เจาะ Haval H6 PRO และ ULTRA วัดกันหมัดต่อหมัดรุ่นไหนใช่สำหรับคุณ?

เจาะ Haval H6 PRO และ ULTRA วัดกันหมัดต่อหมัดรุ่นไหนใช่สำหรับคุณ?

เปรียบเทียบ Haval H6 PRO หรือ ULTRA รุ่นไหนเหมาะ และตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของคุณ

มาแรงสุดแบบฉุดไม่อยู่กับรถไฮบริดเอสยูวี Haval H6 ที่อัดแน่นไปด้วยฟังก์ชัน และเทคโนโนยีสุดล้ำมากกว่าใครเพื่อนในรถประเภท C SUV ในราคาจับต้องได้

Haval H6 วางจำหน่ายในประเทศไทยทั้งหมด 2 รุ่นได้แก่รุ่น PRO และ ULTRA ซึ่งเราเชื่อว่าหลายคนที่กำลังสนใจรถเอสยูวีไฮบริดคันนี้อยู่คงมีคำถามในใจว่าระหว่างทั้งสองรุ่น มันต่างกันอย่างไร และ ซื้อรุ่นไหนคุ้มค่ากว่ากัน?

วันนี้ Kaidee Auto เราจะมาเทียบให้เห็นกันชัดๆ ว่าทั้ง 2 รุ่นมีอะไรที่ให้มาไม่เหมือนกัน เพื่อให้คุณได้เจอกับ H6 รุ่นที่ใช่พร้อมตอบโจทย์ทุกการใช้ชีวิต

ดีไซน์ที่แตกต่างสะท้อนหลายอารมณ์

Exterior

ความแตกต่างแรกที่สังเกตเห็นได้เลยคือ ดีไซน์ภายนอกที่แตกต่างเล็กน้อยแต่ให้ความรู้สึกคนละอารมณ์ด้วยกระจังหน้า

Classic Geometric Pattern ของ H6 PRO จะเป็นสี Glossy Black แต่ H6 ULTRA เป็นสี Chrome

ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมกับไฟหน้า LED ที่ให้ความสว่างแบบ Ultra-High Flow มีระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ แต่ในรุ่น ULTRA จะมีไฟตัดหมอกเสริมมาให้

ในส่วนของล้อแม็กทั้ง 2 รุ่นมีดีไซน์ และขนาดที่ต่างกัน รุ่น PRO จะมากับล้อขอบ 18 ดีไซน์สปอร์ตหน่อยๆ ส่วน H6 ULTRA จะมากับล้อขอบ 19 ดีไซน์เรียบหรูดูภูมิฐาน

ถัดมาที่ด้านท้ายของทั้งสองรุ่นเรียกได้ว่าเหมือนกันเลยเพราะทั้งคู่มาพร้อมกับไฟท้าย LED Taillight Strip พาดกลางสไตล์ Horizontal ที่ดูโดดเด่นมีเอกลักษณ์มาแต่ไกล

หลังคาของรุ่น PRO จะเป็นหลังคาแข็งปกติกลับกันรุ่น ULTRA จะเป็นหลังคา Panoramic Sunroof เปิด-ปิด อัตโนมัติ

Interior

เรามาดูออฟชั่นภายในที่เหมือนกันของทั้ง 2 รุ่นก่อนแล้วจะสัมผัสได้ว่า H6 ฟังก์ชันภายในท่วม คุ้มค่าตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น

ดีไซน์ และฟังก์ชันภายในที่ให้มาเหมือนกันระหว่างรุ่น PRO และ ULTRA ได้แก่…..

ไฟ Ambient Light
หัวเกียร์แบบ High Gloss
พวงมาลัย Multi-Function
  • ระบบแอร์ปรับอากาศแยกซ้ายขวาอัตโนมัติป้องกันละอองฝุ่น PM2.5 ได้ด้วย CN95 Filter
  • ลำโพงภายในรถ 8 จุด พร้อมเทคโนโลยีปรับระดับเสียงอัตโนมัติตามความเร็วรถ
  • กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ
  • เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า
  • จอมาตรวัดดิจิตอลขนาด 10 นิ้ว

เรามาดูในส่วนที่ต่างกันระหว่างตัว PRO กับ ULTRA กันบ้าง สิ่งแรกที่เห็นความต่างได้เลยเมื่อเข้ามาภายในรถคือ สีภายในรถที่ไม่เหมือนกันตัว H6 PRO จะมากับสีทูโทน Piano Black

