ดีจริงหรือ!! รีไฟแนนซ์รถยนต์ ช่วยอะไรกันแน่

ดีจริงหรือ!! รีไฟแนนซ์รถยนต์ ช่วยอะไรกันแน่

คำคุ้นหูที่ใครเคยมีประสบการณ์การซื้อรถและเคยผ่านการเช่าซื้อมาก่อน น่าจะเคยได้ยินคำว่า “รีไฟแนนซ์รถยนต์” อย่างแน่นอน แต่ก็ใช่ว่าทุกคนนั้นจะทราบว่ามันคืออะไร รวมไปถึงคนที่ยังไม่เคยผ่านการซื้อรถมาก่อน ยิ่งน่าจะไม่รู้เลยว่ามันเป็นอย่างไร ช่วยอะไรให้แก่คนที่ซื้อรถบ้าง และขั้นตอนที่รีไฟแนนซ์จะเป็นอย่างไร เดี๋ยวผมจะมาให้คำตอบเองในวันนี้ (ใครกำลังรู้สึกว่าทุกวันนี้จ่ายดอกเบี้ยในการกู้ซื้อรถสูงเกินไป ต้องอ่าน!!!)

การรีไฟแนนซ์รถยนต์ คืออะไร

หากพูดถึงการรีไฟแนนซ์ มีทั้งเรื่องของบ้านและรถยนต์ ซึ่งในวันนี้เราจะมาพูดกันในส่วนของการรีไฟแนนซ์รถยนต์กันก่อน ซึ่งการรีไฟแนนซ์ คือ การที่เริ่มจากคุณไปซื้อรถยนต์มาสักคันหนึ่งโดยผ่านการกู้เพื่อซื้อ และผ่อนจ่ายให้แก่ธนาคารโดยเสียดอกเบี้ยในแต่ละเดือน และการทำรีไฟแนนซ์ คือการนำรถยนต์ที่มีอยู่นั้น มาเป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันเงินกู้แบบเดียวกับตอนกู้ซื้อตอนแรกเลย โดยธนาคารที่รีไฟแนนซ์จะประเมินราคากลางของรถยนต์ ซึ่งการรีไฟแนนซ์ถือว่าเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยลดต้นทุนการเงิน ยิ่งผู้ที่ยังมีภาระหนี้เหลือไม่น้อยกว่า 3 – 5 ปี สามารถทำการปรับเปลี่ยนแหล่งเงินกู้ เพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำกว่าเดิม

ข้อดีของการรีไฟแนนซ์รถยนต์

ถ้าหากการรีไฟแนนซ์รถยนต์ไม่มีข้อดี ทางธนาคารหรือสถาบันการเงิน คงไม่มีทางคิดการรีไฟแนนซ์นี้ขึ้นมาได้อย่างแน่นอน ซึ่งมันมีข้อดีค่อนข้างเยอะและเป็นประโยชน์ต่อเหล่าผู้ซื้อรถเป็นอย่างมาก

1. ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือน

เนื่องจากการรีไฟแนนซ์นั้นเหมือนเป็นการกู้เงินก้อนใหม่เพื่อไปปิดยอดอีกธนาคารหนึ่ง โดยมาผ่อนต่อกับธนาคารที่คุณรีไฟแนนซ์ด้วย เพื่อลดดอกเบี้ยลง ซึ่งทั้งนี้บางธนาคารสามารถเลือกให้ผ่อนจ่ายต่อเดือนน้อยลดจากเดิมได้อีกด้วย ซึ่งจะทำให้ลดภาระทางการเงินของคุณในแต่ละเดือนได้ค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว

2. ยังใช้งานรถได้เหมือนเดิม

แน่นอนว่ารถจะต้องอยู่กับเราอยู่แล้ว เพราะนี่ไม่ใช่การยึดรถแต่อย่างใด เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนธนาคารในการผ่อนเท่านั้น ดังนั้นรถยนต์ก็ยังสามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวันเหมือนเดิม (ไม่ต้องกลัวไปนะ)

3. ดอกเบี้ยถูกลง

ถือเป็นวัตถุประสงค์หลักเลยก็ว่าได้ของการรีไฟแนนซ์ เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารเดิม มาสู่ธนาคารใหม่ ให้มีอัตราดอกเบี้ยที่เบาลง และจ่ายต่องวดที่น้อยลงตามไปด้วย

ข้อเสียของการรีไฟแนนซ์รถยนต์

มีข้อดีไปแล้ว คราวนี้มาถึงตาข้อเสียกันบ้าง และเป็นข้อเสียที่ห้าม!! ละเลยหรือมองข้ามไปอย่างเด็ดขาด เพราะไม่แน่บางทีในความเป็นจริงแล้ว คุณอาจจะไม่ต้องรีไฟแนนซ์เสียด้วยซ้ำ

1. ใช้เวลาผ่อนนานขึ้น

เป็นสิ่งที่ธนาคารไม่ได้บอกกับเราอย่างแน่นอน จากที่คุณกำลังจะผ่อนรถยนต์หนึ่งคันที่ใกล้จะผ่อนหมดเต็มที อาจจะต้องมีเริ่มผ่อนหนี้ก้อนใหม่ที่มีระยะนานกว่าเดิม ซึ่งการที่นานกว่าเดิม นั่นหมายความว่าธนาคารจะได้ดอกเบี้ยที่มีระยะนานขึ้น ถึงแม้ว่าจะอัตราดอกเบี้ยจะลดลงก็ตาม (ธนาคารได้เงินจากตรงนี้นี่แหละ)

2. เตรียมเอกสารยุ่งยากไปหมด

เดี๋ยวเรามาดูกันว่าแค่ขั้นตอนการเตรียมเอกสารรีไฟแนนซ์มันยุ่งยากขนาดไหน เพราะแค่เห็นผ่าน ๆ ยังมองออกเลยว่าเยอะ มาดูกันเลย!!

