Apr 20, 2021 | บทความยานยนต์
กลับมาอีกครั้งกับการสอบใบขับขี่รถยนต์ปี 2564 ปีนี้เราจะมาพร้อมกับโพยข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ 2564 ที่จัดหนักจัดเต็ม เอาแบบเน้น ๆ ว่าจุดไหนต้องอ่าน จุดไหนต้องห้ามพลาด คัดเฉพาะเนื้อ ๆ มาให้คุณ หากคุณกังวลว่าปีนี้ข้อสอบจะเปลี่ยนไป เราก็มาเตรียมเก็งข้อสอบให้เป๊ะ ไม่มีพลาดดีกว่า
เพราะส่วนใหญ่แล้วข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ แม้จะมีการเปลี่ยนข้อสอบอยู่บ้าง แต่โดยพื้นฐานแล้วตัวโจทย์จะไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมเสียเท่าไรนัก อาจมีการนำข้อสอบจากปีที่แล้วมาปนบ้าง แต่เชื่อเถอะว่า ที่นี่เราเก็งข้อสอบไว้แล้วไม่พลาดแน่นอน
มาอ่านกันเลย จุดไหนต้องห้ามข้าม!
โพยข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ที่ต้องจำ
ก่อนจะไปดูว่าข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ข้อไหนบ้างที่ต้องจำ เราต้องรู้ก่อนว่าโพยข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ในครั้งนี้นั้น เรียกว่าเป็นการเปิดโพยแบบเน้น ๆ ที่มักจะเห็นได้บ่อยในข้อสอบใบขับขี่รถยนต์
ในบทข้อสอบนี้เราจะแยกออกกันเป็นหมวด ๆ ที่จะเห็นได้ว่าหมวดใดบ้างจะมีข้อสอบอะไรที่ควรเน้น หรือข้อไหน แบบไหน ที่มักจะเห็นและออกได้บ่อยบ้าง ดังนั้นเรามาดูและจำให้แม่นเป๊ะ ให้ขึ้นใจว่าข้อสอบดังต่อไปนี้ออกในข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ 2564 อย่างแน่นอน
หมวดกฎหมายว่าด้วยรถยนต์
ใบอนุญาตในการขับรถ เป็นเรื่องที่เรียกว่าสำหรับผู้ขับขี่รถยนต์แล้วเป็นเรื่องปกติที่ควรจะต้องทราบอยู่แล้ว ดังนั้นหนึ่งในข้อสอบย่อมต้องมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องใบอนุญาตในการขับขี่รถยนต์เป็นที่แน่นอน โดยเรื่องส่วนมากที่จะถามเกี่ยวกับเรื่องของอายุใบขับขี่เป็นหลัก เช่น
1.ใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลชั่วคราวมีอายุกี่ปี
คำตอบ = 1 ปี
2.ใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลชนิด 5 ปีต่ออายุล่วงหน้ากี่เดือน
คำตอบ = 3 เดือน
3.บุคคลแบบไหนถึงจะสามารถขอรับใบอนุญาตขับรถได้
คำตอบ = ผู้ไม่เป็นผู้มีร่างกายพิการจนเป็นที่เห็นว่าไม่สามารถขับได้
4.ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถชั่วคราวต้องมีอายุกี่ปี
คำตอบ = ไม่ต่ำกว่า 18 ปี บริบูรณ์
5.รถยนต์ไว้เพื่อขายหรือซ่อม (ป้ายแดง) สามารถขับได้ในช่วงเวลาใดบ้าง
คำตอบ = ขับได้ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก
หมวดกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก
นอกจากเรื่องของกฎหมายรถยนต์ที่เกี่ยวกับผู้ขับขี่โดยตรงแล้ว อีกหนึ่งกฎหมายที่จำเป็นต้องรู้ สำหรับคนที่ต้องการจะสอบใบขับขี่รถยนต์ รวมถึงต้องการที่จะนำมาใช้ในการขับขี่จริง ก็จำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ว่าด้วยเรื่องกฎหมายการจราจรทางบก ดังต่อไปนี้
1.การหยุดรถบริเวณทางแยกต้องทำอย่างไร
คำตอบ = หยุดหลังเส้นแนวหยุด
2.ผู้ขับขี่ต้องรับรถให้ห่างจากคันหน้าเท่าไร
คำตอบ = ในระยะที่จะสามารถหยุดรถได้ปลอดภัยเมื่อจำเป็น
3.เมื่อจะเปลี่ยนช่องทางหรือแซงทุกครั้งต้องปฏิบัติอย่างไร
คำตอบ = ต้องให้สัญญาณไฟหรือสัญญาณแตร
หมวดเครื่องหมายพื้นทาง
คาดว่าหลายคนน่าจะเคยเห็นสัญลักษณ์บนพื้นถนน แต่ก่อนจะได้สอบกับข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ เรามาดูเครื่องหมายที่จำเป็นต้องใช้หรือควรต้องรู้ในการขับรถยนต์จริงและเป็นเครื่องหมายที่คุณสามารถพบได้บ่อยในำการขับขี่รถยนต์
เครื่องหมายนี้มีความหมายว่าอย่างไร
คำตอบ = ห้ามหยุดรถยนต์ทุกชนิดภายในเครื่องหมาย ยกเว้นหยุดเพื่อรอเลี้ยวขวา
เมื่อผู้ขับขี่พบเครื่องหมายนี้ ควรปฏิบัติอย่างไร
คำตอบ = ห้ามขับรถแซงภายในช่องแบ่งรถนี้
เครื่องหมายนี้มีความอย่างไร
คำตอบ = เส้นแบ่งทิศทางจราจร คู่
หมวดป้ายบังคับ
อีกหนึ่งหมวดที่ออกข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ค่อนข้างบ่อย คือหมวดป้ายบังคับ ที่ใครเห็นต่างก็ต้องรู้ว่าป้ายเหล่านี้มีไว้เพื่อบอกอะไรกับเรา และเราควรปฏิบัติตัวอย่างไรหลังจากเห็นป้ายสัญลักษณ์ดังกล่าว
เมื่อพบเครื่องหมายนี้ ควรปฏิบัติอย่างไร
คำตอบ = ห้ามขับรถทุกชนิดเข้าไปในทิศทางที่ติดตั้งป้าย
เครื่องหมายนี้หมายความว่าอย่างไร
คำตอบ = ห้ามกลับรถไปทางซ้าย
เมื่อพบเครื่องหมายนี้ ควรปฏิบัติอย่างไร
คำตอบ = ให้รถหรือคนที่ขวางทางด้านหน้าไปก่อน
หมวดป้ายเตือน
หากคุณขับรถโดยปราศจากการรับรู้เกี่ยวกับหมวดป้ายเตือน ก็อาจะทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของการขับขี่ขึ้นได้ การขับขี่จึงจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับหมวดป้ายเตือนเป็นอย่างมาก นั่นจึงเป็นที่มาของข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ที่ถามเกี่ยวกับเครื่องหมายดังต่อไปนี้
เมื่อพบเครื่องหมายนี้ ควรปฏิบัติอย่างไร
คำตอบ = ควรขับรถให้ช้าลง
เครื่องหมายนี้หมายความว่าอย่างไร
คำตอบ = ทางข้างหน้าเป็นวงเวียน
เมื่อพบเครื่องหมายนี้ ควรปฏิบัติอย่างไร
