Treasure Hunter : Masaru Japan Store ร้านฟิกเกอร์ราคาเด็ด ที่ใครก็ต้องโดน

Treasure Hunter : Masaru Japan Store ร้านฟิกเกอร์ราคาเด็ด ที่ใครก็ต้องโดน

“ข้อแตกต่างที่ไม่เหมือนใคร เพราะเราบอกตำหนิของสินค้าไว้ให้หมดแล้ว”

หนึ่งในสิ่งที่แตกต่างจากร้านฟิกเกอร์อื่นๆ แถมยังเป็นจุดเด่นที่ไม่เหมือนใครของร้าน Masaru Japan Store คือความเป็นร้านฟิกเกอร์ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด แก้จุดที่เป็น pain point ของร้านขายฟิกเกอร์หลายแห่งได้เป็นอย่างดี 

แม้ Masaru Japan Store จะได้ชื่อว่าเป็นร้านขายของมือสอง ที่ประกอบไปด้วยของชิ้นเล็กชิ้นน้อยตั้งแต่ของใช้ในบ้าน สู่ฟิกเกอร์มากมายสุดอลังการ แต่โดยส่วนใหญ่ของที่ขายอย่างฟิกเกอร์กลับเป็นมือหนึ่งถึง 80% 

หลายคนคงเริ่มมีคำถามในใจแล้ว ว่าเอ๊ะ เป็นมือหนึ่งแต่คุมราคาได้ดีขนาดนี้ มีสาเหตุอะไรเบื้องหลังที่น่าเป็นห่วง อย่างการรับงานจีนงานไม่แท้หรือเปล่า

บอกเลยค่ะ ว่าที่ร้านนี้ ไม่มีคำว่า งานแท้เกรด A หรืองานจีนแน่นอน เพราะทางคุณแจ็กได้บอกกับทางเราเองเลยว่า เขามีดีลที่น่าเชื่อถืออยู่ นี่คือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ราคาฟิกเกอร์ของร้านนี้ ไม่พุ่งสูงลิบลิ่วจนน่ากลัวอย่างที่หลายคนมักเอฟกันในตลาดออนไลน์ต่าง ๆ

จุดเริ่มต้นของร้าน Masaru Japan Store

ส่วนแนวคิดจุดเริ่มต้นของร้านจะเกิดจากอะไร ทำไมคุณแจ็ก อนันต์ ตระกูลดี ถึงได้เลือกเส้นทางร้านฟิกเกอร์เช่นนี้ เราไปดูที่วิดีโอด้านล่างนี้กันเลยค่ะ!

https://youtu.be/6ANAO90rbvo

ทำไมอนิเมะกับฟิกเกอร์ถึงกลับมาเป็นกระแส ?

มาถึงตรงนี้แล้วใครหลายคนคงเริ่มสงสัยแล้วสินะคะ ว่าท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโควิด-19 แบบนี้ทำไมตลาดฟิกเกอร์กลับขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เรียกได้ว่าเข้าสู่จุดพีคมากกว่าปีที่ผ่าน ๆ มาเสียอีก

เราคงต้องเริ่มเท้าความไปก่อนถึงเรื่องของกระแสของอนิเมญี่ปุ่นที่กลับมาอีกครั้งในช่วง Work From Home  เมื่อปีที่ผ่านมา คิดว่าหลายคนคงจะรู้จักเรื่อง “Kimestsu no Yaiba” หรือ “Demon Slayer” ที่มีชื่อในไทยว่า “ดาบพิฆาตอสูร” สุดโด่งดัง เรียกว่าทั้งรายได้จากอนิเมะกับรายได้เดอะมูฟวี่ ที่เข้าโรงในประเทศไทยนานกว่า 3 เดือน ทุบสถิติหนังญี่ปุ่นที่ทำรายได้ในไทยทะลุ 120 ล้านบาท

Cr. https://www.zerochan.net/2939156

จัดว่าเป็นหนึ่งในตัวจุดกระแสอนิเมะญี่ปุ่นกลับมาบูมอีกครั้งในประเทศไทย ทั้งนี้ยังมีเรื่องต่าง ๆ อย่าง Haikyuu คู่ตบฟ้าประทาน ที่ตัวมังงะเพิ่งจบไปในช่วงปปี 2020 พร้อมกับอนิเมะซีซัน ที่เรียกว่าเข้ามาเสริมกระแสอนิเมะให้ดังไปกว่าเดิม 

ไหนจะอนิเมะเรื่องดังที่เข้าสู่ซีซันสุดท้ายอย่าง Attack on Titan ผ่าพิภพไททัน ที่เรียกว่าเดินไปถามวัยรุ่นหลายคน คงร้องคำว่า sasageyo ออกมากันได้หมด! ทั้งหมดนี้ต่างทะยอยพากันควงแขนเข้า Netflix จนคนที่ WFH หันมาดูกันจนมีเรื่องขึ้นเทรด์และกรุ๊ปให้เห็นละลานตาไปหมด