เอกสารที่ต้องใช้

  • สำเนาบัตรประชาชน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วสถาบันการเงินหรือธนาคารจะใช้ 5 ฉบับ พร้อมกับบัตรประชาชนตัวจริง
  • สำเนาทะเบียนรถยนต์ ใช้สำหรับการ รีไฟแนนซ์รถ 2 ฉบับ (ไม่ต้องใช้ตัวจริง)
  • สำเนาบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ย้อนหลัง 6 เดือน (แต่กรณีที่ไม่มี ไม่จำเป็นต้องเอามาก็ได้)
  • แผนที่ของที่อยู่อาศัยปัจจุบันและที่ทำงาน (อาจจะนำมาจาก Google Map หรือวาดด้วยลายมือก็ได้)
  • หลักฐานแสดงที่มาของรายได้

หลักฐานที่มาของรายได้

จากเอกสารที่ต้องใช้เมื่อสักครู่นี้ ในส่วนของหลักฐานแสดงที่มาของรายได้นั้น สามารถแยกออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

  1. บุคคลธรรมดาหรือข้าราชการที่ได้รับเงินเดือน ให้ใช้สลิปเงินเดือน และหนังสือรับรองเงินเดือนล่าสุด หรือย้อนหลัง 2 เดือน พร้อมสำเนาบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ฝากประจำ หรือกระแสรายวัน ย้อนหลัง 6 เดือน (เลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง)
  2. ประเภทประกอบธุรกิจส่วนตัว ในกรณีมีหน้าร้าน ต้องถ่ายรูปหน้าร้าน สินค้า พร้อมสัญญาเช่า แต่ถ้าหากไม่มีหน้าร้าน ให้นำใบเสร็จซื้อขายสินค้า และถ่ายรูปสินค้าและสต๊อกสินค้าที่มีอยู่

“แค่เห็นเอกสารเหล่านี้ก็ปวดหัวแล้ว ไหนจะเสียค่าเดินทางไปทำเอกสาร ไหนจะเสียค่าดำเนินการอีก ยุ่งยากไปหมดเลย จริงไหมล่ะ

ใครบ้างที่จะสามารถรีไฟแนนซ์รถยนต์ได้

ต้องบอกก่อนเลยว่า จริง ๆ แล้วทุกคนที่ผ่อนซื้อรถอยู่ สามารถรีไฟแนนซ์ไปธนาคารใหม่ เพื่อดอกเบี้ยที่ถูกลงได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับทางธนาคารหรือสถาบันการเงินนั้น ๆ ว่าจะอนุมัติหรือไม่ ทั้งนี้ผู้ที่มีความประสงค์จะรีไฟแนนซ์จะต้องเตรียมเอกสารมาให้อย่างครบถ้วนตามที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินกำหนดเอาไว้ เพื่อให้ตรวจสอบที่มาที่ไปของทั้งตัวผู้ที่ต้องการรีไฟแนนซ์และตัวของรถยนต์ว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

อยากรีไฟแนนซ์รถยนต์ต้องทำอย่างไร

การรีไฟแนนซ์มีขั้นตอนไม่มากเท่าไรนัก เพียงแค่ 5 ตอนเท่านั้น

1. ศึกษารายละเอียด

ก่อนที่จะทำอะไร ควรศึกษารายละเอียดของแต่ละธนาคารหรือสถาบันการเงินต่าง ๆ ให้ดีเสียก่อน เพราะแต่ละที่ ต่างก็มีข้อตกลงในสัญญาการรีไฟแนนซ์ที่แตกต่างกันออกไป

TIPS : ควรดูประกอบกับสถานะทางการเงินที่เป็นอยู่ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด

2. เตรียมเอกสารให้พร้อม

การเตรียมตัวให้ดีก่อนที่จะทำอะไรเกี่ยวกับเงิน แสดงถึงความรอบคอบ อีกทั้งยังไม่ต้องเสียเวลาวนไปวนมาเวลาที่ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินขออะไร ก็พร้อมที่จะมีให้หมด ซึ่งได้บอกเอกสารที่ต้องเตรียมเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

3. ติดต่อธนาคารหรือสถาบันการเงินที่สนใจ

เป็นขั้นตอนที่ง่ายที่สุด เมื่อคุณศึกษารายละเอียดมาอย่างดีแล้ว ก็เดินมุ่งตรงเข้าไปยังธนาคารหรือสถาบันการเงินที่สนใจ และเริ่มพูดคุยเพื่อทำสัญญา

