Sep 29, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
มือถือกล้องเทพยุคนี้เรียกว่ามีกันทุกแบรนด์ แต่ส่วนมากจะไปเทพกันอยู่แค่กล้องหลัง สาวกเซลฟี่ก็ต้องอดถ่ายเซลฟี่แบบภาพสวยๆกันไป แต่ตามจริงแล้วก็มีมือถือกล้องหน้าเทพหลายรุ่นที่ออกแบบมาให้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังมีฟีเจอร์ที่ดีและความละเอียดที่สูง แถมราคายังเอื้อมถึงได้ไม่ยากอีกด้วย
กล้องหน้าแบบไหนถึงจะดี?
มือถือกล้องหน้าเทพ ดูยังไงว่ากล้องหน้าดี มีข้อสังเกตตามนี้
หากพูดถึงกล้อง เชื่อว่าทุกคนต้องดูค่าความละเอียดเป็นอย่างแรกเสมอ ปัจจุบันความละเอียดกล้องหน้าในมือถือส่วนมากจะเริ่มที่ 7MP บางรุ่นก็ความละเอียดสูงถึง 32MP เลยทีเดียว เรียกว่าชัดยันรูขุมขนจริงๆ
หลังจากค่าความละเอียดเราจะเห็นค่า F ตามหลังเสมอ ค่านี้คือค่าขนาดความกว้างของรูรับแสง ซึ่งจะส่งผลต่อความสว่างของภาพรวมถึงการละลายหลังของภาพด้วย ถ้าค่า F ยิ่งน้อยจะเท่ากับรูรับแสงยิ่งกว้าง ซึ่งกล้องหน้ามือถือส่วนมากจะมีค่า F เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2
ระบบกันสั่นในมือถือจะมีทั้ง OIS และ EIS
OIS จะเป็นระบบกันสั่นผ่านฮาร์ดแวร์ที่จะมีแกนยึดไว้ โดยระบบนี้จะตรวจจับการเคลื่อนไหวเวลาเราถือกล้อง ว่ามีการขยับหรือสั่นไปทิศทางใด จากนั้นตัวแกนจะทำการปรับองศาของเลนส์ให้ทบคืน ไม่ให้ภาพนั้นสั่นไหวมากเกินไป ซึ่งระบบกันสั่นประเภทนี้จะได้ภาพที่มีความคมชัดมากกว่า
EIS เป็นระบบกันสั่นผ่านซอฟแวร์ โดยซอฟแวร์นี้จะไปทำหน้าที่คอยตรวจจับการสั่นไหวและประมวลผลให้ภาพนั้นมีความนิ่งมากยิ่งขึ้น ซึ่งความละเอียดของภาพอาจลดลงไปบ้าง โดยจะเห็นได้ชัดเจนว่าภาพคมชัดน้อยลงในกล้องที่มีความละเอียดต่ำ แต่ถ้าความละเอียดค่อนข้างสูงก็อาจไม่ได้เห็นชัดมากนัก
นอกจากเรื่องความละเอียด ค่า F และระบบกันสั่นแล้ว แบรนด์ต่างๆ ก็ยังงัดฟีเจอร์ใหม่ๆ ยัดเข้ามาในกล้องหน้าของมือถือตัวเองด้วย อย่างเช่นโหมด Portrait ที่ช่วงแรกนั้นจะมีแค่กล้องหลังที่ทำได้ แต่ปัจจุบันกล้องหน้าก็สามารถใช้งานโหมดนี้ได้แล้ว หรือในมือถือแอนดรอยด์ส่วนมาก ก็จะมีฟีเจอร์ AI Beauty ที่ช่วยปรับใบหน้าของเราให้ดูดีมากยิ่งขึ้น ลดสิวผิวเนียนกันจนหลายคนติดใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นไม้เด็ดที่สร้างความน่าสนใจให้กล้องหน้าและดึงดูดลูกค้าให้อยากได้มากขึ้น
5 มือถือกล้องหน้าเทพ ราคาโดน
ยุคนี้เรื่องความละเอียดและฟีเจอร์ต่างๆแต่ละแบรนด์ก็จัดเต็มมาให้เลือกกันเยอะจนตาลาย เราลองมาดูมือถือกล้องหน้าเทพในราคาที่จับต้องได้แบบไม่แพงหูฉี่กัน
1.Vivo V21 5G
ความละเอียดกล้องหน้า : 44MP
จุดเด่น : OIS / Dual Selfie Spotlight / Super Night Selfie / 4K Selfie Video
ราคาประมาณ : หนึ่งหมื่นต้นๆ
ประเดิมกันที่ Vivo V21 5G ที่มีจุดเด่นเหมาะสมกับคำว่ามือถือกล้องหน้าเทพสุดๆ ในกล้องหน้าของรุ่นนี้มาในความละเอียดที่สูงถึง 44MP !! ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด ความละเอียด 44MP ที่เยอะจนพูดได้ว่าความละเอียดมากกว่ากล้องหลังของบางรุ่นเสียอีก ที่สำคัญไม่ต้องกลัวภาพเบลอหรือไม่ชัด เพราะมีระบบกันสั่นแบบ OIS และการโฟกัสอัตโนมัติมาให้ด้วย
facebook.com/vivothailand
ตามจริงแค่นี้ก็คุ้มมากแล้ว แต่ยังไม่หมดเพราะฟีเจอร์เด็ดยังมีอีกเพียบ อย่างแรกคือ Dual Selfie Spotlight เฟลชสองตัวที่อยู่มุมบนสองข้างของจอ ช่วยให้คุณถ่ายเซลฟี่ได้ภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น และไม่ใช่แค่ภาพนิ่งเพียงอย่างเดียววิดีโอก็สามารถเปิดแฟลชนี้ได้เช่นกัน
ฟีเจอร์ Super Night Selfie ที่มีเทคโนโลยี ISOCell Plus 2G พร้อมเซ็นเซอร์ที่เพิ่มประสิทธิภาพการรับแสงทำให้ได้ภาพที่สว่างมากขึ้นแม้จะถ่ายในที่มืด
facebook.com/vivothailand
การถ่ายวิดีโอกล้องหน้าจะไม่ได้หยุดแค่ 1080p แบบเดิมอีกต่อไป เพราะรุ่นนี้สามารถถ่ายวิดีโอเซลฟี่ในความละเอียดที่สูงถึง 4K ได้ บวกกับระบบกันสั่น OIS + EIS ช่วยให้การถ่ายวิดีโอเซลฟี่ของคุณมีความนิ่ง ลื่นไหลเช่นเดียวกับมืออาชีพ
นอกจากนี้ยังมีโหมด Dual View Video ที่เก็บภาพทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังพร้อมกัน โดยแบ่งเป็นอย่างละครึ่งจอแบบล้ำสุดๆ
ดูมือถือ Vivo ที่นี่
2.Realme X7 Pro
ความละเอียดกล้องหน้า : 32MP F/2.5
จุดเด่น : In-Display Selfie Camera / AI Beauty / Super Night Scape
ราคาประมาณ : หนึ่งหมื่นกลางๆ
แบรนด์มาแรงจากประเทศจีนที่ได้รับความนิยมและเติบโตอย่างรวดเร็วในในไทย สำหรับมือถือกล้องหน้าเทพของแบรนด์นี้ที่เรายกมาคือรุ่น X7 Pro รุ่นเรือธงราคางาม สเปคโดยรวมถือว่าคุ้มค่าและเหมาะสมกับความเป็นเรือธงมาก โดยเฉพาะกล้องหน้าที่ตอบโจทย์สายเซลฟี่อย่างเรา
กล้องหน้ารุ่นนี้จะเป็นแบบ In-Display ที่ฝังอยู่ใต้หน้าจอ Super AMOLED ดังนั้นจะไม่มีรอยบากใหญ่ๆ มาเกะกะหน้าจออีกต่อไป ที่สำคัญคือโหมด AI Beauty ที่ช่วยปรับผิวเนียนและโหมด Portrait พร้อมให้ภาพคุณดูเป็นมือโปรมากขึ้น ถ่ายเสร็จสามารถอัปลงโซเชียลได้เลยไม่ต้องแต่งเพิ่ม
การถ่ายเซลฟี่ในที่มืดก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะได้ภาพสวยๆ เพราะในรุ่นนี้มีโหมด Super Night Scape ที่จะปรับให้ภาพมีความสว่างใกล้เคียงกับภาพจริงมากที่สุด
จุดเด่นอีกอย่างคือเรื่องการระบายความร้อน เคยไหมเวลาถ่ายภาพหรือวิดีโอนานๆตัวเครื่องมือถือจะมีความร้อนเกิดขึ้น ยิ่งบวกความร้อนจากมือของเราเพิ่มไปอีกยิ่งทำให้ร้อนมากขึ้น แต่สำหรับรุ่นนี้มีระบบระบายความร้อนแบบ Vc Liquid Cooling ที่จะลดอุณหภูมิในแกนกลางตัวเครื่องได้ถึง 10 องศา ดังนั้นจะถ่ายรูปหรือเล่นเกมนานๆ ก็หายห่วงเรื่องความร้อน
