How To ทำบุญบ้าน อย่างไรให้เฮง !

How To ทำบุญบ้าน อย่างไรให้เฮง !

การทำบุญบ้าน นอกจากจะเป็นการทำบุญเพื่อเสริมสิริมงคลให้กับบ้านหรือที่อยู่อาศัยของเรา ยังเป็นการแสดงออกถึงความเคารพพระรัตนตรัย และสร้างสัมพันธ์อันดีต่อเทวดาเจ้าที่ที่ปกป้องคุ้มครองบ้านอีกด้วย ซึ่งการทำบุญบ้านอย่างถูกวิธีก็จะยิ่งส่งเสริมให้ที่อยู่อาศัยของเราเป็นสิริมงคลมากยิ่งขึ้น และการ ทำบุญบ้าน ก็ไม่ได้มีความยากอย่างที่ใคร ๆ คิด จะมีวิธีการอย่างไรบ้าง

ฤกษ์ ทำบุญบ้าน

การทำบุญบ้านให้มีประสิทธิภาพนั้น การหาฤกษ์งามยามดีก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การทำบุญบ้านของเรามีความเป็นสิริมงคลมากยิ่งขึ้น แบ่งเป็นวันและเวลาดังนี้

  • วัน ในบางตำราเชื่อว่าการทำบุญบ้านไม่ควรที่จะทำในวันเสาร์ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นวันแห่งโทษทุกข์ หรือในประเทศจีนเชื่อว่าการทำบุญบ้านที่ดีต้องตรงกับวันธงไชยเพราะจะช่วยส่งเสริมความสุขให้คนในบ้าน แต่ในทางปฏิบัติแล้ววันดีสำหรับการทำบุญบ้านนั้น อาจเป็นวันที่เจ้าบ้านมีความสะดวกหรือวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ได้เช่นกัน
  • เวลา ช่วงเวลาที่ดีในการทำบุญบ้านมีให้เลือกทั้งหมด 2 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงถวายภัตตาหารเช้าเริ่มพิธีประมาณ 7.30 น. และช่วงถวายภัตตาหารเพล เริ่มพิธีประมาณ 10.30 น. หรือตามศาสนกิจของพระสงฆ์ที่ได้เชิญมาด้วย
สวดมนต์ทำบุญบ้าน

พระที่นิมนต์ ทำบุญบ้าน

การทำบุญบ้านตามประเพณีไทยมักจะนิมนต์พระสงฆ์เป็นเลขคี่ คือ 5 7 และ 9 รูป ถ้าหากว่าผู้จัดมีกำลังทรัพย์และพื้นที่ในการจัดงานที่มากพอแนะนำว่าควรนิมนต์พระสงฆ์จำนวน 9 รูป ซึ่งเป็นเลขมงคลจะเหมาะสมที่สุด โดยผู้จัดงานต้องแจ้ง ประเภทงาน วันจัดงาน สถานที่ จำนวน และการเดินทางมายังสถานที่จัดงาน เพื่อความสะดวกแก่พระสงฆ์นั่นเอง

บทสวด ทำบุญบ้าน

สำหรับบทสวดมนต์ที่ต้องใช้พิธีการทำบุญบ้านมีหลากหลายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น บทบูชาพระรัตนตรัย บทอาราธนาศีล 5 บทสมาทานศีล และ บทอาราธนาพระปริตร ตามลำดับ

การจัดสถานที่ ทำบุญบ้าน

ในการทำบุญบ้าน เราจำเป็นต้องจัดสถานที่ในการทำบุญบ้านให้สะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย มีพื้นที่ในการจัดโต๊ะหมู่บูชาและพื้นที่สำหรับพระสงฆ์ทำพิธี รวมถึงไม่ควรแขวนรูปภาพไว้เหนือศีรษะพระสงฆ์

การเตรียมอุปกรณ์ทำบุญบ้าน

ก่อนที่พิธีจะเริ่ม การจัดเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สำคัญในการทำบุญบ้านเป็นสิ่งที่ต้องจัดวางให้ถูกต้อง ถูกตำแหน่ง ซึ่งอุปกรณ์สำคัญที่ต้องใช้ประกอบไปด้วย

  • โต๊ะหมู่บูชาพระ เพื่อเคารพพระรัตนตรัยและมีพระพุทธรูปเป็นพระประธาน การตั้งโต๊ะหมู่บูชานั้นไม่ได้มีทิศทางการตั้งที่แน่นอนตายตัว แต่ควรจะวางไว้ตำแหน่งขวามือของพระสงฆ์รูปที่ 1 และไม่ควรอยู่ในมุมอับ เช่น ใต้บันได หรือหน้าห้องน้ำ
  • อาสนะ มักจะหยิบยืมใช้จากทางวัด โดยควรจัดวางอาสนะให้ไม่ชิดหรือห่างจนเกินไป ต้องคำนึงข้าวของเครื่องใช้ของพระสงฆ์ด้วย
  • ของถวายสังฆทาน ทั้งปัจจัยต่าง ๆ เครื่องอุปโภคบริโภค หรือผ้าไตรก็สามารถถวายได้เช่นกัน
  • อุปกรณ์การเจิมและการพรมน้ำมนต์ นั่นก็คือน้ำขี้ผึ้ง ดินสอพอง หรือแป้งเจิมสำหรับติดแผ่นทองภายในบ้าน
  • อาหาร แบ่งเป็นทั้งหมด 3 ชุดด้วยกัน ได้แก่ สำหรับพระพุทธ พระสงฆ์ และเจ้าที่เจ้าทาง (หรือศาลพระภูมิ) ซึ่งแต่ละชุดก็ประกอบไปด้วย ข้าว อาหารคาวผลไม้ ของหวาน และน้ำดื่ม ซึ่งอาหารส่วนมากมักจะนิยมถวายด้วยอาหารมงคล เช่น ทองหยิบ ทองหยอด และขนมถ้วยฟู เป็นต้น

และนอกจากอุปกรณ์สำคัญเหล่านี้แล้ว ทางผู้จัดงานก็ยังต้องเตรียมอุปกรณ์อื่น ๆ สำหรับพิธีจัดงานทำบุญบ้านให้ครบครัน ได้แก่

  • ธูป เทียน
  • เหรียญทุกประเภท ทั้งหมด 108 บาท
  • ถุงเงิน ถุงทอง อย่างละ 2 ถุง
  • ธนบัตรทุกประเภท ทั้งหมด 1,900 บาท
  • ข้าวตอก ถั่ว งา
  • ดอกกุหลาบสีแดง สีเหลือง ดอกดาวเรือง ดอกรัก (เฉพาะกลีบ)
  • ดอกบานไม่รู้โรย
  • เครื่องครัว
  • พระพุทธรูปภายในบ้าน
  • แหวน สร้อย เครื่องประดับ และของมีค่าต่าง ๆ
  • ตะกร้าและถังน้ำ 2 ใบ (ใบใหม่)
พระเจิมทำบุญบ้าน

