเวทบ้านอย่างไรให้ปัง! มาทำบ้านของเราให้มีชีวิตและสีสันกันค่ะ

1.ตั้งงบประมาณให้ชัดเจน

ข้อแรกของการรีโนเวทบ้าน คือการวางงบประมาณให้ชัดเจน ดูว่าเราไหวในตัวเลขกลมๆ ที่เท่าไร ลองคำนวนค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ดูก่อนก็ได้ค่ะ แจกแจงออกมาเป็นส่วนๆ

อย่างเช่น ค่าเฟอร์นิเจอร์ ค่าแรงช่าง ค่าปูกระเบื้อง ค่าอุปกรณ์ตกแต่ง ฯลฯ อย่าทำไปเรื่อยๆ โดยไม่วางแผน ค่าใช้จ่ายบานปลายแน่นอน

การที่เราเห็นตัวเลขทั้งหมดจะช่วยให้เห็นภาพรวม ช่วยให้หักลบค่าใช้จ่ายส่วนเกินได้ง่ายขึ้น บางทีอาจจะไม่ถึงตัวเลขที่วางไว้ หรือถ้าเกินก็น่าจะเป็นตัวเลขซึ่งเรายอมรับได้หรือพอกลั้นใจจ่ายไหว

2.ศึกษาแนวทางที่ใช่

เมื่อได้จำนวนเงินที่มีอยู่ในมือแล้ว ก็ได้เวลาตามหาจิ๊กซอว์ของความฝัน มาต่อเติมบ้านของเราให้กลายเป็นความจริง ด้วยการเอาไอเดียของเรามาต่อยอด หาตัวอย่างห้องสวยๆ เฟอร์นิเจอร์ดีๆ ได้ใน Pinterest Facebook หรือแหล่งไอเดียอื่นๆ

ยิ่งเราดูและให้เวลากับตรงนี้มากเท่าไร จะยิ่งช่วยให้เรามองภาพบ้านได้ชัดขึ้น เลือกอะไรที่แมทช์และมีโทนสีเข้ากัน ทั้งนี้ถ้าใครเงินถึงปรึกษาอินทีเรียก็เป็นตัวเลือกอันยอดเยี่ยมเลยนะคะ

3.ตรวจสอบบ้านและสิ่งที่ต้องปรับปรุง

ได้แนวทางที่ใจใฝ่ฝันแล้ว ทีนี้มาตรวจสอบสภาพบ้านและห้องต่างๆ ซึ่งต้องการปรับปรุง ซึ่งตรงนี้อยากให้ระมัดระวังนิดหนึ่ง หากบ้านที่เราจะรีโนเวทเป็นอาคารเก่า มีโครงสร้างดูไม่ค่อยแข็งแรงนัก การทำผนัง รื้อคาน ปูพื้นใหม่ ฯลฯ อาจจะไม่ตอบโจทย์เท่าไร

บางทีการทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า อย่าเลือกอยู่กับความเสี่ยงเพียงเพราะต้องการประหยัดงบ ระวังจะเป็นแบบ “เสียน้อยเสียมาก เสียยากเสียง่าย” เอานะคะ

4.ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและดูเรื่องกฎหมาย

หากประเมินคร่าวๆ แล้วรู้สึกว่ามีส่วนที่อยากต่อเติมหรือทุบทิ้งค่อนข้างเยอะ แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะดีกว่า ให้เขาช่วยดูว่าแนวคิดของเรานั้น พอจะเป็นไปได้ไหมในราคาประมาณนี้ ต้องทำหรือลดอะไรบ้าง

รวมถึงการหาผู้รับเหมาที่ถูกใจ ซึ่งขั้นตอนนี้บอกได้เลยว่าค่อนข้างยาก ปัญหาช่างกับการทำบ้านนั้นเป็นปัญหาสุดแสนคลาสิค ถ้าได้ช่างดีก็ดีไป

อย่างไรก็ดีการรีโนเวทบ้านถือเป็นการดัดแปลงอาคาร จึงมีรายละเอียดทางกฎหมายซึ่งต้องระวังพอสมควร เช่น การลดหรือเพิ่มน้ำหนักหลังคาต้องไม่เกินร้อยละ 5 จากของเดิม ต่อเติมจากโครงสร้างเดิมได้ไม่เกินร้อยละ 10 จากของเดิม ฯลฯ หากมากกว่านั้นต้องทำเรื่องขอไปยังสำนักงานเขต แต่ถ้าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ค่อยมีปัญหา

5.หาแหล่งวัสดุในราคาย่อมเยา

ลิสต์ข้าวของที่จะซื้อและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องมีเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาจับจ่ายใช้สอย หนึ่งในความสนุกของการรีโนเวทบ้านอยู่ตรงนี้แหละค่ะ หลายคนอาจมองว่าเหนื่อยแสนเหนื่อย แต่การได้เลือกของทีละชิ้นๆ ด้วยมือตัวเอง เราว่าเป็นความสนุกปนความสุข

