เปิดประวัติศาสตร์แบรนด์ Toyota ที่ควรรู้

เปิดประวัติศาสตร์แบรนด์ Toyota ที่ควรรู้

Toyota หนึ่งในยี่ห้อของรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นที่ใคร ๆ ต่างต้องรู้จัก หานึกถึงรถยนต์แล้ว แน่นอนว่าชื่อแรก ๆ ที่จะต้องพูดถึงเป็นอันดับแรก ๆ เลย ก็คงหนีไม่พ้นแบรนด์นี้อย่างแน่นอน ด้วยความที่มีรถมากมายหลากหลายสไตล์ ที่ตอบสนองได้ทุก ๆ ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต

แต่ว่าจะมีสักกี่คนกันที่จะรู้ลึกถึงความเป็นมาของแบรนด์ดังอย่าง Toyota กัน ว่าจุดเริ่มต้นที่แท้จริง ใครเป็นผู้ริเริ่มและเริ่มต้นมาจากอะไร เดี๋ยววันนี้เราจะมาดูไปพร้อม ๆ กัน ถึงประวัติอันน่าเหลือเชื่อที่มีมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งหลอมรวมจนกลายมาเป็น Toyota ในรูปโฉมปัจจุบันนี้ได้

ความเป็นมาและจุดเริ่มต้น

จุดเริ่มต้นของ Toyota นั้นมีเรื่องราวมากมาย โดยริเริ่มมากจาก Sakichi Toyoda ซึ่งเดี๋ยวเราจะเกรินให้รู้จักคน ๆ นี้แค่ชื่อเสียก่อน หลังจากนี้เราจะพาทุกคนนั่งทามแมชชีนย้อนอดีตไปในแต่ละทามไลน์พร้อมกัน จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

  • ปี 1918

ในปีนี้นั้นคุณ Sakichi Toyoda ได้คิดริเริ่มที่จะเปิดโรงงานทอผ้าของตัวเอง เนื่องจากเค้าเกิดมาในครอบครัวที่ประกอบอาชีพช่างไม้และอุตสาหกรรมด้านการทอ โดยใช้ชื่อว่า Toyota Boushoku ซึ่งมีจุดเด่นเหนือกว่าโรงทอเจ้าอื่น ๆ ในสมัยนั้น ด้วยเครื่องทอผ้าอัตโนมัติที่สามารถหยุดทำงานทันทีหากมีข้อผิดพลาด

  • ปี 1929

หลานของ Sakichi Toyoda ที่มีชื่อว่า Kiichiro Toyoda นั้นได้ไปท่องเที่ยวต่างประเทศในโซนยุโรปและอเมริกา เพื่อไปดูนวัตกรรมต่าง ๆ ทางด้านอุตสาหกรรม เพื่อจะได้นำมาต่อยอดให้กับเครื่องจักรที่ใช้อยู่ของครอบครัว แต่ทว่าความคิดด้านการทอผ้าก็ต้องจบลง เพราะเครื่องจักรและเอกสิทธิ์ได้ถูกขายไปให้บริษัทหนึ่งของอังกฤษไปเสียแล้ว ทำให้ Kiichiro Toyoda กลับมาถึงญี่ปุ่น จึงได้เปลี่ยนมาศึกษาการทำรถยนต์ที่ใช้พลังงานน้ำมันแทน

  • ปี 1930

ปีแห่งความเศร้าโศก ที่ Sakichi Toyoda ผู้ที่เป็นหัวใจหลักของธุรกิจนั้นได้เสียชีวิตลง ซึ่งส่งผลต่อจิตใจของ Kiichiro Toyoda เป็นอย่างมาก แต่เค้าก็ไม่ย่อท้อและพยายามอยู่เสมอ

  • ปี 1933

และด้วยการศึกษาอย่างหนักหน่วงของ Kiichiro Toyoda นั้น ส่งผลให้เป็นปีนี้เป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ที่ได้ถือกำเนิด Toyoda Automatic Loom Work, Ltd. ที่หันมาผลิตรถยนต์อย่างจริงจัง

