Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
การจะได้เป็นเจ้าของบ้านสักหลัง เป็นเรื่องแสนยากเย็นอยู่แล้ว แต่การจะมีบ้านสวยถูกใจนั้นเป็นเรื่องยากกว่า เชื่อว่าคนมีบ้านทุกคนล้วนมีบ้านในฝันในสไตล์ที่เราชอบ
หากรวบรวมกำลังเงินและมีกำลังแรงพร้อมจะลุยแล้ว อย่าปล่อยให้ความฝันลอยอยู่อย่างนั้น เรามาทำมันให้เป็นจริง ด้วยการเริ่มต้นที่ 5 วิธีรีโนเวทบ้านอย่างไรให้ปัง! มาทำบ้านของเราให้มีชีวิตและสีสันกันค่ะ
1.ตั้งงบประมาณให้ชัดเจน
ข้อแรกของการรีโนเวทบ้าน คือการวางงบประมาณให้ชัดเจน ดูว่าเราไหวในตัวเลขกลมๆ ที่เท่าไร ลองคำนวนค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ดูก่อนก็ได้ค่ะ แจกแจงออกมาเป็นส่วนๆ
อย่างเช่น ค่าเฟอร์นิเจอร์ ค่าแรงช่าง ค่าปูกระเบื้อง ค่าอุปกรณ์ตกแต่ง ฯลฯ อย่าทำไปเรื่อยๆ โดยไม่วางแผน ค่าใช้จ่ายบานปลายแน่นอน
การที่เราเห็นตัวเลขทั้งหมดจะช่วยให้เห็นภาพรวม ช่วยให้หักลบค่าใช้จ่ายส่วนเกินได้ง่ายขึ้น บางทีอาจจะไม่ถึงตัวเลขที่วางไว้ หรือถ้าเกินก็น่าจะเป็นตัวเลขซึ่งเรายอมรับได้หรือพอกลั้นใจจ่ายไหว
2.ศึกษาแนวทางที่ใช่
เมื่อได้จำนวนเงินที่มีอยู่ในมือแล้ว ก็ได้เวลาตามหาจิ๊กซอว์ของความฝัน มาต่อเติมบ้านของเราให้กลายเป็นความจริง ด้วยการเอาไอเดียของเรามาต่อยอด หาตัวอย่างห้องสวยๆ เฟอร์นิเจอร์ดีๆ ได้ใน Pinterest Facebook หรือแหล่งไอเดียอื่นๆ
ยิ่งเราดูและให้เวลากับตรงนี้มากเท่าไร จะยิ่งช่วยให้เรามองภาพบ้านได้ชัดขึ้น เลือกอะไรที่แมทช์และมีโทนสีเข้ากัน ทั้งนี้ถ้าใครเงินถึงปรึกษาอินทีเรียก็เป็นตัวเลือกอันยอดเยี่ยมเลยนะคะ
3.ตรวจสอบบ้านและสิ่งที่ต้องปรับปรุง
ได้แนวทางที่ใจใฝ่ฝันแล้ว ทีนี้มาตรวจสอบสภาพบ้านและห้องต่างๆ ซึ่งต้องการปรับปรุง ซึ่งตรงนี้อยากให้ระมัดระวังนิดหนึ่ง หากบ้านที่เราจะรีโนเวทเป็นอาคารเก่า มีโครงสร้างดูไม่ค่อยแข็งแรงนัก การทำผนัง รื้อคาน ปูพื้นใหม่ ฯลฯ อาจจะไม่ตอบโจทย์เท่าไร
บางทีการทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า อย่าเลือกอยู่กับความเสี่ยงเพียงเพราะต้องการประหยัดงบ ระวังจะเป็นแบบ “เสียน้อยเสียมาก เสียยากเสียง่าย” เอานะคะ
4.ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและดูเรื่องกฎหมาย
หากประเมินคร่าวๆ แล้วรู้สึกว่ามีส่วนที่อยากต่อเติมหรือทุบทิ้งค่อนข้างเยอะ แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะดีกว่า ให้เขาช่วยดูว่าแนวคิดของเรานั้น พอจะเป็นไปได้ไหมในราคาประมาณนี้ ต้องทำหรือลดอะไรบ้าง
รวมถึงการหาผู้รับเหมาที่ถูกใจ ซึ่งขั้นตอนนี้บอกได้เลยว่าค่อนข้างยาก ปัญหาช่างกับการทำบ้านนั้นเป็นปัญหาสุดแสนคลาสิค ถ้าได้ช่างดีก็ดีไป
อย่างไรก็ดีการรีโนเวทบ้านถือเป็นการดัดแปลงอาคาร จึงมีรายละเอียดทางกฎหมายซึ่งต้องระวังพอสมควร เช่น การลดหรือเพิ่มน้ำหนักหลังคาต้องไม่เกินร้อยละ 5 จากของเดิม ต่อเติมจากโครงสร้างเดิมได้ไม่เกินร้อยละ 10 จากของเดิม ฯลฯ หากมากกว่านั้นต้องทำเรื่องขอไปยังสำนักงานเขต แต่ถ้าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ค่อยมีปัญหา
5.หาแหล่งวัสดุในราคาย่อมเยา
ลิสต์ข้าวของที่จะซื้อและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องมีเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาจับจ่ายใช้สอย หนึ่งในความสนุกของการรีโนเวทบ้านอยู่ตรงนี้แหละค่ะ หลายคนอาจมองว่าเหนื่อยแสนเหนื่อย แต่การได้เลือกของทีละชิ้นๆ ด้วยมือตัวเอง เราว่าเป็นความสนุกปนความสุข
ทั้งนี้ยังเป็นวิธีช่วยคุมงบได้ดีอีกด้วย ที่สำคัญการไปเดินสำรวจตลาดบ่อยๆ จะช่วยให้เรารู้ราคามาตรฐาน ยิ่งถ้าได้แหล่งที่ถูกใจในราคาย่อมเยา จะเป็นอะไรสุดแสนเพอร์เฟคมากๆ
รีโนเวทบ้านจนสวยดังใจคิดแล้ว ใครเริ่มรู้สึกว่าอิ่มเอมและดื่มด่ำกับบรรยากาศจนเต็มที่แล้ว อยากเพิ่ม
มูลค่าให้บ้านมากกว่าเดิม จะนำมาปล่อยเช่ารายเดือน หรือลงขายใน Kaidee ก็ได้นะคะ ถือเป็นอีกหนึ่ง
การลงทุนอันคุ้มค่า เป็นการเพิ่มรายได้ไปในตัวด้วย
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
เชื่อว่าหลายๆคน เมื่อถึงจุดๆหนึ่งคงเริ่มมีแผนในใจว่าอยากปรับปรุง ซ่อมแซมบ้านของตัวเองให้ดูใหม่และทันสมัยมากขึ้น แต่ก่อนจะลงมือรีโนเวท เราควรเตรียมตัวให้พร้อมก่อน เพื่อให้ไม่เสียทั้งเวลาและงบประมาณจนเกินพอดี ซึ่งวันนี้เรามี 7 ข้อง่ายๆ ในการเตรียมตัวก่อนคิดรีโนเวทบ้านมาฝาก
รีโนเวทบ้านทั้งที สิ่งที่ต้องเตรียมมีอะไรบ้าง ?