4. รอธนาคารหรือสถาบันการเงินประเมินรถยนต์

ขั้นตอนนี้เป็นหน้าที่ของทางธนาคาร ที่จะตรวจสอบเอกสารที่คุณแนบไปให้ พร้อม ๆ กับประเมินราคากลางของรถยนต์ประกอบกับคุณภาพ และพิจารณายอดจัดไฟแนนซ์ จากเงื่อนไขการผ่อนชำระ และเครดิตบูโร

5. รออนุมัติ

เมื่อทางธนาคารหรือสถาบันการเงินดำเนินการเรียบร้อย ก็จะติดต่อกลับมา โดยแจ้งรายละเอียดของสัญญา เงื่อไขการผ่อนชำระต่าง ๆ อย่างละเอียด

สรุปท้ายบทความ รีไฟแนนซ์รถยนต์ช่วยอะไร

เรียกได้ว่ารู้ละเอียดในเรื่องของการจัดทำรีไฟแนนซ์รถยนต์  ครบ จบในบทความเดียวเลยก็ว่าได้ เพราะภายในบทความนี้สรุปมาให้ทั้งข้อดี-ข้อเสีย เพื่อให้ทุก ๆ ท่านประกอบการตัดสินใจทุกครั้งก่อนที่จะทำธุรกรรมทางการเงิน ลองชั่งน้ำหนักดูว่ารีไฟแนนซ์แล้วคุ้มค่าจริงหรือไม่

ดังนั้นก่อนเลือกซื้อรถยนต์หนึ่งครั้ง ควรที่จะประเมินกำลังทรัพย์ และกำลังในการผ่อนแต่ละงวดให้ดี แต่ถ้าหากคุณมาซื้อรถยนต์ที่ Kaidee Auto แล้วล่ะก็ มีรถยนต์มากมายให้เลือกซื้อ ราคาถูก แถมดีมีที่นี่ครบ ตรงกับสภาพการเงินและไลฟ์สไตล์ของคุณได้ง่าย ๆ

สกิลขับรถเป็นศูนย์ ต้องเริ่มต้นยังไงดี?

สกิลขับรถเป็นศูนย์ ต้องเริ่มต้นยังไงดี?

การขับรถในปัจจุบันนอกจากจะทำให้สะดวกสบายในการเดินทางแล้ว ยังเป็นความสามารถที่นำไปใช้สมัครงานบางอย่างได้อีกด้วย และเชื่อว่าใครหลาย ๆ คนมีความอยากที่จะขับรถเป็น แต่ด้วยอะไรหลายอย่างที่ทำให้ไม่สามารถเริ่มฝึกได้สักที เพราะไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นยังไงดี??

เดี๋ยววันนี้ผมจะเล่าและแชร์ประสบการณ์การเริ่มหัดขับรถครั้งแรกของตัวผมเอง และผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ไปเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถ แต่วิธีที่ผมกำลังจะแนะนำนั้นมันใช้ได้ผลค่อนข้างดีเลยทีเดียว มาดูไปพร้อมกันเลยว่าจะมีอะไรบ้าง

ควรต้องเริ่มต้นจากอะไรดี

นี่แหละคือปัญหาใหญ่ที่สุด เพราะเราไม่รู้เลยว่าควรเริ่มยังไงดี ผมจะบอกอย่างนี้ก่อนว่ารถยนต์เนี่ยมีระบบขับเคลื่อนของเกียร์อยู่ 2 ประเภท นั่นคือ เกียร์ธรรมดาและเกียร์ออโต้ ซึ่งการเริ่มหัดขับของรถยนต์ทั้งคู่ก็มีความแตกต่างกัน มาทำความรู้จักทั้งคู่กันก่อนเลย

เกียร์ธรรมดา (Manual)

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเลยในเกียร์ธรรมดา (MT) เป็นการที่ผู้ขับขี่จะต้องเปลี่ยนเกียร์เองระหว่างขับ ซึ่งฟังดูแล้วดูเหมือนจะยาก แต่จริงแล้วไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ก็มีสิ่งที่ต้องรู้ก่อนเลยก็คือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ทำงานร่วมกัน

1. คันเร่ง

เป็นแป้นเหยียบบริเวณด้านขวาสุด ตามชื่อของมันเลย เมื่อเหยียบแป้นจะทำให้เครื่องยนต์นั้นทำงาน และแรงขึ้นตามแรงที่เหยียบ

2. เบรก

เป็นแป้นเหยียบที่อยู่ตรงกลาง ที่มีหน้าที่เอาไว้ค่อย ๆ หยุดรถยนต์ให้อยู่กับที่ เมื่อรถมีความเร็วสูง เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ

3. คลัทช์

เป็นแป้นเหยียบที่อยู่ด้านซ้ายสุด (ต้องระวังในตอนเหยียบอย่างมากกันการสับสนระหว่างคลัชท์กับเบรก) ซึ่งคลัชท์มีหน้าที่ในการตัดต่อการถ่ายกำลัง ถ้าให้พูดง่าย ๆ ก็คือเหยียบเมื่อต้องการจะเปลี่ยนเกียร์