ดูมือถือ Realme ที่นี่
3.Oppo A94
ความละเอียดกล้องหน้า : 32MP F/2.4
จุดเด่น : EIS / Dual-View Video / Panorama / Time-lapse / Selfie Beautification
ราคาประมาณ : เก้าพันถึงหนึ่งหมื่นบาท
แบรนด์ดังที่มีแต่มือถือราคาดีสเปคครบเครื่อง สำหรับมือถือกล้องหน้าเทพในราคาโดนใจแบรนด์ Oppo ที่เราหยิบมาแนะนำคือรุ่น A94 ที่กล้องหน้ามีความละเอียดสูงถึง 32MP พร้อม F/2.4
สำหรับจุดเด่นของรุ่นนี้อย่างแรกคือโหมดต่างๆ ที่ให้มาพร้อมใช้งานหลากหลายแบบ อย่างโหมด Selfie Beautification หรือโหมดหน้าเนียนเข้ารูป ให้คุณสวยหล่อดูดีตามสไตล์ หรือจะเป็นโหมด Portrait ให้คุณถ่ายเซลฟี่แบบละลายหลังสวยๆ หรืออยากได้ภาพกว้างๆ ก็มีโหมด Panorama ให้ได้เก็บวิวรอบตัว
ในด้านวิดีโอก็น่าสนใจเช่นกันเพราะมีโหมด Dual-View Video ให้คุณถ่ายทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังได้พร้อมกัน หรือจะทำวิดีโอแบบ Time-lapse เป็นคอนเทนต์เก๋ๆ ลงก็โซเชียลก็ทำได้ อีกทั้งมีระบบกันสั่นแบบ EIS ช่วยให้ภาพนิ่งขึ้นอีกด้วย
ดูมือถือ Oppo ที่นี่
4.OnePlus Nord
ความละเอียดกล้องหน้า : 32MP F/2.45
จุดเด่น : Sensor Sony IMX 616 / Dual Selfie Camera / Ultra Wide Angle / 4K 60fps
ราคาประมาณ : หนึ่งหมื่นกลางๆ
แบรนด์คุณภาพที่อาจไม่คุ้นหูใครหลายคน แต่บอกเลยว่ามือถือค่ายนี้มีแต่สเปคโหดๆ ในราคาที่คุ้มค่าสุดๆ ยิ่งมือถือกล้องหน้าเทพอย่างรุ่น Nord ที่มี Dual Selfie Camera หรือกล้องหน้าสองตัว! โดยจะมีตัวหลักที่มีความละเอียด 32MP ที่มีเซนเซอร์ Sony IMX616 วางใจเรื่องประสิทธิภาพได้ ส่วนกล้องอีกตัวจะเป็นกล้องมุมกว้างความละเอียด 8MP ที่มุมกว้างถึง 105 องศา จุใจสายเซลฟี่เป็นกลุ่มจริงๆ
และแม้ว่าจะถ่ายในที่แสงน้อยรุ่นนี้ก็มีฟีเจอร์ Screen Flash ที่ใช้แสงจากหน้าจอเป็นแฟลชเพิ่มความสว่างตอนถ่ายรูป และยังมีโหมด Face Retouching แต่งสวยเติมหล่อให้ใบหน้าของคุณดูดีขึ้นเวลาเซลฟี่ พร้อมมี Filter ให้ใส่อีกด้วย
ด้านวิดีโอถือว่าไม่น้อยหน้าแบรนด์อื่น เพราะสามารถถ่ายวิดีโอกล้องหน้าในความละเอียดสูงถึง 4K 60fps ได้ เหมาะมากสำหรับสาย Vlog ที่ชอบภาพชัดแจ๋ว และยังมีโหมด Time-Lapse ให้ได้เพิ่มลูกเล่นการถ่ายวิดีโออีกด้วย เหมาะกับสายเซลฟี่ทำคอนเทนต์คนเดียว ก็ทำได้ครบจบที่กล้องหน้าเลย
ดูมือถือ OnePlus ที่นี่
5.Samsung Galaxy A52
ความละเอียดกล้องหน้า : 32MP f/2.2
จุดเด่น : HDR / 4K 30fps / Beauty Mode / Fun Mode / Filter
ราคาประมาณ : 13,000 บาท
มาถึงแบรนด์ชั้นนำชื่อดังอย่าง Samsung กับมือถือกล้องหน้าเทพในรุ่น Galaxy A52 ที่เหมาะสำหรับสายคอนเทนต์สุดๆ ทั้งสเปคโดยรวมและกล้องที่เทียบเท่ารุ่นเรือธง ทำให้รุ่นนี้เป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจมากๆ
สำหรับกล้องหน้ามาในความละเอียด 32MP f/2.2 ในระยะ 26mm ให้ภาพที่กว้างพอสมควร ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมี Beauty Mode ติดตั้งไว้พร้อมในกล้องให้เราได้ปรับความเนียนรวมถึงรูปหน้าต่างๆได้ ที่สำคัญคือมี Fun Mode ที่นำเอา Filter น่ารักและตลกๆจาก Snapchat ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งานในแอปกล้องของตัวเครื่องเลย
ด้านวิดีโอก็สามารถถ่ายความละเอียดได้สูงสุดถึง 4K 30fp คมชัดสุดๆ แต่สำหรับกล้องหน้าในรุ่นนี้จะไม่ได้มีระบบกันสั่นติดตั้งมาให้ จะมีเฉพาะกล้องหลังที่มีกันสั่นเท่านั้น
ดูรวมๆอาจคิดว่ามีจุดเด่นน้อย แต่สำหรับรุ่นนี้มีการันตีจาก Samsung ว่าจะได้รับการอัปเดตยาวนานถึง 3 ปีนับจากปี 2021 นี้อย่างแน่นอน เรียกว่าซื้อไปใช้งานได้ยาวๆ คุ้มค่าคุ้มราคา
ดูมือถือ Samsung ที่นี่
สรุปมือถือกล้องหน้าเทพ
อย่างที่ได้ยกมาแนะนำกับ 5 รุ่นมือถือกล้องหน้าเทพ ตามจริงแต่ละตัวจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันบ้าง เช่นความละเอียดพิกเซล หรือความละเอียดเวลาถ่ายวิดีโอ ถ้าหากจะถามว่ารุ่นไหนดีที่สุด ก็ต้องให้คำตอบเลยว่า. . .
สายเซลฟี่ภาพนิ่ง ชอบถ่ายเซลฟี่ตัวเองหรือถ่ายกับเพื่อน เลือกรุ่นที่มีฟีเจอร์ในด้านภาพนิ่งเยอะ อย่าง OnePlus Nord ที่มีกล้องหน้า 2 ตัว แถมมีมุม Ultra Wide หรือจะเป็น Realme X7 Pro ที่มีโหมด Super Night Scape ไว้สำหรับเซลฟี่ในที่แสงน้อย เป็นต้น
สายวิดีโอเซลฟี่ อยากทำ Vlog ทำคอนเทนต์ลง Youtube, Tiktok หรือ Reels ในไอจี ให้เลือกรุ่นที่เน้นความละเอียดในการถ่ายวิดีโอสูงๆ อย่าง Vivo V21 5G ,Samsung Galaxy A52 5G ที่ถ่ายวิดีโอได้ถึง 4K เลยทีเดียว หรืออย่างเจ้า Oppo A94 ที่มีระบบกันสั่น EIS แถมถ่าย Time-lapse ได้อีกด้วย
ถ้าตัดสินใจได้แล้วลองเข้ามาหาเครื่องที่ใช่ใน Kaidee ได้เลย ช้อปง่าย แถมปลอดภัยด้วยระบบ KD Pay มั่นใจได้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ไปลองดูกัน
May 21, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ปัจจุบันนี้ทั้งการมูและการบูชา พระเครื่อง ได้กลับมาเป็นกระแสในวงกว้างอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนรุ่นเก่าเก๋าเกมในวงการพระเครื่อง หรือสาวกสายธรรมรุ่นใหม่ก็ตาม และวันนี้เราจะมาเจาะลึกให้ทุกคนเข้าใจวงการพระเครื่องให้มากขึ้น
หากคุณเป็นคนที่ไม่เคยสนใจในวงการพระเครื่อง อาจจะเคยเห็นผ่านตาบ้างบางคราวเวลาที่ไปวัดธรรมบุญและทำกิจกรรรมทางศาสนา จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่กลุ่มคนที่มีอายุเท่านั้นที่จะสนใจวงการพระเครื่อง แต่กลุ่มคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันก็เห็นคุณค่าของวัตถุมงคลชนิดนี้ไม่แพ้กัน
จุดกำเนิดของความศรัทธา