ทั้งนี้ยังเป็นวิธีช่วยคุมงบได้ดีอีกด้วย ที่สำคัญการไปเดินสำรวจตลาดบ่อยๆ จะช่วยให้เรารู้ราคามาตรฐาน ยิ่งถ้าได้แหล่งที่ถูกใจในราคาย่อมเยา จะเป็นอะไรสุดแสนเพอร์เฟคมากๆ

รีโนเวทบ้านจนสวยดังใจคิดแล้ว ใครเริ่มรู้สึกว่าอิ่มเอมและดื่มด่ำกับบรรยากาศจนเต็มที่แล้ว อยากเพิ่ม
มูลค่าให้บ้านมากกว่าเดิม จะนำมาปล่อยเช่ารายเดือน หรือลงขายใน Kaidee ก็ได้นะคะ ถือเป็นอีกหนึ่ง
การลงทุนอันคุ้มค่า เป็นการเพิ่มรายได้ไปในตัวด้วย
ตึกแถว X Hostel

ตึกแถว X Hostel

อาคารพาณิชย์หรือตึกแถวเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากมีความยืดหยุ่นในการใช้งาน สามารถเป็นได้ทั้งที่พักอาศัยส่วนตัวจนถึงใช้ประโยชน์เพื่อการพาณิชย์ในลักษณะต่างๆ ดังจะเห็นได้จากการเปลี่ยนมือเจ้าของทั้งในลักษณะปล่อยเช่าและขายขาดที่มีอยู่ตลอด และไม่ว่าอาคารจะเก่าแก่สักแค่ไหน หากอยู่ในทำเลทองอย่างในย่าน CBD หรืออยู่ใกล้ออฟฟิศ หรือแม้ในย่านเมืองเก่าอย่างเกาะรัตนโกสินทร์ก็ยังจะเป็นที่ต้องการเสมอ

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ของตึกแถวที่น่าสนใจคงหนีไม่ “Hostel” (โฮสเทล) หรือที่พักราคาประหยัดที่เติบโตจากเทรนด์การท่องเที่ยวคนเดียว (Solo Travelling) แม้ในปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 จะทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวและ Hostel ได้รับผลกระทบอย่างจัง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทรานส์ฟอร์มอาคารพาณิชย์ธรรมดาเป็นที่พักสุดชิคก็ยังเป็นเรื่องที่น่าติดตาม อย่างน้อยก็เป็นการสะท้อนความคิดสร้างสรรค์ทางด้านสถาปัตยกรรมที่แต่ละเจ้าต่างงัดไม้เด็ดด้านดีไซน์ออกมาเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มากที่สุด 

ส่อง 4 งานรีโนเวทตึกแถวเป็น Hostel สุดจี๊ด

การปรับโฉมตึกเก่าเป็น Hostel ที่เห็นส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับอาคารขนาด 1 คูหา ความสูงประมาณ 4-5 ชั้น โดยการถือครองกรรมสิทธิ์ของผู้ประกอบการมีทั้งเป็นเจ้าของอาคารเดิมและผู้ที่เช่าอาคาร และกว่า 70% ของงานรีโนเวทล้วนผ่านมือสถาปนิกหรือวิศวกรเพื่อออกแบบสเปซให้เกิดประโยชน์สูงสุดพร้อมกับรูปโฉมที่น่าตื่นตาตื่นใจเฉกเช่นเดียวกับ 4 ดีไซน์จาก 4 โฮสเทลที่เราหยิบมาฝากกันวันนี้

Pa Prank / ป้าแพร่ง

“ป้าแพร่ง” Hostel ย่านแพร่งสรรพศาสตร์ เป็นหนึ่งงานรีโนเวทตึกแถวที่มีดีไซน์สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น โดยเฉพาะในส่วนพื้นที่ที่เรียกว่า Vertical Open Space ซึ่งเป็นการทุบผนังและพื้นเดิมถึง 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด เพื่อเปิดช่องโล่งจากชั้นล่างจนถึงชั้นบนสุด ส่งผลให้อาคารได้รับแสงธรรมชาติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยังเป็นที่มาของดีไซน์พิเศษจากร่องรอยหลังการรื้อถอนโครงสร้างเก่า ไม่ว่าจะเป็นคานหรือผนังปูนที่ถูกกระเทาะจนเห็นอิฐมอญอันเป็นการบอกเล่าเรื่องราวการก่อสร้างในอดีตได้เป็นอย่างดี 

การตกแต่งภายในเน้นความเป็น Loft ที่มีกลิ่นอาย Comtemporary ผสมผสานระหว่างองค์ประกอบของอาคารเก่าที่เป็นปูนเปลือยกับวัสดุใหม่อย่างเหล็กสีดำ และใช้สีขาวเพื่อเบลนด์ให้ Hostel ดูสว่าง โปร่ง สร้างความรู้สึกอบอุ่นสบายใจ  