  • ปี 1936

จากแบรนด์ Toyoda ได้ถูกนำมาปรับเปลี่ยนให้ให้กลายมาเป็นชื่อ Toyota แบบที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุผลของชื่อเดิมมีความหมายไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นัก คำว่า Toyoda เวลาเขียนชื่อด้วยผู้กัน ต้องเขียนด้วยกันถึง 10 เส้น ซึ่งพ้องเสียงกับคำในภาษาญี่ปุ่นว่า “จูบุน” ซึ่งแปลว่า พอแล้ว จึงเปลี่ยนชื่อแบรนด์เป็น Toyota ทำให้การเขียนลดจำนวนเส้นลดลงเหลือ 8 เส้น ที่แปลว่า ไม่มีที่สิ้นสุดแทน

  • ปี 1989

เป็นอีกหนึ่งปีที่มีความหน้าสนใจไม่น้อยไปกว่าปีอื่น ๆ เลย เพราะปีนี้เป็นปีที่ Toyota เปลี่ยนโลโก้อย่างยิ่งใหญ่ ไม่มีเค้าโครงเดิมเหลือเลย และมาใช้โลโก้แบบที่ใช้กันอยู่ในปัจุบันนั่นเอง

ความหมายของโลโก้ Toyota

อย่างที่ได้ทราบกันไปแล้วว่า Toyota นั้นได้มีการเปลี่ยนโลโก้มาใช้ในแบบปัจจุบันที่ใช้กันตั้งแต่ปี 1989 ซึ่งความหมายของห่วงวงรีทั้ง 3 ที่นำมาซ้อนทับกัน คืออะไรกันแน่ ซึ่งมีวิธีดูได้ทั้งหมด 2 แบบด้วยกัน

1. หากมองวงรีทั้ง 3 วง

หากเลือกมองวงรีทั้งหมดของโลโก้แล้ว วงรีที่ทับกันไปมานั้นสามารถสามารถสื่อถึงตัวอักษรที่มีอยู่ทั้งหมดของคำว่า Toyota ที่ในที่เดียวกันนั่นเอง

2. หากมองวงรีแค่ 2 วง

แต่หากมองแค่ 2 วง มันจะเหมือนกับรูปของหัวใจที่ถูกครอบเอาไว้อีกทีหนึ่ง โดยมีความหมายว่า ผู้ขับขี่นั้นผสานหัวใจเข้ากับ Toyota โดยวงรีรอบนอกนั้นให้ความหมายว่า Toyota นั้นจะพัฒนาตัวเองออกไป อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

รถยนต์รุ่นแรกที่ผลิต

ย้อนกลับไปในช่วงปี 1929 ที่ Kiichiro Toyoda นั้นได้ศึกษาการผลิตรถยนต์นั้น เค้าได้ทดลองผลิตรถยนต์ต้นแบบเพื่อทำการวิจัยเอาไว้ถึง 2 รุ่น โดยใช้ชื่อว่า A1 ที่เป็นรถเก๋ง และG1 ที่เป็นรถกระบะ ออกมาทดลองขาย ปรากฎว่า A1 กลับไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่นัก ด้วยสภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ G1 ที่เป็นรถกระบะนั้นขายได้ดี เรียกได้ว่า ถล่มถลาย ด้วยความที่ซื้อไว้เพื่อใช้งาน ส่งผลให้ Toyota มีเงินทุนมหาศาลจากรถยนต์รุ่นทดลองคันนี้ แต่นี่ก็ยังไม่ใช่คันแรกที่แท้จริงในสายการผลิต

  • Toyota AA

เป็นรถเก๋งรุ่นแรกที่ทาง Toyota นำข้อผิดพลาดจากต้นแบบอย่าง A1 มาปรับปรุง และเข้าสู่การผลิตที่แท้จริงในปี 1936 และถูกนำออกมาเปิดตัวสู่สายตาประชาชนชาวญี่ปุ่นในงาน Exhibition เมืองโตเกียว เพียง 1,404 คันเท่านั้น โดย Toyota AA นั้นมีเครื่องยนต์ขนาด 3.6 ลิตร 3,389 cc และให้แรงม้าสูงสุดถึง 62 แรงม้า ซึ่งในช่วงนั้นถือว่าเป็นรถยนต์ที่ทำความเร็วได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งเครื่องยนต์ที่ใส่เอาไว้ในรถยนต์คันนี้นั้น Kiichiro Toyoda ได้ทำการเลียนแบบเครื่องยนต์จากแบรนด์ดังของฝั่งยุโรปมาใช้อย่าง Chevrolet นั่นเอง

