5 มอเตอร์ไซค์สีสันสดใส ที่จะทำให้ถนนสดชื่น

5 มอเตอร์ไซค์สีสันสดใส ที่จะทำให้ถนนสดชื่น

บนถนนแห่งนี้ มีรถอยู่เป็นร้อยล้านคัน จนหลายคนเจอปัญหารถติดยาวเป็นหางว่าว เป็นชั่วโมง หรือจะถนนเล็กซอยย่อยที่ซอกแซกไปมามากมายหลายเส้นในประเทศไทย ทำให้การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถสาธารณะอาจไม่ตอบโจทย์ต่อการใช้ชีวิตประจำวันแบบนี้ ในทางกลับกันก็มีคนอีกส่วนหนึ่งที่หันมาใช้ยานพาหนะที่เรารู้จักกันดีอย่าง มอเตอร์ไซค์ เพื่อเดินทางในชีวิตประจำวัน เพราะมอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะที่มีขนาดเล็กกะทัดรัดจนมีความสะดวกคล่องแคล่วในการไปยังสถานที่ต่าง ๆ ตามใจต้องการนั่นเอง และวันน้เราจะมาแนะนำ 5 รุ่น มอเตอร์ไซค์สีสันสดใส เอาใจวัยรุ่นกัน

5 รุ่น มอเตอร์ไซค์สีสันสดใส

ภาพของมอเตอร์ไซค์ในสายตาใครหลายคนก็คงเข้มขรึมมากกว่าสดใสใช่ไหมล่ะ ? แต่วันนี้เราจะมาแนะนำมอเตอร์ไซค์ 5 รุ่นที่จะพาความสดชื่นมาสู่ท้องถนน จะมีอะไรบ้างมาดูกัน

Honda Scoopy i Chupa Chups

ขอบคุณรูปจาก: aphonda.co.th

เริ่มต้นที่มอเตอร์ไซค์แบรนด์ดังอย่าง Honda ที่ผนวกกับ Chupa Chups แบรนด์ลูกอมอันเลื่องชื่อในวัยเด็กจนกลายเป็น Honda Scoopy i Chupa Chups ในคอนเซ็ปต์ “Fun นะ จุ๊ปส์ จุ๊ปส์” ซึ่งตัวมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้มีดีไซน์ที่น่ารักสดใสยุค 80s ด้วยโลโก้ Chupa Chups ที่มีสีฉูดฉาดกระชากใจ พร้อมเครื่องยนต์ eSP (Enhanced Smart Power) ขนาด 110 ซีซี 4 จังหวะ หัวฉีด PGM-FI สามารถประหยัดน้ำมันได้ถึง 62.5 กม./ลิตร และมีเทคโนโลยีหยุดรถอัตโนมัติด้วย Idling Stop System และระบบ Combi Brake เพื่อความสมดุลขณะเบรก รวมถึงยังมีช่องชาร์จไฟสำหรับสมาร์ตโฟนอีกด้วย ซึ่งถ้าใครที่สนใจบอกเลยว่าต้องหากันหน่อยนะ เพราะรุ่นนี้เขามีจำนวนจำกัดจ้ะ

ราคาประมาณ 53,700 บาท

Yamaha Grand Filano

ขอบคุณรูปจาก: yamaha-motor.co.th

เราเชื่อว่า ถ้าพูดถึง Yamaha Grand Filano ต้องมีหลายคนร้องอ๋ออ… อย่างแน่นอน เพราะมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมมากในประเทศไทย ซึ่งทาง Yamaha ได้มีการปรับโฉมใหม่ให้กลายเป็น Yamaha Grand Filano ที่เพิ่มเทคโนโลยีที่เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น ผ่าน 6 เฉดสี ได้แก่ เขียว-เทา แดง-ดำ ดำ ขาว-เทา และเหลือง-เทา โดยตัวเครื่องยนต์เป็นแบบออโตเมติกพรีเมียม หัวฉีด 125cc พร้อม เทคโนโลยีอัจฉริยะใหม่ เครื่องยนต์ BLUE CORE ทำให้ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 60 กม./ลิตร ซึ่งช่วยให้ลดการเผาไหม้และลดมลพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอีกด้วย

ราคาประมาณ 58,200 บาท

Honda Monkey

ขอบคุณรูปจาก: aphonda.co.th

ถ้าหากจะพูดถึงมอเตอร์ไซค์สีสันสดใสสไตล์วินเทจก็คงต้องนึกถึง Honda Monkey ทั้ง 4 สี คือ สีเหลือง สีน้ำเงิน สีแดง และสีดำ มีไฟหน้าทรงกลมคสุดคลาสสิก และดีไซน์รอบตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของลิงเป็นซึ่งเป็นที่มาของชื่อรุ่น พร้อมด้วยเครื่องยนต์แบบ 4 จังหวะ 1 ลูกสูบ ขนาด 125 ซี.ซี SOHC 2 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยอากาศ สูงสุด 9 แรงม้า ที่ 7,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 11 นิวตันเมตร ที่ 5,250 รอบ/นาที

ราคาประมาณ 99,000 บาท

Honda New Super Cub

ขอบคุณรูปจาก: aphonda.co.th

Honda New Super Cub ถือเป็นมอเตอร์ไซค์ที่แสนจะครบครันทั้งสมรรถนะและรูปลักษณ์อันสดใสสวยงามสไตล์ เจแปนนิสเรโทร ในคอนเซ็ปต์ ‘Find Your Original ความออริจินอลที่เป็นคุณ’ ทั้งไฟหน้าทรงกลมอันสว่างไสวตามนิยาม ‘ไฟหน้ากลม เหมือนโดนต้องมนต์’ มีเครื่องยนต์ 4 จังหวะ หัวฉีด PGM-FI ขนาด 110 ซีซี เกียร์วน 4 ระดับ ประหยัดน้ำมันสูง 60.6 กม./ลิตร ที่ทำให้มอเตอร์ไซค์ของคุณแข็งแรงทนทานมากยิ่งขึ้นไปอีก มี 5 สี ได้แก่ สีขาว สีแดง สีน้ำเงิน-ขาว สีเหลือง-ขาว และสีชมพู-ขาว

ราคาประมาณ 47,390 บาท

Yamaha Vino

ขอบคุณรูปจาก: yamaha-motor.co.jp

ปิดท้ายด้วย Yamaha Vino สกู๊ตเตอร์สไตล์เรโทรป็อป มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีแดง สีดำ สีน้ำตาล สีเบจ สีน้ำเงิน และสีฟ้า ตัวดีไซน์ยังคงเอกลักษณ์อันโค้งมนของมอเตอร์ไซค์ตระกูล Vino และสามารถลดอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ด้วยเครื่องยนต์ 1 สูบ 4 จังหวะ ความจุ 49 ซีซี แรงบิดสูงสุด 4.5 แรงม้า ที่ 8,000 รอบ/นาที เรียกได้ว่ามีชีวิตชีวาแบบสุด ๆ

ราคาประมาณ 58,000 บาท

สรุปรีวิว มอเตอร์ไซค์สีสันสดใส

และน่คือ 5 รุ่น มอเตอร์ไซค์สีสันสดใส ที่เรานำมาฝากกัน อ่านถึงตรงนี้แล้ว หวังว่าทุกคนจะได้รู้จักกับมอเตอร์ไซค์รุ่นอื่น ๆ มากยิ่งขึ้น และใครที่มีมอเตอร์ไซค์รุ่นไหน ๆ อยู่ในใจก็เก็บเงินไว้ให้ดี แล้วเข้ามาซื้อได้ ที่นี่ ได้เลย

สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนขับรถอย่างมีสติกันนะคะ เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและผู้ขับขี่บนท้องถนนทุกคน

เทียบกันให้ชัด ขับ รถยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์ ดี ?