ภายในสี Piano Black

ในขณะที่รุ่น ULTRA เป็นทูโทนสีขาว และโรสโกลด์

ภายในสี White & Rose Gold

Haval ให้เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้ามาทั้งสองรุ่นแต่ตัว ULTRA พิเศษกว่าตรงที่เบาะด้านซ้ายมีปุ่มให้ปรับที่คนขับ และผู้โดยสารด้านหลังสามารถปรับได้

จอแสดงผลระบบสัมผัสขนาด 10 และ 12 นิ้ว

ตำแหน่งคนขับรุ่น ULTRA จะมีหน้าปัดลอยตัว Head Up Display (HUD) มาให้ และ กลางคอนโซลของรถภายในรุ่น PRO มากับจอแสดงผลระบบสัมผัสขนาด 10 นิ้ว ส่วนรุ่น ULTRA จะได้จอขนาด 12 นิ้ว พร้อมกับ Wireless Charger

ตอบสนองทุกการขับเคลื่อนด้วยสมรรถนะสุดล้ำ

ในด้านของสมรรถนะของทั้ง 2 รุ่นนั้นมาในสเปกเดียวกันด้วย เครื่องยนต์ 1.5 ลิตรเทอร์โบผสานการทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุดถึง 243 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 530 นิวตัน-เมตร

เสริมการขับเคลื่อนด้วยเกียร์อิเล็กทรอนิกส์ DHT รองรับการขับเคลื่อนของรถไฮบริดโดยเฉพาะ และ ไฮไลท์ที่คุณจะได้มันตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นเลยคือ LEMON HYBRID Platform

LEMON HYBRID PLATFORM

เทคโนโลยีอัจฉริยะใหม่จากทาง GWM ที่จะช่วยเสริมโครงรถสร้างของรถ และเป็นแพลตฟอร์มที่มีข้อมูล หรือ โหมดการขับขี่ให้เลือกใช้ถึง 4 รูปแบบ ได้แก่ โหมดมาตรฐาน, สปอร์ต, ประหยัด และ สภาพถนนลื่น

จัดเต็มเทคโนโลยีช่วยขับขี่แบบไม่กั๊ก

อีกหนึ่งสิ่งที่รุ่น PRO และ ULTRA ต่างกันในราคาส่วนต่างหนึ่งแสนบาทคือ เทคโนโลยีช่วยขับขี่ที่รุ่น ULTRA มีเสริมเพิ่มเข้ามา 8 รายการได้แก่

  • ระบบช่วยจอดทั้ง 3 รูปแบบ (IAP)
  • ระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ (ARA)
  • ระบบเลี่ยงเข้าใกล้รถใหญ่จากด้านข้าง (WDS)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (ELK)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการถูกชนจากด้านหลัง (RCW)
  • ระบบช่วยเตือนจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA)
  • ระบบช่วยเบรกเมื่อมีรถจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTB)
  • ระบบช่วยเตือนการเปิดประตูรถ (DOW)

แต่ก็ใช่ว่ารุ่น PRO จะไม่ครบครัน เพราะถ้าเปรียบเทียบกับรถ C SUV ใน segment เดียวกัน H6 PRO ถือว่าให้เทคโนโลยีช่วยขับขี่ และระบบความปลอดภัยที่จัดเต็มกว่าใครเพื่อนเลยก็ว่าได้ เช่น

  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ (TJA)
  • ดิสก์เบรกขนาดใหญ่ทั้ง 4 ล้อ
  • กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนด้านหน้า (FCW)
  • ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา (BSD)
  • ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินที่ความเร็วต่ำ (LSEB)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA)
  • ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน (LCK)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน (LCA)
  • ถุงลมนิรภัยคู่หน้า / ด้านข้าง และม่านถุงลม

และอีกมากมายดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คลิก

เปิดโลกใหม่ด้วยฟังก์ชันแห่งอนาคต

ให้ได้คุณสัมผัสฟังก์ชันแห่งอนาคตตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น ที่จะเชื่อมต่อทุกด้านของชีวิตให้เป็นหนึ่งเดียวด้วยระบบ Intelligent Connectivity ที่รองรับทั้งการสั่งการแบบ Voice Command ที่สามารถสั่งการด้วยเสียงได้ และทำงานอย่างรวดเร็วโดยที่คุณสามารถตั้งชื่อคู่หูอัจฉริยะของคุณได้ตามใจชอบ เช่น สั่งว่า H6 เปิดหน้าต่างทั้งหมดหน้าต่างทั้งหมดก็จะเปิดอย่างรวดเร็ว