ตึกแถว 2 คูหาถูกแบ่งการใช้งานอย่างชัดเจน ประกอบด้วยชั้น 1 เป็นคาเฟ่สำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคน ชั้นลอยถูกจัดให้เป็น Share Living Space สำหรับนักเดินทางที่เช็คอินเข้าพัก ชั้น 2 เป็นห้องน้ำรวมทั้งฟลอร์ ส่วนชั้น 3-4 จัดฟังก์ชันเป็นห้องพักซึ่งมีทั้งแบบห้องพักรวม (Dorm) และห้องส่วนตัวโดยทั้งหมดสามารถรองรับผู้เข้าพักได้ 20 คน ส่วนชั้นดาดฟ้ายังมีดีไซน์ให้เป็นพื้นที่ออกกำลังกายที่ชิลไปพร้อมกับวิวเมืองเก่า 

ข้อมูลเพิ่มเติม www.facebook.com/PAPRANK

ขอบคุณภาพจาก www.archdaily.com

TALES Khaosan 

ตึกแถว 1 คูหาเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่ในซอยตรงข้ามวัดชนะสงครามถูกแปลงร่างเป็น “TALES Khaosan” คาเฟ่ผสม Hostel กับคอนเซ็ปต์เก๋ๆ ของโบกี้รถไฟ เปรียบเสมือนสถานีแห่งการพักผ่อนที่รอต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก 

ตู้รถไฟสแตนเลสพร้อมบานประตูสีแดงด้านหน้าตึกนั้นถูกสั่งทำพิเศษเพื่อพรีเซ็นต์แนวคิดการดีไซน์อาคารพาณิชย์อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับงานตกแต่งภายในที่ออกแบบอย่างสอดคล้องราวกับเรากำลังนั่งอยู่ในขบวนรถไฟ โดยเฉพาะในโซนห้องพักที่ดีไซน์ได้เหมือนกับอยู่ในตู้นอนรถไฟอย่างไงอย่างนั้นเลย 

โดยวัสดุที่นำมาตกแต่งนั้นมีสแตนเลสเป็นแกนหลัก เสริมทัพด้วยไม้สนเพื่อเบรกความแข็งของเมทัลลิก และใช้สีแดงเป็นไฮไลท์เพื่อสร้างความสนุกสนาน นอกจากนี้ยังมีการใช้กระจกเงาบานใหญ่เพื่อช่วยขยายให้ตึกแถวหน้าแคบหลังนี้ดูกว้างขึ้น

ข้อมูลเพิ่มเติม www.taleskhaosan.com

ขอบคุณภาพจาก www.taleskhaosan.com/gallery

ORA Hostel

ในยามค่ำคืน ORA Hostel เปรียบเสมือนเป็นแสงสว่างประจำซอยที่เด่นตระหง่านท่ามกลางตึกแถวอายุกว่า 30 ปี เนื่องจากใช้การออกแบบ Facade หรือเปลือกอาคารด้านหน้าเป็นจุดดึงสายตาที่เห็นในระยะไกล โดยติดตั้งไม้ระแนงในแนวตั้งเพื่อให้อาคารดูสูงโปร่ง และบิดองศา Facade เอียงนิดๆ ทำให้เกิด Visibility หรือมุมที่มองเห็นได้กว้างขึ้น รวมถึงติดตั้งหลอดไฟในแนวเดียวกับระแนงไม้เพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับ ORA Hostel ได้ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน

ในส่วนของการตกแต่งภายใน เราจะยังเห็นความเชื่อมต่อของระแนงไม้ที่ไล่จาก Facade เข้ามาถึงโซนล็อบบี้ พร้อมกับสร้างความต่อเนื่องของวัสดุไม้สู่องค์ประกอบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นลายไม้ ตู้เก็บของ ประตู จนถึงเตียงนอน ซึ่งทั้งหมดสามารถเข้ากันได้ดีกับปูนเปลือยและผนังสีขาวจนทำให้บรรยากาศการอยู่อาศัยที่นี่สบายไม่ต่างจากอยู่บ้าน 

Hostel แห่งนี้ยังตอบโจทย์ด้านการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้คุ้มค่าสุดๆ ในตึกแถวขนาด 1 คูหาสามารถแบ่งห้องพักเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวถึง 30 คนในเวลาเดียวกัน โดยมีทั้งรูปแบบห้องที่เป็น Dormitory และ Private Room นอกจากนี้ยังมี Commen Area ที่กว้างขวางตามคอนเซ็ปต์ที่วางไว้คือ “สบาย อบอุ่น ปลอดภัย” อีกด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม www.orahostelbkk.com

