เมาไม่ขับ แต่ถ้าเมาแล้วหลับในรถอาจถึงตาย!!

เมาไม่ขับ แต่ถ้าเมาแล้วหลับในรถอาจถึงตาย!!

หลาย ๆ คนที่เป็นนักดื่มตัวยงย่อมต้องเคยเจอปัญหานี้กันมาบ้าง ตอนเพื่อนชวนไปกินข้าว อาจไปที่ร้านอาหารโดยที่ไม่คิดว่าจะต้องดื่มด้วย เลยได้ขับรถไป และต้องเกิดคำถามในใจอย่างแน่นอนว่า “แล้วตอนกลับล่ะ จะกลับบ้านยังไง?? หรือจะนอนในรถไปก่อนดี??”

ซึ่งการนอนในรถนั้นเป็นสิ่งที่ผิดร้ายแรงมาก!! เพราะมันอาจจะทำให้คุณนั้นถึงตายได้เลย น่ากลัวใช่ไหมล่ะ?? แล้วสาเหตุจริง ๆ ของการนอนในรถทำไมถึงอาจจะทำให้ตายได้มันคืออะไรกันแน่ล่ะ เดี๋ยวผมจะมาเฉลยให้ (ติดตามอ่านกันก่อน อย่าเพิ่งหนีไปล่ะ)

แล้วแบบไหนถึงเรียกว่าเมาแล้ว??

สำหรับคนที่เมาเป็นประจำ คงไม่ต้องบอกกันล่ะมั้ง ว่าตอนตัวเองเมานั้นจะมีอาการอย่างไร (ฮ่า ๆ) หรือคนที่ดื่มกันประจำเคยเป็นไหม เวลาใครถามว่า “เมาไหม” ส่วนใหญ่ก็มักจะตอบกันว่ายังไม่เมาหรอก ซึ่งจริง ๆ แล้วความเมานั้นสามารถวัดได้

โดยจะวัดจากปริมาณความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด หรือที่เรียก ๆ กันว่า BAC (Blood Alcohol Concentration) ซึ่งเป็นเครื่องที่คุ้นเคยกันอย่าง “เครื่องเป่าในตำนาน” ของตำรวจ ที่ผ่านปากใครต่อใครเป็นจำนวนมาก (น่ากลัวจริง ๆ)

ปริมาณของแอลกอฮอล์

ซึ่งการวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดนั้นวัดเป็น “มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ (mg%)” ซึ่งการดื่มได้มากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับระบบเผาผลาญในร่างกายแต่ละคนอีกด้วย ซึ่งถ้าเทียบกันแล้วผู้ชายจึงมีความสามารถในการดื่มที่มากกว่านั่นเอง

  • 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ปริมาณแค่นี้ถ้าเป่าเจอก็ผิดกฎหมายแล้วนะ (แค่ดื่มแก้วเดียวก็ค่าเกินแล้ว)
  • 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เริ่มมีอาการมึนงงบ้าง เดินได้ไม่ตรง
  • 300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เริ่มง่วง และบางคนอาจะจะยืนไม่ได้เลย
  • 400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เริ่มไม่รู้สึกตัว หายใจได้ช้าลง

แล้วนอนในรถและเปิดแอร์มันไม่ดียังไง??

ก็ทางกฎหมายเขาบอกนี่นาว่า “เมาแล้วห้ามขับรถ” ก็นอนบนรถเสียเลยแก้ปัญหา ซึ่งนั่นเป็นเรื่องผิดอย่างมาก!! และไม่ควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจทำให้คุณนั้นตายได้เลย ซึ่งสาเหตุนั้นมาจากเรื่องเดียวเลย คือ สิ่งที่มองไม่เห็น (กรี๊ดดดดด ผีเหรออออ!!👻) มันต้องไม่ใช่อยู่แล้วไหมล่ะ!! วายร้ายตัวจริงนั้น คือ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในอากาศ

แล้วก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์มันมาจากไหน??

ก๊าซนี้นั้นมันไม่ได้เกิดมาจากอากาศที่หมุนเวียนอยู่รอบตัวเราแต่อย่างใด มันเกิดจากที่เราสตาร์ทรถนั่นเอง ในการสตาร์ทรถหนึ่งครั้งนั้น เครื่องยนต์จะปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ออกมาเป็นจำนวนมากซึ่งเป็นพิษต่อร่างกายของมนุษย์ และอ้าว!? แบบนั้นทำไมตอนขับรถปกติไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย?? คำตอบคือ เมื่อขับรถปกติ รถยนต์นั้นมีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ทำให้มีการหมุนเวียนของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และออกซิเจนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่เป็นอะไรเวลาที่ขับ

แล้วก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ส่งผลอะไร??