เดิมทีพระเครื่องนั้นก็คือการสร้างวัตถุที่มีรูปลักษณ์คล้ายกับพระพุทธรูปหรือรูปเคารพของพระพุทธเจ้า ส่วนใหญ่มักพกติดตัวโดยการห้อยคอเพื่อป้องกันภัยหรือแม้แต่เสริมบารมีโดยมีพระพุทธคุณคุ้มครอง ในเวลาต่อมาได้เกิดพระเกจิที่สร้างปาฎิหาริย์หรือสร้างคุณงามความดีให้กับชาติและศาสนา จนทำให้มีการผลิตพระเครื่องที่เป็นตัวแทนรูปเคารพของพระอาจารย์เกจินั้นๆ ซึ่งวัสดุที่ใช้ในการทำพระเครื่องนั้นก็มีหลายแบบ ทั้งที่ทำจากโลหะ เงิน ทอง ดินเผา หรือเนื้อผง ทำให้บางชนิดมีรูปลักษณ์ที่คงทนแข็งแรง แต่บางชนิดก็มีกลิ่นหอมสวยงามแต่แตกหักง่ายเช่นเดียวกัน ซึ่งโดยส่วนมากพระเครื่องจะมีการพิมพ์ปีที่ผลิตหรือมีการสร้างอัตลักษณ์ที่สามารถสังเกตุได้ แต่ด้วยกาลเวลาที่มีมาช้านานตั้งแต่สมัยพุทธกาลเลยมาจนถึงยุคทองของวงการพระเครื่องคือยุครัตนโกสินทร์ที่เป็นยุคของสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี หรือที่หลายคนรู้จักในนามของพระสมเด็จ จนทำให้กระแสนั้นโด่งดังมากขึ้นมาถึงปัจจุบัน และด้วยสาเหตุนี้จึงทำให้พระเครื่องบางรุ่นมีอายุที่ยาวนาน ตกทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น แต่ละยุคสมัยอาจเกิดรอยตำหนิเกิดขึ้นและส่งผลให้มีกิจกรรมอย่างการส่องพระเกิดขึ้นนั่นเอง
มูลค่าของความศรัทธา
มีเหตุผลที่สามารถสนับสนุนหลายประการทั้งด้านที่ส่งผลต่อจิตใจและด้านมูลค่าที่เกิดขึ้น ทำให้วงการพระเครื่องไม่เคยเสื่อมสลาย ด้วยเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ดังนั้นการเลื่อมใสในพระพุทธคุณและเชื่อว่าการได้ครอบครองพระเครื่องนั้นจะช่วยปกปักรักษาภัยอันตรายให้แคล้วคลาดปลอดภัย ยิ่งดังมาก ยิ่งมีอิทธิฤทธิ์ ยิ่งเสริมดวง เสริมบารมี ได้มากกว่า และยิ่งหากเป็นกลุ่มพระเกจิอาจารย์ที่ดังและมีความศักดิ์สิทธิ์มากก็จะยิ่งมีราคาที่สูงมาก โดยราคาสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงประเมินค่าไม่ได้เลยทีเดียว
การเข้าถึงตลาด พระเครื่อง ในปัจจุบัน
จากหลายเหตุจูงใจทั้งการมีความเชื่อความศรัทธาในพระพุทธคุณหรือเกจิอาจารย์ การมีความเลื่อมใสและเชื่อในบารมีที่จะส่งให้ผู้ที่ครอบครองบูชาสามารถอยู่ยงคงกระพัน ตีรันฟันแทงไม่เข้า ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ หรือแม้แต่การบูชาครอบครองเพื่อเป็นของสะสม เป็นงานอดิเรกหรือลงทุนเพื่อเกร็งกำไรก็ดี ในปัจจุบันเราจะได้เห็นตลาดพระเครื่องหลากหลายรูปแบบเลยดีเดียว ทั้งการบูชาตามตู้ร้านโดยจะเห็นอยู่มากในวัด หรือการบูชาผ่านช่องทางการขายออนไลน์ที่เป็นที่นิยมสูงเพราะเข้าถึงได้ง่ายที่สุด ซึ่งในปัจจุบันก็มีทั้งพระแท้ พระวัดใจ หรือพระเครื่องรุ่นใหม่ โดยสามารถอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นดังนี้
พระแท้ สามารถตรวจสอบที่มาที่ไป ตรวจสอบตำหนิ ปีที่ผลิต วัสดุที่ใช้ในการผลิตได้อย่างชัดเจน หาบูชาได้ยาก โดยส่วนมากนั้นจะมีราคาทีสูงขึ้นอยู่กับรุ่นของพระเครื่องนั้นๆ
พระวัดใจ ไม่สามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้อย่างแน่ชัด หรือพูดง่ายๆ ก็คืออาจจะแท้ก็ได้ หรืออาจจะเทียมก็ได้เช่นกัน ซึ่งคำว่าเทียมในที่นี้หมายถึงอาจมีรูปลักษณ์ที่คล้ายกับพระแท้แต่ปีที่ผลิต ตำหนิหรือวัสดุที่ใช้ในการผลิตอาจจะแตกต่างกัน มูลค่าจะอยู่ในระดับกลางไปจนถึงต่ำ โดยปกติแล้วพระวัดใจนั้นก็เป็นที่นิยมไม่ต่างกันหากผู้ที่ต้องการบูชานั้นมีจิตใจที่เลื่อมใสต่อพระเครื่องนั้นๆ แต่ไม่คุ้มค่าต่อการซื้อต่อเพื่อลงทุนนั่นเอง
พระเครื่องรุ่นใหม่ เป็นพระเครื่องที่สร้างในยุคปัจจุบันโดยเกจิอาจารย์ ในบางครั้งอาจมีรูปลักษณ์ในสไตล์พระเครื่องแบบเดิมดูขลังและน่าเลื่อมใส และบางครั้งอาจมีการปั้น แกะ หรือลงดีเทลที่มีการตอบโจทย์กับวัยรุ่นหรือเหล่าสาวกพระเครื่องยุคใหม่มากขึ้น
การเข้าถึงพระเครื่องนั้นนอกจากง่ายกว่าเดิมมากๆ แล้ว ปัจจุบันยังมีพื้นที่เปิดกว้างสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาทั้งเพื่อบูชา สะสม หรือเพื่อลงทุนก็ดี เพื่อป้องกันการถูกหลอกขายจากมิจฉาชีพ ควรเริ่มศึกษาจากการดูตามหนังสือ เข้ากลุ่มคอมมูนิตี้พระเครื่องที่มีผู้เชี่ยวชาญหรือเปิดประสบการณ์โดยการเยี่ยมชมนิทรรศการการแสดงพระก็ดี และควรตรวจสอบพระเครื่องโดยละเอียดก่อนตัดสินใจบูชา
การบูชาพระเครื่องนั้นไม่ว่าจะเป็นพระแท้ พระวัดใจ พระรุ่นใหม่หรือรุ่นเก่านั้นก็มีคุณค่าทางจิตใจ เป็นเครื่องเตือนสติและยึดเหนี่ยวให้กระทำแต่ความดีทั้งสิ้น ก่อนจากกันในวันนี้แอดขอแนะนำพระเครื่องดังที่เป็นที่หมายตาของเหล่าเซียนพระมาฝาก จะมีองค์ได้บ้างไปดูกันเลย
หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด
พระยอดขุนพลหลวงปู่โต๊ะ
พระรอดลำพูน
พระผงสุพรรณ
พระสมเด็จหลวงพ่อโต
Apr 28, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
iPhone se 2020 หรือ iPhone se 2 เป็นมือถือไอโฟนอีกหนึ่งรุ่นที่จัดอยู่ในหมวดสร้างความฮือฮาได้ไม่น้อยตอนเปิดตัว เนื่องด้วยราคาที่ถูกจนต้องร้องว้าวเมื่อเทียบกับบรรดาไอโฟนรุ่นพี่หรือรุ่นน้องที่ออกตามกันมาทั้งหลายแหล่ แม้ว่าหลังจากมีรุ่นน้องที่ออกตามเจ้ารุ่นนี้มาติด ๆ แต่เจ้ารุ่นพี่เล็กพริกขี้หนูก็ยังครองความคุ้มค่าไม่เปลี่ยน วันนี้เราเลยอยากพาเพื่อน ๆ มาเจาะลึกเจ้า iPhone se 2020 กันดีกว่าว่าของเขาดีจริงไหม สเปกคุ้มค่ากับราคาหรือเปล่า ซื้อแล้วคุ้มจริงไหม เราไม่รั้งไว้ให้ทุกคนเสียเวลาแล้ว ไปตามอ่านกันเลยดีกว่าค่า
เจาะลึก iphone se 2020 ทุกซอกทุกมุม
ขอเริ่มต้นกันด้วยสเปกทั้งหมดของเจ้า iphone se 2020 หรือ iphone se 2 กันก่อนดีกว่าค่ะ ว่าภาพรวมเป็นยังไงกันบ้าง
สรุปสเปก iPhone se 2020
ขนาดเครื่อง: 138.4 x 67.3 x 7.3 มม.
