Jun 23, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
หากเอ่ยถึง “ดอกไม้” สิ่งแรกที่คุณนึกถึงคืออะไรกันคะ?
ความสวยงามที่แสนลงตัวของรูปลักษณ์ภายนอก สีสันของกลีบดอกไม้ ตัดกันกับสีของใบและถูกประคองไว้ด้วยความแข็งแรงด้วยก้าน
“ดอกไม้กับความงาม” จึงเป็นของคู่กันเสมอมานับแต่ไหนแต่ไร
แต่ใครจะรู้ว่าความงดงามที่เรามองเห็นเพียงผิวเผินเพียงด้วยตาเปล่านั้น มี “ความหมาย” และ “ตัวแทน”อะไรซ่อนอยู่มากมาย
บางช่วงบางเวลา ดอกไม้ยังถูกใช้แทนคำตอบ “ใช่” หรือ “ไม่” เมื่อผู้ส่งสารไม่อยากตอบคำถามที่ชวนอึดอัดเหล่านั้นด้วยภาษาพูด โดยใช้การมอบดอกไม้ด้วยมือขวาแทนคำว่า “ใช่” และถ้าคำตอบคือ “ไม่” ให้เรามอบดอกไม้ให้คนๆ นั้นด้วยมือซ้าย
ย้อนดูยุครุ่งเรืองของ “ภาษาดอกไม้”
แทบทุกความรู้สึกของมนุษย์สามารถใช้ดอกไม้แทนอารมณ์ต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเหงา เศร้า คิดถึงหรืออยากบอกว่าเรา “รัก” ใครสักคน นอกจากจะให้ความรื่นรมย์ในทุกครั้งมองแล้ว ดอกไม้ยังเสมือนว่ามีหน้าที่เป็นตัวกลางนำสารจากผู้ส่งไปยังผู้รับ จนมีชื่อแบบไพเราะเสนาะหูว่า “ภาษาดอกไม้”
ว่ากันว่าจุดเริ่มต้นของภาษาดอกไม้เกิดขึ้นในอียิปต์โบราณ
ดอกไม้ใช้เป็นสื่อกลางแทนคำพูดมายาวนานหลายศตวรรษ นับเป็นหนึ่งในภาษาสากลที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ทั้งเอเชียและยุโรป แต่เกิดขึ้นครั้งแรกแบบแน่ชัดและเป็นข้อเท็จจริงเมื่อไรนั้น ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัด
บ้างก็ว่าจุดเริ่มต้นของ “ภาษาดอกไม้” กำเนิดขึ้นในอียิปต์โบราณ สันนิษฐานจากข้าวของเครื่องใช้ที่พบในสุสานฟาโรห์ตุตันคาเมน (Tutankhamun’s tomb) ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด เซรามิก เครื่องประดับ สร้อยคอ มักมีลวดลายดอกไม้ อย่าง ดอกทานตะวัน ดอกบัว และดอกป๊อปปี้ ฯลฯ หลายชนิดเป็นส่วนประกอบ
แต่นั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นแบบคาดเดา…
ภาษาดอกไม้ใน “ยุควิกตอเรียน (Victorian Era)”
แม้จุดเริ่มต้นจะไม่แน่ชัด ทว่าชัดเจนในความรุ่งเรือง
“ภาษาดอกไม้” เฟื่องฟูและเบ่งบานเป็นอย่างมากในสมัยวิกตอเรียน (Victorian Era – ค.ศ. 1837–1901) ซึ่งเป็นยุคที่สหราชอาณาจักรรุ่งเรืองถึงขีดสุดเกือบทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ (ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) – แนวคิดเรื่องวิวัฒนาการ) ฯลฯ
แน่นอนว่านับเป็นยุคทองของงานศิลปะด้วยเช่นกัน
ความที่ราชินีวิกตอเรีย (Queen Victoria) ในยุคนั้น หลงใหลดอกไม้เป็นชีวิตจิตใจ สิ่งรอบตัวท่านจึงเต็มไปด้วยดอกไม้รายล้อมไปซะหมด ทำให้ผู้หญิงในสมัยได้รับอิทธิพลเรื่องดอกไม้ไปเต็มๆ นอกจากจะเป็นควีนที่ปกครองอาณาจักรแล้ว พระองค์ยังเป็นไอคอนแฟชั่นของสาวๆ ในยุควิกตอเรียนอีกด้วย