4. ระบบของเกียร์

ระบบเกียร์ของเกียร์ธรรมดานั้น มีให้จำไม่มากเท่าเกียร์ออโต้ ซึ่งมีอยู่ดังนี้

  • เกียร์ N (Neutral): หรือที่เรียกกันว่า “เกียร์ว่าง”  เป็นเกียร์ที่เอาไว้เพื่อพักการทำงานของเครื่องยนต์ ซึ่งจะรู้ได้ไงว่าอยู่เกียร์ N ให้คุณลองโยกกระปุกเกียร์ซ้าย-ขวาดู ถ้าโยกแล้วไม่ติดอะไร แสดงว่าคุณนั้นอยู่ที่เกียร์ N

Tips : ควรตรวจสอบให้รถยนต์เข้าเกียร์ N เอาไว้ก่อนสตาร์ททุกครั้ง

  • เกียร์ R (Reverse) : เกียร์ถอย ตามชื่อเลย จะเข้าเกียร์นี้ก็ต่อเมื่อคุณต้องการที่จะถอยรถ ซึ่งงสามารถดูตำแหน่งของเกียร์ได้บนกระปุกเกียร์
  • ลำดับของเกียร์ : หากลองไปดูที่กระปุกเกียร์ คุณจะเห็นว่า มีตัวเลข 1-5 (ซึ่งบางรุ่นอาจมีถึง 6) นั่นคือลำดับขั้นของเกียร์ที่คุณจะต้องเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ซึ่งเดี๋ยวจะมาอธิบายต่อ (อ่านจนจบด้วยล่ะ ^-^)

เกียร์ออโต้ (Automatic)

มาต่อกันเลยที่เกียร์ออโต้ (AT) เป็นระบบที่คุณไม่จำเป็นต้องทำอะไร เพราะว่าจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ทุกอย่างจะถูกคำนวณให้ด้วยโปรแกรม ซึ่งอุปกรณ์ต่าง ๆ มีเหมือนกับเกียร์ธรรมดายกเว้นอย่างเดียว คือ “ไม่มีแป้นเหยียบคลัชท์” ดังนั้น ก็จะเหลือแป้นเหยียบแค่ 2 อันเท่านั้น แต่สิ่งที่ต้องรู้มากกว่าคือเรื่องของคำศัพท์บนเกียร์

ระบบเกียร์

มาต่อกันเลยที่เกียร์ออโต้ อย่างที่ได้บอกไปว่าเกียร์ออโต้นั้นมีให้จำมากกว่าเกียร์ธรรมดา ซึ่ง เกียร์ N และ เกียร์ R มีความหมายเหมือนกันกับของเกียร์ธรรมดาเลย มาดูที่เหลือกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

  • เกียร์ D (Drive) : เป็นเกียร์สำหรับขับเคลื่อน เมื่อเข้าเกียร์นี้ เครื่องยนต์จะเริ่มทำงาน และเมื่อเหยียบคันเร่ง ก็จะเพิ่มความเร็วไปเรื่อย ๆ

เกียร์ P (Parking) : ตามชื่อของมันเลย คือเกียร์ที่เข้าไว้สำหรับจอดอยู่กับที่ หรือจอดบนทางลาดชัน ส่วนใหญ่มักใช้งานร่วมกับเบรกมือ

ฝึกโดยมีคนที่ขับรถเป็นนั่งอยู่บนรถด้วย

การที่จะฝึกขับรถได้นั้น ตามกฎหมาย พ.ร.บ. รถยนต์ ปี 2522 มาตรา 57 จะต้องมีผู้ที่มีใบขับขี่มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ควบคุมอยู่บนรถด้วยในขณะฝึกสอน (อย่าแอบเอารถออกไปฝึกเองล่ะ) ดังนั้นควรพาใครสักคนที่มีใบขับขี่นั่งไปด้วยเสมอ โดยเริ่มฝึกง่าย ๆ จาก

เล่นเกมขับรถบ่อย ๆ

งงกันใช่ไหมล่ะว่าทำไมต้องเล่นเกม ที่ให้ลองเล่นเกมก่อนก็เพื่อที่จะให้คุณได้ลองสังเกตการทำงานของรถยนต์ ให้ลองสังเกตรอบเครื่องยนต์ในเกมว่าเครื่องยนต์ในเกมนั้นเปลี่ยนเกียร์ให้ตอนไหน (เพราะว่าเกมนั้นก็เอามาจากของจริงนี่แหละ)

ฝึกเหยียบคลัชท์และเปลี่ยนเกียร์ขณะดับเครื่อง

แน่นอนว่าไม่มีใครอยากขับรถแล้วออกไปชนกับอะไรสักอย่าง ดังนั้นวิธีนี้จึงเป็นวิธีเริ่มต้นที่ควรทำเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะได้รู้จังหวะในการขับขี่ ซึ่งมีขั้นตอนการฝึก ดังนี้

  • เหยียบคลัชท์
  • เปลี่ยนเกียร์
  • ค่อย ๆ ผ่อนคลัชท์
  • เหยียบคันเร่ง

Tips : ฝึกแบบนี้วนไปเรื่อย ๆ จนชินและรู้จังหวะ

ฝึกขับในพื้นที่โล่งหรือในหมู่บ้าน

หลังจากที่เรามั่นใจในจังหวะการขับขี่ของเราแล้ว ก็ลองสตาร์ทรถและลองขับจริง ๆ ดูเลย ซึ่งในครั้งนี้ คุณต้องไปหาพื้นที่โล่ง ๆ หรือถนนยาว ๆ ให้คุณฝึกขับ โดยอาจจะเริ่มจากการขับตรงและเลี้ยวไปตามโค้ง และแน่นอนว่าตอนแรกมันจะต้องตะกุกตะกัก แต่อย่าไปยอมแพ้เชียวล่ะ