Toyota  ในประเทศไทย

ในปี 1962 หรือเป็นปีเดียวกับที่ Toyota ญี่ปุ่นกำลังเฉลิมฉลองเรื่องสามารถผลิตรถยนต์ได้ 1 ล้านคันพอดี วันที่ 5 ตุลาคม 2505 เป็นวันที่ Toyota Motor Thailand Co,. Ltd. ได้ก่อตั้งขึ้น ด้วยทุนจดทะเบียน 11.8 ล้าน เพื่อก่อตั้งโรงงานการผลิตเอาไว้ในประเทศไทย โดยรถยนต์คันแรกที่ประเทศไทยได้ผลิตออกมานั้นคือ Toyota Colona ที่ได้รับความนิยมสูงเป็นอย่างมากในช่วงเวลานั้น ซึ่งในปัจจุบัน Toyota ประเทศไทย ถือครองรุ่นในการผลิตดังนี้

  • รถยนต์ซีดานขนาดใหญ่ Toyota Camry
  • รถยนต์ซีดานขนาดกลาง Toyota Altis
  • รถยนต์ซีดานขนาดเล็ก Toyota Vios
  • รถยนต์แฮตซ์แบค 5 ประตู Toyota Yaris
  • รถยนต์บรรทุกขนาดเล็ก Toyota Hilux Vigo
  • รถตู้ Toyota Hiace
  • รถตู้ Toyota Commuter
  • รถตู้ Toyota Ventury
  • รถยนต์อเนกประสงค์ MPV Toyota Wish
  • รถยนต์อเนกประสงค์ MPV Toyota Innova
  • รถยนต์อเนกประสงค์ MPV ขนาดเล็ก Toyota Avanza
  • รถยนต์อเนกประสงค์ SUV Toyota Fortuner

รถยนต์ Toyota ที่ฮิตตลอดกาล

เป็นรถยนต์ในตำนานที่ยังไม่มีเจ้าไหนในโลกสามารถล้มตำแหน่งนี้ลงไปได้ กับยอดขายที่สูงที่สุดตลอดกาล ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ไม่ว่าประเทศไหนก็ต้องมีรุ่นนี้ให้เห็นกันอยู่บ้าง กับรถยนต์ซีดานขนาดกลางอย่าง Toyota Corolla ที่ทำสถิติยาดขายสูงสุดถึง 43 ล้านคัน ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี ซึ่งในปัจจุบันรุ่นของ Corolla ก็ยังคงผลิตและมีรุ่นที่ต่อยอดออกมามากมายต่อเนื่องให้ได้เห็นกันอยู่อย่าง Toyota Corolla Altis และ Toyata Corolla Cross 

สรุปท้ายบทความ

แบรนด์ Toyota ที่เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับความนิยมสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศไทยนั้น กว่าที่จะมาเป็นที่นิยมได้อย่างในตอนนี้นั้น มีการผ่านวิกฤตและความยากลำบากมากมาย ที่หล่อหลอมจนกลายมาเป็น Toyota อย่างในทุกวันนี้

ซึ่งบทความนี้ก็ให้ข้อมูล รวมไปถึงการเปิดประวัติสุดยอดแบรนด์ที่น้อยคนนักจะรู้และสนใจความเป็นมาของความยิ่งใหญ่นี้ จนกลายมาเป็นแบรนด์ในดวงใจของใครหลาย ๆ คนทั่วโลกได้ ด้วยความที่รถยนต์ของ Toyota นั้นสามารถเข้าได้ทุกไลฟ์สไตล์นั่นเอง