เทียบกันให้ชัด ขับ รถยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์ ดี ?

ด้วยการเดินทางโดยรถสาธารณะในปัจจุบันที่ใคร ๆ ก็รู้กันว่าลำบากเหลือเกิน คนก็เยอะ อากาศก็ร้อน แถมยังมีฝุ่นและ COVID-19 ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเรา หรือค่าใช้จ่ายที่รวม ๆ แล้วกินข้าวได้เป็นเดือนเลย การซื้อรถส่วนตัวขับขี่จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน แต่เราจะตัดสินใจซื้อ รถยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์ ดีล่ะ ? ลองอ่านบทความด้านล่างดู คุณอาจจะตัดสินใจได้ก็ได้นะ

รถยนต์

รถยนต์ถือเป็นยานพาหนะที่ประชากรในปัจจุบันนิยมใช้ในการเดินทาง โดยเฉพาะบุคคลที่เดินทางในระยะไกลอย่างต่างจังหวัดหรือมีสมาชิกในครอบครัวเยอะ ซึ่งการขับขี่รถยนต์ก็มีข้อดีหลายหลายอย่างดังนี้

ข้อดีขอ งรถยนต์

ถ้าคุณต้องการความเป็นส่วนตัวอย่างถึงที่สุด การขับขี่รถยนต์สามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้เป็นอย่างดีคุณสามารถใช้พื้นที่บนรถยนต์ได้อย่างสะดวกสบายไม่ต้องเกรงใจและเบียดกับคนอื่นที่คุณไม่รู้จักไม่ว่าจะเป็นฟังเพลง ร้องเพลง ดูคลิปวิดีโอ หรือจะกินข้าว และยังมีแอร์เย็น ๆ ช่วยคลายความร้อนและความสกปรกของฝุ่นในอากาศภายนอกรถได้อีกด้วย

นอกจากนี้ การใช้รถยนต์ยังช่วยให้คุณไม่ต้องไปเสี่ยงกับเวลาบนรถสาธารณะ ทำให้คุณสามารถคำนวณเวลาการเดินทางได้อย่างแม่นยำกว่าการขึ้นรถสาธารณะเพราะบางครั้งรถสาธารณะเหล่านี้ก็อาจต้องรอนานแบบที่คุณคิดไม่ถึงเลยเชียว

รถยนต์ ราคาเบาสำหรับมือใหม่หัดขับ

Suzuki Celerio

ขอบคุณรูปจาก: suzuki.co.th

แน่นอนว่า ถ้าพูดถึงรถยนต์ราคาถูกที่สุด Suzuki Celerio ก็คงจะผุดขึ้นมาในความคิดของใครหลายคน ซึ่งตัวรถยนต์รุ่นนี้นอกจากราคาที่เบาแล้วยังมีดีไซน์ที่สวยงามทั้งภายนอกและภายใน ให้ความรู้สึกกว้างขวางด้วยหลังคาที่สูง แถมยังมีสมรรถนะที่ดีเกินราคาด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 3 สูบ 1.0 ลิตร 68 แรงม้า ประหยัดน้ำมันสูงสุด 22 กม./ลิตร

ราคาประมาณ 328,000 บาท

Mitsubishi Attrage

ขอบคุณรูปจาก: mitsubishi-motors.co.th

Mitsubishi Attrage หนึ่งในรุ่นรถยนต์ราคาเบาที่หลายคนคุ้นหู ดีไซน์ภายนอกถูกออกแบบให้มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ส่วนภายในกว้างขวางกว่าที่เคยด้วยเบาะหนังสังเคราะห์สีดำ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อย่างครบครัน เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 3 สูบ 12 วาล์ว MIVEC 78 แรงม้า ประหยัดน้ำมันสูงสุด 22 กม./ลิตร และเข้าได้กับทั้งน้ำมันเบนซิน 91 95 แก๊สโซฮอล์ 91 95 และ E20

ราคาประมาณ 494,000 บาท

Nissan March

ขอบคุณรูปจาก: nissan.co.th

ปิดท้ายรถยนต์ราคาเบาด้วยรถ Nissan March รถยนต์ Eco-Car รุ่นแรกของประเทศไทย ที่ดีไซน์ด้านนอกมีขนาดเล็กกะทัดรัดและทันสมัย แต่ภายในกว้างขวางด้วยหลังคาโปร่งสูงจนทำให้รู้สึกถึงความสบายขณะนั่ง พร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 79 แรงม้า ประหยัดน้ำมันได้สูง 20 กม./ลิตร ทำให้ขับง่ายเหมาะกับมือใหม่หัดขับ

ราคาประมาณ 420,000 บาท

มอเตอร์ไซค์

เบื่อไหมกับรถติดนาน ๆ เหนื่อยไหมกับการผ่อนรถที่แสนจะแพง ชอบไหมกับธรรมชาติที่แสนจะสดชื่น รักไหมกับความรวดเร็วโลดโผนน่าตื่นเต้น ถ้าคุณเป็นคนที่มีความรู้สึกเหล่านี้อยู่ในหัวใจ การขับขี่รถมอเตอร์ไซค์อาจจะเป็นตัวเลือกที่ใช่สำหรับคุณก็ได้

ข้อดีของ มอเตอร์ไซต์

ด้วยขนาดเล็กที่กะทัดรัดของรถมอเตอร์ไซค์ทำให้การขับขี่บนถนนไม่ต้องกังวลเรื่องรถติดเป็นเวลานาน เพราะพวกมันสามารถซอกแซกบนพื้นที่เล็ก ๆ ได้อย่างสบาย ๆ และยังสามารถหาที่จอดรถได้ง่ายแบบที่สุดเพราะมีที่จอดรถแยกเป็นสัดส่วน ไม่ต้องแย่งกับรถคันอื่นมากนัก และถ้าคุณเป็นคนที่ต้องการความใกล้ชิด การขี่รถมอเตอร์ไซค์ก็ถือว่าใกล้ชิดมากเลยทีเดียว

รวมถึงยังช่วยเติมความสนุกในการขับขี่ด้วยความเร็วของมอเตอร์ไซค์ เป็นอิสระ และยังดูเท่จากสายตาคนอื่น ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายก็แน่นอนว่าลดลงไปได้เยอะ เพราะมีขนาดเล็กและไม่ซับซ้อนเท่าไร การดูแลรถมอเตอร์ไซค์จึงง่ายมาก และที่สำคัญราคาไม่แพงมากเท่าไรด้วยนะ

มอเตอร์ไซค์ ราคาเบาสำหรับมือใหม่หัดขับ

Zongshen Ryuka Classic MINI S

ขอบคุณรูปจาก: zongshenthailand.com

Zongshen Ryuka Classic MINI S เป็นรถมอเตอร์ไซค์ราคาประหยัดสำหรับมือใหม่ ตัวรถดีไซน์สไตล์เรโทรย้อนยุค จากไฟหน้าทรงกลม พร้อมเบาะสองตอนและเครื่องยนต์ 110 ซีซี 4 จังหวะ 1 สูบ เกียร์ธรรมดา 4 สปีด แถมยังมีน้ำหนักเพียง 84 กิโลกรัมอีกด้วย ซึ่งรุ่นนี้มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี คือ Blue, Chocolate, Green และ White

