Feb 1, 2021 | บทความยานยนต์
หากพูดถึง Tesla คุณนึกถึงอะไร ? รถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือผู้บริหารทรงอิทธิพลอย่าง Elon Musk แต่ใครจะรู้ว่ากว่าจะเป็น Tesla ในปัจจุบัน บริษัทนี้ผ่านอะไรมามากกว่าที่คุณคิด
จุดเริ่มต้น
จริง ๆ แล้ว ผู้ก่อตั้ง Tesla ไม่ใช่ Elon Musk แต่เป็นวิศวกรชาวอเมริกันอย่าง Martin Eberhard และ Marc Tarpenning ผู้ที่เล็งเห็นว่ารถยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่จะเป็นทางเลือกใหม่ของรถในอนาคต พวกเขาจึงเริ่มสร้างรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นตั้งแต่นั้นมา
ส่วนที่มาของชื่อบริษัทอย่าง เทสลา มอเตอร์ ได้ถูกตั้งขึ้นเพื่อสรรเสริญ “นิโคลา เทสลา” นักประดิษฐ์และวิศวกรไฟฟ้าชาวอเมริกัน ผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้คิดค้นมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับและออกแบบระบบไฟฟ้า
ต่อมาพวกเขาได้เข้าพบ Elon Musk ซึ่งในตอนนั้นถือว่าเป็นนักธุรกิจด้านเทคโนโลยีที่กำลังมาแรง เนื่องจากเพิ่งขาย Paypal แพลตฟอร์มจ่ายเงินออนไลน์ให้กับ eBay ในปี 2002 ซึ่งตัว Elon เองก็มีความสนใจเรื่องดังกล่าวเช่นกัน ทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วม Tesla ในปี 2004 และดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารจนปัจจุบัน (พร้อมทำ SpaceX ควบคู่ไปด้วย)
ปัญหาระหว่างทาง
Tesla คืออีกหนึ่งบริษัทที่ล้มลุกคลุกคลานไม่แพ้บริษัทอื่น ๆ เพราะตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทและผลิตรถยนต์ออกจำหน่าย บริษัทยังไม่แสดงผลกำไรให้ผู้ถือหุ้นได้เห็นเลย นับตั้งแต่ปี 2010-2019 ซึ่งใครจะรู้ว่าบริษัทรถยนต์แห่งอนาคตจะประสบกับสภาวะขาดทุนต่อเนื่องทุกปี ย้ำ ทุกปี ! ทำให้ในช่วงปี 2016-2018 มีการตั้งข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์หลายรายว่า Tesla จะล้มละลาย หรือต้องขายกิจการกันแน่
เพราะถึงแม้ว่าจะมียอดขายอย่างถล่มทลายในสหรัฐอเมริกา แต่ถ้ามองเชิงของการบริหารธุรกิจแล้ว ก็ยังมีคำถามอยู่ดีว่าทำไม Tesla ยังขาดทุนทุกปี อีกทั้งยังต้องหาเงินเข้ามาพยุงกิจการเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ มันเกิดอะไรขึ้น
ซึ่งประเด็นนี้ก็มีคำตอบอยู่ในรายงานผลประกอบการว่า Tesla ยังไม่สามารถผลิตได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ อีกทั้งยังมีการลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสร้างโรงงาน การขยายกิจการ หรือแม้แต่ในส่วนของการวิจัยและพัฒนา
แต่ในด้านของนักลงทุน พวกเขายังมีความเชื่อมั่นในตัวของ Elon Musk และ Tesla อยู่มาก ทำให้ราคาหุ้นอยู่ในระดับ 200-300 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้นมาโดยตลอดหลายปี (แม้จะขาดทุนอยู่ตลอดก็ตาม)
ช่วงผลิกผัน
ในที่สุดกลิ่นของการรอยคอยผสมกับความอดทนนั้นหอมหวานเสมอ เพราะหลังจากที่ผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากมาได้ ปี 2019 นับว่าเป็นปีแรกที่เลขงบประมาณประจำปีของบริษัทรถยนต์แห่งนี้กลายเป็นสีเขียว
ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงกลางปี 2020 มูลค่าในตลาดหุ้นของพวกเขาก็ทะยานแซงคู่แข่งคนอื่น ๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อแม้บริษัทจะก่อตั้งได้เพียง 17 ปีเท่านั้น