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยสำหรับการกลับมาบูมของอนิเมะและกระแสการเอฟสินค้าอย่างฟิกเกอร์ จนเรียกได้ว่าราคาขายต่อนำราคาพรีออกเดอร์ไปถึง 2-3 เท่า  กลายเป็นว่าคนรีบชิงพรีออเดอร์ก่อนสินค้าจะออกมาวางขายเสียอีก เพราะมีคนกล่าวว่า พอวางขายปุ๊ป ก็ Sold Out แทบจะทันที 

สินค้าขายดีของร้าน Masaru Japan Store

เช่นเดียวกันกับที่ร้าน Masaru Japan Store นี้ที่ตัวโนนองเองก็สงสัย ว่าฟิกเกอร์ ตัวไหนกันที่เด่นดังเป็นตัวท็อปฮิตของร้าน

Cr.
https://www.favorgk.com/products/1-6-scale-levi-ackerman-attack-on-titan-resin-statue-lc-studios-pre-order
Cr.https://th.aliexpress.com/item/4001133215057.html

ทางคุณแจ็กก็ได้ตอบมาเลยว่า “เรื่องไททันกับเรื่องไฮคิว” ลงที่ร้านกี่ครั้งก็ไม่เคยเหลือ!!!! โนนองเองก็เพิ่งถึงบางอ้อ เพราะตั้งแต่ก้าวเข้ามาที่ร้านก็ไม่เห็นฟิกเกอร์ทั้งสองเรื่องเลย!!!

อื้อหือ ยอดฮิตจนอดอยากเห็นฟิกเกอร์เหล่านี้เลยล่ะค่ะ แต่น่าเสียดายโนนองไม่มีแต้มบุญ เพราะมาก่อนที่คุณแจ็กจะนำสินค้าที่เพิ่งสั่งล็อตใหม่จากญี่ปุ่นเข้าร้าน พูดมาถึงขนาดนี้แล้ว คงเห็นความฮิตสุดปังของกระแสฟิกเกอร์แล้วใช่ไหมล่ะคะ ลงปุ๊ปหมดปั๊ปได้ขนาดนี้ 

จุดเด่นที่บอกเลยว่าต้องมาซื้อฟิกเกอร์ที่นี่

ยังไม่หมดเท่านี้ ยังมีเรื่องจุดเด่นของร้าน Masaru Japan Store คือนอกจากฟิกเกอร์จะเยอะมาก ๆๆๆๆๆๆ แล้ว การเช็กสินค้าก็ทำได้ด้วย หากเป็นสินค้ามือหนึ่งก็สามารถเปิดเช็ก ภายหลังการจ่ายเงินได้เลย ส่วนสินค้ามือสองก็ขอเปิดเช็กก่อนจ่ายเงินได้ เพื่อเป็นการยืนยันถึงตำหนิที่แปะไว้หน้ากล่อง 

เรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นที่หาได้ยากสำหรับร้านฟิกเกอร์ในประเทศไทย เพราะส่วนใหญ่แล้วการซื้อฟิกเกอร์มักไม่มีการให้เช็กสินค้าก่อนหรือหลังซื้อ ยิ่งเป็นของมือสองแล้วจะหาใครมาบอกจุดด้อยหรือตำหนิของฟิกเกอร์ก็เรียกว่าหาได้ยากมาก ๆ 

สรุปท้ายบทความ

ที่นี่จึงเป็นหนึ่งในร้านฟิกเกอร์ยอดฮิตร้านหนึ่งของประเทศไทย ทั้งใส่ใจลูกค้าและรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหมือนกับยกร้านขายที่ประเทศญี่ปุ่นมาไว้ในประเทศไทย เรียกว่าเป็นการใส่ใจลูกค้าแบบ Omotenashi ที่เรียกว่าบริการทุกระดับประทับใจของญี่ปุ่นเลยล่ะ! 

ใครจะหาร้านซื้อฟิกเกอร์ก็อย่าลืมมาหาได้ที่ Masaru Japan Store 

เวลาทำการ :

เปิดทุกวันตั้งแต่ 10.30 – 20.00 น.

การเดินทาง :

ลง BTS พระโขนงมาเข้าซอยสุขุมวิท 69 มาเพียง 500 เมตรก็จะเจอกับร้าน Masaru!

ทั้งนี้ทางร้านก็มีหน้าเว็บไซต์ให้ไปดูฟิกเกอร์และสั่งออนไลน์ได้อีกด้วยที่

https://www.masarustore.com/

สำหรับใครที่กำลังมองหาช่องทางทำกำไรและการขายฟิกเกอร์ของสะสมเพื่อเอาเงินไปถอยตัวใหม่ล่ะก็ พลาดไม่ได้แล้วที่ Kaidee ที่เต็มไปด้วยแหล่งขาย-ของมือสองมากมาย ที่มีผู้ซื้อผู้ขายเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย จะรอช้าทำไม เข้ามาขายเลย! (แต่ถ้าอยากซื้อฟิกเกอร์อื่น ๆ เราก็มีนะ จิ้มปุ่มด้านล่างเลยสิ)