ส่งผลแน่นอน เมื่อร่างกายได้รับก๊าซนี้เป็นจำนวนมาก ๆ เข้าไปในกระแสเลือด ทำให้มีก๊าซนี้มากกว่าออกซิเจนในเลือด ทำให้ร่างกายนั้นจะเริ่มตอบสนองได้ช้าลง ระบบประสาทมีการทำงานผิดปกติ และอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นในที่สุด (น่ากลัวมากกกกกกก)

ใช้เวลาเท่าไหร่ที่ทำถึงให้เราถึงตายได้

ร่างกายของคนเรานั้นรับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ได้จำกัดเอามาก ๆ ถ้าให้บอกเป็นตัวเลขนั้น ร่างกายจะรับได้ประมาณ 1-200 ppm (Part Per Million หรือค่ามลพิษทางอากาศ) ซึ่งปกติแล้วก๊าซเหล่านี้ในธรรมชาติจะมีปริมาณอยู่ที่ 0.5-5 ppm และถ้าได้รับในปริมาณที่ไม่มากก็จะไม่ส่งผลต่อร่างกาย


แต่ในการนอนบนรถนั้นเราใช้เวลาที่นาน ทำให้เรานั้นค่อย ๆ รับก๊าซนี้อย่างช้า ๆ และมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกินค่าของก๊าซและได้รับเป็นเวลานาน ซึ่งเวลาที่อาจจะทำให้ถึงตายได้นั้นไม่นานอย่างที่คิดเพียงแค่

“4 ชั่วโมงเท่านั้น!!”

ถ้าต้องนอนจริง ๆ ควรทำอย่างไร

ก็ถ้าพูดขนาดนี้แล้วยังอยากนอนต่อล่ะก็นะ แล้วแต่เล๊ยย!! งั้นผมก็มีวิธีการมานำเสนอละกัน (ดื้อเหมือนกันนะเนี่ย!!)

1. หาที่จอดรถดี ๆ

ทางที่ดีที่สุดถ้าคุณเมาก็คือจอดที่ร้านที่กินนั่นแหละ!! คือง่ายที่สุดแล้ว เพื่อที่ว่าอย่างน้อยคุณก็จะมั่นใจได้ในระดับหนึ่งเรื่องของความปลอดภัย

2. ไม่เปิดแอร์นอน

ที่ไม่ให้เปิดแอร์นั่นเพราะว่ากันการเกิดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่จะเปิดขึ้นเมื่อสตาร์ท ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือดับเครื่องและเปิดกระจกไว้เล็กน้อย (จะร้อนหน่อยนะถ้าเป็นช่วงฤดูร้อน)

3. ล็อคประตูให้ดี

กลางค่ำกลางคืนอ่ะเนอะ ยิ่งถ้าเกิดเป็นผู้หญิงแล้วล่ะก็ น่ากลัวมาก การล็อคประตูให้ดี ก็เป็นทางหนึ่งที่จะทำให้คุณนั้นปลอดภัย

อาการของคนเมาที่ผมเคยเจอ

ผมจะมาบอกอาการของคนเมา ให้กับคนที่ไม่เคยต่างหาก ซึ่งอาการเมาแปลก ๆ ที่ผมกำลังจะเล่าตัวผมเองนั้นเจอมาเองกับตัวของเพื่อน ๆ (เพราะผมไม่ดื่มแอลกอฮอล์) ทำให้เห็นอะไรสนุกทุกครั้งที่ไปกินข้าวกับเพื่อน ๆ

1. เมาแล้วเพ้อ

ประสบการณ์เบสิคมาก ที่ใครหลาย ๆ คนเจอ และเป็นประการณ์ที่น่าจะสามารถเปลี่ยนให้จากความเป็นคนกลายเป็น “หมา” ได้ ด้วยความที่บางคนนั้นมาดื่มเพราะอกหักบ้าง เลิกกับแฟนบ้าง ทะเลาะแฟนบ้าง (เศร้าเนอะ?? เศร้าเรื่องเพื่อนเหรอ!! เศร้าตัวเองนี่แหละ!! T T)

2. เมาแล้วร้องไห้

น่าจะเป็นอีกอย่างที่เจอ ๆ กัน ซึ่งเรื่องที่แปลกเลยคือ คนที่เมาแล้วร้องไห้นั้น บางทีไม่ได้เลิกกับแฟน ไม่ได้เศร้าอะไร แต่ร้องไห้เฉย (งงไปหมด) แล้วคือเล่นใหญ่มาก

3. เมาแล้วชอบหาเรื่อง

เมื่อเมา คนเรามักขาดสติ ทำให้อารมณ์มันขึ้นและร้อนได้ง่าย จึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นคือเมาแล้วไปหาเรื่องโต๊ะข้าง ๆ (ดีนะที่วันนั้นโต๊ะข้าง ๆ เข้าใจ เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ!!)