ความรุ่งเรืองของดอกไม้ในสมัยนั้น ได้รับความนิยมถึงขนาดที่ว่า มีหนังสือแปลความหมายของภาษาดอกไม้ (Floral Dictionary) ตีพิมพ์แบบเป็นจริงเป็นจัง เพื่อป้องกันการรับสารที่ผิดพลาดหรือแปลไม่ตรงกัน
ความหมายที่ซ่อนอยู่ของดอกไม้ในงานศิลปะ
ส่วนในแง่ของงานศิลปะนั้น ภาษาดอกไม้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายไม่แพ้กัน มักปรากฏเป็นถ้อยคำอยู่ตามบทกวีหรืออวดโฉมอยู่ในภาพวาด นิยมใช้แทนความรู้สึกที่ผู้ส่งไม่อยากเอ่ยด้วยวาจา
ดอกไม้แต่ละชนิดก็ให้ความหมายแตกต่างกันไปตามรูปโฉม ลองดูว่าความนัยที่ซ่อนอยู่ในนั้นคืออะไร เผื่อใครจะลองใช้ “ภาษาดอกไม้” สื่อสารไปยังคนพิเศษของเรารับรู้ถึงความรู้สึก
1. ลิลลี่ – Lily
ด้วยความงามของลิลลี่ทำให้ดอกไม้ชนิดนี้สื่อสารได้หลายมิติ เริ่มจากสมัยอียิปต์โบราณ ดอกไม้ชนิดนี้เป็นตัวแทนของ “ผู้หญิงอุดมคติ” ส่วนยุคโรมันมองว่า ลิลลี่คือตัวแทนของ “ความรัก” ประมาณว่าหากผู้หญิงคนไหนได้ดอกลิลลี่ แปลว่าส่งมาจากคนรักของเธอ
นอกจากนี้ลิลลี่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ความบริสุทธิ์” มักใช้ประดับประดาในงานแต่ง สอดคล้องกับความเชื่อทางศาสนาคริสต์ ที่เชื่อว่าลิลลี่เป็นตัวแทนของพระแม่มารี (Blessed Virgin Mary) นอกจากนี้ยังนิยมใช้ในงานศพและงานไว้อาลัยตามอนุสรณ์สถานต่างๆ โดยใช้ในแง่ของ “ความสงบ” เป็นตัวแทนของความโศกเศร้า
2. กุหลาบแดง – Red Rose
เนื้อเพลงที่ว่า “ปลูกกุหลาบแดงไว้เพื่อเธอ 9,999 ดอก บ่งบอกความจริงที่ยิ่งใหญ่ บ่งบอกว่าใจฉันยังคงมั่น”
นั่นไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใดนะคะ แต่ไหนแต่ไร กุหลาบแดงเป็นสัญลักษณ์ของ “ความรักที่โรแมนติก” เสมอมา เป็นรักตัวแทนรักยืนยง รักมันคง รักที่เต็มไปด้วยเสน่หา สังเกตได้ว่าทั้งงานเขียน งานเพลงและงานศิลปะต่างๆ ที่มุ่งเน้นเรื่องความรัก มักมีกุหลาบแดงเป็นส่วนหนึ่งของงาน
3. ลาเวนเดอร์ – Lavender
เรามักเห็นลาเวนเดอร์สวยๆ ประดับอยู่ตามงานมงคลหรือพีธีการเฉลิมฉลองต่างๆ ด้วยความที่ดอกไม้ชนิดนี้ให้ความรู้สึกสะอาดตา สัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์และไร้เดียงสาในทุกครั้งที่มอง
ที่สำคัญลาเวนเดอร์ยังเป็นตัวแทนแห่ง “ความเงียบสงบ” สังเกตได้จากน้ำมันหอมระเหยกลิ่นโปรดของหลายๆ คน คือดอกไม้ชนิดนี้ เป็นอีกหนึ่งกลิ่นที่สร้างความผ่อนคลายได้ยอดเยี่ยม ทั้งยังเป็นดอกไม้แห่ง “ความจงรักภักดี” ของผู้ที่ทุ่มเทเรื่องความรักอย่างจริงใจและจริงจัง
4. เดซี่ – Daisy
ดอกไม้โปรดของหลายๆ คนชนิดนี้ เป็นสัญลักษณ์ของ “ความไร้เดียงสา” มักใช้กับทารกวัยเบบี้ หรือใครก็ตามที่อยากเริ่มต้นใหม่กับอะไรก็ได้บนโลก ใช้แทนความหวัง และบอกว่าเราให้ “กำลังใจ” เธอกับทุกเรื่องนะ
