Nov 26, 2020 | บทความยานยนต์
‘ถุงลมนิรภัย’ ชื่อที่ใครหลายคนได้ยินอยู่เป็นประจำ และรับรู้ว่าเป็นระบบความปลอดภัยที่ถูกติดตั้งบนรถยนต์ทุกคัน เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่ แต่เชื่อได้เลยว่ายังมีคนอีกมากมายที่ยังไม่รู้ว่า จริง ๆ แล้วถุงลมนิรภัยนั้นทำงานกันตอนไหน ทุกครั้งเลยหรือไม่ แล้วทำงานอย่างไร วันนี้เราจะพาทุกท่านมาหาคำตอบกัน
ถุงลมนิรภัย คืออะไร ?
สำหรับการออกแบบรถยนต์ การคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยของผู้ขับขี่เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ที่ต้องมีการพัฒนารถยนต์ให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด และนอกจากเข็มขัดนิรภัยแล้ว การติดตั้งถุงลมนิรภัย ก็เป็นสิ่งที่ช่วยอาการบาดเจ็บของผู้ขับขี่เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรงได้เช่นกัน
ถุงลมนิรภัย (Airbags) เป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยภายในรถยนต์ โดยมีลักษณะภายนอกที่ทำมาถูกห่อหุ้มด้วยวัสดุที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งเจ้าถุงลมนิรภัยนั้นทำหน้าที่เสมือนหมอนรองหัวให้กับผู้โดยสารภายในยานพาหนะ และขยายตัวอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดอุบัติเหตุเพื่อป้องกันการกระแทกระหว่างผู้โดยสารและส่วนอื่น ๆ ของรถ
ถุงลมนิรภัยรถ อยู่ตรงไหนของรถยนต์ ?
ในรถยนต์แต่ละรุ่น จะมีตำแหน่งของถุงลมนิรภัยที่แตกต่างกันไป โดยมีขั้นต่ำอยู่ที่ 2 ตำแหน่งในรถที่มีราคาไม่แพงมากนัก และรถมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามราคาหรือความหรูหราของรถสูงสุดถึง 8 ตำแหน่ง แบ่งออกเป็น 5 ส่วน ดังนี้
ถุงลมนิรภัยด้านหน้า (Front Airbag) อยู่บริเวณด้านหน้าของรถทั้งซ้ายและขวา ทำหน้าที่ในการป้องกันผู้ขับและผู้โดยสารที่นั่งอยู่ด้านข้างผู้ขับ ทั้งหมด 2 ตำแหน่ง ถุงลมนิรภัยด้านข้าง (Side Airbag) อยู่บริเวณเบาะนั่งหรือแผงประตู ทำหน้าที่ป้องกันแรงกระแทกจากด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย (Curtain Airbag) เป็นถุงลมที่มักจะถูกติดตั้งในรถที่มาราคาสูง จะพองขึ้นเมื่อเข็มขัดนิรภัยเกิดการดึงกลับ ถุงลมนิรภัยป้องกันเข่าและขา (Knee Airbag) อยู่บริเวณด้านล่างของคอนโซลรถ ทำหน้าที่ป้องกันสะโพก ขา และเข่า ไม่ให้กระแทกกับส่วนอื่น ๆ ในรถ ถุงลมที่พื้นใต้เท้า (Carpet Airbag) อยู่บริเวณใต้เบาะรถ ทำหน้าที่ช่วยผ่อนแรงกระแทกที่เท้าให้เบาลง แต่ปัจจุบันไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก
ถุงลมนิรภัย ทำงานอย่างไร ?
ในการทำงานของถุงลมนิรภัยนั้น บริเวณด้านหน้าหรือด้านข้างของเครื่องยนต์รถ จะมีเซนเซอร์นิรภัยที่วัดการสั่นสะเทือนติดตั้งอยู่ และเมื่อเซนเซอร์เหล่านี้ถูกแรงกระแทก ก็จะทำให้เกิดการส่งสัญญาณให้ถุงลมนิรภัยพองตัวและหุบลงภายหลัง ซึ่งรถยนต์ในปัจจุบันบางรุ่นตัวถุงลมจะทำงานเมื่อมีการรัดเข็มขัดนิรภัยเท่านั้น เพราะบ่อยครั้งที่ผู้โดยสารถูกแรงกระแทกขณะที่ไม่รัดเข็มขัดนิรภัยและกระเด็นไปชนกับถุงนิรภัยจนเกิดการบาดเจ็บ
ภายในตัวถุงลมนิรภัยจะมีการใส่แก๊สไนโตรเจนไว้ประมาณ 60-70 ลิตร ซึ่งในจะถูกบรรจุไว้ในรูปแบบของของแข็งที่มีชื่อว่า โซเดียมเอไซด์ อยู่บริเวณ inflator ในตอนแรก ซึ่งเจ้าของแข็งชนิดนี้จะเกิดปฏิกิริยาการสลายตัวเมื่อได้รับความร้อน (ประมาณ 300 องศาเซลเซียส) จากการตรวจจับการชน จนกลายเป็นโลหะโซเดียมและแก๊สไนโตรเจน
หลังจากการเกิดสารทั้ง 2 ชนิดนี้แล้ว ตัวโลหะโซเดียมที่มีนั้น อาจเกิดการระเบิดได้เมื่อเจอกับความชื้น ดังนั้นทางผู้ผลิตรถยนต์จึงจำเป็นที่จะต้องใส่ โพแทสเซียมไนเตรท ซึ่งสามารถกลายเป็นโพแทสเซียมออกไซด์และโซเดียมออกไซด์ซึ่งมีความอันตรายน้อยกว่าโลหะโซเดียม และการทำงานทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใน 0.04 วินาทีเท่านั้น
ถุงลมนิรภัยรถ ทำงานเมื่อไร ?