อัปเดตโมเดล-ฟิกเกอร์น่าเก็บในปี 2021 พร้อมแหล่งช้อป

อัปเดตโมเดล-ฟิกเกอร์น่าเก็บในปี 2021 พร้อมแหล่งช้อป

ฟิกเกอร์และโมเดล ของเล่น-ของสะสมอย่างหนึ่งที่ยังคงเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีต ซึ่งสำหรับบางคนแล้วอาจเป็นของเล่นธรรมดา แต่ความจริงแล้วมันมีมูลค่าทั้งทางใจและทางราคามากเลยล่ะ   

“ฟิกเกอร์” “โมเดล” ของเล่นที่มีดีมากกว่าการตั้งโชว์ 

ไม่ว่าจะเป็นฟิกเกอร์หรือโมเดล ทั้งสองอย่างก็เป็นที่นิยมละมีกลุ่มเฉพาะที่เล่นกัน แต่สำหรับมือใหม่หลายคนอาจยังคงมีคำถามว่าฟิกเกอร์เป็นแบบไหน แล้วโมเดลเหมือนกับฟิกเกอร์ไหม ซึ่งความจริงแล้วทั้งสองมีความแตกต่างกัน

ฟิกเกอร์ 

ฟิกเกอร์หรือ Figure Model ส่วนใหญ่จะเป็นหุ่นจำลองตัวละครจากเกม อนิเมชัน หรือภาพยนตร์ต่างๆ ซึ่งฟิกเกอร์นั้นจะไม่สามารถขยับชิ้นส่วนให้เป็นท่าทางต่างๆได้ 

แต่จะมีฟิกเกอร์แบบหนึ่งที่สามารถขยับชิ้นส่วนเพื่อเปลี่ยนท่าทางได้ แบบนั้นจะเรียกว่า Action Figure ซึ่งตัวแรกๆที่ออกมานั่นคือฟิกเกอร์ G.I.Joe ที่มีรูปร่างคล้ายกับคน 

นอกจากนี้ยังมีฟิกเกอร์อีกแบบที่เรียกกันติดปากว่า ฟิกมา (Figma) ซึ่งตามจริงแล้วคำว่า Figma นี้เป็นไลน์สินค้าอย่างหนึ่งของบริษัท Good Smile Company และตัว Figma นี้จะสามารถขยับชิ้นส่วนได้และยังสามารถเปลี่ยนชิ้นส่วนได้

โมเดล

โมเดลเป็นการจำลองคน สัตว์ สิ่งของไม่ว่าจะมาจากการ์ตูน อนิเมชันหรือภาพยนตร์ก็ได้ แต่เจ้าโมเดลจะไม่สามารถขยับชิ้นส่วนต่างๆได้นะ  

Nendoroid

เป็นฟิกเกอร์แบบใหม่ที่เริ่มกลายเป็นที่นิยมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งตามจริงแล้ว Nendoroid ก็เป็นหนึ่งในไลน์ของสินค้าใน Good Smile Company เช่นเดียวกับ Figma ขนาดส่วนมากจะอยู่ที่ความสูง 10 เซนติเมตร แต่ความน่ารักของไลน์นี้เรียกว่าเต็มร้อยจริงๆ 

โมเดล-ฟิกเกอร์กระแสแรงน่าเก็บ

ในช่วงที่ผ่านมาฟิกเกอร์และโมเดลใหม่ๆก็มีเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งส่วนมากก็จะมาจากการ์ตูนและอนิเมชันที่โด่งดัง จนมีของเล่นของสะสมต่างๆออกมามากมาย

1.GEM SERIES : Palm Size Nezuko Kamado

ฟิกเกอร์เนะสึโกะสุดน่ารักจากอนิเมชันเรื่องดาบพิฆาตอสูร (Demon Slayer) ตัวนี้เป็นไซส์ขนาดเท่าฝ่ามือ สูงประมาณ 2 นิ้ว   

2.Pikachu Cosplay Demon Slayer 001 Nezuko & Tanjirou

ขอบคุณภาพจาก Amazon.ca

สาวกโปเกมอนและดาบพิฆาตอสูรต้องหลงรักความน่ารักของฟิกเกอร์เซ็ตนี้ ปิกาจูมาคอสเพลย์เป็นเนะสึโกะและทันจิโร วัสดุจะเป็น PU และเรซิ่น

3.Kimetsu no Yaiba – Zenitsu by Magic Cube Studio

ยังคงอยู่ในอนิเมชันเรื่องดาบพิฆาตอสูรในเซ็ตจาก Magic Cube Studio ที่ถูกใจแฟนๆทั้งหลาย ด้วยความละเอียดและสวยงามของแต่ละตัว เช่น คุณหมอ Tamayo ที่ฉากหลังมีไฟ LED ให้อารมณ์ความอ่อนหวานอ่อนช้อยสุดๆ   

4.Boa Hancock – Magic Cube Studio

หนึ่งในโมเดลตัวละครยอดนิยมโบอา แฮนค็อกจากเรื่องวันพีซ ในตัวนี้จะมาในสเกลแบบ Standard พร้อมท่าทางที่สวยงามและรายละเอียดที่ทำออกมาได้ดี  