หากใครที่ชอบ สนใจ หรือมีรถยนต์ Toyota เอาไว้ในครอบครอง และมีความรู้สึกอยากจะเปลี่ยนรถลองนำรถยนต์เก่า ๆ ที่ไม่ได้ขับแล้วมาลงขาย รวมไปถึงหารถยนต์คันใหม่ที่ใช่กว่า ในราคาที่ประหยัดกว่าที่ Kaidee Auto

จัดอันดับ 10 รูปภาพรถยนต์ในอนาคตสุดล้ำ

จัดอันดับ 10 รูปภาพรถยนต์ในอนาคตสุดล้ำ

เทคโนโลยีที่พัฒนาตามการก้าวไปของโลก นำมาสู่การก้าวข้ามขีดจำกัดหลาย ๆ อย่างที่มนุษย์ไม่เคยประดิษฐ์มาก่อน เช่น การทำรถยนต์แห่งอนาคตที่บินได้ เรามักจะคิดว่ามันเป็นเพียงจินตนาการของเรา ทว่าในวันนี้ก็ได้มีข่าวว่า รถยนต์หลายค่ายเริ่มคิดจะที่พัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ให้เป็นจริง 

นอกจากนี้แล้ว รถยนต์บางค่าย แม้จะไม่ได้พัฒนาจนถึงขั้นบินได้ แต่เทคโนโลยีที่คิดค้นและวิจัยออกมานั้น ก็เป็นที่น่าทึ่งพอสมควร เพราะยังไม่เคยมีเทคโนโลยีแบบนี้ให้เห็น ในรถยนต์ที่วิ่งทั่วท้องถนนในปัจจุบัน มาลองดูกันว่ามีรถยนต์แห่งอนาคตคันใดบ้างที่อยู่แผนพัฒนาและกำลังจะสร้างขึ้นมา

10 ภาพรถยนต์แห่งอนาคต

Credit : Mercedes-Benz

1.Mercedes-Benz Vision AVTR

หลังจากเปิดตัวไปเมื่อไม่นานในงาน CES 2020 จนเป็นที่น่าจับตามองสำหรับรถยนต์แห่งอนาคตสุดล้ำคันนี้ โดยวางคอนเซปต์การดีไซน์จากหนังเรื่อง AVATAR ให้มนุษย์, เครื่องจักร และ ธรรมชาติได้ใกล้กันมากขึ้นอีกนิด 

การดีไซน์ที่ไร้ปุ่ม รวมถึงการสร้างกระจกข้างที่มองเห็นวิวรอบข้าง และแสดงผลมาในรูปแบบภาพ สามมิติ ส่วนกระจกด้านหน้าจะมองเห็นสิ่งกีดขวางชัดเจน นอกจากนี้รถยนต์คันนี้เป็นรถยนต์ไร้คนขับและมีความมนุษย์มากยิ่งขึ้น

ฟังก์ชันที่น่าสนใจในรถคันนี้ มีทั้งระบบตรวจจับ ไบโอแมทริกซ์ (Biometrics) ที่จะช่วยตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของผู้ขับขี่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง ซึ่งผู้ขับสามารถบังคับรถยนต์ด้วยตนเองได้หากต้องการ ผ่านปุ่มบังคับเพียงปุ่มเดียว ล้อทั้ง 4 จะเคลื่อนตัวคล้ายกันกับปู โดยสามารถออกคำสั่งแยกการทำงานของล้อทั้ง 4 ออกจากกันได้ 

ตัวด้านหลังมีแผงโซลาร์เซลล์ถึง 33 อัน เพื่อรับพลังงานแสงอาทิตย์บรรจุเก็บไว้ในแบตเตอรี่ และนำออกมาใช้เป็นพลังงานไฟฟ้าในภายหลังได้ รวมไปถึง แบตเตอรี่ออร์แกนิกที่ย่อยสลายได้ไม่เป็นมลพิษตกค้างในโลก จัดเป็นรถที่ทั้งเป็นมิตรต่อโลกและต่อมนุษย์จริง ๆ 