หลายคนเข้าใจว่าถุงลมนิรภัยจะมีการทำงานทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีหลากหลายเหตุผลที่ถุงลมนิรภัยจะไม่ทำงาน ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ส่วนใหญ่คือ การไม่คาดเข็มขัดนิรภัยและระบบการทำงานของเซนเซอร์เสีย โดยถุงลมนิรภัยจะพองตัวต่อเมื่อมีความเร็วที่มากพอ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้
รถที่มีความเร็วมากกว่า 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชนกับ รถบรรทุกหรือเสาไฟฟ้าจนเกิดการเสียรูป รถยนต์ ชนกับ เสารถยนต์ ความเร็วมากกว่า 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถที่มีความเร็วมากกว่า 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชนกับ รถที่จอดอยู่ กำแพง หรือคอนกรีต
ถึงแม้ว่าการติดตั้งถุงลมนิรภัยจะช่วยป้องกันการกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุได้ดี แต่การขับขี่อย่างระมัดระวัง และการมีรถที่มีประสิทธิภาพ ก็เป็นส่วนสำคัญในการป้องกันการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุได้ดีกว่า และถ้าอยากได้รถสวย ๆ คุณภาพดี ๆ ก็สามารถมาหาใน Kaidee Auto ได้เช่นกัน
อ่านบทความ เทคนิคยานยนต์ อื่น ๆ
Nov 17, 2020 | บทความยานยนต์
ผู้ชายอย่างเราๆต้องมีคนที่ชอบรถกระบะอย่างแน่นอน ด้วยความดิบ ความเถื่อน และความดุดันของรถกระบะ ที่ไม่ใช่แค่ขับขี่เพื่อขนบรรทุกเท่านั้น ลบภาพรถกระบะยุคเก่าๆออกไปได้เลย เพราะปัจจุบันนั้นรถกระบะก็สามารถขับได้อย่างสนุกสนานและยังทำความเร็วได้ไม่แพ้รถเก๋งเลย อีกทั้งราคาก็ยังไม่สูงเท่าไรนัก วันนี้จะพาไปดูกันว่ามีรถกระบะตัวแรงตัวไหนบ้างที่น่าสนใจและราคาไม่ถึงล้านอีกด้วย ไปดูกันเลย!!
1. Toyota Hilux REVO
Credit : Toyota Thailand
กระบะขวัญใจชาวไทย ที่ไม่ว่าจะออกมากี่รุ่นก็ตาม Toyota Hilux ก็ยังคงเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมสูง ไม่ว่าไปที่ไหนต้องเห็นอยู่บนท้องถนนอย่างแน่นอน แต่ในปี 2020 นี้ Toyota นำซีรี่ย์ Hilux กลับมาอีกครั้ง ในชื่อรุ่น “Toyota Hilux Revo” ที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์เท่ๆแมนๆ และบวกเข้าเทคโนโลยีสุดทันสมัย
เครื่องยนต์ GD ที่เป็นเครื่องยนต์ดีเซลที่เป็นเอกลักษณ์ของ Toyota แต่ในครั้งนี้มันถูกพัฒนามาอีกขั้นของความแรง กลายมาเป็น GD เจเนอเรชัน 2 ที่ให้กำลังสูงถึง 204 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที และนอกจากนี้ยังได้นำเทคโนโลยีสุดล้ำอย่าง “Toyota Safe Sense” ที่เป็นระบบเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ ได้แก่
ความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision System) ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมหน่วงกลับอัตโนมัติ (Lane Depature Alert with Brake Force Assist) ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ (Dynamic Radar Cruise Control)
ราคา Toyota Hilux Revo เริ่มต้นที่ 609,000 บาท
2. Isuzu D-MAX
Credit : Isuzu Thailand
8 ปีที่รอคอยสำหรับสาวก Isuzu D-MAX ห่างหายไปนานกับรุ่นนี้ ในปี 2020 นี้ก็กลับมาอีกครั้งกับการปรับเปลี่ยนใหม่ยกชุด ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาที่มีความดุดันและสปอร์ตมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการพฒนาให้สามารถดึงขุมพลังของรถยนต์กระบะให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