มากไปกว่านั้น H6 ยังรองรับการควบคุมรถด้วย Intelligent GWM Application ซึ่งเป็น Application ที่มีระบบตรวจสอบสถานะพร้อมควบคุม feature ต่างๆ เช่น ระบบค้นหาตำแหน่งรถยนต์, ระบบตรวจสอบสถานะประตู, ระบบตรวจสอบสถานะหน้าต่าง และ อื่นๆ อีกมากมาย

สรุป

สุดท้ายนี้ที่เปรียบเทียบมาทั้งหมด สรุปสั้นๆ ได้ว่า H6 PRO เหมาะกับคนที่ชอบอารมณ์ความสปอร์ต เช่น กระจังหน้าดำ, ตกแต่งภายในสี Piano Black และไลฟ์สไตล์ไม่ได้เน้นใช้ฟังก์ชันพิเศษมากมาย ตัว PRO คือคำตอบที่คุ้มค่าเกินราคามากๆ ครับ

แต่ใครที่หลงไหลหรือชอบฟังก์ชันล้ำสมัย รวมถึงดีไซน์ที่หรูหราด้วยภายในสี White & Rose Gold, กระจังหน้าสี Chrome และอื่นๆ เราขอแนะนำรุ่น ULTRA ที่ให้ฟังก์ชันเสริมมาอย่างจัดเต็ม สาย Gadget หรือ Technology ต้องหลงรักอย่างแน่นอน เชื่อว่าหลายคนคงได้คำตอบแล้วว่า H6 รุ่นไหนที่ใช่สำหรับคุณ

สุดท้ายนี้ถ้าใครอ่านบทความนี้แล้ว แล้วอยากจะไปสัมผัสเจ้า Haval H6 ตัวจริงแบบสุดพิเศษ เราขอแนะนำ GWM Experience Center ที่ไม่ได้เป็นแค่โชว์รูมแต่เป็น The 4th Space หรือพื้นที่ที่ 4 ของทุกคนอีกด้วย

โดยมีพื้นที่รองรับกิจกรรมต่างๆ เช่น Working Space, Relaxing Zone, คาเฟ่, สไลด์เดอร์ขนาดใหญ่ และ การจัดแสดงเทคโนโลยี และ นวัตกรรมยานยนต์ที่ทันยุคสมัยรวมถึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

เหตุผลน่าซื้อรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ในปี 2564

เหตุผลน่าซื้อรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ในปี 2564

ความน่าสนใจของรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid นั้นเริ่มมีกระแสเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศไทย ข้อดีของ Plug-in-Hybrid / Hybrid คืออะไรทำไมค่ายเหล่านี้ถึงให้ความสนใจมากขึ้น นอกจากปัจจัยเรื่องข้อดีของรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid แล้ว

รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ได้เริ่มมีการเผยโฉมมากขึ้น ภายหลังจากเริ่มมีการนำเข้ารถ EV หรือรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาเป็นทางการ ค่ายรถยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยที่เล็งเห็นโอกาสเหล่านี้ จึงเริ่มนำเข้ารถ Plug-in-Hybrid / Hybrid เข้ามามากขึ้น หวังเทียบเคียงกับรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่มีคนให้ความสนใจมากมาย 

เหตุผลน่าซื้อรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ข้อดีของรถ Plug-in-Hybrid-Hybrid

ข้อดีสุดน่าสนใจสำหรับ รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid นั้นมีอะไรบ้าง ทำไมถึงน่าซื้อกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมัน เพราะรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid จัดว่าเป็นรถที่อยู่กึ่งกลางระหว่างการผันเปลี่ยนกลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% และ รถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปอยู่

ดังนั้นข้อดีที่น่าสนใจและดึงให้คนที่ใช้รถยนต์ที่ยังเป็นเครื่องยนต์อยู่ หันมาใช้รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid มากขึ้น นอกจากความเงียบอันเป็นที่เลื่องลือสำหรับรถยนต์ประเภทนี้อยู่แล้ว ยังมีข้อดีอะไรอีกที่ทำให้รถยนต์ประเภทนี้เป็นที่บูมอย่างมากในหลายค่ายรถยนต์ จนเรียกได้ว่า ค่ายไหนไม่เปิดตัว รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ล่ะก็จะจัดเป็นค่ายรถที่เอ้าท์เทรนด์ไปเลย 

plug-in-hybrid-charging-box

ทั้ง ๆ ที่ เรื่องของปั๊มไฟฟ้า หรือ จุดชาร์จอยู่ในขั้นของการกำลังติดตั้งให้ทั่วประเทศ ไม่เหมือนกับปั๊มน้ำมันที่เราสามารถหาเติ่มได้ทั่วประเทศ เรามาดูกันเลยดีกว่า ว่ารถ Plug-in-Hybrid / Hybrid มีอะไรที่โดดเด่นกว่ารถน้ำมันบ้าง