ขั้นตอนปฏิบัติของพิธีทำบุญบ้าน

  1. นิมนต์พระสงฆ์เข้ามายังสถานที่จัดงาน ถวายน้ำ สนทนาธรรม และเริ่มพิธีเมื่อถึงฤกษ์
  2. ผู้จัดงานจุดธูปเทียนที่โต๊ะหมู่บูชา โดยเริ่มจากเทียนด้านขวา ด้านซ้าย และธูปตามลำดับ
  3. ผู้จัดงานกราบพระพุทธ และเริ่มสวดบูชาพระรัตนตรัย อาราธนาศีล 5 สมาทานศีล และอาราธนาพระปริตร ตามลำดับ
  4. ผู้จัดงานจุดเทียนสำหรับน้ำมนต์ เมื่อพระสงฆ์สวดถึงท่อน “อเสวนา จ พาลานัง” ถวายข้าวพระพุทธ โดยวางภัตตาหารบนโต๊ะหรือผ้าขาวด้านหน้าโต๊ะหมู่บูชา (สูงกว่าอาสนะพระสงฆ์)
  5. ผู้จัดงานและแขกช่วยกันประเคนภัตตาหารแด่พระสงฆ์
  6. เมื่อพระสงฆ์ฉันเสร็จ นำจตุปัจจัย ดอกไม้ ธูป เทียน ดอกไม้ และสังฆทานมาวางที่หน้าพระสงฆ์ทุกรูป ปลายดอกไม้ชี้ไปด้านขวามือของพระสงฆ์ และผู้จัดงานยกถวาย หลังจากที่กล่าวคำถวายสังฆทาน
  7. ลาข้าวพระพุทธ และถวายสังฆทาน
  8. พระสงฆ์สวดอนุโมทนา ผู้จัดงานและแขกกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญกุศล
  9. พระสงฆ์พรมน้ำมนต์ พร้อมสวดชยันโตฯ
  10. นำจตุปัจจัยขึ้นรถ เพื่อส่งพระกลับวัด
  11. เสร็จพิธีทำบุญบ้าน

ทั้งหมดนี้ถือเป็นวิธีและขั้นตอนในการทำบุญบ้านของประเทศไทย ง่าย ๆ แค่ทำตามนี้ก็ช่วยทำให้ชีวิตเฮงขึ้นได้ด้วย หวังว่าผู้อ่านจะเอาข้อมูลที่เรานำมาฝากไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ส่วนใครที่ยังหาบ้านสวย ๆ ยังไม่ได้ ลองเข้ามาหาที่ Kaidee Property ดู เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมบ้านหลายหลากสไตล์ให้คุณได้เลือก

อ่านบทความ มาดูฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่ 2564 กัน !!

ของขลังใน ธี่หยด 2

ของขลังใน ธี่หยด 2

หลังจากที่ดู ธี่หยด 2 มาแล้วก็พบว่าการสู้กับผีมันสะใจกว่าการวิ่งหนีผีจริงๆ อีกทั้งตัวละครยังใช้เครื่องรางของขลังมากมายรวมถึงตะกรุดพิศมรมาต่อสู้กับผีอีกด้วย และเพราะเป็นเครื่องรางที่มีจริงในประวัติศาสตร์วันนี้จึงอยากพาทุกคนไปทำความรู้จักกันให้มากขึ้น

หากใครที่ได้ดูธี่หยดภาคแรกและภาคสองกันมาแล้วก็คงจะได้เห็นฉากที่ลุงยักษ์กับจ่าประพันธ์ต่อสู้รบรากับผีอย่างดุเดือดด้วยการใช้เครื่องรางของขลัง คาถาอาคมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์สาดไปที่ตัวผี การเอาผ้ายันต์มาติดตามประตู หน้าต่าง เพื่อป้องกันผี การใช้สายสิญจน์ล้อมรอบพื้นที่เพื่อกันผี ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้นล้วนใช้เพื่อป้องกันภัยอันตรายที่เกิดจากสิ่งลี้ลับชั่วร้ายทั้งสิ้น แต่เพราะผีธี่หยดนั้นเกิดจากการสาปแช่งของคนในหมู่บ้านรุ่นก่อนๆ จนกลายเป็นผีที่เต็มไปด้วยพลังอาฆาตสูงและทำให้ของขลังที่กล่าวมาไม่สามารถทำลายผีธี่หยดได้ ซึ่งในสุดท้ายตัวละครได้มีการนำตะกรุดพิศมรที่ถือเป็น 1 ใน 9 เครื่องรางของขลังจากหลวงพ่อแก้วที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์มาป้องกันตัว และใช้กระสุนพิศมรมาโจมตี ปราบผีธี่หยดนั่นเอง ทั้งนี้ทั้งนั้น 9 เครื่องรางของขลังได้มีการจารึกเป็นบทกลอนที่ไพเราะ แอดขอเสริมข้อมูลด้านพุทธคุณให้ทุกคนได้ทราบกันเพิ่มเติมถึงพลังของเครื่องรางเหล่านี้

  • หมากดีที่วัดหนัง หมากทุยวัดหนังของหลวงปู่เอี่ยมนั้นใช้ในการขับไล่ภูตผีปีศาจและอาถรรพ์ต่างๆ ใช้เพื่อป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้น นิยมใช้ในการป้องกันคุณไสย
  • ถ้าเบี้ยขลังวัดนายโรง เบี้ยแก้วัดนายโรงของหลวงปู่รอด ใช้ขับไล่ส่ิงอัปมงคลต่างๆ และภัยอันตรายที่มองไม่เห็น ถือเป็นหนึ่งในเครื่องรางของขลังที่มีชื่อเสียงมากมาจนถึงปัจจุบัน
  • ไม้ครูอยู่คู่วัดอินทร์ ตะกรุดไม้ครูจากวัดอินทรวิหารของหลวงปู่ภู ช่วยในการป้องกันภัย เสริมบารมี อีกทั้งยังช่วยให้ชีวิตราบรื่นประสบความสำเร็จ
  • ส่วนมีดบินวัดหนองโพ มีดหมอวัดหนองโพจากหลวงพ่อเดิม ใช้สำหรับปราบภูตผี สลายมนต์ดำ ป้องกันคุณไสย นิยมมากในการทำพิธีกรรมและการป้องกันภัย
  • พิศมรวัดพวงมาลัย ตะกรุดพิศมรวัดพวงมาลัยจากหลวงพ่อแก้ว สามารถคุ้มกันภัยอันตรายทั้งหลาย เชื่อว่าเป็นของขลังศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่สามารถมีมนต์ใดมาลบล้างอำนาจบารมีได้
  • ครั้งเหลือร้ายวัดโตนดหลวง ตะกรุดอุดครั่งวัดโตนดจากหลวงพ่อทองศุข ใช้ป้องกันภัยอันตรายทั้งปวง และยังมีพุทธคุณที่ช่วยเสริมบารมีด้านเมตตามหานิยมอีกด้วย 
  • ราหูคู่วัดศรีษะ ราหูวัดศรีษะจากหลวงพ่อน้อยนั้นเป็นเครื่องรางที่ใช้ในการเสริมดวงชะตา ลดปัญหาในชีวิต ช่วยให้ดำเนินชีวิตได้อย่างราบรื่น เสริมโชคลาภและสามารถสร้างโชคชะตาให้ดีขึ้น
  • แหวนอักขระวัดหนองบัว แหวดพิรอดจากวัดหนองบัวหลวงพ่อน้อย ใช้เสริมสิริมงคลให้แก่ผู้สวมใส่ และช่วยป้องกันภัยอันตรายจากคุณไสยและมนต์ดำ
  • ลูกแร่วัดบางไผ่ฤทธิ์เหลือร้ายหาใดปาน ลูกสะกดเนื้อแร่วัดโมลีจากหลวงปู่จันทร์ เชื่อว่าจะช่วยป้องกันสิ่งไม่ดีทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นกับตัว ไม่ว่าจะเป็นเคราะห์ร้าย คุณไสย มนต์ดำ และภัยอันตรายต่างๆ หากพกพาติดตัวก็จะนำมาซึ่งความปลอดภัยและสิริมงคล