คำตอบ = ช่องการจราจรด้านขวาปิด
หมวดป้ายแนะนำ
ป้ายในลักษณะนี้มักมีสีเป็นสีน้ำเงินให้สังเกตได้ง่าย และเห็นได้ค่อนข้างชัด ส่วนใหญ่มักเป็นป้ายแนะนำ ไม่ใช่ป้ายเตือน เพื่อแจ้งกับคนขับขี่ว่าข้างหน้าจะมีจุดกลับรถหรือเป็นทางด่วน ให้คนขับขี่มีความระมัดระวังและเลือกใช้เส้นทางให้ถูกต้องมากขึ้น
เครื่องหมายนี้หมายความว่าอย่างไร
คำตอบ = เริ่มต้นทางด่วน
เมื่อพบเครื่องหมายนี้ ผู้ขับขี่ควรปฏิบัติอย่างไร
คำตอบ = ทางข้างหน้ามี “จุดกลับรถ”
เมื่อพบเครื่องหมายนี้ควรปฏิบัติอย่างไร
คำตอบ = ขับรถให้ช้าลงและระมัดระวัง คนข้ามถนน
หมวดเทคนิคการขับรถอย่างปลอดภัย
อีกหมวดสำคัญที่มักพบได้บ่อยในข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ แน่นอนว่าหมวดนี้ยังจำเป็นต้องออกและมักจะออกในข้อสอบใบขับขี่รถยนต์แน่นอน นับว่าเป็นหมวดที่สำคัญเพื่อสร้างท้องถนนที่ดีและปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ทุกคน แนะนำว่าหมวดนี้ควรศึกษาไว้ให้มากที่สุด
1.ขณะขับรถบนทางลาดชัน แล้วเครื่องยนต์ดับ ควรปฏิบัติอย่างไร
คำตอบ = ให้เหยียบเบรก พร้อมถึงเบรกมือ เข้าเกียร์ว่าง พร้อมกับสตาร์ทรถใหม่
2.การขับรถผ่านที่ชุมชน ผู้ขับขี่ควรปฏิบัติอย่างไร
คำตอบ = ให้ชะลอความเร็ว หรือใช้ความเร็วต่ำ พร้อมระมัดระวังในการขับขี่
3.การขับรถบนทางด่วนหรือทางหลวงพิเศษ ควรขับขี่อย่างไรให้ถูกต้อง
คำตอบ = ขับรถตามความเร็วที่กฎหมายกำหนด
สรุปโพยข้อสอบใบขับขี่รถยนต์
โพยข้อสอบที่ได้เขียนไปในข้างต้น เป็นหนึ่งในข้อสอบอย่างแท้จริง ซึ่งนับเป็นจุดสำคัญและข้อที่สำคัญ มักจะออกบ่อย ๆ ในข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ หากใครที่ต้องการอ่านข้อสอบหรือโพยข้อไหนที่ต้องเด่น บทความนี้ได้คัดมาให้คุณแล้ว
ใครที่กำลังสงสัยว่าควรต้องอ่านอะไรอย่างไรบ้าง ก็ลองศึกษาตามหมวดข้างต้นดู โดยส่วนใหญ่แล้วข้อสอบมักจะออกคล้าย ๆ ของปีก่อน สามารถนำข้อสอบของปีก่อนมาศึกษาดูเป็นแนวทางและโพยไว้ได้ เมื่อคุณสอบใบขับขี่รถยนต์ 2564 ผ่านแล้ว ก็จัดไปเลยสำหรับ
รถยนต์คันใหม่ โดยเฉพาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มขับรถ รถยนต์มือสองที่มีราคาถูก สภาพเยี่ยมอาจลดความกังวลใจในการขับลงท้องถนนครั้งแรกของคุณได้ดีมากขึ้น เพราะการขับรถใหม่เอี่ยมป้ายแดง ในฐานะมือใหม่อาจทำให้คุณกังวลใจเป็นอย่างมาก ดังนั้นไปตำรถยนต์คันใหม่ที่เป็นมือสองกันเลย!
Mar 9, 2021 | บทความยานยนต์
ในการขับรถออกจากบ้านทุกครั้ง หลายคนโดยเฉพาะคนที่ขับรถไม่แข็งคงมีความกังวลกันอยู่บ้าง ถึงแม้เทคนิคการขับรถคงเป็นสิ่งที่มือเก๋าค่อนข้างคุ้นเคยกับการขับแล้วคงไม่อยากรู้นัก แต่การสร้างความระมัดระวังในการขับขี่คงจะดีกว่าใช่ไหมล่ะคะ
เทคนิคขับรถให้ปลอดภัยที่สุด
1.ไม่ขับจี้ท้ายรถคันหน้า
การขับรถที่ปลอดภัยจริง ๆ คือการไม่ขับรถจี้ท้ายรถคันหน้า เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นคลิปในข่าวกันมาบ้างใช่ไหมล่ะคะ ตัวอย่างเหตุการณ์ที่เด่นชัดที่สุด คงเป็นข่าวเมื่อต้นปี พ.ศ. 2562 ที่รถชนกันต่อท้ายยาวถึง 6 คัน และทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 35 ราย ตรงจุดเกิดเหตุเลย
หากถามว่าเพราะอะไรจึงทำให้เกิดการสูญเสียครั้งใหญ่นี้ สาเหตุที่เกิดขึ้นนั้นเริ่มมาจากรถเก๋งคันหน้าสุดเบรกกะทันหัน ทำให้รถที่ตามมาข้างหลังต้องเบรกฉุกเฉินตาม เมื่อคุณขับรถยนต์ไม่เว้นระยะ จี้ท้ายรถคันหน้าเพื่อหวังให้อีกฝ่ายหลบซ้ายไป
แต่นั่นแหละค่ะ สาเหตุที่เกิดอุบัติเหตุรถชนท้ายต่อกัน ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ในปี พ.ศ.2562 แต่เพียงอย่างเดียว เหตุการณ์ลักษณะแบบนี้คุณสามารถเห็นได้บ่อยเสียยิ่งกว่าบ่อย ดังนั้นการขับรถให้ปลอดภัย คุณควรเว้นระยะห่างกับคันด้านหน้าไว้ เผื่อในกรณีฉุกเฉินคุณจะได้มีระยะในการเบรกนั่นเอง
2.ไม่ขับด้วยความเร็วสูงในเลนซ้าย
ถ้าหลายคนนึกไม่ออกว่าการขับรถด้วยความเร็วสูงในเลนซ้ายเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุอย่างไร ย้อนกลับไปเมื่อข่าวปี พ.ศ.2559 กับโศกนาฏกรรมบนท้องถนน ที่รถเบนซ์ชนท้ายรถเก๋งฟอร์ดจนเกิดการระเบิดและไฟลุกทั้งคัน หากใครยังจำได้คงรู้ว่า รถเบนซ์คันนั้นขับมาในเลนซ้ายด้วยความเร็วที่สูงกว่า 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง ก่อนจะเบรกไม่ทันและชนกับรถเก๋งฟอร์ดที่อยู่ในเลนซ้าย และใช้ความเร็วเพียง 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง
อย่างน้อยในเรื่องนี้คนเขียนอยากให้ทุกคนขับด้วยความเร็วตามเลน ซ้ายคือเลนที่ขับช้า ส่วนขวาคือเลนที่ขับเร็ว การขับแบบนี้ไม่ใช่แค่เพื่อตัวคุณเอง แต่เพื่อคนร่วมท้องถนนของคุณด้วย ความปลอดภัยสร้างได้ด้วยจิตสำนึกในการขับนะคะ
3.ไม่แซงไหล่ทาง
อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรทำ ขณะขับรถเพื่อทำให้คุณสามารถขับรถได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น หากถามว่าทำไมถึงห้ามแซงไหล่ทาง คุณเคยเห็นใช่ไหมล่ะคะว่าบางทีไหล่ทางทั้งซ้ายและขวามีที่ว่างอยู่ การขับตรงนั้นก็เหมือนอีกเลน แต่พูดเลยค่ะ ว่าสิ่งที่คุณคิดมันผิด!