น้ำหนัก: 148 g
หน้าจอ: Retina IPS LCD (750 x 1334 พิกเซล ขนาด 4.7 นิ้ว)
ระบบปฏิบัติการณ์: iOS ชิป Apple A13 Bionic
หน่วยความจำ: 64GB, 128GB, 256GB
แรม: 3GB
กล้อง: กล้องหน้า 7 MP, f/2.2
กล้องหลัง 12 MP, f/1.8 (wide)
สี: ดำ แดง ขาว
แบตเตอรี: 1821 มิลลิแอมป์ (Fast charging 18 วัตต์)
อื่น ๆ : ระบบ touch id กันน้ำและฝุ่นระดับ IP67
ส่องดีไซน์ iPhone se 2020
ต้องบอกว่าดีไซน์ของ iPhone se 2020 มีความละม้ายคล้ายคลึงกับ iPhone 8 ชนิดที่เหมือนฝาแฝดคลอดออกมาจากท้องเดียวกัน พิสูจน์ได้จากการใช้เคสชนิดเดียวกันได้แบบเป๊ะ ๆ ชนิดจับวาง มาในขนาด 138.4 x 67.3 x 7.3 มม. น้ำหนัก 148 กรัม หน้าจอกว้าง 4.7 นิ้ว ดีไซน์กระจกและอะลูมิเนียมให้ความรู้สึกพรีเมียม เรื่องสีก็มีออปชันมาให้เลือกแบบกรุบกริบ นั่นก็คือสี ดำ ขาว และแดง
ถ้าเทียบกับเจ้ารุ่นน้องใหม่ล่าสุดอย่าง iPhone 12 ก็ถือว่าแตกต่างกันค่อนข้างเยอะโดยเฉพาะเรื่องของหน้าจอ สำหรับ iPhone 12 รุ่น mini หน้าจอจะกว้าง 5.4 นิ้ว ในขณะที่ขนาดของตัวเครื่องเล็กกว่าเจ้า iPhone se 2020 นิดหน่อย ซึ่งน่าจะตอบโจทย์คนที่อยากได้ขนาดเครื่องไม่ใหญ่มากแต่หน้าจอกว้างสะใจ
แต่ถ้าใครยังโหยหา Touch id ก็คงต้องมองเป็นตัวเลือก iPhone se 2020 ไป เพราะ iPhone 12 เป็นแบบ face id ทั้งหมด
กล้อง iPhone se 2020 เป็นยังไง คุ้มราคาไหม
เชื่อว่าเวลาหลาย ๆ คนเลือกซื้อมือถือใหม่ สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงเป็นอันดับต้น ๆ ก็น่าจะหนีไม่พ้นเรื่องกล้อง ยุคนี้กล้องมือถือก็ต้องพร้อมออกศึก ถ่ายรูปความประทับใจ ถ่ายลงโซเชียล ถ่ายไอจีสตอรีปัง ๆ สำหรับเจ้า iphone se 2020 นั้นมาพร้อมกล้องหน้า 7 MP f/2.2 และ กล้องหลัง 12 MP f/1.8
สามารถถ่ายได้ทั้งแบบโหมดถ่ายรูปธรรมดาและโหมดถ่ายรูปบุคคล (หน้าชัดหลังเบลอ) ซึ่งต้องบอกก่อนว่าโหมดถ่ายรูปบุคคลหรือโหมด Portrait ของ iphone se 2020 จะสามารถถ่ายได้เฉพาะคนเท่านั้น ซึ่งจะไม่เหมือนกับ iphone XR หรือรุ่นหลัง ๆ ที่สามารถถ่ายวัตถุอย่างอื่นได้ด้วย
ถ้าให้มองในภาพรวม ถือว่าการทำงานของกล้องยังถือว่าทำได้ดี แม้ว่าจะเป็นกล้องที่มีเลนส์หลังเดี่ยว ต่างกับน้องใหม่ ๆ ที่ออกมาซึ่งเริ่มจะมีหลายเลนส์มากขึ้น แต่ก็สามารถถ่ายรูปในระดับที่น่าพึงพอใจ
สเปกเครื่อง iPhone se 2020
ขยับเข้ามาดูที่ตัวสเปกของเจ้า iPhone se 2020 กันบ้างดีกว่า iPhone se มาพร้อมชิป Apple A13 Bionic ที่เป็นชิปเหมือนใน iPhone 11 iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max เลย จึงค่อนข้างหายห่วงในเรื่องของความแรงและก็ยังสามารถใช้ต่อได้ต่อไปได้ยาว ๆ
สำหรับหน่วยความจำของ iPhone se 2020 มีให้เลือกตั้งแต่ 64GB 128GB และ 256GB ในระดับแรม 3GB เท่ากัน
นอกจากนี้ยังรองรับระบบ WiFi 6 80MHz ที่ช่วยให้รับ wifi ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น
เพราะฉะนั้นถือได้ว่าสเปกของ iPhone se 2020 ถือว่าค่อนข้างครบ พร้อมใช้งานไม่ว่าจะเป็นการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันหรือจะเล่นเกม
แบตเตอรี iPhone se 2020
iPhone se 2020 หรือ iPhone se 2 มาพร้อมกับแบตเตอรี 1821 มิลลิแอมป์ ตามสเปกระบุว่าสามารถใช้ดูวิดีโอได้ 13 ชั่วโมง เล่นคลิปผ่านสตรีมมิงต่าง ๆ ได้ประมาณ 8 ชั่วโมง ซึ่งใช้ได้ระดับเดียวกับ iphone 8 แต่ด้วยตัวชิปที่เป็นชิป A13 ชิปใหม่ อาจจะกินแบตมากกว่า iPhone 8 ที่ยังใช้ชิปรุ่นที่เก่ากว่าเล็กน้อย
ฟีเจอร์อื่น ๆ ที่น่าสนใจของ iPhone se 2020
ฟีเจอร์หนึ่งที่อาจจะเป็นเหตุผลให้บางคนสนใจเจ้า iphone se 2020 คือ touch id หรือระบบแตะสัมผัสเพื่อปลดล็อกด้วยนิ้วมือ เนื่องจากรุ่นน้อง iPhone ที่ตามมาจะเปลี่ยนเป็นการปลดล็อกโดยใช้ face id หมดแล้ว ใครที่ยังแอบคิดถึงปุ่มโฮมกับการใช้นิ้วแตะสัมผัส ก็ถือว่า iphone se 2020 เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
นอกจากฟีเจอร์นี้แล้ว iPhone se 2020 ก็ถือว่ามีฟีเจอร์อื่น ๆ ที่ไม่น้อยหน้ารุ่นไหนเลย เรื่องกันน้ำและกันฝุ่น รุ่นนี้ก็มีรองรับการกันน้ำและฝุ่นละอองตามมาตรฐาน IP67 ซึ่งรองรับการตกน้ำลึกระดับ 1 เมตรเป็นเวลา 30 นาที
iPhone se 2020 VS iPhone XR VS iPhone 11 VS iPhone 12 ตัวไหนดี
iPhone se 2020 VS iPhone XR
ความแตกต่างหลัก ๆ ของ iPhone se 2020 และ iPhone XR คือหน้าจอ iPhone XR จะมีขนาดหน้าจอ 6.1 ไม่มีปุ่มโฮม มีความละเอียดและความคมชัดสูงกว่า แต่ถ้ามองในเรื่องของชิปประมวลผล iPhone se 2020 ใช้ชิป A13 ซึ่งเป็นชิปที่ใหม่กว่าชิปของ iPhone XR
iPhone se 2020 (64 GB) เริ่มต้นที่ 14,900 บาท
iPhone XR (64 GB) เริ่มต้นที่ 18,400 บาท
iPhone se 2020 VS iPhone 11
หากเปรียบเทียบเจ้า iPhone รุ่นนี้กับ iPhone 11 ในด้านดีไซน์ สิ่งที่แตกต่างหลัก ๆ เลยก็จะมีแค่เรื่องไซส์และน้ำหนักที่ใหญ่ขึ้นเล็กน้อยรวมถึงหน้าจอของ iPhone 11 ที่กว้างขึ้นและไม่มีปุ่มโฮมแล้ว อีกส่วนหนึ่งคือตัวกล้องหลังที่จะเป็นกล้องเลนส์คู่ Ultra wide และ wide
อีกหนึ่งส่วนที่ต่างกันคือขนาดของแบตเตอรีและแรม iPhone 11 ให้แบตมาทั้งหมด 3110 มิลลิแอมป์ ในขณะที่ iPhone se 2020 มีขนาดแบตเตอรี 1821 มิลลิแอมป์ ในส่วนแรม iPhone 11 มีแรม 4 GB ในขณะที่ iPhone SE 2020 เป็นแรม 3 GB
iPhone se 2020 (64 GB) เริ่มต้นที่ 14,900 บาท
iPhone 11 (64 GB) เริ่มต้นที่ 22,100 บาท
iPhone se 2020 VS iPhone 12
ความต่างแรกแน่นอนว่าหนีไม่พ้นหน้าจอ โดยหน้าจอ iPhone 12 รุ่น mini เริ่มต้น 5.4 นิ้ว นอกจากนี้ก็มีเรื่องกล้องที่ iPhone 12 จะให้มาทั้งหมดสามเลนส์ ถ้าเป็นรุ่น iPhone 12 pro และ iPhone 12 pro max ก็จะมีเลนส์พิเศษเพิ่มขึ้น แต่แน่นอนว่าราคาก็จะสูงขึ้นไปด้วย
ถ้างบค่อนข้างจำกัด iPhone se 2020 อาจจะเหมาะกว่า
iPhone se 2020 (64 GB) เริ่มต้นที่ 14,900 บาท
iPhone 12 (64 GB) เริ่มต้นที่ 25,900 บาท
สรุป iPhone se 2020 น่าซื้อหรือไม่ เหมาะกับใคร
หากถามว่า iPhone se 2020 นั้นน่าซื้อหรือไม่ในปี 2021 นี้ คงต้องบอกว่าขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่ารู้สึกพอใจกับฟีเจอร์และฟังก์ชันที่ให้มาในราคาย่อมเยาว์กว่ารุ่นอื่นหรือไม่ ถ้าอยากจะให้ลงรายละเอียดมากขึ้นว่ารุ่นนี้เหมาะกับใคร คงต้องบอกว่าเหมาะกับคนที่มองหามือถือที่ขนาดไม่ใหญ่ มีฟังก์ชันครบพร้อมใช้งานในทุกด้านชนิดไม่น้อยหน้าใครในงบเริ่มต้น 14,900 บาท
ถ้าใครสนใจอยากซื้อ iPhone se 2020 หรือ iPhone รุ่นอื่น ๆ สามารถแวะมาซื้อ iPhone มือสองและสมาร์ตโฟนหลากหลายยี่ห้อได้ที่ kaidee
Mar 9, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
เข้าสู่รัชสมัยเทคโนโลยี 5G ทั้งที จะเห็นได้ว่าเทรนด์และคอนเทนท์ต่างๆ หมุนเวียนเปลี่ยนไปไวด้วยปลายนิ้ว โทรศัพท์กลายมาเป็น 1 ในปัจจัย 5 ของเรามากขึ้น หลายๆ อย่างในชีวิตเรา ถูกขับเคลื่อนด้วยมือถือ ทั้ง Application และ Function ต่างๆ ที่เชื่อมโยงและช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้นกว่าเดิม
ยิ่งโดยเฉพาะฟังก์ชัน “กล้องถ่ายภาพ” ที่ช่วงหลัง บริษัทมือถือแต่ละค่ายแข่งกันพัฒนากันสุดชีวิต ชูเรื่องประสิทธิภาพกล้องเป็นจุดขายสำคัญ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งาน ให้สะดวกมากยิ่งขึ้น วันนี้เราเลยจะพาไปดู 5 มือถือสุดเทพ 5 ค่าย ที่ถ่ายรูปดีประจำปี 2021
5 มือถือถ่ายรูปสวย ราคาดี!