เก้าสิ่งล้วนเป็นมงตล ทั่วทุกคนควรค้นหา 
ติดกายยามยาตรา ภัยมิกล้ามาแผ้วผาน

เจาะลึกความเป็นมาของ ตะกรุดพิศมรและกระสุนพิศมร ใน ธี่หยด 2

ถึงแม้ว่าจะมีการใช้วิชาอาคมและเครื่องรางของขลังมากมายที่ใช้ต่อสู้กับผีธี่หยดในภาคแรก แต่การกลับมาอีกครั้งของผีตนนี้ก็เป็นสิ่งที่บอกได้ว่าวิชาอาคมและเครื่องรางที่ใช้ไปกับผีที่มีแรงอาฆาตสูงตนนี้นั้นยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะกำจัดผีให้หายไป ในธี่หยดสองนั้นจึงมีการงัดอาวุธเด็ดมาปราบผีให้สิ้นซากโดยใช้ตะกรุดพิศมรและกระสุนพิศมรนั้นเอง บางคนอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อและเรื่องราวของตะกรุดพิศมรและกระสุนพิศมรมาก่อน แต่แอดต้องขอบอกเลยว่าเครื่องรางของขลังชนิดนี้มีประวัติมายาวนานมากเพราะตะกรุดพิศมรหรือตะกรุดใบลานนั้น ถูกสร้างขึ้นจากหลวงพ่อแก้วหรือพระครูญาณวิลาส ที่เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังในจังหวัดชลบุรี ท่านมีชีวิตอยู่ตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 3 จนถึงรัชกาลที่ 5 นอกจากจะเป็นที่เลื่อมใสของผู้คนหมู่มากแล้ว ยังมีชื่อเสียงด้านวิชาอาคมแกร่งกล้าและสร้างเครื่องรางของขลังมากมายให้กับลูกศิษย์ลูกหา โดยทุกเครื่องรางที่ท่านสร้างนั้นล้วนแต่เป็นเครื่องรางที่มีพุทธคุณสูงส่ง บ้างก็ช่วยเสริมอำนาจบารมี บ้างก็เสริมดวงชะตาให้ชีวิตราบรื่น บ้างก็ช่วยให้แคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวง บ้างก็ช่วยป้องกันภัยจากสิ่งลี้ลับป้องกันภูตผีปีศาจ

หนึ่งในเครื่องรางที่หลวงพ่อแก้วได้สร้างเพื่อป้องกันภัยจากภูตผีชั่วร้ายก็คือตะกรุดพิศมรหรือตะกรุดใบลานนั่นเอง โดยสร้างจากการนำใบลานจากบางปืนเท่านั้น มาผึ่งแดดและตากแห้ง โดยที่จะเลือกเพียงแค่ใบลานที่มีความสมบูรณ์ ไม่มีตำหนิ ม้วนแล้วไม่แตก จากนั้นจึงนำมาลงอักระขอม ใช้คาถาป้องกันภัยและคงกระพันในการปลุกเสก มีการอธิษฐานจิตที่แน่วแน่เพื่อฝากพลังของท่านลงในตะกรุดพิศมร และเมื่อลงอักขระเสร็จแล้วจะนำมาม้วน และหุ้มด้วยด้ายศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านการปลุกเสกแล้ว หลังจากนั้นจะหุ้มด้วยโลหะบางๆ หรือเคลือบน้ำมันมงคลเพื่อป้องกันการชำรุด ว่ากันว่าตะกรุดพิศมรนั้นจะช่วยให้ผู้ที่พกพาติดตัวแคล้วคลาดจากอันตรายทั้งที่มาจากอาวุธ สิ่งชั่วร้ายต่างๆ ทั้งที่มองเห็นและไม่เห็น วิชาอาคมแกร่งกล้าแค่ไหนก็ไม่สามารถทำลายล้างมนต์คาถาในตะกรุดพิศมรได้ 

ดังนั้นเราจะเห็นได้จากในหนัง ธี่หยด 2 ที่ตัวละครนั้นพกตะกรุดพิศมรติดตัวเพื่อป้องกันภัยจากภูตผีปีศาจและใช้กระสุนพิศมรที่มีการดันแปลงขึ้นมาจากตะกรุดพิศมรมาโจมตีผี ทำให้ผีนั้นเจ็บปวดและเสื่อมอิทธิฤทธิ์ลง สิ่งที่น่าเหลือเชื่อและน่าประทับใจไม่ใช่แค่หนังธี่หยด 2 มีการใช้เครื่องรางชิ้นนี้เพื่อต่อสู้และป้องกันภัยจากภูตผีและปีศาจ แต่ตะกรุดพิศมรนั้นยังเคยสร้างปาฏิหาริย์มากมายในอดีต ไม่ว่าจะเป็นการบอกเล่าของชาวบ้านที่ได้บูชาตะกรุดชนิดนี้ส่าสามารถรอดพ้นจากอุบัติเหตุร้ายแรงโดยไม่มีบาดแผลใดๆ บ้างก็เล่าว่าแม้ตัวเองต้องเดินทางไปยังเส้นทางชุมผี มีแต่พลังสารที่เป็นอัปมงคลมากมาย แต่ก็ไม่เคยพบเจอหรือรับอันตรายใดๆ จากเหล่าภูตผีปีศาจเหล่านั้นเลยเพราะพกตะกรุดพิศมรติดตัวไว้อยู่เสมอ 

ในประเทศไทยนั้นมีเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์มากมายที่ผู้คนอาจลืมเลือน พุทธมงคลมากมายที่คอยช่วยเหลือผู้คน ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและภัยอันตรายทั้งจากที่มองเห็นและมองไม่เห็น ต้องขอบคุณหนังธี่หยดที่นำเครื่องรางของขลังชิ้นนี้กลับมาให้ผู้คนได้ทำความรู้จัก เข้าใจ และศรัทธาในความศักสิทธิ์มากขึ้น

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องที่หยดก็สามารถไปติดตามดูกันได้รับรองว่าจะได้ทั้งสัมผัสทั้งความน่ากลัว ฉากแอ็คชั่นแบบครบรส ส่วนใครที่กลัวภัยอันตรายจากผีแอดขอแนะนำให้บูชาพระเครื่องและของขลังมากมายกับเรา