ราคาประมาณ ราคา 29,900 บาท

Honda Wave 110i

ขอบคุณรูปจาก: aphonda.co.th

อีกหนึ่งมอเตอร์ไซค์ราคาเบาอย่าง Honda Wave 110i ที่ถูกปัดฝุ่นให้ทันสมัยปราดเปรียวด้วยไฟหน้าทรงหัวใจ และไฟท้ายดีไซน์ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 109.17 ซีซี 4 จังหวะ 1 ลูกสูบ ประหยัดน้ำมันสูงสุด 63.3 กม./ลิตร ทั้งหมด 9 สีให้เลือก ได้แก่ 9 สี ได้แก่ สีแดง สีน้ำเงิน-ฟ้า สีดำ-เทา สีแดง-เทา สีน้ำเงิน-เทา สีดำ-เทา สีเทา สีแดง-ดำ และ สีดำ

ราคาประมาณ 36,830 บาท

GPX ROCK Elegance

ขอบคุณรูปจาก: gpxthailand.com

และสุดท้าย GPX ROCK Elegance มอเตอร์ไซค์ดีไซน์เก๋ทั้งสีสันทั้ง 5 สี คือ ดำ แดง ส้ม ดำด้าน และ น้ำเงิน ซึ่งเจ้ามอเตอร์ไซค์รุ่นนี้มีเครื่องยนต์ 110 ซีซี 4 จังหวะ 1 ลูกสูบ โดดเด่นด้วยระบบไฟส่องสว่างรอบคันที่สว่าง คมชัดปลอดภัยทุกการเดินทาง

ราคาประมาณ 37,900 บาท

เลือกซื้อ รถยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์ ยังไงดี ?

ถ้าหากคุณอ่านแล้วคิดว่าการเลือกซื้อรถยนต์เป็นทางเลือกที่ดี แต่ไม่รู้จะเลือกอย่างไร ลองพิจารณาจากเกณฑ์เหล่านี้ดู

จากงบประมาณ นอกจากการอำนวยความสะดวกแล้ว การซื้อก็เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านการเงินที่อาจเพิ่มขึ้นถ้าหากคุณเลือกที่จะผ่อนแทนการซื้อด้วยเงินสด ดังนั้น เลือกรถยนต์ที่มีราคาที่เหมาะสมไม่เช่นนั้นจะหาว่าเราไม่เตือน !

สมาชิกในครอบครัว เพราะถ้าคุณเลือกรถยนต์ที่มีขนาดที่นั่งน้อยกว่าสมาชิกในครอบครัว การใช้รถยนต์ส่วนตัวของคุณอาจจะอึดอัดแทนความสบายก็ได้นะ ซึ่งรถยนต์ที่ควรเลือกสำหรับคนโสด คนมีคู่ หรือครอบครัวขนาดเล็กอาจเป็นรถยนต์ 2-4 ที่นั่งหรือมอเตอร์ไซค์คันเล็กจิ๋ว แต่ถ้าครอบครัวของคุณมีมากกว่า 4 คน ก็ควรเลือกรถขนาด 6 ที่นั่งขึ้นไปหรือรถอเนกประสงค์

ลักษณะการใช้งาน ถ้าหากคุณซื้อรถเพื่อการทำงานหรือเดินทางในระยะไกล ก็ควรที่จะเลือกใช้รถที่มีขนาดเครื่องยนต์มากกว่า 1,600 ซี.ซี. แต่ถ้าคุณไม่ได้ออกไปไหนบ่อยนักและทำงานในระยะใกล้ ๆ เครื่องยนต์ขนาด 1,600 ซี.ซี. ก็เพียงพอแล้ว

สรุป รถยนต์ และ มอเตอร์ไซค์

เป็นยังไงกันบ้างคะ อ่านแล้วได้ข้อสรุปกันบ้างไหมว่าจะซื้อรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ดี ถ้าคุณยังตัดสินใจไม่ได้สักที ลองเข้าไปหายานพาหนะใน Kaidee Auto คุณอาจจะเจอรถที่ชอบในราคาที่ใช่และตัดสินใจได้ทันที

สุดท้ายนี้การเลือกซื้อยานพาหนะสำหรับแต่ละคนก็มีข้อจำกัดที่แตกต่างกันทั้งความชอบและไลฟ์สไตล์ในการชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ ดังนั้น ไม่มีใครบอกคุณได้หรอกว่าคุณเหมาะกับรถแบบไหน นอกจากตัวของคุณเองนั่นแหละ และอย่าลืมว่าไม่ว่าจะขับขี่รถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ คุณก็ต้องมีความสุขด้วยนะ

อ่านบทความ 5 มอเตอร์ไซค์สีสันสดใส ที่จะทำให้ถนนสดชื่น

มือใหม่หัดขี่มอเตอร์ไซค์ มันง่ายกว่าที่คิดนะ

มือใหม่หัดขี่มอเตอร์ไซค์ มันง่ายกว่าที่คิดนะ

พูดถึงการหัดขับรถยนต์หรือหัดขี่มอเตอร์ไซค์ครั้งแรก หลายคนเริ่มต้นจากการหัดด้วยตัวเอง หรือให้คนในครอบครัวหรือเพื่อนช่วยสอน แต่สำหรับใครที่มีเงื่อนไขติดขัด เช่นว่าไม่มีรถสำหรับทดลอง หัดด้วยตัวเองหรือเรียนกับคนในบ้านแล้วไม่เวิร์ก หรือหาคนใกล้ตัวมาช่วยสอนไม่ได้ การจบลงด้วยโรงเรียนสอนขับรถถือว่าตอบโจทย์ เพราะเราจะได้ทั้งความรู้จากครูฝึกที่มีประสบการณ์ ได้ทดลองขับในบรรยากาศถนนจริง และหมดกังวลเรื่องพาหนะสำหรับฝึกซ้อม 

ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่เลือกเรียนขับรถกับโรงเรียนสอนขับรถเอกชน เพราะรู้สึกสบายใจกว่าและยังจำได้ดีถึงเสียงบ่นของพี่ชายเมื่อครั้งฉันขอร้องให้ช่วยสอนขับรถยนต์แล้วดันทำได้ไม่ดี พอมาถึงคราวที่อยากขี่มอเตอร์ไซต์เป็นกับเขาบ้าง ฉันเลยไม่รั้งรอเสิร์ชหาโรงเรียนสอนขับรถจักรยานยนต์จากกูเกิล โดยพบว่าแบรนด์ผู้ผลิตจักรยานยนต์รายใหญ่ของประเทศอย่าง HONDA และ YAMAHA ต่างมีสถาบันสอนขับขี่มอเตอร์ไซค์เป็นของตัวเอง มีคอร์สอบรมตั้งแต่มือใหม่หัดขับ การขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ รวมถึงเป็นศูนย์อบรมและสอบใบขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ได้รับการรับรองจากกรมการขนส่งทางบกด้วย

จากข้อมูลดังกล่าวทำให้ตัวเลือกของฉันเหลือแค่ HONDA Safety Riding Center และ YAMAHA Riding Academy ไปโดยปริยาย เพราะคิดว่าไหนๆ จะเป็นมือใหม่หัดขี่มอเตอร์ไซค์แล้ว เรียนกับผู้ผลิตรถเลยแล้วกันน่าจะได้ความรู้จากมืออาชีพจริงๆ ซึ่งท้ายที่สุดฉันตัดสินใจเลือกลงทะเบียนกับ YAMAHA Riding Academy (YRA) ด้วยเหตุผล 2 ประการคือ 