ขอบคุณภาพจาก www.orahostelbkk.com

HERE Hostel 

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่มีเรื่องราวผ่านกาลเวลาคือเสน่ห์ที่ทำให้ HERE Hostel กลายเป็นขวัญใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยการรีโนเวทตึกแถวเก่าเป็น Hostel ของที่นี่เน้นคงสภาพภายนอกอาคารให้เหมือนกับที่เคยเป็นอยู่ในอดีตแทบทั้งหมด ในขณะที่พื้นที่ภายในถูกปรับฟังก์ชันใหม่เพื่อให้เหมาะกับธุรกิจที่พักราคาประหยัด แต่ยังคงใช้คอนเซ็ปต์การตกแต่งที่ล้อไปกับวิถีชีวิตคนไทยช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 

มีการผสมผสานระหว่างของเก่ากับฟังก์ชันใหม่ ซึ่งวัสดุหลายชิ้นได้มาจากตอนรื้อถอนอาคาร เช่น พื้นไม้ ประตูไม้ หลังคาสังกะสี ก็ถูกนำกลับมาเป็นของประดับตกแต่งที่ทำให้บรรยากาศโดยรวมเหมือนเราได้ย้อนไปอยู่ในวันวาน 

นอกจากงานอินทีเรียที่ทำให้ HERE Hostel ฮิปที่สุดในย่านแล้ว ที่นี่ยังซ่อน Courtyard หรือสวนพักผ่อนไว้อยู่เบื้องหลังตึกเก่าอีกด้วย เรียกว่าเป็นพื้นที่ Outdoor ที่ให้ความร่มรื่นเหมาะแก่นั่งชิลหรือทำความรู้จักเพื่อนใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี 

ข้อมูลเพิ่มเติม www.herehostel.com

ขอบคุณภาพจาก www.herehostel.com

สรุปท้ายบทความ

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรีโนเวทตึกแถวเก่าหรืออาคารพาณิชย์มือสองให้กลายเป็น Hostel ซึ่งไม่เพียงชุบชีวิตให้อสังหาริมทรัพย์ที่เคยถูกมองข้ามให้กลับมามีชีวิตชีวาเท่านั้น แต่ยังเป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้เต็มประสิทธิภาพ และยังอาจนำมาซึ่งผลกำไรในอนาคตได้อีกด้วย

Ekkamai Macchiato พลิกวิกฤตเป็นโอกาส! เปลี่ยนบ้านเป็นร้านกาแฟ

Ekkamai Macchiato พลิกวิกฤตเป็นโอกาส! เปลี่ยนบ้านเป็นร้านกาแฟ

ใครที่มีโอกาสผ่านไปผ่านมาย่านเอกมัย คงจะพอทราบกันดีว่าในย่านนี้มีร้านอาหารหลากหลายตั้งอยู่ หากคุณกำลังขับรถอยู่ที่ถนนเอกมัย ซอย 12 คุณจะได้รับความรู้สึกที่แสนอบอุ่นจากร้านกาแฟสวย บรรยากาศดี อาหารอร่อย อย่าง ‘Ekkamai Macchiato’ แต่ก่อนที่จะกลายเป็นร้านกาแฟบรรยากาศดีแบบที่เราเห็นในทุกวันนี้ Ekkamai Macchiato ต้องผ่านกับช่วงวัดใจอะไรมาบ้าง ให้ คุณโอ ชุติเตชินท์ โสภณหฤษนฤดม เจ้าของร้านกาแฟบรรยากาศอบอุ่นย่านเอกมัย พาเราไปชมเส้นทางการเติบโตของ Ekkamai Macchiato กัน

จุดเริ่มต้นของ Ekkamai Macchiato 

“ที่นี่เป็นอาคารพาณิชย์สองคูหา เราเคยทำร้านแก๊สมาก่อน แต่ว่ามันไปต่อไม่ไหว ค่าใช้จ่ายสูง กำไรน้อย กลายเป็นหนี้สะสม เราเลยตัดสินใจที่จะรีโนเวทที่นี่ให้เป็นธุรกิจอื่น”

วันนี้เรามีโอกาสได้มานั่งคุยกับคุณโอ ชุติเตชินท์ โสภณหฤษนฤดม  เจ้าของร้านกาแฟบรรยากาศอบอุ่นย่านเอกมัย คุณโอเล่าให้ทางเราฟังว่า ในอดีตที่ร้านนี้เป็นร้านแก๊ส แต่ร้านแก๊สไปไม่ไหว เพราะค่าใช้จ่ายเยอะ ทั้งค่าแรง ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจ จนกลายเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ เป็นหนี้สะสม เราเลยคิดวิธีการแก้ปัญหา ด้วยการเลือกเปลี่ยนธุรกิจ ซึ่งในตอนแรกที่ได้คุยกัน เราอยากทำเป็นอพาร์ทเมนต์ แต่เราก็มองว่า หากเราทำธุรกิจที่ช่วยซัพพอร์ตเหล่าเจ้าของโครงการคอนโดมิเนียม และคนที่มาอยู่ละแวกนี้ดีกว่าไหม เพราะคอนโดมิเนียมในซอย 12 มีเยอะมาก