ศาสนา ความเชื่อ พระเครื่อง พุทธพาณิชย์ 

ศาสนา ความเชื่อ พระเครื่อง พุทธพาณิชย์ 

พุทธศาสนาเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมายาวนานจากรุ่นสู่รุ่น ตั้งแต่จำความได้เวลาครอบครัวขับรถผ่านวัดหรือเห็นพระพุทธรูปก็จะโดนบอกให้ยกมือไหว้ หรือโตขึ้นมาในวัยเรียนก็มีการสวดมนต์ มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและบางโรงเรียนยังบังคับให้ศึกษาและมีกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาให้ทำอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการสวดมนต์ยามเช้า นั่งสมาธิก่อนเข้าเรียน หรือแม้แต่การเข้าค่ายพักแรมเพื่อศึกษาพุทธธรรมนั่นเอง บางคนเริ่มเชื่อในพระพุทธศาสนาโดยการรับฟังจากคนใกล้ตัวว่าเป็นสิ่งดี บางคนไม่เชื่อจึงลองปฏิบัติตามแล้วเกิดผลลัพธ์ที่ดีจึงเชื่อ และก็ยังมีบางส่วนที่ไม่ได้เชื่อในพระพุทธศาสนาเลย แต่เข้าใจว่ากิจกรรมทางพระพุทธศาสนาต่างๆ อย่างน้อยเพียงได้สวดมนต์ ขอพร หรือเช่า พระเครื่อง มาบูชานั้นสามารถทำให้เกิดความสบายใจมากขึ้น หรือเรียกได้ว่าเป็นเครื่องช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจเอาไว้นั่นเอง 

ซีรี่ส์สาธุ กับการตีแผ่ด้านมืดของศาสนา

ซีรี่ส์เรื่องนี้คงได้ผ่านตาใครหลายๆ คนมาบ้างแล้ว เรียกได้ว่าเป็นกระแสที่น่าจับตามองในการนำเรื่องพุทธพาณิชย์มาเล่า ตีแผ่เรื่องราวด้านมืดเกี่ยวกับพุทธศาสนา โดยจุดเริ่มต้นของเรื่องเกิดขึ้นจากกลุ่มวัยรุ่นนักธุรกิจที่ล้มเหลวจนเป็นหนี้ก้อนโต ทำให้ต้องหาทางเอาตัวรอดด้วยการหาเงินหลายสิบล้านมาใช้หนี้ จึ่งเป็นจุดเริ่มต้นธุรกิจใหม่ในวัดโดยการทำพุทธพานิชย์ โดยมีการเอาความเชื่อ ความศรัทธาของผู้คนมาใช้ในการหารายได้ นอกจากซีรี่ส์จะได้เล่าเกี่ยวกับพุทธพาณิชย์แล้วยังได้พูดถึงทุกปัญหาที่เกิดขึ้นจริงของศาสนาพุทธในสังคมไทยในสมัยนี้อีกด้วย 

ศาสนา ความเชื่อ ความงมงาย

หากพูดถึงหลักคำสอนและหลักปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าได้สอน มีหลักปฏิบัติง่ายๆ เพียงแค่สามข้อเท่านั้นได้แก่ 

  1. การละเว้นการทำชั่ว 
  2. หมั่นทำความดี 
  3. ทำจิตใจให้ผ่องใส 

จากแก่นคำสอนของพระพุทธเจ้าเพียงแค่สามประการนี้หากปฏิบัติตามได้ จิตใจก็จะสงบสุขไม่เป็นทุกข์นั่นเอง หลายคนในที่นี้คงเคยได้ยินเกี่ยวกับความสอดคล้องของพระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์มาบ้าง โดยในทางวิทยาศาสตร์นั้นสอนให้คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลพิสูจน์สิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความจริง ซึ่งตัวของพระพุทธเจ้าเองก็ได้พูดถึงการไม่เชื่อสิ่งที่เห็นหรือได้ยิน จนกว่าจะใช้สติปัญญาในการพิสูจน์ด้วยตัวเอง และเมื่อพิสูจน์แล้วว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเกิดประโยชน์เมื่อปฏิบัติตามแล้วจึ่งเชื่อเช่นเดียวกันนั่นเอง จากข้อนี้จึงทำให้ได้รู้ว่าพระพุทธเจ้านั้น ไม่ได้สอนให้เรางมงายกับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยแม้แต่น้อย 

ความงมงาย คืออะไร?

พื้นฐานของความงมงายต่างจากคำสอนของพระพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิง ซึ่งความงมงายนั้นเกิดขึ้นเกิดจากหลากหลายความรู้สึกเช่น

  • การมีความรู้สึกไม่มั่นคง
  • สิ้นหวัง 
  • ท้อแท้
  • เศร้าโศก

ความรู้สึกเหล่านี้ล้วนเป็นด้านลบ ซึ่งสามารถนำพาให้เกิดความงมงายได้ง่าย หลายครั้งที่การเชื่อในสิ่งงมงายนั้นไม่ได้มาจากความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลหรือพิสูจน์ได้จริง หลงผิด หรือมีความคิดหลุดออกไปจากความเป็นจริง จึงนำไปสู่การกระทำที่ผิดหลักศาสนาและสุดท้ายผลที่ตามมาคือทำให้เกิดความทุกข์กับตัวเองมากขึ้น เช่นการบนบานสานกล่าว การไหว้ขอหวย สะเดาะเคราะห์เสริมดวงชะตา ทรงเจ้าเข้าผี ของขลัง สักยันต์ฟันแทงไม่เข้า และเมื่อสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ กลุ่มคนที่มีความเชื่องมงายจึงใช้การอ้างเหตุผลง่ายๆ อย่างคำว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่ เพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง เกิดจากความกลัวว่าถ้าหากสิ่งที่เชื่อเป็นสิ่งที่งมงาย ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงแล้วจะทำให้รู้สึกสิ้นหวังกว่าเดิมนั่นเอง

พุทธพาณิชย์คืออะไร ?

พุทธพาณิชย์ก็คือการแสวงหากำไรจากสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาโดยเอาความเชื่อ ความศรัทธาของคนมาเป็นที่ตั้งในการทำกำไร อย่างที่เราได้เห็นกันในหลายๆ วัดที่มีการวางตู้หย่อนเงินใส่กล่องบริจาค การนำดอกไม้มาวางจำหน่ายสำหรับคนที่จะเข้ามาทำบุญในวัด บางที่อาจใช้คำว่าตามกำลังศรัทธา บางครั้งกำหนดราคาดอกไม้และเครื่องไหว้อื่นๆ มาเลย และในหลายๆ ครั้งเราก็จะเห็นการนำดอกไม้หรือสังฆทานที่ผู้อื่นใช้ในการสักการะไปแล้ว กลับมาวนขายซ้ำใหม่อีกรอบ ในบางวัดอาจจะมีโซนทำบุญกับสัตว์ อย่างเช่นการซื้ออาหาร ปล่อยนกปล่อยปลา ไถ่ชีวิตโคกระบือ หรือแม้แต่โซนที่มีพระเครื่องจัดจำหน่าย ถึงแม้ในบางครั้งวัดจะไม่ได้เป็นผู้ผลิตเอง แต่ทางวัดนั้นก็ยังมีรายได้ที่มาจากค่าเช่าที่อยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้น ในทุกวันนี้เป็นยุคที่ไม่ว่าวัยไหนๆ ก็สามารถเข้าถึงช่องทางออนไลน์ได้ บางครั้งมีการไลฟ์สด บางครั้งเป็นการลงภาพพร้อมแนบบัญชีช่องทางการทำบุญ ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงรายได้เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เพราะใน 1 ปีประเทศไทยมีวัดหยุดทางศาสนาไปแล้วมากกว่า 8 วัน ซึ่งในช่วงวันหยุดประจำปีทางศาสนานี่แหละที่เป็นช่วงกอบโกยครั้งใหญ่ไม่ว่าจะเป็น