ฝึกจอดบนทางลาดและออกตัวบนทางลาด

เพิ่มความท้าทายไปอีกหนึ่งระดับ เพราะมันค่อนข้างที่จะยากจริง ๆ ตอนจอดอาจจะไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไรนัก ปัญหาคือตอนออกตัวมากกว่า ที่คุณจะต้องเลี้ยงคลัชท์ให้ดีเพื่อที่จะไม่ทำให้รถยนต์นั้นเครื่องดับ

Tips : ขณะที่จะออกตัว จังหวะที่ผ่อนคลัชท์ก็ค่อย ๆ เหยียบคันเร่งตามไปทันที

  1. ฝึกถอยหลัง

เป็นหนึ่งสิ่งที่หลาย ๆ คนกลัว ลองสังเกตได้เลยว่า แม้แต่คนที่ขับรถมานานแล้ว ยังไม่มั่นใจในตอนที่ถอยรถยนต์เลย อาจจะเป็นเพราะว่าเดี๋ยวนี้รถยนต์ใหม่ ๆ มีฟังก์ชันในการช่วยถอย ทำให้ไม่ค่อยมีใครฝึกเท่าไรนัก ซึ่งการถอยรถนั้นมีอยู่ 2 สถานการณ์หลัก ๆ เดี๋ยวผมจะมาบอกเทคนิคที่ทำได้ง่าย ในทุก ๆ สถานการณ์

  • ถอยเทียบข้าง

วิธีการถอยเทียบข้างนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่สิ่งที่สำคัญเลยคือการสังเกตและการกะที่ค่อนข้างจะแม่นยำสักเล็กน้อย โดยมีขั้นตอน ดังนี้

  1. ขับรถไปเทียบกับช่องที่ต้องการจะจอดเสียก่อน เพื่อดูว่ามีพื้นที่พอสำหรับรถของคุณหรือเปล่า
  2. หากมองแล้วว่าช่องที่จอดนั้นกว้างกว่าตัวรถเล็กน้อยแล้วล่ะก็ ให้เดินหน้าจนเทียบข้างกับรถคันที่อยู่ข้างหน้า
  3. จากนั้นถอยหลังตรงมา ให้สังเกตจากกระจกข้างของรถเราให้อยู่ตรงกับท้ายรถคันหน้า แล้วจึงค่อยเลี้ยวจนสุดพร้อมกับถอยไปเรื่อย ๆ
  4. เมื่อถอยมาจนหน้ารถของเราพ้นท้ายรถของคันข้างหน้าแล้ว จึงหักพวงมาลัยกลับให้สุดพร้อมกับค่อย ๆ ถอย
  5. จัดตำแหน่งให้พอดี
  • ถอยเข้าซอง

การถอยแบบนี้จะไม่ยากเท่ากับแบบเทียบข้าง เพราะส่วนใหญ่การถอยแบบนี้จะอยู่ในห้าง หรือสถานที่ที่มีการจัดระเบียบของที่จอดรถมาให้เป็นอย่างดี และค่อนข้างที่จะมีพื้นที่ในระดับในการถอย ด้วยวิธีดังนี้

  1. ขับรถตรงขึ้นให้เลยช่องและเฉียง 45 องศา จากช่องที่ต้องการจะถอยเข้า
  2. จากนั้นค่อย ๆ หมุนพวงมาลัยเพื่อเข้าที่จอด
  3. ตั้งรถให้ตรงและขนานกับรถยนต์คันข้าง ๆ

ฝึกที่โรงเรียนสอนขับรถ

ตรงนี้คงไม่ต้องพูดกันมากเท่าไรนัก เพราะตัดปัญหาทุกอย่างด้วยเงิน ง่ายที่สุดของทุกอย่าง ไม่ต้องกลัวทะเลาะกับใครเวลาเรียนขับรถ ก็ไปลงคอร์สเรียนเสียเลย ที่โรงเรียนสอนขับรถก็จะปูให้ตั้งแต่พื้นฐานจนไปถึงสอบใบขับขี่เลยทีเดียว

ขับรถเป็นแล้ว แต่ไม่กล้าออกถนนใหญ่เสียที

ต้องเป็นบ้างแหละ ปัญหานี้ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นกับสาว ๆ เป็นซะส่วนใหญ่ แล้วอะไรกันที่ทำให้ไม่กล้าที่จะขับไปบนถนนใหญ่ เคยเป็นกันไหมกับความกลัวเหล่านี้??