Credit : Audi MediaCenter

2.Audi and Airbus Pop up

แม้จะพับโปรเจกต์ไปแล้วกับ Audi และ Airbus Pop-up โดยให้เหตุผลว่า ยังไปต่อไม่ได้สำหรับรถคันนี้ ถึงอย่างนั้นก็ตั้งใจออกแบบรถยนต์บินไร้คนขับมา โดยเน้นเป็นการบริการสำหรับ Luxury Taxi โดยมีตัวใบพัดอยู่ข้างบนตัวรถทั้งหมด 4 ใบ ให้การขับเคลื่อนคล้ายคลึงกับเฮลิคอปเตอร์ โดยตัวฐานของรถจะลอย ซึ่งสามารถถอดออกได้ เพื่อใช้การขับเคลื่อนด้วยใบพัดแทน 

การออกแบบของรถคันนี้ มาจากแนวคิดที่ว่า คนล้วนพากันย้ายเข้าเมือง และกลายเป็นเทรนด์ที่ใช้เทคโนโลยีผ่านมือถือ เพื่อสร้างการคมนาคมที่ดีขึ้นในอนาคต และเพื่อกลุ่มคนที่ไม่ได้ถือครองใบขับขี่ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้ เพราะเป็นรถยนต์ไร้คนขับ

Credit : Transportup

3.Terrafugia TF-X

อีกหนึ่งยานยนต์ลอยฟ้า ที่ทำมาในจุดประสงค์เป็นยานพาหนะส่วนบุคคล โดยบริษัท Terrafugia การออกแบบยานยนต์คันนี้นั้น เรียกได้ว่า ติดปีกและใบพัดแนวตั้งไว้บนส่วนหัวของรถยนต์นั่นเอง เวลาแลนดิ้งก็สามารถใช้แรงลมกับ 4 ล้อของรถยนต์ช่วยในการทรงตัวได้ หากจินตนาการดูจะรู้สึกว่า คล้ายคลึงกับการติดคอปเตอร์ไม้ไผ่ของโดราเอม่อนลงบนยานยนต์

รายละเอียดเพิ่มเติมของยานยนต์คันนี้ที่มีออกมาเพิ่มเติมคือ รองรับผู้โดยสารทั้งหมด 4 คน ใช้พลังงานแบบ Hybrid- Electirc รวมถึงทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 200 mph ไกลถึง 700 ไมล์เลยทีเดียว

หากยานยนต์คันนี้ได้ออกมาวิ่งบนถนนจริงๆ นับว่าเป็นยานยนต์น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

Credit : dezeen

4.Toyota LQ

มาถึงรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นกันบ้าง แน่นอนว่ารถยนต์คันนี้นั้นใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลัก ด้วยดีไซน์ที่ออกมาให้ดูเป็นมิตรกับผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นระบบการขับเคลื่อนอัตโนมัติ ระบบตรวจจับอารมณ์ของผู้ขับขี่ ซึ่งจะแสดงออกมาบริเวณไฟหน้าของรถเป็นสัญลักษณ์รูปตาอันแสนน่ารัก

ดีไซน์ภายนอกเน้นสีขาวเป็นหลัก เพื่อให้รู้สึกถึงความเป็นนวัตกรรมสุดล้ำ บริเวณประตูทั้งสองข้างจะเปิดขึ้นโดยยึดกับฐานโครงล้อด้านหน้า  ตัวระบบสามารถออกแบบและกำหนดอารมณ์ของรถให้เหมาะกับโทนของคุณในช่วงเวลานั้น ๆ ได้ดีด้วย

Credit : grandpix

5.Audi Ai Trail

ดีไซน์สุดล้ำของรถยนต์แห่งอนาคตคันนี้ ที่ออกแบบมาเป็นรถออฟโรดให้คุณได้ความรู้สึกที่คล้ายคลึงกับการขับเคลื่อนอยู่บนดาวอังคาร ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าเป็นเซตต่อจาก AI ของ Audi ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนทั้งหมด  4 ตัว กำลังรวม 435 แรงม้า แต่ความเร็วสูงสุดถูกจำกัดไว้ที่ 130 กม./ชม.