ถ้าใครเบื่อกับการส่งกุหลาบแดงแสดงถึงความรักโรแมนติกแล้ว ลองเปลี่ยนมาส่งเดซี่ ที่แสดงถึง “รักแท้” ก็มีความหมายที่ลึกซึ้งไม่แพ้กัน (ดอกเดซี่ยังแทนความห่วงใยและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวได้ด้วย)
5. บัว – Lotus
มักปรากฏอยู่ในงานศิลปะเอเชียเป็นส่วนใหญ่ นิยมใช้เป็นสัญลักษณ์ของ “การเกิดและการเริ่มต้นใหม่” ด้วยการอิงตามลักษณะการบานและหุบของดอกบัว (บานเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น หุบเมื่อพระอาทิตย์ตก)
6. มะลิขาว – White Jasmine
จะเห็นได้ว่า ตามบทกวีและงานศิลปะ “ดอกมะลิสีขาว” ถูกเลือกมาใช้สื่อสารมากสุดในตระกูลดอกมะลิด้วยกัน โดยมีความหมายแทนความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสาและความเคารพ ตามสีของดอกมะลิ นอกจากนี้ทางฮินดูยังเชื่อว่า ดอกมะลิเป็นตัวแทนของ “ความรัก” อีกด้วย
7. ทานตะวัน – Sunflower
หลายคนมองว่าดอกไม้นี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความสดใส เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและการมองโลกในแง่ดี ทว่าก็มีบางคนกล่าวเอาไว้ว่า ทานตะวันเป็นตัวแทนของ “หลงใหล” เพราะไม่ว่าแสงอาทิตย์จะอยู่ทางไหน ทานตะวันก็จะหันตามไปเสมอ (หรือถ้าพูดในสมัยนี้ก็คือ “คลั่งรัก”)
8. กล้วยไม้ – Orchid
คำว่า Orchid มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก “Orchis” ซึ่งหมายถึงอัณฑะ เพราะในสมัยก่อนชาวกรีกเชื่อว่า ดอกกล้วยไม้ช่วยให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ได้และทำให้ผู้ชายมีกำลังวังชาแข็งแรงพร้อมมีบุตร ทั้งยังเชื่ออีกว่ากล้วยไม้กำหนดเพศในครรภ์ได้ (อยากให้บ้านไหนมีลูกก็เอากล้วยไม้ไปให้)
กล้วยไม้จึงกลายเป็นดอกไม้แห่ง “ความรัก” และ “ความอุดมสมบูรณ์”
คล้ายๆ กับคนจีนที่เชื่อว่ากล้วยไม้เป็นตัวแทนเรื่องความแข็งแรงและสุขภาพดี พวกเขานิยมนำน้ำมันหอมระเหยของกล้วยไม้มาใช้กับหนุ่มสาวที่ต้องการมีลูก สอดคล้องกับความเชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ในโลกตะวันตก
เอ่ยคำลาด้วยการ “พูดจาภาษาดอกไม้”
ทุกอย่างบนโลกหากเรามองอย่างลึกซึ้ง ในแง่มุมที่หลากหลาย จะพบว่ามีเรื่องราวหรือนัยยะอะไรซ่อนอยู่มากมาย ความงามจากรูปลักษณ์แบบผิวเผินของดอกไม้ หากเราใช้แค่ตามองก็จะพบแค่ความสวยงาม หากเราใช้หัวใจ เราจะเห็นถึงข้อความและความหมายของผู้ส่งที่มีให้เราอย่างเต็มหัวใจ
ไหนๆ ก็ทราบความนัยของดอกไม้แต่ละชนิดไปพอหอมคอ มาบ่มเพาะความรู้สึกของคุณให้มีมูลค่ามากขึ้น ด้วยการเลือกดอกไม้ที่ถูกใจสักชนิดที่ kaidee แล้วลงมือปลูกด้วยตัวเองไปเลย รับรองว่าทั้งความสวยของดอกไม้ ความหมายที่คุณอยากบอกและความตั้งใจทุ่มเทแบบเต็มร้อย คนรับจะต้องเปี่ยมล้นและรับรู้ถึงความพิเศษเหล่านั้นของคุณแน่นอน
Apr 8, 2021 | บทความอสังหาฯ