หลายๆคน อาจจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าควรเริ่มต้นอย่างไร ลองอ่านสิ่งที่เรานำมาฝากดูสักนิด รับรองได้ไอเดียดีๆแน่นอน
คิดให้ดีว่าเราต้องการอะไร
จะปรับปรุงบ้านทั้งที ของแบบนี้ต้องคิดแล้วคิดอีก เพราะถ้าเกิดไม่ได้อย่างที่ต้องการขึ้นมา อาจจะต้องแก้ไขกันอีกยาว อีกทั้งยังสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายโดยใช้เหตุอีกด้วย อาจจะเริ่มจากการคิดจุดประสงค์ของการรีโนเวทขึ้นมาก่อน จากนั้นคำนึงถึงการใช้ประโยชน์ เช่น การใช้งานว่าคุ้มค่าหรือไม่ ตามด้วยความสวยงาม ซึ่งอาจจะจ้างสถาปนิกช่วยให้เราเห็นภาพที่ชัดขึ้นด้วยก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการแต่ละบุคคล
คิดถึงเรื่องสไตล์ แต่อย่าลืมมองการณ์ไกล
ไม่ว่าคุณต้องการรีโนเวทบ้านให้เป็นแบบไหนก็ตาม ขอให้คุณมั่นใจก่อนว่าสิ่งที่เลือกมานั้นดีที่สุด ดังนั้นอย่าเลือกรีโนเวทบ้านตามสมัยนิยม แต่ให้เลือกจากการอยู่อาศัยจริงจะดีกว่า เพื่อคุณสามารถอยู่กับมันไปได้นานๆ ยังไงล่ะ
กำหนดงบประมาณที่จะใช้
ไม่ลืมคำนวณ หรือกำหนดแผนงบประมาณก่อนเสมอ เพราะสิ่งนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญของการรีโนเวทบ้าน เพราะการรีโนเวทแต่ละครั้งต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าออกแบบ, ค่าวัสดุ, ค่าแรงงานต่างๆ ฉะนั้นแล้วคุณต้องเตรียมให้ดีเพื่อให้งบไม่บานปลาย
ทำลิสต์วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้
เพื่อป้องกันปัญหาการลืมว่าต้องใช้อะไรในการรีโนเวทบ้าง คุณควรทำลิสต์รายชื่อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ก่อน จากนั้นให้จัดลำดับความสำคัญและความจำเป็นของอุปกรณ์แต่ละชนิด ซึ่งจะช่วยให้งานดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และงบไม่บานปลายอีกด้วย
เลือกช่างที่ไว้ใจได้
สิ่งสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆ อีกหนึ่งอย่างก็คือ การหาช่างผู้รับเหมาที่มีประสบการณ์ มีใบประกอบวิชาชีพอย่างถูกต้อง เพราะการรีโนเวทบ้านแต่ละครั้งจำเป็นต้องตรวจสอบสภาพโครงสร้างต่างๆ รวมไปถึง ระบบไฟฟ้า น้ำประปา ด้วย การเลือกช่างที่มีประสบการณ์ จึงเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจ เพื่อให้การรีโนเวทผ่านไปได้ด้วยดี
เพราะถ้าหากเลือกช่างที่ขาดประสบการณ์ ไม่รู้จริงเรื่องบ้าน อาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาในระระยาวได้ ถึงตอนนั้นคุณอาจจะมานั่งปวดหัวอีกรอบก็เป็นได้
ใส่ใจเลือกอุปกรณ์รีโนเวทบ้าน
สำหรับการเลือกอุปกรณ์ในการรีโนเวทบ้าน คุณควรเลือกวัสดุที่แข็งแรง ทนทานต่อการใช้งาน อาจจะเลือกวัสดุอุปกรณ์ที่มีราคากลางๆ ก็ได้ ซึ่งการเลือกวัสดุแต่ละชิ้นต้องพิจารณางบประมาณของคุณประกอบด้วย
เตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมพร้อม
นอกจากช่างผู้คุมงานแล้ว ตัวคุณเองก็ควรลงไปดูงานด้วยเช่นกัน เผื่อในกรณีที่มีปัญหา หรือข้อสงสัยจะได้สามารถแก้ปัญหาได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาติดต่อผ่านตัวกลาง อีกทั้งยังสามารถตรวจเช็กอุปกรณ์ และความสะดวกต่างๆ อย่างใกล้ชิดอีกด้วย
ความแตกต่างระหว่าง “การรีโนเวท” และ “การสร้างบ้านใหม่”
การรีโนเวทบ้านใหม่ มีค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้
วัสดุตกแต่ง วัสดุก่อสร้าง งานระบบสาธารณูปโภค ทั้งระบบน้ำ และ ระบบไฟฟ้า (เฉพาะส่วนที่รีโนเวท) งานโครงสร้าง (เฉพาะส่วนที่รีโนเวท) สถาปัตยกรรม ค่าจำกัดปลวก ค่าตกแต่งภายใน
งานรื้อถอนใหม่ หรือสร้างบ้านใหม่ มีค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้