ส่วนตัวเรามีความชอบด้วย เพราะเราไปเที่ยวคาเฟ่บ่อยมาก เราเห็นร้านนั้น ร้านนี้ เราก็อยากทำ เลยตัดสินใจว่า งั้นเปิดเป็นคาเฟ่แล้วกัน ซึ่งในตอนแรก เราเปิดเป็นร้านเล็กๆนี่แหละ ค่อยๆลองศึกษา ลองเริ่มต้นทำ บางอย่างก็ยังตะกุกตะกักไม่ได้เรียบหรู 

คุณโอ เจ้าของร้าน Ekkamai macchiato

เริ่มจาก 4,000 บาท จนกลายมาเป็น Ekkamai Macchiato

ฟังแล้วก็ประหลาดใจไม่น้อย คุณโอเล่าให้เราฟังว่า ร้านกาแฟที่เราเห็นตลอดมา 5 ปีที่ผ่านมา เริ่มต้นจากเงิน 4,000 บาท ที่เอาไปลงทุนทำขนมเล็กๆส่งให้กับ Cafe’ Amazon  ให้ส่งปั๊มปตท. 7 สาขา ในต่างจังหวัด ทำอยู่ประมาณปีกว่าๆ จนอยู่ที่ 54 สาขา สามารถซื้อรถบรรทุก รถเย็น ตอนนี้เลิกทำแล้ว แต่ก็ต้องขอบคุณมาก เพราะเราได้รับความช่วยเหลือจากจุดนั้นพอสมควร 

คุณโอเล่าต่อว่า หลังจากมีรายได้เข้ามา เราก็นำมาเป็นทุนเปิดร้าน แรกๆในร้านมีแค่กาแฟ เพราะเราเองทำกับข้าวไม่เป็น ขนมเค้กก็ทำไม่ได้ พอขายกาแฟอย่างเดียว ย้อนไป 5 ปีที่แล้ว  ตอนนั้นกระแสการกินกาแฟยังไม่นิยม คนบ้านเราไม่ค่อยกินกาแฟหรือเครื่องดื่มเหมือนที่่ต่างประเทศ บอกตรงๆว่า เราแทบจะอยู่ไม่ได้เลย ก็เลยตัดสินใจลองทำขนม ตอนนั้นทำขนมไม่เป็นด้วยนะ (หัวเราะ) เราขอยืมเงินพ่อแฟนมาซื้ออุปกรณ์ด้วย เพราะเราเอาเงินไปลงทุนกับร้านหมดแล้ว ก็ลองทำดู เปิดจากยูทูปเอา ทำจนชำนาญ เค้กที่ขายอยู่ในร้านทั้งหมดตอนนี้ก็เป็นเค้กที่เราฝึกทำมาเรื่อยๆนั่นแหละ หลังจากนั้นเราก็เริ่มทำอาหารด้วย เริ่มจากขายอาหาร ซึ่งเมนูที่ทำก็คือเมนูที่เรากินในแต่ละวัน จนลูกค้าเรียกร้องให้เราทำอาหารอื่นๆ ตอนนั้นลูกค้าบอกว่าขอเมนูเผ็ดๆ  เราเลยลองทำ กระเพราหมูสับไข่ข้น ลูกค้าถูกใจอย่างมาก จนเมนูนี้กลายเป็นเมนูแรกของร้าน และทุกคำขอของลูกค้า กลายเป็นแรงบันดาลใจในการทำแต่ละเมนูออกมา เราจึงตัดสินใจทำเมนูคาวในร้านด้วย

วันหนึ่งเราลองทำเมนูกุ้ง มีน้องที่เรารู้จักมากิน แล้วบอกว่าอร่อย ถามเราว่าขายเลยไหม เราก็บอกว่าขายเลย น้องจัดการโพสต์ลงโซเชียล ปรากฏว่ามีลูกค้าเข้ามากินเรื่อยๆจนถึงปัจจุบันนี่แหละครับ ซึ่งจะบอกว่ารูปที่ถ่ายวันนั้น อยู่บนเมนูอาหารที่เราให้ลูกค้าสั่งนี่แหละครับ

ซึ่งสิ่งที่เราตั้งใจทำเป็นอย่างมาก คือการที่ลูกค้าจะได้รับประสบการณ์สุดประทับใจจากการมา Ekkamai Macchiato ความอร่อยทุกเมนู อย่างรสชาติของอาหารทั้งคาว หวาน และเครื่องดื่ม ลูกค้าที่มาที่นี่เลยชอบที่เราทำทุกอย่างให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ให้ทุกอย่างอร่อยเหมือนกัน ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาไปหาอาหารอร่อยๆหลายๆร้าน มาที่เดียวเรามีให้ครบ