  1. YRA มีหลักสูตรขับขี่รถจักรยานยนต์สำหรับมือใหม่โดยเฉพาะ (รถที่ใช้เรียนเป็นเกียร์อัตโนมัติ)ใช้เวลาเรียนแค่ 1 วัน จึงตอบโจทย์เรื่องการลางานได้ดีกว่าของ HONDA ที่ต้องเรียน 2 วันต่อเนื่อง (ทั้งสองที่ต้องเรียนวันธรรมดา)
  2. ค่าคอร์สเรียนที่ YRA เพียง 400 บาทเท่านั้น แถมราคานี้ยังได้เสื้อแขนยาวกลับบ้าน 1 ตัว อาหารกลางวัน 1 มื้อ และ Coffee Break เรียกว่าคุ้มค่ามากกก  ซึ่งฉันมารู้ทีหลังว่าการเปิดศูนย์อบรมขับขี่มอเตอร์ไซค์ของ YRA นั้นเป็นส่วนหนึ่งของงาน CSR ของแบรนด์ยามาฮ่าที่ต้องการตอบแทนคืนสู่สังคมจึงทำให้ค่าเรียนของที่นี่ถูกกว่าที่อื่นๆ
สภาพสนามฝึกซ้อมของ YAMAHA Riding Academy ที่มีหลักสูตรสอนตั้งแต่พื้นต้นจนถึงแอดวานซ์
ขอบคุณภาพจาก YAMAHA Riding Academy

เรียนขี่มอเตอร์ไซค์ครั้งแรกกับผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์

เช้าตรู่ของวันที่เปิดเรียน ฉันขับรถยนต์ส่วนตัวมุ่งหน้าสู่ถนนบางนา-ตราดเพื่อไปยังสถาบันฝึกอบรมขับขี่รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า (YRA) ที่ตั้งอยู่ริมถนนบางนา-ตราด กม.21 เมื่อไปถึงฉันต้องสแกนอุณหภูมิร่างกาย ติดสติ๊กเกอร์เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าไม่มีไข้ จากนั้นจึงลงทะเบียนว่ามาถึงแล้ว พร้อมกับได้รับเสื้อแขนยาว 1 ตัว กับกุญแจล็อคเกอร์ 1 อัน สำหรับเก็บของมีค่าที่ติดตัวมาด้วย เพื่อเวลาลงสนามฝึกหัดขับขี่จะได้ไม่มีอะไรให้เป็นห่วงรุงรัง

กำหนดการคร่าวๆ ของหลักสูตรนี้คือ ช่วงเช้าฟังอบรมความรู้ขับขี่พื้นฐานในห้องเรียน ช่วงสายลงภาคสนามทำความคุ้นเคยกับรถจักรยานยนต์และอุปกรณ์ที่จำเป็น สุดท้ายคือช่วงบ่ายเป็นภาคปฏิบัติลองขับขี่มอเตอร์ไซค์จริงๆ  

ความรู้ภาคทฤษฏีเป็นเรื่องการขับขี่อย่างไรให้ปลอดภัย แม้จะน่าเบื่อบ้างแต่ถ้าพิจารณาดีๆ จะพบว่าเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เพราะอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากตัวผู้ขับขี่ละเลยพื้นฐานนั่นเอง สำหรับเนื้อหาการเตรียมตัวขับขี่มอเตอร์ไซค์ ที่นี่สอนตั้งแต่การเลือกสวมใส่เครื่องแต่งกายที่ควรเป็นเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว รองเท้าหุ้มส้น แว่นกันลม ถุงมือ และขาดไม่ได้คือหมวกกันน็อค ซึ่งประเภทที่ปลอดภัยสูงสุดคือ “หมวกกันน็อคเต็มใบ” (Full Face) เนื่องจากมีส่วนป้องกันครอบคลุมทั้งศีรษะทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลังบริเวณท้ายทอย 

ในคอร์สนี้ มือใหม่อย่างฉันยังได้รู้จักส่วนประกอบพื้นฐานของรถมอเตอร์ไซค์ว่าตรงไหนเรียกว่าอะไร และมีหน้าที่อย่างไรบ้าง ได้รู้วิธีการตรวจเช็ครถมอเตอร์ไซค์ก่อนการขับขี่ ท่าทางการนั่งที่เหมาะสม หลักการใช้เบรก รวมไปถึงข้อควรระวังต่างๆ ทั้งขณะออกรถ หยุดรถ และกำลังขับขี่อยู่บนท้องถนน

การฝึกหัดขับขี่สำหรับมือใหม่ เน้นขี่ในช่วงสั้นๆ ก่อน
ขอบคุณภาพจาก YAMAHA Riding Academy

ทำความรู้จักกับมอเตอร์ไซค์เพื่อขับขี่ปลอดภัย

หลังจากมีความรู้พื้นฐานที่จำเป็นแล้ว ตอนนี้ได้เวลาไปทำความคุ้นเคยกับรถจักรยานยนต์เสียที ซึ่งทาง YRA เตรียมอุปกรณ์เซฟตี้ไว้พร้อมสุดๆ ทั้งสนับศอก สนับเข่าที่คลุมถึงหน้าแข้ง ถุงมือ หมวกผ้าสำหรับสวมรองก่อนใส่หมวกกันน็อค และหมวกกันน็อคแบบเต็มใบ เรียกว่าสร้างความอุ่นใจให้ฉันได้เยอะเลยว่าหากรถล้มคงไม่เจ็บตัวมากนัก 

สิ่งแรกที่ครูฝึกสอนคือการใช้ขาตั้งคู่ เนื่องจากเป็นการจอดรถมอเตอร์ไซค์ที่เหมาะสม ได้ความมั่นคงและไม่ทำให้ผิวล้อยางเสื่อมเฉพาะด้านเหมือนอย่างการจอดโดยขาตั้งข้าง ซึ่งตรงนี้ครูฝึกจะเข้ามาช่วยดูแบบตัวต่อตัวเลยทีเดียว 

หลังจากซ้อมใช้และเก็บขาตั้งคู่จนคล่องแล้ว ถัดมาคือการจูงรถเดินหน้าและถอยหลัง สำหรับการจูงรถเดินหน้าไม่ยากเลย ใช้สองมือจับแฮนด์รถทั้งสองข้าง มือขวาประคองเบรกหน้าเพื่อใช้ยามจำเป็น ลำตัวของเรายืนชิดตัวรถเพื่อดันและสร้างสมดุลไม่ให้ล้มไปด้านใดด้านหนึ่ง ออกแรงดันอีกนิดรถก็เคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้อย่างสบาย ส่วนการจูงรถถอยหลังให้เอามือซ้ายจับแฮนด์ มือขวาจับที่มือจับด้านหลังรถ ค่อยๆ ดันรถไปทางด้านหลังช้าๆ พยายามรักษาแนวตรงของรถไว้เป็นอันใช้ได้ 

แบบฝึกหัดสุดท้ายก่อนพักกลางวัน ครูฝึกให้ลองขึ้นนั่งบนมอเตอร์ไซค์ที่จอดด้วยขาตั้งคู่ เพื่อจัดตำแหน่งที่นั่งให้เหมาะสม พร้อมกับทดลองบิดคันเร่งขณะเครื่องสตาร์ทอยู่เพื่อรับรู้ความสัมพันธ์ระหว่างมือที่กำลังบิดคันเร่งกับความแรงของเครื่องยนต์ ทำให้เราพอรู้ว่าหากบิดแรง บิดเบาจะช่วยเซฟเราได้อย่างไร เพราะจากที่ฉันทดลองบิดเต็มแรง รถมีอาการสั่นแรงทันทีและเหมือนจะพุ่งออกจากขาตั้งได้เลย แต่ยังโชคดีที่ครูฝึกช่วยดึงท้ายเอาไว้เสียก่อน 