จุดแข็งที่เป็นมากกว่ารถยนต์ไฟฟ้า
รู้หรือไม่ ? รุ่นรถของ Tesla เมื่อนำตัวสะกดมารวมกันจะเป็นคำว่า S-E-X-Y (S3XY)
S = Model S
E = Model 3
X = Model X
Y = Model Y
1. บริษัทในฝันของคนทำงาน
ไม่แปลกใจถ้า Tesla จะเป็นหนึ่งบริษัทในอุดมคติสำหรับเหล่าคนทำงาน เนื่องจากบริษัทแห่งนี้มีทั้งความหลากหลาย มีไอเดียใหม่ ๆ มากมายให้ลองทำ รวมไปถึงมีวัฒนธรรมที่ส่งเสริมนวัตกรรมต่าง ๆ มากมาย
นอกจากนี้ Tesla ยังได้รับเลือกให้อยู่ในรายการ ‘America’s Best Employer 2019’ ของ Forbes อีกด้วย
2. บริษัทชั้นนำด้านยานยนต์
แม้จะมีปัญหาและข่าวคราวเชิงลบเข้ามาให้เห็นหลายต่อหลายครั้ง แต่ยอดขายของ Tesla กลับสวนทาง และมีแนวโน้มว่าจะมากขึ้นเรื่อย ๆ Tesla จึงกลายเป็นบริษัทยานยนต์ชั้นนำอย่างไม่ต้องสงสัย ในปี 2019 พวกเขา มียอดจำหน่ายรถยนต์ถึง 367,500 คัน และมากขึ้นถึง 499,550 คัน ในปี 2020 เรียกได้ว่ามาแรงจริง ๆ ในวงการรถยนต์
3. เป็นที่ยอมรับเรื่องยานยนต์ไฟฟ้า
ถ้าเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้ออื่น ๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ารถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla ครองสามอันดับแรกในแง่ของการขับขี่ ยกตัวอย่างเช่น Tesla รุ่น Model S ขับขี่ได้ไกลได้ไกลถึง 600 กิโลเมตรด้วยการชาร์จแบตเตอรี่หนึ่งครั้งเลยทีเดียว ในขณะที่แบรนด์เพื่อนบ้านอย่าง Opel Ampera สามารถขับขี่ได้ราวๆ 520 กิโลเมตร
4. อุ่นใจ ปลอดภัยแน่นอน
Tesla ได้เปิดตัวโครงการประกันภัยที่ครอบคลุมด้านต่างๆ ร่วมกับบริษัทประกันภัย Liberty Mutual ภายใต้ชื่อ InsureMyTesla
5. บริษัทแห่งนวัตกรรม
ด้วยความที่ Tesla เป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมสูงมาก เห็นได้จาากการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น รถบรรทุกกึ่งไฟฟ้าเต็มรูปแบบคันแรกของโลก รวมถึงรถสปอร์ตรุ่นใหม่ ๆ ทำให้ตลาดมีความเชื่อมั่นและคาดหวังว่า Tesla จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถแข่งขันและทำกำไรได้ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าพวกเขาทำได้ จะนำไปสู่ผลกำไรอย่างมหาศาลแน่นอน
สรุปบทความ
ถึงตรงนี้ เรามั่นใจว่าหลาย ๆ คนคงรู้จักกับ Tesla กันมากขึ้น แต่ถ้าถามว่าแล้วเจ้ารถยี่ห้อนี้จะเข้ามาผลิตหรือจำหน่ายในประเทศไทยหรือไม่ ยังคงเป็นเรื่องที่ดูห่างไกลจากความเป็นจริง เนื่องจากนโยบายของเทสลายังไม่มีการตั้งตัวแทนจำหน่ายหรือให้สิทธิในการนำเข้ามาจำหน่ายแต่อย่างใด เพราะถ้าพวกเขาจะทำการตลาดจริง ๆ พวกเขาจะเข้ามาดูแลด้วยตัวเอง แต่ทางเราก็ได้เห็นรถยนต์ค่ายนี้วิ่งบนท้องถนนในประเทศไทยอยู่บ้าง ส่วนในอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้น ต้องติดตามกันต่อไป
Jan 22, 2021 | บทความยานยนต์
อย่างที่รู้ ๆ กันว่า หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้โลกของเรามีมลพิษมากเพิ่มขึ้นคงจะหนีไม่พ้นควันจากรถยนต์ที่เราขับกันในปัจจุบัน จนส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของสภาพอากาศและฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาที่ประเทศไทยและหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ในยุคนี้ต่างมุ่งเป้าไปเพื่อการผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และรถยนต์ที่ว่านั่นก็คือ รถยนต์ไฟฟ้า ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าจนรถมีการปล่อยไอเสียน้อยลงกว่าเดิมมาก แต่ก็คงมีน้อยคนที่จะรู้ถึงรายละเอียดของรถยนต์ประเภทนี้ว่าเป็นอย่างไร วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังกัน
รถยนต์ไฟฟ้าคืออะไร
รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle) หรือ ที่เรียกว่า EV เป็นรถยนต์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์พลังงานไฟฟ้า 100% จากเก็บในแบตเตอรี่ส่งผลให้รถยนต์ประเภทนี้มีอัตราการเร่งเครื่องที่เร็วและเรียบ และด้วยหลักการที่ว่าข้างต้นนี้เองที่ทำให้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นรถที่ช่วยให้รักษาโลกของเราให้มีความสะอาดและน่าอยู่ ซึ่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้าถูกคิดค้นสำเร็จตั้งแต่ปี ค.ศ. 1900 แต่ทั่วโลกเพิ่งจะหันมาสนใจรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างจริงจังใน พ.ศ. 2544 (ช่วงศตวรรษที่ 21) นี้เอง
การทำงานของรถยนต์ไฟฟ้า
เนื่องจากรถยนต์พลังงานไฟฟ้าไม่ได้เป็นรถยนต์ที่มีการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงเพื่อการขับเคลื่อนเหมือนกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน การทำงานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจึงเริ่มต้นที่ แบตเตอรี่ ซึ่งมีหน้าที่ในการเก็บพลังงานไฟฟ้าที่ถูกชาร์จเข้ามา โดยปัจจุบันแบตเตอรี่ที่นิยมใช้กัน ได้แก่ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ที่สามารถกักเก็บไฟฟ้าได้เยอะและทนทาน หลังจากนั้นพลังงานไฟฟ้านี้ก็จะถูกส่งไปยัง อุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้า เพื่อเปลี่ยนจากไฟฟ้ากระแสตรงให้กลายเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ แล้วจึงเข้าไปที่ มอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อกระจายพลังงานไฟฟ้าไปยังส่วนต่าง ๆ ของรถยนต์นั่นเอง
ขอบคุณรูปจาก: afdc.energy.gov
ข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้า
นอกจากข้อดีของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีเครื่องยนต์เงียบ ไม่มีไอเสีย ดีต่อสภาพอากาศของโลกเราแล้ว ยังมีข้อดีต่อผู้ขับขี่อีกมากมายดังนี้
ประหยัดค่าซ่อมบำรุง ค่าน้ำมัน
ค่าน้ำมันสำหรับใครหลายคนถือเป็นค่าใช้จ่ายอันหนักอึ้งที่ต้องเสียเมื่อมีรถยนต์ เพราะราคาน้ำมันในตลาดมีความไม่แน่นอน บางวันก็สูงบางวันก็ต่ำจนคาดเดาอะไรไม่ค่อยได้เท่าไรนัก ยังไม่นับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องที่ต้องจัดการอยู่บ่อย ๆ การมีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนโดยไม่ต้องใช้น้ำมันจึงสามารถช่วยลดค่าน้ำมันและการซ่อมบำรุงต่าง ๆ ให้กับเราได้มากเลยทีเดียว
การทำงานมีเสียงเบาเงียบกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมัน
เนื่องจากของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทำงานด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่โดยที่ไม่ได้มีการเผาไหม้เหมือนกับรถยนต์ปกติทั่วไปทำให้เสียงของรถยนต์ประเภทนี้มีเสียงเครื่องยนต์ที่เบากว่ารถยนต์ที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงหลายเท่า และยังมีอัตราเร่งที่รวดเร็วอีกด้วย