การแต่งห้อง ทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นวิธีง่ายๆ อย่าง การใช้ต้นไม้เล็กๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว และความร่มรื่น, การคุมโทนสีเฟอร์นิเจอร์ เพื่อให้ธีมทั้งห้องไปในทางเดียวกัน หรือการใช้โปสเตอร์แปะที่ผนัง เพื่อถ่ายทอดความชอบส่วนตัว ในขณะเดียวกันก็เพิ่มบุคลิกให้กับห้องของเรา เป็นต้น
แต่เพื่อนๆ คะ มันมีอีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ที่เราสามารถเปลี่ยนบรรยากาศห้องไปได้สิ้นเชิง แถมยังเพิ่มความยูนิคให้กับห้องของเรา ให้เราดูเป็นหนุ่มสาว “Artsy” มีสไตล์ และวิธีนั้นก็คือการใช้ ‘ศิลปะ’ ช่วยนั่นเองค่ะ
ขอบคุณรูปจาก designcrushblog
ตกแต่งห้องด้วย “ศิลปะ”
พูดถึง ‘ศิลปะ’ หลายคนคงนึกถึงภาพวาดของศิลปินระดับโลกอย่าง Da Vinci, Picasso, หรือ Van Gogh กันแน่เลย แน่นอนว่าถ้าเราเอาผลงานของพวกเขาเหล่านั้นมาตกแต่งห้อง ห้องเราคงจะดูมีเทส และสวยขึ้นไม่น้อย
แต่เพื่อนๆ คะ แล้วห้องเราจะต่างอะไรกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะทั่วไปล่ะคะ ตรงไหนเหรอที่บ่งบอกความเป็นเรา
แต่ถ้าหากว่า เราสร้างงานศิลปะขึ้นมาเองเลยล่ะ เราจะทำได้ไหมนะ……
เข้าใจค่ะ ว่าไม่ใช่ทุกคนจะมีพรสวรรค์ แบบจับพู่กันครั้งแรก ก็สร้างสรรค์ผลงานสวยงามแบบติดผนังห้องโชว์กันได้ วันนี้เราจึงรวบรวมศิลปะหลายแขนงที่สามารถลองทำกันเองได้ง่ายๆ โดยวาดลวดลายไปบนกระดานได้อย่างไม่ต้องคิดมาก ผลลัพธ์นั้นจะสวยหรือเปล่าอยู่ที่มุมมอง
แต่รับรองได้เลยว่างานนี้มี อาร์ตแตก แน่นอน เรามาเริ่มกันที่ศิลปะแบบแรกกันเลย
1. ศิลปะแบบ Fauvism (โฟวิสม์)
Artist: Henri Matisse
ขอบคุณรูปจาก theartstory
คำว่า ‘โฟวิสม์’ มาจากคำว่า fauves ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า ‘สัตว์ป่า’ เริ่มแรก โฟวิสม์ ไม่ใช่คำที่ใช้เรียกรูปแบบผลงานศิลปะ แต่เป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มศิลปิน ที่มีผลงานศิลปะไปในรูปแบบเดียวกัน และในเวลาเดียวกัน
ผลงานแบบ โฟวิสม์ จะเน้นการถ่ายทอดอารมณ์ของศิลปิน ดังนั้นภาพวาดจะมีรูปทรงอิสระ ลายเส้นเกิดจากลวดลายลีลาของปลายพู่กันมากกว่าการวัดซะส่วนให้สมดุลกันเหมือนศิลปะแขนงอื่นๆ
ส่วนสีจะเน้นสีฉูดฉาด สดใส โดยใช้แม่สีเป็นสีหลัก เพื่อให้สีในภาพตัดกันชัดเจน สิ่งที่บ่งบอกถึงศิลปะแขนง โฟวิสม์ ได้ชัดเจนที่สุดก็คือ การเลือกใช้สีโดยไม่คำนึงถึงความเสมือนจริงทางธรรมชาติ เช่น ท้องฟ้าสีแดง หรือพระจันทร์สีน้ำเงิน เป็นต้น
การวาดภาพแบบ Fauvism (โฟวิสม์)
Artist: Henri Matisse
การวาดภาพแบบ โฟวิสม์ ข้อดีคือมันไม่มีขั้นตอน หรือวิธีการอย่างเป็นทางการ ไม่มีการเบลอหน้า เบลอหลัง หรือพยายามทำให้รูปวาดเป็นภาพ 3 มิติแต่อย่างใด เรียกง่ายๆ ว่า เป็นการวาดภาพ และการเพ้นท์แบบแบนนั่นเอง ดังนั้นให้เพื่อนๆ เน้นอารมณ์การถ่ายทอดปัญหาทางสังคมลงบนแผ่นกระดาษ ใช้พู่กันขนาดหนา ใช้แม่สีหลัก จากนั้นก็ลุยได้เลย!