ค่ารื้อถอน สถาปัตยกรรม วัสดุตกแต่ง วัสดุก่อสร้าง โครงสร้างใหม่ โครงสร้างเหล็ก เหล็กสร้างบ้าน งานตกแต่งภายใน ค่าถมที่ดิน (สำหรับสร้างในที่ดินใหม่) งานระบบสาธารณูปโภค ทั้งระบบน้ำ และ ระบบไฟฟ้า
สรุปความแตกต่างระหว่าง “การรีโนเวท” และ “การสร้างบ้านใหม่”
การสร้างบ้านใหม่มีขั้นตอนการก่อสร้างมากกว่าการรีโนเวทบ้าน เพราะจะต้องทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเก่าออกและต้องวางระบบใหม่ทั้งหมด แม้การรีโนเวทบ้านจะมีขั้นตอนที่น้อยกว่า ประหยัดมากกว่า แต่ถ้าหากรีโนเวทบ้านที่เก่าแล้ว ก็ต้องเสียค่าซ่อมแซมบ่อยๆ ซึ่งการสร้างบ้านใหม่อาจจะคุ้มค่ากว่า
4 เคล็ดลับรีโนเวทบ้านให้ประหยัดงบที่สุด
เพื่อให้ทุกคนรีโนเวทบ้านได้อย่างคุ้มค่าและได้ประโยชน์สูงสุด วันนี้เรามี 4 เคล็ดลับดีๆ ในการรีโนเวทบ้าน แถมประหยัดงบที่สุดมาฝากกัน จะมีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลย
1. เลือกแบบบ้านให้เหมาะกับการใช้งานและงบประมาณ
เพราะแบบบ้านที่ดีนอกจากจะต้องสวยงามน่าอยู่อาศัยแล้ว ส่วนประกอบต่างๆในการทำก็ควรได้มาตรฐานตามหลักวิศวกรรมด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากคุณเลือกใช้บริการจากบริษัทรับสร้างบ้านในการรีโนเวท หรือคิดจะรีโนเวทด้วยตัวเอง ให้คำนึงถึงความเหมาะสม รูปแบบการใช้งาน และงบประมาณก่อนเสมอ เพื่อให้บ้านที่ออกมาได้มาตรฐานและมีความปลอดภัย
2. เลือกรีโนเวทจุดสำคัญจริงๆ
ถ้าอยากประหยัดเงิน งบไม่บานปลาย คุณต้องรู้จักยั้บยั้งชั่งใจและเลือกรีโนเวทจุดที่สำคัญจริงๆ พยายามโฟกัสจุดนั้นๆ ให้เสร็จเรียบร้อยก่อน แล้วค่อยคำนวณดูอีกครั้งว่างบยังเหลือหรือไม่ หรือสามารถทำเพิ่มเติมได้มากแค่ไหน หากประเมินแล้วว่าสามารถทำได้ก็ลุยต่อเลย
3. ลงมือทำเองช่วยได้เหมือนกัน
เหนือสิ่งอื่นใด ถ้าคุณสามารถทำเองได้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะนอกจากจะไม่เสียเงินแล้ว ยังได้รูปแบบที่ตรงใจ ไม่เสียเวลามากมาย แต่อาจจะต้องลงแรง และหาความรู้เพิ่มเติมมากขึ้นสักหน่อย
4. เฟอร์นิเจอร์ วัสดุเก่า อย่าเพิ่งทิ้ง
เพราะสิ่งของเหล่านี้ อาจเป็นตัวช่วยตกแต่งบ้านของคุณในอนาคตได้ ฉะนั้นแล้วอย่าเพิ่งตัดสินใจทิ้งไปล่ะ
สรุปท้ายบทความ
การรีโนเวทบ้านไม่ใช่เรื่องยาก แต่เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ คุณจึงควรศึกษาและหาข้อมูลเพิ่มเติมไว้ให้มาก ยิ่งเตรียมตัวดี ยิ่งได้บ้านตรงใจ และถ้าคุณกำลังมองหาบ้านดีๆสักหลัง Kaidee Property มีบ้านหลังสวยๆรออยู่เพียบ ดูบ้านเลย
Jul 15, 2021 | บทความอสังหาฯ
เคยได้ยินไหมว่า ต่อให้อินทีเรียในบ้านสวยขนาดไหน แต่ถ้าเลือกสีทาภายนอกบ้านผิดเฉดก็แป๊กได้อยู่ดี ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการจับคู่สีทาบ้านภายนอกทูโทน ซึ่งเป็นการผสมผสานสีสันในเฉดที่เหมาะสม ที่ไม่เพียงจะเนรมิตให้บ้านสวยปังตั้งแต่แรกเห็น และเสริมประสบการณ์การอยู่อาศัยที่พิเศษยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่หากคุณมีความคิดที่จะรีโนเวทบ้านเพื่อขายต่อ การเลือกใช้สีทาบ้าน ภายนอกทูโทนยังจะช่วยดึงดูดใจผู้ซื้อได้อย่างน่ามหัศจรรย์อีกด้วย
ภาพจาก www.homeawakening.com
เทคนิคเลือกสีทาบ้านภายนอกทูโทนให้เวิร์ก
มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า สีสันที่อยู่ภายนอกบ้านนั้นไม่ได้มีแค่ผนังทาสีเท่านั้น แต่ยังมีสีสันจากวัสดุในการก่อสร้า งปรากฏอยู่มากมาย อาทิ สีของก้อนอิฐที่ก่อเป็นผนังโชว์แนว สีจากวัสดุมุงหลังคา สีของรางระบายน้ำ และสีของโครงสร้างเหล็ก เป็นต้น ซึ่งเป็นสีสันที่จะส่งผลต่อภาพรวมของบ้าน และเป็นปัจจัยที่เราต้องคำนึงเพื่อจะได้เลือกสีทาบ้านให้เข้ากับองค์ประกอบเหล่านั้นให้มากที่สุด
หลักการเบสิกที่นิยมใช้ทั่วไปในการเลือกสีทาภายนอก เราเรียกว่า ‘กฏ 70-25-5’ ซึ่งมาจากสัดส่วนของโทนสีที่จะใช้นั่นเอง ประกอบด้วย