อุบัติเหตุบางครั้งก็เกิดจากการที่คุณวิ่งไหล่ทางเนี่ยแหละ นอกจากจะเสี่ยงตกลงไปด้านข้างแล้ว ยังเสี่ยงที่จะทำให้รถคันอื่น ๆ บนถนนเสียจังหวะในการขับขี่อีกด้วย
4.อย่ารีรอในการตัดสินใจ
พูดเลยค่ะว่า การที่คุณไม่ตัดสินใจในทันที จะทำให้คุณเสียจังหวะในการขับรถไป ยกตัวอย่างเช่น หากคุณขับรถจนมาถึงตอนที่ไฟสัญญาณกำลังใกล้จะแดง แต่เนื่องด้วยความเร็วที่สูงเกินกว่าจะเบรก แนะนำให้คุณขับผ่าไปเลยจะดีกว่า เพราะถ้าจะเบรกคุณควรจะดูด้านหลังของคุณให้ดีเสียก่อนว่ามีรถคันไหนตามหลังมาหรือไม่ การเบรกกะทันหันอาจเสี่ยงให้เกิดการชนท้ายขึ้นได้
5.เปิดไฟให้สัญญาณทุกครั้ง
คุณควรเปิดสัญญาณไฟทุกครั้งก่อนจะเลี้ยวหรือเปลี่ยนเลน ลองคิดดูว่าถ้าคุณไม่ให้สัญญาณก่อนเปลี่ยนเลนจะเกิดอะไรขึ้น หลายครั้งอุบัติเหตุก็เกิดจากการที่คุณเลินเล่อและคิดว่าทุกคนจะเดาใจคุณออกว่ากำลังจะขับไปทางไหน ดังนั้นขณะขับรถอย่าลืมเปิดไฟสัญญาณกันนะ
6.เข้าโค้งอย่างระมัดระวัง
วิธีการเข้าโค้งที่ดีคือการเข้าโค้งด้วยความเร็วที่ไม่ควรเกิน 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพราะคุณจะยังสามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นคงที่สุด นอกจากนั้นแล้วการเข้าโค้งที่ดีคือการเหยียบคันเร่งไปด้วย ถ้าคุณปล่อยคันเร่งแล้วใช้แรงเหวี่ยง จะทำให้คุณบังคับรถได้ยากยิ่งขึ้น การเข้าโค้งที่ดีคือการเหยียบคันเร่งเพื่อประคองรถและไม่ควรใช้ความเร็วจนคุมรถไม่อยู่
7.อย่าเหยียบเบรกบ่อยเกินไป
การเหยียบเบรกบ่อยเกินไป อาจทำให้ผ้าเบรกไหม้ได้ ไม่ใช่แค่กับเวลาขับขี่บนภูเขาอย่างเดียวเท่านั้น เพราะการเหยียบเบรกทุกครั้งจะทำให้ผ้าเบรกถูกใช้งาน เนื่องจากต้องรับความร้อนที่มาจากเบรก การขับขี่ที่ป้องกันไม่ให้เกินผ้าเบรกไหม้จนหมดและทำให้รถที่ตามมาด้านหลังเสียจังหวะ คือการเหยียบเบรกแค่จำเป็น ถ้าคุณรู้สึกว่ารถของคุณเร็วเกินไป ลองใช้วิธีปล่อยคันเร่งเพื่อควบคุมรถแทนก็ได้
8.ดูความเร็วก่อนเปลี่ยนเลน
รู้หรือไม่ว่า อุบัติเหตุในเมืองไทยส่วนใหญ่มักเกินขึ้นจากการเปลี่ยนเลนโดยไม่ดูความเร็วของรถคันด้านหลัง ทั้ง ๆ ที่ก่อนจะเปลี่ยนเลนทุกคนควรจะระวังรถอีกเลนก่อน แต่บนท้องถนนที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ การเปลี่ยนเลนมักเป็นเรื่องที่ถูกละเลยได้ง่าย
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อรถของคุณวิ่งอยู่บนทางหลวงและวิ่งด้วยความเร็วมากกว่า 120 กิโลเมตร/ชั่วโมงในเลนขวาสุด ทว่าจากที่ขับอยู่ รถที่อยู่ด้านซ้ายมือของคุณก็ออกจากเลนมาโดยที่มีความเร็วเพียง 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง จึงทำให้รถของคุณชนเขากับคันหน้าแบบไม่ต้องถามสาเหตุที่มา การเปลี่ยนเลนจึงจำเป็นต้องดูความเร็วของคันด้านหลังให้ดีเสียก่อน ถ้าเลนที่มีความเร็วเยอะกว่าเลนที่คุณขับอยู่ล่ะก็ ดูให้แน่ใจเสียก่อน จึงค่อยเปลี่ยนเลนจะดีกว่า
9.ระวังจักรยานยนต์
หากอยากขับรถยนต์ให้ราบรื่นไม่กังวัลอุบัติเหตุ ก่อนอื่นเลยคุณต้องระมัดระวังรถจักรยานยนต์ให้ดี เพราะมุมมองของคนขับรถยนต์จะมีวิสัยทัศน์ที่กว้างกว่าคนที่ขับรถจักรยานยนต์ แต่แน่นอนว่า บางครั้งวิสัยทัศน์ที่กว้างกว่าก็ทำให้คนขับรถยนต์ไม่เข้าใจคนขับรถจักรยานยนต์ว่าทำไมต้องขับเช่นนั้น
แต่รู้หรือไม่ว่าคนขับรถจักรยานยนต์ก็ไม่เข้าใจคนขับรถยนต์เช่นเดียวกัน แต่ด้วยจำนวนประชากรในประเทศไทยกลุ่มรถจักรยานยนต์ก็มีค่อนข้างเยอะโดยเฉพาะในกรุง การขับขี่จึงจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก เพราะบางครั้งรถจักรยานยนต์ที่สามารถขับได้สะดวกและคล่องตัวกว่ารถยนต์ ก็แทรกไปมาตามเลนต่าง ๆ และไปอยู่ในมุมอับของรถยนต์ จึงเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ง่ายทีเดียวเชียว
10.หากกลับรถไม่ได้ ให้ไปกลับที่แยก
ปัญหาของมือใหม่และมือเก่าบางคนที่ไม่มีความมั่นใจในเรื่องของการกลับรถ ใครว่าการกลับรถเป็นเรื่องที่ง่ายกัน หากรถไม่ติดแล้วล่ะก็ การกลับรถจัดเป็นด่านมหาโหดสำหรับคนที่ขับรถไม่แข็งเลยทีเดียว เพราะต้องอาศัยทั้งจังหวะและความเร็วในการกลับให้ทันท่วงที บางครั้งในการกลับรถก็ไม่ได้มีคนใจดีคอยหยุดให้เราเสมอไป
เพื่อเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุจากการกลับรถได้อย่างน่าหวาดเสียว จึงขอแนะนำว่าหากใครไม่มั่นใจในฝีมือการกลับรถของตนก็ขอให้ยอมขับเลยไปอีกสักนิดและหาแยกหรือสะพานกลับรถ เพื่อใชักลับรถจะดีกว่านะคะ เสียเวลาหน่อยแต่กลับง่ายแถมยังปลอดภัยมั่นใจหายห่วงไปเลยค่ะ
จากเทคนิคข้างต้นจะเห็นได้ชัดเลยว่าสิ่งที่สำคัญสำหรับการขับรถคือความระมัดระวังและการรู้จักรถของตนให้ดีที่สุด จึงจะสามารถขับได้อย่างมั่นใจทั้งยังสามารถเลี่ยงปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้อย่างมาก
ดังนั้นการเริ่มต้นการขับรถสักที อาจเริ่มต้นด้วย “รถยนต์มือสอง” สักคันที่หากชนขึ้นมาก็ยังเสียค่าซ่อมน้อยกว่ารถมือหนึ่งแต่ไร้ประกัน ลองหารถยนต์มือสองได้เลยที่ Kaidee จัดไปเลยค่ะ
Feb 24, 2021 | บทความยานยนต์
ผมขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่าความรู้ในเรื่องของดาราผมมีเยอะมาก (ประชด!! เศร้าป่ะ) แต่ทำไงได้ ในเมื่อให้เขียนก็ต้องเขียน ผมเลยไปหาข้อมูลมาแล้ว จาก Instagram เพื่อเอาข้อมูลมาเล่าต่อให้แก่คนที่อยากรู้ (จะมีใครอยากรู้ไหมนะ??)