สรุปคือ ถ้าจะให้พูดดูสวยๆ ก็คงต้องบอกว่าทุกอย่างเป็นแรงบันดาลใจอันนั้นก็ใช่ แต่มันก็แฝงความจริงอีกประการที่ว่า เราทำมาเพื่อซัพพอร์ตวงเงินที่เราเอามาทำร้านในช่วงแรกนี่แหละ 

บาริสต้าฝีมือเด็ดของเรา

จากบ้านอายุ 40 ปี กลายมาเป็นคาเฟ่แสนอบอุ่น 

เราจะรีโนเวทบ้านอายุ 40 ปี ที่โครงสร้างเก่ามาก อายุก็เยอะมาก ด้วยการทุบออก และสร้างใหม่เกือบทั้งหมด แต่คุณโอบอกกับเราว่า ปัญหาที่เจอกลับไม่ใช่ปัญหาของโครงสร้างบ้าน แต่เป็นปัญหาที่ยิบย่อยเล็กลงไปกว่านั้น คุณโอเปิดใจกับทางเราว่า 

มีอยู่ 2-3 ประเด็นหลักๆอย่าง ที่บ้านไม่เห็นด้วยกับการทำร้านกาแฟของเรา, พื้นที่หน้าบ้านก็กลายเป็นคดีอยู่ช่วงหนึ่ง เพราะภาครัฐต้องการเอาไปทำถนน ต่อสู้คดีกันอยู่สักพัก สุดท้ายเราก็ยกที่ให้กับภาครัฐไปประมาณ 39 ตารางวา สุดท้าย ก็คงเป็นเรื่องเงินทุนหมุนเวียนในช่วงแรก ที่เราก็ไม่ได้มีเงินลงทุนมาก ก็ต้องหาวิธีในการหาเงินทุนกันไป อย่างที่เล่าให้ฟังไปตอนต้น

ไปคุยกับโยธาก่อน ถ้ายื่นแบบผ่านอะไรๆก็ง่ายขึ้น

คุณโอเล่าว่า ตอนแรก ก็ขออนุญาตเองตามกระบวนการที่ควรจะทำ ประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้มาจากการสร้างปั๊มในช่วงที่ทำงานประจำ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการสร้างอะไร สิ่งที่จะพบในทุกครั้งของการยื่นแบบ เรามักจะเจอขั้นตอนที่ค่อนข้างเยอะในการยื่นแบบ อย่างเช่น เราแบบยื่นแบบไปแล้ว แล้วแบบไม่ผ่าน เราก็เอามาแก้ตามกระบวนการที่ทางหน่วยงานต้องการ ยกตัวอย่างร้านเรา แบบร้านที่เราเอาไปยื่นในตอนแรก ไม่ใช่แบบที่สร้างได้เลย เพราะแบบที่เรายื่นไป ทางกรมโยธาจะนำไปตรวจสอบ และอนุมัติว่าแบบของเราผ่านหรือไม่ผ่าน ดังนั้น เราก็จะต้องไปคุยกับทางหน่วยงานว่าแบบที่ทำใช้ได้ไหม หรือว่าเป็นอีกแบบจะดีกว่า ทางหน่วยงานเขาก็จะให้คำแนะนำว่า แบบไหน ตรงไหนต้องแก้ แถมยังมีบางอย่างที่จะต้องอิงกับกฏหมายอาคาร เราก็ต้องปรับตามกฏหมายนั้น แต่โชคดีที่ทางหน่วยงานก็ให้ความช่วยเหลือเต็มที่ 

อีกหนึ่งสิ่งที่เราจะต้องใส่ใจเป็นพิเศษคือสภาพแวดล้อมรอบข้าง

ตอนแรกเราได้มีการวางแผนกับดีไซเนอร์ ว่าเราจะสร้างกำแพงด้านข้างขึ้นมาใหม่ แทนกำแพงเก่า แต่พื้นที่นี้เรามีบ้านข้างๆขนาบอยู่สองข้าง ก็เลยตัดสินใจไปแจ้งว่าเราจะมีการก่อสร้างในละแวกบ้าน อาจจะมีการสั่นสะเทือนนะ คำตอบที่เราได้รับกลับมา ทำให้เราตัดสินใจได้ว่า โอเคงั้นคงต้องหาทางแก้ปัญหานิดหน่อย ในฝั่งหนึ่ง และจะต้องดูแลความเรียบร้อยให้ในอีกฝั่งหนึ่ง เราก็เลยพยายามทำให้เบาที่สุด  และแจ้งกับอีกฝั่งหนึ่งที่เข้าใจเรา ว่าเราจะมีทำอะไร วันไหนบ้าง เขาจะได้จัดการในส่วนบ้านของเขาให้เรียบร้อย 