Body Color หมายถึง สีหลักที่เราใช้ทาผนังทั้งด้านหน้าบ้าน หลังบ้าน และข้างบ้าน ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของตัวบ้าน หรือสัดส่วนเท่ากับ 70 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด
Trim Color ทำหน้าที่เป็นสีสำหรับตกแต่งองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม เช่น วงกบประตู วงกบหน้าต่าง ฝ้าชายหลังคา และราวระเบียง เป็นต้น โดยจะมีพื้นที่ราวๆ 25 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด
Accent Color คือสีที่เราต้องการเน้น หรือเรียกว่าเป็นสีดึงสายตาที่ทำให้ตัวบ้านโดดเด้งก็ว่าได้ โดยจะใช้สีในปริมาณน้อยเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนใหญ่มักใช้ Accent Color บริเวณบานประตู บานหน้าต่าง หรือบริเวณที่มีโครงสร้างอาคารยื่นออกมาจากตัวบ้านปกติ เพื่อสร้างความเป็นเอกลักษณ์ เสริมมิติบ้านให้ดูน่าสนใจ
กฏดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสีทาบ้านภายนอกทูโทนได้เช่นกัน โดยเพิ่มสีเฉดที่สอง (Secondary Color) ลงไปใน Body Color หรืออาจปรับตรง Accent Color ให้กลายเป็นสีรองของสีทูโทนก็ได้เช่นกัน
สำหรับการเลือกสีรองหรือสีที่สองของสีทาภายนอกบ้านทูโทนนั้น ส่วนใหญ่มักเป็นเฉดที่มีความเข้มข้นต่างจากสีหลัก อาจเป็นในรูปแบบสีเข้มตัดกับสีอ่อน เช่น สีเทาควันบุหรี่ตัดกับสีดำ หรืออาจเลือกสีคู่ตรงข้ามอย่างขาวและแดงหรือเหลืองตัดน้ำเงินเข้ม ก็จะช่วยเปลี่ยนอารมณ์ของบ้านและงานสถาปัตยกรรมภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เคล็ด (ไม่) ลับ : สำหรับใครที่ไม่แน่ใจว่าสีทาภายนอกบ้านทูโทนที่ตัวเองเลือกนั้นเหมาะกับตัวบ้านจริงๆ หรือไม่ อาจใช้ทักษะวาดรูประบายสี 101 เข้ามาช่วย โดยการนำพาเลทสีนั้นๆ มาเทียบกันเคียงแบบชัดๆ และลองระบายสีเหล่านั้นลงในแบบบ้านของเราตามตำแหน่งต่างๆ หรืออาจใช้คอมพิวเตอร์ช่วยเนรมิตภาพในหัวให้ออกมาก็จะช่วยให้เราเห็นภาพของสีทาภายนอกบ้านทูโทนที่ชัดเจนและตัดสินใจง่ายขึ้น
ตัวอย่างการเทียบสีก่อนลงมือทาสีภายนอกบ้านแบบทูโทน ภาพจาก www.hellocrofts.com
Mix & Match คู่สีทาบ้านภายนอกทูโทน
เอาล่ะ พอทราบเทคนิคการเลือกสีทาบ้านภายนอกทูโทนกันแล้ว คราวนี้เรามาลองดูว่าตัวอย่างคู่สีทูโทนไหนบ้างที่เมื่อจับมาอยู่ด้วยกันแล้วช่วยทำให้บ้านนั้นมีเสน่ห์ชวนมองยิ่งขึ้น
ขาว-ดำ
สีทาภายนอกบ้านทูโทนคลาสิกที่สุดต้องยกให้สีขาวและสีดำ (หรือเทาเข้ม) เพราะไม่ว่าจะทาอยู่บนกำแพงบ้านสไตล์ไหนก็สร้างอัตลักษณ์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยเราสามารถใช้ทั้งสองสีเป็นสีหลักหรือสีรองได้ตามต้องการ หากให้น้ำหนักสีขาวมากกว่า บรรยากาศของบ้านก็จะสว่างไสว ได้อารมณ์ความอบอุ่น รู้สึกปลอดภัย ในขณะที่หากใครใช้สีดำเป็นสีหลัก โทนของบ้านจะมีความเข้มแข็งและค่อนไปทางลึกลับได้ด้วย
เทา-ดำ
เป็นคู่สีทาภายนอกบ้านทูโทนที่กำลังมาแรงในกลุ่มบ้านสไตล์โมเดิร์น และมักแซมหรือใช้ Accent Color ที่เป็นสีน้ำตาล โดยเฉพาะโทนน้ำตาลที่มาจากเนื้อแท้ของวัสดุนั้นๆ เช่น ประตูไม้หรือผนังอิฐโชว์แนว ซึ่งช่วยลดความแข็งกระด้างของสีทูโทนอย่างเทาและดำได้เป็นอย่างดี ทำให้บ้านมีดู Friendly และกลมกลืนกับไปบริบทรอบตัว
ภาพจาก www.archdaily.com
เขียว-เบจ
แม้จะไม่ใช่โทนสียอดนิยมเหมือนอย่างสองโทนข้างต้น แต่ก็เป็นคู่สีทาภายนอกบ้านทูโทนที่สามารถปรับมุมมองของสถาปัตยกรรมได้ค่อนข้างหลากหลายไปตามเฉดสีเขียวที่แปรเปลี่ยนได้ อย่างเช่น สีเขียวโอลีฟ ให้ความรู้สึกภูมิฐานน่ายำเกรง ในขณะที่เขียวมิ้นท์คือความสนุกสนานที่แฝงด้วยความอ่อนหวาน หรือหากอยากได้บ้านที่ดูกลมกลืนไปกับธรรมชาติ สีเขียวใบไม้ก็ตอบโจทย์ได้อย่างดี
น้ำเงิน-ขาวออฟไวท์