ไม่เสียเวลาแวะเติมน้ำมัน
ในเวลาเร่งรีบที่ปั๊มน้ำมันมีคิวอันแสนยาวการต่อคิวเติมน้ำมันก็คงเป็นเรื่องเสียเวลาเป็นอย่างมาก แต่ปัญหานี้จะหมดไปเมื่อเราใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า เพราะการเติมไฟฟ้านี้สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการเสียบชาร์จแบตจากปลั๊กไฟบ้านได้ในตอนกลางคืน นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมี EV Charger ซึ่งเป็นสถานที่ในการชาร์จพลังงานไฟฟ้าให้กับรถยนต์ของเราอีกด้วย
ขอบคุณรูปจาก: DELTA Thailand
ประเภทรถยนต์ไฟฟ้า
รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เรารู้จักคงจะมีเพียงประเภทเดียว แต่รู้ไหมว่าจริง ๆ แล้วรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทย่อย ๆ ได้มากมาย โดยวันนี้เราจะยกตัวอย่างระบบที่นิยมใช้ 5 ระบบด้วยกัน ดังนี้
รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ใช้พลังงานพลังไฟฟ้าจากตัวแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว ไม่มีการปล่อยควันไอเสียสู่อากาศซึ่งรถยนต์ประเภทนี้สามารถชาร์จพลังงานไฟฟ้าได้ภายในเวลาเพียง 6-8 ชั่วโมง หรืออาจเพียง 2-4 ชั่วโมง หากมีการชาร์จแบบรวดเร็ว
รถยนต์ไฟฟ้าอี พาวเวอร์ (E-Power)
เทคโนโลยีการทำงานของรถยนต์ไฟฟ้าที่ผสมผสานระหว่างระบบ Hybrid และ EV โดยมีเครื่องยนต์ที่ใช้ปั่นกระแสและไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่เพื่อใช้งานต่อไป หรือเข้าใจง่าย ๆ ว่า เป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าจากเครื่องยนต์แต่ขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเหมือนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าด้วยการเติมน้ำมันเหมือนรถยนต์ทั่วไปก็พอแล้ว
รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (HEV)
ระบบการทำงานรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการใช้พลังงานเชื้อเพลิงผสมผสานกับพลังงานไฟฟ้าโดยเครื่องยนต์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าไฮบริด จะมีการขับเคลื่อนด้วยพลังงานเชื้อเพลิงแต่เมื่อพลังงานเชื้อเพลิงได้หมดลง ระบบจะทำการดึงพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่ที่ได้สะสมไว้จากการชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแทนการทำงานทั่วไป
รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV)
หนึ่งในระบบการทำงานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าไฮบริดที่มีการผสมผสานกันระหว่างเครื่องยนต์ (เบนซิน หรือ ดีเซล) กับ แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้สามารถเลือกได้ว่าจะใช้พลังงานไฟฟ้าแบบรถยนต์ EV หรือ พลังงานเชื้อเพลิงแบบรถยนต์ไฮบริด ได้
รถพลังงานไฮโดรเจน (Fuel Cell)
ประเภทรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีการใช้พลังงานสะอาดอย่างไฮโดรเจนเพื่อแปลงกระแสไฟฟ้าให้รถยนต์มีการขับเคลื่อน ซึ่งต้องมีการเติมไฮโดรเจนเหลวเข้าไปกักเก็บในแผงเซลล์เชื้อเพลิง สร้างกระแสไฟฟ้าในตัวแบตเตอรี่ และส่งไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อให้เครื่องยนต์มีการขับเคลื่อนเกิดขึ้น
รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