จากนั้นจึงเป็นการขยับแฮนด์รถเพื่อเลี้ยวซ้าย-ขวา และการทำความคุ้นเคยกับเบรกหน้าและหลัง ซึ่งการหยุดรถที่มีประสิทธิภาพนั้นจะต้องหยุดอย่างนุ่มนวล ใช้ทั้งเบรกหน้าและเบรกหลังพร้อมกัน ไม่ควรใช้เบรกหน้าเพื่อหยุดกระทันหันเพราะอาจเกิดแรงเหวี่ยงทำให้เราพุ่งตัวไปด้านหน้าจนอาจเป็นอันตรายได้

เมื่อทำความรู้จักฟังก์ชั่นที่จำเป็นครบถ้วนแล้ว ครูฝึกจึงให้ชุดคำสั่งเพื่อทำตาม เช่น บิดคันเร่ง คืนคันเร่ง เบรกหลัง และเลี้ยวซ้าย เป็นต้น ถือเป็นการฝึกสมาธิไปในตัว

ฝึกใช้และเก็บขาตั้งคู่สำหรับการจอดรถที่ปลอดภัย
ขอบคุณภาพจาก YAMAHA Riding Academy

ขี่มอเตอร์ไซค์แบบกล้าๆ กลัวๆ แต่เราต้องรอด

อิ่มกับข้าวกล่องมื้อกลางวันเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่ตื่นเต้นที่สุดของหลักสูตรเรียนขับขี่รถจักรยานยนต์สำหรับมือใหม่ นั่นคือการลงไปขับขี่ในสนามฝึกซ้อม จากข้อมูลในเว็บไซต์ YRA บอกไว้ว่าสนามแห่งนี้มีขนาดถึง 10,907 ตารางเมตร ได้มาตรฐานตามกรมการขนส่งกำหนด และเป็นมาตรฐานเดียวกับสนามทดสอบในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย 

ครูฝึกช่วยทบทวนบทเรียนในครึ่งเช้าอีกรอบแล้วจึงบอกให้ทุกคนเข็นรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ริมสนามเป็นแถวเรียงหนึ่งไปยังจุดเริ่มต้น โดยเส้นทางฝึกซ้อมนั้นจัดเป็นทรงรีคล้ายกับรูปแคปซูล มีครูฝึกเกือบ 10 คนยืนประจำเป็นช่วงๆ พร้อมกับกรวยสีส้ม กะจากสายตาระยะห่างแต่ละจุดน่าจะประมาณ 10-15 เมตร   

เมื่อทุกคนกำเบรกและสตาร์ทเครื่องครั้งแรกพร้อมแล้ว ครูฝึกจึงทยอยปล่อยตัวรถไปทีละคัน ซึ่งทุกคนต้องปฏิบัติตัวตามการขับขี่ปลอดภัยเบื้องต้นนั่นคือ วางเท้าขวาบนตัวรถ วางเท้าซ้ายที่พื้นถนนเพื่อพยุงไม่ให้รถล้ม หันมองด้านหลังเพื่อเช็คว่าไม่มีรถคันอื่นวิ่งมาแล้วจึงเปิดไฟเลี้ยวขวา บิดคันเร่งออกตัว พร้อมกับยกเท้าซ้ายขึ้นวางบนตัวรถให้เรียบร้อย

เมื่อใกล้ถึงกรวยที่อยู่ถัดออกไปก็ให้คืนคันเร่ง และเบรกอย่างนุ่มนวล พร้อมวางเท้าซ้ายบนถนนอีกครั้ง ซึ่งครูฝึกประจำแต่ละตำแหน่งจะคอยดูเราตั้งแต่ออกตัว พร้อมกับให้คำแนะนำเพื่อให้การขับขี่ในจุดถัดไปทำได้ดีขึ้น สำหรับใครที่ยังทำได้ไม่ดี เช่น เกร็งเกินไป ทรงตัวไปนิ่ง ท่านั่งไม่ถูกต้อง ครูฝึกจะตามประกบชนิดที่วิ่งตามไปกับรถเลยก็ว่าได้  

ในรอบแรกๆ เราฝึกขับขี่กันเป็นเส้นตรงอย่างเดียว นั่นแปลว่าพอถึงช่วงทางโค้งของสนาม ฉันต้องลงจากรถแล้วจูงรถเดินแทน ซึ่งต้องบอกว่าการขับมอเตอร์ไซค์ในทางตรงนั้นง่ายมากๆ แค่ฉันบิดคันเร่งเบาๆ ก็พาให้ไปถึงจุดหมายได้แล้ว และนั่นทำให้ความรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ ที่มีอยู่ตอนแรกเปลี่ยนเป็นความมั่นใจมากขึ้น 

เมื่อฝึกขับทางตรงจนเข้าที่เข้าทางแล้ว ครูฝึกจึงอัปเลเวลเพิ่มการขับขี่ทางโค้งเข้ามาด้วยพร้อมกับทางตรงที่ช่วงยาวขึ้น ตอนหักแฮนด์เข้าโค้งครั้งแรก ฉันแอบเกร็งแขนสั่นนิดๆ เพราะยังกะระยะจุดเลี้ยวไม่ถูก แต่ก็ได้ครูฝึกนี่แหละที่ช่วยไกด์ว่าต้องดูตรงไหน ผ่อนคันเร่ง แตะเบรกอย่างไร เพื่อให้เข้าโค้งได้อย่างสมูทปลอดภัย จนฉันรู้สึกว่าเรียนขี่มอเตอร์ไซค์รอบนี้รอดแล้ว ได้ใช้ไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอยแน่นอน

ซ้อมเข้าโค้งจนกว่าจะคล่อง
ขอบคุณภาพจาก YAMAHA Riding Academy

สรุปท้ายบทความ

กว่า 3 ชั่วโมงท่ามกลางแดดเปรี้ยงผ่านไปอย่างรวดเร็ว การฝึกหัดขับขี่มอเตอร์ไซค์ครั้งแรกในชีวิตของฉันเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะยังไม่คล่องแคล่วเหมือนกับคนที่ขับขี่เป็นประจำ แต่ครูฝึกทุกคนก็ให้กำลังใจด้วยใจความคล้ายๆ กันว่าการขี่มอเตอร์ไซค์ต้องอาศัยสะสมชั่วโมงบินเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆ และที่สำคัญต้องไปลืมเอาพื้นฐานที่เรียนในวันนี้มาใช้เสมอ เพื่อเราจะได้ไม่ประมาทและไม่เกิดอุบัติเหตุในอนาคต  

โดยความเห็นส่วนตัวสำหรับมือใหม่ ฉันชอบวิธีการสอนของครูฝึกที่นี่เพราะเรียบเรียงสิ่งที่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ควรรู้ได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มสอนจากสิ่งที่ทำได้ง่ายไปสู่เทคนิคที่สูงขึ้น จึงทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าการฝึกฝนแต่ละฐานไม่ยากเกินความสามารถ 

นอกจากนี้ยังรู้สึกอุ่นใจเพราะครูฝึกที่เข้ามาดูแลตั้งแต่เช้าจรดเย็นมีนับสิบคน ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังเรียนแบบตัวต่อตัว ไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามได้คำตอบทันที แถมครูแต่ละคนยังเป็นกันเอง ให้กำลังใจตลอด เลยทำให้ผ่อนคลายและสนุกไปกับการเรียนตลอดทั้งวัน 

รวมไปถึงมีการเตรียมอุปกรณ์ป้องกันต่างๆ ไว้อย่างดีจนทำให้มือใหม่ที่เคยกล้าๆ กลัวๆ อย่างฉันมีความมั่นใจที่จะขับขี่มอเตอร์ไซค์เพิ่มขึ้นเป็นกอง และสัญญากับตัวเองว่าจะฝึกซ้อมเพิ่มขึ้น แล้วกลับมาสอบเอาใบขับขี่อย่างเป็นเรื่องเป็นราวอย่างแน่นอน

สำหรับมือใหม่คนไหนที่สนใจอยากหัดขับขี่รถจักรยานยนต์กับมืออาชีพ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ YAMAHA Riding Academy และหากต้องการซื้อมอเตอร์ไซค์เพื่อใช้งานสักคันที่ Kaidee มีให้เลือกทั้งมอเตอร์ไซค์มือหนึ่งและมือสองเลย

เราจะจนกว่าเดิม ? เพราะย้ายฐานผลิตรถไปเวียดนาม

เราจะจนกว่าเดิม ? เพราะย้ายฐานผลิตรถไปเวียดนาม

เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเห็นประเด็นเศรษฐกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคของการส่งออกที่มีแนวโน้มรายได้จากการผลิตนี้มีตัวเลขที่ลดลงอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะในภาคส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ประเทศไทยเคยครองตลาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ ASEAN มาตลอด

สมญานามที่ว่า “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” กำลังจะเลือนหายไป ?