สำหรับใครที่อยากได้ฟีลบ้านเหมือนอยู่ต่างประเทศ คู่สีทาภายนอกบ้านทูโทนอย่างน้ำเงินกับสีขาวออฟไวท์ก็นับว่าเข้ากันไม่น้อย นอกจากจะให้ความรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปใช้ชีวิตในวันวานที่แสนสงบแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งคู่สีคลาสิกที่สะท้อนสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ให้ปรากฏกับบ้านที่ใช้สีทูโทนนี้
เหลือง-ขาว
ทันทีที่เรานำสีเหลืองไม่ว่าจะเฉดใดก็ตามทาลงบนผนังบ้าน บรรยากาศความสนุกสนานมีชีวิตชีวาก็ถูกปลุกขึ้นทันที และเมื่อจับคู่กับสีขาวก็ถือเป็นการเพิ่มความสมดุล ทำให้รู้สึกเบาสบาย อยู่แล้วคลายความกังวลได้เลย ซึ่งในโทนสีเหลือง-ขาวนี้ เรายังสามารถใส่ Accent Color สีคู่ตรงข้ามอย่างน้ำเงิน แดง หรือเขียว เพื่อเพิ่มมิติให้บ้านสดใสไม่เหมือนใครได้อีกด้วย
น้ำตาล-ขาว-ครีม
ตัวอย่างสีทาภายนอกบ้านทูโทนสุดท้ายที่ได้รับความนิยมกว้างขวางคือกลุ่มสีเอิร์ธโทนอย่างน้ำตาล ขาว และครีม ที่ไม่เพียงทำให้ตัวบ้านดูสง่างามภูมิฐาน อยู่เหนือกาลเวลาเท่านั้น แต่ยังแฝงไว้ด้วยความอบอุ่น ความเป็นครอบครัวที่ส่งต่อความสุขจากรุ่นสู่รุ่น และยังสามารถเข้ากันได้ดีกับสวนหน้าบ้านและต้นไม้ใหญ่ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน
ภาพจาก www.pixabay.com
สรุปจับคู่สีทาบ้านภายนอกทูโทนให้ปัง
การเลือกสีทาบ้านภายนอกทูโทนให้เหมาะสมนั้น เป็นหนึ่งในเทคนิคง่ายๆ แถมลงทุนด้วยเงินจำนวนไม่มาก ก็สามารถทำให้บ้านธรรมดาๆ ดูสวยปัง โดดเด่นท่ามกลางเพื่อนบ้านได้อย่างดี โดยการเลือกแมทซ์สีนั้นเราสามารถใช้สัดส่วนของสี 3 ชนิด (Body Color, Trim Color และ Accent Color) มาเป็นไกด์ไลน์เพื่อกำหนดจุดในการทา ซึ่งจะส่งผลให้ตัวบ้านเกิดมิติความตื้นและความลึกดั่งเช่นแสงและเงาที่จะส่งเสริมให้กลายเป็นสเปซแห่งการอยู่อาศัยที่ให้ทั้งความสวยงามของฟอร์มและประโยชน์จากการใช้สอยของฟังก์ชันไปพร้อมกัน
Jun 25, 2021 | บทความอสังหาฯ
จะสร้างบ้านทั้งที สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามอย่างที่สุดคือส่วนของกระเบื้องหลังคานั่นเองค่ะ เพราะนอกจากจะมองเห็นได้แต่ไกลแล้ว ยังเป็นตัวตัดสินเลยว่า บ้านจะร้อนหรือจะเย็น ไปดูกันเลยดีกว่าค่ะว่ากระเบื้องหลังคาแบบไหนที่เหมาะกับคุณมากที่สุด !!
สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเมื่อเลือกกระเบื้องหลังคา
สีของหลังคา
ขอขอบคุณรูปภาพจาก blog.dbp.co.th
ในทางจิตวิทยา สีส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึก ดังนั้นการเลือกสีหลังคาที่สามารถมองเห็นได้จากระยะไกลก็จะส่งผลต่อความดูดีและโทนโดยรวมของบ้านเช่นกัน ดังนั้นหากอยากให้โทนโดยรวมของบ้านดูอบอุ่น เราควรเลือกสีเอิร์ธโทน เช่น สีน้ำตาล หรือสีส้มอิฐ อย่างไรก็ตาม หากเราทาเลือกทาสีตัวบ้านด้วยสีสันสดใสไปแล้ว ตัวหลังคาควรจะเป็นสีโทนอ่อนแทนนั่นเอง
ลักษณะแผ่นลอนหรือแผ่นเรียบ
ขอขอบคุณรูปภาพจาก blog.dbp.co.th
สิ่งต่อมาที่ต้องคำนึงถึงคือลักษณะของกระเบื้องหลังคา เพราะกระเบื้องหลังคามีทั้งแผ่นลอนและแผ่นเรียบ สำหรับกระเบื้องหลังคาแบบลอนจะมี กระเบื้อง CT Venice และ กระเบื้อง CT Gran Onda
ในส่วนของกระเบื้องหลังคาแบบเรียบ จะเป็นกระเบื้องหลังคา Adamas เจ้าของบ้านต้องเลือกรูปแบบที่ตัวเองรู้สึกว่าเข้ากับบ้านมากที่สุด จะได้ดูแล้วสบายตาสบายใจ
ทรงของหลังคาและความลาดชัน
ทรงหลังคาเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกกระเบื้องหลังคาเนื่องจากต้องเลือกกระเบื้องหลังคาให้เหมาะกับความชันและองศาของหลังคา ทั้งนี้ องศาของหลังคานั้นจะมีผลต่อการเลือกกระเบื้องให้เหมาะสม กล่าวคือหากเลือกไม่ดีอาจจะทำให้เกิดการรั่วซึมในอนาคตได้