ดีไซน์ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบให้บริเวณคอนโซลโล่ง ไม่มีหน้าจอแสดงข้อมูล โดยสามารถต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับตัวรถและกลายเป็นแผงควบคุมหลักในทันที นอกจากนี้รถคันนี้จะไม่มีไฟหน้า แต่ทว่ามีเทคโนโลยี AI : Trail Quattro เพื่อให้ความสว่างมากกว่าเดิม ด้วยโดรนสามเหลี่ยม 5 เครื่องที่ติดตั้ง Matrix LED แทน   

Credit : apkpure

6.Lamborghini Terzo Millenio

อีกหนึ่งโฉมใหม่แห่งรถสปอร์ต อย่าง แลมโบกินี่ ที่ออกแบบดีไซน์รถสปอร์ตแห่งอนาคตมา นอกจากดีไซน์ที่ดูล้ำทั้งภายในและภายนอกแล้ว คุณสมบัติพิเศษอย่างการตรวจจับสุขภาพของรถได้ อย่างรอยแตกหรือรอยยุบก็สามารถซ่อมตัวเองได้อัตโนมัติ

ตัวรถทั้งคันผลิตมาจากคาร์บอนไฟเบอร์ และมีเซ็นเซอร์ถูกติดตั้งอีกนับไม่ถ้วน ประกอบกับระบบขับเคลื่อนยานยนต์อัตโนมัติในบางสนามแข่งได้อีกด้วย ที่สำคัญคือ รถยนต์คันนี้แม้จะใช้พลังงานไฟฟ้า 

แต่ไฟฟ้านั้นไม่ได้มาจากแบตเตอรี่ เพราะใช้ตัวเก็บประจุไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ระหว่างกึ่งกลางของล้อรถเก็บประจุและปล่อยกระแสไฟฟ้าแทน โดยที่ล้อทั้ง 4 ล้อของรถคันนี้จะมีมอเตอร์ไฟฟ้าอยู่ในแต่ละล้อ 

Credit : topcarrating

7.DS X E-Tense

ล้ำกว่าเดิม กับรถยนต์ที่ออกแบบมาสามที่นั่ง ให้คนขับสามารถเลือกขับได้ดั่งใจมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีใหม่ มอบความสามารถให้ตัวรถยนต์ ซ่อมแซมตัวเองได้อัตโนมัติหากเกิดการเฉี่ยวชน ยิ่งไปกว่านั้นรถยนต์คันนี้ยังสามารถตรวจจับชีพจรของผู้ขับ และปรับอารมณ์การขับให้ไปในทิศทางเดียวกันได้

ซึ่งแน่นอนว่าหากใครที่คาดหวังกับรูปแบบรถ ที่ถูกออกแบบมาอย่างสมมาตรต้องวางมันทิ้งไปเลย เพราะรถคันนี้ออกแบบมาให้เหมือนรถรุ่นสองโมเดลมาประกบกัน ด้วยพลังแรงถึง 1,360 แรงม้าที่คาดการณ์ไว้ในปี 2035 อันใกล้นี้ ทำให้มีหลายคนสนใจเจ้าตัวนี้เป็นอย่างมาก

Credit : engadget

8.Renault EZ GO

รถยนต์ขับเคลื่อนอัจฉริยะ ที่สุดแห่งเทคโนโลยีไร้คนขับ ที่ออกแบบมาเพื่อให้เป็นรถโดยสารที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน โดยมีเป้าหมายหลักเป็น car sharing ที่ให้คุณและเพื่อน ๆ สามารถโดยสารรถยนต์คันเดียวกันได้สัมผัสประสบการณ์ที่ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะไม่ว่าจะไปไกลหรือใกล้ก็ไปถึง พร้อมทั้งประตูที่เปิดจากทางด้านเดียวให้ความรู้สึกใหม่ไปอีกแบบด้วยค่ะ

ภายในรถยังมีการติดตั้งที่ชาร์จแบบไร้สายและไวไฟ ให้ผู้โดยสารได้รู้สึกสนุกสนานระหว่างเดินทาง แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ยานยนต์หรือแท็กซี่แห่งอนาคตคันนี้สามารถเรียกใช้งานได้ จากในแอป คล้ายคลึงกับระบบ Uber หรือ Grab Car นั่นเอง  