  • การทอดผ้าป่าสามัคคี 
  • ปิดทองฝังลูกนิมิต 
  • บวชนาคหมู่ 
  • งานวัดประจำปี 

สิ่งที่มีในทุกๆ ครั้งก็คือการบริจาคนั่นเอง แต่หลังจากที่เราได้นำเงินไปบริจาคแล้วเชื่อหรือไม่ว่า แทบจะไม่เคยมีใครตั้งข้อสงสัยเลยว่า เงินเหล่านั้นสรุปยอดได้เท่าไหร่ มีการนำไปใช้เพื่อบำรุงศาสนาจริงหรือไม่ แล้วถ้าไม่ เงินอยู่กับใคร? สิ่งเหล่านี้ที่พูดมาทั้งหมดนั้นถูกสรุปเป็นคำสั้นๆ ที่เรียกว่าพุทธพาณิชย์ ซึ่งยังคงเป็นที่ตั้งคำถามกันในคนกลุ่มเล็กๆ ทั้งถึงแม้จะศรัทธาในศาสนาแค่ไหน ก็ยังไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน และคนหมู่มากยังคงรู้สึกยินดีและเต็มใจที่จะ ‘ทำบุญ’ ด้วยการบริจาคเพราะเข้าใจว่า ยิ่งให้มาก ยิ่งได้รับกลับมามากนั่นเอง 

จริงๆ แล้ววัดมีไว้ทำอะไร ถ้าไม่ใช่เพื่อพุทธพาณิชย์ ? 

ตามที่หลายๆ คนเข้าใจกันนั้น วัดก็คือที่อยู่ของพระสงฆ์นั่นเอง แต่ถ้าจะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกต้องซะทีเดียว เพราะเดิมทีแล้ววัดหมายถึงสถานที่อาศัยที่รื่นรมย์ ซึ่งไม่ว่าใครก็สามารถอยู่ได้ แต่เนื่องจากพระสงฆ์นั้นไม่สามารถครอบครองที่อยู่อาศัยเป็นสมบัติของตัวเอง วัดจึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสมแก่การอยู่อาศัยของพระสงฆ์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความสะดวกสบายแก่พระสงฆ์ แต่เป็นสถานที่ในการทำศาสนกิจเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการบำรุงและเผยแพร่ศาสนานั่นเอง ดังนั้นการเข้าวัดจึงหมายถึงเข้าไปทำจิตใจให้สงบผ่องใส เรียนรู้หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า หลายคนคิดว่าต้องเข้าวัดเพื่อไปทำบุญ บริจาค ทำสังฆทานหรือปล่อยนกปล่อยปลาบริจาคเงินเข้าวัด แต่การสร้างบุญนั้นเกิดจากจิตที่มีกุศล คิดดี พูดดี และทำดี ซึ่งเป็นสิ่งง่ายๆ ที่หลายคนก็ปฏิบัติได้แม้ไม่ได้อยู่ในวัด แต่เนื่องจากพิธีกรรม หรือประเพณีที่เกิดขึ้นในตามแต่ละยุคสมัย จึงทำให้มีการควบรวมเข้าหากันระหว่างการเฉลิมฉลองทางประเพณีและการทำกิจกรรมทางศาสนาเกิดขึ้น วัดจึงถูกใช้ให้เป็นสถานที่ในการประกอบพิธีการหลายๆอย่างมาจากรุ่นสู่รุ่นทั้งด้านประเพณี วัฒนธรรม และพิธีการทางศาสนานั่นเอง

ความเป็นมาของ พระเครื่อง ที่หลายคนยังไม่เข้าใจ

เราจะได้เห็นร้านเช่า พระเครื่อง ไม่ว่าจะทั้งในวัด นอกวัด หรือแม้แต่ในตลาดร้านค้าออนไลน์เรียกได้ว่าเป็นที่สนใจกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งเรามักจะได้ยินหรือเห็นพระดังๆ ที่ถูกนำมาพิมพ์เป็นพระเครื่องผ่านตากันบ้างอยู่แล้ว แต่จุดเริ่มต้นของการห้อยพระนั้นมาจากความศรัทธาต่อศาสนาที่มีต่อพระพุทธเจ้า ใช้เป็นเครื่องเตือนใจในการละเว้นการทำความชั่ว พร้อมทั้งยังเชื่อกันว่าจะช่วยเสริมสร้างสิริมงคล ป้องกันสิ่งไม่ดีที่จะเข้ามาในชีวิต จากรุ่นสู่รุ่นยุคสมัยเปลี่ยนไปก็มีการศรัทธาพระสงฆ์ตามมา ซึ่งโดยส่วนใหญ่ที่ผู้คนนับถือนั้นจะมีความพิเศษกว่าพระสงฆ์ทั่วไป เนื่องจากถูกจัดให้เป็นพระอรหันต์ จึงเกิดการทำพระพิมพ์หรือพระเครื่องต่างๆ เพื่อใช้เป็นตัวแทนแสดงถึงความศรัทธาที่มีนั่นเอง ถึงแม้ว่าการเช่าบูชาพระเครื่องนั้นจะเกิดขึ้นจากความศรัทธาทางจิตใจ แต่ผู้ที่มีความเลื่อมใสในพระแต่ละรูปก็พยายามที่จะตามหาพระแท้จึงเกิดเป็นกิจกรรมส่องพระกันเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ยิ่งถ้าหากเป็นพระหายากก็ยิ่งต้องพึ่งระวังและมีการตรวจสอบกันอย่างจริงจัง เราได้รวบรวมพระที่คนนำมาหลอกขายมากสุด 3 อันดับได้แก่

  1. พระสมเด็จ สุดยอดพระเครื่องที่ไม่ว่าใครก็ต้องรู้จัก เป็นพระที่อยู่คู่ประเทศไทยมาถึง 5 รัชกาลด้วยกัน มีปัญญาเฉลียวฉลาดเป็นผู้รู้ผู้ตื่นที่ชาวบ้านและแม้แต่กษัตริย์ก็ต่างรักใคร่และเลื่อมใส
  2. หลวงปู่ทวด ในครั้งหนึ่งเมื่อหลวงปู่ได้เดินทางด้วเรือสำเภาแต่เกิดเหตุไม่คาดฝันจึงทำให้ต้องล่องอยู่ในทะเลหลายวัน น้ำสะอาดที่มีก็ขาดแคลน หลวงปู่นำเท้าไปจุ่มในน้ำและน้ำทะเลก็จืดในทันทีจึงถูกเรียกขานอีกชื่อว่าหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดนั่นเอง 
  3. หลวงพ่อคูณ เป็นพระที่ทำคุณงามความดีช่วยเหลือผู้ยากไร้จากเงินบริจาคที่ได้รับ ทั้งยังได้สร้างปาฏิหาริย์ทางด้านเครื่องรางของขลังจนเป็นที่เลื่อมใสของชาวพุทธตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ถึงแม้จะมีเรื่องที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับศาสนาพุทธอยู่บ่อยๆ แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่ไม่มีวันถูกทำลายก็คือหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนมาแล้วเป็นสหัสวรรษก็ยังเหมือนเดิม เพียงแค่ไม่คิดร้ายทำดีและทำจิตใจให้ผ่องใสก็ได้บุญแล้ว