หากเพื่อน ๆ เลือกทำหลังคาที่มีองศา17 องศาหรือมากกว่า ควรเลือกเป็นเป็นกระเบื้องหลังคาคอนกรีต CT แกรนออนดา ต่อมา หากเป็นหลังคาที่มีความชัน 25 องศาควรเลือกเป็นกระเบื้องหลังคาคอนกรีต CT เวนิส อย่างไรก็ตาม หากหลังคามีความชันถึง 30 องศาขึ้นไป ควรใช้เป็นกระเบื้องหลังคาคอนกรีตแผ่นเรียบอดามัส
ชนิดของกระเบื้องหลังคา
เลือกกระเบื้องหลังคาชนิดไหนดี อาจจะเป็นปัญหาโลกแตกสำหรับมือใหม่เพิ่งมีบ้าน แต่ Kaidee มีทิปส์ให้จำง่าย ๆ ว่า สำหรับภูมิอากาศแบบประเทศไทยนั้น มีปัจจัยหลัก 2 ข้อในการเลือกกระเบื้องหลังคาคือ 1.ต้องป้องกันความร้อนได้ดี และ 2.ทนทานต่อฝนและพายุ
ยิ่งไปกว่านั้นวัสดุที่นิยมทำกระเบื้องหลังคามากที่สุดก็คือกระเบื้องนั่นเอง เพราะด้วยคุณสมบัติที่เหมาะสม แล้วยังสามารถปรับใช้ได้กับบ้านหลายสไตล์ อย่างไรก็ตาม ยังมีกระเบื้องหลังคาชนิดอื่น ๆ ให้เพื่อน ๆ ได้ลองดูว่า แบบไหนจะถูกใจที่สุด ตามไปดูกันเลยค่ะ
1.กระเบื้องหลังคาลอนคู่
กระเบื้องหลังคาลอนคู่นั้นเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กระเบื้องหลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์ ซึ่งกระเบื้องชนิดนี้มีข้อดีคือแข็งแรงทนทาน อีกทั้งยังน้ำหนักเบาจึงทำให้ติดตั้งง่าย มีแพทเทิร์นและสีสันให้เลือกมากมาย แถมยังราคาไม่แพง จึงเป็นกระเบื้องหลังคาที่ฮอตฮิตมาก ๆ
กระเบื้องหลังคาชนิดนี้นั้นราคาถูกกว่ากระเบื้องคอนกรีต อีกทั้งในปัจจุบัน เทคโนโลยีได้ผลิตให้กระเบื้องหลังคาลอนคู่นั้นไม่มีส่วนประกอบที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์อย่างแร่ใยหิน ถือว่าเป็นกระเบื้องที่ดีต่อสุขภาพ ราคาไม่แพง ทั้งยังทนทาน เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย
2.กระเบื้องหลังคาซีเมนต์ หรือ กระเบื้องหลังคาคอนกรีต
กระเบื้องหลังคาแบบซีเมนต์นั้นพบเห็นได้ทั่วไปตามโครงการหมู่บ้านจัดสรร เพราะระบายความร้อนและระบายน้ำฝนได้โอเค แต่ด้วยความที่ทำมาจากคอนกรีตอัดเป็นลอน ทำให้มีน้ำหนักมากซึ่งเป็นข้อเสียเพียงอย่างเดียวของกระเบื้องหลังคาชนิดนี้ เพื่อน ๆ ที่เลือกกระเบื้องหลังคาแบบนี้ควรสร้างบ้านด้วยโครงหลังคาที่ทนทานและถูกออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อมารองรับน้ำหนักของหลังคา ทั้งนี้งบประมาณในการทำก็จะสูงไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง
3.กระเบื้องหลังคาเซรามิก
กระเบื้องหลังคาแบบเซรามิกเริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเนื่องจากคุณสมบัติของเซรามิกมีความวาว และพื้นผิวเรียบเนียน เมื่อนำมาใช้จะทำให้หลังคาบ้านดูสวยมีสีสันสดใสและแวววาวเมื่อถูกแสงแดด แถมยังป้องกันความร้อนได้มากที่สุดหากเทียบกับคอนกรีตอีกด้วย
4.กระเบื้องหลังคาดินเผา
กระเบื้องหลังคาชนิดนี้จะนิยมแค่ในบ้านที่มีลักษณะทรงไทย เช่น บ้านเรือนไทย วัด หรือโบสถ์ จะไม่เป็นที่นิยมในบ้านยุคปัจจุบันเท่าไรนัก กรรมวิธีการผลิตกระเบื้องหลังคาชนิดนี้จะเริ่มจากการน้ำดินเหนียวมาผสมน้ำแล้วน้ำไปขึ้นรูปให้ได้ตามแบบ เสร็จแล้วจึงเผาเพื่อเพิ่มความแข็งแรง โดยสามารถเคลือบน้ำยาเพื่อเพิ่มความเงางามได้
ข้อเสียของกระเบื้องหลังคาดินเผาคือเกิดรูพรุนและมีคราบง่ายมากเนื่องจากทำมาจากดิน และด้วยความที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ ทำให้เก็บกักความชื้นแล้วแตกได้ง่าย
5. กระเบื้องหลังคาโลหะเคลือบ หรือกระเบื้องหลังคาแผ่นเหล็กเมทัลชีท
กระเบื้องหลังคาชนิดนี้มีข้อดีคือ สะท้อนความร้อนได้ดีเนื่องจากเป็นโลหะเคลือบ และด้วยความที่เบา ติดตั้งง่ายและรอยต่อน้อย จึงทำให้เป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่มีงบกำจัด อย่างไรก็ตามข้อเสียของกระเบื้องหลังคาชนิดนี้คือมีอายุการใช้งานที่สั้น และมักเกิดเสียงดังเมื่อมีลมหรือไม้มากระทบ