หากลองสังเกตดี ๆ ก็จะรู้ได้ในทันทีว่าดาราไทยส่วนใหญ่ก็มักจะซื้อรถที่เป็นรถหรู ไม่ก็เป็นรถสปอร์ต แต่ว่าก็ไม่น้อยเลยที่ยังคงรักความเป็นรถเก่าที่น่าสะสมก็มีอยู่บ้าง วันนี้ผมจะมาขยายความให้ว่าใครขับรถอะไร และรถรุ่นที่ขับเนี่ยสเปคเป็นอย่างไร ทำไมถึงน่าขับ?? ไปดูกันเลย!!
มาริโอ้ เมาเร่อ กับรถ Volkswagen 23 Window Samba Bus
มาริโอ้เป็นดาราหนุ่มชาวไทยที่มีความชอบในเรื่องของรถเก่า ด้วยความรักและหลงใหลทำให้เขามีรถยนต์มากมาย และสร้างชื่อเสียงในการประกวดรถเก่าอีกด้วย แต่วันนี้ผมขอยกรุ่นนี้ “Volkswagen 23 Window Samba Bus” ที่เห็นกันได้บ่อย ๆ ตามรายการทีวีต่าง ๆที่เค้าไปออก (ซึ่งมักจะพังโชว์กลางรายการเสียด้วย ฮ่า ๆ) ใครที่เป็นแฟนรถสายวินเทจ จะไม่รู้จักรถรุ่นนี้คงจะเป็นไปไม่ได้ ด้วยความเอกลักษณ์ของหน้า V รวมไปถึงกระจกรอบคันที่มีมากถึง 23 บาน
สเปคที่น่าสนใจ
- เครื่องยนต์ : สูบนอน 4 สูบ
- ขนาดของเครื่องยนต์ : 1,192 cc.
- แรงม้าสูงสุด : 40 แรงม้า
- เกียร์ : ธรรมดา 4 จังหวะ
เอกลักษณ์โดดเด่นของ Volkswagen 23 Window Samba bus ตามชื่อเลยคือเป็นรถบัสขนาดเล็กที่มี 23 หน้าต่าง และได้ความคลาสสิคด้วยหน้าตาตัว V ที่ทำให้เหล่านักสะสมนั้นต้องละลาย ถึงแม้ว่ารถรุ่นนี้จะมีความเก่าก็ตาม
ดีเจเพชรจ้า กับรถ Nissan GT-R R33
เป็นอีกหนึ่งคนดังที่มีรถยนต์จอดไว้เป็นเหมือนรถของเล่น เพราะว่าเขาซื้อไว้เยอะมากจริง ๆ แถมส่วนใหญ่รถที่ดีเจเพชรจ้ามีนั้นจะเป็นรถสีแดงและเป็นรถจากทางฝั่งยุโรปอีกด้วย แต่ในคันนี้ Nissan GT-R R33 เป็นรถจากทางฝั่งญี่ปุ่นเพียงไม่กี่คันที่มีไว้ในครอบครอง ซึ่งเอกลักษณ์ของรุ่นนี้เลยคือไฟท้ายที่เป็นทรงโดนัท แถมผลิตมาน้อยอีกด้วย
สเปคที่น่าสนใจ
- เครื่องยนต์ : RB26DETT Twin-Turbo
- ขนาดของเครื่องยนต์ : 2,568 cc.
- แรงม้าสูงสุด : 280 แรงม้า
- เกียร์ : ธรรมดา 5 สปีด
ดีเจเพชรจ้าได้บอกเอาไว้ว่า ส่วนตัวเขานั้นชอบ GTR R33 มากกว่ารุ่นอื่น ๆ ที่เป็นรุ่นยอดนิยมอย่าง R32 และ R34 ด้วยเหตุผลที่ว่า R33 นั้นไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไรนัก ทำให้มีไลน์การผลิตที่น้อยและค่อนข้างที่จะสั้น ทำให้มีเพียงไม่กี่คันเท่านั้นถูกมานำจำหน่ายและมีความ Limited
โอ๊ต ปราโมทย์ กับรถ Mini Clubman
ด้วยคาแรกเตอร์ที่เข้ากับหนุ่มโอ๊ต ปราโมทย์ ที่มีลุคขี้เล่น ตลก เฮฮา รถ Mini Clubman สีเขียวฉูดฉาด แถมยังตั้งชื่อให้ว่า “น้องเขียวเหนี่ยวทรัพย์” อีกด้วย ซึ่งน่าจะตั้งมาเพื่อเรียกเงิน เรียกทองโดยเฉพาะ โดยปกติแล้วรถยนต์ Mini นั้นจะเป็นรถเล็ก ๆ เหมาะกับผู้หญิง แต่ในรุ่น Clubman นั้นไม่เป็นแบบนั้น จะมีความใหญ่ขึ้น นั่งได้หลายคนมากขึ้น จึงกลายมาเป็นตัวเลือกให้ใครหลาย ๆ คน
สเปคที่น่าสนใจ
- เครื่องยนต์ : TwinPower Turbo 2.0
- ขนาดของเครื่องยนต์ : 1,998 cc.