เทคนิค
- ใช้พู่กันแบบหนา เพื่อให้ได้ลายเส้นที่ไม่ละเอียด
- สีที่ใช้จะเป็นสีอะคริลิค (Acrylics) เพราะสีอะคริลิคมีคุณสมบัติแห้งเร็ว
เน้นใช้แม่สีที่ประกอบไปด้วยสีอบอุ่นและสีเย็น เพื่อให้เกิดการตัดกันของสี และทำให้ภาพวาดดูตื่นเต้น ไม่ดูเป็นสีโทนเดียวกันเกินไป
- สีโทนอุ่น ได้แก่ แดง ส้ม และเหลือง
- สีโทนเย็น ได้แก่ ฟ้า เขียว ม่วง และน้ำเงิน
- สีหลักสำคัญ ได้แก่ ขาว และดำ
โดยใช้สีโทนอุ่นในการไฮไลท์ และใช้สีโทนเย็นในการแรเงา ซึ่งการทำเช่นนี้ ภาพจะไม่ทำให้ภาพดูแบนราบเกินไป
- ร่างรูปด้วยสีดำ หรือสีน้ำเงินเข้ม และใช้จังหวะเด็ดขาด กล้าได้กล้าเสีย
- อย่ากังวลเรื่องความละเอียดของภาพ ให้ใช้ความรู้สึกเป็นหลัก
เท่านี้ก็จะได้ รูปวาดแบบ โฟวิสม์ ไว้ตกแต่งห้องแล้วค่ะ
ตัวอย่างศิลปะ โฟวิสม์
Artist: Maurice de Vlaminick
Artist: Maurice de Vlaminick
ภาพวาด ตัวเอง (Self Portrait) ซ้าย: Henri Matisse / ขวา: Ernst Ludwig Kirchner
2. เซรามิกของ Bettunika (Bettunika’s Ceramic Art)
ขอบคุณรูปจาก departures
เพื่อนๆ คงคุ้นหน้าคุ้นตากับ ‘ศิลปะเซรามิก’ กันมาพอสมควร เพราะไม่ว่าเราจะไปที่ไหน ก็มักจะเจอมันเสมอ เพราะนอกจากเราจะเอาเซรามิกมาเป็นของตกแต่งห้องสวยๆ แล้ว ยังใช้งานได้อีกด้วย
แต่มีน้อยคนนะคะ ที่รู้จักผลงานเซรามิกของ Bettunika ศิลปินสาวชาวเดนมาร์กคนนี้ เธอเป็นที่โด่งดังเอามากๆ ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งผลงานเซรามิกของเธอ ไม่ว่าจะเป็นแก้ว แจกันดอกไม้ หรือจาน ก็เป็นที่พูดถึง ถึงขั้นที่นิตยสาร Vogue รีบจองตัวของเธอไปสัมภาษณ์กันเลยทีเดียว
จุดเด่นของงานเซรามิกของเธอคือ รูปทรงที่บูดเบี้ยว สีสันโทนพาสเทล และลวดลาย Child-Like ให้ฟิลเหมือนผลงานของน้องๆ อนุบาล ตามแบบในรูปเลย
Instagram // @bettunika
การปั้นเซรามิกแบบ Bettunika
เมื่อเทียบกับศิลปะแบบ โฟวิสม์ แล้ว แน่นอนว่าการปั้นเซรามิกต้องอาศัยทักษะและความชำนาญมากกว่าพอสมควร การปั้นเซรามิกขึ้นมาสักอัน ประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนหลักๆ นั่นก็คือ การขึ้นรูป การเผา และการเคลือบ ส่วนการเพ้นท์เซรามิกนั้น ความรู้เรื่องสี เทคนิคการผสมสี รวมไปถึงทักษะการเพ้นท์นั้น ก็สำคัญ เพราะกว่าเราจะรู้หน้าตาผลงานจริงๆ ก็ตอนที่มันออกมาจากเตาเป็นที่เรียบร้อย
เทคนิค
