ชี้เป้า ! รถยนต์ไฟฟ้ามือสองน่าซื้อ รายละเอียดและราคา EV เช็กที่นี่

“รวมรถยนต์ไฟฟ้ามือสอง รุ่นยอดนิยม

ขุมพลัง EV สุดประหยัด อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีทันสมัย เป็นเจ้าของง่าย ๆ ในราคาไม่แพง”

 ยากที่จะปฏิเสธ ! กระแสยานยนต์พลังงานไฟฟ้า ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในวงการ Used Car รถยนต์ใช้แล้ว มีความต้องการและกำลังซื้อมากไม่แพ้กัน มาดูกันว่า “รถยนต์ไฟฟ้ามือสอง” มีรุ่นไหนบ้างที่ได้รับความนิยมและน่าซื้อ วันนี้ Kaidee Auto รวบตึงมีคำตอบมาให้กับทุกคน

ก่อนจะไปเช็กลิสต์ รถยนต์ไฟฟ้ามือสอง รุ่นน่าซื้อ ควรทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่มาที่ไป ข้อดีและข้อด้อยของรถยนต์ EV กันก่อน อย่าหลงประเด็นไปซื้อตามเพราะความเชื่อที่เขาบอกกันว่าดี ! เพราะรถ EV ไม่ใช่ทางออกแต่เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ และอาจจะเหมาะกับบางคน ไม่ใช่ทุกคน

รถยนต์ไฟฟ้า จุดเด่น VS จุดอ่อน

 จุดเด่นของรถยนต์ EV ก็คือ ไม่ต้องเติมน้ำมัน  

เหตุผลหลักที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะตอนนี้ราคาน้ำมันเบนซิน 95 เฉลี่ยอยู่ที่ 40 บาท/ลิตร* (เคยแพงสุด เกิน 50 บาท/ลิตร) รถเก๋งส่วนใหญ่ มีถังน้ำมันแบบ 40 ลิตร เติมเต็มถังในช่วงแพงสุด ต้องใช้เงินเกือบ 2,000 บาท เนี่ยแหละ เหตุผลหลัก ! ที่ทำให้คนเริ่มหันมาสนใจรถยนต์ EV เพราะเชื่อว่า “มอเตอร์ไฟฟ้า” ถูกกว่า “เครื่องยนต์สันดาป” ที่ใช้มากว่า 100 ปี

นอกจากนี้ ข้อดีอื่น ๆ ก็มีเยอะ เช่น ค่าบำรุงรักษาถูกว่า, เทคโนโลยีทันสมัย, เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการสนับสนุนจากภาครัฐ ด้วยเงินอุดหนุนสรรพสามิตสูงสุด 150,000 บาท/คัน ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาที่ถูกลงตั้งแต่ต้นทาง และรถยนต์ไฟฟ้ามือสองก็มีราคาปรับลดลงมาด้วย

แต่ในจุดเด่น… ย่อมมีจุดอ่อน ! เพราะรถยนต์ไฟฟ้าวิ่งได้ระยะทางที่สั้นกว่ารถสันดาป อันนี้เป็นเหตุผลหลักมาโดยตลอด โดยทางเทคนิคก็กำลังพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเข้ามาแก้ไขในเรื่องนี้ ซึ่งปัจจุบันทิศทางก็พัฒนาดีขึ้นกว่าอดีตเยอะ รถยนต์ไฟฟ้าในรุ่นท็อปแบรนด์ วิ่งได้ระยะทางไกลเกือบ 600 กม./ชาร์จ* แล้ว

จุดด้อยเรื่องอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น แบตเตอรี่ราคาแพง, สถานีชาร์จไฟมีน้อย, จำนวนช่างที่มีความรู้เฉพาะทางก็มีไม่เยอะ, เน้นซ่อมห้างเป็นหลัก และการบำรุงรักษาต้องฝากไว้กับศูนย์บริการตลอดชีวิต

รู้ทั้งจุดเด่นและจุดด้อยของรถยนต์ไฟฟ้ากันไปแล้ว ลองพิจารณาด้วยเหตุผล และชั่งน้ำหนักทั้ง 2 ฝั่ง หากยืนยันว่า รถยนต์ไฟฟ้าเนี่ยแหละ… เป็นคำตอบที่เหมาะกับคุณ และอยากจะซื้อ EV มือสองสักคันไว้ใช้งาน

ไม่ต้องรอช้า Kaidee Auto รวมรถยนต์ไฟฟ้ามือสอง ไว้ให้คุณแล้ว รุ่นไหนน่าสนใจ สเปกเป็นแบบไหน ราคาเท่าไหร หาคำตอบจากด้านล่างได้เลย

MG ZS EV มือสอง

รถยนต์ไฟฟ้ามือสอง ขอเริ่มกันที่ MG ZS EV แบรนด์ตลาดที่มี Product ค่อนข้าง Mass และเปิดตัวสู่ตลาดรถยนต์ EV ในบ้านเราก่อนเจ้าอื่น ๆ ชนิดที่เรียกว่า “ใส่ก่อนได้เปรียบ” โดยเปิดตัวครั้งแรกในปี 2019 ปัจจุบันเข้าสู่รุ่นปรับโฉม MY2022

MG ZS EV รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดเล็ก 5 ประตู ดีไซน์ภายนอกลงตัว ไฟรอบคันเป็น LED ห้องโดยสารวางเลย์เอาท์ 2 แถว 5 ที่นั่ง ไม่มีเบาะเสริม ชูโรงด้านเทคโนโลยีด้วย “i-SMART” รองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย ใช้บ้าง/ไม่ใช้บ้าง แต่มีไว้ติดรถก็ไม่เสียหาย

มาดูที่หัวใจของ MG ZS EV ล่าสุดเป็น Minor Change ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว Permanent Magnet Synchronous Motor มี 1 ตัว พลัง 177 แรงม้า (รุ่นปี 2019 มี 150 แรงม้า) จับคู่แบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุ 50.3 kWh ทำความเร็วสูงสุด 174 กม./ชม.

ในเรื่องของระยะทางวิ่งได้ไกล 403 กม./ชาร์จ สมรรถนะการขับขี่จัดอยู่ในระดับที่ขับได้ ออกตัวแรง (เพราะเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า) วิ่งทางไกลหาที่ชาร์จฟรีบ่อย ๆ จัดว่าประหยัดคุ้มค่า

MG ZS EV มือสอง เหมาะกับใคร 

สำหรับ MG ZS EV มือสอง จัดอยู่ในกลุ่มรถไฟฟ้ารุ่นเริ่มต้น ราคาถูกในท้องตลาด (นับเฉพาะ EV แบรนด์ระดับ Mass) เหมาะสำหรับคนที่มีรถเครื่องยนต์สันดาปอยู่แล้ว และกำลังมองหารถไฟฟ้าคันแรกมาลองใช้ สมรรถนะค่อนข้างดี วิ่งได้ทั้งในเมืองและชานเมือง ส่วนวิ่งทางไกลไปเส้นทางต่างจังหวัด ต้องขยันวางแผนหาที่ชาร์จ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายมาก 

MG ZS EV มือสอง ราคาเริ่มต้น 

ค่าตัว MG ZS EV มือสอง ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 650,000 บาท* จัดว่าถูกกว่ารถเก๋ง C-Segment ในแบรนด์ญี่ปุ่นบางรุ่นด้วยซ้ำ จัดไฟแนนซ์เต็ม 84 งวด* ผ่อนอยู่ที่ 7,936 บาท/เดือน* เท่านั้น คุ้มค่าใช้งานได้แบบยาว ๆ  สนใจ MG ZS EV มือสอง คลิก

ORA Good Cat มือสอง

มาต่อกันที่ Ora Good Cat แบรนด์ในเครือของ Great Wall Motor น้องใหม่ล่าตลาดรถยนต์เมืองไทย เสียงตอบรับค่อนข้างดี สำหรับแบรนด์รถที่เพิ่งเปิดตัวในไทยเมื่อปี 2021 ที่ผ่านมา

Ora Good Cat มาพร้อมดีไซน์ภายนอกไม่เหมือนใคร ชนิดที่ต้องบอกว่า… กล้ามาก ! และกระชากใจวัยรุ่นไทยได้สำเร็จ นับเป็นรถเก๋งตัวถังแฮชแบค 5 ประตู แพลตฟอร์มแบบ Modular มีรูปทรงโค้งมนรอบคัน ดีไซน์ร่วมสมัย บางคนให้ฉายา Ora Good Cat “เจ้าเหมียวไฟฟ้า”

ห้องโดยสาร 5 ที่นั่ง จัดวางแบบมินิมอล คอนโซลหน้าและแดชบอร์ดมีปุ่มกดที่น้อยมาก เน้นสั่งการผ่านจอทัชสกรีน สวยและคลีนตาไปอีกแบบ

ขุมพลังใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 1 ตัว Permanent Magnet Synchronous Motor พลัง 143 แรงม้า ขับเคลื่อนล้อหน้า ความเร็วสูงสุด 152 กม./ชม. แบตเตอรี่มี 2 แบบ แตกต่างกันที่ความจุ คือ แบตเตอรี่ลูกเล็ก ความจุ 46.8 kWh วิ่งได้ 400 กม./ชม. และแบตเตอรี่ลูกใหญ่ ความจุ 63.1 kWh วิ่งได้ 500 กม./ชม

ด้วยความที่แบตเตอรี่มีให้เลือกถึง 2 ขนาด ทำให้ Ora Good Cat สามารถแตกไลน์รุ่นย่อยตามความจุของแบตเตอรี่ มากถึง 3 รุ่น

  • รุ่น Tech วิ่งได้ 400 กม./ชาร์จ
  • รุ่น Pro วิ่งได้ 400 กม./ชาร์จ
  • รุ่น Ultra  วิ่งได้ 500 กม./ชาร์จ

Ora Good Cat มือสอง เหมาะกับใคร

Ora Good Cat กลุ่มลูกค้ามุ่งหวังชัดเจนมาก คือ วัยรุ่น และ First Jobber ที่มีกำลังซื้อพอประมาณ ด้วยดีไซน์ภายนอกและภายในที่โดดเด่น จึงเหมาะกับลูกค้าที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อมาสะท้อนบุคคลิกความทันสมัยให้กับตนเอง

Good Cat เหมาะกับการวิ่งในเมืองและชานเมืองเป็นหลัก ด้วยความที่เป็นรถ 5 ประตูขนาดเล็ก ขนของได้นิดหน่อย แต่ให้แบตเตอรีที่มีความจุไฟมาก วิ่งได้ระยะทางไกลขึ้น ลดความ Panic ในเรื่อง ขับไป – ชาร์จไป ไม่ซีเรียสว่าต้องชาร์จทุกวัน แต่ชาร์จไฟสัก 2 วัน/ครั้ง ช่วยให้อุ่นใจและพอรับได้

Ora Good Cat มือสอง ราคาเริ่มต้น

Ora Good Cat เพิ่งเปิดตัวจำหน่ายในปี 2021 สนนราคาไม่ถูก แต่การันตีถูกกว่าป้ายแดงแน่นอน Ora Good Cat มือสอง เริ่มต้น 769,000 บาท* ผ่อน 84 งวด* เริ่ม 9,389 บาท/เดือน* ราคาถูกกว่าป้ายแดง แต่ได้รถในรุ่นปีเดียวกัน เปรียบเทียบแล้วค่าเสื่อมน้อยกว่าเห็น ๆ สนใจ Ora Good Cat มือสอง คลิก

Mini Cooper SE มือสอง

ขยับมาที่รถแบรนด์ยุโรป เริ่มจาก Mini Cooper SE ยนตรกรรมไฟฟ้าล้วน 100% ตัวนำร่องรุ่นแรก ๆ ที่มีขายในไทย คนซื้อ Mini ไม่ได้แค่ซื้อรถ แต่คว้า Identity บางอย่างของรถมาใส่ไว้ในตัวเอง ซึ่งรถยนต์ของ Mini เด่นในเรื่องนี้มาตลอด

Mini Cooper SE ใช้ตัวถัง Hatch แบบ 3 ประตู (3 Doors Hatch) ดีไซน์จัดเป็น “รถมินิที่หล่อ” และทันสมัย กระจังหน้าแบบเรียบ ไม่มีช่องรับลมอีกต่อไป เพราะไม่ได้ใช้เครื่องยนต์จึงไม่ต้องระบายความร้อน ตัวถังโค้งมนแต่มีหลังคาที่ตัดตรง พร้อมสัญลักษณ์ Mini Electric ปรากฎอยู่ในส่วนต่าง ๆ

ห้องห้องโดยสารทันสมัย เรือนไมล์ดิจิทัลดีไซน์ใหม่ กลางคอนโซลมีแผงควบคุมทรงกลมตามสไตล์มินิ มาพร้อมระบบสัมผัสและรองรับการเชื่อต่อ Mini Connected

ขุมพลังของ Mini Cooper SE อยู่ที่มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว พร้อมแบตเตอรี่ความจุ 32.6 kWh พละกำลัง 184 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 150 กม./ชม. ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า ระยะทางวิ่งสูงสุด 217 กม./ชาร์จ ใช่แล้ว… มันวิ่งได้ไม่เยอะ !

Mini Cooper SE เหมาะกับใคร

Mini Cooper SE เหมาะกับผู้ที่ต้องการใช้รถในเมืองเป็นหลัก เพราะแบตเตอรีลูกเล็กมาก วิ่งได้น้อย ต้องชาร์จไฟทุกวัน แต่เจ้า Mini Cooper SE เป็นรถที่ขับสนุก อัตราเร่งแรงทันใจ คันเร่งตอบสนองไวมาก เหมือนกับการได้ขับรถโกคาร์ทแรง ๆ คันนึงเลยทีเดียว

Mini Cooper SE มือสอง ราคาเริ่มต้น

สำหรับ Mini Cooper SE มือสอง ราคาเริ่มต้นที่ 1,850,000 บาท* ถูกจากป้ายแดงเกือบ 5 แสนบาท จัดไฟแนนซ์เต็ม ผ่อน 84 งวด* เริ่มต้น 22,588 บาท/เดือน* สนใจ Mini Cooper SE มือสอง คลิก

Tesla Model 3

มาถึงรถที่เป็นกระแสมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยังไม่เข้ามาทำตลาดอย่างเป็นทางการในไทย จนวันนี้มีให้จองออนไลน์และเปิดตัวอย่าเป็นทางการแล้ว สำหรับ Tesla รุ่น Model 3

ความจริง Tesla ไม่ใช่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเจ้าแรกของโลก แต่ทว่า Tesla เนี่ยแหละ เป็นบริษัทที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าแจ้งเกิดและโด่งดัง ! ต้องยกเครดิตให้กับค่ายนี้

Tesla Model 3 รูปลักษณ์ภายนอกทันสมัย ฉีกแนวการออกแบบอย่างเห็นได้ชัด ตัวถังโค้งมนตามหลักอากาศพลศาสตร์ จึงมีแรงต้านลมที่น้อยมาก ห้องโดยสารล้ำสมัย มีจอทัชสกรีนขนาดใหญ่ ติดตั้งอยู่กลางคอนโซลเป็นจุดเด่นและสะดุดตา ทุกอย่างควบคุมผ่านจอทัชสกรีนและสมาร์ทโฟน นำขบวนความโดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ

ด้านพลังการขับขี่ Tesla มีทั้งหมด 3 รุ่นย่อย รุ่นเริ่มต้น Single Motor RWD ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าตัวเดียว กำลังสูงสุด 347 แรงม้า แบตเตอรี่ความจุ 57.5 kWh เร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.1 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 225 กม./ชม. วิ่งได้สูงสุด 559 กม./ชาร์จ

Tesla อีก 2 รุ่น คือ Long Range AWD และ Performance AWD ทั้งคู่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบคู่ มีแบตเตอรีความจุ 75.0 kWh อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.3 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 261 กม./ชม. วิ่งสูงสุดได้ระยะทาง 681 กม./ชาร์จ

Tesla Model 3 เหมาะกับใคร

Model 3 เป็นรถซีดานตัวถัง 4 ประตู ถ้าไม่ติดเรื่องราคา ก็เป็นรถไฟฟ้าที่เหมาะกับทุกคน นับเป็นยนตรกรรม EV ยุคใหม่ ซึ่งถูกยกให้เป็นมาตรฐานอย่างแท้จริง สมรรรถนะดี วิ่งได้ไกล และทำความเร็วได้สูง ครบครันเกือบทุกอย่าง ดีสำหรับคนที่เลือกแล้วว่าจะใช้รถไฟฟ้าแบบยาว ๆ ไปเลย

Tesla Model 3 ราคาเริ่มต้น

มาดูกันที่ราคาของ Tesla Model 3 มือสอง เริ่มต้น 1,950,000 บาท* จัดไฟแนนซ์แบบผ่อนยาว 84 งวด* ผ่อนรถเดือนละ 23,809 บาท/เดือน* เรทนี้จัดว่าไม่แพง ถ้าคุณได้เป็นเจ้าของ สนใจ Tesla Model 3 มือสอง คลิก

สำหรับผู้ที่กำลังมองหา รถยนต์ไฟฟ้ามือสอง ไว้ใช้งานสักคัน นอกจากเรื่องของราคา และการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นแล้ว อีกหนึ่งเรื่องสำคัญ คือ การตั้งคำถามกับตัวเอง “รถไฟฟ้าดีต่อชีวิตประจำวันของคุณยังไง ?” ถ้าตอบตัวเองได้ และต้องการหารถ EV คันที่ใช่สำหรับคุณซักคัน ลองวางแผนการเงินง่าย ๆ ด้วยการประเมินวงเงิน กับ กรุงศรี ออโต้ พร้อมสตาร์ท ที่ให้คุณรู้วงเงินอนุมัติใน 3 นาที  วงเงินสามารถใช้ไปออกรถได้เลย คราวนี้มีทั้งความรู้และวงเงิน การออกรถ EV สักคันง่ายขึ้นอีกเยอะ 

เป็นเจ้าของรถไฟฟ้า EV มือสอง รีบคลิกเลย !