5.SD Sangoku Soketsuden Zhang Fei God GUNDAM

โมเดลกันดั้มจาก Bandai ที่เราต้องมาประกอบชิ้นส่วนเอง โดยตัวนี้จะมีอาวุธเป็นหอกสีแดงที่เรียกว่า Dabo มาด้วย ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นทำมาได้อย่างละเอียด โดยในไลน์ที่ออกมานี้ยังมีตัวอื่นรวมกันเป็น 3 ตัว ที่มีอาวุธเป็นใบมีดสีเขียวและอีกตัวเป็น Gunblade สีดำแดง

6.Nendoroid Naruto Uzumaki 

Nendoroid นารูโตะยอดนิยมที่ทำล๊อตใหม่ออกมาอีกครั้งในปี 2021 นี้ ซึ่งรุ่นนี้สามารถเปลี่ยนชิ้นส่วนให้กลายเป็นท่าต่างๆได้มากถึง 3 แบบ น่ารักสุดๆ  

7.Pop Up Parade Yami Yugi

Pop Up Parade ไลน์ใหม่จาก Good Smile Company โดยเริ่มต้นกับฟิกเกอร์ใหม่จากอนิเมะ Yu-Gi-Oh ในตัวละคร Yami Yugi สุดเท่ห์ ซึ่งมาในขนาดความสูงประมาณ 17 เซนติเมตร 

8.Taito Satoru Gojo Jujutsu Kaisen 

ฟิกเกอร์จากอนิเมชันเรื่อง มหาเวทย์ผนึกมาร (Jujustsu Kaisen) ในตัวละครซาโตรุ โกโจ ตัวรองสุดเท่ห์ในเรื่องที่สาวๆต่างกรี๊ดกัน ตัวนี้มีความสูงประมาณเกือบ 8 นิ้วและใช้วัสดุจาก PVC  

แหล่งซื้อฟิกเกอร์และโมเดล

หากสมัยก่อนเราคงนึกถึงสะพานเหล็กเป็นอันดับต้นๆเวลาซื้อโมเดล ฟิกเกอร์และเกมต่างๆ แต่ปัจจุบันที่สะพานเหล็กได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นคลองโอ่งอ่างแล้ว เราจะไปช้อปได้ที่ไหนล่ะ มาดูตามนี้กันเลย

1.เมก้าพลาซ่า 

แหล่งรวมเกม กล้องและของเล่นมากมาย หลายร้านที่เคยอยู่ที่สะพานเหล็กต่างก็ย้ายมาอยู่ในตึกเมก้านี้กันหมด ซึ่งฟิกเกอร์และโมเดลนั้นจะมีตั้งแต่ชั้น 3 ขึ้นไป การเดินทางนั้นสามารถเดินทางด้วย MRT ลงสถานีสามยอดและเดินต่อไม่ถึง 5 นาทีก็จะถึง ส่วนรถเมล์ก็จะมีตั้งแต่สาย 1, 25, 507, 508 ลงด้านหน้าตึกได้เลย

2.Always One Plaza

ใครที่อยากเริ่มต้นดูจากห้างเล็กๆก่อน ให้มาที่นี่เลย Always One Plaza ตั้งอยู่ตรงข้ามกับเมก้าพลาซ่า ในตึกมีร้านขายโมเดล ฟิกเกอร์มากมาย รวมถึงเกมหรือการ์ดเกมต่างๆก็มีนะ 

3.เว็บไซต์ออนไลน์ต่างๆ

ตามเว็บไซต์และแพลตฟอร์มโซเชียลต่างๆก็มีร้านค้าไปเปิดอยู่มากมาย ยิ่งถ้าเป็นตัวใหม่ที่ต้องพรีออเดอร์ เราก็สามารถพรีได้ผ่านออนไลน์แบบง่ายๆได้เลย แต่ใต้ความสะดวกนี้ก็ต้องระวังการถูกหลอกจากคนโกงด้วยล่ะ ถ้าไม่อยากเจอคนโกง ก็ต้องลงมาดูที่ Kaidee ได้เลย

สรุป

โมเดล ฟิกเกอร์ของเล่นที่มีราคานี้ ยังคงมีรุ่นสวยๆแบบใหม่ๆออกมาอีกเรื่อยๆ ซึ่งแม้ว่าตามปกติจะมีกลุ่มลูกค้าที่คอยติดตามซื้อสะสมอยู่แล้ว แต่หากเราดูการ์ตูนหรืออนิเมชันเรื่องไหนแล้วชอบมากๆอินสุดๆ เราอาจได้เจอโมเดลหรือฟิกเกอร์สุดน่ารักที่จะตกเราให้ติดกับ ต้องซื้อมาตั้งไว้ที่บ้านแน่ๆ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นสายเก็บโมเดลฟิกเกอร์โดยตรงก็สามารถมีไว้ครอบครองได้

ส่วนใครยังมองหาโมเดลฟิกเกอร์สวยๆไว้ครอบครองอยู่ล่ะก็มาดูที่ Kaidee ได้เลยนะ เรามีทั้งหมวดของเล่นและของสะสมให้คุณได้เลือกลงขายหรือหาซื้อได้อย่างสะดวกสุดๆ