นิยามประเทศไทยในสายตาประชาคมโลกคือเสือตัวที่ห้าของเอเชีย แต่ปัจจุบันตำแหน่งนั้นของไทยเริ่มสั่นคลอนขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องของปัญหาทางการเมืองที่มีความคุกรุ่นมาตลอดหลายปีที่มีผลต่ออัตราการเจริญเติบโตของประเทศไทย 

แต่ผลกระทบจากโรคระบาดอย่างโควิด-19 ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้อัตราการเติบโตและการตื่นตัวของผู้ลงทุนในไทยเริ่มถดถอยลงเรื่อย ๆ 

แท้จริงแล้วประเทศไทยกำลังจะก้าวถอยหลังอยู่หรือเปล่า ? 

ผลกระทบเช่นนี้จะส่งผลให้คนไทยมีเงินเดือนที่สวนทางกับค่าครองชีพมากขึ้นหรือเปล่า ?

ฐานการผลิตหายไปจะส่งผลให้ประเทศหยุดเจริญ ?

 สิ่งเหล่านี้คือคำถามที่เราจะต้องมาหาคำตอบในบทความนี้กัน

สาเหตุที่ทำให้เกิดการย้ายฐานผลิต

ถ้าพูดตามหลักความจริงว่า การย้ายฐานผลิตออกจากประเทศไทยเป็นเรื่องที่ไม่น่าตกใจสักเท่าไร เนื่องด้วยสภาวะทางเศรษฐกิจและการเมืองของไทยค่อนข้างจะอยู่ในจุดที่ “ย่ำแย่” จนไม่ว่าจะมองจากมุมไหน นักลงทุนก็ไม่อาจวางใจกับสภาวะในตอนนี้ได้เลย

แม้ประเทศไทยนั้นจะเจอกับภัยพิบัติอย่างน้ำท่วมค่อนข้างบ่อย แต่รู้หรือไม่ว่าผลกระทบจากส่วนนั้นกลับเป็นปัจจัยที่น้อยมากกับการตัดสินใจลงทุนเพื่อสร้าง อุตสาหกรรม ของนักลงทุนต่างชาติ เหตุผลโดยส่วนใหญ่ที่ทำให้ย้ายฐานการลงทุน มาจากปัจจัยเรื่องของเงินและความคุ้มค่าในการลงทุน รวมถึงสนธิสัญญาต่าง ๆ ที่ทำมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ทำสัญญานั้น 

ดังนั้นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ลงทุนโดยเฉพาะผู้ลงทุนด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ เริ่มเบนเข็มการลงทุนจากประเทศไทยไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ยกตัวอย่างเช่น ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย หรือ ประเทศมาเลเซีย  ก็มาจากความคุ้มค่าของเงินที่ต้องจ่ายออกไป

หลังจากที่หลายประเทศเริ่มมีนโยบายย้ายฐานผลิตจากจีน หลากหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นที่เป็นผู้ลงทุนหลักของประเทศกำลังพัฒนาในแถบตะวันออกเฉียงใต้ พอโอกาสมาถึงใครก็ต้องคว้าไว้ ดั่งสำนวนสุภาษิตไทยที่ว่า น้ำขึ้นให้รีบตัก เพราะถ้าคุณไม่ตัก โอกาสนั้นอาจหายไปในแทบจะทันที

เช่นเดียวกันกับผู้ลงทุนยักษ์ใหญ่ของเอเชียที่เมื่อทาง European Union (EU) หรือสหภาพยุโรปได้รุดหน้าการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับหลาย ๆ ประเทศ เพื่อเป็นที่พึ่งพิงให้แก่ประเทศที่ต้องการย้ายฐานผลิตออกจากประเทศจีน  

โดยหนึ่งในประเทศที่ถูกการรุดหน้าทำสัญญานี้คือ ประเทศ “เวียดนาม”  ซึ่งแน่นอนว่าสนธิสัญญานี้ทำให้ฝ่ายเวียดนามค่อนข้างได้เปรียบกับกำแพงภาษีของการส่งออกที่ไม่มี ทำให้เวียดนามสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ได้มากยิ่งขึ้น 

นี่จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ลงทุนที่กำลังมองหาสถานที่สร้าง “อาณาจักร” แห่งการผลิตที่ใหม่ สำหรับการหารือทางการค้นระหว่างสหภาพยุโรป (EU) และ ประเทศเวียดนาม ได้เริ่มขึ้นในปี 2012 และสิ้นสุดการให้คำสัตยาบันระหว่างกันในปลายปี 2015 

เมื่อเข้าสู่ข้อตกลงการค้าเสรีหรือ EU Vietnam Free Trade Agreement (EVFTA) เวียดนามจึงกลายเป็นประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่ม Rising Star สำหรับนักลงทุนอย่างมาก เพราะนอกจากจะมีแรงงานที่เพียงพอต่อการผลิตแล้ว ยังมีค่าแรงที่ถูกกว่าประเทศรอบข้างในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

นอกจากนี้ตัวข้อตกลงเองก็มีหลักสำคัญอย่างการ “ส่งออกปลอดภาษี” ที่ทำให้เหล่าผู้ลงทุนสนใจมากกว่าเดิม เมื่อกำแพงภาษีหายไป การควบคุมราคาการผลิตและราคาสินค้าก็สามารถทำได้มากขึ้น ทั้งนี้ยังควบคุมไปถึงปัจจัยทางด้านกำไรที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมโดยใช้เงินทุนที่อาจจะต่ำกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

“นี่คือบ่อเงินบ่อทองแห่งใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ทรัพยากรที่เพียบพร้อมทั้งคนและทรัพยากรธรรมชาติช่วยสร้างความตื่นตัวให้แก่เหล่านายทุนเป็นอย่างมาก อย่างตัวอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศญี่ปุ่น ที่ก่อนหน้านี้มีฐานผลิตอยู่ในประเทศไทยเป็นหลัก เรียกได้ว่าถ้าพูดถึง ชิ้นส่วนของยานยนต์ ต้องนึกถึงฐานผลิตที่ประเทศไทย

ถึงอย่างนั้นก็ตาม ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภายุโรป-เวียดนาม (EVFTA) เลยทำให้ฐานะของ อันดับ 11 ของโลกในเรื่องการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของประเทศไทยเริ่มสั่นคลอน โดยเฉพาะในสภาวะการเมืองที่ระส่ำระสาย ไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนได้ นักลงทุนหลักอย่างประเทศญี่ปุ่นก็เริ่มปิดตัวและย้ายฐานผลิตไปตาม ๆ กัน 

ในไม่ช้า ผู้ลงทุนในไทยก็จะเริ่มมีตัวเลขที่ถดถอยลง ยิ่งกับอุตสาหกรรมยานยนต์ที่พูดได้เลยว่า ประเทศไทยก้าวมาสู่จุดที่เป็น “อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์” จากจุดเดิมที่เป็น “การส่งออกเกษตรกรรม” ก็มาจากเหล่านักลงทุนรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นทั้งหลาย เมื่อตัวเลขของการลงทุนหายไป ไม่ต้องคาดเดาเลยว่า จะสร้างความเสียหายและผลกระทบขนาดไหนให้กับประเทศไทย

แต่นี่อาจเปลี่ยนไป หากประเทศไทยได้ลงนามกับข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป ?