*ข้อมูลข้างต้นเป็นข้อมูลโดยประมาณอ้างอิงจากตลาดรถยนต์มือสองในประเทศไทย

รถยนต์ ไฟฟ้า สุดล้ำน่าใช้ในปี 2021 ที่จะพาคนไทยก้าวเข้าสู่โลกแห่งอนาคต

รถยนต์ ไฟฟ้า สุดล้ำน่าใช้ในปี 2021 ที่จะพาคนไทยก้าวเข้าสู่โลกแห่งอนาคต

รถยนต์ ไฟฟ้า หรือ รถยนต์พลังงานทางเลือก เริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้นในประเทศไทย เราได้รวบรวมรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่น่าใช้ปี 2021 พร้อมสเปคและราคาของรถแบบครบจบในที่เดียว

ประเภทของรถยนต์ไฟฟ้า

ในปี 2021 นี้เป็นปีที่ชาวโลกได้ประสบพบเจอกับปัญหาภัยพิบัติต่างๆ ทำให้หลายประเทศทั่วโลก และ องค์กรระดับโลก ได้ให้ความสนใจและตระหนักมากขึ้นเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนที่เพิ่มขึ้นในทุกปี โดยเฉพาะประเทศไทยของพวกเราที่ต้องเจอกับปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างหนักหน่วง ซึ่งตัวการหลักคือมลพิษทางอากาศ เช่น ควันท่อไอเสียรถยนต์ที่เผาไหม้จากน้ำมัน

โดยส่วนมากแล้วสิ่งที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน มักจะมาจากพฤติกรรมการทำซ้ำของมนุษย์เพื่อดำรงชีวิตในแต่ละวัน เช่น การใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างสิ้นเปลือง, การใช้เชื้อเพลิง, ตัดไม้ทำลายป่า, โรงงานอุตสาหกรรม และ ทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง

นอกจากพฤติกรรมที่ยกตัวอย่างไปข้างต้นแล้ว ยังมีอีกหนึ่งพฤติกรรมสำคัญของมนุษย์ที่ทำร้ายโลกในทุกวัน นั่นก็คือ การปล่อยมลพิษเสีย หรือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถของเราที่เป็นยานพาหนะสุดจำเป็น หรือ เป็นปัจจัยสำคัญในการเดินทางของมนุษย์

ทำให้วงการอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์มีการพัฒนาและคิดค้นเพื่อที่จะแก้ไขปัญหามลพิษไอเสียจากรถยนต์และทำให้รถยนต์ใช้พลังงานหรือทรัพยากรโลกที่น้อยลงเพื่อความประหยัดและรักษ์โลกมากขึ้น หลายคนคงเคยได้ยิน และ รู้จักรถยนต์ ไฟฟ้ามาหลายปีแล้วเพราะรถยนต์ไฟฟ้าและกึ่งไฟฟ้าเริ่มมีตั้งแต่ปี 1900 ในหลายๆ รูปแบบได้แก่

รถยนต์ ไฟฟ้า ไฮบริด (HEV)

เป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างพลังงานเชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้า หรือพูดง่ายๆ ก็คือเครื่องยนต์ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่นั่นเอง โดยพลังงานจากตัวแบตเตอรี่ไฟฟ้าจะส่งพลังงานไปซัพพอร์ตเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อน รวมถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าภายในรถ เช่น ไฟภายในรถ, วิทยุ, จอแสดงผล และ อื่นๆ

รถยนต์ไฟฟ้า ปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV)

เป็นรถที่ต่อยอดมาจากรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดให้มีการใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น โดยการเพิ่มขนาดความจุของแบตเตอรี่ให้ใหญ่ขึ้น ทำให้รถประเภทนี้สามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ได้โดยไม่ใช้น้ำมัน ประมาณ 20-50 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

รถยนต์ไฟฟ้าอี พาวเวอร์ (E-Power)

เป็น รถยนต์ ไฟฟ้า ที่ไม่สามารถชาร์จไฟแบตเตอรี่ได้ คล้ายกับรถยนต์ไฟฟ้า ไฮบริดที่มีทั้งเครื่องยนต์และแบตเตอรี่ในคันเดียวกัน แต่ รถยนต์ไฟฟ้า อี พาวเวอร์ ขับเคลื่อนด้วยเตอร์ไฟฟ้าไม่ใช่เครื่องยนต์โดยการใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กในการปั่นไฟให้แบตเตอรี่แทน

แต่ด้วยความที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ายังไม่เปิดกว้าง และ ยังไม่ได้รับการสนับสนุนสักเท่าไร เช่น ในเรื่องการอำนวยความสะดวกในการชาร์จตามที่สาธารณะหรือบ้าน ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ายังไม่ได้เป็นที่ถูกสนใจหรือได้รับความนิยมจากผู้คนมากนัก

รถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน

รถยนต์ ไฟฟ้า ยังคงถูกคิดค้นและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อช่วงปลายปี 2020 รถยนต์ไฟฟ้า เริ่มเป็นที่สนใจของผู้คนมากขึ้น และ สามารถพบเห็นได้บนท้องถนนอยู่บ้าง หลังจากนั้นในต้นปี 2021 ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีใหม่, การแข่งขันที่สูงระหว่างผู้ผลิต และ แนวคิดผู้คนที่หันมารักษ์โลกมากขึ้น ส่งผลให้ปี 2021 นี้มีการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ามากมายหลายแบรนด์เพื่อให้เป็นรถยนต์ทางเลือกสำหรับคนใช้รถ หรือ คนเล่นรถ

รถยนต์ ไฟฟ้า ที่ได้รับความสนใจในปัจจุบันหรือที่จำหน่ายกันในปีนี้จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าประเภท EV (Electric Vehicle) รถประเภทนี้จะใช้พลังงานไฟฟ้า 100% ไม่มีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงใดๆ ทั้งสิ้น เพราะรถยนต์ไฟฟ้า EV ได้ตัดเครื่องยนต์สันดาบออกไปและนำแบตเตอรี่ความจุขนาดใหญ่เข้ามาเป็นแหล่งพลังงานแทน

จุดเด่นของรถยนต์ ไฟฟ้า

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% หรือ รถยนต์ ไฟฟ้าในปัจจุบันได้ถูกออกแบบและพัฒนามาเพื่อแก้จุดบอดของรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ทั่วไปให้ตอบโจทย์และอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้มากยิ่งขึ้น เช่น

  • ประหยัดค่าซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ เช่น การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
  • ไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมันหรือค่าเชื้อเพลิงอีกต่อไปเพราะรถยนต์ไฟฟ้าชาร์จไฟอย่างเดียว
  • ไม่มีเสียงเครื่องยนต์มากวนใจด้วยที่ใช้แบตเตอรี่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเสียงเงียบกริบ
  • ออกตัวแรงไม่รอรอบ รถยนต์ไฟฟ้ามีแรงบิด (torque) ที่สูงทำให้ออกตัวได้ทันใจตอบสนองดี
  • จุดอำนวยความสะดวกในการชาร์จที่มากขึ้น เช่น จุดให้บริการชาร์จรถ EV ตามห้างสรรพสินค้า

รวมรถยนต์ไฟฟ้าน่าใช้ 2021

หลังจากได้เห็นจุดเด่นของเจ้า รถยนต์ ไฟฟ้า แล้วทำให้ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่ามันน่าใช้มาก ทั้งประหยัดและรักษ์โลกไปพร้อมๆ กัน มากกว่านั้นรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2021 จะทำให้ชาวโลกได้เข้าใกล้คำว่า “รถแห่งอนาคต” ที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตพวกเรามากขึ้นอีกด้วย

ในขณะที่ปัจจุบันบนท้องถนนยังมีรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาบหรือใช้น้ำมันอยู่เป็นส่วนมาก แต่ผู้เขียนเชื่อว่าอีกไม่นานมนุษย์อย่างเราก็ต้องปรับตัวตามโลกที่หมุนไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อสิ่งที่ประหยัดและรักษ์โลกมากกว่า เราได้รวบรวมรถยนต์ไฟฟ้าน่าใช้ที่มีจำหน่ายอยู่ในประเทศไทยปี 2021 มาให้ทุกคนแล้ว

Tesla Model 3 2021 (Performance)

ถ้าจะพูดถึง รถยนต์ ไฟฟ้า เราคงไม่พูดถึง Tesla ไม่ได้ รถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Tesla Model 3 เปิดตัวครั้งแรกในปี 2017 เป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าล้วนในรูปแบบรถซีดาน 4 ประตู มียอดขายพุ่งไปถึง 800,000 คันภายใน 3 ปี และ ยังคงพัฒนาต่อจนทาง Tesla ได้เพิ่มรุ่น Performance เข้ามาในโดยการอัพเกรดแบตเตอรี่คู่ใหม่เพื่อเพิ่มสมรรถนะให้ดียิ่งขึ้น คาดว่าเร็วแรงแบบหัวติดเบาะกันแน่นอน งั้นเราไปดูขุมพลังไฟฟ้าของรุ่น Performance กันเลย