- แรงม้าสูงสุด : 192 แรงม้า
- เกียร์ : อัตโนมัติ
ลบคำว่ารถยนต์คันเล็กออกไปได้เลย เพราะ Mini Clubman นั้นมีความใหญ่ขึ้นมาจากรุ่นเดิม ๆ มาพร้อมกับดีไซน์แบบ 5 ประตู ที่จุผู้โดยสารได้สูงสุดถึง 5 คนและยังนั่งกันได้แบบสบาย ๆ อีกด้วย แต่เหตุผลจริงของโอ๊ต ปราโมทนั่นก็คือ ปกติการเดินทางไปไหนมาไหนก็มักจะเดินทางด้วยรถตู้คันใหญ่ ทำให้ไม่สะดวกสบายในการหาที่จอด จึงเลือกซื้อรถคันที่เล็กลงมาและตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้นั่นเอง
นิกกี้ ณฉัตร กับรถ Porsche 991.1
ถือเป็นเจ้าพ่อรถ Porsche ที่แท้จริง เพราะรถทุกคันที่ผ่านมา นิกกี้ ณฉัตร ก็เลือกซื้อแต่แบรนด์นี้ เรียกได้ว่าเป็นแฟนตัวจริง โดยครั้งนี้มากับรถ Porsche 991.1 ที่เอามาทำสีใหม่ให้มีความคมเข้มมากยิ่งขึ้น เหมือนได้รถคันใหม่เลยทีเดียว (สวยงามตามท้องเรื่องจริง ๆ)
สเปคที่น่าสนใจ
- เครื่องยนต์ : 6 สูบ DOHC 24 วาล์ว BOXER Bi-Turbo
- ขนาดของเครื่องยนต์ : 2,981 cc.
- แรงม้าสูงสุด : 450 แรงม้า
- เกียร์ : อัตโนมัติ 8 สปีด
รถยนต์สปอร์ตสุดหรู ไม่ต้องพูดมากก็รู้ว่าดี เร็ว แรง ดีไซน์สวยเท่ ที่ไม่ว่าใครที่เห็นก็ต้องมองตามจนตาค้าง ด้วยเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครอย่างฉายา “หน้ากบ” ก็ยังคงเอาไว้ได้อย่างดีในรถรุ่นนี้ และน่าจะตอบสนองความชื่นชอบให้แก่เหล่านักสะสมได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน
โทนี่ รากแก่น กับรถ Toyota Land Cruiser 80
อีกหนึ่งคนที่เป็นแฟชั่นไอคอนให้กับคนไทย ด้วยสไตล์แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร แต่ให้ความเท่ และนำเทรนด์อยู่เสมอ แต่ด้วยจิตใจที่รักในการแคมป์ปิ้งทำให้โทนี่ รากแก่น เลือกซื้อรถลุย ๆ ที่เหมาะกับงานอดิเรกของเขาเองอย่าง Toyota Land Cruiser แถมยังเอามาติดเต้นท์และอุปกรณ์ต่าง ๆ จนแทบจะกลายเป็นรถบ้านได้เลยทีเดียว
สเปคที่น่าสนใจ
- เครื่องยนต์ : 1HD-T 4.2 TD
- ขนาดของเครื่องยนต์ : 4,163 cc.
- แรงม้าสูงสุด : 167 แรงม้า
- เกียร์ : ธรรมดา 5 สปีด
เป็นอีกรุ่นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่ผู้ที่นิยมการไปท่องเที่ยวแบบแคมป์ปิ้ง ด้วยความที่เครื่องยนต์มีขนาดใหญ่ รวมไปถึงการขับเคลื่อนแบบออฟโรดที่สามารถขับไปได้ในทุก ๆ ที่ อีกทั้งยังนิยมเป็นอย่างมากในการเอามาดัดแปลงให้รถยนต์รุ่นนี้กลายมาเป็นรถบ้าน เหมาะกับการค่ำไหนนอนนั่นอย่างแท้จริง
เมื่ออ่านบทความนี้แล้ว เกิดแรงบันดาลใจอันแรงกล้าในการที่จะเลือกซื้อรถแล้วล่ะก็ เข้ามาหาดูได้เลยที่ Kaidee Auto มีครบจบในที่เดียว โดดเด่นเรื่องรถทั้งมือหนึ่งและมือสอง ที่มีให้เลือกมากมาย
ปากกาขาว
Dec 29, 2020 | บทความยานยนต์
จะปีใหม่กันแล้วนะมีแพลนจะไปเที่ยวไหนกันหรือยัง?? เชื่อว่าทุก ๆ คนย่อมมีการวางแผนที่แตกต่างกันออกไปเที่ยวในแต่ละที่ทั่วประเทศอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนืออย่าง น่าน เชียงใหม่ เชียงราย ที่ได้ไปรับอากาศเย็นในช่วงของฤดูหนาวบนดอย อากาศดี ๆ หรือแม้กระทั่งลงไปภาคใต้ ไปดื่มด่ำกับทะเลและเสียงคลื่น
ซึ่งการขับรถไปเที่ยวในช่วงปีใหม่นั้นย่อมมีความลำบากมากกว่าช่วงอื่น ๆ ด้วยปริมาณของรถยนต์ ที่เหมือนพร้อมใจกันไปเที่ยวในที่ที่เดียวกัน ทำให้การเตรียมตัวของทั้งผู้ขับขี่และรถยนต์ มีความจำเป็นอย่างมาก ก่อนที่จะเริ่มเดินทางแต่ละครั้ง
สิ่งที่ต้องประเมินก่อนไปเที่ยว
ก่อนที่จะไปไหนมาไหนก็ตาม ไม่ว่าจะใกล้หรือไกลอย่างไร ย่อมมีสิ่งที่ควรได้ศึกษาให้ดีเสียก่อน เพื่อที่จะได้ประเมินความสอดคล้องระหว่างตัวคุณกับรถยนต์ ให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุดและขับขี่ได้ดีที่สุดเช่นเดียวกัน
1. ประเมินตัวเอง
สิ่งที่ควรต้องรู้เป็นอย่างแรกเลยคือรู้จักตัวของคุณเองเสียก่อน ว่าตัวคุณมีศักยภาพในการขับขี่ขนาดไหน เพราะแต่ละคนก็ขับขี่ได้เก่งไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน โดยต้องเริ่มประเมินจากเรื่องต่าง ๆ