4. เมาแล้วชอบเลื้อย

เลื้อยของผมในที่นี้คือ การลงไปเลื้อยกับพื้นนะครับ เมาหนักมากจนทรงตัวไม่ได้ ถึงขั้นตัวเหลว เลยเกิดภาพสุดตลกที่เพื่อนนั้นลงไปนอนแล้วยังอยากจะพยายามเต้นอีก (หนักเลย)

5. เมาแล้วบอกเลิกแฟน

เมาแล้วบอกเลิกแฟนฟังดูแล้วอาจจะเป็นเรื่องปกติ แต่ที่มันไม่ปกติคือ คำที่ใช้บอกเลิกนี่แหละ เพราะเพื่อนผมที่เมานั้นกลับโทรไปหาแฟนแล้วพูดว่า “อากาศมันร้อน!! เราเลิกกันเถอะ!!” งงกันไหม?? แต่ผมนี่งงมาก

ถ้ารู้ขนาดนี้แล้ว และรู้ว่าตัวเองเป็นสายดื่มตัวยง รถที่มีอยู่อาจจะไม่ค่อยได้ใช้เท่าไรนัก หรือว่ากลัวว่าจะเผลอหลับในรถ ไม่ยาก เพียงเอารถเก่าของคุณมาลงขายที่ Kaidee Auto ก็สามารถปิดการขายได้ง่าย แถมใช้งานได้สะดวกทุกที่ทุกเวลาอีกด้วย

Supercar ทำไมกันราคาถึงแรงนัก!!

Supercar ทำไมกันราคาถึงแรงนัก!!

อยากรู้เหมือนกันใช่ไหมครับ?? ว่าทำไมกันรถหรู ๆ ที่เป็นซูเปอร์คาร์ราคามันถึงได้สูงนัก ทั้งที่ก็เป็นรถยนต์คันหนึ่งที่อาจะเป็นมีหน้าหรือรูปร่างที่ดูเท่กว่า หรูกว่ารถยนต์ทั่ว ๆ ไปแค่นั้นเอง แต่ราคากลับพุ่งทะลุ 10 ล้าน (แหม่~ ทำไปได้)

เดี๋ยวเรามารู้คำตอบไปพร้อม ๆ กันในบทความนี้ว่าเหตุผลที่แท้จริงที่มากกว่าเรื่องของดีไซน์ที่แตกต่างจากรถยนต์บ้าน ๆ ทั่วไป ที่จะส่งให้ของราคา Supercar ในไปประเทศไทยนั้นมีราคาที่สูงเกินกว่าที่ใครจะเอื้อมถึง บางคันนั้นแพงจนสามารถนำเงินไปซื้อที่หรือบ้านยังได้เลย

แล้ว Supercar มันคืออะไรกันแน่??

พูดมาขนาดนี้หลายคนคงตั้งคำถามในใจกันแล้วล่ะว่า Supercar มันคือรถประเภทไหนกันแน่?? เพราะก่อนหน้ามานี้เราไม่เคยได้ยินคำ ๆ นี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ เต็มที่เราก็จะคุ้นชินกับคำว่า “รถสปอร์ต” เสียมากกว่า

คำว่า “รถยนต์ Supercar” จริง ๆ แล้วอาจจะเพิ่งมีมาได้ยินเมื่อไม่นานนี้นี่เอง แต่จริง ๆ แล้วคำ ๆ นี้มีการใช้งานมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1966 โดยคนที่ใช้คำศัพท์นี้เป็นเจ้าแรกเลยก็คือ Lamborghini ในรุ่น Muira ซึ่งนำมาใช้กับรถยนต์ที่มีพละกำลังสูงกว่า 400 แรงม้า ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร ได้เร็วกว่า 4 วินาที และมีเครื่องยนต์ที่วางกลางขนาดมากกว่า 8 สูบขึ้นไป หรือที่เรียก ๆ กันว่า “เครื่องยนต์ V8” นั่นเอง

อะไรที่ทำให้ราคาสูงได้ขนาดนั้น

ผมว่าน่าจะพอเดาเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ราคาสูงได้ขนาดนี้กันอยู่บ้างแล้ว แค่ที่แน่ ๆ คงไม่ได้มีแค่เหตุผลเดียวอย่างแน่นอน เดี๋ยวผมจะมาขยายให้ฟังกันเลยทีละข้อ