ทว่าโอกาสนั้นกลับได้ผ่านประเทศเราไปแล้ว เพราะด้วยการรัฐประหารเมื่อ พ.ศ.2557 ที่ทำให้หลายประเทศทั่วโลกเลือกที่จะคว่ำบาตรทางการค้ากับไทย แม้จะมีกระแสที่ดีขึ้นในช่วงหลังการเลือกตั้ง ทว่าเมื่อนักลงทุนทั้งหลายเริ่มย้ายฐานไปปักหลักที่เวียดนามแล้ว การทำข้อตกลงอาจไม่ได้มีผลดีอีกต่อไปก็ได้

แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับภาคเศรษฐกิจและประชาชน

การย้ายฐานผลิตย่อมต้องส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและภาคประชาชนอย่างไม่ต้องสงสัยเลยทีเดียว เพราะการลงทุนของนายทุนอัตราส่วนใหญ่ในประเทศไทย คือการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ 

เมื่อเกิดการย้ายฐานผลิตจากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่ง รายได้ที่เคยรับเข้ามาในประเทศไทยก็ลดหายไปอย่างน่าตกใจ อัตราการจ้างงานแรงงานลูกจ้างที่ใช้ในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ก็จำต้องถูกเลย์ออฟ (เลิกจ้าง) อย่างช่วยไม่ได้ 

ยิ่งในสภาวะของโควิด-19 ที่การจ้างงานจะถูกฟรีซไว้ไม่ให้รับพนักงานเพิ่ม เพราะเป็นการสร้างภาระทางการเงินเพิ่มเติมให้แก่บริษัท ทั้งตัวบริษัทยังไม่สามารถสร้างกำไรเพิ่มเติมจากการส่งออกได้เท่าที่เคยเป็น นอกจากสภาวะเศรษฐกิจและการขนส่งที่หยุดชะงักแล้ว ปัจจัยทางสภาพสังคมอย่างการเมืองก็มีส่วนทำให้นักลงทุนตัดสินใจเบนเข็มไปยังประเทศที่มี “สถานะ” มั่นคงและสร้างความมั่นใจได้มากกว่าอยู่แล้ว

อย่างที่ทุกคนรู้กันกว่า สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่แบบนี้ ประเทศไทยไม่สามารถหาเงินได้จากภาคการส่งออก หรือ การท่องเที่ยวจากชาวต่างชาติได้อย่างเคย เม็ดเงินที่เคยหมุนเวียนได้ ก็ลดหายไป จนเข้าสู่สภาพฝืดเคือง ยิ่งภาคเอกชนที่เป็นนายทุนต่างชาติ ย้ายฐานผลิตออกไปที่ประเทศเวียดนาม 

คงไม่ต้องเดาว่า ความเจริญที่ประเทศไทยเคยมีเพราะเงินทุนหมุนเวียนจะหายไปหรือไม่ เราอาจจะกลับมาเจริญได้ แต่นั่นต้องมาจากการ “กู้เงิน” ซึ่งปลายทางของไทยก็อาจเป็นเช่นเดียวกับประเทศกรีซและเวเนซุเอลาที่ล้มละลายไปในไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ดังนั้นหากถามว่าคนไทยจะจนกว่าเดิมหรือไม่ ตรงนี้อาจมีผู้ที่ตกงานเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน แต่การปรับเปลี่ยนวิถึชีวิตของคนไทย เช่น การกลับมาให้ค่าการเกษตรกรรมมากขึ้นและเน้นการสร้างผลผลิตเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศไทยให้มากขึ้น อาจเป็นหนึ่งในทางรอดของประเทศไทยในตอนนี้

การสร้างสภาพคล่องทางการเงินให้ตนเองตอนนี้คือหนึ่งในสิ่งที่หลายคนเริ่มหันมามองว่าควรทำอย่างไรให้ประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง และลงทุนครั้งเดียวแต่คุ้ม อย่างที่ทุกคนรู้กันว่าในยุคโควิด-19 แบบนี้มีธุรกิจประเภทหนึ่งที่กลับเติบโตจนเรียกได้ว่า “ทำแล้วมีงานมีเงิน” ก็คือธุรกิจขนส่งและเดลิเวอรี่ ขอแค่คุณมีรถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซค์เป็นของตนเองก็สามารถหางานได้แล้ว บอกตรงนี้เลยว่า งานหายาก แต่งานเดลิเวอรี่และรับส่งผู้โดยสาร ไม่ได้หายากอย่างที่คิดแน่นอน ลองเปิดใจให้กับงานประเภทนี้ดูกันนะคะ 

ค้นหารถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์มือสองที่ช่วยลดต้นทุนของเครื่องมือประกอบอาชีพของคุณได้มากกว่าครึ่ง ได้ที่ Kaidee แล้ววันนี้  อย่ารอเลยค่ะ เพราะประเทศไทยตอนนี้ไม่มีความแน่นอนเท่าไรนัก หากทำงานอะไรได้ก็ควรคว้าไว้ก่อน

ดังนั้นการลงทุนครั้งนี้ย่อมไม่เสียเปล่า

Vespa VS Lambretta ใครคือเจ้าแห่งความคลาสสิกตัวจริง

Vespa VS Lambretta ใครคือเจ้าแห่งความคลาสสิกตัวจริง

สำหรับคนที่หลงใหลในเรื่องของรถสองล้อแล้ว คงไม่มีใครไม่รู้จัก “Vespa” และ “Lambretta” รถสกู๊ตเตอร์ที่มีเอกลักษณ์ความคลาสสิกเป็นของตัวเองมากที่สุด และมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านมายาวนานสักแค่ไหนแต่ก็ยังเป็นรถที่เหล่านักสะสมตามเก็บกันอย่างไม่หยุดหย่อน 

อีกหนึ่งข้อสงสัยที่เรียกได้ว่าถกเถียงกันมาตลอดหลายสิบปี ระหว่าง “Vespa” และ “Lambretta” ค่ายไหนคือเจ้าแห่งความคลาสสิกตัวจริง ซึ่งถ้าคนที่ชื่นชอบ Vespa เป็นการส่วนตัวก็จะตอบว่า “เวสป้าคลาสสิกกว่าอยู่แล้ว” แต่สำหรับแฟนคลับ Lambrettra ก็จะตอบว่า “ยังไงก็ต้องเป็น Lambretta สิ” วันนี้เราเลยได้รวบรวมข้อมูลมาให้ทุกคนได้วิเคราะห์กันว่าใครคือตัวจริงของความคลาสสิกกันแน่