ประเมินความสามารถการขับขี่
ต้องรู้เสียก่อนว่ากำลังในขับขี่ของตัวเองมีมากเท่าไร เพราะการขับรถนั้นใช้พลังงานเป็นอย่างมาก หากขับเป็นระยะเวลานาน ๆ แล้วล่ะก็ ไม่ก่อให้เกิดผลดี แถมยังอาจจะทำให้มีแต่เรื่องแย่ ๆ อย่างอุบัติเหตุตามมาก็เป็นได้
Tip : หาเพื่อนไปด้วยสักคน เพื่อคอยสับเปลี่ยนกันขับ จะช่วยแบ่งเบาในเรื่องนี้ไปได้
ประเมินสุขภาพร่างกาย
ร่างกายและสุขภาพก็เป็นสิ่งที่กำหนดขีดจำกัดในการขับขี่ ถ้าหากคุณสุขภาพดีแล้วล่ะก็ ย่อมพร้อมที่จะโลดแล่นไปไหนก็ได้ตามที่ใจต้องการ ซึ่งทางที่ดีควรไปหาหมอเพื่อตรวจสุขภาพเสียก่อน หรือเช็คร่างกายในเบื้องต้น ดังนี้
- นอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ 8 – 10 ชม. ก่อนเดินทาง
- โรคประจำตัว พร้อมกับยาประจำโรค
- เช็คสายตาว่าตาของคุณยังเห็นได้ชัดเจน มีผลอย่างมากในการขับรถ
2. ประเมินเส้นทางการเดินทาง
เป็นหนึ่งในขั้นตอนการประเมินหนึ่งที่ต้องทำเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีอย่างแผนที่นำทางต่าง ๆ จะมีให้ใช้อย่างแพร่หลาย แต่การเตรียมตัวและดูเส้นทางก่อนไปถึงสถานที่จริงนั้นสำคัญ เพราะหากไม่ได้ดูไปก่อน อาจจะพบเจอกับเส้นทางที่ขับขี่ได้ยากและอันตรายก็เป็นได้
3. ประเมินระยะเวลาเดินทาง
แต่ละจังหวัดก็มีระยะทางใกล้-ไกลไม่เท่ากัน ดังนั้นหากรู้ว่าจังหวัดที่คุณนั้นเตรียมที่จะเดินทางไป มีระยะทางที่ค่อนข้างไกลและใช้เวลานาน แน่นอนว่าการขับรถคนเดียวนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ดีสักเท่าไรนัก คุณควรหาเพื่อนหรือคนในครอบครัวที่ขับรถเป็นและมีใบขับขี่ไปด้วยสักคน เพื่อให้คุณได้พักผ่อนบ้างในบางครั้ง
ประเภทของรถยนต์ที่ดีต่อใจในการเดินทางไกล
หากจะบอกว่ารถยนต์ทุกคันก็สามารถไปเที่ยวไหนก็ได้ นั่นก็ไม่ผิดแต่อย่างใด แต่ว่าไม่ใช่รถทุกคันนั้นสามารถขึ้นเขา ลงห้วย หรือมีกำลังพอที่จะปีนป่ายในบางสถานที่ได้ นี่จึงเป็นไกด์ที่จะพอให้คุณมองเห็นภาพได้มากขึ้นว่ารถแบบไหน เหมาะกับการขับไปที่แบบไหนบ้าง หรือถ้าหากคุณอ่านแล้วพบว่า รถของคุณไม่พร้อม จะได้เตรียมการเพื่อเช่ารถได้ทันเวลา
รถยนต์ ECO CAR
เป็นรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ที่เล็กและให้พละกำลังที่ค่อนข้างน้อย รวมไปถึงจุผู้โดยสารได้น้อยเช่นเดียวกัน จึงอาจจะไม่ตอบโจทย์เท่าไรนักหากคุณจะขับรถยนต์คันนี้ขึ้นเขาและพาเพื่อน ๆ หรือคนในครอบครัวไปกันเยอะ ๆ ที่นอกจากจะทำให้คุณนั้นขับแล้วเหนื่อยมากขึ้น มันยังมีพละกำลังที่ไม่เพียงพอในการไต่เขาอีกด้วย
- สถานที่ที่แนะนำ : ขับรถไปเที่ยวใกล้ ๆ หรือไปทะเล สถานที่ที่ไม่โลดโผนในการขับขี่
- สถานที่ที่ไม่แนะนำ : การขับขึ้นภูเขาสูง ๆ และสถานที่ท่องเที่ยวแบบออฟโรด
รถยนต์ SEDAN
เป็นรถยนต์ขั้นต่ำที่แนะนำในการไปเที่ยวอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น Sedan ขนาดใดก็ตาม ด้วยกำลังที่พอเหมาะในการเดินทางไปเที่ยวได้หลายหลายที่ในประเทศ ตั้งแต่เหนือจรดใต้กันเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้อาจจะยังต้องพึ่งทักษะในการขับขี่ รวมไปถึงการเลือกเส้นทางให้เหมาะสมอีกด้วย
- สถานที่ที่แนะนำ : ไปเที่ยวได้ในทุก ๆ แนว ไม่ว่าจะขึ้นเขาที่มีเส้นทางง่าย ๆ หรือเที่ยวทะเลก็ไม่หวาดหวั่น
- สถานที่ที่ไม่แนะนำ : สถานที่ท่องเที่ยวแบบออฟโรด
รถยนต์ PPV/MPV/SUV
ขอรวมรถยนต์ทั้ง 3 ประเภทนี้ไว้ด้วยกัน เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกันค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นรถยนต์ที่นอกจากจะจุคนได้เยอะแล้ว ยังมีพละกำลังที่สูง ขับขี่ได้เกือบทุกสถานการณ์ ด้วยรถที่มีขนาดใหญ่และสูงเหนือจากพื้น รวมไปถึงบางรุ่นนั้นมีโหมดในการขับเคลื่อ 4 ล้อ ได้อีกด้วย
- สถานที่ที่แนะนำ : ไปได้ทุกที่จริง ๆ สุดปัง!!
- สถานที่ที่ไม่แนะนำ : ไม่มี อยากไปที่ไหนก็ไปโลด!!
ปล. ทั้งนี้ขึ้นกับสถานที่ที่ไป หากเป็นสถานที่ที่ต้องให้ผู้ชำนาญทางพาไป ก็จำเป็นต้องเช่ารถ
ส่วนไหนของรถที่ต้องเช็คก่อนออกเดินทาง?
มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าการเดินทางไกล ๆ รถก็เปรียบเสมือนแขนและขา เพราะหากว่ารถเราไม่พร้อมแล้วล่ะก็ มันอาจไปเสียระหว่างทางก็เป็นได้ ซึ่งคงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุอย่างนี้แน่นอน และจุดที่ควรเช็คนั้นก็มีไม่มาก เดี๋ยวมาดูไปพร้อม ๆ กันเลย
1. แบตเตอรี่รถยนต์
การดูแลแบตเตอรี่ให้พร้อมก่อนที่จะออกเดินทาง ซึ่งถ้าแบตของคุณเป็นแบบน้ำ อย่างแรกที่ควรดูก็คือเลยที่ควรดูก็คือ “น้ำกลั่น” แต่ถ้าหากเป็นแบบแห้ง ให้ลองดูว่าแบตที่เราใช้นั้น มีอายุนานแล้วหรือยัง ถ้านานแล้วควรรีบเปลี่ยนเลย
วิธีดูแลแบตเตอรี่ คลิกที่นี่
2. ล้อและยางรถยนต์
สิ่งที่ต้องอยู่ด้วยตลอดทั้งทริปของการเดินทาง เป็นเหมือนกับขา ที่ช่วยให้ไปถึงที่หมายได้ และเป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบ โดยเริ่มดูว่ายางนั้นมีรอยรั่ว ไม่แตก ดอกยางอยู่ดี ลมยางยังแน่นอยู่หรือไม่ หากว่าไม่ ก็ต้องรีบแก้ไขก่อนเดินทางด้วยล่ะ
3. เช็คช่วงล่าง
ช่วงล่างทั้งหมดนั้นมีอุปกรณ์ที่ใช้แบกรับก็คือ “โช๊คอัพ” ซึ่งวิธีดูได้ง่ายที่สุดเลย โดยการ ทิ้งน้ำหนักตัวลงที่ด้านหน้า-หลังของตัวรถ หากรถนั้นมีอาการเด้งขึ้น-ลงหลายครั้ง นั่นแสดงให้เห็นว่าโช๊คอัพของคุณนั้นเริ่มมีปัญหาเข้าให้แล้ว
วิธีดูแลโช๊คอัพ คลิกที่นี่
4. น้ำมันเครื่อง
ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกครั้งที่ครบกำหนด โดยทางร้านจะให้ระยะทางของเลขบนหน้าปัดมาให้ เมื่อขับขี่ครบตามที่กำหนดก็กลับมาอีกครั้งเพื่อเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง โดยระยะทางจะอยู่ที่ประมาณ 10,000-15,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 3-4 เดือน
วิธีเปลี่ยนน้ำมันเครื่องง่าย ๆ คลิกที่นี่
5. ผ้าเบรค
หนึ่งในปัญหาใหญ่และต้องใส่ใจให้มากที่สุด ถ้าหากเสียขึ้นมาตอนเวลาขับรถขึ้นเขา คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ดีอย่างแน่นอน เพราะว่าเบรคของคุณจะไม่ทำงาน นั่นหมายความว่า “เบรคแตก” นั่นเอง เป็นเรื่องที่อันตรายที่สุดของอาการเสียของรถยนต์
วิธีตรวจสอบผ้าเบรก คลิกที่นี่
6. ไฟส่องสว่าง
ปัจจุบันนอกจากไฟที่ส่องสว่างในยามกลางคืนแล้ว ยังมีไฟที่เปิดเพื่อให้รถที่สวนกันสามารถเห็นรถได้อย่างชัดเจนขึ้นอย่างไฟ Daytime Running Light และรวมไปถึงไฟส่งสัญญาณอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ต้องเช็คให้ดีว่ามีดวงไหนขาด หรือพังรึเปล่า ที่นอกจากจะก่อให้เกิดอันตรายกับตัวเราแล้ว ยังก่อให้เกิดอันตรายกับผู้อื่นได้อีกด้วย
สรุปท้ายบทความ
ก่อนที่จะเดินทางไปไหนก็ตาม ความพร้อมในการเตรียมตัวก็เป็นสิ่งที่ต้องสนใจเป็นอันดับแรก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขับขี่ ที่ต้องรู้ว่าเราจะเป็นมิตรที่ดีบนท้องถนนต้องทำอย่างไร นอกจากนี้ยังต้องพึงระวังระบบต่าง ๆ ภายในรถยนต์ว่ามีความพร้อมแล้วหรือยัง
ใครที่กำลังจะวางแผนเดินทางแล้วล่ะก็ เข้ามาอ่านบทความนี้ก่อนเลย คุณจะได้รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เริ่มจากทำเช็คลิสต์ตามที่บอก แล้วค่อย ๆ ตรวจเช็คไปทีละหัวข้อ หากทำตามได้ครบคุณและรถของคุณก็พร้อมแล้วกับการไปเที่ยวแล้ว
สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนเที่ยวปีใหม่กันอย่างมีความสุข สุขกายสบายใจ ไปไหนก็เจอแต่สิ่งดี ๆ รับปีใหม่ พบเจอกับสิ่งดี ๆ ใหม่ ๆ ขับขี่ปลอดภัยในทุกเส้นทาง และคอยสร้างรอยยิ้มและกำลังใจให้กับคนที่อยู่รอบข้างด้วยล่ะ
🎊🎉สวัสดีปีใหม่ and Happy New Year นะ 🎉🎊
ใครที่อ่านบทความแล้วรู้สึกว่า จะต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ผ้าเบรก หรือต้องการรับบริการในด้านของรถยนต์แล้วล่ะก็ ลองเข้ามาหาได้เลยที่ Kaidee เพราะที่นี่มีบริการมากมาย ที่ตรงใจกับความต้องการของคุณ และช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
หลาย ๆ คนอาจจะคิดไม่ตกเวลาซื้อรถยนต์มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมือ 1 หรือมือ 2 ก็ตาม ย่อมกังวลเป็นเรื่องธรรมดาถึงทั้งความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ที่อาจเกิดขึ้นได้ไม่ว่าวันใดก็วันหนึ่ง การซื้อประภัยจึงเป็นอีกทางเลือกที่จะทำให้ผู้ขับขี่นั้นประหยัดและเสียเงินให้ได้น้อยที่สุดจากการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันได้เป็นอย่างดี
บทความนี้จะมาเป็นทางออกของความกังวลเหล่านั้นเอง ว่าประกันภัยชั้น 1 และชั้น 2+ มีความแตกต่างกันอย่างไร เป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงที่ช่วยให้คุณ!! นั้นตัดสินใจในการเลือกทำประกันในแต่ละครั้งได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
ประกันรถยนต์คือ?
น่าจะพอรู้กันอยู่แล้วว่าประกันรถคืออะไร แต่จะมาพูดง่าย ๆ สั้น ๆ เป็นการเกริ่นก่อนที่จะเข้าเรื่องประกันแต่ละชนิด ประกันรถยนต์ คือ กรมธรรม์หรือสัญญาที่ทำเพื่อประกันและคุ้มครองรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายหรือสูญเสียทั้งตัวรถยนต์เองหรือแม้กระทั่งชีวิตของผู้ขับขี่ก็ตาม ที่เกิดจากอุบัติเหตุที่ไม่เรานั้นอาจจะไม่ได้ตั้งใจ ทั้งนี้การคุ้มครองก็ขึ้นอยู่ประกันแต่ละชนิดออกไปตามแต่ที่เรานั้นเลือกทำเอาไว้ ซึ่งมีกฎหมายบัญญัติเอาไว้ ดังนี้
คือ กฎข้อบังคับที่กล่าวเอาไว้ถึง ผู้ที่เป็นเจ้าของรถยนต์นั้นจะต้องจัดหาประกันภัยให้แก่รถยนต์ที่ครอบครองเอาไว้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 หรือที่ทุกคนรู้จักกันในชื่อ “พรบ. ประกันภัย” นั่นเอง