Credit : topspeed

9.Aston Martin Lagonda Vision

อีกหนึ่งแบรนด์ดังอย่าง Aston Martin ที่ออกรุ่นแห่งเทคโนโลยีอย่าง Lagonda Vision คาดการณ์เปิดตัวปี 2021 โดยวางฐานะโมเดลรถคันนี้ไว้ว่า รถหรูคันใหม่แห่งวงการที่มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำ นอกจากการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแล้ว ยังออกแบบให้ห้องโดยสารกว้างขึ้นกว่าที่เคยมีในรถยนต์รุ่นอื่น ๆ 

หลังคาสามารถเปิดขึ้นได้ เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถเดินเข้ามาที่ตัวรถก่อนจะนั่งลงได้ ยิ่งไปกว่านั้นตัวเบาะก็รถยนต์ก็ทำมาจาก คาร์บอนไฟเบอร์ และ หนังแคชเมียร์ระดับพรีเมี่ยม เพื่อให้ความสวยงามและสบายยิ่งกว่าเดิม

Credit : openmotors

10.EDIT EV

รถยนต์แห่งอนาคตสุดล้ำคันนี้ เป็นไอเดียแนวคิดของบริษัท openmotors ที่จะทำให้รถยนต์ต่อจากนี้สามารถถอดประกอบ และซ่อมได้ง่ายยิ่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนทั้งชิ้นอีกต่อไป

รถยนต์คันนี้สามารถให้บริการได้ถึง 24 ชม. ในทุก ๆ วัน เน้นดึงศักยภาพของรถให้มีประสิทธิภาพที่สุดในการใช้งาน นอกจากเรื่องของแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติแล้ว อีกสิ่งที่น่าสนใจคือ การถอดประกอบรถและเปลี่ยนรูปแบบรถได้ในทุก ๆ แบบที่ต้องการโดยไม่ต้องลำบาก คล้ายคลึงกับการประกอบเลโก้รถยนต์เลยทีเดียว 

รถยนต์แห่งอนาคตควรจะเป็นอย่างไร ?

แน่นอนว่า จากภาพและข้อมูลเบื้องต้นข้างบนคงจะพอคาดการณ์กันได้บ้างแล้วว่า รถยนต์ในอนาคตจะออกมาในรูปแบบไหนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ที่สร้างเทคโนโลยีให้บินได้ เช่นเดียวกันกับเทคโนโลยีบนเครื่องบิน เพื่อลดเวลาของการเดินทาง และการจราจรบนท้องถนนที่คับคั่ง 

หรือจะเป็นรถยนต์เพื่อการขนส่งมวลชนไร้คนขับ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรมนุษย์และเพื่อการบริการที่แม่นยำตรงจุด รวมถึงปลอดภัยมากขึ้นของการขนส่ง คล้ายคลึงกับการโดยสารด้วยรถเมล์อัจฉริยะที่ไร้คนขับแทน

การคาดการณ์รถยนต์แห่งอนาคตสุดล้ำ ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า

1.รถยนต์ไฟฟ้า

กระแสของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) กำลังมาแรงในหลายประเทศ ถึงในไทยจะไม่ค่อยมีกระแสมากนัก ทว่านั้นไม่ได้แปลว่า เทรนด์ของโลกที่กำลังมาจะสูญหายไป แต่มันกำลังก้าวหน้าไปยิ่งกว่าที่เราคิด ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า การเห็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์จะไม่ปรากฏให้เห็นอีก

ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นคือหนึ่งในสาเหตุ ที่นานาประเทศเลือกที่จะหันมาใช้พลังงานไฟฟ้า ในการทดแทนน้ำมันที่สิ้นเปลืองและก่อให้เกิดมลพิษ เป็นหนึ่งเหตุผลของการสร้างรถพลังงานไฟฟ้า ที่นอกจากจะลดอัตราการเผาไหม้แล้ว ยังลดค่าใช้จ่ายในการผลิตลงด้วย