เรื่องช่างเป็น pain point หลักที่เราต้องศึกษาให้ดี

“เราเองก็ไม่รู้นะว่าช่างไหนดีไม่ดี ถ้าเป็นตัวเราเลือก เราก็จะเลือกแบบคุยกันถูกคอ คุยกันโอเค รู้เรื่อง ก็ไปต่อ แต่ยังไงเราก็ต้องดูอีกว่าไปต่อกันได้แค่ไหนอีก ไม่ใช่ว่าไปต่อแล้วจะไปต่อได้เลย”

คุณโอเล่าให้ฟังถึงตอนที่ทำร้านว่า “ตอนนั้นที่ทำร้าน ก็ไม่ได้ยุ่งวุ่นวาย หรือเรื่องเยอะกับช่างมาก เราใจดีมากนะ แต่ปรากฏว่า เราใจดีไป เขาก็ไม่ได้เห็นใจเราเท่าไร ทำแบบขอไปที แต่ชุดแรกนี่ดีกว่าชุดที่ทำรีโนเวท เพราะชุดแรกเป็นช่างที่รู้จักกัน พอคุยได้บ้าง ส่วนที่เราขยับเข้ามาทำในบ้าน มีแบบลักไก่บ้าง แต่ก็ยังพอยอมๆกันได้ อีกอย่างตอนนั้นเราอยู่ชะอำด้วยแหละ ก็เลยไม่ค่อยได้มีโอกาสมาดูแลหน้างานเท่าไร ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ในเรื่องช่าง ก็มักจะเป็นเรื่องของการคุยกันคนละภาษา คุยไม่รู้เรื่อง ขนาดที่ว่าตัวเราที่พอมีความรู้ในการสร้างปั๊มมาบ้าง พอมาคุยเรื่องบ้าน ก็ยังคุยกันไม่ค่อยเข้าใจ บางอย่างเขาบอกว่าแบบนี้ไม่ดีหรอก แบบนี้ดีกว่า แต่คือเราก็รู้มุมของดีไซเนอร์ใช่ไหมว่ามันไม่ได้ ความยากก็คงอยู่ที่เราก็ต้องทำหน้าที่ประสานงานระหว่างช่างกับดีไซเนอร์ เพราะรายละเอียดของช่างกับดีไซเนอร์ไม่เหมือนกันทั้งหมด

ร้านคาเฟ่แสนอบอุ่น แรงบันดาลใจจากร้านอาหารในวัยเด็ก

เราได้แรงบันดาลใจจากร้านที่เราเคยไปทาน ซึ่งตอนนั้นเรายังเด็กมาก ร้านนั้นก็คือร้านของพี่พล ชื่อร้าน “spring and summer”  ซึ่งตอนนี้ร้านนี้ปิดไปแล้วล่ะ บ้านนั้นเป็นบ้านที่เราชอบมาก บ้านสไตล์สุขุมวิท เมื่อสักประมาณ 25-30 ปีที่แล้ว เราจำได้ เราก็เลยเอาแบบที่เราจำได้มาคุยกับดีไซเนอร์ว่าเราอยากได้ประมาณนี้ เอาแบบที่เราชอบมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบร้านนี้ ส่วนเรื่องโทนสี เราอยากได้สีขาว เรามองว่า เวลาที่คนหรือเฟอร์นิเจอร์เข้ามา มันคือขั้นตอนของการเอาสีสันมาแต่งเติม มันจะทำให้ทุกอย่างดูลงตัว ไม่ดูโอเว่อร์ พอมองไปรอบๆจะเห็นว่า การตกแต่งเราใช้โครงสร้างของตัวเองเกือบทั้งหมด แทบจะไม่ต้องเติมอะไรลงไปเลย 

กลับมามองสถานการณ์ปัจจุบันอย่างโควิด แบบนี้ทางร้านมีการปรับตัวอย่างไร

โควิดรอบแรกเนี่ย เราพบความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมากๆ คือ วันนี้ขายดี พรุ่งนี้พอมีข่าวออกมาก็คือวูบเลย เหมือนคนเดินไปเตะปลั๊ก (หัวเราะ) เราจะสังเกตได้ว่า ในช่วงโควิดรอบแรก ทุกคนเซฟเงินมากขึ้น ไม่กล้าใช้เงิน ไม่ออกจากบ้าน ซึ่งผลกระทบตรงนี้ไม่ได้เป็นแค่เรา แบรนด์ใหญ่ๆเองก็เริ่มเอาวัตถุดิบที่มีมาเลหลังขาย มาทำสินค้าที่พอจะขายได้ แบบนี้ถ้าเราไม่เปลี่ยนตัวเอง เราก็จะไม่รอดเอา โชคดีที่ช่วงนั้นมีน้องที่ทำพาร์ทไทม์ด้านการตลาด ชวนเราทำข้าวกล่อง แบบที่รับทำให้ตามงานประชุม แต่ทำในราคาที่ถูกลงกว่าหน้าร้าน เราเลยลองเปลี่ยนเอาเมนูเซทข้าวกล่องที่เราทำส่งตามงาน มาลองขายหน้าร้านดู ในคอนเซปต์ “ทุกคนกินได้ทุกวัน” พอลูกค้าเห็น ลูกค้าตอบรับ ลูกค้าก็โอเค จริงๆแล้วในตอนนั้น เราเอาแค่ว่าพออยู่ได้ในช่วงนั้น ให้พอแค่ค่าใช้จ่ายประจำวัน ที่เราจะต้องรับผิดชอบ ก็เลยรอดมาได้ 