  1. กลัวการต้องขับรถคนเดียว

บางทีมันก็เหงาเหมือนกัน แม้ว่าจะขับรถเป็น แต่อาจจะเพราะว่าเพิ่งขับรถเป็นได้ไม่นาน ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในตัวเองเวลาขับรถ ไม่กล้าตัดสินใจด้วยตัวเองในบางจังหวะ บวกกับประสบการณ์บนท้องถนนนั้นมีน้อย ทำให้กลัวที่ต้องขับรถคนเดียว

  1. กลัวขับรถชน

เรื่องนี้ไม่ว่าใครก็กลัว จะมีประสบการณ์มากหรือน้อยก็ตามไม่ได้เกี่ยวเลย เพราะไม่มีใครในโลกนี้จะอยากให้เกิดอุบัติเหตุไม่ว่าจะกับตัวเองหรือว่าคนรอบ ๆ ตัวก็ตาม 

  1. กลัวที่จะต้องถอยจอดรถ

กลัวจริงอะไรจริง!! แม้แต่ผมยังกลัวถอยแล้วไปจุ๊บกับรถคันอื่นเลย เพราะกลัวที่จะเสียเงิน (ปกติก็กินแกลบกันอยู่แล้ว เศร้า) นั่นแหละครับ ไม่ชนเป็นการดีที่สุด ดังนั้นหมั่นฝึกให้คล่องจะดีที่สุด

  1. กลัวการเปลี่ยนเลน

ด้วยถนนกรุงเทพที่มีความหนาแน่นของการจราจรแล้ว แถมเข้าไปอีกกับความบ้าระห่ำของทั้งแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์ที่เหมือนจะไร้กฎระเบียบในการขับขี่ ทำให้จะเปลี่ยนเลนแต่ละที ต้องมองให้ดีเป็นอย่างมาก และค่อนข้างที่จะน่ากลัว จนกลายเป็นสิ่งที่ฝังใจใครหลาย ๆ คนก็ว่าได้

  1. กลัวการออกปากซอย

เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะแปลก แต่ก็เป็นความจริงเช่นเดียวกัน ป้ายรถเมล์ของประเทศไทยชอบตั้งไว้ที่หน้าปากซอย เวลาที่รถเมล์มาจอดแต่ละที ก็กินเข้าไปแล้วถึง 2 เลน ทำให้เวลาออกจากปากซอยนั้นต้องวิ่งออกไปยาวถึงเลนที่ 3 ซึ่งเป็นเลนด้านขวาสำหรับรถที่ขับเร็ว ทำให้มีความน่ากลัวสูงจนไม่กล้าที่จะออกไปไหนกันเลยทีเดียว

ส่วนใครที่เข้ามาอ่านบทความนี้แล้ว เริ่มมีกะจิตกะใจที่อยากฝึกขับรถ แต่ว่ายังไม่มีรถคันแรกที่จะพอเอาไว้ฝึกได้เลยสักคัน จะซื้อมือ 1 มาเพื่อลองขับเลยก็ดูแพงเกินไป ลองเข้ามาหารถยนต์ที่นี่สิ Kaidee Auto มีให้ครบ แถมราคาไม่แรงอีกด้วย

คำถามน่ารู้เกี่ยวกับการฝึกขับรถ

จะเริ่มขับรถยังไงดี

จากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว ผมขอแนะนำให้เริ่มการฝึกขับจากรถยนต์ “เกียร์ธรรมดา” ก่อน เพราะถ้าคุณสามารถขับรถเกียร์ธรรมดาได้ รถยนต์เกียร์ออโต้นั้นจะเป็นเรื่องที่ง่ายไปเลย อีกทั้งคุณไม่มีทางที่จะรู้ได้เลยว่าในอนาคตอาจจะมีโอกาสได้ขับเกียร์ไม่วันใดก็วันหนึ่ง (ทั้งนี้คือคุณต้องมีรถที่ใช้ในการฝึกด้วย)

รถแบบไหนที่ฝึกได้ง่าย

ถ้าอยากเริ่มฝึกขับรถ ถ้าให้ง่ายที่สุดคงจะต้องเป็นรถ “เกียร์ออโต้” ที่ง่ายต่อความเข้าใจและการขับขี่

ฝึกขับด้วยตัวเองได้ไหม

ฝึกขับด้วยตัวเองได้ แต่ตามกฎหมายนั้น ต้องให้มีผู้ที่ใบขับขี่มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี มานั่งอยู่ด้วยขณะที่ฝึก

ดอกเบี้ยรถมือหนึ่ง vs รถมือสอง ต่างกันแค่ไหน?

ดอกเบี้ยรถมือหนึ่ง vs รถมือสอง ต่างกันแค่ไหน?

ถึงเวลาอันเหมาะสมสักทีที่เราจะมีรถยนต์คู่ใจไว้เป็นของตัวเอง หลังจากที่เดินทางเบียดเสียดกับผู้คนในรถไฟฟ้า รถเมล์มาแรมปี แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจะตัดสินใจซื้อรถทั้งที ก็คิดไม่ตกว่าระหว่างรถยนต์ป้ายแดงใหม่กริ๊บ กับรถยนต์มือสองราคามิตรภาพ มันต่างกันแค่ไหน แล้วเราควรจะเลือกอะไรดี 

แล้วรถมือหนึ่งกับรถมือสองต่างกันยังไง

ปัจจัยในการเลือกรถยนต์ นอกจากรายจ่ายที่เราต้องจ่ายออกไป ทั้งเงินดาวน์รถยนต์ เงินผ่อนรถยนต์แล้ว ยังมีข้อสังเกตอื่นๆที่เราต้องศึกษาและทำความเข้าใจเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นหนึ่งในตัวเลือกประกอบการตัดสินใจของเราด้วย