อย่างที่บอกไปว่าฟังก์ชันของโทรศัพท์สมัยนี้ไปไกลกว่าที่คุณคิด มือถือเดี๋ยวนี้ถ่ายรูปได้สวยไม่แพ้กล้องถ่ายภาพ แถมตัวเครื่องยังเบา ใส่กระเป๋าไปไหนสะดวก ง่ายต่อการพกพา ถ่ายได้ทั้งหน้าชัดหลังเบลอ ทั้งยังใช้ได้ดีในที่มืด จะมีรุ่นไหนดี รุ่นไหนดัง ไปดูกันค่ะ
1. Huawei Mate 40 Pro+
หากพูดถึงมือถือที่โดดเด่นด้วยกล้องถ่ายรูปประสิทธิภาพเยี่ยมแล้ว จะไม่พูดถึง “หัวเหว่ย” คงเหมือนขาดอะไรไป อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่าค่ายนี้ ชูจุดขายเรื่องกล้องถ่ายรูปเสมอมา ด้วยการผสานความแข็งแกร่งทั้งตัวกล้องและเลนส์ให้เป็นแบบเดียวกับ Leica ยิ่งทำให้หลายคนจับตามอง
ความเจ๋งของ Huawei Mate 40 Pro+ รุ่นนี้ คือมาพร้อมกล้องหลักอันทรงพลัง ให้ความละเอียดมากถึง 50 MP อัดแน่นด้วยขนาดเซ็นเซอร์ 1/1.28 นิ้ว รูรับแสง f/1.9 รวมถึงระบบกันสั่นให้คุณได้ภาพคมชัดในทุกสถานการณ์ ทั้งยังให้คุณสนุกกับการบันทึกวิดีโอคุณภาพสูง 4K
จากสเปคขั้นเทพเหล่านั้น ทำให้ภาพถ่ายจากมือถือรุ่นนี้มีสีสันสดใส ให้สมดุลแสงได้ดี ทั้งในที่แสงมากและแสงน้อย ตลอดจนมุมกล้องกว้าง หรือจะซูมก็เข้าถึงใจ โฟกัสเฉียบคม ให้ Noise ที่ต่ำ และด้วยประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมทั้งหมด จึงไม่แปลกใจที่ Huawei รุ่นนี้จะครองตำแหน่งมือถือถ่ายรูปยอดเยี่ยมอันดับต้นๆ ของปี 2021
ราคาเริ่มต้น : 35,000 บาท
2. iPhone 12 Pro Max
พูดถึงฝั่งแอนดรอยด์ไปแล้ว ตัดสลับข้ามมาที่ฝั่ง IOS กันบ้าง ถึง Apple จะเปิดตัว iPhone 12 ไปเมื่อปลายปีที่แล้วก็ตาม แต่ในปีศักราช 2021 นี้ ไอโฟนก็ยังเป็นที่จับตามองและอยู่ในมือถือที่มียอดขายอันดับต้นๆ เสมอ โดยเฉพาะ “ระบบกล้องระดับโปร” ที่ทางแอปเปิ้ลภูมิใจเสนอในรุ่น iPhone 12 Pro Max
เริ่มด้วยระบบกล้องหลักที่ให้ความละเอียด 12 MP มาพร้อมกล้องอัลตร้าไวด์, ไวด์ และเทเลโฟโต้ ซูมได้มากถึง 12 เท่า (รูรับแสงขนาดต่ำสุด 1.6) ให้คุณสนุกได้ทุกระยะแบบไร้ขีดจำกัด ทั้งยังโดดเด่นด้วยภาพถ่ายบุคคลในตอนกลางคืนในระบบ LiDAR หน้าชัดหลังเบลอ ป้องกันภาพสั่นไหวคู่แบบออปติคอล
แม้โดยรวมสเปคกล้อง iPhone 12 Pro Max จะไม่ต่างจากรุ่นเดิม แต่ด้วยความที่กล้องของแอปเปิ้ลที่เทพแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว จุดเด่นหลักๆ คงเป็นเรื่องการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอที่ดีขึ้น ถ่ายภาพพรอดเทรตได้สนุกขึ้น ในสีสันที่ธรรมชาติ ให้คุณเอาภาพที่ได้ไปปรับแต่งได้ง่ายขึ้น
ราคาเริ่มต้น : 36,000 บาท
3. Samsung Galaxy S21 Ultra 5G
“เกินคาดในทุกๆ ด้าน” คือคอนเซปต์หลักของ Samsung Galaxy S21 Ultra มือถือตัวท็อปของค่ายซัมซุงประจำปี 2021 เรียกได้ว่าตีคู่สูสีมากับ iPhone 12 Pro Max ด้วยสเปคขั้นเทพที่ใกล้เคียงกัน ทั้งยังมาพร้อมปากกา S Pen ให้คุณใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลา ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้มากขึ้น
ส่วนคุณภาพกล้องไม่ต้องพูดถึง เพราะทางแบรนด์ให้มาแบบจัดเต็ม “คมชัดเหนือโรงภาพยนตร์” ให้ความละเอียดสูงสูดถึง 108 MP – Wide Angle นับเป็นความละเอียดสูงสุดที่สมาร์ตโฟนในยุคนี้มี ที่สำคัญยังถ่ายวิดีโอได้ถึง 8K และมีระบบป้องกันการสั่นไหวชั้นเลิศด้วย AI
ด้วยคุณสมบัติครอบจักรวาลและกล้องสุดปังแบบนี้ ทำให้ Reviewer หลายคน ต่างพากันยกให้ว่าเป็นมือถือที่ตอบโจทย์ “สายคอนเทนท์” ที่ดี มีทั้งปากกา S Pen ให้คุณใช้งานได้สะดวก ตัดต่อง่าย แต่งรูปได้ไว ไหนจะกล้องที่ให้คุณมาครบครันทุกระยะ ชัดทุกอณู ถ่ายคลิปก็สวย ทำให้รุ่นนี้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ
ราคาเริ่มต้น : 33,000 บาท
4. Xiaomi Mi 10 Ultra
มาที่อีกหนึ่งค่ายซึ่งน่าจับตามองไม่แพ้กัน หลังๆ จะเห็นได้ว่า Xiaomi เริ่มครองตลาดสมาร์ทโฟนในไทยมากขึ้น ด้วยราคาที่ไม่แรง จับต้องง่าย แต่อัดแน่นด้วยสเปคที่ครบครัน ที่สำคัญฟังก์ชันเรื่องกล้องก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ามือถือตัวท็อปของค่ายอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย
ด้วยกล้อง 4 ตัวหลัก ซึ่งให้ความละเอียดสูงสูด 48 MP มาครบทั้งระยะ Ultrawide และ Portrait มีรูรับแสงขนาด ƒ/1.9 ทั้งยังมาพร้อมระบบกันสั่น Electronic Image Stabilization (EIS) และป้องกันภาพสั่นไหวแบบออปติคอล (OIS) ซูมได้มากถึง 120 เท่า อยู่ไกลแค่ไหนก็ใกล้กัน นอกจากนี้ยังบันทึกวิดีโอได้ถึงระดับ 8K, 24 เฟรมต่อวินาที
จะเห็นได้ว่า ผลลัพธ์ของภาพที่ได้จาก Xiaomi Mi 10 Ultra เทียบชั้นได้สบายๆ กับมือถือหลายค่ายดัง ทั้งความอิ่มสีที่สวยงาม ระยะ Wide ที่เก็บได้กว้างกว่า ไปจนถึงความหน้าชัดหลังเบลอที่ตัดขอบได้คมชัด สวยงามแบบไม่หลอกตา ไหนจะถ่ายได้ยอดเยี่ยมในที่แสงน้อย ให้ความสว่างที่สวยงาม แบบไม่ต้องกังวลว่า Noise จะขึ้น
ราคาเริ่มต้น : 26,000 บาท
5. Vivo X50 Pro+
ปิดท้ายด้วยค่าย Vivo น้องใหม่ในตลาด ที่หลังๆ ทำกระแสได้ดีอยู่ไม่น้อย ด้วยราคาที่เข้าถึงง่าย ในสเปคที่เข้าถึงได้ทุกคน โดยเฉพาะตัว Vivo X50 Pro+ ที่ออกมาล่าสุด ถือเป็นหนึ่งในเรือธงของวีโว่ที่ตั้งใจมาตีตลาดมือถือระดับบนเลยทีเดียว
ฟังก์ชันที่โดดเด่นของรุ่นนี้ คือกล้องหลักที่ให้มาถึง 4 ตัว พร้อมความละเอียดสูงสุด 50 MP ทั้งยังซูมได้มากถึง 60 เท่า ให้คุณเข้าถึงทุกมิติ ตลอดจนใช้เทคโนโลยีพิเศษ Gimbal ควบคู่กับ AI ช่วยลดการสั่นไหวของภาพได้ดีเยี่ยม ให้คุณหมดกังวล และมั่นใจได้ว่าภาพนิ่งและวิดีโอจะคมชัดอย่างเหนือระดับ
ที่สำคัญตัวนี้ยังมาพร้อมฟีเจอร์ Focus Tracking ช่วยให้คุณถ่ายภาพได้ดี ในที่แสงน้อย มั่นใจได้กับทุกจังหวะแบบไม่ต้องกังวลการสั่นไหว มาพร้อมตัวช่วยพิเศษ Super Night Mode และ Astro Mode ให้คุณสนุกและเพลิดเพลินกับการถ่ายรูปสไตล์ไนต์ไลฟ์มากยิ่งขึ้น