การกลับมาครั้งนี้ Isuzu นั้นมีความโดดเด่นมากๆในรุ่น Isuzu D-MAX V-Cross 4×4 ที่มีเครื่องยนต์ 3.0 Dddi Bluepower รุ่น 4JJ3-TCX แบบ 4 สูบ ที่ให้แรงม้าสูงถึง 190 แรงม้า และอีกรุ่นน่าสนใจเช่นเดียวกันคือ D-MAX รุ่น สี่ประตู ที่ให้เครื่องยนต์แบบเดียวกับ D-MAX V-Cross เลย แต่ปรับขนาดของเครื่องยนต์เป็น 1.9 ให้แรงม้าถึง 150 แรงม้า ที่เน้นขับขี่ในเมืองมากยิ่งขึ้น
ราคา Isuzu D-MAX เริ่มต้นที่ 605,000 บาท
3. Ford RANGER
Credit : Ford Thailand
กระบะสัญชาติอเมริกาที่โดนเด่นในเรื่องของความแรงและความแข็งแกร่ง มาตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ในปีนี้ Ford Ranger มีการปรับลุคของรถยนต์ในมีความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้นโดยกระจังหน้าของ Ford Ranger นั้นได้หยิบยกโมเดลรถ American Muscle อย่าง Ford Mustang มาไว้ยกชุดเลยทีเดียว
นอกจากรูปลักษณ์ที่มีความเท่เกินใครแล้ว เรื่องของเครื่องยนต์และเทคโนยีที่มีมาให้ก็ไม่ธรรมดา เพราะเป็นเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.2 ลิตร 4 สูบ ที่มาพร้อมกับเทอร์โบชาร์จเจอร์ในตัว และให้กำลังสูงถึง 160 แรงม้า ครบขนาดนี้รับประกันความแรง รวมไปถึงเรื่องเทคโนโลยีความปลอดภัยต่อผู้ขับขี่ ที่มีกล้องหลังและเซ็นเซอร์นิรภัยเพื่อป้องกันการชนจากการถอยรถ และเข็มขัดนิรภัยที่พร้อมดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติเมื่อเกิดการชน
ราคา Ford Ranger เริ่มต้นที่ 663,000 บาท
4. Nissan NAVARA
Credit : Nissan Thailand
กระบะที่เป็นที่รู้จักมาอย่างยาวนานที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการขนบรรทุกว่า อึด!! จริงๆ ด้วยโครงสร้างของรถที่มีแข็งแรงและใหญ่ ทำให้ Nissan NAVARA ครองใจนักขับรถสายบรรทุกของ ซึ่งในปีนี้ Nissan NAVARA นั้นอาจจะดูเหมือนเปลี่ยนแปลงไม่มากเท่าไรนักในเรื่องของรูปลักษณ์ แต่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีและเครื่องยนต์ที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า
Nissan NAVARA นั้นมาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 2.5 คอมมอนเรล 4 สูบ ที่ให้แรงม้าสูงถึง 163 แรงม้า ซึ่งมาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ที่ยังประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีที่ให้มาเพิ่มเติมอย่าง Nissan Connect แอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อรถเข้ากับอุปกรณ์โทรศัพท์ทั้ง Apple CarPlay และ Andriod Auto รวมไปถึงกล้องมองรอบคันที่ช่วยให้ถอยรถได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
ราคา Nissan NAVARA เริ่มต้นที่ 693,000 บาท
5. Chevrolet COLORADO
Credit : Chevrolet Thailand
หนึ่งในกระบะที่ยอดเยี่ยม ทั้งในเรื่องของสมรรถนะและความแข็งแกร่งในการบรรทุก พร้อมกับความสบายในการขับขี่ที่ให้ฟิลลิ่งเหมือนกับการขับรถเก๋งเลยทีเดียว ด้วยห้องโดยสารที่กว้างนั่งสบายและดีไซน์ภายในที่มีความเรียบหรู
Chevrolet COLORADO นั้นมากับเครื่องยนต์ Duramax ดีเซล ขนาด 2.5 ลิตร 4 สูบ ที่ให้พละกำลังสูงสุดถึง 180 แรงม้า และมาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด รวมไปถึงเทคโนโลยีต่างๆที่ใส่เข้ามาให้อย่าง พวงมาลัยพาวเวอร์ ควบคุมการทำงานด้วยระบบไฟฟ้า ซึ่งจะปรับน้ำหนักของพวงมาลัยตามความเร็วของรถอีกด้วย
ราคา Chevrolet COLORADO เริ่มต้นที่ 655,000 บาท
รู้กันไปแล้วกับรถกระบะทั้ง 5 ที่น่าจะโดนใจหนุ่มๆที่ชอบความเท่ ความแรง ขับขี่สนุก ในราคาที่จับต้องได้ จ่ายเงินล้านแล้วมีทอน ที่เหมาะและเข้าได้กับไลฟ์สไตล์ในการขับขี่ หากใครที่มีรถเหล่านี้อยากจะปล่อยต่อให้คนอื่นดูแลต่อ หรือใครที่มีงบไม่พอแต่ใจนั้นอยากที่จะได้เสียเหลือเกิน ก็ลองเข้ามาดูกันได้เลยที่ RodKaidee