  • แบตเตอรี่ : 75 kWh
  • แรงม้า : 480 (โดยประมาณ)
  • ความเร็วสูงสุด : 260 กิโลเมตร/ชม.
  • อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร : 3.2 วินาที
  • ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 480 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
  • ราคา : รุ่น performance 4,290,000 บาท

มากกว่านั้น Tesla Model 3 Performance มีการปรับเปลี่ยนบางส่วนเพื่อรูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ตขึ้นด้วยล้อใหม่ขนาด 20 นิ้วจากของเดิม 19 นิ้ว และ ลดความสูงของรถทำให้ตัวรถเตี้ยลง 10 มม. เพิ่มความสปอร์ตแบบดิบๆ ด้วยสปอยเลอร์คาร์บอน-ไฟเบอร์

Nissan LEAF

Nissan LEAF ถือว่าเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วน 100% คันแรกจากค่ายผู้ผลิตรถสัญชาติญี่ปุ่นเพื่อทดสอบตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เจ้า Nissan LEAF คันนี้คอนเซปต์มาพร้อมกับชื่อรุ่นเลยนั่นก็คือ “LEAF” หรือ ใบไม้

ลึกไปกว่านั้น! ในแต่ละตัวอักษรของคำว่า “LEAF” ยังมีคอนเซ็ปต์ของรถคันนี้แฝงไว้อยู่

  • Leading
  • Environmentally friendly
  • Affordable
  • Family car

ซึ่งคอนเซ็ปต์โดยรวมก็คือ นำพายนตรกรรมไปอีกขั้นด้วยการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมพร้อมราคาที่จับต้องได้ และ เดินทางได้ทั้งครอบครัวแบบประหยัดและรักษ์โลกไปพร้อมๆ กันอีกด้วย คอนเซ็ปต์น่าสนใจขนาดนี้เราไปดูสเปคของเจ้า Nissan LEAF กันเลยดีกว่า

สเปค

  • แบตเตอรี่ : 40 kWh
  • แรงม้า : 150 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด : 320 นิวตัน-เมตร
  • อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร: 7.9 วินาที
  • ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 311 กิโลเมตร
  • ราคา : 1.49 ล้านบาท

MG ZS EV

มาดู รถยนต์ ไฟฟ้า จากฝั่งประเทศจีนกันบ้าง เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักแบรนด์ MG กันอยู่แล้วเพราะแบรนด์นี้เจาะตลาดรถยนต์ในประเทศไทยได้ไม่นานแต่มีรถยนต์แบรนด์ MG วิ่งอยู่บนนถนนมากมายในประเทศไทย

หลายคนอาจจะคุ้นตาในเรื่องรูปลักษณ์หน้าตาของรถ เพราะ MG ZS EV ได้ยึดพื้นฐานดีไซน์การออกแบบมาจากรถยนต์ SUV ยอดนิยมของ MG อย่าง MG ZS นั่นเองที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562

ถึงภายนอกจะคล้ายแต่หัวใจต่างกัน ! เพราะ MG ZS EV ถูกพัฒนามาเป็น รถยนต์ ไฟฟ้า 100% แต่ยังคงคอนเซ็ปต์ของ MG ที่ว่าราคาเอื้อมถึงพร้อมออปชันแบบครบๆ

สเปค

  • แบตเตอรี่ : 44.5 kWh
  • แรงม้า : 150 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด : 350 นิวตัน-เมตร
  • อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร: 7.9 วินาที
  • ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 337 กิโลเมตร
  • ราคา : 1,190,000 บาท

รวมๆ แล้วเจ้ารถ MG ZS EV คันนี้ถือว่าตอบโจทย์ครบอยู่พอสมควร เพราะบางค่ายผู้ผลิตรถยนต์พอหันมาทำรถยนต์ไฟฟ้าอาจมีการตัดออปชันบางอย่างออกไป แต่ MG ZS EV ยังคงให้เทคโนโลยีความปลอดภัยอย่าง Advance Driver Assitance มาให้อีกด้วย และ ด้วยราคาที่จับต้องได้ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เป็นเพียงความฝันของคนไทยอีกต่อไป

Hyundai Ioniq

เมื่อ Hyundai หันมารักษ์โลกด้วยการผลิตรถยนต์ที่ปราศจากมลพิษ ประหยัดพลังงาน และ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม Hyundai Motor Thailand ได้นำรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Ioniq Electric) เข้ามาทำตลาดในไทยตั้งแต่ปี 2561 จนพัฒนามาถึงรุ่น Hyundai Ionig 5 ที่เปิดตัวในปีนี้

เจ้า Hyundai Ionig 5 ใครเห็นครั้งแรกต้องเป็นสะดุดตาอย่างแน่นอนด้วยรูปลักษณ์ที่เหมือนหลุดออกมาจากโลกอนาคต เพราะรถคันนี้ได้ถูกปรับโฉมใหม่จากตัวเก่า และ ยังอัปเกรดความแรงเพิ่มอีกด้วย

หลายคนอาจจะไม่คุ้นหน้าคุ้นตากับเจ้า Hyundai Ionig แต่ รถยนต์ ไฟฟ้า ค่ายสัญชาติเกาหลีคันนี้มีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวทั้งราคาที่ไม่สูงมากในตลาดและสมรรถนะที่ได้มาตรฐาน ด้วยสเปคดังต่อไปนี้

สเปค

  • แบตเตอรี่ : 72.6 kWh
  • แรงม้า : 215 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด : 350 นิวตัน-เมตร
  • ความเร็วสูงสุด : 165 กิโลเมตร/ชม.
  • อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร : 7.4 วินาที
  • ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 450 กิโลเมตร (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
  • ราคา : 1,749,000 บาท

MINI Cooper SE

รถคลาสสิกในตำนานก้าวเข้าสู่ยุคแห่งอนาคตจนกลายมาเป็น MINI Cooper SE รถยนต์ ไฟฟ้า 100% มีรูปลักษณ์ภายนอกเป็นรถ 3 ประตูที่มีความคลาสสิกตามสไตล์มินิแต่หัวใจประหยัดรักษ์โลก สำหรับ MINI Cooper SE รถยนต์ไฟฟ้าคันนี้ตัวแบตเตอรี่ได้ถูกพัฒนาจนมาเป็นรุ่นล่าสุดโดย BMW Group ที่มีลักษณะคล้ายตัว T และ ติดตั้งอยู่ใต้ท้องรถเปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของช่วงล่าง ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าคันนี้มีพื้นที่เก็บสัมภาระมากกว่าค่ายอื่นๆ

สเปค

  • แบตเตอรี่ : 32.6 kWh
  • แรงม้า : 184 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด : 270 นิวตัน-เมตร
  • อัตราเร่ง 0-60 กิโลเมตร : 3.9 วินาที
  • ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 217 กิโลเมตร (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
  • ราคา : 2,290,000 บาท

โดยรวมของเจ้ารถ MINI Cooper SE คันนี้น่าสนใจมากเพราะราคาไม่สูงเท่าที่คิด ถ้าแลกกับการที่ได้รถยนต์ไฟฟ้า EV มีมาตรฐานพร้อมดีไซน์ที่โดดเด่นมีเอกลักษณ์อย่าง MINI Cooper มาไว้ขับขี่

Volvo XC40 Recharge Pure Electric

สำหรับใครที่เป็นสายครอบครัวหรือชอบรถแนว Crossover SUV แต่ใจรักษ์โลกและต้องการความประหยัด ทางแบรนด์แกร่งอย่าง Volvo ไม่ได้นิ่งนอนใจได้เปิดตัว รถยนต์ ไฟฟ้า EV ที่มาในรูปแบบ Crossover SUV ขนาดคอมแพคไม่ใหญ่โตเทอะทะมากเกินไป ใน Motor Show 2021 ที่ผ่านมา

แน่นอน! ว่าแบรนด์ Volvo มีชื่อเสียงเรื่องของสมรรถนะที่ทนทานและมีพลัง เรามาดูกันว่าพอมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว Volvo XC40 Recharge Pure Electric คันนี้จะมีสมรรถนะอย่างไรพร้อมกับราคาที่เปิดตัวในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย

สเปค

  • แบตเตอรี่ : 78 kWh
  • แรงม้า : 480 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด : 660 นิวตัน-เมตร
  • ความเร็วสูงสุด : 180 กิโลเมตร/ชม.
  • อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร : 4.9 วินาที
  • ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 418 กิโลเมตร (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
  • ราคา : 2,590,000 บาท