1.ความประหยัด

ข้อดีข้อแรกของรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid อันเป็นที่ประจักษ์ในสายตาของใครหลายคน ก็คือเรื่องของความประหยัดที่ดีจนใครหลายคนบอกว่า สามารถช่วยรถค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันลงไปได้ เพราะรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid เป็นการใช้เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าผสมกัน 

ผู้ขับสามารถเลือกได้ว่าจะขับรถยนต์ด้วยเครื่องยนต์ชนิดใด หรือจะเป็นการเลือกออโต้โดยรถยนต์ก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ขับมักเลือกช้อยส์การขับเป็นตัวมอเตอร์ไฟฟ้าเสียมากกว่า เพราะนอกจากจะช่วยลดการเผาผลาญน้ำมันแล้ว ยังช่วยให้รถมีความเงียบกว่าการขับด้วยเครื่องยนต์สันดาป (เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน) อีกด้วย

2.ช่วยลดมลพิษ

เรื่องถัดมาสำหรับสายรักษ์โลกต้องไม่พลาด เพราะรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid เน้นการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากตัวมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน พูดได้ว่าตัวไฟฟ้าถือเป็นพลังงานบริสุทธิ์ปราศจากการเผาไหม้ที่จะส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

ถึงอย่างนั้นก็มีคำกล่าวจากหลายฝ่ายว่า รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ยังมีการใช้เครื่องยนต์สันดาปที่ต้องเผาไหม้น้ำมันเพื่อผลิตแรงขับเคลื่อนอยู่ดี เช่นนั้นก็ไม่นับว่าเป็นการลดมลพิษหรือเปล่า แต่หากลองพิจารณาดูดีๆ นั้น แท้จริงแล้ว รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ช่วยลดการปล่อยมลพิษได้พอสมควรเลย 

เนื่องจากโดยส่วนใหญ่ผู้ขับมักจะเลือกขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้ามากกว่าเครื่องยนต์อยู่แล้ว โดยเฉพาะตัวรถ รถ Plug-in-Hybrid ที่สามารถเติมไฟฟ้าจากการชาร์จข้างนอกได้ ไม่ต้องใช้การเก็บพลังงานจากแรงเบรคเหมือนรถ Hybrid จึงสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า รถรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid สามารถช่วยลดมลพิษได้จริง

3.ช่วยลดการเสื่อมของเครื่องยนต์

อย่างที่ได้บอกไปแล้วในข้อข้างต้นว่าผู้ขับขี่รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid มักจะนิยมใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลักมากกว่าการใช้เครื่องยนต์สันดาป นั่นจึงเป็นเหตุผลที่จะช่วยลดการเสื่อมของเครื่องยนต์สันดาปลงได้

เพราะการที่ใช้งานน้อยลง ย่อมหมายถึงความเสื่อมของสิ่งนั้นย่อมน้อยตามลงไป เรียกได้ว่าปัญหาที่มักเกิดกับเครื่องยนต์และต้องคอยเข้าศูนย์เพื่อซ่อมบำรุงอยู่บ่อยครั้งแบบนี้ จะลดน้อยลงไปทำให้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้หายไปด้วย 

แต่เมื่อใช้งานไปถึงปีที่ 6-10 แล้ว ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนมอเตอร์ไฟฟ้าและซ่อมบำรุงเหล่านี้อาจมาแทนที่ ทว่าถึงจะมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง แต่ปัญหายิบย่อยที่มักเกิดกับเครื่องยนต์สันดาปก็หายไปเกือบจะ 100% ถ้านับเรื่องของการใช้งานและค่าซ่อมบำรุงระยะยาว รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid จะมีความคุ้มกว่าแน่นอน

4.สมรรถนะที่ดี

มอเตอร์ไฟฟ้านั้นมีข้อดีที่เห็นได้ชัด นอกจากเรื่องของความเงียบที่จัดเป็นสมรรถนะหนึ่งที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปมอบให้ไม่ได้แล้ว ตัวมอเตอร์ไฟฟ้าสามารถเร่งความเร็วได้ดีขึ้น ตอบสนองต่ออัตราเร่งที่ทันใจผู้ขับขี่ หรือพูดง่าย ๆ คือ ตอบสนองต่อการกดคันเร่งแทบจะทันที