วันสบาย ๆ สไตล์มิน ที่งานหนังสือ Winter Book Fest

วันสบาย ๆ สไตล์มิน ที่งานหนังสือ Winter Book Fest

สวัสดีครับผมชื่อ “มิน” เป็นอีกหนึ่งวันที่ผมนั้นมานั่งดื่มกาแฟชิล ๆ ที่ สามย่าน มิตรทาวน์ แล้วตอนที่ผมกำลังเดินไปที่ร้านกาแฟ ทันใดนั้นผมก็ได้เห็นป้ายประกาศของงาน Winter Book Fest เทศกาลหนังสือฤดูหนาว และแน่นอนด้วยความรักใคร่เป็นอย่างยิ่งในหนังสือของตัวผมเองที่มีมากอย่างเอ่อล้นออกมา (หลอก ๆ) มันกระทบเข้ามาในใจว่าต้องไป (จริง ๆ แล้วคือมินว่างอยู่นั่นแหละ)

ป้ายงานก็คือดูดีและมินิมอลมาก

ผมจึงไม่รอช้ามุ่งตรงไปทันทีที่ร้านกาแฟ เพื่อเติมพลังและดื่มกาแฟให้เรียบร้อยเสียก่อน และจึงเดินกลับไปดูที่ป้ายของงานอีกครั้ง จะได้รู้ว่างานนั้นจัดอยู่ที่ชั้นไหนกันแน่ ซึ่งงานนั้นจัดอยู่ที่ สามย่าน มิตรทาวน์ ชั้น 5 ตั้งแต่วันที่ 10-20 ธันวาคม 2563

งาน Winter Book Fest

ในตอนแรกเลยผมคิดว่างาน Winter Book Fest เนี่ย คงไม่ต่างเท่าไรกับงานขายหนังสือหรือร้านหนังสือทั่ว ๆ ไปตามห้างสรรพสินค้า แต่ในทันทีที่ผมเดินขึ้นไปที่งาน สิ่งแรกที่เห็นเลยก็คืองานศิลปะ (ซึ่งผมไม่รู้ว่างานแบบนี้มันเรียกว่างานอะไร) เต็มไปหมด แม้ว่าผมจะไม่อ่านหนังสือแต่เรื่องศิลปะนี่อดใจไม่ไหวจริง ๆ และแต่ละผลงานคือสวยมาก อดใจไม่ได้จริง ๆ ที่จะต้องถ่ายรูปเก็บไว้สักหน่อย

ใครมางานนี้ต้องมาถ่ายรูปมุมนี้นะ แนะนำสุด ๆ

หลังจากนั้นเมื่อเดินมาที่หน้างานก็จะพบว่า ต้องตรวจอุณหภูมิก่อนเข้า เพราะช่วงนี้แหละ โควิด-19 ที่ทำให้เรานั้นต้องระวังกันมากขึ้นไปอีก แถมช่วงนี้ยังเหมือนจะกลับมาระบาดอีกครั้งด้วย ทุกคนต้องระวังกันนะ

และอย่างที่ผมบอกไปปกติตัวผมเองนั้นไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเป็นทุนเดิม อ่านหนังสือมากที่สุดก็คงไม่พ้น หนังสือการ์ตูน หนังสือเรื่องสั้น นั่นคือเต็มที่ที่สุดแล้วจริง ๆ ที่จะเลือกซื้อ ด้วยความที่ผมไม่มีไอเดียในเรื่องของหนังสือเลย สิ่งเดียวที่คิดได้ในตอนนั้นก็คือ “ถาม” ใช่!! ความคิดของผมนั้นคือการเดินไปถามคนที่มาซื้อหนังสือในงานกันนี่แหละว่าเค้าซื้ออะไรกัน??

สอบถามเหล่าคนรักหนังสือในงาน

มุ่งหน้าไปเลยครับ!!

ไม่รีรอที่หาใครสักคนมาเป็นคนที่ผมจะขอคำปรึกษา ผมจึงพุ่งตรงไปหาคนให้สัมภาษณ์ซะเลย!! และไม่รู้ว่าด้วยท่าทางที่ดูจริงจังของผมรึเปล่า? เลยทำให้คนในงานต่างกลัวและก็ไม่ยอมให้สัมภาษณ์สักเท่าไร แต่ผมก็ไม่ย่อท้อ ยังคงหาต่อไป จนกระทั่งสุดท้ายผมก็ได้เจอ

พี่บอล

หนังสือนิยายชุด “สามเกลอ” เป็นหนึ่งในร้อยของหนังสือที่คนไทยควรอ่าน

ในที่สุดผมก็ได้คนสัมภาษณ์คนแรกเสียที เดินวนไปวนมาตั้งนาน พี่บอลได้บอกไว้ว่า วันนี้มาดูหนังสือจากสำนักพิมพ์ “แสงดาว” และได้ซื้อชุดหนังสือ “ปริศนาเจ้าสาวของอานนท์” ที่มีทั้งหมด 3 เล่มในชุดนั้น ซึ่งเป็นวรรณกรรมคลาสสิคสุดอมตะ เนื้อหานั้นเกี่ยวกับเรื่องของความรักของชายที่ชื่ออานนท์ นอกจากนี้พี่บอลได้บอกเอาไว้อีกว่า มีอีกหนึ่งหนังสือที่สนใจ นั่นก็คือเรื่อง สามเกลอ เป็นหนึ่งใน 100 หนังสือที่คนไทยควรต้องอ่าน ด้วยความสนุก ตลก และมีเนื้อหาที่เพ้อเจ้อในแบบที่คนไทยที่อ่านน่าจะหลงรักได้ง่าย ๆ

มีหลายเล่มมาก กลัวแล้ว!!