หาซื้อพระเครื่องใน Kaidee ได้ที่นี่

ที่สุดของความขลัง! เปิดกรุเบี้ยแก้หลวงปู่ดัง

ที่สุดของความขลัง! เปิดกรุเบี้ยแก้หลวงปู่ดัง

ในวงการพระเครื่องและเครื่องรางของขลังต่างๆนั้น มีชิ้นหนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องความขลังและการป้องกันสิ่งชั่วร้ายนั่นคือ เบี้ยแก้ ที่หลายคนมักพกติดตัวทั้งเพื่อเป็นสิริมงคลและป้องกันความอาถรรพ์หรือการเล่นของชั่วร้ายต่างๆ 

เบี้ยแก้

เบี้ยแก้
ภาพจาก Kaidee.com (สุภาภรณ์)

เราทราบกันดีว่า “เบี้ย” นั้นแรกเริ่มเดิมทีคือหอยทะเลหรือเรียกว่าหอยเบี้ย ที่ถูกนำมาใช้เป็นเงินที่ใช้จ่ายกันในสมัยก่อน แต่การกลายมาเป็นเบี้ยแก้นั้น มีเรื่องที่เล่าต่อกันมาว่าเริ่มต้นขึ้นจากการใช้หอยเบี้ยมาแก้บนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้หอยที่นำมาใช้เป็นเบี้ยก็มีความเชื่อว่าเป็นสิ่งมงคลที่ขจัดสิ่งไม่ดีได้ จึงทำให้พระเกจิอาจารย์ต่างๆ นำหอยเบี้ยมาทำพิธีและลงคาถาอาคมและพกติดตัวไว้ในระหว่างการธุดงค์ หรือแจกจ่ายให้กับลูกศิษย์ได้นำไปพกพาติดตัวและนำไปบูชา 

วิธีใช้เบี้ยแก้

  • ห้อยคอ
  • ผูกเอว
  • แช่น้ำมนต์

เบี้ยแก้ที่นำมาทำพิธีและลงคาถาอาคมนั้นจะเป็นหอยเบี้ยที่มีปรอท ตะกั่ว ชันโรง และด้าย ถักประกอบเข้าด้วยกันในระหว่างการทำพิธีและลงอาคม แต่ละเกจิอาจารย์ก็จะมีคาถาหรือรูปแบบของเบี้ยแก้ที่ต่างกัน วิธีช้งานเบี้ยแก้ก็จะมีทั้งห้อยคอ ผูกเอว แล้วท่องคาถา อธิษฐานเพื่อคุ้มครองผู้พกพา

หรือนำมาแช่น้ำมนต์และนำมาดื่มหรืออาบเพื่อชำระล้างอาถรรพ์ ไล่ผีเข้า ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและล้างคุณไสย ที่สำคัญเบี้ยแก้ยังเป็นเครื่องรางของขลังที่มีพุทธคุณด้านเมตตามหานิยมอีกด้วย

เบี้ยแก้มีเสื่อมไหม?

เบี้ยแก้ขึ้นชื่อเรื่องการล้างคุณไสย ไล่ผีเข้า และปกป้องคุ้มครองจากสิ่งชั่วร้าย ทำให้หลายๆคนโดยเฉพาะผู้หญิงของพกเบี้ยแก้ติดตัวไว้เพื่อป้องกันการโดนทำเสน่ห์และคุณไสย ที่สำคัญเบี้ยแก้ไม่มีการเสื่อมของอิทธิฤทธิ์เหมือนของขลังอื่นๆ ที่หากทำผิดข้อห้ามแล้วของจะเสื่อมทันที แต่เบี้ยแก้นั้นไม่มีข้อห้าม ไม่ต้องกังวลว่าไว้ที่ใดแล้วของจะเสื่อม 

แต่สิ่งที่สำคัญคือการหมั่นตั้งจิตและท่องคาถา เพื่อให้เบี้ยแก้คุ้มครองเราอยู่เสมอ ซึ่งนอกจากเรื่องการปกป้องคุ้มครองแล้ว เรื่องเสน่ห์หรือโชคลาภ เบี้ยแก้ก็มีพุทธคุณด้านนี้เช่นกัน 

เบี้ยแก้หลวงปู่ดัง

การเกิดขึ้นของเบี้ยแก้มีมาตั้งแต่ยุคสมัยก่อน พระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายองค์ก็มีการปลุกเสกและสร้างเบี้ยแก้ขึ้น ซึ่งเบี้ยแก้เหล่านี้ก็ยังคงเป็นที่ต้องการในตลาดเครื่องรางของขลังในปัจจุบัน 

เบี้ยแก้ วัดกลางบางแก้ว

เบี้ยแก้หลวงปู่เจือ วัดกลางบางแก้ว ภาพจาก Kaidee.com (oneeman)

เบี้ยแก้หลวงปู่บุญ เบี้ยแก้หลวงปู่เจือและเบี้ยแก้หลวงปู่เพิ่ม เป็นหนึ่งในเบี้ยแก้สายวัดกลางบางแก้ว โดยการสร้างนั้นจะเทปรอทเข้าไปในตัวหอยเบี้ย จากนั้นปิดด้วยชันโรงแล้วจึงร่ายคาถาและหุ้มด้วยตะกั่วด้านนอก เบี้ยแก้นี้ก็จะช่วยการแก้คุณไสยและปกป้องพระจากสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ระหว่างการธุดงค์

การใช้งานนั้นก็สามารถพกติดตัวและท่องคาถา โดยเริ่มตั้งนะโม 3 จบ และกล่าวดังนี้

“อิติปิโส ภะคะวา ยาตรายามดี ได้ยามพระศรี สวัสดีลาโภ นะโมพุทธายะ”

ตามด้วย 

“อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ พุทธะสังมิ อิสวาสุ” 

เบี้ยแก้สายวัดกลางบางแก้ว

  • เบี้ยแก้หลวงปู่เพิ่ม
  • เบี้ยแก้หลวงปู่บุญ
  • เบี้ยแก้หลวงปู่เจือ

เบี้ยแก้หลวงปู่รอด วัดนายโรง

เบี้ยแก้ หลวงปู่รอด วัดนายโรง ภาพจาก Kaidee.com (Pat)

เบี้ยแก้หลวงปู่รอด วัดนายโรงเป็นหนึ่งในเบญจภาคีเครื่องรางที่ขึ้นชื่อว่ามีทั้งความขลังและเป็นมงคล ตัวเบี้ยแก้จะมีฟันคราบ 32 ซี่ มีลวดลายที่มีคาดกลาง การลงลักษณ์ รวมถึงการถักที่ละเอียด โดยหลวงปู่รอดจะเรียกปรอทจากในดินมาใส่ไว้เพื่อปลุกเสกและสร้างอาคม 

เบี้ยแก้ หลวงปู่รอด วัดนายโรงเป็นที่ต้องการในตลาดปัจจุบันมาก เพราะทั้งลูกศิษย์ที่นับถือมีจำนวนมาก ความศรัทธาและความเชื่อที่ว่าหลวงปู่รอดมีวิชาอาคมต่างๆที่ได้เรียนรู้และฝึกฝนจากพระอาจารย์มากมาย จนได้คิดค้นการทำเบี้ยแก้ที่เป็นเหมือนต้นตำรับ เพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้าย หากใครได้นำมาพกติดตัวไว้จะสามารถป้องกันคุณไสย เปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี 