หลังจากเห็นสเปคของรถยนต์ไฟฟ้า Crossover คันนี้แล้วบอกเลยว่า Volvo ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ ด้วยรถที่มีขนาดใหญ่ภูมิฐานและมีขุมพลังไฟฟ้าแฝงอยู่อย่างมหาศาลทำให้รถคันนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าสไตล์ Crossover ที่น่าใช้ไว้เดินทางอีกหนึ่งคัน

KIA Soul EV 

เอาใจสาย Crossover อย่างต่อเนื่องกับเจ้า KIA Soul EV ที่ชื่อก็บ่งบอกถึงสัญชาติ และ ถิ่นกำเนิดของรถคันนี้ไปแล้ว ในปี 2021 รถยนต์ EV จากค่าย KIA คันนี้ได้พัฒนามาถึงเจเนอเรชันที่ 3 เพราะรถคันนี้ตอบโจทย์ผู้คนในวงกว้างทั้งจุสัมภาระได้เยอะ มีความโฉบเฉี่ยว และ ที่สำคัญสาย Crossover ไม่พลาดอย่างแน่นอน

สเปค

  • แบตเตอรี่ : 64 kWh
  • แรงม้า : 201 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด : 395 นิวตัน-เมตร
  • ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 452 กิโลเมตร (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
  • ราคา : 2,387,000 บาท

พิเศษในรถคันนี้ ! ไฟ Ambient light สามารถปรับเปลี่ยนตามจังหวะเพลงได้ นอกจากดูหรูหราไฮเทคแล้วยังจะช่วยเพิ่มอารมณ์ในการขับรถให้ผู้ขับขี่ได้อีกด้วย

MG EP

เปลี่ยนอารมณ์กันบ้างด้วยรถไฟฟ้า EV รูปแบบ Station Wagon ที่บรรทุกได้ทั้งคนและสัมภาระ เป็น รถยนต์ ไฟฟ้า จากประเทศจีนอีกหนึ่งคันที่น่าสนใจด้วยสเปคที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันและราคาที่ไม่ถึงล้าน !

สเปค

  • แบตเตอรี่ : 50.3 kWh
  • แรงม้า : 163 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด : 260 นิวตัน-เมตร
  • อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร : 8.8 วินาที
  • ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 380 กิโลเมตร (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
  • ราคา : 998,000 บาท

Hyundai Kona Electric 

ปิดท้ายด้วยรที่มีเอกลักษณ์หน้าตาแห่งอนาคตอย่างโดดเด่นที่บ่งบอกความเป็น รถยนต์ ไฟฟ้า ได้อย่างชัดเจนด้วยดีไซน์กระจังหน้าแบบไม่มีช่องลม เจ้า Hyundai Kona Electric คันนี้เป็นรถไฟฟ้า Sport SUV ที่สเปคน่าสนใจและราคาเริ่มต้นไม่ถึง 2 ล้านบาท !

สเปค

  • แบตเตอรี่ : 39.2 kWh
  • แรงม้า : 204 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด : 395 นิวตัน-เมตร
  • อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร : 7.6 วินาที
  • ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 312 กิโลเมตร (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
  • ราคา : 1,849,000 บาท

สรุป

หลังจากที่ได้เห็นการพัฒนาและความหลากหลายของ รถยนต์ ไฟฟ้า กันแล้ว ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าตลาดรถยนต์พลังงานทางเลือกในประเทศไทยเติบโตมากในช่วงปี 2021 นี้ ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกหลากหลายรูปแบบมากขึ้น เราจะเห็นกันได้ว่าปีนี้รถยนต์ EV มาครบทุกประเภทของรถจริงๆ ตั้งแต่รถ Sedan, City car, Crossover SUV, Station Wagon ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของยนตรกรรมแห่งอนาคตในบ้านเราเลยทีเดียว ทำให้อดคิดไม่ได้เลยว่ารถในอนาคตจะหน้าตาล้ำและขับเคลื่อนได้ประหยัดมากขนาดไหน

สุดท้ายนี้โลกของเรากำลังเข้าสู่โลกแห่งอนาคตในทุกๆ อุตสหกรรม รวมถึงยนตรกรรมด้วย สำหรับใครที่ไม่อยากตกเทรนด์หรืออยากปรับตัวตามโลกให้ทันก่อนใครสามารถดูราคารถยนต์ไฟฟ้าในตลาดได้ที่ Kaidee Auto

‘Apple VS Tesla’ รถไร้คนขับของใครจะดีกว่ากัน

‘Apple VS Tesla’ รถไร้คนขับของใครจะดีกว่ากัน

สมัยนี้ไม่ว่าอะไรก็ต้องเป็นดิจิทัล หรืออย่างน้อยมีเทคโนโลยีมาผสมไปหมด จนทำให้ผลิตภัณฑ์ธรรมดาหลายๆ ตัว ได้กลายเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะ (อุปกรณ์ AI) มากมายในปัจจุบัน ยกตัวอย่างจากสิ่งรอบตัว เช่น หุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้าน, หนังสือ E-Book, Smart Watch, เทคโนโลยีภาพสามมิติเสมือนจริง หรือเวอร์ชวล เรียลลิตี้ และอีกมากมาย เทคโนโลยีเหล่านี้ ล้วนแต่ช่วยให้เราได้ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น ซึ่งนั่นก็คือการใช้ทรัพยากรคน และเวลาให้น้อยที่สุด

หนึ่งในเทคโนโลยีที่เป็นที่จับตามอง และมาแรงในปัจจุบัน ก็คงหนีไม่พ้น Electric Vehicle (EV) หรือ รถยนต์ไฟฟ้า นั่นเอง แน่นอนว่าธุรกิจหลายแห่ง ต่างรีบแห่กัน กระโดดเข้าเทรนด์ ทยอยกันออก รถยนต์ไฟฟ้ากันเป็นว่าเล่น และแน่นอนว่า แอปเปิล (Apple Inc) ก็ไม่ต่าง

ขอบคุณรูปจาก Medium.com

ด้วยสโลแกนของบริษัท “Think Different” และความเป็นผู้นำธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ รายยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Apple ไม่คิดจะหยุดแค่สร้างรถยนต์ไฟฟ้าธรรมดาๆ อีกคันให้โลก หรือเพิ่มเติมแค่แปะโลโก้รูปแอปเปิลลงไปที่รถแน่นอน ปี 2014 ที่ผ่านมา Apple ได้ประกาศ แผนการที่จะผลิต “iCar” รถยนต์ไฟฟ้าประเภทขับเคลื่อนอัตโนมัติ ไม่ต้องพึ่งคนขับ ภายใต้โครงการที่ชื่อว่า “Project Titan.”  ซึ่งมีกำหนดจะเสร็จภายในปี 2024 

ไม่ว่าแผนการ การพัฒนา iCar ที่ว่าของ Apple นี้จะเป็นอย่างไร ฟีเจอร์ต่างๆ จะสู้กับเจ้าเก่าไฟยังแรงอย่าง Tesla ได้หรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบค่ะ 

แต่ก่อนอื่นเรามารู้จัก Electric Vehicle หรือ รถยนต์ไฟฟ้ากันก่อนนะคะ

รถยนต์ EV คืออะไร

รถยนต์ EV (Electric Vehicle) หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า “รถยนต์ไฟฟ้า” นั้น เป็นรถยนต์ที่สามารถเคลื่อนที่ได้ โดยการใช้มอเตอร์ไฟฟ้า และใช้พลังงานไฟฟ้าแทนการใช้น้ำมัน รถยนต์ไฟฟ้าตัวนี้จะเก็บพลังงานไฟฟ้าที่ว่าไว้ในแบตเตอรี่ของรถ ที่สามารถชาร์ตได้ตลอดเวลาเมื่อแบตเตอรี่หมด

การทำงานของระบบรถยนต์ไฟฟ้านั้น ประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบหลักๆ นั้นก็คือ แบตเตอรี่ อุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้า และมอเตอร์ไฟฟ้า

การขับเคลื่อนของรถยนต์ EV นั้น เริ่มจากตัวแบตเตอรี่ ที่เป็นแหล่งสะสมพลังงานไฟฟ้ากระแสตรง จากนั้น จะเป็นหน้าที่ของตัวแปลงกระแสไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้ากระแสตรงให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้ากระแสสลับ เพื่อถ่ายพลังงานไปให้มอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของรถยนต์ขึ้นนั่นเอง 

เพื่อนๆ จะเห็นได้ว่า ขั้นตอนการทำงานของรถยนต์ไฟฟ้านั้น ง่าย ใช้แค่พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียว ซึ่งก็เพียงพอที่จะทำให้รถยนต์เคลื่อนที่ได้แล้ว ดังนั้นรถยนต์ไฟฟ้าจึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยเพื่อนๆ ประหยัดทั้งพลังงาน และค่าใช้จ่าย ได้ดีกว่ารถยนต์พลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป

รถยนต์ไฟฟ้าจาก Apple

ขอบคุณรูปจาก Teslarati.com

Apple Inc ได้ประกาศเริ่มโครงการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนอัตโนมัติไปเมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา ซึ่งมีกำหนดจะเปิดตัวภายในปี 2024 ที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ Apple ได้ประกาศแผนการดังกล่าวไป ก็ได้เงียบหาย ซุ่มพัฒนาสร้างรถยนต์ไฟฟ้า โดยไม่ให้ปาก ไม่ให้เสียงแก่สื่อมวลชนแต่อย่างใด เรียกได้ว่าทำเอาแฟนๆ กังวลว่าเราจะได้เห็นสุดยอดรถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับ ฝีมือบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำที่เราไว้วางใจอย่าง Apple ในเร็ววันจริงๆ หรือเปล่า  

เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา Apple ก็ไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวังอีกเช่นเคย Apple ประกาศจ้าง ‘Doug Field’ ซึ่งเขาเป็นอดีตพนักงานของ Apple ที่หันไปทำงานให้กับบริษัท Tesla เป็นเวลานานถึง 5 ปี โดย Apple ได้มอบหมายให้ Doug Field รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินแผนการนี้ต่อไป และหลังจากนั้น โปรเจคต์พัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของ Apple ก็มีความคืบหน้าขึ้นมาก 

จุดประสงค์หลักของ Apple คือการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ที่สามารถขับเคลื่อนได้อัตโนมัติ และที่สำคัญรถยนต์คันนี้จะต้องมีกลุ่มเป้าหมายเป็นตลาดมวลชน (Mass Market) หรือกลุ่มลูกค้าจำนวนมาก ซึ่งแตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตจากบ้านยักษ์ใหญ่ อย่าง Tesla ที่เน้นตอบสนองตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) 

นอกจากนี้ Apple ยังยืนยัน นอนยันอีกว่า รถยนต์ไฟฟ้าตัวนี้จะมีแบตเตอรี่รูปแบบใหม่ที่ทำให้รถวิ่งได้ไกลขึ้น และยังช่วยประหยัดต้นทุน ได้ดีด้วย 

iCar VS Tesla 

ขอบคุณรูปจาก Teslarati.com

ถ้าพูดถึง รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ที่สามารถขับเคลื่อนได้โดยอัตโนมัติ แน่นอนว่าเป็นใคร ใครก็ต้องนึกถึง เทสลา (Tesla) บริษัทเชื้อสายอเมริกัน ผู้ผลิตยานพาหนะไฟฟ้าที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก ซึ่ง CEO ของบริษัทเทคโนโลยีล้ำนี้ จะเป็นใครไม่ไม่ได้นอกจาก อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ขวัญใจน้องๆ Gen Z นั่นเองค่ะ

เนื่องจาก Tesla มีชื่อเสียงอย่างมาก ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 100% นอกจากจะมีสมรรถนะเทียบเท่ากับ SuperCar แล้ว ยังประกอบไปด้วยเทคโนโลยีช่วยขับอย่าง ‘Autopilot’ โดยการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วย 

เท่านี้ยังไม่พอ การบังคับทุกอย่าง ตั้งแต่เกียร์ ยัน อุณหภูมิในรถ คนขับต้องบังคับผ่านหน้าจอหน้าคนขับเท่านั้น จนทำให้หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การซื้อ รถยนต์เทสล่า เหมือนเป็นการซื้อไอแพดอันขนาดยักษ์ เว้นซะแต่ว่ามันสามารถพาเราไปไหนมาไหนได้นั่นเอง

จึงไม่แปลกใจเลยว่าทันทีที่ Apple ประกาศแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า สื่อหลายฝ่ายต่างเริ่มเปรียบเทียบรถยนต์ไฟฟ้าอัตโนมัติของ Apple และ Tesla กันมากมาย ข้อเปรียบเทียบจะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง มาดูกันเลย

1. ความสามารถทางดีไซน์

ขอบคุณรูปจาก Medium.com

เรื่องของดีไซน์ต้องยอมรับเลยว่า Apple นั้นชนะขาดลอย เมื่อเทียบกับดีไซน์ของ Tesla ที่มักจะโดนแฟนๆ ตั้งคำถามอยู่เสมอ และที่เห็นได้ชัดที่สุด ก็เห็นจะเป็นผลิตภัณฑ์ล่าสุดของ Tesla “Cybertruck” รถกระบะไฟฟ้า ที่มีดีไซน์เหมือนรถถังล้ำยุค ไม่เหมือนใคร และก็ไม่แน่ใจด้วยว่าจะมีใครอยากเหมือนด้วยหรือเปล่า

ขอบคุณรูปจาก Tesla

ซึ่งนี่ก็แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ทั้งหลายจาก Apple อย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ว่า Apple จะออกอะไรมา ก็เป็นที่ชื่นชมไปซะหมด แม้ว่าดีไซน์ของ Apple จะเรียบง่าย แต่ก็โดดเด่นท่ามกลางคู่แข่ง 

Apple มุ่งเน้นการออกแบบ แบบ Minor Change นั่นก็คือการออกแบบเพียงแค่ให้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ ดูดีมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่การออกแบบ แบบถอนรากถอนโคน ซึ่งนี่เองก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ Apple ถึงมีแบรนด์ Identity ที่ชัดเจน

2. ความพร้อมของเงินทุน

ขอบคุณรูปจาก iotmaniac

แน่นอนว่าเงินทุน เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะการผลิตรถยนต์สักรุ่นนั้น ไม่เพียงแค่ต้องมีเงินที่มากพอ แต่ยังต้องมีเหลือ ให้ใช้กับการสร้างโรงงาน การพัฒนาการทำการตลาด และอีกมากมาย 

Tesla ในปีที่ผ่านมาได้ มีเงินทุนที่มากขึ้นอย่างน่าทึ่ง ถึงขั้นมีมูลค่าหุ้นมากถึง 10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับ Apple แล้ว ต้องยอมรับเลยว่า Apple เขามีเงินหมุนเวียนบริษัทที่มากกว่า Tesla อยู่มาก

3. ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ

ขอบคุณรูปจาก Themoscowtimes

ถึงแม้ว่าเงินจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการทำธุรกิจ แต่อย่าลืมนะคะ ว่าฝีมือและความสามารถของคนทำธุรกิจก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน แน่นอนว่าเรื่องของยานยนต์ Apple ยังมีพนักงานที่เชี่ยวชาญไม่เท่า Tesla ดังนั้นถ้า Apple อยากเพิ่มความน่าเชื่อถือในส่วนนี้ Apple จำเป็นต้องจ้าง วิศวกรเครื่องยนต์ อีกมาก เพื่อมาสู้กับ Tesla ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจยานยนต์โดยเฉพาะมานานถึง  17 ปี

ท้ายที่สุด Apple ต้องเข้าใจก่อนว่า นี่คือการผลิตรถยนต์ ไม่ใช่การผลิตมือถือ หรือไอแพดอย่างเคย ความปลอดภัยนั้น การันตีชีวิตคน ไม่ใช่แค่ ความปลอดภัยเพียงแค่ในโลกไซเบอร์

สรุปท้ายบทความ

ปัจจุบันตลาดรถยนต์ได้เร่งก้าวหน้า พัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ โดยเริ่มจากการเปลี่ยนรถยนต์แบบเผาไหม้เชื้อเพลิงทั่วไป ไปเป็นรถยนต์ไฮบริด (เครื่องยนต์ผสมระหว่างไฟฟ้ากับน้ำมัน) จนในท้ายที่สุดกลายมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) อย่างในปัจจุบัน 

ฉลาดทำธุรกิจแบบ Apple แน่นอนว่าไม่มีทางปล่อยโอกาสทำเงินนี้ให้หลุดมือไป ล่าสุด Apple ได้เปิดเผยแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับขึ้น แต่เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด ทำให้ยังเรายังไม่เห็นปลายทางความสำเร็จของ Apple คงต้องรอดูกันต่อไปว่าเราจะได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้าของ Apple ตามท้องถนนได้เมื่อไร 

แต่ระหว่างที่เรารอกัน Kaidee แนะนำให้เพื่อนๆ ลองเข้ามาเช็ครถยนต์มือสองในเว็บไซต์ของเราก่อนได้นะคะ แม้ว่าอาจจะไม่ล้ำมากมายเท่า Apple แต่รับรองว่า ช่วยเพื่อนๆ ประหยัดงบ ชนะ Apple แน่นอน

รถไฟฟ้ากับรถ Hybrid ช่วยโลกจริงหรือ?

รถไฟฟ้ากับรถ Hybrid ช่วยโลกจริงหรือ?

ปัจจุบันกระแสรถยนต์อย่างรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดนั้นกำลังมา ซึ่งเป็นที่พูดถึงกันอย่างมากในเรื่องประหยัดพลังงานน้ำมัน อีกทั้งยังช่วยลดมลพิษให้แก่โลกได้อีกด้วย แต่ด้วยเทคโนโลยีนี้เป็นสิ่งที่แปลกใหม่ ทำให้ใครหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่กล้าที่จะตัดสินใจมาเลือกซื้อเท่าไรนัก

ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี ก่อนที่คุณจะเลือกซื้อ ผมขอแนะนำให้คุณมาลองอ่านบทความนี้เสียก่อนว่า รถยนต์ทั้งสองประเภทที่เรานั้นได้ยินกันมาตลอดในยุคสมัยนี้ ความเป็นจริงแล้วมันช่วยโลกจริงหรือเปล่า ถ้าจริงมันช่วยอย่างไร หรือถ้าไม่ มันจะส่งผลอย่างไรบ้าง??