ราคาเริ่มต้น : 25,000 บาท
สรุปท้ายบทความ
มือถือทั้ง 5 รุ่นที่แนะนำไปนั้น ราคาค่อนข้างสูงอยู่พอสมควร อยู่ในระดับหลักสองหมื่นขึ้นไป แต่อย่างที่เราบอกเล่าไป แต่ละเครื่องเป็นโทรศัพท์รุ่นท็อปของแต่ละค่ายในปี 2021 ฉะนั้นฟังก์ชันโดยรวมทั้งหมด ก็การันตีได้ประมาณหนึ่งว่า มือถือเหล่านั้นถูกพัฒนาและทำให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น
โดยเฉพาะฟังก์ชันเรื่อง “กล้องถ่ายภาพ ” ที่แต่ละแบรนด์ทำได้ยอดเยี่ยม แตกต่างกันบ้างในรายละเอียด การหมุนเร็วของโลกและการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี ทำให้ทุกวันนี้คุณพกแค่มือถือเครื่องเดียว ก็สร้างคอนเทนท์ดีๆ ได้มากมาย ตอบโจทย์คนชอบถ่ายรูปที่รักความสะดวก
ใครมีกำลังทรัพย์แค่ไหน สนใจตัวไหนก็จับจองกันได้ตามสะดวกเลย!
Nov 27, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
อยากได้มือถือราคาไม่เกิน 7,000 บาทสักเครื่อง? บอกเลยว่าง่ายนิดเดียว! ในยุคปัจจุบัน สมาร์ตโฟนที่ราคาอยู่ในงบประมาณนี้มีให้เลือกหลายรุ่นมาก แต่ยิ่งมีให้เลือกเยอะ ก็อาจยิ่งสับสนไม่รู้จะเลือกอะไร
ถ้าคุณกำลังมองหาตัวเลือกที่น่าสนใจอยู่ วันนี้เรารวบรวม 10 รุ่นมือถือราคาไม่เกิน 7,000 บาทมาไว้ให้ในบทความนี้แล้ว รายละเอียดแน่น สเปกครบครัน เข้ามาอ่านที่นี่ที่เดียวรู้เรื่อง!
OPPO A31
สมาร์ตโฟนที่กำลังมาแรง หน้าจอ 6.5 นิ้ว ชัดเต็มตา! ตัวเครื่องดีไซน์ออกมาได้อย่างสวยงาม ผิวสัมผัสดุจเซรามิก เน้นความวาววับล้อแสง มีสองสีให้เลือกคือ Fantasic White ที่ไล่เฉดจากขาวไปฟ้า ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากกระเบื้องเคลือบของ Ru Ware และสี Mystery Black
ด้านฟีเจอร์ก็ครบเครื่อง โดดเด่นด้วยกล้องหลัง 3 เลนส์ (Triple Camera) ที่พ่วงเทคโนโลยี AI ช่วยให้ถ่ายภาพสวยและสนุกขึ้นหลายเท่า มีโหมดต่าง ๆ ให้เล่นมากมาย อาทิ AI Beauty และ Dazzle Color
แบตเตอรี่เองก็อึดไม่เป็นสองรองใคร มีขนาดความจุถึง 4,320 mAh เพียงพอต่อการใช้งาน
ส่วนระบบปฏิบัติการของ OPPO A31 จะเป็น Android 9 ที่ครอบด้วย ColorOS 6.1.2 เวอร์ชันล่าสุดที่ปรับปรุงให้ใช้งานง่ายขึ้น มีหน่วยความจำภายในเครื่อง 128 GB หน่วยความจำแรม 4GB พร้อมทั้งรองรับการใช้งาน 2 ซิม
ราคา 6,490 บาท
สเปกสำคัญ
ขนาดตัวเครื่อง 163.9 x 75.5 x 8.3 มม. น้ำหนัก 180 กรัม หน้าจอ 6.5 นิ้ว ความละเอียด 1600 x 720 พิกเซล สี Fantastic White และ Mystery Black ระบบปฏิบัติการ ColorOS 6.1.2 บน Android 9 หน่วยประมวลผล (CPU) MT6765V/CB และหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) IMG GE8320 หน่วยความจำแรม (RAM) 4GB/ 6GB หน่วยความจำภายใน (ROM) 64GB/ 128GB ความจุแบตเตอรี่ 4,230 mAh กล้องหลัง 3 เลนส์ (Triple Camera) 12(f/2.8)+ 2(Depth – f/2.4) + 2(Marco – f/2.4) ล้านพิกเซล กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล (f/2.0)
Huawei Y9 (2019)
สมาร์ตโฟนรุ่นปรับปรุงเพิ่มฟีเจอร์เสริมทัพให้น่าใช้กว่าเดิม! ตัวเครื่องเป็นอลูมิเนียม ไล่เฉดสีและมีประกายแวววาวสวยงามดึงดูดสายตา มีให้เลือก 3 สี คือ Midnight Black, Sapphire Blue และ Aurora Purple
หน้าจอ Huawei Ultra Fullview 6.5 นิ้ว จะเล่นเกมหรือดูหนังก็ตื่นตาเต็มอิ่ม กล้องหน้าคู่ (Dual Camera) ความละเอียด 16 + 2 ล้านพิกเซล และกล้องหลังคู่ (Dual Camera) 13 + 2 ล้านพิกเซล แถมมีเทคโนโลยี AI ช่วยให้ถ่ายรูปออกมาสวยยิ่งขึ้น
ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ Android 8.1 พร้อมชิปประมวลผล Hisilicon Kirin 710 Octa-core ให้เครื่องเร็ว แรง และทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ราคา 6,990 บาท
สเปกสำคัญ
ขนาด 162.4 x 77.1 x 8.1 มิลลิเมตร น้ำหนัก 173 กรัม สี Midnight Black, Sapphire Blue, และ Aurora Purple จอแสดงผลไร้ขอบ (Huawei Ultra Fullview) กว้าง 6.59 นิ้ว ความละเอียด 2340 × 1080 พิกเซล กล้องคู่หน้า (Dual Camera) 13(f/1.8) + 2(f/2.4) ล้านพิกเซล กล้องคู่หลัง (Dual Camera) 16(f/2.0) + 2(f/2.4) ล้านพิกเซล หน่วยประมวลผล (CPU) Hisilicon Kirin 710 Octa-core และหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G51 MP4 หน่วยความจำแรม (RAM) 4GB หน่วยความจำภายในเครื่อง (ROM) 64GB (รองรับ MicroSD สูงสุด 400 GB) ความจุแบตเตอรี่ 4,000 mAh เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Sensor)
Vivo V30
ใครมองหาสมาร์ตโฟนจอใหญ่ แบตทนถึงใจ Vivo V30 ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มาก! สมาร์ตโฟนรุ่นนี้เน้นสไตล์โฉบเฉี่ยวทันสมัย ใช้สีแบบ Dazzling 3D Color ให้ความรู้สึกหรูหรา
มาพร้อมหน้าจอไร้ขอบแบบ Ultra O Screen กล้องหลังสี่ตัว (Quad Camera) 13 + 8 + 2 + 2 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล เหมาะกับคนชอบถ่ายรูป รับรองว่าถ่ายเพลิน ได้คุณภาพรูปเกินราคา
จุดขายอีกอย่างของเจ้าสมาร์ตโฟนรุ่นนี้คือแบตอึดได้ใจ ความจุจัดเต็มแซงหน้าเพื่อนด้วยปริมาณถึง 5,000 mAh ใช้กันแบบมาราธอน ไม่ง้อ Powerbank เลย
สเปกสำคัญ
ขนาด 162.04 × 76.46 × 9.11 มม. น้ำหนัก 197 กรัม หน้าจอ 6.47 นิ้ว ความละเอียด 720 x 1560 พิกเซล สี White, Blue หน่วยประมวลผล (CPU) Mediatek MTK6765 Octa Core และหน่วยประมวลผลกราฟิก(GPU) PowerVR GE8320 หน่วยความจำแรม (RAM) 4 GB หน่วยความจำภายในเครื่อง (ROM) 128 GB (รองรับ microSD สูงสุด 256 GB) ความจุแบตเตอรี่ 5,000 mAh กล้องหลังสี่ (Quad Camera) 13(f/2.2) + 8 (Ultrawide – f/2.2) + 2 (Macro – f/2.4) + 2 (Depth – f/2.4) ล้านพิกเซล กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล (f/2.05) ระบบสแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Sensor)