2.รถยนต์ไร้คนขับ

อีกหนึ่งกระแสมาแรงอย่าง รถยนต์ไร้คนขับ ที่พร้อมอำนวยความสะดวกแก่ผู้ขับขี่ ให้ผู้ขับได้รับบทเป็นผู้นั่ง และได้รับการบริการจาก AI (Artificial Intelligence) เพิ่มความปลอดภัยและความแม่นยำของทิศทางได้ดีมากขึ้น 

แต่ปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดให้รถยนต์คันนี้น่าสนใจ คือ ความสะดวกสบาย ที่การผู้ขับไม่จำเป็นต้องขับเองอีกต่อไป ลองคิดว่า หากคุณเลิกงานเหนื่อย ๆ อยากพักแต่ต้องฝ่ารถมากมายออกไป ก็รู้สึกเหนื่อยเป็นสองเท่า แต่ถ้าคุณมีผู้ช่วยในการขับขี่ ทั้งยังน่าไว้วางใจ แค่คิดก็รู้สึกอยากได้แบบนี้สักคันแล้วใช่ไหมล่ะคะ?

แต่นั่นก็หมายถึง การตกงานของคนกลุ่มหนึ่งที่ประกอบอาชีพด้วยการขับรถยนต์ ซึ่งนั่นจะเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงกันต่อไป เรื่องจริยธรรมในอนาคตอันใกล้นี้

3.รถยนต์ที่มีความคล้ายคลึงมนุษย์มากขึ้น

การออกแบบรถยนต์ที่คล้ายคลึงมนุษย์ หมายถึง รถยนต์ที่มีความเข้าใจและออกแบบให้มีแนวคิดคล้ายมนุษย์มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ขับได้ดีมากยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถบอกสภาวะอารมณ์ ร่วมถึงสุขภาพของผู้ขับขี่ได้ในเบื้องต้นอีกด้วย 

บางครั้งการนำเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงมนุษย์มาใช้ อาจก่อให้เกิดความกลัวภายในจิตใจ ถึงอย่างนั้น การประดิษฐ์คิดค้นและนำมาใช้ จะส่งผลดีต่อมนุษย์และเติมเต็มความต้องการของมนุษย์ได้อย่างเต็มที่

4.รถยนต์บินได้

ข้อนี้ การพัฒนาเทคโนโลยีมีมานานแล้ว ตั้งแต่การผลิตเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ แน่นอนว่ารถยนต์ต้องเป็นหนึ่งใน หัวข้อที่นักวิจัยต้องการพัฒนาต่อไป เนื่องจากการทำความเร็วที่ได้มากกว่ารถยนต์ ทั้งการหลีกเลี่ยงการใช้พื้นถนนจนอัดแน่น ทำให้การประดิษฐ์รถยนต์บินได้เป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก

บริษัท Airubs ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องบิน Airbus ให้แก่สายการบินต่าง ๆ จับมือร่วมทุนกับ Audi บริษัทยานยนต์ชั้นนำของโลก เพื่อสร้างรถยนต์บินได้ออกมา แม้ยังไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่คาดจนต้องขอพักโปรเจกต์ แต่ล่าสุดทาง Porsche กับ Boeing ก็ได้จับมือกันออกร่วมโปรเจกต์โดยแพลนว่าจะทดลองตัวโปรโตไทป์อีกด้วย

สรุปท้ายบทความ

ถึงแม้รถยนต์ในอนาคตบางคันจะดูน่าเหลือเชื่อจนเกินไป ทว่านี่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า มันสมองและความสามารถของมนุษย์สามารถขับเคลื่อนวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ และเทคโนโลยีให้ประกอบเข้ากันอย่างสมบูรณ์ ทั้งยังมีความก้าวหน้าอย่างมาก 

คุณสามารถลองดูเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรถยนต์ในปัจจุบัน หรือรถยนต์มือสองที่มีเทคโนโลยีน่าสนใจในราคาไม่แพงมาก ได้ที่ Kaidee ที่เป็นแหล่งรวมรถยนต์มือสองที่น่าสนใจหลายคันไว้ด้วยกันได้ที่นี่แล้วค่ะ