มาทำความรู้จักรถ Hybrid และรถยนต์ไฟฟ้ากันก่อนดีกว่า

รถยนต์ไฮบริดคืออะไร

รถยนต์ Hybrid Car หรือชื่อเต็ม ๆ ก็คือ Hybrid Electric Vehicle (HEV) นั้นเป็นเทคโนโลยีของรถยนต์ที่ผสมผสานการทำงานระหว่างน้ำมันและระบบไฟฟ้า ซึ่งภายในของรถจะมีมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ในการเสริมกำลังขับเคลื่อน ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ยังคงต้องเติมน้ำมันเพื่อเป็นเชื้อเพลิงอยู่ดี แต่จะนำพลังงานไฟฟ้ามาใช้ในบางจังวะ

รถยนต์ไฟฟ้าคืออะไร

รถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV คือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว ง่าย ๆ ก็คือใช้พลังงานไฟฟ้า 100% นั่นเอง ซึ่งจะเติมพลังงานไฟฟ้าด้วยการชาร์จไฟ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมง แต่ถ้าชาร์จกับปั้มน้ำมันที่มีแท่นชาร์จเร็วจะใช้เวลาเพียง 2-4 ชั่วโมงเท่านั้น

แล้วรถไฟฟ้ามันชาร์จยังไง?

การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้านั้นมีให้เลือกเติมได้อยู่ 2 วิธี

  1. Normal Charge (AC) เป็นการชาร์จแบบธรรมดา แบบที่ติดตั้งกันตามบ้าน หรือห้างสรรพสินค้า ซึ่งจะใช้เวลาชาร์จประมาณ 4-7 ชั่วโมง
  2. Quick Charger (DC) เครื่องชาร์จแบบเร็วที่จะทำให้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสามารถเติมได้เต็มได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 40-60 นาที เท่านั้น

รถยนต์ไฟฟ้านั้นช่วยโลกจริงหรือ??

ถ้าพูดในเรื่องของความรักษ์โลกแล้ว มองดูผิวเผินรถยนต์ไฟฟ้านั้นดูเหมือนจะช่วยโลกได้อย่างมหาศาล เดี๋ยวเราจะมาดูกันว่าก่อนเลยว่าทั้งรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้ามันช่วยโลกในด้านไหนกันบ้าง และช่วยได้อย่างไร

ความรักษ์โลก

มาเริ่มกันที่ความรักษ์โลกของรถยนต์ไฮบริดและไฟฟ้าก่อนเลย อย่างที่รู้ ๆ กันว่ารถยนต์ทั้งสองประเภทนี้มีความรักษ์โลกอยู่แล้ว ซึ่งจะมีด้านไหนบ้าง ไปดูกันเลย!!

  • ด้านภาวะโลกร้อน

ด้วยความที่รถยนต์ไฟฟ้านั้นไม่ได้ใช้พลังงานจากน้ำมัน ส่วนในรถยนต์ไฮบริดก็ใช้น้ำมันไม่มากเท่าไรนัก ทำให้ลดการเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากท่อไอเสีย หนึ่งในสาเหตุใหญ่ที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนอย่างในปัจจุบัน

  • ด้านมลพิษในอากาศ

เนื่องจากรถยนต์นั้นใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ในการขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้ไม่มีการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง จึงทำให้ลดการใช้ของเหลวที่ใช้งานร่วมกับเครื่องยนต์ลงไป ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก หรือแม้กระทั่งน้ำมันที่ใช้เติมรถยนต์ ทำให้ปล่อยก๊าซที่ส่งผลมลพิษทางอากาศแทบจะเท่ากับศูนย์เลยก็ว่าได้

แต่ในความรักษ์โลก มันก็ทำลายโลกเช่นเดียวกัน

แน่นอนว่าด้วยระบบเครื่องยนต์และแบตเตอรี่ของทั้งรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้านั้นจะช่วยในเรื่องของการลดมลพิษทางอากาศได้เป็นอย่างมาก แต่คุณรู้กันหรือไม่?? จริง ๆ แล้วเครื่องยนต์และแบตเตอรี่เหล่านี้ก็ทำลายโลกไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งสาเหตุก็มีดังนี้

  • ทำลายโลกจากการผลิตแบตเตอรี่

ภัยร้ายที่แท้จริงของรถยนต์เหล่านี้นั้นมาจากตรงนี้เลย ด้วยกระบวนการของการผลิต เพราะแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้านั้น มีส่วนสำคัญที่ส่งผลให้เกิดมลพิษอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น อลูมิเนียม ทองแดง นิคเคิล เป็นต้น 

นอกจากนี้ส่วนประกอบสำคัญอย่างมากนั่นก็คือ “ลิเทียม” และ “คาร์บอเนต” ซึ่งการที่จะได้มาของสารทั้งสองชนิดนี้จะต้องสกัดจากน้ำเค็มและน้ำจืด และอาจส่งผลให้ใช้น้ำจืดมากเกินไปในการผลิต

  • ความจริงของไฟฟ้าที่นำมาเป็นพลังงาน

หากมองในมุมที่กลับกัน ไฟฟ้านั้นผลิตจากอะไรล่ะ?? อีกหนึ่งภัยร้ายที่คุณอาจไม่รู้ พลังงานไฟฟ้าบนโลกใบนี้ ไม่ได้มีที่มาเฉพาะแค่เขื่อนที่นำน้ำมาปั่นเป็นกระแสไฟฟ้า แต่ยังรวมไปถึงโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่เมื่อผลิตแล้วจะสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงกว่าการใช้รถแบบน้ำมันถึง 2 เท่า ปล่อยออกมาทางอากาศสูงมาก ดังนั้นยิ่งโลกเรามีรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากเท่าไร การผลิตไฟฟ้าก็ต้องยิ่งใช้ถ่านหินมากขึ้น ยิ่งสร้างมลพิษเพิ่มขึ้นไปอีก

  • อายุการใช้งานของแบตเตอรี่

ของทุกอย่างบนโลกนี้ ย่อมมีการเสื่อมสลายไปตามกาลและเวลา แบตเตอรี่ก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีพังเกิดขึ้น ก็ย่อมต้องมีการผลิตมาเพื่อเปลี่ยนอย่างแน่นอน แสดงว่าต้องเพิ่มกำลังการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าตามไป

แต่รถยนต์ไฟฟ้านั้นก็มีข้อดีอย่างเห็นได้ชัดอยู่

ไม่ใช่ว่าการที่บอกเล่าถึงข้อมูลในเรื่องของความจริงในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า คุณจะควรเลิกซื้อนะ เพราะอย่างไรก็ตาม หากคุณมองว่าท้ายที่สุดค่ายของรถยนต์ต่าง ๆ ยังไงก็ต้องผลิตเพื่อมาทำกำไรอยู่ดี ดังนั้นเราควรมองถึงประโยชน์ที่เราสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันดีกว่า

  1. ประหยัดค่าเชื้อเพลิง/พลังงาน

หากเทียบในระยะทางที่เท่า ๆ กันระหว่างรถยนต์ไฟฟ้ากับรถยนต์น้ำมันแล้ว การวิ่งของรถยนต์ไฟฟ้าต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้งนั้นจะวิ่งได้ประมาณ 300-400 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อ) ซึ่งการเติมหนึ่งครั้งนั้นใช้เงินเพียง 100-200 บาทเท่านั้น หากเทียบกับรถยนต์น้ำมันที่วิ่งในระยะทางที่เท่ากันแล้วจะต้องจ่ายสูงถึง 500-800 บาทเลยทีเดียว

ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้ามีระบบตัดไฟให้อัตโนมัติเมื่อชาร์จแบตเต็มแล้ว รับรองได้ว่าไม่กินไฟแน่นอน

  1. สมรรถนะ

ไม่พูดไม่ได้เลย สมรรถนะในเรื่องของการเร่งเครื่องนั้น ต้องบอกเลยว่าดีกว่ารถยนต์น้ำมันอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำรอบเครื่องให้ถึงแล้วจึงเปลี่ยนเกียร์เข้ามาเกี่ยว ทำให้คุณนั้นสามารถเร่งเครื่องได้ดั่งใจที่ต้องการ

  1. ค่าบำรุงรักษา

ด้วยความที่รถยนต์ไฟฟ้านั้นไม่มีเครื่องยนต์ อย่างแรกที่เราไม่เสียค่าใช้จ่ายก็คือค่าน้ำมันที่ต้องเติมในส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำมันเครื่อง ค่าน้ำมันเบรก เป็นต้น ซึ่งแค่นี้ก็สามารถประหยัดไปได้มหาศาลแล้ว