การทำประกันแบบนี้คือการที่เรานั้นไปเลือกซื้อกรมธรรม์ประกันภัยเพิ่มเติมจาก พรบ. ประกันภัย โดยบริษัทประกันภัยต่าง ๆ เอง ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ขับขี่รถยนต์โดยไม่ได้เป็นการบังคับแต่อย่างใด โดยประภัยชั้น 1 และ 2+ นั้นก็เป็นส่วนหนึ่งในประกันชนิดนี้เช่นเดียวกัน
ประกันภัยชั้น 1
ประกันภัยชั้นที่ 1 คือ ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของคุ้มครองชีวิตของผู้ขับขี่ รวมไปถึงตัวของรถยนต์เองก็ตาม ซึ่งครอบคุ้มการคุ้มครองการเสียหายของรถยนต์ไว้เกือยจะทุกกรณีที่ทำให้ร๔ยนต์นั้นเกิดความเสียหายได้ แต่ทั้งนี้ก็ยังมีขอบเขตของการประกัน เพื่อที่จะป้องกันการที่ผู้ขับขี่จงใจไปทำให้รถยนต์เสียหายและมาของเบิกประกันนั่นเอง โดยการคุ้มครองของประกันภัยชั้น 1 ประกอบไปด้วย
- คุ้มครองรถยนต์ ตั้งแต่การถูกชน ไฟไหม้ และน้ำท่วม
- คุ้มครองรถยนต์จากทั้งมีคู่กรณีและไม่มีคู่กรณี หากเกิดอุบัติเหตุประกันจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้
- คุ้มครอบบุคคลทั้งอุบัติเหตุ รวมไปถึงค่ารักษาพยาบาลที่ใช้ในการรักษา
- คุ้มครองรถยนต์สูญหาย
ปล. ทั้งนี้เงินค่าชดเชยขึ้นอยู่ข้อสัญญาในกรมธรรม์ของแต่ละบริษัทประกันภัยได้กำหนดเอาไว้
ข้อดีของประกันภัยชั้น 1
- คุ้มครองในทุกกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ
- คุ้มครองแม้จะไม่มีคู่กรณีในการเกิดอุติเหตุ (***ทั้งนี้ต้องห้ามเกิดจากความจงใจหรือตั้งใจที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ)
ประกันภัยชั้น 2+
ในปัจจุบันประกันภัยชั้น 2+ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยราคาเบี้ยประกันที่มีความถูกกว่าประกันภัยชั้น 1 อยู่ค่อนข้างมาก และให้การคุ้มครองที่คอบคุมเหมือนกับประกันภัยชั้น 1 โดยมีการคุ้มครอง ดังนี้
- คุ้มครองอุบัติเหตุจากการถูกชน ไม่ว่าจะเราหรือคู่กรณีเป็นฝ่ายผิด
- คุ้มครองรถยนต์สูญหาย
- คุ้มครองรถยนต์ที่ถูกไฟไหม้ และน้ำท่วม
- คุ้มครอบบุคคลทั้งอุบัติเหตุ รวมไปถึงค่ารักษาพยาบาลที่ใช้ในการรักษา
ปล. ทั้งนี้เงินค่าชดเชยขึ้นอยู่ข้อสัญญาในกรมธรรม์ของแต่ละบริษัทประกันภัยได้กำหนดเอาไว้
ข้อดีของประกันภัยชั้น 2+
- ราคาประหยัดค่าเบี้ยประกันไม่สูงนัก
- ได้รับการคุ้มครองใกล้เคียงกับประกันภัยชั้นที่ 1
- ไม่จำกัดอายุของรถยนต์ที่จะนำมาทำประกัน
ต่างกันอย่างไร
จากสิ่งที่อธิบายมาทั้งหมดอาจจะสงสัยว่าเอ๊ะ!! แล้วมันแตกต่างกันอย่างไรล่ะ ดูแล้วก็ไม่เห็นจะแตกต่างอะไรเท่าไหร่นัก ซึ่งจริง ๆ แล้ว ประกันทั้งสองตัวนั้นมีความแตกต่างกันอยู่เพียงแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ซึ่งจะมีอะไรบ้าง เดี๋ยวเรามาดูไปพร้อม ๆ กันเลย
1. ราคา
แน่นอนว่าเรื่องราคานั้นเห็นกันได้อย่างชัดเจนว่าประกันภัยชั้น 1 นั้นมีราคาค่าเบี้ยประกันที่ค่อนข้างสูงกว่า ประกันภัยชั้น 2+ อย่างเห็นได้ชัด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับบริษัทประกันที่จะมีโปรโมชั่นในการทำให้ค่าเบี้ยประกันของแต่ละประเภทนั้นลดลงได้หรือไม่
2. คู่กรณี
ในเรื่องของคู่กรณีหากเกิดอุบัติเหตุ ข้อนี้เป็นความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดของประกันทั้งสอง ที่จะสามารถช่วยให้ผู้ที่กำลังมองหาประกันสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ด้วยความที่ประกันภัยชั้น 1 นั้น แม้จะเกิดอุบัติเหตุจากการชนโดยมีคู่กรณี หรือว่าขับไปชนสิ่งของต่าง ๆ เอง ประกันก็ยังจะชดเชยค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ ต่างจากประกันภัยชั้น 2+ ที่จะคุ้มครองก็ต่อเมื่อเกิดอุบัติเหตุโดยที่มีคู่กรณีด้วยเท่านั้น!!
3. สาเหตุการประกัน
ประกันภัยชั้น 1 นั้นจะให้การคุ้มครองความเสียหายของตัวรถยนต์ในทุก ๆ กรณี แต่ทว่าประกันภัยชั้น 2+ จะคุ้มครองเฉพาะความเสียหายของรถยนต์ที่เกิดจากการชนเท่านั้น
ควรเลือกอย่างไร
เป็นคำตอบที่ยากในระดับหนึ่งว่าควรเลือกประกันแบบไหน ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ขับขี่ว่ามีงบประมาณในการเลือกซื้อประกันภัยในระดับใด แต่จะของสรุปมาให้เป็นข้อดังนี้แล้วกันว่าควรเลือกยังไง
ประกันภัยชั้น 1 เหมาะกับ?
ถ้าหากรถยนต์ที่คุณซื้อมานั้นเป็นรถใหม่ป้ายแดง เพิ่งนำรถออกมาเลยแล้วล่ะก็ ทางที่ดีก็ควรที่จะเลือกซื้อประกันภัยชั้น 1 ที่ครอบคุมในทุก ๆ การขับขี่ให้แก่เรา เพราะคงไม่มีใครอยากให้รถยนต์คันใหม่ของเรานั้นมีรอยขีดข่วนไม่ว่าจากอะไรก็ตาม
ประกันภัยชั้น 2+ เหมาะกับ?
เหมาะกับรถยนต์ที่มีอายุมาแล้วในระดับหนึ่ง ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์ที่ประกันภัยชั้น 1 นั้นกำหนดเอาไว้ (รถยนต์มีอายุเกิน 5 ปีขึ้นไป) แต่ยังคงได้รับการคุ้มครองที่คุ้มค่าและมีความใกล้เคียงกับประกันภัยชั้น 1 อยู่ รวมไปถึงใครก็ตามที่มีงบในการจ่ายเบี้ยประกันไม่สูงเท่าไหร่นักนั้น ประกันภัยตัวนี้จะเหมาะเป็นอย่างมาก
สรุปท้ายบทความ
โดยสรุปแล้วประกันภัยชั้น 1 และ 2+ มีความแตกต่างในเรื่องของการคุ้มครองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยหลัก ๆ แล้ว จะต่างกันที่ประกันภัยชั้น 1 ไม่จำเป็นต้องมีคู่กรณีก็ได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ส่วนประกันภัยชั้น 2+ จำเป็นต้องมีคู่กรณีถึงจะคุ้มครอง
ทั้งนี้การเลือกทำประกันภัยต่าง ๆ ควรศึกษารายละเอียดและอ่านข้อกำหนดที่อยู่ภายในกรมธรรม์อย่างละเอียดและถี่ถ้วนก่อนการตัดสินใจที่จะทำการเซ็นสัญญาใด ๆ ก็ตาม เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงที่สุดในการคุ้มครองแต่ละประเภท
ใครที่เข้ามาอ่านบทความนี้แล้ว อย่าเลือนำความรู้เหล่านี้ไปปรับใช้กับการเลือกซื้อประกันในแต่ละครั้งด้วยล่ะ ส่วนที่กำลังมองหารถยนต์คันใหม่ สภาพดี ๆ ในราคาสบายกระเป๋า ลองแวะเข้ามาดูใน Kaidee Auto สิ ที่พร้อมตอบสนองไลฟ์สไตล์การขับของคุณ