ถึงขั้นตอนมันจะยุ่งยากสักนิด แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่า มือสมัครเล่นอย่างเราจะปั้นเซรามิกกันเองไม่ได้นะ
- เตรียมวัตถุดิบสำคัญ นั่นก็คือ ‘ดิน’ ซึ่งสามารถใช้ดินได้ 2 ประเภท
- ดินเหนียว หรือ ดินบอลเคลย์ (Ball Clay)
- ดินขาว หรือ ดินเกาลิน (Kaolin)
- สำหรับมือสมัครเล่น สามารถขึ้นรูปโดยการใช้มือปั้นเป็นรูปทรงตามต้องการได้เลย
- วิธีทำให้ดินมีขนาดบางลง เรียกว่า ‘รีดดิน’ สามารถทำได้โดยการเอามือไปชุบน้ำให้เปียก แล้วลูบลงไปที่ตัวดิน หน้าดินจะมีผิวเรียบ และบางขึ้น
- จากนั้นให้ลงสีได้เลย ประเภทสีที่ใช้คือ สีผสมน้ำดิน
ซึ่งความยากของการใช้สีผสมน้ำดิน คือทุกสีจะมีหน้าตาเป็นสีน้ำตาลไปหมด ดังนั้นต้องใช้สมาธิ และจินตนาการสูงมาก
- นำไปเผาที่อุณหภูมิ 110 – 120°C ให้ความชื้นที่ชิ้นงานระเหยออก จนแห้ง
- หลังจากเผาเสร็จ ให้นำเซรามิกมาเคลือบ โดยใช้สารเคลือบเซรามิก เป็นชั้นหนาประมาณ 1-1.5 มม.
- จากนั้น นำชิ้นงานกลับเข้าเตาเผาอีกรอบ เพื่อทำให้ผิวชั้นเคลือบ กลายเป็นแก้วมันวาวอยู่กับผิวดิน
ตัวอย่างเซรามิกของ Bettunika
Instagram // @bettunika
Instagram // @bettunika
Instagram // @bettunika
อยากลองปั้นกันบ้างแล้วใช่ไหม ตอนนี้เรามี Workshop สอนปั้นเซรามิก เปิดให้ลองกันแล้วนะคะ
หนึ่งในร้าน Workshop สอนปั้นเซรามิกสุดชิค ซึ่งนอกจากจะเป็นเวิร์กช็อปแล้ว ยังเป็นร้านคาเฟ่ และแกลเลอรี่โชว์ผลงานเซรามิกสวยๆ ไปในตัวอีกด้วย
ร้านนี้มีชื่อเก๋ๆ ว่า “A Clay Ceramic (อะ-เคลย์-เซรามิก)”
ซึ่งตั้งอยู่ที่ 50 ซอยสาทร 8 เปิดทุกวัน (ยกเว้นวันพฤหัสบดี) เวลา 10:00 – 17:30 น
Facebook// @aclayceramic
ที่สำคัญ ที่นี่เขามีคอร์สให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคอร์สสำหรับ 1 วัน ซึ่งสามารถปั้น และเพ้นท์เซรามิกได้เสร็จภายในเวลาแค่ 4 ชม. หรือถ้าใครมีเวลาว่าง คอร์ส 2 วัน ก็น่าสนใจ เพราะเขาจะใช้วันแรกโฟกัสกับการขึ้นรูปเซรามิก และวันที่ 2 นั้นจะถูกใช้ไปกับการเพ้นท์อย่างเดียว เรียกได้ว่าเจาะลึกกันแบบสุดๆ และถ้าใครไม่อยากปั้น ที่นี่เขาก็มีคอร์สเพ้นท์อย่างเดียวให้เลือกด้วยนะ
ดูผลงานตัวอย่างจากนักเรียนของ A Clay Ceramic เขาซะก่อน เจ๋งไปเลยใช่ไหม
Facebook// @aclayceramic
Facebook// @aclayceramic
สายมินิมอล มีงานอดิเรกเป็นคาเฟ่ฮอบปิ้ง และกำลังหากิจกรรมแฮงเอาท์กับเพื่อนสนุกๆ รออะไรอยู่คะ อ่านบทความนี้จบ รีบโทรจองคิวเลย