ราคา 6,999 บาท
Xiaomi Redmi Note 9
มีตัวเดียวครบจบทุกอย่าง! สมาร์ตโฟนรุ่นฮอตตัวล่ามาแรงจาก Xiaomi สเปกจัดเต็มไม่เกรงใจคู่แข่ง ภายนอกดีไซน์ให้สมส่วน เรียบหรูดูดี เคลือบสาร Splash-Proof Nano Coating หรือสารกันละอองน้ำไว้กันน้ำเบา ๆ เช่น ฝนสาด มีสี Forest Green, Polar White และ Midnight Grey
หน้าจอเป็น Full HD ขนาด 6.53 นิ้ว และให้แบตความจุสูงถึง 5,020 mAh
กล้องก็เป็นอีกฟีเจอร์หนึ่งที่โดดเด่น กล้องหลังมีทั้งหมด 4 ตัว 48 + 8 (Ultrawide) + 2 (Macro) + 2 (Depth) ล้านพิกเซล พร้อมโหมดช่วยถ่ายภาพมากมาย
ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ MIUI 11.0.1 ที่มีพื้นฐานบน Android 10 ความเร็วถือว่าสามารถใช้งานได้สบาย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะถ่ายรูป เล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง และอีกมากมาย
สเปกสำคัญ
ขนาด 162.3 × 77.2 × 8.9 มม. น้ำหนัก 199 กรัม หน้าจอ DotDisPlay ขนาด 6.53 นิ้ว Full HD สี Forest Green, Polar White, Midnight Gray ระบบปฏิบัติการ MIUI 11 บน Android 10 หน่วยประมวลผล Mediatek Helio G85 Octa Core และหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G52 หน่วยความจำ (RAM) 3/4GB หน่วยความจำภายในเครื่อง (ROM) 64/128GB (รองรับ MicroSD) ความจุแบตเตอรี่ 5,020 mAh กล้องหลัง 48 (f/1.79) + 8 (Ultrawide – f/2.2) + 2 (Macro – f/2.4) + 2 (Depth – f/2.4) ล้านพิกเซล กล้องหน้า 13 ล้านพิกเซล (f/2.25)
ราคา 6,499 บาท
Samsung Galaxy M30
อีกหนึ่งมือถือราคาไม่เกิน 7,000 บาทสุดคุ้มค่า! โดดเด่นด้วยหน้าจอไร้ขอบ Infinity-U ขนาด 6.4 นิ้ว เครื่องเบา พกง่าย ฝาหลังดีไซน์เป็นสีไล่เฉดให้ดูดีมีสไตล์
กล้องหลังจัดเต็มถึง 3 เลนส์ 13 + 5 + 5 ล้านพิกเซล ความพิเศษอยู่ตรงที่เลนส์ Ultra Wide ที่กว้างถึง 123 องศา นอกจากนี้ยังมีกล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล
ความแรงและเร็วก็ไม่เป็นสองรองใคร มาพร้อมหน่วยความจำแรมสูงสุด 6GB และหน่วยความจำภายในเครื่อง 128 GB สามารถใช้งานได้สบาย ๆ ในชีวิตประจำวัน
สเปกสำคัญ
ขนาด 159 x 75.1 x 8.5 มม. น้ำหนัก 174 กรัม หน้าจอ Super AMOLED Infinity-U ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด 2340 x 1080 พิกเซล สี Black, Blue ระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo ครอบด้วย Samsung Experience 9.5 UX หน่วยประมวลผล (CPU) Octa-Core Exynos 7904 และหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G71 MP2 หน่วยความจำแรม (RAM) 4GB / 6GB หน่วยความจำภายใน (ROM) 64GB / 128GB (รองรับ microSD สูงสุดที่ 512GB) ความจุแบตเตอรี่ 5,000 mAh กล้องหลัง 3 เลนส์ (Triple Camera) 13(f/1.9) + 5(f/2.2) + 5(f/2.2) ล้านพิกเซล พร้อมเลนส์ Ultra Wide 123 องศา กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล (f/2.0)
ราคา 6,990 บาท
Wiko View3 Pro
ข้ามมาดูสมาร์ตโฟนสเปกแรงราคาย่อมเยาจากค่าย Wiko กันบ้างดีกว่า สำหรับรุ่นนี้มาพร้อมหน้าจอกว้าง 6.3 นิ้วรูปทรงหยดน้ำ (Water Drop Display) ความละเอียด Full HD
ตัวเครื่องใช้กระจกครอบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ดีไซน์สวยงามตามแบบฉบับกระจกสะท้อนแสง กรอบโค้งมนหยิบจับถนัดและดูพรีเมียมขึ้น
กล้องหลังก็ให้มาสามเลนส์ไม่น้อยหน้าใคร ความละเอียด 12 + 13 + 5 ล้านพิกเซล โดยมีเลนส์มุมกว้างที่ถ่ายได้กว้างถึง 120 องศา ด้วย เหมาะกับสาวกถ่าย Landscape เป็นอย่างยิ่ง
เรื่องประสิทธิภาพของเครื่องก็ถือว่าคุ้มราคา ได้หน่วยความจำแรม 4 GB เพียงพอต่อการใช้งานแน่นอน แถมยังมีฟีเจอร์ชาร์จเร็วอีกด้วย
สเปกสำคัญ
ขนาด 159.5 × 75 × 8.1 มม. น้ำหนัก 184 กรัม หน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด 2340 x 1080 พิกเซล สี Nightfall (Anthracite Blue/Gold), Ocean (Deep Bleen) ระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie หน่วยประมวลผล (CPU) Mediatek MT6771 Helio P60 และหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mail G71 หน่วยความจำแรม (RAM) 4GB หน่วยความจำภายใน (ROM) 64GB ความจุแบตเตอรี่ 4,000 mAh กล้องหลัง 3 เลนส์ (Triple Camera) 12 + 13 + 5 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล (f/2.0) ระบบปลดล็อกด้วยใบหน้าและสแกนลายนิ้วมือ (Face Detection and Fingerprint Sensor)
ราคา 6,490 บาท
OPPO A53
OPPO A53 ถือเป็นมือถือราคาไม่เกิน 7,000 บาทอีกรุ่นที่น่าสนใจมาก เหมาะกับคนที่มองหาสมาร์ตโฟนราคาเบา ๆ หน้าจอใหญ่และแบตอึด! เพราะเจ้า OPPO รุ่นนี้มาพร้อมหน้าจอใหญ่สะใจถึง 6.5 นิ้ว หน้าจอขอบบางเฉียบแบบมีรูสำหรับกล้องหน้า
กล้องหลังก็จัดให้ 3 เลนส์ (Triple Camera) 13 + 2 + 2 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 16 ล้านพิกเซลพร้อมเทคโนโลยี AI ช่วยในการถ่ายภาพ
บอกเลยว่ารุ่นนี้เกิดมาเอาใจคนที่ชอบเล่นโทรศัพท์แบบมาราธอนและไม่ชอบพก Power Bank เพราะทาง OPPO จัดเต็มความจุแบตเตอรี่ 5,000 mAh ให้ใช้ได้ทั้งวันไม่ต้องกลัวแบตหมด
สเปกสำคัญ
ขนาด 163.9 × 75.1 × 8.4 มม. น้ำหนัก 186 กรัม หน้าจอขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด 720 x 1600 พิกเซล สี Electric Black, Fancy Blue ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบด้วย Color OS 7.2 หน่วยประมวลผล(CPU) Qualcomm Snapdragon 460 Octa Core และหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 610 หน่วยความจำแรม (RAM) 4GB หน่วยความจำภายใน (ROM) 64GB ความจุแบตเตอรี่ 5,000 mAh กล้องหลัง (Triple Camera) 13(f/2.2) + 2 (Marco-f/2.4) + 2 (Bokeh-f/2.4) กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล ระบบสแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Sensor)