จุดเริ่มต้นของ Vespa และ Lambretta

ค.ศ. 1945 หลังจากเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่สอง โรงงานชิ้นส่วนอาวุธยุทโธปกรณ์สงคราม เรือ เครื่องบินรบมากมายหลายแห่งในอิตาลีได้ปิดตัวลง “Piaggio” และ “Innocenti” คือสองตระกูลผู้คร่ำหวอดในวงการอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเครื่องบินรบที่ได้เกิดไอเดียเพื่อความอยู่รอด เปลี่ยนจากเศษเครื่องบินรบให้กลายเป็นพาหนะขนาดเล็ก กะทัดรัด คล้ายมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างที่ไว้สำหรับใช้ขนอาวุธในสงคราม แต่ดัดแปลงเพื่อนำมาใช้ขับขี่ได้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น

เริ่มต้นทางฝั่ง “Enrico Piaggio” ผู้นำตระกูล Piaggio ในตอนนั้นได้ให้กำเนิดพาหนะสองล้อที่ขับเคลื่อนด้วยสายพาน มีดีไซน์รูปทรงคล้ายตัวต่อ จึงเป็นที่มาของชื่อ “Vespa” ที่แปลว่าตัวต่อในภาษาอิตาลีนั่นเอง 

ในขณะที่ “Ferdinando” ผู้นำตระกูล Innocenti ได้พัฒนาสกู๊ตเตอร์ของตัวเองขึ้นมาในปี 1947 จนถึงปี 1951 ที่ประสบความสำเร็จสร้างโมเดลต้นแบบของ Lambretta โดยเป็นชื่อของเทพยดาแห่งแม่น้ำที่ไหลผ่านโรงงานผลิตแห่งแรกในเมืองมิลาน

ด้วยสมรรถนะของตัวรถทั้งสองค่ายนั้นมีความแข็งแรงทนทาน ให้แรงบิดที่ดีเยี่ยม สามารถขับได้คล่องตัว และบรรทุกของหนักก็ยังได้ ที่สำคัญคือรูปทรงโดดเด่นแตกต่างจากรถมอเตอร์ไซค์แบบอื่นในยุคสมัยนั้น จึงทำให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความอิสระที่ผู้คนในยุคนั้นต้องมีไว้ครอบครอง

Vespa และ Lambretta มีรุ่นฮิตที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกอย่าง 1964, Sprint และ PX ส่วน Lambretta มีตั้งแต่ซีรีส์ 1-4 ที่คงสไตล์คลาสสิกเหนือกาลเวลาด้วยระบบเกียร์มือที่เปรียบเหมือนการร่ายมนตร์ให้ทั้งสองค่ายที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

จุดเปลี่ยนสำคัญของ Vespa

ในปี 1970 นับว่าเป็นช่วงที่รถมอเตอร์ไซค์จากญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการเข้าไปตีตลาดทั่วโลกเป็นอย่างมาก จึงส่งผลกระทบให้เหล่าแบรนด์ยุโรปไปอย่างเต็มๆ รวมถึงยอดขายของเวสป้าที่ไม่ดีเท่าไรนัก แต่ยังถือว่าพยุงไปได้เรื่อยๆ จนมาถึงกระทั่งปี 2000 ที่เรียกได้ว่าเป็นการปรับโฉมครั้งยิ่งใหญ่ของเวสป้า จากเดิมเกียร์มือให้กลายเป็นระบบเกียร์ CVT ที่เรียกว่า “New Vespa Model” 

โดยมีฐานการผลิตใหญ่ที่เวียดนามเพื่อตีตลาดทั่วเอเชีย ถึงแม้ว่าผู้คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเชื่อถือในเรื่องของฐานผลิตเท่าไร แต่ด้วยความแข็งแกร่งของแบรนด์จึงทำให้มองข้ามเรื่องนี้ไปอย่างง่ายดาย จุดนี้เองจึงเป็นกระแสให้รถสกู๊ตเตอร์คลาสสิกได้รับความนิยมไปทั่วเอเชีย รวมถึงประเทศไทยที่เราได้เห็นเวสป้าทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ต่างโลดแล่นบนท้องถนน พร้อมถือกำเนิดใหม่ในตลาดมอเตอร์ไซค์ที่ทางเวสปิอาริโอเรียกตัวเองว่า “พรีเมียมสกู๊ตเตอร์”

จุดเปลี่ยนสำคัญของ Lambretta

มาทางคู่แข่งอย่าง Lambretta กันบ้าง ที่เรื่องราวต่างกับเวสป้าอย่างสิ้นเชิง ด้วยความที่ไม่สามารถปรับตัวในยุคที่แบรนด์ญี่ปุ่นเข้ามาทำตลาดรถมอเตอร์ไซค์ราคาถูก จึงทำให้ยอดขายตกลงเรื่อยๆ จนในที่สุดต้องปิดไลน์การผลิตสกู๊ตเตอร์ที่เมืองมิลานลงไป หลังจากนั้นก็ได้ขายไลนเซนส์การผลิตให้กับโรงงานที่ประเทศอินเดีย จึงทำให้อินเดียมีรถมอเตอร์ไซค์ทรง Lambretta ใช้งานกันเต็มท้องถนน และแผ่อิทธิพลเป็นวงกว้างมาจนถึงประเทศไทยนั่นเอง 

Lambretta Made in Italy จึงกลายเป็นตำนานแห่งสกู๊ตเตอร์คลาสสิกที่ไม่มีการผลิตใหม่ มีแต่มือสองที่เหล่านักสะสมเล่นกัน เรื่องราคาไม่ต้องพูดถึงเพราะสิ่งของเหล่านี้มีคุณค่าทางจิตใจ เหมือนกับว่าคุณกำลังครอบครองงานศิลปะที่มีประวัติศาสตร์ล้ำค่ามากที่สุด 

จนกระทั่งปี 2017 โลกตลาดสกู๊ตเตอร์ก็ต้องสะเทือน ด้วยการปรากฏตัวของ Lambretta ในงาน EICMA 2017 ประเทศอิตาลี กับโมเดล Lambretta V-Special รูปโฉมใหม่ที่ต้องบอกเลยว่านี่คือการกลับมาของแลมเบรตต้าอย่างแท้จริง ด้วยการถอดปรัชญาการผลิตสกู๊ตเตอร์ในยุคปัจจุบันที่ได้เอาเกียร์มือออกไปแล้วเปลี่ยนเป็นระบบเกียร์ออโต้ วัสดุของตัวรถที่ไม่ใช่เหล็กทั้งคันแบบเดิม ซึ่งได้ผสมไฟเบอร์เข้าไปบางส่วน เพื่อลดต้นทุนที่ตรงนี้อาจสร้างความรู้สึกหงุดหงิดให้แฟนๆ เพราะคู่แข่งอย่างเวสป้าได้ใช้วัสดุของตัวรถเป็นเหล็กทั้งคัน

สรุปท้ายบทความ

ท้ายที่สุดแล้วความชอบของผู้บริโภคก็จะมีความแตกต่างกันออกไป เพราะระหว่าง Vespa และ Lambretta ก็มีมนต์เสน่ห์ที่ต่างคนต่างมีไม่เหมือนกัน อยู่ที่ว่าใครชื่นชอบแบบไหนเป็นพิเศษ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือผู้บริโภคเหล่านคนรักสกู๊ตเตอร์คลาสสิกที่จะได้มีตัวเลือกมากขึ้น ตลอดไปจนถึงการบริการหลังการขายที่ดีขึ้น นั่นคือคำตอบที่แท้จริง

ไม่ว่าคุณจะเป็นสาย Vespa หรือ Lambretta สามารถเข้ามาเลือกซื้อรถสกู๊ตเตอร์มือสองสวยๆ ได้ที่ Kaidee แหล่งซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่ได้รวบรวมรถมอเตอร์ไซค์มือสองสวยๆ ไว้กว่าสามหมื่นคัน