ค่าเสื่อมราคาสูงกว่า

รถมือสองมีค่าเสื่อมราคามากกว่ารถใหม่ เนื่องจากผ่านการใช้งานมาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งจะส่งผลต่อเครื่องยนต์และสภาพของรถยนต์ที่ต่างไปจากรถมือหนึ่ง สภาพการสึกหรอของรถยนต์ และระยะเวลาการใช้งานของรถทุกคัน จะต้องมีการซ่อมแซม เปลี่ยนแปลงอะไหล่ที่ใช้ในรถยนต์ ทำให้ราคาของรถมือสองยังคงมีราคาถูกลงไม่ต่างจากรถมือหนึ่งมากเท่าไร แต่จะต้องบวกค่าซ่อมแซมส่วนสึกหรอเข้าไปด้วย

การอนุมัติไฟแนนซ์มือหนึ่งง่ายกว่ามือสอง

ด้วยความที่รถมือสองมีค่าเสื่อมที่มากกว่ารถยนต์มือหนึ่ง ทำให้การอนุมัติไฟแนนซ์ของรถมือสองจะต้องมีเงื่อนไขในการยื่นไฟแนนซ์และข้อกังวลที่มากกว่ารถยนต์มือหนึ่ง 

ประกันรถยนต์

รถยนต์มือหนึ่ง จะได้เปรียบในแง่ของการทำการประกันรถยนต์ เนื่องจากรถมือหนึ่งจะสามารถทำประกันชั้น 1 ได้ ส่วนรถยนต์มือสอง หากมีอายุการใช้งานไม่เกิน 10 ปี ก็สามารถทำได้ แต่ถ้าอายุการใช้งานเกิน 10 ปี สามารถทำประกันรถยนต์ได้ที่ 3+ 

ประกันสินเชื่อ

ประกันสินเชื่อช่วยลดดอกเบี้ยเช่าซื้อรถยนต์ได้อีกเล็กน้อย เพราะไฟแนนซ์จะมั่นใจได้ว่าหากเกิดเหตุร้ายอย่างเช่นผู้ประสบเหตุเสียชีวิตก่อนกำหนด ไฟแนนซ์จะยังคงได้รับเงินจากบริษัทประกันสินเชื่อเจ้าของรถยนต์ที่มีวงเงินเบี้ยประกันรถยนต์สะสมอยู่ ไม่ต้องมีคนข้างหลังรับภาระแทน และกรรมสิทธิ์ยังคงถูกส่งมองให้ครอบครัวผู้เอาประกันต่อไป  

แบบนี้ดอกเบี้ยรถมือหนึ่งกับรถมือสองมีรายละเอียดอะไรบ้าง 

ดอกเบี้ยรถยนต์มือหนึ่ง

สำหรับเจ้าของรถยนต์ที่ออกรถป้ายแดงส่วนใหญ่ ที่มักจะเลือกซื้อรถแบบเงินผ่อนแลกกับการเสียดอกเบี้ยให้ไฟแนนซ์  ข้อสำคัญที่ควรทราบคือ เงินดาวน์จะส่งผลต่อระยะเวลาการผ่อนจ่ายค่างวดรถรถป้ายแดงสินเชื่อ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) อยู่ที่ 2-4% บางรุ่นอาจจะเหลือเพียง 2% หรือไม่มีดอกเบี้ยเลย ซึ่งเป็นไปตามโปรโมชั่นและยอดเงินดาวน์ของเรา ซึ่งยอดเงินดาวน์มีความสำคัญมากในกรณีที่ไม่ได้ซื้อขาด

สามารถคำนวณได้คร่าวๆดังนี้ เช่น

Honda Civic 2019 1.5 Hatchback Turbo ราคา 1,169,000 บาท

เงินดาวน์ 20% = 233,800 บาท

ยอดจัดสินเชื่อ = 935,200 บาท

ดอกเบี้ย 2.29% ต่อปี ระยะผ่อน 60 งวด

ค่างวดต่อเดือน = 17,372 บาท

ยอดชำระทั้งหมด 60 งวด = 1,042,320 บาท

ถ้าหากใครผ่อนมาได้สักระยะแล้วต้องการปิดยอดทั้งหมด ทางไฟแนนซ์ก็มีส่วนลดดอกเบี้ยให้ ขึ้นอยู่กับไฟแนนซ์ที่เราทำธุรกรรมด้วย แต่หากเราต้องการลดดอกเบี้ยของเงินต้นส่วนที่เหลือ ให้ใช้วิธีการโปะเงินเพื่อปิดบัญชี เพราะทางสถาบันการเงินจะต้องลดดอกเบี้ยส่วนเงินต้นไม่น้อยกว่า 50%  ให้กับเรา เพื่อให้เข้าตามเกณฑ์ว่าด้วยสัญญาธุรกิจเช่าชื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ พ.ศ. 2561 