กระเบื้องหลังคาแบบไหนกันความร้อนที่สุด
หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วเพื่อน ๆ คนไหนยังเลือกไม่ถูกว่าจะเอากระเบื้องหลังคาอะไร Kaidee มีคำแนะนำค่ะ ด้วยความที่ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ยังไงก็ควรดูคุณสมบัติป้องกันความร้อนเป็นหลักถูกไหมคะ กระเบื้องที่สามารถป้องกันความร้อนได้ดีที่สุดก็คือ “กระเบื้องเซรามิก” นั่นเอง เพราะเนื้อกระเบื้องหลังคาแบบนี้เก็บความร้อนน้อยมาก ส่วนกระเบื้องหลังคาที่เก็บความร้อนรองลงมาได้แก่ “กระเบื้องไฟเบอร์ซีเมนต์” นั่นเองค่ะ
หากเพื่อน ๆ คนไหนอยากให้บ้านเย็นขึ้นอีก ก็ควรเลือกสีเคลือบผิวกระเบื้องหลังคาที่เป็นสีโทนอ่อนนะคะ เพราะสีแบบนี้จะดูดความร้อนน้อยกว่าค่ะ
สรุปท้ายบทความเลือกกระเบื้องหลังคาอย่างไรให้เหมาะกับตัวบ้าน
เพียงแค่เลือกหลังคาบ้านให้สวยปัง เพียงเท่านี้เราก็จะมีบ้านในฝันได้ไม่ยากค่ะ เพื่อน ๆ คนไหนสนใจอยากดูแบบบ้านในฝัน แวะมาดูบ้านสวย ๆ ของเราได้ที่ Kaidee นะคะ
Jun 14, 2021 | บทความอสังหาฯ
โรงรถอาจจะดูเหมือนส่วนเล็ก ๆ ของบ้านที่ช่วยป้องกันรถสุดรักของเราจากแดดและฝน แต่ใครจะรู้ว่าจริง ๆ แล้วถ้าสร้างโรงรถหน้าบ้านถูกตามหลักฮวงจุ้ย เราก็มีสิทธิการงานปังขึ้นมาได้เหมือนกัน
วันนี้ Kaidee จึงมีหลักการสร้างโรงรถหน้าบ้านแบบถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยมาฝาก อีกทั้งยังมีทิปส์เล็ก ๆ น้อย ๆ และข้อควรระวังอีกเรื่องโครงสร้างอีกด้วย จะต้องสร้างอะไรยังไง ตามไปอ่านกันเลยค่า
หลักการสร้างโรงรถหน้าบ้านตามหลักฮวงจุ้ย
1. ควรสร้างโรงจอดรถไว้ทางซ้ายของตัวบ้าน
ในปัจจุบัน คนนิยมสร้างโรงรถติดกับตัวบ้านมากกว่าสร้างโรงรถแยกออกมา ดังนั้นหากอยากให้ถูกตามหลักฮวงจุ้ย ควรสร้างเอาไว้ทางซ้าย และเว้นพื้นที่ให้เว้าเข้าไปพอประมาณ การทำเช่นนี้จะทำให้รถนั้นอยู่ในตำแหน่งของมังกร จะส่งผลดีต่อเจ้าของบ้านมากกว่าเอาไว้ทางขวา อีกทั้งการเว้นพื้นที่เว้าเข้านั้นยังทำให้เกิดความสวยงามโดยรวมเมื่อมองจากภายนอกอีกด้วย
2. ควรสร้างโรงรถแยกออกมาจากตัวบ้าน
ในทางตำรับตำรานั้น โรงรถควรสร้างแยกออกมา แต่หากใครมีเนื้อที่น้อย จะทำตามข้อ 1 ก็ได้ ถือว่าไม่ผิดตำรา อย่างไรก็ตาม โดยทฤษฎีฮวงจุ้ยนั้น รถยนต์เป็นสิ่งที่นำพาพลังงานลบมา และหากคิดตามหลักความเป็นจริงนั้น รถก็เป็นสิ่งที่นำพามลพิษและกลิ่นควันรถมาเช่นกัน ดังนั้น การสร้างโรงรถห่างออกจากตัวบ้าน ถือเป็นเรื่องสมควรทั้งในทางฮวงจุ้ยและการรักษาสุขภาพ
3. ไม่ควรสร้างห้องนอนติดกับโรงรถ
หากทำตามข้อ 1 ควรระมัดระวังอย่าสร้างห้องนอนติดกับโรงรถหน้าบ้าน เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า รถยนต์นำพลังงานลบเข้ามา แล้วก็ห้ามหัวเตียงของห้องนอนทุกห้องไปในทิศทางของโรงรถ ยิ่งไปกว่านั้น อย่าสร้างห้องนอนเหนือโรงรถเด็ดขาด เพราะทั้งไอความร้อนจากเครื่องยนต์ ไอเสีย และเขม่าควันอาจลอยเข้ามาในห้องนอนและส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้
4. ไม่ควรสร้างทางเข้าของโรงรถให้ลาดเอียง
สำหรับทางเข้าของโรงรถหน้าบ้านไม่ควรลาดเอียง แต่ควรเรียบเสมอกับระดับของตัวบ้าน เพราะตามหลักฮวงจุ้ยเชื่อว่า การที่มีพื้นลาดเอียงจะทำให้ทรัพย์สินเงินทองไหลออกไป อีกทั้งยังควรปลูกไม้ดอกไม้ประดับตามทางเข้าเพื่อลดความรุนแรงของพลังงานลบ
ทั้งนี้ เจ้าของบ้านควรสร้างทางเข้าให้เสมอรถยนต์ เพราะทางเข้าที่แคบ นอกจากรถยนต์จะเข้าออกโรงรถไม่สะดวกแล้วเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุแล้ว ยังส่งผลต่อการเข้ามาของโชคลาภในทางทฤษฎีฮวงจุ้ยอีกด้วย
5. ควรสร้างโรงรถให้แสงสว่างเข้าถึงแล้วอากาศถ่ายเทหมุนเวียน