1. ดีไซน์และการออกแบบ

ด้วยดีไซน์ที่มีความเท่เหนือรถยนต์ที่วิ่ง ๆ กันตามท้องถนน บวกเข้ากับเทคโนโลยีในการออกแบบเพื่อให้รถยนต์นั้นมีความเบาและมีแอโรไดนามิคที่ยอดเยี่ยม ทำให้รถยนต์นั้นสามารถวิ่งได้บนท้องถนนอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

อ่านเนื้อหาเรื่องแอโรไดนามิคเพิ่มเติม คลิกที่นี่

2. ระบบต่าง ๆ ของรถยนต์

อย่างที่ได้บอกไปในตอนเกริ่นช่วงแรกของบทความ คำว่า Supercar นั้นมันมาจากเรื่องของเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งทำให้ความเร็วของรถนั้นสูงตามไปด้วย ทำให้รถยนต์เหล่านี้จำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีระบบความปลอดภัยและฟังก์ชันมากมายตามไปด้วย เพื่อให้ความปลอดภัยสูงที่สุดต่อผู้ขับขี่

3. ตัวแทนจำหน่าย

ด้วยความที่รถยนต์ประเภทนี้ เป็นที่ต้องการสำหรับคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้นจริง ๆ ทำให้ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ทำให้เมื่อตัวแทนจำหน่ายนำเข้ามา ต้องบวกกำไรเข้าไปอีกจากราคารถยนต์

4. ภาพลักษณ์

อันนี้เป็นเรื่อง Brand ที่มีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์ของคนที่เลือกซื้อรถยนต์ Supercar ทำให้ผู้ผลิตหลาย ๆ ยี่ห้อที่เป็นรถหรู สามารถตั้งราคาได้สูงจนยากที่ใครจะเอื้อมถึง ซึ่งแบรนด์ที่เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในหมู่รถยนต์ประเภทนี้ อาทิเช่น

  • Lamborghini
  • Maserati
  • Aston Martin
  • Bugatti
  • Porsche

5. ภาษีนำเข้า

ประเทศไทยขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องของภาษีนำเข้าที่แสนจะมหาโหด (เจ็บแปลบขึ้นมาทันที~) เพราะต้องผ่านการเก็บภาษีหลากหลายขั้นตอนเอามาก ๆ กว่าตัวแทนจำหน่ายจะมาวางจำหน่ายได้ ซึ่งยังไม่ได้รวมเข้ากับกำไรที่ทางตัวแทนแต่ละเจ้านั้นต้องการอีก

  • อากรขาเข้า

เป็นภาษีอย่างแรกเลยที่ผู้นำเข้าจะต้องจ่าย โดยมีอัตราอยู่ที่ 80% ของราคา CIF (Cost Insurance and Freight หรือก็คือ ราคาสินค้า+ค่าประกัน+ค่าขนส่ง)

วิธีคำนวณ : C.I.F x อัตราอากรนำเข้า

  • ภาษีสรรพสามิต

ภาษีในส่วนนี้กรมศุลกากรจะเป็นผู้ที่เรียกเก็บ พร้อม ๆ กับอากรนำเข้า ซึ่งอัตราค่าภาษีนั้นจะมีตั้งแต่ 30%-50% ตามขนาดเครื่องยนต์หรือกระบอกสูบเลยทีเดียว

วิธีคำนวณ : (C.I.F + อากรนำเข้า) x อัตราภาษีสรรพสามิตร/ 1-(1.1. x อัตราภาษีสรรพสามิตร)

  • ภาษีมหาดไทย

กระทรวงมหาดไทยจะนำภาษีในส่วนนี้ไปบริหารต่อ โดยคิดอัตราภาษีที่ 10% ของภาษีสรรพสามิต เพื่อส่งต่อให้กระทรวงมหาดไทยอีกที

วิธีคำนวณ : ภาษีสรรพสามิตร x 10%

  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม

หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า VAT นั่นเอง ซึ่งจะคิดภาษีเพิ่มอีก 7% ของภาษีทั้งหมดที่คิดมาก่อนหน้านี้

วิธีคำนวณ : ฐานภาษี (ราคารถ รวมกับภาษีข้อ 1-3) x อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม

จากทั้งหมดที่บอกมานั้นเป็นเหตุผลที่ทำให้ราคาสูงขึ้นเสียจนเกินราคาจริงไปมาก ซึ่งประเด็นหลัก ๆ น่าจะมาจากภาษีนำเข้าที่เรียกเก็บค่อนข้างสูงจากผู้นำเข้า จึงส่งผลเป็นอย่างมาก ทำให้จากรถราคาเริ่มต้นอาจจะแค่ 3 ล้าน กลายมาเป็น 10 ล้านได้อย่างที่เห็น ๆ กัน