ส่วนในเฟสสอง จะเห็นว่าคนส่วนใหญ่เริ่มปรับตัวได้แล้ว และเราเองก็มีการขยายตัว ไปเปิดร่วมกับ WongnaixLine Man ที่ปุณณวิถี ซึ่งอันนั้นเป็นครัวไม่มีหน้าร้าน ราคาก็จะดรอปลง  แต่การไม่มีหน้าร้าน ก็มีเรื่องที่ดีและน่าสนใจในการทำธุรกิจในรูปแบบใหม่ๆ คือพอไม่มีหน้าร้าน ก็ไม่ได้มีลูกค้ามาใช้ส่วนกลาง เราก็ประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น อีกอย่าง ในส่วนของครัว ทาง Lineman เป็นคนลงทุน เราก็ไปรวมทำกับเขา ต้นทุนเราก็ไม่สูง ทำให้เราสามารถดรอปราคาลงมาได้ ลูกค้ากินได้ทุกวันเหมือนเดิมตามคอนเซปต์เรา

มา Ekkamai macchiato ทั้งที เมนูเด็ดบนโต๊ะที่ไม่ควรพลาด 

มา Ekkamai macchiato ทั้งที จะพลาดเมนูเด็ดของทางร้านไปไม่ได้ เริ่มต้นด้วย เมนูที่ขอบอกเลยว่า อร่อยมาก รสมือแม่สุดๆ อย่าง หมูกรอบผัดพริกขี้หนูสวน (220 บาท) คุณจะได้ลิ้มลองรสชาติหมูกรอบที่กรอบมาก ผัดกับพริกขี้หนูสวน ปิดท้ายด้วยการวางไข่ออเซ้นไว้ตรงกลาง เข้ากันสุดๆ และอีกหนึ่งเมนูที่อร่อยไม่แพ้กันอย่าง ข้าวไข่ข้นกระเพาหมูสับ (190 บาท) เมนูผัดกระเพาที่ดูธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา ด้วยรสชาติของผัดกระเพาที่ลงตัวเมื่อกินกับไข่ข้น รับรองได้ว่าหากคุณได้กินเมนูนี้เป็น main dish ไม่มีผิดหวังอย่างแน่นอน

เมนูจานหลัก รสชาติเข้มข้น

ถ้าไม่อยากกินอะไรที่หนักเกินไป ลองเมนูพักเบรก ด้วยชูครีมนุ่มๆ กับลาเต้อุ่นๆ รสชาติกลมกล่อม เมนูชูครีมเป็นเมนูแรกๆของร้านทางเลยนะ แนะนำว่าถ้าไป Ekkamai macchiato พลาดเมนูไม่ได้เลย

ชูครีมเนื้อนุ่ม กับลาเต้อุ่นๆยามบ่าย

ปิดท้ายด้วย เมนูเบาๆ เอาไว้ทานกรุบระหว่างกินนั่งคุยกับเพื่อนๆ วัตถุดิบเด่นอย่างส้มยูซุ ที่ทางร้านเลือกมาทำเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน อย่าง Yuzu cake และ Yuzu strike

เป้าหมายคือสิ่งสำคัญในการทำทุกๆอย่าง เจ้าของร้านกาแฟชื่อดังย่านเอกมัยบอกกับเรา

“อยากให้กลับไปดูที่เป้าหมายเราก่อน อย่าครึ่งๆกลางๆ อยากให้ทุกคนที่อยากทำ มีเป้าหมายให้ชัดเจน “

อย่างบางคนอยากทำ แต่พอระยะเวลาแค่ไม่กี่เดือนก็เลิกทำ อยากให้เรากลับมาดูว่าเป้าหมายของเราคืออะไร เราอยากไปถึงจุดไหน อย่างของผม ลงมือทำแล้วก็จะไปต่อให้สุด ไม่ทำครึ่งๆกลางๆ เพราะเราตั้งใจลงมือทำ เราเริ่มต้นมาแล้ว ก็ต้องไปต่อ อย่างผมเองก่อนมาทำร้านนี้ เราก็มาจากความลำบาก ส่งขนม ทำทุกอย่างให้เรามีร้านนี้ เพราะฉะนั้น เรามีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่แล้ว ว่าเราอยากทำอะไร เราตั้งใจจะไปต่ออยู่แล้ว ก็เลยอยากให้ทุกคนที่อยากทำ มีเป้าหมายให้ชัดเจน เหมือนกัน