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปผลิตพลังในการขับเคลื่อนนั้น ต้องใช้การเผาไหม้น้ำมันเสียก่อนจึงจะส่งกำลังได้ แต่มอเตอร์ไฟฟ้านั้นใช้เพียงไฟฟ้าที่กักเก็บอยู่ในแบตเตอรี่เพียงเท่านั้น ก็สามารถส่งกำลังในทันทีไม่มีสะดุด 

เราสามารถเห็นได้เลยว่า รถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า 100% (EV) ค่อนข้างชูจุดเด่นในเรื่องสมรรถนะและความเร็วเหล่านี้เป็นจุดขาย ซึ่งแน่นอนว่าหากมีกำลังเงินถึงใครหลายคนก็ต้องการครอบครองรถดังกล่าวเป็นแน่แท้ เพราะมันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มอีก

5.ขับเคลื่อนได้ทั้ง 2 ระบบ

โดยคร่าว ๆ แล้ว การขับเคลื่อนรถ รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid จะแบ่งออกเป็นการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาป (เครื่องยนต์น้ำมัน) และมอเตอร์ไฟฟ้า โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกเองได้ ยกเว้นในรถ Hybrid บางรุ่นที่จะบังคับให้ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าก่อนจะสลับมาเป็นเครื่องยนต์สันดาปเมื่อแบตเตอรี่หมด

โดยการชาร์จไฟของมอเตอร์ไฟฟ้าในรถ รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ก็มีความแตกต่างกัน เพราะตัว Plug-in-Hybrid นั้นสามารถเลือกชาร์จไฟฟ้าได้จากภายนอกเช่นเดียวกันกับรถยนต์ไฟฟ้า 100% (EV) เลย ขณะที่ตัว Hybrid จะใช้การปั่นแรงเบรคมาสะสมเป็นประจุไฟฟ้าภายในแบตเตอรี่ 

ฉะนั้นการเลือกเครื่องยนต์หรือมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนจัดเป็นข้อดีสำหรับรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ที่ผู้ขับสามารถเลือกได้ดั่งใจว่าจะขับด้วยระบบไหน รวมถึงไม่ต้องกังวลในกรณีที่ใช้ไฟฟ้าล้วนเพียงอย่างเดียว แต่ไม่สามารถหาจุดเติมไฟฟ้าใกล้ ๆ ได้ อีกด้วย

สรุปแล้วข้อดีของรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid แบบไหนที่คุ้มดีลที่สุด

หากให้สรุปตามความจริงแล้ว ตัวรถ Plug-in-Hybrid จะมีความคุ้มที่สุดในการซื้อ เพราะผู้ขับขี่สามารถเลือกที่จะชาร์จพลังงานไฟฟ้าจากภายนอกหรือไฟบ้านก็ได้ ไม่ต้องรอการสะสมแรงเบรคให้แบตเตอรี่เต็มเหมือนรถ Hybrid ที่ต้องใช้เวลามากกว่าการชาร์จ

แต่ทั้งนี้รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ทั้งสองประเภท ก็มีข้อดีที่คุ้มดีลในตัวมันอยู่แล้ว ทั้งเรื่องของการประหยัดน้ำมันที่รถค่าใช้จ่ายประจำสัปดาห์ไปได้ ไหนจะเรื่องของการช่วยมลพิษที่ช่วยให้โลกน่าอยู่และลดการปล่อยควันพิษอันเป็นอันตรายต่อปอดของคนในประเทศได้อีก

นอกจากผู้ใช้เก่าที่ติดในเรื่องของสมรรถนะและข้อดีของรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid แล้ว ยังมีกลุ่มผู้ใช้ใหม่หลายคนที่กำลังพิจารณาว่าจะซื้อรถยนต์เหล่านี้อยู่ ซึ่งกำลังชั่งใจว่าจะซื้อดีหรือไม่ 

หากคุณลังเลอยู่ล่ะก็ ลองดูเป็น รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid มือสองดูก่อนไหม เพราะคุณจะได้ลองขับขี่และใช้จริงในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แถมรถมือสองสมัยนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะเก่า เพราะคนดูแลรถมักใช้งานอย่างดี ทำให้รถเหล่านี้ดูใหม่เสมอ 

อีกข้อที่น่าสนใจคือเรื่องราคาที่ไม่สูงเท่ามือหนึ่ง แต่ได้คุณภาพใกล้เคียงกัน ดังนั้นหากคุณยังไม่มั่นใจหรือพุ่งเป้าไปที่รถมือสองแล้วล่ะก็ ลองดูที่ Kaidee ที่ดีที่เดิมเลย