การสร้างโรงรถให้มีความปลอดภัยและถูกหลักฮวงจุ้ยนั้นต้องสร้างให้โปร่งและโล่งเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ทั้งยังควรสร้างให้แสงธรรมชาติส่องถึงในตอนกลางวันเพื่อป้องกันกลิ่นอับชื้นไปในตัว
3 สิ่งที่ต้องระวังก่อนรีโนเวทโรงรถหน้าบ้านตามหลักฮวงจุ้ ย
1.เสาเข็ม
ในการรีโนเวทโรงรถหน้าบ้านจะต้องพิจารณาว่า พื้นที่ที่เราจะรีโนเวทนั้น สภาพคอนกรีตเป็นอย่างไร หากสภาพคอนกรีตเดิมดูแข็งแรงดี เราก็แค่รีโนเวทโรงรถโดยการเปลี่ยนหลังคาที่มีน้ำหนักเบา อย่างไรก็ตาม หากอยากใช้วัสดุหลังคาที่แข็งแรงทนทานและมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมา ก็ต้องลงเสาเข็มใหม่
การลงเสาเข็มใหม่นั้นอาจลงบนพื้นดินรอบ ๆ พื้นคอนกรีตเดิม แต่หากอยากลงในพื้นคอนกรีตก็จำเป็นต้องเจาะพื้นคอนกรีตเดิมเพื่อลงเสาเข็มให้โรงรถ ซึ่งอาจจะทำให้งบประมาณบานปลาย
อย่างไรก็ตาม หากในตอนแรก พิจารณาแล้วเห็นว่าคอนกรีตมีสภาพทรุดโทรม ก็สามารถรื้อทำใหม่พร้อมลงเสาเข็มได้เลย (ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในขั้นตอนนี้
2.เสารับหลังคา
เสารับหลังคานั้นจำเป็นในกรณีที่หลังคาโรงรถยาวเกิน 2 เมตรเท่านั้น หากหลังคายาวไม่เกิน 2 เมตรและผู้เชี่ยวชาญเห็นด้วยว่าสามารถยึดตัวโรงรถให้ติดกับโครงสร้างบ้านได้เลยโดยใช้ตัวค้ำยันใต้หลังคาและใช้เหล็กยึดด้านบนของตัวโรงรถไว้ด้วย
ในกรณีที่หลังคายาวเกิน 2 เมตรและอยากต่อเติมหลังคาที่แข็งแรงและมีน้ำหนักอยู่สักหน่อย ควรใช้เสารองรับหลังคาเพิ่มอย่างน้อย 4 ต้น และควรแยกโครงสร้างของโรงรถออกมาจากตัวบ้านเพื่อกันไม่เกิดปัญหาการทรุดของ 2 โครงสร้างนี้
3.วัสดุมุงหลังคา
การรีโนเวทหลังคาของโรงรถหน้าบ้านนั้น ส่วนมากคนจะนิยมเลือกหลังคาให้สอดคล้องสไตล์เดียวกันกับตัวบ้าน อย่างไรก็ตาม Kaidee อยากแนะนำให้ใช้วัสดุน้ำหนักเบาเป็นหลัก จะได้ประหยัดทั้งงบและระยะเวลาการรีโนเวท ซึ่งวัสดุมุงหลังคาแบบน้ำหนักเบาจะมี 2 ประเภทคือ
3.1 วัสดุมุงหลังคาโรงรถแบบโปร่งแสง
วัสดุแบบโปร่งแสงมีให้เลือกมากมายหลายแบบ เช่น อะคริลิก, โพลีคาร์บอเนต, UPVC ที่กรองแสงให้ผ่านเพียง 40 %, และไฟเบอร์กลาส
3.2 วัสดุมุงหลังคาโรงรถแบบทึบแสง
ในปัจจุบัน หากเป็นวัสดุแบบทึบแสง คนจะนิยม Metal Sheet ที่เป็นเหล็กรีดให้เป็นแผ่นลอน ซึ่งบางรุ่นจะมีลักษณะเหมือน UPVC อีกหยึ่งวัสดุทึบแสงที่คนสนใจกันคือ ไวนิล ที่สามารถเอามาล็อกต่อกันได้เลยเป็นแผ่นยาว
Do & Don’t รู้ไว้ก่อนสร้างโรงรถหน้าบ้านตามหลักฮวงจุ้ย
1.Do: โครงสร้างของพื้นรองรับต้องมั่นคงแข็งแรง
ในกรณีที่พื้นเดิมเป็นคอนกรีตที่มีสภาพดีอยู่ การรีโนเวทก็สามารถแต่งเติมกระเบื้องปูพื้นลายต่าง ๆ ลงไปเพื่อความสวยงามได้ แต่หากเป็นพื้นดิน ก็ควรจะเทคอนกรีตทับโดนเลือกได้ว่าจะเทเป็นคอนกรีตปกติ หรือจะลงเสาเข็มไปด้วย ซึ่งการลงเสาเข็มนี้มีข้อดีคือสามารถชะลอการทรุดของพื้นผิวดินได้ และทำให้โครงสร้างพื้นมั่นคงแข็งแรงมากขึ้นนั่นเอง
2.Don’t: ไม่เลือกหลังคาที่ทำมาจากวัสดุที่มีน้ำหนัก
โรงรถหน้าบ้านส่วนมากมักเป็นแบบที่ไม่มีเสาเข็มรองรับหรือถึงแม้จะมี ก็เป็นเพียงเสาเข็มแบบสั้น จึงควรเลือกหลังคาที่ทำมาจากวัสดุที่มีน้ำหนักเบา เพราะจะช่วยในเรื่องของการทรุดของพื้นผิวหน้าดินให้ช้าลง อย่างไรก็ตาม เพื่อน ๆ ไม่จำเป็นต้องเลือกเป็นหลังคาเสมอไป สามารถเลือกทำเป็นระแนงไม้เพื่อเพิ่มลูกเล่นและความสวยงามให้กับโรงรถหน้าบ้านอีกด้วย
สรุปท้ายบทความรีโนเวทโรงรถหน้าบ้านยังไงให้ปังตามหลักฮวงจุ้ย
การรีโนเวทโรงรถนับเป็นการเพิ่มความสวยงานให้ตัวบ้านอย่างหนึ่ง หากทำตามหลักฮวงจุ้ยเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่ง ก็ถือว่าได้เพิ่มเรื่องราวดี ๆ ให้แก่ตัวบ้านอย่างแน่นอนค่ะ
สำหรับใครที่สนใจรีโนเวทโรงรถหน้าบ้าน ลองแวะมาชมวัสดุต่อเติมโรงรถได้ที่ Kaidee นะคะ