ในปัจจุบัน มีรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากมายหลายยี่ห้อและรุ่นให้เราได้เลือกใช้งาน ไม่แพ้กับประเทศอื่น ๆ เลย โดยรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่น่าใช้มีดังนี้
รถยนต์ไฟฟ้า MG ZS EV
ขอบคุณรูปจาก: mgcars.com
MG ZS EV รถยนต์พลังงานไฟฟ้าคันแรกของแบรนด์ MG ที่มีระบบพลังงานแบบ EV มีการใช้พลังงานไฟฟ้าถึง 100% เต็มภายใต้แนวคิดด ‘BRIT DYNAMIC’ ที่มีความสมบูรณ์แบบทั้งสมรรถนะ การควบคุม การออกแบบ และความปลอดภัย ที่ช่วยให้การใช้ชีวิตของคุณสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
ราคา 1,190,000 บาท
รถยนต์ไฟฟ้า Nissan Leaf
ขอบคุณรูปจาก: nissan.co.th
Nissan Leaf อีกหนึ่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีดีไซน์ภายนอกโฉบเฉี่ยวทรงพลังโดดเด่นไม่เหมือนใครพร้อมการตกแต่งภายในสีดำลุคสปอร์ต มีฟังก์ชันล้ำสมัยที่เชื่อมต่อทุกความสบายด้วยการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่าน Bluetooth หรือสาย USB และระบบ INTELLIGENT SAFETY SHIELD TECHNOLOGIES ดูแลความปลอดภัยของคุณขณะเดินทาง
ราคา 1,990,000 บาท
รถยนต์ไฟฟ้า FOMM ONE
ขอบคุณรูปจาก: fomm.co.th
รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง FOMM ONE ที่มีการผสมผสานเทคโนโลยีและวัฒนธรรมอย่างลงตัว และด้วยขนาดที่เล็กกะทัดรัดจนสามารถเข้าในซอยเล็ก ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย รวมถึงคุณสมบัติพิเศษที่สามารถขับขี่ในน้ำตื้นรองรับกับเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นประจำได้อีกด้วย
ราคา 664,000 บาท
รถยนต์ไฟฟ้า Hyundai Ioniq Electric
ขอบคุณรูปจาก: hyundai.co.th
Hyundai Ioniq Electric รถยนต์แฮ็ทช์แบ็กพลังงานไฟฟ้าดีไซน์สปอร์ต ด้วยแนวคิด ‘Purified High-Tech’ ที่ภายในเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยฟังก์ชันสุดไฮเทคทั้งเบรกมือไฟฟ้า ระบบเปลี่ยนเกียร์แบบปุ่ม ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย และ เครื่องเสียงจอสัมผัสขนาด 5 นิ้ว ที่รองรับการใช้งานผ่าน USB และ Bluetooth
ราคา 1,749,000 บาท
รถยนต์ไฟฟ้า MINI Cooper SE
ขอบคุณรูปจาก: mini.co.th
MINI Cooper SE รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ถูกพัฒนาจาก MINI Cooper รุ่นรถยนต์ดีไซน์น่ารักที่ได้รับความนิยมมากมายจากสาว ๆ โดยเป็นรุ่นที่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครันอย่างจอแสดงผลสีดิจิทัลต่าง ๆ รองรับ Apple CarPlay ไร้สาย แท่นชาร์จไร้สาย ระบบเซ็นเซอร์จอดรถ และ ระบบ Cruise Control
ราคา 2,290,000 บาท
สรุปท้ายบทความ
จะเห็นได้ว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นรถยนต์ที่สามารถช่วยให้โลกของเรามีความน่าอยู่มากขึ้น และยังแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อใช้รถยนต์พลังงานเชื้อเพลิง จนสามารถช่วยให้ผู้ขับขี่อย่างเรา ๆ มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งในประเทศไทยรถยนต์พลังงานไฟฟ้าก็ยังมีราคาที่มากพอสมควรจนหลายคนอาจไม่สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ แต่ใน Kaidee Auto ก็มีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่คุณอาจซื้อได้เช่นกัน
อ่านบทความเกี่ยวกับ ยานยนต์ ที่นี่