เบี้ยแก้หลวงพ่อภักตร์ วัดโบสถ์

เบี้ยแก้จากหลวงพ่อภักตร์ วัดโบสถ์ จังหวัดอ่างทอง เป็นเบี้ยแก้ที่มีความขลังเป็นอันดับต้นๆ เพราะหลวงพ่อภักตร์ วัดโบสถ์นี้มีพระที่เป็นอาจารย์หลากหลายท่าน อย่างคนที่ใกล้ชิดที่สุดนั่นคือพี่ชายของหลวงพ่อภักตร์ ที่เดิมทีเป็นขุนโจรที่มีวิชาอาคมเลื่องชื่อ แต่สุดท้ายได้หันมาสู่พระธรรมและถ่ายทอดวิชาอาคมต่างๆให้กับหลวงพ่อภักตร์ 

ขอบคุณภาพจาก pralanna.com

พระเครื่องและเครื่องรางของขลังของหลวงพ่อภักตร์วัดโบสถ์มีมากมาย แต่สิ่งที่ขึ้นชื่อก็จะมีทั้งเหรียญและเบี้ยแก้ ด้านเบี้ยแก้ก็มีพุทธคุณการขับไล่สิ่งชั่วร้ายและป้องกันคุณไสยได้ คาถาอาคมรวมถึงขั้นตอนการปลุกเสกที่หลวงพ่อภักตร์ได้เรียนรู้จากพี่ชายของท่านทำให้เบี้ยแก้ของท่านมีความขลังและขับไล่คุณไสย ล้างการทำเสน่ห์ รวมถึงขับไล่ภูตผีสิ่งไม่ดีที่จะเข้าหาตัวได้

สรุป

แม้ปัจจุบันจะเป็นยุคที่ผู้คนอยู่กับเทคโนโลยีกันมากขึ้น เรื่องความเชื่อหรือการนับถือต่างๆ อาจเป็นที่สนใจของคนรุ่นใหม่น้อยลง แต่สำหรับพระเครื่องและเครื่องรางของขลังอย่างเบี้ยแก้นั้นยังคงเป็นสิ่งที่ผู้คนศรัทธาและนับถือกันอยู่อย่างแพร่หลาย ซึ่งการมีไว้ติดตัวก็ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหาย แต่กลับยิ่งทำให้เราสบายใจมากยิ่งขึ้น 

หากสนใจหาเบี้ยแก้ไว้พกติดตัว ป้องกันสิ่งชั่วร้ายและล้างคุณไสย สามารถค้นหาได้ง่ายๆ ใน Kaidee หมวดพระเครื่องและเครื่องรางของขลัง และไม่ต้องกังวลเรื่องการโดนโกงต่างๆ เพราะเรามีระบบ KD Pay ที่เป็นตัวกลางของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและสบายใจในทุกการซื้อขายได้ ลองไปดูกันค่ะ

เจ้าเชื่อเรื่องพญานาคบ่? ความเชื่อ แรงศรัทธา และพญานาคประจำวันเกิด

เจ้าเชื่อเรื่องพญานาคบ่? ความเชื่อ แรงศรัทธา และพญานาคประจำวันเกิด

ความเชื่อเรื่องพญานาคในสังคมไทยอยู่คู่กันมาช้านาน บ้างก็ว่า “พญานาค” มีมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล อย่างที่ทราบกันดีว่าสัตว์กึ่งเทพตนนี้ ผูกพันและข้องเกี่ยวกับศาสนามาเสมอ ดั่งเรื่องราวที่เด่นแจ้งในพุทธชาดก สะท้อนผ่านประเพณี ขนบธรรมเนียม ความเชื่อต่างๆ รวมไปถึงจิตรกรรมฝาผนังและงานศิลปะตามวัดต่างๆ ที่มักจะมีการปรากฏตัวของพญานาคอยู่ในเรื่องเล่าเหล่านั้น

หากมองในแง่ความเป็นจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ ปัจจุบันยังคงไม่มีอะไรชี้ชัดว่า “พญานาค” มีอยู่จริงหรือไม่มีจริง ความเชื่อและชุดข้อมูลต่างๆ มักถูกบอกเล่าผ่านผู้นำในสังคมนั้นๆ เป็นความเชื่อแบบปากต่อปาก เล่าสู่กันฟัง

จนนำไปสู่ “แรงศรัทธาที่ยิ่งใหญ่”

พญานาค

ความเชื่อ แรงศรัทธา “พญานาค” ของคนไทย
ในมิติศาสนาพุทธ

ความเชื่อเรื่องพญานาคแทรกซึมอยู่ในทุกบริบทของสังคมไทย ขึ้นชื่อว่าเป็นสังคมเมืองพุทธ เรื่องราวและเรื่องเล่าต่างๆ มักมีพญานาคเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญ ที่เป็นตัวแทนของ “ศาสนิกชนที่ดี” เปี่ยมด้วยความเลื่อมใสและศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทั้งยังมีเรื่องของงานประเพณี นิทานพื้นบ้าน ขนบธรรมเนียมบางอย่างที่ผูกพันกับงูใหญ่ผู้มีอิทธิฤทธิ์

พญานาคเป็นตัวแทนของความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์และเปี่ยมไปด้วยวาสนา คนไทยเชื่อว่านาคเป็น “สัตว์กึ่งเทพ” สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์และสัตว์อื่นๆ ได้ ที่สำคัญเต็มยังไปด้วยฤทธิ์เดชต่างๆ มากมาย ให้ทั้งคุณและโทษ หลายคนจึงนิยมบูชาพญานาค เพื่อหวังเรื่องโชคลาภ การคุ้มครองให้ปลอดภัย รวมถึงเรื่องอื่นๆ

Tips : ศาสนาฮินดูเชื่อว่า “พญานาค” เป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ ใกล้ชิดกับเทพองค์อื่นๆ

พญานาค ความเชื่อ

“พญานาค” ในพุทธชาดก

อย่างที่เอ่ยไปในตอนต้นว่า “พญานาค” ข้องเกี่ยวกับพุทธศาสนามายาวนาน ครั้งหนึ่งในอดีตชาติของพระพุทธเจ้าก็เคยกำเนิดเป็นพญานาคอยู่หลายครั้ง ดังปรากฏในอรรถกถาจัมเปยยชาดก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม 3 ภาค 7 หน้า 185
ทั้งยังมีเรื่องราวของพญานาคอยู่ในพระไตรปิฎกและอรรถกถาอีกหลายเรื่องเล่า

พญานาคกับพระพุทธรูปปางนาคปรก

“พระพุทธรูปปางนาคปรก” พระประจำคนเกิดวันเสาร์ ที่หลายคนรู้จักกันดีก็มาจากเหตุการณ์ที่ “พญานาคมุจลินท์” ขดตัวล้อมรอบพระสมณโคดม (พระพุทธเจ้า) เป็นชั้นๆ เจ็ดรอบ และแผ่พังพานขนาดใหญ่ปกป้องไม่ให้ร่างกายของพระพุทธเจ้าถูกลมฝนกระหน่ำตลอด 7 วันที่มีพายุเข้า