ผมเลยตามไปดูที่บูธหนังสือของค่ายแสงดาวในทันที แล้วก็เจอ!! ด้วยความวินเทจของหนังสือ มันเลยดูเข้ากับการออกแบบหน้าปกที่เหมือนทำให้เรานั้นย้อนไปอ่านหนังสือขายหัวเราะในวัยเด็กได้อีกครั้ง ใครที่ชอบหนังสือตลก ๆ ผ่อนคลายความเครียดไม่ควรพลาด!!

น้องจุฬา (คนหนึ่ง)

คนเราควรศึกษาเรื่อง สามัญสำนึก ในจิตใจบ้าง

น่าเสียดายที่น้องไม่ยอมให้ถ่ายรูปตัวน้องมาลง แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยน้องได้บอกเราไว้เรียบร้อยแล้วว่า น้องมางาน Winter Book Fest เพื่อบูธหนังสือจากสำนักพิมพ์ P.S. เพื่อรอการขายของหนังสือ​ ”I’ve never met a SUNSET I didn’t like.” (ไม่มีใครเป็นเจ้าของดวงอาทิตย์) แต่ทางสำนักพิมพ์นั้นผลิตออกมาไม่ทัน ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาบเป็นอย่างมาก แต่น้องยังได้หนังสือมาอีกเล่มและเป็นหนังสือที่แนะนำอีกด้วยนั่นก็คือ Common Sense เป็นหนังสือเรื่องของสามัญสำนึกของใจคนอีกด้วย

กลุ่มน้อง ๆ หอวัง

มีการ์ตูนสนุก ๆ อยู่มากมายให้เลือกอ่าน

วันนี้ที่น้อง ๆ เด็กหอวังกลุ่มนี้มาในงานเพื่อหาซื้อหนังสือการ์ตูนออกใหม่จากสำนักพิมพ์ต่าง ๆ รวมไปถึงหาซื้อการ์ตูนวาย (เป็นประเภทหนึ่งของการ์ตูนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักระหว่างชายและชายด้วยกัน) และหนังสือวรรณกรรมแปลของสำนักพิมพ์ Book Scape ซึ่งน้องก็ได้แนะนำหนังสือเรื่อง A Monster Call ที่ครั้งหนึ่งเคยทำเป็นภาพยนต์เมื่อปี พ.ศ. 2559 ออกมาด้วย ซึ่งน่าสนใจเลยทีเดียว

เด็กจุฬา (ผู้ชาย)

หนังสือออกใหม่ จะหาตามร้านหนังสือทั่วไป มันลำบาก

มาถึงหนุ่มคนสุดท้ายที่ผมเข้าไปถามแล้ว น้องคนนี้ดูเป็นสายการ์ตูนเหมือนกับผมเป็นอย่างมาก และเมื่อได้ถามเท่านั้นแหละ ก็เป็นเหมือนกับที่คาดเอาไว้ไม่มีผิด!! วันนี้น้องมาเลือกซื้อหนังสือการ์ตูนและไลท์โนเวล ซึ่งน้องได้แนะนำกับผมมาเรื่องหนึ่ง คือ นิยายเรื่อง Anohana พอได้ยินชื่อเท่านั้นแหละ ผมถึงกับยิ้มออกมา เพราะรู้ได้ในทันทีว่าเราทั้งคู่มีความชอบที่ใกล้เคียงกัน

กรี๊ดดดดดดดด~

Anohana (ดอกไม้ มิตรภาพ และความทรงจำ) เป็นการ์ตูนที่ผมชอบมาก ด้วยเนื่อเรื่องที่เล่าถึงความซาบซึ้งของคำว่า “เพื่อน” แต่ว่าฉบับนิยายนั้นจะแตกต่างกับเวอร์ชั่นการ์ตูนมากน้อยแค่ไหน ต้องไปพิสูจน์กันเอาเองนะ

พาทัวร์งานที่นอกเหนือจากหนังสือ

หลังจากที่ได้ถามและให้พี่ ๆ น้อง ๆ แนะนำหนังสือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็เป็นตาของผมเองแล้วที่จะเดินดูอะไรต่าง ๆ ภายในงานด้วยตัวเอง ซึ่งนอกจากหนังสือมากมายที่พากันมาลดราคากันอย่างหนักหน่วงแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ให้ทำ