ยอดเงินดาวน์สำคัญกับรถมือหนึ่งอย่างมาก 

เงินดาวน์ คือ เงินก้อนแรกที่คุณจะต้องจ่ายเพื่อซื้อรถยนต์ ถ้ายิ่งดาวน์ยอดรถมากเท่าไร อัตราดอกเบี้ยที่เราจะต้องส่งเพิ่มเติมในแต่ละเดือนก็น้อยลง เนื่องจากเมื่อเราจ่ายเงินดาวน์แล้ว ไฟแนนซ์จะทำการหักค่ารถออกแล้ว จะนำยอดจัด หรือยอดที่เหลือ มาคูณกับเปอร์เซ็นต์ดอกเบี้ยเงินกู้ เป็นยอดผ่อนชำระในแต่ละเดือน ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะมียอดดอกเบี้ยที่น้อยกว่าการจ่ายเงินดาวน์ต่ำ มีผลโดยตรงเฉพาะการซื้อรถยนต์มือหนึ่งเท่านั้น

อีกหนึ่งข้อสำคัญของยอดดอกเบี้ยรถยนต์ หากคุณคิดว่าเมื่อไรที่คุณมีเงินมากพอและต้องการมาโปะชำระดอกเบี้ยรถในอนาคต อาจจะต้องบอกว่า ให้คุณตัดสินใจอย่างถี่ถ้วนก่อนจะทำการซื้อรถ เพราะดอกเบี้ยรถยนต์จะต่างจากดอกเบี้ยบ้าน ตรงที่ดอกเบี้ยบ้านสามารถโปะเพื่อลดดอกเบี้ยได้ แต่ในกรณีของรถยนต์ดอกเบี้ยจะไม่ลดลง เนื่องจากเป็นดอกเบี้ยตายตัว เพราะฉะนั้น ถ้าคุณสามารถรอจนมีเงินดาวน์ที่สูงมากพอได้ แนะนำให้คุณรอ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น

ดอกเบี้ยรถยนต์มือสอง

ดอกเบี้ยแตกต่างกันชัดเจน 4%-15% ต่อปี โดยส่วนใหญ่สถาบันทางการเงินจะคำณวนดอกเบี้ยจากปีที่ผลิตรถยนต์ที่มาขอสินเชื่อ ความสมบูรณ์ของตัวรถ ยี่ห้อรถยนต์ ประเภทรถยนต์ และเงื่อนไขอื่นๆตามที่สถาบันการเงินที่รับทำไฟแนนซ์กำหนด

อัตราดอกเบี้ยของรถยนต์มือสอง จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

1.อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี (Effective Interest Rate) ดอกเบี้ยที่คำนวณจากยอดเงินที่กู้จริง ระยะเวลากู้ ความสม่ำเสมอในการจ่าย โดยดูจากเงินส่วนต่างของผู้กู้และผู้ได้รับเงินกู้ และอัตราดอกเบี้ยจะปรับเปลี่ยนตามเงื่อนไขที่สถาบันการเงินกำหนด 

2.อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี (Flat Interest Rate) ตัวเลขอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกำหนดไว้ตลอดจนครบสัญญา โดยไม่ขึ้นกับสถาบันทางการเงิน 

วิธีการคำนวณดอกเบี้ยรถยนต์มือสองเบื้องต้นง่ายๆ

สิ่งที่คุณจะต้องทราบ เมื่อคุณต้องการที่จะคำนวณดอกเบี้ยรถยนต์มือสองแบบง่ายๆ เพื่อทราบดอกเบี้ยและยอดผ่อนเบื้องต้น รวมถึงเป็นการวางแผนรายจ่ายที่เราจะต้องใช้จ่ายในแต่ละเดือน

1.อัตราดอกเบี้ยของแต่ละสถาบันที่เราต้องการทำไฟแนนซ์

2.ยอดจัดรวม หรือราคารถยนต์หักกับเงินดาวน์

3.ระยะเวลาในการผ่อน โดยเฉลี่ย 4-7 ปี

ที่สำคัญ เงินดาวน์ไม่มีผลต่ออัตราดอกเบี้ยของรถมือสอง เงินดาวน์สูง ไม่ได้ทำให้อัตราดอกเบี้ยถูกลง การศึกษาอัตราดอกเบี้ยไฟแนนซ์ในแต่ละสถาบัน เป็นการทำให้เราคัดเลือกการทำไฟแนนซ์ได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกที่สุด และเลือกปีผ่อนให้น้อยที่สุดเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยของรถยนต์มือสองที่เราจะต้องผ่อนจ่าย

เพราะดอกเบี้ยรถยนต์ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเรา

ต้องยอมรับว่า ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์มือหนึ่งหรือมือสอง ก็กลายเป็นปัจจัยหลักที่คนส่วนใหญ่ เลือกที่จะเป็นเจ้าของรถยนต์สักหนึ่งคัน และหากรถยนต์มีความจำเป็น จนสามารถกลายเป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกายได้ การเลือกซื้อรถยนต์ที่ดี ราคาประหยัด สักคันจึงเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมาก นอกจากความเหมาะสมในการใช้งานแล้ว สภาพรถยนต์ที่ดี ราคารถยนต์ที่สบายๆ อัตราดอกเบี้ยที่ไม่ทำให้เราบาดเจ็บจนเกินไป จะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างคล่องตัว ในราคาที่คุ้มค่า และเรายังเหลือเงินไปทำอย่างอื่นได้อีกด้วย