เทียบราคากันให้เห็นไปเลยว่าราคาแพงกว่าต่างประเทศจริง

ยี่ห้อราคาในยุโรปราคาในไทย
Lamborghini Aventadorราคาประมาณ 18 ล้านบาท40.5 ล้านบาท
McLaren 720sราคาประมาณ 9.82 ล้านบาท 29 ล้านบาท
Porsche 911 GT3ราคาประมาณ 4.96 ล้านบาท24 ล้านบาท
Audi R8ราคาประมาณ 5.85 ล้านบาท19 ล้านบาท
Ferrari 488 GTBราคาประมาณ 8.47 ล้านบาท24 ล้านบาท
แพงจริงอะไรจริง

Supercar นั้นก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีเสมอไป

จากที่บอกไปในตอนแรกเลยว่า Supercar นั้นมีทั้งประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ที่สูง ระบบความปลอดภัยที่เรียกได้ว่าเป็นที่สุด รวมไปถึงดีไซน์สุดล้ำที่มัดใจหนุ่ม ๆ สาว ๆ ได้ง่าย แต่คุณรู้หรือไม่ว่า Supercar จริง ๆ แล้วก็มีข้อเสียไม่ใช่น้อย แต่ในข้อเสียเหล่านี้ถ้าคนที่ชอบก็ชอบไปเลย ส่วนใครที่ไม่ชอบก็จะไม่ชอบไปเลย จะมีอะไรมาดูกัน

1. ราคาสูงเกินไป

แน่นอนว่าหากไปซื้อรถยนต์เหล่านี้ที่ต่างประเทศอาจจะทำให้คุณรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้แพงสักเท่าไรนัก แต่เรื่องภาษีที่ได้บอกไปทำให้รถยนต์ Supercar แพงมากเกินไป เพราะรวม ๆ แล้วเหมือนคุณต้องจ่ายเงินเพิ่มถึง 300% จากราคารถจริง ๆ

2. รถมีความเตี้ย

เพื่อความเร็วและสมรรถนะที่สูงทำให้ Supercar นั้นต้องทำรถให้ต่ำที่สุด ถึงแม้ว่าปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ จะมี AIR SUSPENSION (อุปกรณ์ปรับความสูงของช่วงล่าง) ติดตั้งมาให้ก็ตาม แต่มันก็ไม่สูงพอสำหรับถนนประเทศไทย ขับไปไหนมาไหนจะต้องระวังเรื่องช่วงล่างจะไปขูดกับพื้นถนนได้ (คงไม่มีใครอยากให้รถสุดที่รักเป็นรอย T T)

3. ช่วงล่างแข็งมาก

หากใครมีโอกาสได้ลองนั่งก็รู้ได้เลยว่า Supercar นั่งไม่สบายเอาเสียเลย แค่ตอนเริ่มเข้าไปนั่งก็ลำบากแล้ว ไหนจะตอนที่รถเริ่มออกตัวไปแล้วอีก รวมเข้ากับพื้นถนนของประเทศไทยเข้าไปอีก บอกเลยว่า “สั่นเป็นเจ้าเข้า!!” ถ้าใครที่รักความสบายระหว่างขับขี่แล้วล่ะก็ ลืมไปได้เลยไม่ต้องหาซื้อ

4. ค่าบำรุงรักษา

ด้วยรถยนต์ราคาที่สูง สิ่งที่ต้องตามมาเลยก็คือ ค่าบำรุงรักษาสุดแพง เพราะบางยี่ห้อนั้นไม่มีศูนย์ซ่อมอยู่ในประเทศไทย การซ่อมหนึ่งครั้ง อาจจะต้องส่งรถยนต์ของไปถึงต่างประเทศ นอกจากจะเสียเงินเยอะแล้ว ยังใช้เวลาค่อนข้างนานกว่ารถจะซ่อมเสร็จอีกด้วย

ส่วนใครที่อยากจะลองเป็นเจ้าของรถยนต์หรู รถยนต์สปอร์ต หรือแม้กระทั่งรถยนต์อย่าง Supercar ลองเข้ามาเลือกซื้อกันดูได้ที่ Kaidee Auto ที่มีผู้ขายมากมาย แถมติดต่อได้กับผู้ขายโดยตรง นัดดูรถยนต์ก่อนทำสัญญา ไม่ต้องกลัวโดนโกง!!