นั่งร้านกลางงาน

สูงจนขาสั่นไปหมด แง

เป็นสิ่งแรกที่พอเดินเข้าไปในงาน จะสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนเลย คือ “นั่งร้าน” ที่ทางงานนั้นจัดมาให้ ตั้งเด่นอยู่ตรงกลางของฮอลล์ เพื่อให้ทุกคนได้ขึ้นไปวิวของงานได้ 360 องศา และยังเป็นซิกเนเจอร์ของงานอีกด้วย ที่ใครได้มางาน Winter Book Fest จะต้องขึ้นมาถ่ายกันสักภาพก่อนที่จะกลับบ้าน อย่าลืมไปถ่ายกันด้วยล่ะ

ดื่มกาแฟ อ่านหนังสือ

หนึ่งไฮไลท์จากร้าน Fathom Book Space ที่จัดมาเพื่อเหล่าคนที่ชอบหนังสือและกาแฟไปพร้อม ๆ ได้นั่งดูการดริฟกาแฟแบบสด ๆ ต่อหน้า (มีชนิดกาแฟให้เลือกลองกันด้วยนะ) ลองซื้อหนังสือสักเล่มมานั่งและพูดคุยกับพี่เจ้าของร้านแลกเปลี่ยนเรื่องหนังสือที่สนใจได้ ใครที่เป็นสายชิลหรือสายอินดี้ร้านนี้ต้องห้ามพลาด

เล่นบอร์ดเกม

เล่นกันดูน่าสนุกเชียว อยากเล่นบ้าง

อีกหนึ่งความน่าสนใจ ที่เดินผ่านแล้วต้อง เอ๊ะ!! เพราะว่าเขากำลังนั่งเล่นบอร์ดเกมกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งที่บูธ Siam Board Game มีบอร์ดเกมให้เลือกซื้อมากมาย และที่สำคัญคือ เกมทุกเกมแปลไทยมาให้แล้ว ศึกษาการเล่นได้ง่าย ๆ แถมมีตัวอย่างให้ทดลองเล่นก่อนตัดสินใจซื้อได้อีกด้วย ชวนเพื่อน ๆ ไปงานด้วยกันแล้วไปนั่งเล่นบอร์ดเกม ก็ได้ฟิลลิ่งอีกแบบดีเหมือนกัน

ห่อของขวัญ ฟรี!!

ห่อเอง น่ารักไหม??

ถ้าซื้อหนังสือในงานเพื่อมาเป็นของขวัญปีใหม่นี้ให้ใครสักคน ต้องมาที่มุมนี้เลย เพราะทางงานจัดเตรียมอุปกรณ์ไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็น กระดาษห่อของขวัญ เชือกรัด ริบบินต่าง ๆ ครบ เดินเข้ามาพร้อมหนังสือแล้ว D.I.Y. (Do it yourself) ตามสไตล์ของตัวเองได้ในทันที

ฟังเพลงชิล ๆ และฟังบรรยายภายในงาน

เขินนักร้อง >///<

ในแต่ละวันของงานนั้นจะมีศิลปินนักร้องและวิทยากรมากหน้าหลายตาที่จะผลัดเปลี่ยนกันมาพูดแลกเปลี่ยนความคิดภายในงาน ซึ่งในแต่ละวันนั้นก็จะมีหัวข้อและแนวเพลงที่แตกต่างกันไป ใครที่จะไปงานเพื่อฟังเพลงฟิน ๆ เพลิน ๆ กับศิลปินที่ชื่นชอบสามารถคลิกเข้าไปดูตารางได้ที่

Facebook : Winter Book Fest

ซื้อฟิกเกอร์และของเล่น

นอกจากหนังสือแล้ว ยังมีสินค้าการ์ตูนลิขสิทธิ์มากมายที่นำเข้ามาขายภายในงาน ไม่ว่าจะเป็น Gundam, One Piece และอื่น ๆ พร้อมร่วมสนุกจับฉลากเมื่อซื้อของครบตามเงื่อนไข เพื่อลุ้นของรางวัลสุดพิเศษอีกด้วยนะ (วัดความเกลือได้ง่าย ๆ)

5 สายที่มางานนี้แล้วต้องโดนสิ่งนี้!!

กลับมาที่เรื่องของหนังสือกันบ้างดีกว่า หลังจากที่ผมได้ลองเดินดูงานทั่ว ๆ ได้ 2-3 รอบ ก็ได้เจอสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่างเลย ทั้งสิ่งที่ไม่คิดว่าจะมีอยู่ในงานหนังสือได้ หรือของแปลก ๆ ก็มีให้เห็นเช่นเดียวกัน จะมีอะไรบ้าง? และเหมาะกับคนสายไหน? มาดูกันไปพร้อม ๆ กันดีกว่า

1. สายขี้เกียจอ่านหนังสือ

พี่ ๆ ที่บูธคือน่ารัก ยอมให้ถ่ายรูปด้วย

สำหรับใครที่ขี้เกียจอ่านหนังสือเหมือนกันกับผม บอกเลยว่าต้องไม่พลาดแอปนี้ “Storytel” เป็นแอปหนังสือเสียง อาจจะฟังดูงง ๆ มันคือการที่เหมือนเรานั้นเลือกหนังสือสักเล่นที่สนใจ โดยที่จะมีคนมาอ่านหนังสือเหล่านั้นให้คุณฟัง โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องอ่านเองเลย ซึ่งในงานนี้เค้าแจกโค้ดให้ลองใช้ได้ฟรีถึง 30 วันเลยทีเดียว ไปงานแล้วต้องลองมาใช้ให้คุ้ม