ตลอดจนคอยกันไม่ให้แมลงและสัตว์เลื้อยคลาน รบกวนการบำเพ็ญเพียรของพระสมณโคดม และเมื่อพายุฝนผ่านไป การบำเพ็ญภาวนาสิ้นสุด พญานาคมุจลินท์ได้แปลงกายเป็นชายหนุ่มรูปงาม เพื่อถวายนมัสการแด่พระพุทธเจ้า

จากเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความมุมานะนี้ ทำให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย พากันเห็นถึงความเลื่อมใสและศรัทธาอันแรงกล้าของพญานาคที่มีต่อศาสนา จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ หล่อพระพุทธรูปปางนาคปรกขึ้นมาอย่างแพร่หลายนั่นเอง

พระพุทธรูปปางนาคปรก

“พญานาค” กับการบวชเป็นพระภิกษุ

ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล มีพญานาคตนหนึ่งที่มีใจเลื่อมใสและฝักใฝ่ในพุทธศาสนาเอามากๆ จนยอมละทิ้งทุกอย่างในเมืองบาดาล ก่อนแปลงกายเป็นมนุษย์เพื่อขึ้นมาบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ แต่ด้วยดวงตาอันแหลมคมของพระพุทธเจ้า ซึ่งเห็นถึงความจริงทั้งหมดว่าบุคคลตรงหน้านี้ หาใช่มนุษย์จริงๆ

สุดท้ายด้วยกฏใดต่างๆ พญานาคองค์นั้นก็ไม่สามารถบวชเป็นพระได้ดั่งที่ตั้งใจ แต่ด้วยจิตใจที่แน่วแน่ในพระธรรม นาคองค์นั้นได้ขอให้พระพุทธเจ้า เรียกคนที่กำลังจะบวชว่า “นาค” เพื่อระลึกถึงพญานาคที่บวชไม่ได้นั่นเอง

ประเพณีการทำขวัญนาค ขานนาค หรือบวชนาค จึงมีที่มาจากเรื่องเล่าดังกล่าวนี้ รวมถึงการ “ขานนาค” ทุกครั้งก่อนบวช จำต้องมีบทสวดถามถึงคนที่ขอบวชเป็นภาษาบาลีว่า “มนุสฺโสสิ” ซึ่งหมายความว่า เป็นมนุษย์หรือไม่

นาค

“พญานาค” กับประเพณีบุญบั้งไฟ

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้หลายคนเชื่อว่า “พญานาค” มีอยู่จริง คือแสงไฟที่ลอยตัวขึ้นมาที่ริมน้ำโขง ในทุกๆ วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ของทุกปี โดยดวงไฟกลมๆ ที่ลอยขึ้นมาเหนือน้ำนั้น เชื่อว่าเป็นการแสดงอิทธิฤทธิ์ของพญานาคจากเมืองบาดาล เพื่อเฉลิมฉลองการเสด็จกลับจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

จนเกิดเป็นเทศกาลงานประเพณีสุดคึกคักในจังหวัดแถบอีสาน ฝั่งลุ่มแม่น้ำโขง ทุกๆ ปีจะมีประเพณีบุญบั้งไฟเพื่อบูชาพญานาค ตลอดจนเป็นพิธีกรรมขอฝนไปในตัว แต่ละพื้นที่จะมีพิธีกรรมทางวัฒนธรรมแตกต่างกันไป และที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือการบูมแบบปังๆ ของ “คำชะโนด” ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของพญานาค เชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของพญานาคปู่ศรีสุทโธ

พญานาคประจำวันเกิด

ว่าด้วยความเชื่อเรื่องพญานาค ที่อยู่คู่กับสังคมเมืองพุทธของเรามายาวนานไปเรียบร้อยแล้ว ทีนี้มาดู “พญานาค” ประจำวันเกิดของคนแต่ละวันกันบ้าง เกิดวันนี้ควรบูชาพญานาคองค์ไหน? เพื่อผลสัมฤทธิ์ที่ถูกต้องและชัดเจน ไปดูกัน!

  • ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ พญาอนันตนาคราช
  • ผู้ที่เกิดวันจันทร์ พญาภุชงค์นาคราช
  • ผู้ที่เกิดวันอังคาร พญาสุวรรณนาคราช
  • ผู้ที่เกิดวันพุธกลางวัน พญาศรีสุทโธนาคราช
  • ผู้ที่เกิดวันพุธกลางคืน พญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราค
  • ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี พญาศรีสัตตนาคราช
  • ผู้ที่เกิดวันศุกร์ พญาทะนะมูลนาคราช
  • ผู้ที่เกิดวันเสาร์ พญามุจลินทร์นาคราช

Tips : ส่วนใหญ่แล้วการบูชาพญานาคมักจะนำรูปปั้นพญานาคมาวางไว้ที่สระน้ำหน้าบ้าน หรือบริเวณสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับน้ำ หรือจะเลือกเป็นภาพวาดพญานาคมาแขวนไว้ รวมถึงเหรียญบูชาก็มีให้เลือกเช่นเดียวกัน

เครื่องบูชาพญานาค

  • ดอกไม้ที่มีสีขาว มีกลิ่นหอมเช่น ดอกมะลิ ดอกพุด กุหลาบขาว
  • เทียนหอม 2 เล่ม
  • น้ำมันหอม
  • ธูปจำนวน 5 / 7 / 9 ดอก ให้เป็นจำนวนคี่ แต่ห้ามใช้ธูป 1 ดอกเด็ดขาด
  • น้ำสะอาด 1 แก้ว
  • ผลไม้จำนวน 3 / 5 / 9 หรือใช้ชนิดเดียวก็ได้
  • สิ่งของต้องห้ามในการบูชาพญานาค : ห้ามถวายเนื้อสัตว์

คาถาบูชาพญานาค

นะโมตัสสะภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 3 จบ
“นะติตัง พญามะ นาคะ อภินัง นาคา สาธุโนภันเต ยะมะ ยะมะ”
นะโมตัสสะภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 3 จบ

กายะวาจาจิตตัง อะหังวันทา
นาคาธิบดี ศรีสุทโธ
วิสุทธิเทวา ปูเชมิ ( 3 ครั้ง )

Tips : วันมงคลในการบูชาพญานาค คือวันพระหรือวันขึ้น 15 ค่ำ

บูชาพญานาคที่ Kaidee

จัดเต็มกันไปแล้วทั้งพญานาคประจำวันเกิด บทสวดบูชา ของไหว้ต่างๆ เหลือแค่หาพญานาคประจำวันเกิดของเรามาบูชา Kaidee จบความต้องการเหล่านั้นของคุณได้ เรามีพญานาคหลากหลายปางให้คุณเลือกบูชาปังๆ ปลุกเสกจากวัดดัง ทั้งยังมีให้เช่าบูชาแบบเหรียญ แหวน สร้อยข้อมือ ฯลฯ เช่าง่ายได้ของดี เช่าเลยวันนี้!

อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก

https://www.baanjomyut.com/library_3/extension-5/dragon_and_buddha/02.html
https://www.thairath.co.th/horoscope/belief/2021296

http://center.mcu.ac.th/userfiles/file/mcuthesis2556library/%E0%B8%AA%E0%B8%B2
%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8
%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2/226-2555.pdf