ราคา 5,499 บาท
Vivo Y19
เอาใจสาวก Vivo กันอีกสักรุ่นกับ Vivo Y19 สมาร์ตโฟนที่เป็นทุกอย่างให้คุณได้ในราคาคุ้ม ๆ ! เจ้ารุ่นนี้มาในดีไซน์โค้งมนแบบ 3D Micro Arc ไล่ระดับสีอย่างสวยงามและเป็นธรรมชาติ แถมหน้าจอก็กว้างสมใจ ขอบบางเฉียบ ขนาด 6.3 นิ้ว
ตัวกล้องก็อัดแน่นด้วยคุณภาพ กล้องหลัง 3 เลนส์ (Triple Camera) 16 + 8 + 2 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล ฟีเจอร์ AI ที่ให้มาก็ถือว่าหลากหลายและมีประโยชน์สุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นโหมด AI Face Beauty ช่วยปรับรูปให้สวยเป๊ะ Pose Master ช่วยแนะนำท่าโพส และ AI Makeup สำหรับคนที่อยู่ ๆ ก็อยากสวยแบบไม่ต้องแต่งหน้าเอง
บอกลา Powerbank ไปได้เลยเพราะรุ่นนี้มีความจุแบตเตอรี่ถึง 5,000 mAh แถมยังมีระบบ Dual- Engine Fast Charging ที่ช่วยให้ชาร์จแบตได้รวดเร็วทันใจ และ Reverse Charing ที่สามารถเปลี่ยนโทรศัพท์เราให้กลายเป็น Powerbank ได้
สเปกสำคัญ
ขนาด 62.15 × 76.47 × 8.89 มม. น้ำหนัก 193 กรัม หน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด 2340 x 1080 พิกเซล สี Black, White ระบบปฏิบัติการ Android 9.0 (Pie) ครอบด้วย Funtouch OS 9.2 หน่วยประมวลผล (CPU) Helio P65 Octa Core และหน่วยประมวลผลกราฟิก หน่วยความจำแรม (RAM) 6GB หน่วยความจำภายใน (ROM) 128GB ความจุแบตเตอรี่ 5,000 mAh ระบบชาร์จเร็ว (Dual-Engine Fast Charging) ระบบแบตเตอรี่สำรอง (Reverse Charging) กล้องหลัง 3 เลนส์ (Triple Camera) 16(Wide – f/1.8)+ 8(Ultra Wide – f/2.2) + 2(Macro – f/2.4) ล้านพิกเซล กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล (f/2.0)
ราคา 6,999 บาท
Realme pro 5
มือถือสี่กล้องสเปกจัดเต็มราคาดีที่สุด! ตัวเครื่องเน้นออกแบบให้มีความสวยงามและดูทันสมัย ด้านหลังมีลวดลายเป็นแบบ Holographic Diamond และไล่เฉดสีให้ดูมีมิติ ถือว่าดีไซน์โฉบเฉี่ยวน่าใช้มาก
กล้องหลังให้มาถึง 4 เลนส์ 48 + 8 + 2 + 2 ล้านพิกเซล ครอบคลุมทุกการใช้งาน โฟกัสแม่นยำรวดเร็วทันใจ จะถ่ายมุมกว้าง หน้าชัดหลังเบลอ หรือมาโครก็ทำได้ดั่งใจ
นอกจากนี้สเปกเครื่องก็ถือว่าแรงมากเมื่อเทียบกับสมาร์ตโฟนรุ่นอื่น ๆ ในระดับเดียวกัน จัดเต็มแรมสูงสุด 8 GB พร้อม CPU Qualcomm Snapdragon 712 Octa Core ที่พัฒนาให้เร็วกว่ารุ่นก่อนถึง 35% แถมด้วยเทคโนโลยี HyperBoost 2.0 ที่ช่วยดึงประสิทธิภาพเครื่องให้เล่นเกมลื่นไหลไม่มีสะดุด
สเปกสำคัญ
ขนาด 157 × 74.2 × 8.9 มม. น้ำหนัก 184 กรัม หน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด 1080 x 2340 พิกเซล สี Crystal Green, Sparkling Blue ระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ครอบด้วย Color OS 6.0 หน่วยประมวลผล(CPU) Qualcomm Snapdragon 712 Octa Core หน่วยความจำแรม (RAM) 4/8GB หน่วยความจำภายใน (ROM) 64/128GB (รองรับ microSD สูงสุด 256 GB) ความจุแบตเตอรี่ 4,035 mAh รองรับระบบชาร์จเร็ว VOOC 3.0 กล้องหลัง 4 เลนส์ (Quad Camera) 48(f/1.8) + 8 (Ultrawide-f/2.2) + 2 (Dedicated macro camera-f/2.4) + 2 (Depth-f/2.4) กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล (f/2.0) ระบบสแกนนิ้ว (Fingerprint Sensor)
ราคา 6,999 บาท
Xiaomi a3
สมาร์ตโฟนสำหรับคนงบจำกัดแต่อย่างจัดสเปกครบ ๆ! เครื่องขนาดพอดีมือ หน้าจอ 6.01 นิ้ว ขนาดกำลังดีเหมาะกับคนที่ไม่ได้มองหาหน้าจอใหญ่เว่อร์วัง แต่เน้นที่สเปกอย่างอื่นที่จัดเต็มสุด ๆ นอกจากนี้ยังมีระบบสแกนลายนิ้วมือฝังอยู่ในหน้าจอแล้วสำหรับคนที่อาจจะไม่ชอบสแกนใบหน้า
ระบบปฏิบัติการของรุ่นนี้จะเป็นแบบ Android เพียว ๆ เอาใจคนที่ไม่ชอบใช้แบบมีระบบอื่นมาครอบทับอีกที หน่วยความจำแรม 4 GB และหน่วยความจำภายในเครื่องสูงสุด 128 GB ถือว่าเป็นสเปกมาตรฐานคุ้มราคา
มาดูที่กล้องกันดีกว่า กล้องของรุ่นนี้ก็ถือว่าทำได้ดีเช่นเคย เป็นกล้องหลัง 3 เลนส์ (Triple Camera) 48 + 8 + 2 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 16 ล้านพิกเซลที่ทำงานร่วมกันเทคโนโลยี AI
สเปกสำคัญ
ขนาด 153.48 × 71.85 × 8.48 มม. น้ำหนัก 173.8 กรัม หน้าจอขนาด 6.01 นิ้ว ความละเอียด 1560 x 720 พิกเซล สี White, Gray, Blue ระบบปฏิบัติการ Android 9.0 (Pie); Android One หน่วยประมวลผล(CPU) Qualcomm Snapdragon 712 Octa Core หน่วยความจำแรม (RAM) 4GB หน่วยความจำภายใน (ROM) 64/128GB ความจุแบตเตอรี่ 4,030 mAh กล้องหลัง 3 เลนส์ (Triple Camera) 48(f/1.79) + 8 (Super wide-angle-f/2.2) + 2 (Depth) กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล (f/2.0) ระบบสแกนใบหน้าและลายนิ้วมือ (Face Detection and Fingerprint Sensor)
ราคา 6,999 บาท
สรุป
ต้องบอกเลยว่าสมัยนี้มือถือราคาไม่เกิน 7,000 บาทนั้นมีให้เลือกเยอะมาก และสำหรับ 10 รุ่นมือในงบประมาณดังกล่าวที่เราคัดมาให้วันนี้ก็ถือว่าสูสีกันทั้งราคาและสเปกเครื่อง เปรียบเทียบกับหมัดต่อหมัดได้ไม่ยาก แต่ในแต่ละรุ่นก็จะมีความต่างกันไปทั้งด้านดีไซน์และฟีเจอร์บางอย่าง
ใครที่กำลังมองหาฟีเจอร์ไหนเป็นพิเศษก็สามารถลองเปรียบเทียบและเลือกรุ่นที่ชอบที่สุดได้เลย ถ้าสนใจรุ่นไหนเป็นพิเศษหรืออยากหารุ่นอื่นเพิ่มเติม ก็แวะมาเลือกซื้อมือถือราคาไม่เกิน 7,000 บาทกันได้ที่ Kaidee เลยค่ะ มีให้เลือกเพียบ!