2. สายประหยัด

แค่คำว่า Buffet ก็ต้องกระโดดเข้าใส่

สำหรับคนที่มีงบไม่มากเท่าไรนัก แต่อยากได้หนังสือในปริมาณที่มาก ๆ เน้นความคุ้มค่าไว้ก่อน ต้องเข้ามาที่บูธสำนักพิมพ์ Salmon เลย เพราะเขาจัดมุมสำหรับสาย Buffet ทั้งหลาย ที่สามารถซื้อหนังสือได้ไม่อั้น ขอแค่ให้ใส่ในถุงที่ทางสำนักพิมพ์จัดไว้ให้ได้ก็พอ (ผมเห็นว่าเค้าใส่กันได้เป็นสิบ ๆ เล่มอยู่นะ) บอกเลยว่าคุ้มจัด ๆ

3. สายอาร์ต

Happening Shop เป็นอีกหนึ่งบูธที่ใครมาต้องเข้ามาดู เพราะทั้งร้านนั้นขายแต่ของอาร์ต ๆ น่ารักกุ๊กกิ๊ก ไม่ว่าจะเป็นโปสการ์ด สติ๊กเกอร์ แมสเก๋ ๆ รวมไปถึงหนังสือที่เกียวกับงานศิลปะ ที่มาให้ศึกษาอย่างอัดแน่น ใครที่กำลังทำงานสายนี้อยู่ มาหาซื้อหนังสือเพื่อเติมไอเดียบูธนี้จะทำคุณเสียเงิน และได้ความอิ่มเอมใจกลับบ้านไปอย่างแน่นอน

4. สายเข้าครัว

ความเป็นเชฟนี่พุ่งพล่าน

อนาคตมาสเตอร์เชฟอยู่ไม่ไกล เพียงเข้าไปบูธสำนักพิมพ์ a book ก็มีหนังสือสูตรอาหารให้ลองได้ฝึกปรือฝีมือและโชว์ลวดลายการทำอาหารได้ง่าย ๆ น่าจะถูกอกถูกใจพ่อบ้าน แม่บ้าน รวมไปถึงใครก็ตามที่สนใจ เข้ามาในบูธแล้วจะหลงรักโซนนี้แบบหัวปักหัวปำ

5. สายเติม Passion

หน้าปกน่าเก็บสะสมอะ

ใครที่กำลังมองหา Passion ในการทำสิ่งต่าง ๆ และถ้ายิ่งคุณเป็นแฟนเพลงของพี่แสตมป์ อภิวัชร์อยู่แล้ว หนังสือ My Playlist นั้นตอบโจทย์อย่างมาก เป็นหนังสือที่จะตีความเพลงของพี่แสตมป์ออกมาในรูปแบบใหม่ พร้อมให้ความหมายที่ลึกซึ้งมากกว่าเดิมในเรื่องของความรัก และมาพร้อมเพลงประกอบการอ่านหนังสือเล่นนี้ถึง 5 เพลงเต็ม ๆ เมื่ออ่านจบเล่มแล้ว คุณจะได้ Passion กลับมา

สุดท้ายนี้

เป็นอีกหนึ่งงานที่มีความน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือภายในงาน หรือกิจกรรมอื่น ๆ ภายในงาน ผมได้เจอผู้คนมากมายที่พร้อมจะคุยกันในเรื่องหนังสือ ไม่จำเป็นเลยว่าคุณจะรักการอ่านหนังสือหรือไม่ เพียงแค่อยู่ในงานก็มีคนพร้อมจะแนะนำหนังสือดี ๆ ที่เหมาะกับตัวคุณให้

และแน่นอนว่าผมโดนพี่พนักงานในร้านแนะนำมา จนผมต้องหลวมตัวซื้อมาหนึ่งเล่ม เป็นเล่มที่ใหญ่เสียด้วย ซึ่งบอกได้เลยว่าเป็นหนังสือที่ถูกใจสายถ่ายภาพอย่างผมเป็นอย่างมาก แต่ไม่ค่อยถูกใจกระเป๋าเงินเท่าไรนัก แต่เชื่อเถอะ ขนาดผมที่ไม่อ่านหนังสือ ยังได้หนังสือกลับบ้านเลย ไปเถอะอยากให้ไป!!

แต่ถ้าคุณมางาน Winter Book Fest ไม่ได้หรือว่าอยู่ต่างจังหวัดที่ดูแล้วจะเดินทางลำบาก แต่อยากได้หนังสือดี ๆ เนื้อหาโดนใจสักแล้วล่ะก็ ลงเข้ามาดูได้ที่ Kaidee มีหนังสือหลากหลายประเภท ทั้งนิยาย วรรณกรรม เรื่องสั้น มีให้ครบ ไม่ต้องออกจากบ้านเลย