3. ศิลปะแบบ Suprematism (ซูพรีมาตีสม์)
ขอบคุณรูปจาก museothyssen
จุดเด่นของศิลปะ ซูพรีมาตีสน์ คือการให้อิสระกับผู้ชมผลงาน ไม่ปิดกั้นความคิด ทั้งรูปทรง ลายเส้น และเรื่องราวในภาพวาด ตามแบบอย่างที่ศิลปินต้องการให้เป็น นับว่าเป็นศิลปะที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมตีความได้อย่างไร้ขีดจำกัด
การวาดภาพแบบ Suprematism (ซูพรีมาตีสม์)
Artist: Kazimir Malevich
ศิลปะแบบ ซูพรีมาตีสน์ จะเน้นการเว้นช่องไฟ และพื้นที่ว่าง ซึ่งจะแตกต่างจากศิลปะแบบ โฟวิสม์ อย่างสิ้นเชิง เพราะศิลปะแบบ ซูพรีมาตีสน์ จะมีลักษณะเป็นรูปทรงเรขาคณิต เป็นสัดเป็นส่วนชัดเจน อยู่ภายใต้รูปทรงเรขาคณิตแบบง่าย เช่น สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม วงกลม หรือกากบาท
อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าศิลปะแบบ ซูพรีมาตีสน์ เป็นศิลปะที่เปิดกว้างให้ผู้ชมตีความกันเอาเอง ดังนั้นศิลปินสามารถวาดลวดลายได้ตามใจชอบ ไม่จำเป็นต้องมีความหมายแฝงแต่อย่างใด
เทคนิค
- รูปแบบของพู่กันสามารถเลือกได้ตามใจ หากต้องการความละเอียด ให้ใช้พู่กันแบบแบน
- ประเภทของสี นิยมใช้เป็นสีอะคริลิค หากต้องการให้เนื้องานมีความหยาบ แนะนำให้ใช้เป็นสีน้ำมัน
เพื่อความโดดเด่น ศิลปินนิยมเลือกใช้สีคู่ตรงข้าม เช่น
- น้ำเงิน กับ ส้ม
- เหลือง กับ ม่วง
- แดง กัน เขียว
- เนื่องจากศิลปะแขนง ซูพรีมาตีสน์ เป็นศิลปะที่มีการกะสัดส่วนชัดเจน ดังนั้น ขณะวาด และลงสี ควรแปะเทปใส เพื่อเป็นการกั้นช่องไฟ เพิ่มความคมของเส้น และป้องกันไม่ให้สีไปโดนกัน
ตัวอย่างศิลปะ ซูพรีมาตีสม์
Artist: Kazimir Malevich
Artist: McArthur Binion
Artist: David Diao
สรุปท้ายบทความ
ศิลปะทั้ง 3 ประเภทที่นำเสนอในวันนี้ เป็นเพียงแค่ตัวอย่างศิลปะที่สามารถลองทำเองได้ที่บ้าน ไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะ หรือพรสวรรค์ระดับ Picasso ก็สามารถได้งานสวยๆ ที่สามารถนำมาตกแต่งห้องให้โดดเด่นได้ไม่เหมือนใคร
“ศิลปะ” ไม่มีผิด ไม่มีถูก ไม่มีคำว่าสวย ไม่มีคำว่าเลอะเทอะ ทุกอย่างอยู่ที่มุมมอง เพราะฉะนั้นถ้าเพื่อนๆ อยากลองวาดรูป ละเลงสีกันดูบ้าง ทำเลยค่ะ ชีวิตเรานั้นสั้นเกินกว่าที่จะเสียเวลากับการกลัวเสียเวลา
แต่ถ้าใคร ไม่มีเวลาจริงๆ แวะเข้ามาชม ของตกแต่งบ้านที่ Kaidee ได้นะคะ เรามีทั้งภาพวาดสวยๆ ของตกแต่งทุกแบบ ทุกแนว ให้เลือกสรรกันอย่างเต็มที่เลย