หากใครที่มองหารถยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน หรือมีความรักษ์โลกอยู่ในหัวใจแล้วล่ะก็ ผมขอแนะนำทางเลือกดี ๆ อย่าง Kaidee Auto ที่มีรถยนต์ทั้งไฟฟ้าและไม่ไฟฟ้า ให้คุณเลือกมากมาย ที่ตรงต่อความต้องการของคุณ

ปากกาขาว
เส้นทางของรถ Tesla ที่ไม่ราบเรียบด้วยกลีบกุหลาบ

เส้นทางของรถ Tesla ที่ไม่ราบเรียบด้วยกลีบกุหลาบ

หากพูดถึง Tesla คุณนึกถึงอะไร ? รถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือผู้บริหารทรงอิทธิพลอย่าง Elon Musk แต่ใครจะรู้ว่ากว่าจะเป็น Tesla ในปัจจุบัน บริษัทนี้ผ่านอะไรมามากกว่าที่คุณคิด

จุดเริ่มต้น

จริง ๆ แล้ว ผู้ก่อตั้ง Tesla ไม่ใช่ Elon Musk แต่เป็นวิศวกรชาวอเมริกันอย่าง Martin Eberhard และ Marc Tarpenning ผู้ที่เล็งเห็นว่ารถยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่จะเป็นทางเลือกใหม่ของรถในอนาคต พวกเขาจึงเริ่มสร้างรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นตั้งแต่นั้นมา 

ส่วนที่มาของชื่อบริษัทอย่าง เทสลา มอเตอร์ ได้ถูกตั้งขึ้นเพื่อสรรเสริญ “นิโคลา เทสลา” นักประดิษฐ์และวิศวกรไฟฟ้าชาวอเมริกัน ผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้คิดค้นมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับและออกแบบระบบไฟฟ้า

ต่อมาพวกเขาได้เข้าพบ Elon Musk ซึ่งในตอนนั้นถือว่าเป็นนักธุรกิจด้านเทคโนโลยีที่กำลังมาแรง เนื่องจากเพิ่งขาย Paypal แพลตฟอร์มจ่ายเงินออนไลน์ให้กับ eBay ในปี 2002 ซึ่งตัว Elon เองก็มีความสนใจเรื่องดังกล่าวเช่นกัน ทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วม Tesla ในปี 2004 และดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารจนปัจจุบัน (พร้อมทำ SpaceX ควบคู่ไปด้วย)

ปัญหาระหว่างทาง

Tesla คืออีกหนึ่งบริษัทที่ล้มลุกคลุกคลานไม่แพ้บริษัทอื่น ๆ เพราะตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทและผลิตรถยนต์ออกจำหน่าย บริษัทยังไม่แสดงผลกำไรให้ผู้ถือหุ้นได้เห็นเลย นับตั้งแต่ปี 2010-2019 ซึ่งใครจะรู้ว่าบริษัทรถยนต์แห่งอนาคตจะประสบกับสภาวะขาดทุนต่อเนื่องทุกปี ย้ำ ทุกปี ! ทำให้ในช่วงปี 2016-2018 มีการตั้งข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์หลายรายว่า Tesla จะล้มละลาย หรือต้องขายกิจการกันแน่

เพราะถึงแม้ว่าจะมียอดขายอย่างถล่มทลายในสหรัฐอเมริกา แต่ถ้ามองเชิงของการบริหารธุรกิจแล้ว ก็ยังมีคำถามอยู่ดีว่าทำไม Tesla ยังขาดทุนทุกปี อีกทั้งยังต้องหาเงินเข้ามาพยุงกิจการเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ มันเกิดอะไรขึ้น

ซึ่งประเด็นนี้ก็มีคำตอบอยู่ในรายงานผลประกอบการว่า Tesla ยังไม่สามารถผลิตได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ อีกทั้งยังมีการลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสร้างโรงงาน การขยายกิจการ หรือแม้แต่ในส่วนของการวิจัยและพัฒนา

แต่ในด้านของนักลงทุน พวกเขายังมีความเชื่อมั่นในตัวของ Elon Musk และ Tesla อยู่มาก ทำให้ราคาหุ้นอยู่ในระดับ 200-300 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้นมาโดยตลอดหลายปี (แม้จะขาดทุนอยู่ตลอดก็ตาม)

ช่วงผลิกผัน

ในที่สุดกลิ่นของการรอยคอยผสมกับความอดทนนั้นหอมหวานเสมอ เพราะหลังจากที่ผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากมาได้ ปี 2019 นับว่าเป็นปีแรกที่เลขงบประมาณประจำปีของบริษัทรถยนต์แห่งนี้กลายเป็นสีเขียว

ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงกลางปี 2020 มูลค่าในตลาดหุ้นของพวกเขาก็ทะยานแซงคู่แข่งคนอื่น ๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อแม้บริษัทจะก่อตั้งได้เพียง 17 ปีเท่านั้น

จุดแข็งที่เป็นมากกว่ารถยนต์ไฟฟ้า

รู้หรือไม่ ? รุ่นรถของ Tesla เมื่อนำตัวสะกดมารวมกันจะเป็นคำว่า S-E-X-Y (S3XY)

S = Model S

E = Model 3

X = Model X

Y = Model Y

1. บริษัทในฝันของคนทำงาน

ไม่แปลกใจถ้า Tesla จะเป็นหนึ่งบริษัทในอุดมคติสำหรับเหล่าคนทำงาน เนื่องจากบริษัทแห่งนี้มีทั้งความหลากหลาย มีไอเดียใหม่ ๆ มากมายให้ลองทำ รวมไปถึงมีวัฒนธรรมที่ส่งเสริมนวัตกรรมต่าง ๆ มากมาย

นอกจากนี้ Tesla ยังได้รับเลือกให้อยู่ในรายการ ‘America’s Best Employer 2019’ ของ Forbes อีกด้วย

2. บริษัทชั้นนำด้านยานยนต์

แม้จะมีปัญหาและข่าวคราวเชิงลบเข้ามาให้เห็นหลายต่อหลายครั้ง แต่ยอดขายของ Tesla กลับสวนทาง และมีแนวโน้มว่าจะมากขึ้นเรื่อย ๆ Tesla จึงกลายเป็นบริษัทยานยนต์ชั้นนำอย่างไม่ต้องสงสัย

ในปี 2019 พวกเขา มียอดจำหน่ายรถยนต์ถึง 367,500 คัน และมากขึ้นถึง 499,550 คัน ในปี 2020 เรียกได้ว่ามาแรงจริง ๆ ในวงการรถยนต์

3. เป็นที่ยอมรับเรื่องยานยนต์ไฟฟ้า

ถ้าเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้ออื่น ๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ารถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla ครองสามอันดับแรกในแง่ของการขับขี่ ยกตัวอย่างเช่น Tesla รุ่น Model S ขับขี่ได้ไกลได้ไกลถึง 600 กิโลเมตรด้วยการชาร์จแบตเตอรี่หนึ่งครั้งเลยทีเดียว ในขณะที่แบรนด์เพื่อนบ้านอย่าง Opel Ampera สามารถขับขี่ได้ราวๆ 520 กิโลเมตร

4. อุ่นใจ ปลอดภัยแน่นอน

Tesla ได้เปิดตัวโครงการประกันภัยที่ครอบคลุมด้านต่างๆ ร่วมกับบริษัทประกันภัย Liberty Mutual ภายใต้ชื่อ InsureMyTesla

5. บริษัทแห่งนวัตกรรม

ด้วยความที่ Tesla เป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมสูงมาก เห็นได้จาากการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น รถบรรทุกกึ่งไฟฟ้าเต็มรูปแบบคันแรกของโลก รวมถึงรถสปอร์ตรุ่นใหม่ ๆ ทำให้ตลาดมีความเชื่อมั่นและคาดหวังว่า Tesla จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถแข่งขันและทำกำไรได้ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าพวกเขาทำได้ จะนำไปสู่ผลกำไรอย่างมหาศาลแน่นอน

สรุปบทความ

ถึงตรงนี้ เรามั่นใจว่าหลาย ๆ คนคงรู้จักกับ Tesla กันมากขึ้น แต่ถ้าถามว่าแล้วเจ้ารถยี่ห้อนี้จะเข้ามาผลิตหรือจำหน่ายในประเทศไทยหรือไม่ ยังคงเป็นเรื่องที่ดูห่างไกลจากความเป็นจริง เนื่องจากนโยบายของเทสลายังไม่มีการตั้งตัวแทนจำหน่ายหรือให้สิทธิในการนำเข้ามาจำหน่ายแต่อย่างใด เพราะถ้าพวกเขาจะทำการตลาดจริง ๆ พวกเขาจะเข้ามาดูแลด้วยตัวเอง แต่ทางเราก็ได้เห็นรถยนต์ค่ายนี้วิ่งบนท้องถนนในประเทศไทยอยู่บ้าง ส่วนในอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้น ต้องติดตามกันต่อไป